เทศกาลตรุษจีน

เรื่องราวเกี่ยวกับเทศกาลตรุษจีน

เก็บบทความมาจาก สถานีวิทยุ C.R.I. ปักกิ่ง ภาคภาษาไทย http://thai.cri.cn

วันตรุษจีนนับเป็นเทศกาลที่สำคัญ และอึกทึกครึกโครมที่สุดในรอบหนึ่งปีของชาวจีน เฉกเช่นเทศกาลวันคริสต์มาสซึ่งเป็นเทศกาลสำคัญที่สุด สำหรับชาวประเทศตะวันตกหรือว่าเทศกาลสงกรานต์ของชาวไทย ถึงแม้นว่า พร้อมๆไปกับการพัฒนาแห่งยุคสมัย เนื้อหาและรูปแบบของการเฉลิมฉลองตรุษจีน ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้วก็ตาม แต่เทศกาลตรุษจีน ก็ยังคงมีความสำคัญที่มิอาจมีอะไรมาทดแทนได้ในชีวิต และจิตสำนึกของชาวจีนทั้งหลาย รายการ"วัฒนธรรมจีน"วันนี้ ผมขอเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเทศกาลตรุษจีนนะครับ

เล่ากันว่า เทศกาลตรุษจีนมีประวัติมายาวนานร่วม ๔ พันปีแล้ว ตามวิถีชีวิตของชาวจีนทั่วไป เทศกาลตรุษจีนตามความหมายกว้างๆนั้นเริ่มตั้งแต่วันที่ ๒๓ หรือวันแรม ๘ ค่ำเดือน ๑๒ จนถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอ้ายตามปฏิทินจันทรคติ รวมเวลานานประมาณสามสัปดาห์ และในระหว่างนี้ คืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กับ"วันชิวอิด"นั้นนับเป็นช่วงเวลาที่สำคัญและเอิกเกริกที่สุด

ตามท้องที่ต่างๆของจีนมีขนบธรรมเนียมประเพณีที่แตกต่างกัน ในการฉลองตรุษจีน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน และขาดเสียมิได้ไม่ว่าจะเป็นชาวจีนภาคใต้หรือชาวจีนภาคเหนือ นั่นก็คือ สมาชิกครอบครัวจะอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน เพื่อร่วมรับประทานอาหารมื้อส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ในคืนสุดท้ายของปีเก่า ส่วนทางภาคใต้ของจีน อาหารมื้อนี้ของแต่ละครอบครัวมักจะมีกับข้าวต่างๆมากถึง ๑๐ กว่าอย่าง และในจำนวนนี้ กับข้าวที่จำเป็นต้องมีเสมอในมื้อสำคัญนี้ก็คือ เต้าหู้ และปลา เพราะในภาษาจีนนั้น ทั้งสองคำดังกล่าวนี้ ต่างมีเสียงพ้องกับคำที่มีความหมายว่า"ร่ำรวย"นั่นเอง ส่วนชาวจีนในภาคเหนือนั้น มักจะเลือก"เจี่ยวจือ"หรือ"เกี๊ยว"เป็นอาหารส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ท่านผู้ฟังอาจจะถามว่า "เจี่ยวจือ"ที่เป็นอาหารจานโปรดของชาวจีนภาคเหนือนั้นทำอย่างไร? คำตอบง่ายๆก็คือ เอาแผ่นแป้งข้าวสาลีบางๆ รูปทรงกลมมาห่อใส้เนื้อสัตว์ หรือผักที่ปรุงรสต่างๆตามชอบ แล้วนำไปต้มในน้ำเดือดจนสุก จากนั้นก็ตักขึ้นมารับประทานร่วมกับน้ำจิ้ม ซึ่งทำจากน้ำส้มสายชูได้เลย

อาหารที่มีมาแต่ดั้งเดิมในช่วงตรุษจีนนั้นยังมีอีกหลายอย่าง เช่น "เหนียนเกา"หรือ"ขนมเข่ง"ที่ทำจากแป้งข้าวเหนียว ขนม"ทังหยวน"และ"หยวนเซียว"ซึ่งต่างก็มีลักษณะคล้ายกับ"ขนมอี้"ของไทย?อาหารเหล่านี้ต่างมีความหมายแฝงว่า การยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นทุกๆปี และความเป็นอยู่พร้อมหน้ากันของสมาชิกทั้งครอบครัวและความผาสุข เป็นต้น

การอยู่รวมญาติร่วมกันโต้รุ่งตลอดคืนส่งท้ายปีเก่านั้น ก็เป็นกิจกรรมที่มีมาแต่ดั้งเดิมของเทศกาลตรุษจีนเช่นกัน ในอดีต ก่อนวันตรุษจีนมาถึง ผู้คนทั้งหลายมักจะจุดประทัดกันเพื่อฉลองตรุษจีน แต่ทุกวันนี้ เนื่องจากปัจจัยด้านความปลอดภัยและมลภาวะต่างๆ ในเขตเมืองปักกิ่ง และเมืองใหญ่อื่นๆอีกหลายเมืองของจีน ได้ใช้นโยบายห้ามจุดประทัดกันเสียแล้ว เมื่อถึงวันชิวอิด สมาชิกในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือเด็กเล็ก ต่างก็จะสวมใส่เสื้อใหม่กันเพื่อต้อนรับการมาเยือนของญาติมิตร หรืออกไปเยี่ยมเยียนและกล่าวสวัสดีปีใหม่กับญาติมิตร ถ้าในรอบปีที่ผ่านมา เคยเกิดความขัดแย้งบางประการระหว่างกัน แต่ขอให้ได้กล่าวอวยพรปีใหม่ต่อกันในช่วงตรุษจีน ก็จะถือกันว่า ทุกฝ่ายต่างได้ให้อภัยซึ่งกันและกัน แล้วพร้อมๆกับปีใหม่ที่มาเยือน

กิจกรรมในช่วงตรุษจีนยังมีอีกหลากหลาย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ เมื่อผ่านพ้นวันขึ้นปีใหม่ตามคริสต์ศักราชไปแล้ว ภาพยนตร์ต้อนรับปีใหม่ ก็จะเริ่มถูกนำออกฉายประชันกันในทั่วประเทศจีน ส่วนในเขตชนบทนั้น ก็จะเปี่ยมไปด้วยบรรยากาศแห่งความร่าเริงหรรษาโดยทั่วหน้ากัน ด้วยงานแสดงและกิจกรรมต่างๆนานา เช่น การแสดงงิ้วพื้นเมือง การเชิดสิงโต การเต้นรำ"ยางเกอ" การเล่นเดินไม้ต่อขาและเที่ยวงานวัด เป็นต้น การชมรายการบันเทิงต่างๆทางโทรทัศน์ ก็นับเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมจากชาวจีนจำนวนมากเช่นกัน

นอกจากนี้แล้ว การปิดคำขวัญคู่และภาพปิดในช่วงตรุษจีนตามบานประตูและจุดโคมไฟ เป็นต้นก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมเพื่อความบันเทิง ในการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน ในขณะเดียวกัน ที่ชาวจีนยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีมาแต่ดั้งเดิมของเทศกาลตรุษจีนนั้น ผู้คนทั้งหลาย ยังได้คิดสร้างสรรค์กิจกรรมใหม่เพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยในช่วงตรุษจีน เช่น เล่นสกี ร่วมเล่นเกมส์อินเตอร์เน็ตกับเพื่อนฝูงเป็นต้น นอกจากนี้ การเดินทางไปท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ ก็ได้กลายเป็นกระแสนิยมใหม่อย่างหนึ่งของชาวจีนไปแล้วเช่นกัน

 


หมายเหตุ (การเปิดไฟล์เสียง จากคุณท้ายแถว)
เสียงอ่าน ถ้าไม่ดังให้ลงโปรแกรม realplay หรือใช้โปรแกรมเล่นเสียงอื่นๆ เปิด rtsp://audio.chinabroadcast.cn/spread/smil/thai/2005/02/thai_20050208CultureChina_20050208.smil ก็ได้นะ)

หยวนต้าน

"หยวนต้าน" ในภาษาจีน

เก็บบทความมาจาก สถานีวิทยุ C.R.I. ปักกิ่ง ภาคภาษาไทย http://thai.cri.cn

รายงานโดยคุณ พิศศรี ห่อเพชรพลอย รายการ"วัฒนธรรมจีน"

 

คำว่า "หยวนต้าน" (Yuan DAn) ในภาษาจีน ซึ่งแปลเป็นไทยว่า "วันขึ้นปีใหม่" ให้ฟังค่ะ

วันขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินสากลแล้ว ในภาษาจีนนั้น "วันขึ้นปีใหม่" เรียกว่า "หยวนต้าน" ต่อไปเรามาศึกษาความหมายของตัวอักษรภาษาจีนสองตัวนี้ค่ะ คำว่า "หยวน" (Yuan) มีความหมายหลักคือ "หัว" และ "ต้น" เช่น มีความหมายหนึ่งว่า "หัวของคน" หรือที่มีลักษณะกลมอย่างหัว เช่น "กล่ำปลี" เรียก "หยวนไป๋ไช่ (Yuan Bai Cai)" อีกความหมายหนึ่งว่า "การเริ่มต้น" หรือ "ที่หนึ่ง" อย่างคำว่า "หยวนต้าน" (Yuan Dan) หมายถึง "วันที่หนึ่ง" และ คำว่า "หยวนเย่ว์" (Yuan Yue) หมายถึง "เดือนที่หนึ่ง" นอกจากนี้ คำว่า "หยวน" ยังมีความหมาย ว่า "ที่เป็นหัวหน้า" และ "ที่นำหน้า" เช่น คำว่า "หยวนสว้าย" (Yuan Shuai) หมายถึง "จอมพล" และคำว่า "จ้วงหยวน" (Zhuang Yuan) หรือที่คนไทยคุ้นเคยกันว่า "จอหงวน" หมายถึง "บัณฑิตหมายเลขหนึ่ง" คือ บัณฑิตที่เก่งที่สุด สอบได้คะแนนสูงสุดของปี ส่วนคำว่า "หยวนเพ่ย" (Yuan Pei) หมายถึง "คู่ครองคนที่หนึ่ง" หรือ "ภรรยาหลวง" เป็นต้น

เมื่อทำความรู้จักกับคำว่า "หยวน" ของภาษาจีนแล้ว ต่อไปเรามาดูคำว่า "ต้าน" (Dan) นะคะ คำว่า "ต้าน" ในภาษาจีนหมายถึง "วัน" หรือ "กลางวัน" คือ ดวงตะวันโผล่พ้นเส้นขอบฟ้าขึ้นมา เป็นการเข้าสู่ช่วงกลางวัน เมื่อนำคำว่า "หยวน" กับคำว่า "ต้าน" มารวมเข้าด้วยกันเป็น "หยวนต้าน" แล้วก็มีความหมายว่า "วันที่หนึ่ง" หรือ "วันเริ่มต้น" ก็คือ "วันที่หนึ่งของปี" หรือ "วันเริ่มต้นของปี" หรือ "วันแรกของปี" นั่นเอง

ประวัติความเป็นมาของเทศกาล "หยวนต้าน" ของจีนนั้น เล่ากันตามนิทานปรัมปราว่า เริ่มต้นจากสมัยจักรพรรดิจ้วนสี้ว์ (Zhuan Xu) เมื่อกว่า 3,000 ปีก่อน ส่วนคำว่า "หยวนต้าน" นั้น ปรากฏเป็นครั้งแรกในหนังสือเรื่อง "จิ้นซู" (Jin Shu) ซึ่งรวบรวมขึ้นระหว่างปีคริสต์ศักราช 646-648 สมัยจักรพรรดิถังไท่จงของราชวงศ์ถัง

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจีนในสมัยโบราณใช้ปฏิทินทางจันทรคติ ฉะนั้น จึงกำหนด "วันขึ้นหนึ่งค่ำเดือนอ้ายตามปฏิทินจันทรคติ" เป็น "หยวนต้าน" คือ กำหนดให้ "วันขึ้นหนึ่งค่ำเดือนอ้าย" เป็น "วันแรกแห่งปี" เล่ากันว่า เริ่มตั้งแต่สมัยจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ของราชวงศ์ฮั่นสืบต่อมาอีกนานจนถึงปลายสมัยราชวงศ์ชิง ล้วนกำหนดให้ "วันขึ้นหนึ่งค่ำเดือนอ้าย" เป็น "วันแรกแห่งปี" โดยเรียกกันมาตลอดทุกสมัยว่า วัน "หยวนต้าน"

ในปีคริสต์ศักราช 1911 เมื่อมีการสถาปนาสาธารณรัฐจีนขึ้น จึงมีการประกาศให้ใช้ปฏิทินสากลตามประเทศตะวันตกที่เป็นปฏิทินทางสุริยคติเริ่มตั้งแต่ปีคริสต์ศักราช 1912 อีกทั้งกำหนดไว้ว่า วันที่ 1 เดือนมกราคมตามปฏิทินสากลจะเป็นวัน "ซินเหนียน (Xin Nian)" ซึ่งแปลว่า "วันเข้าสู่ปีใหม่" หรือ "วันขึ้นปีใหม่" แต่ก็ยังไม่ได้เรียกว่าเป็นวัน "หยวนต้าน"

จนกระทั่งมาถึงวันที่ 27 เดือนกันยายนปีค.ศ. 1949 ในการประชุมเต็มคณะครั้งที่หนึ่งของสภาปรึกษาการเมืองประชาชนจีนมีมติว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนจะใช้ปฏิทินสากลที่ใช้กันทั่วโลกเช่นกัน แล้วกำหนดให้วันที่ 1 เดือนมกราคมตามปฏิทินสากลว่าเป็นวัน "หยวนต้าน" และกำหนดให้เปลี่ยนชื่อของ "วันขึ้นหนึ่งค่ำเดือนอ้ายตามปฏิทินทางจันทรคติ" จากเดิมที่ว่า "หยวนต้าน" มาเป็น "ชุนเจี๋ย (Chun Jie)" แทน

ท่านผู้ฟังคะ หวังว่าท่านคงฟังเข้าใจกันแล้วนะคะ คือ คำว่า "หยวนต้าน" ในอดีตของจีนหมายถึง "วันขึ้นหนึ่งค่ำเดือนอ้ายตามจันทรคติ" ซึ่งก็คือ "วันตรุษจีน" แต่ปัจจุบันหมายถึง "วันที่ 1 เดือนมกราคมตามปฏิทินสากลซึ่งเป็นปฏิทินทางสุริยคติ"

สุดท้ายนี้ขออวยพรให้ท่านผู้ฟังทุกท่านพร้อมกับครอบครัวว่า "หยวนต้านไคว่เล่อ" (Yuan Dan Kuai Le) สุขสันต์วันที่ 1 เดือนมกราคม และสุขสันต์วันปีใหม่ค่ะ

 

หยวนเซียว 元宵

เทศกาล"หยวนเซียว"หรือเทศกาลโคมไฟของจีน

นำมาจาก China Radio International thai.cri.cn

สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ ทุกวันอังคารพบกับผมยงเกียรติ ลู่ในรายการ "วัฒนธรรมจีน" นะครับ ท่านผู้ฟังครับ
วันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือนอ้าย ตามจันทรคติของจีนเป็นวัน "เทศกาลหยวนเซียว" ซึ่งเป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญที่มีมาแต่ดั้งเดิมของจีน และถือเป็นวันสุดท้ายของเทศกาลตรุษจีน รายการวัฒนธรรมจีนวันนี้ ผมขอเล่าเรื่องเกี่ยวกับความเป็นมาและขนบธรรมเนียมประเพณี ของเทศกาลหยวนเซียวครับ

วันเทศกาลหยวนเซียว เป็นวันเพ็ญวันแรกในปีใหม่ตามจันทรคติ ใแต่ไหนแต่ไรมา เมื่อถึงคืนวันนั้น ตามท้องที่ต่างๆของจีนต่างก็มีประเพณีแขวนโคมไฟหลากสี ด้วยเหตุนี้ เทศกาลหยวนเซียว จึงเรียกกันในอีกชื่อหนึ่งว่า "เทศกาลโคมไฟ" วันเทศกาลโคมไฟปีนี้ตรงกับวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ตามคริสต์ศักราช การเที่ยวชมโคมไฟและการรับประทานขนม "หยวนเซียว" นั้นเป็นเอกลักษณ์สำคัญสองประการในวันเทศกาลหยวนเซียว

ท่านผู้ฟังอาจจะถามว่า เหตุใดจึงต้องแขวนโคมไฟกันในเทศกาลหยวนเซียว

เล่ากันว่า เมื่อปี ๑๘๐ ก่อนคริสต์ศักราช จักรพรรดิฮั่นเหวินตี้ ในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตกของจีน ได้ขึ้นครองราชบัลลังก์ เพื่อเฉลิมฉลองการขึ้นครองราชบัลลังก์ จักรพรรดิฮั่นเหวินตี้ ทรงมีพระราชโองการให้กำหนดวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือนอ้าย เป็นวันเทศกาลโคมไฟ เมื่อถึงคืนวันนั้นทุกปี จักรพรรดิฮั่นเหวินตี้ก็จะเสด็จแปรพระราชฐานและเสด็จพระราชดำเนินไปชมตามสถานที่ต่างๆ และทรงร่วมสนุกสนานกับชาวบ้าน ในวันนั้น แต่ละครัวเรือน และตามถนนหนทางหรือตรอกซอกซอยต่างๆ ก็จะมีการแขวนโคมไฟที่มีรูปแบบต่างๆ นานาและวิจิตรพิสดารขึ้นเพื่อให้ผู้คนทั้งหลายได้เที่ยวชมเป็นขวัญตา ครั้นถึงเมื่อปี ๑๐๔ ก่อนคริสต์ศักราช เทศกาลหยวนเซียว ได้ถูกกำหนดให้เป็นเทศกาลสำคัญแห่งชาติอย่างเป็นทางการ ข้อกำหนดนี้ ได้ทำให้เทศกาลหยวนเซียว มีความหมายที่กว้างขวางยิ่งขึ้น ตามกำหนดการ เมื่อถึงวันนั้น ตามสถานที่สาธารณะและทุกๆ ครอบครัวต่างก็ต้องจะแขวนโคมไฟหลากสีสัน ประดับประดาอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะตามถนนหนทางที่เจริญและคึกคัก และศูนย์วัฒนธรรมต่างๆ นั้นยังมักจะจัดงานแสดงโคมไฟขนาดใหญ่ขึ้นอีกด้วย ผู้คนทั้งหลาย ไม่ว่าชาย หญิง เด็กเล็กหรือคนชรา ก็มักจะไปเที่ยวชมโคมไฟด้วยกัน เล่นทายปริศนาหรือเชิดโคมไฟมังกรกันจนโต้รุ่ง ต่อมาภายหลัง สิ่งเหล่านี้ได้สืบทอดต่อกันมาปีต่อปี จนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของประชาชาติจีน ตราบเท่าปัจจุบัน

โคมไฟหลากสีในเทศกาลหยวนเซียวนั้น ส่วนใหญ่ทำด้วยกระดาษสีที่สดใส สามารถทำให้มีรูปลักษณ์ต่างๆนานาได้ เช่น ภูเขา แม่น้ำลำธาร อาคารบ้านเรือน มนุษย์ ไม้ดอกและพืชหญ้าต่างๆ วิหคนกน้อยและสัตว์สี่เท้าชนิดต่างๆ เป็นต้น ในช่วงปีหลังๆ นี้ ศิลปะการทำโคมไฟน้ำแข็งได้มีการพัฒนา จนได้รับความนิยมชมชอบกันทั่วไป ทางภาคเหนือของจีน ในขณะเดียวกัน ผู้คนทั้งหลายยังได้ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ในกรรมวิธีผลิตโคมไฟน้ำแข็งอีกด้วย แสงไฟหลากสีสันกับน้ำแข็งแกะสลักที่โปร่งใสประชันแสงสีกัน เป็นภาพที่งดงามตระการตายิ่งนัก

การรับประทานขนม "หยวนเซียว" ก็เป็นประเพณีเก่าแก่ในวันเทศกาลหยวนเซียว ซึ่งเริ่มขึ้นในสมัยราชวงศ์ซ่งของจีน เวลานั้น เมื่อถึงเทศกาลโคมไฟ ในหมู่ชาวบ้านได้มีกระแสนิยม รับประทานอาหารแปลกใหม่ชนิดหนึ่ง ที่มีกรรมวิธีทำดังนี้ คือ ใช้ขนมโก๋ชนิดต่างๆเป็นใส้ ห่อด้วยแป้งข้าวเหนียวแล้วเอาฝ่ามือปั้นไปมาให้เป็นรูปทรงกลม เมื่อนำไปต้มในน้ำเดือดจนสุก แล้วก็สามารถรับประทานได้ มีรสที่หวาน กลิ่นหอม ชวนชิมยิ่งนัก ต่อมา ตามเขตภาคเหนือของจีนเรียกอาหารชนิดนี้ว่า "หยวนเซียว" ส่วนทางภาคใต้ของจีน เรียกอาหารชนิดเดียวกันนี้ว่า "ทังหยวน" หรือ "ทังถวน" เมื่อพัฒนามาจนถึงปัจจุบัน หยวนเซียวสามารถแบ่งออกได้เป็นประมาณ ๓๐ ชนิดแล้ว ส่วนใส้ของหยวนเซียวนั้นก็มีหลากหลาย เช่นซานจาซึ่งเป็นผลไม้จีนชนิดหนึ่ง พุทรากวน ถั่วแดงกวน ถั่ว ๕ อย่าง งา โกโก้เนยและช๊อกโกเลต เป็นต้น

ท่านผู้ฟังครับ กิจกรรมในวันเทศกาลหยวนเซียว นอกจากการชมโคมไฟและการรับประทานขนมหยวนเซียวแล้ว ยังตามมาด้วยรายการศิลปะบันเทิงต่างๆ อีกมากมาย เช่น การเดินไม้ต่อขา การเต้นระบำ "ยางเกอ" และการเชิดสิงโต เป็นต้น โดยเฉพาะการเชิดสิงโตขึ้นนั้น นอกจากจีนแล้ว ตามเขตชุมชนชาวจีนทุกแห่งในโลก ต่างก็จะจัดการแสดงเชิดสิงโตในโอกาสฉลองปีใหม่หรือเทศกาลสำคัญอื่นๆ เวลาเชิดสิงโตนั้น มักจะประกอบด้วยการบรรเลงดนตรี ที่มีเอกลักษณ์พื้นเมืองของจีน ไม่ว่าจะเป็นผู้แสดง หรือผู้ชมต่างก็มีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน ร่วมกันสร้างภาพที่คึกคักเร้าใจในวันเทศกาลโคมไฟ

中國客家語節目-《客家》 第一集:過年 (กั้วเหงี่ยน)งานตรุษจีนเป็นงานสำคัญของชาวจีนทั่วโลก เทปนี้พูดถึงชาวฮากกาต้องเตรียมการก่อนตรุษจีนอย่างไรบ้าง

中國客家語節目-《客家》 第一集:過年


中國廣西省賀州市電視台節目。

福到了!เกร็ดวัฒนธรรมจีน ตรุษจีน 2012 อักษรจีนมงคล 福 ต้องกลับหัว

อักษรจีน 福 หมายถึงโชควาสนา ความสมบูรณ์พูนสุข

คนแต้จิ๋วพูดว่า อู่ฮกขี่ (有福气)ก็หมายถึง การมีบุญ มีวาสนาดีนั่นเอง

(有福气)ภาษาจีนกลางออกเสียงว่า โหย่วฝูชี่ จีนฮากกาพูดว่า ยิวฝุกคี้

คนไทยเราก็หมายความว่า " มีบุญ " การมีบุญ

福 เป็นสัญญลักษณ์ของบุญญาบารมี วาสนา รวมถึงมีครอบครัวดี สุขภาพดี ลูกหลานดี บริวารดี สรุปว่า ดีทุกอย่าง

แน่นอน ต้องมีสุขภาพดีด้วย จึงจะเรียกว่ามีบุญ

อ้อ แล้วทำไมต้องติดกลับหัวด้วยล่ะ

ก็เพราะว่าอักษรจีนตัวนี้ ภาษาจีนกลางออกเสียงว่า ฝู

ส่วนอาการที่กลับหัวลง ภาษาจีนกลางออกเสียงว่า ต้าว(倒)

ซึ่งพ้องเสียงกับคำว่า ต้าว (到)ที่แปลว่า ถึง เอื้อมถึง มาถึง นั่นเอง

เวลาคนจีนมองไปที่ตัวอักษรจีนตัว 福 ที่ติดกลับหัวลง ก็จะพูดว่า " โอ้ 福倒了!" (ฝูต้าวเลอ)

ก็พ้องเสียงกับคำว่า 福到了 ที่หมายถึง โชควาสนามาอยู่บ้านเราแล้ว ...

อักษรจีนตัวสุดท้ายนี้ คือตัว 春 แปลว่าฤดูใบไม้ผลิค่ะ

เพราะชาวจีนถือเอาวันแรกของฤดูใบไม้ผลิเป็นวันชึ้นปีใหม่ ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 23 มกราคม นะคะ ชาวจีนหยุดพักผ่อนกลับไปเยี่ยมบ้านกันยาวเลยค่ะ

อ้อ เกร็ดความรู้เกี่ยวกับ ฝูต้าวเลอ 福到了 นี้ บรรดาข้อสอบต่างๆ ชอบเอาไปสอบนะคะ น้องๆ ที่จะสอบภาษาจีนทุกระดับน่าจะไปหาฉบับภาษาจีนมาอ่านนะคะ

ตรุษจีนนี้ขออวยพรให้คนไทยทุกเชื้อสาย ทั้งที่เข้ามาอ่าน และไม่ได้เข้ามาอ่าน มีความสุขสมบูรณ์และมี 福 มาอยู่ที่บ้านทุกครอบครัวเลยค่ะ

ส่วนคนที่เข้ามาเม้นท์ ก็ขอให้มี 福 เต็มบ้านจนล้นไปถึงบ้านญาติๆ และเพื่อนๆ ทุกคนด้วยนะ

赏花灯 舞长龙 欢天喜地闹元宵 2012央视元宵晚会今晚播出 再现梦幻舞台( วันเทศกาลโคมไฟของชาวจีน )

今天是元宵节,虽然各地闹元宵的习俗不尽相同,但都透着红红火火的喜气。 闹元宵,赏花灯。贵阳、辽宁盘锦、河北邯郸、内蒙古通辽的灯会上,以龙为主题的花灯最为引人注目。虽然北方地区迎来了新一轮的降温,但也让吉林四平的人们有机会欣赏到难得

­
一见的"雪打灯"美景。
元宵节到了,福州马尾和台湾马祖互送花灯,共同举办"两马同春闹元宵"活动。这些花灯穿越海峡,寄托了两岸同胞的美好祝福。
闹元宵,观民俗。在珠海,一年一度的民间艺术大巡游拉开大幕。湖北武汉、河南鹤壁、甘肃平凉、青海西宁的传统社火表演也是各个拿出了绝活。黑龙江伊春的冰
上龙舟赛热火朝天­。重庆石柱县的民间艺人耍起了惊险刺激的桌上舞狮,祝愿来年生活"芝麻开花节节高"。正在青岛举行的萝卜元宵山会上,人们除了可以挑萝卜,还能找到很多平常难得一见的传统­手工艺术品。 闹元宵,舞长龙。浙江德清将祥龙舞到了京杭运河岸边的货船上,祝福龙年运输一帆风顺。江西吉安的村民们将武术、杂技等融入了龙灯表演中,引来阵阵喝彩声。湖南隆回的炭花龙­舞起来,令人眼花缭乱。 闹元宵,吃汤圆。天津的小朋友和大人们玩起了摇元宵的游戏。在安徽黄山、江苏泰州,外国朋友和中国师傅学起了包汤圆,忙得不亦乐乎。西安大唐西市则上演了万人免费吃元宵的­热闹场景。在山西闻喜县,十里八乡的老百姓都在忙着蒸花馍。这个龙腾盛世花馍塔一共用了60袋白面。而这条长20多米的龙,光龙鳞就有六千多片。

2012
年中央电视台元宵晚会今晚八点将在我台第一套节目综合频道和第三套节目综艺频道同步播出。和龙年春晚一样,今年的元宵晚会上,舞美仍将让人眼前一亮。
这里是中央电视台一号演播厅,不断舞动的蓝色舞台仿佛一片波浪起伏的海面,这就是歌舞节目《心升明月》试图营造的一个场景。
这个在春晚中惊艳亮相的舞台被称为"会跳舞的舞台"。今晚这个舞台的功效将得到更加淋漓尽致的展现。在位于二楼的舞台操控指挥中心,我们看到只需按一下按
钮,304个舞台­机械便可瞬间呈现预定图案。今年春晚中,张明敏演唱《我的中国心》时瞬间拔地而起的万里长城就是这样实现的。据了解,这个舞台最高速度每秒钟达到50厘米,是一般升降台的­二、三倍。 担任了十几年春晚舞美总设计的陈岩透露,在国际上,一个舞台最多可以控制60到80个模块,而这个舞台却实现了180个模块同时参与表演。再加上视频、虚拟技术、3D技术­与艺术手段的完美融合,为观众打造出一个全新概念的舞美效果。2012年元宵晚会还将通过主持人的话语形态、串联方式、节目设计等多个环节,充分渲染和突出"闹元宵"的喜­庆氛围。晚会仍将保留龙年春晚中的家庭式联欢的形式,节目创意中多采用"跨界"和"混搭"的形式,相信会给观众带来耳目一新的观感。