เรื่องเล่าชาวฮากกา

เรื่องเล่าชาวฮากกา
(คัดลอกจากหนังสือ เทเบิลเทนนิสชิงถ้วยฮากกาฯ "ปากช่อง 2008" ISBN 978 974 766 040 1)

ชาวจีนแคะที่ชาวไทยเรียกกัน คือ ชาวฮากกา (客家) เป็นชื่อสากลใช้เรียกกันทั่วโลก คำนี้อ่านเป็นภาษาจีน แต้จิ๋วว่า แขะแก หรือภาษาจีนกลางว่า เค่อเจีย มีความหมายว่า ครอบครัวผู้มาเยือน ชนพื้นเมืองเดิมใช้เรียกชาวฮั่นกลุ่มหนึ่งที่มาอาศัยอยู่ ซึ่งกล่าวกันว่ามีบรรพบุรุษที่มีต้นกำเนิดบริเวณมณฑลเหอหนาน และซานซี ทางตอนเหนือของจีน เมื่อราว 2,700 ปีที่แล้ว เนื่องจากความไม่สงบทางสังคม และการรุกรานจากผู้ยึดครองต่างชาติ ตั้งแต่ยุคราชวงศ์จิ้น (ค.ศ. 265-420) เป็นต้นมาหลายราชวงศ์ เช่น ราชวงศ์ถัง ราชวงศ์ ซ่ง การยึดครองของชาวหนี่ว์เจิน ชาวมองโกล ในสมัยราชวงศ์หยวน และสมัยราชวงศ์หมิง ซึ่งถูกโค่นล้มโดยชาวแมนจู ซึ่ง ก่อตั้งราชวงศ์ชิงในเวลาต่อมา จึงได้อพยพลงใต้หลายครั้ง

จึงเชื่อว่า ชาวจีนฮากกา เป็นผู้สืบเชื้อสายมาจาก ผู้มีอารยธรรมด้านการเมืองการปกครองของจีนแต่ดั้งเดิมมา ในรัชสมัยของ พระจักรพรรดิ์คังซี ให้มีการอพยพผู้คน แถบภูมิภาคชายฝั่งเป็นเวลาเกือบทศวรรษ เพื่อลดอิทธิพลที่ยังหลงเหลือของราชสำนักหมิง ซึ่งหลบหนีไปยังดินแดนซึ่งเป็นไต้หวันในปัจจุบัน หลังจากที่กำจัดภัยคุกคามได้แล้ว จึงมีผู้คนเข้าไปในดินแดนนี้อีกครั้ง เพื่อไม่ให้กระทบกับชนดั้งเดิม จึงให้ชนกลุ่มใหม่ จึงอาศัยอยู่รอบนอก หรือไปตั้งหลักทำมาหากินในเขตที่มีแต่ภูเขา โดยให้ลงทะเบียนว่าเป็น ‘ครอบครัวผู้มาเยือน’ (客戶 เค่อฮู่) และมีการมอบทรัพย์สินให้ไว้สำหรับเริ่มชีวิตใหม่ ดังนั้น ครอบครัวชาวฮากกา จึงใช้ภาษาแตกต่างกับภาษาท้องถิ่น และมีวัฒนธรรมที่สืบเชื้อสายจาก ราชสำนักจีน บ้างก็ว่าภาษาจีนฮากกา เป็นเหมือน ”ฟอสซิลทางภาษา” ที่ใช้ในราชสำนักแต่โบราณมาจากการศึกษาการสืบเชื้อสายของชาวกวางตุ้ง และชาวฮากกาพบว่า บางแซ่มีบรรพบุรุษเดียวกัน เราจึงพบเห็นชาว ฮากกาในมณฑลทางใต้ของจีน เช่นกวางตุ้ง ฮกเกี้ยนตะวันตก เจียงซี ตอนใต้ของหูหนาน กวางซี ตอนใต้ของกุ้ยโจว ตะวันออก เฉียงใต้ของเสฉวน เกาะไหหลำ และไต้หวัน เป็นต้น

เมื่อศึกษาจากประวัติศาสตร์แล้ว จึงพบว่า บรรพชนชาวจีนฮากกา เป็นผู้สืบสายมาจากเมืองใหญ่ ที่มีอารายธรรมทางการเมืองการปกครอง และเป็นผู้มีความขยันอดทน ต้องต่อสู้กับความยากลำบากมาก่อน จึงให้ความสำคัญกับการศึกษาแขนงต่างๆ ทั้งที่ได้จากการสืบทอดจากบรรพชน และการเรียนรู้ที่จะพึ่งตนเอง จึงเป็นผู้ชอบใช้ฝีมือในการประกอบสัมมาชีพ ที่ต้องใช้ความรู้ความชำนาญ ชาวฮากกาที่พบเห็น อาจมีสำเนียงการใช้ภาษาใกล้เคียงกัน แต่ไม่เหมือนกันทีเดียวนัก คงคล้ายกับภาษาไทย ในแต่ละภาคก็มีสำเนียง หรือคำพูดบางคำแตกต่างกันบ้าง อาจเป็นเพราะถิ่นที่อยู่ที่จากมาต่างกัน พอแบ่งกลุ่มใหญ่ๆได้ 2 กลุ่มคือ แคะลึก หรือ ชิมขัก มักสืบสายมาจากบรรพชนจากอำเภอหม่อยแหย้น ที่อยู่ลึกเข้าไปในตอนกลางของจีนมากกว่า จึงมีสำเนียงพูดบางคำค่อนไปทางจีนกลางอยู่บ้าง เช่นคำว่ากินข้าว จีนกลางว่า “ซือฟ่าน” แคะลึกว่า “ซิดฟ้าน” แคะตื้นว่า “ซิดผ่อน” เป็นต้น

นอกจากสำเนียงภาษาที่ต่างกันแล้ว ชาวแคะลึก มักเป็นผู้สนใจการศึกษาวัฒนธรรมต่างๆ มีภูมิปัญญา มีความเชี่ยวชาญด้านงานฝีมือเช่น เครื่องเงินเครื่องทอง เครื่องหวาย เครื่องหนังต่างๆ เป็นต้น ส่วนชาวแคะตื้น หรือ ปั้นซันคัก (ปัวซัวแขะ) ที่มาจากอำเภอฟงสุ่น ที่อยู่ระหว่างหม่อยแหย้น กับกลุ่มชาวแต้จิ๋วที่อยู่ใกล้ทะเลมากกว่า จึงได้รับวัฒนธรรมมาทั้งสองด้านคือ มีความรู้ความชำนาญด้านงานฝีมือ และการติดต่อสัมพันธไมตรีที่ดีกับคนทั่วไป และมีจำนวนไม่น้อยที่ใช้ทั้งภาษาฮากกา และภาษาแต้จิ๋ว

ถึงแม้ประชากรชาวฮากกาจะมีจำนวนน้อย แต่ก็มีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์ ของชาวจีน และชาวจีนโพ้นทะเล โดยเฉพาะในเรื่องของการเป็นผู้นำทางการเมือง ซึ่งผู้นำจีนที่มีชื่อเสียงหลายคนเป็นชาวฮากกา ระหว่างช่วงคริสต์ศักราช ที่ 1980-1990 ชาวจีนฮากกาได้ครองอำนาจทางการเมืองของบางประเทศที่มี ชาวจีนเป็นชนส่วนใหญ่ เช่น ดร.ซุนยัดเซ็น เติ้งเสี่ยวผิง จูเต๋อ เฉินสุยเปียน หลี่เติงฮุย และลีกวนยูเป็นต้น ซึ่งนิตยสารไทม์ (Time Magazine) ชาวเอเชีย ที่มีอิทธิพลที่สุด 20 อันดับแรกของศตวรรษที่ 20 มีอยู่ 4 คนที่เป็นชาวจีน ซึ่ง 3 ใน 4 คน เป็นฮากกา (ที่ไม่ใช่อยู่เพียงท่านเดียวคือเหมาเจ๋อตุง)

ส่วนในประเทศไทยนั้น ชาวจีนได้ขอตั้งสโมสรการค้า ได้จัดตั้งสมาคมได้สำเร็จ เป็นสมาคมแห่งแรกของประเทศไทย เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2451 ซึ่งต่อมาได้ชื่อเปลี่ยนเป็นสมาคมฮากกา เพื่อจะได้เรียกเหมือนกันทั่วโลก และด้วยความรู้ความสามารถ วิริยะอุตสาหะ และด้วยสติปัญญาด้านการจัดการ จึงมีโรงงานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการผลิต เช่น เครื่องเหล็ก อลูมิเนียม พลาสติก สิ่งทอ อยู่ไม่น้อยที่เป็นชาวแคะ ส่วนในด้าน สถาบันการเงิน การเมือง การปกครอง ก็มีนักบริหารหลายท่าน เช่นคุณจุลินทร์ ล่ำซำ และอดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีบุผการีที่เป็นชาวจีนฮากกาด้วยเหมือนกัน


 

เครื่องหมายฮากกา มีลักษณะคล้ายอักษรจีนตัว “อาร์” ภายในใช้ลาย เสื้อยศศักดิ์ตระกูลขุนนางจีนโบราณ เป็นตัวอักษรจีนโบราณ อ่านว่า “ฝู” นำมาจาก “สั้งซู” เป็นตำแหน่งข้าราชการชั้นสูงสมัยโบราณมีความ หมายว่า ทุกคนมุ่งผดุงคุณธรรม ดำรงรักษาความดีงาม เพื่อเชิดชูเกียรติยศ บรรพบุรุษของเรา ดังที่เห็นในธงของท่านแม่ทัพกวนอู ขุนศึกผู้หาญกล้า

จาก“ฮากกา” ถึง “จีนแคะ”

ขึ้นหัวเรื่องนี้ ผู้เป็นจีนแคะจริงๆ อาจสงสัยว่า แล้วมันแตกต่างกันอย่างไร อันที่จริงแล้วไม่มีอะไรแตกต่างกัน เพราะฮากกาก็คือจีนแคะ และจีนแคะก็คือฮากกา อย่างน้อยก็ไม่มีความแตกต่าง ถ้าหากจะวัดกันด้วยความเป็นชาติพันธุ์อีกสายหนึ่งของชาวจีนฮั่นเอง(จีนแผ่นดินใหญ่มีชนชาติพันธุ์นับสิบ อันถือว่าเป็นชาติพันธุ์ที่มีจำนวนมากที่สุด คือ ประมาณร้อยละ 80-90 และเป็นชนชาติพันธุ์ที่มีอิทธิพลเหนือชาติพันธุ์อื่น ๆ ชาวจีนโดยทั่วไปมักเรียกตนเองว่า “ฮั่น” ในขณะที่ไทยเรียกว่า “จีน”) แต่ที่แยกออกเป็น 2 คำนี้ ก็เพราะต้องการชี้ให้เห็นนัยแฝง “การใช้” คำทั้งสองที่มีความแต่งต่างกันอยู่ในตัว โดยความแตกต่างที่ว่านี้สัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมทางสังคมหนึ่งๆ ที่แต่ละสังคมมีกระบวนการเรียนรู้ และพัฒนาการที่ไม่เหมือนกัน

ขอเริ่ม จากคำว่า “ฮากกา” ก่อน

คำว่า “ฮากกา” เป็นสำเนียงจีนแคะโดยตรง นกลางออกเสียงว่า “เค่อเจีย” (ke-jia) คำว่า “ฮาก” หรือ “เค่อ” ในที่นี้แปลตรง ๆ ว่า แขก หรือ อาคันตุกะ ส่วนคำว่า “กา” หรือ “เจีย”คำแปลโดยทั่วไปจะหมายถึง บ้าน หรือ สำนัก แต่ในกรณีที่นำมาใช้รวมคำว่า “ฮาก”ความหมายจะเปลี่ยนไปในอีกบริบทหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ “กา”หรือ “เจีย”หมายถึง พวก กลุ่ม หรือครอบครัวเป็นต้น “เค่อเจีย”หรือ “ฮากกา”จึงหมายถึง กลุ่มแคะ หรือ พวกแคะ

เนื่องจากโดยส่วนใหญ่ของการเรียกของคนจีนต่อคนกลุ่มนี้มีคำว่า “เหญิน”(ren)ที่แปลว่า คน เพิ่มเข้าไปในการใช้ด้วย “เค่อเจีย”หรือ “ฮากกา” จึงกลายเป็น “เค่อเจียเหญิน” (ke-jia- ren) หรือ ฮากกาหยิ่น ซึ่งเรียกอย่างไทยก็คือ กลุ่มคนแคะหรือพวกคนแคะ หรือที่เราใช้กันจริง ๆ ก็คือ คนจีนแคะ นั่นเอง

ถ้าเช่นนั้น ทำไมเราจึงไม่เรียกจีนกลุ่มนี้ว่า“เค่อ” หรือ “ฮาก”ทับศัพท์ลงไปตรง ๆ แต่กลับเรียกว่า “แคะ”มาจนทุกวันนี้ จริง ๆแล้ว คำว่า “แคะ”เป็นคำจีนแต้จิ๋ว อันเป็นจีนอีกสำเนียงหนึ่ง และเนื่องจากสังคมไทยมีจีนสยามที่เป็นจีนแต้จิ๋วโดยส่วนใหญ่ จีนกลุ่มนี้จึงกลายเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดอะไรหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับวัฒนธรรมจีนให้แก่สังคมไทยไปด้วย และหนึ่งในอะไรหลายอย่างนี้ก็คือสำเนียงจีนแต้จิ๋วที่ถูกทับศัพท์ลงไปนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ คำว่า “จีนแคะ”ในที่นี้จึงไม่ได้หมายถึง “ฮากกา”ที่เป็นอีกสายหนึ่งของ “จีนฮั่น”ตรงๆ แต่เพียงด้านเดียว หากแต่ลึกลงไปแล้วยังหมายถึง “จีนฮากกา” ที่อยู่ในไทยด้วยและเป็นจีนที่ส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตได้กลมกลืนเข้ากับวัฒนธรรมไทยจนยากที่จะแยกออก และในส่วนนี้เองที่ทำให้จีนแคะ และจีนสำเนียงอื่น ๆ ที่อยู่ในไทย จึงมีวัฒนธรรมเฉพาะของตนที่ไม่ใช่วัฒนธรรมจีนโดยสมบูรณ์ แต่ก็ไม่ใช่วัฒนธรรมไทยโดยสมบูรณ์เช่นกัน

“ฮากกา” กับ “จีนแคะ”จึงแตกต่างกันด้วยนัยนี้


จาก วารสารฮากกาภูเก็ต ฉบับปฐมฤกษ์

ชาวฮากกา

ชาวฮากกา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี http://th.wikipedia.org/wiki/ชาวแคะ

 


ฮากกา หรือ จีนแคะ
(客家 คำว่า แคะ ในภาษาไทยถูกเรียกตามภาษาแต้จิ๋วว่า แขะแก ในภาษาจีนกลางเรียกว่า เค่อเจีย มีความหมายว่า ครอบครัวผู้มาเยือน ส่วนในภาษาจีนแคะเอง เรียกว่า หักก๊า หรือ ฮากกา) คือ ชนกลุ่มจีนฮั่นกลุ่มหนึ่ง ซึ่งกล่าวกันว่ามีบรรพบุรุษที่มีต้นกำเนิดบริเวณมณฑลเหอหนานและซานซี ทางตอนเหนือของจีนเมื่อราว 2,700 ปีที่แล้ว บรรพบุรุษของชาวจีนฮากกาอพยพลงใต้ เนื่องจากความไม่สงบทางสังคม การลุกฮือ และการรุกรานจากผู้ยึดครองต่างชาติตั้งแต่ยุคราชวงศ์จิ้น (265-420) กระแสการอพยพครั้งต่อ ๆ มาเกิดขึ้นเมื่อยุคสิ้นราชวงศ์ถัง เมื่อประเทศจีนแตกออกเป็นส่วน ๆ และช่วงราชวงศ์ซ่ง ซึ่งเป็นช่วงที่ประชากรทางภาคเหนือลดลง. ช่วงที่สาม ที่ชาวจีนฮากกาอพยพลงใต้ คือช่วงที่ชาวหนี่ว์เจินสามารถยึดครองเมืองหลวงของราชวงศ์ซ่งเหนือไว้ได้. ช่วงที่สี่ เป็นช่วงที่ราชวงศ์ซ่งถูกโค่นล้มโดยชาวมองโกล ในสมัยราชวงศ์หยวน และช่วงสุดท้ายคือสมัยราชวงศ์หมิง ซึ่งถูกโค่นล้มโดยชาวแมนจูซึ่งก่อตั้งราชวงศ์ชิงในเวลาต่อมา

คำว่า แคะ นั้นกล่าวกันว่าเป็นคำเรียกที่ค่อนข้างใหม่ ระหว่างรัชสมัยของพระจักรพรรดิ์คังซี ได้โปรดให้มีการอพยพผู้คนแถบภูมิภาคชายฝั่งเป็นเวลาเกือบทศวรรษ เพื่อลดอิทธิพลที่ยังหลงเหลือของราชสำนักหมิง ซึ่งหลบหนีไปยังดินแดนซึ่งกลายเป็นไต้หวันในปัจจุบัน หลังจากที่กำจัดภัยคุกคามได้แล้ว พระจักรพรรดิ์คังซีได้มีพระบรมราชโองการ โปรดให้มีการอพยพผู้คนเข้าไปในดินแดนนี้อีกครั้ง ดังนั้นเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวก มีการมอบเงินให้ครอบครัวแต่ละครอบครัวไว้สำหรับเริ่มชีวิตใหม่โดยลงทะเบียนว่าเป็น 'ครอบครัวผู้มาเยือน' (客戶 เค่อฮู่) ส่วนชนดั้งเดิมซึ่งอพยพกลับมายังถิ่นเดิมก็ได้พบกับการเข้ามาของผู้มาอยู่ใหม่ ชนดั้งเดิมก็เกิดความหวงแหนในดินแดนที่อุดมสมบูรณ์กว่าของพวกเขา จึงผลักดันชนกลุ่มใหม่ออกไปรอบนอก หรือไปตั้งหลักทำมาหากินในเขตที่มีแต่ภูเขา เมื่อเวลาผ่านไปกระแสการต่อต้านในท้องถิ่นก็แผ่ขยาย และกล่าวกันว่าคำว่า แคะ กลายเป็นคำที่ชนดั้งเดิมใช้เรียกผู้มาอยู่ใหม่อย่างดูแคลน แต่เมื่อเวลาผ่านไปอีกสิ่งดังกล่าวก็จางลง และมีการยอมรับคำว่าแคะให้ใช้เรียกชาวจีนแคะได้ในที่สุด เป็นที่รู้กันดีว่า ชาวนาจีนฮากกาใช้เท้าขณะอยู่ในท่ายืนดึงวัชพืชออกจากนาข้าว ซึ่งเป็นความหยิ่งในวัฒนธรรมของพวกเขา เพราะพวกเขาไม่ยอมคุกเข่า และคลานบนดินแดนที่เป็นของชาวแมนจู

กรณีนี้ก็มีความน่าสนใจประการหนึ่ง เพราะว่าชนที่มาอยู่ใหม่อาจไม่ใช่บรรพบุรุษของผู้พูดภาษาจีนฮากกาทั้งหมด เนื่องจากคำว่าฮากกาเป็นคำที่เหมาคลุม จากการศึกษารากเหง้าสืบสายชาวกวางตุ้งและฮากกา พบว่าแซ่บางแซ่มีบรรพบุรุษเดียวกัน แม้ว่าพวกเขาไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มชนอื่น ดั้งนั้นบรรพบุรุษของชาวฮากกาจึงเป็นชนกลุ่มหนึ่งซึ่งอพยพลงมาทางใต้ เราสามารถพบเห็นชาวฮากกาในมณฑลทางใต้ของจีน เช่น กวางตุ้ง ฮกเกี้ยนตะวันตก เจียงซี ตอนใต้ของหูหนาน กว่างซี ตอนใต้ของกุ้ยโจว ตะวันออกเฉียงใต้ของเสฉวน เกาะไหหลำและไต้หวัน

แม้ว่าชาวฮากกาจะมีวัฒนธรรมและภาษาที่แตกต่างเฉพาะตัวจากประชากรโดยรอบ แต่ชาวฮากกาก็ไม่ถูกจัดว่าเป็นชนกลุ่มน้อย และยังคงถูกจัดว่าเป็นชาวจีนฮั่น ในความขัดแย้งนี้ ชนกลุ่มเดิมถือว่าชาวฮากกาไม่ใช่คนจีนอย่างสิ้นเชิง แต่ว่าจากการสืบรากเหง้าซึ่งพบว่ามีบรรพบุรุษสายเดียวกัน ชาวฮากกาจึงเป็นชาวจีนเหมือนเพื่อนบ้านของพวกเขา ชาวจีนฮากกายังมีบทบาทในการกบฎไท่ผิงซึ่งนำโดย หงซิ่วฉวนผู้ที่คิดว่าตนเองคือน้องชายของพระเยซู และเป็นผู้นำสาวกซึ่งก่อตั้งอาณาจักรแห่งสวรรค์ไท่ผิง (ไท่ ผิง เทียน กั๋ว)

ชาวฮากกาในมณฑลฮกเกี้ยน

ชาวฮากกาที่ตั้งถิ่นฐานอยู่มนมณฑลฝูเจี้ยน (หรือคนไทยรู้จักในนามมณฑลฮกเกี้ยน) ได้พัฒนาสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เรียกว่า ถู่โหลว ซึ่งแปลว่าสิ่งก่อสร้างที่ทำจากดิน ด้วยเหตุผลที่ว่าชาวฮากกาเป็นผู้ที่มาอยู่ใหม่ ต้องตั้งบ้านเรือนอยู่ในเขตภูเขา และเพื่อป้องกันจากพวกขโมย และปล้นสะดม

ถู่โหลว มีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสหรือวงกลม ออกแบบให้เป็นได้ทั้งป้อมค่ายและอาคารคล้ายอพาร์ตเมนต์ในเวลาเดียวกัน มีแต่ประตูทางเข้าออก ไม่มีหน้าต่างในระดับพื้นดิน แต่ละชั้นก็จะมีหน้าที่แตกต่างกัน ชั้นแรกเป็นชั้นไว้สำหรับเลี้ยงสัตว์ ชั้นสองเอาไว้สำหรับเก็บอาหาร และชั้นสามเป็นที่อยู่อาศัย

แผนที่เขตเหมยโจว มณฑลกวางตุ้ง

แผนที่เขตเหมยโจว มณฑลกวางตุ้ง

 

ชาวฮากกาในมณฑลกวางตุ้ง

ส่วนมากชาวฮากกาในมณฑลนี้จะอาศัยอยู่ทางตะวันออกของมณฑล โดยเฉพาะในเขตซิ่งหนิง-เหมยเสี้ยน (ตัวเต็ม: 興寧-梅縣, ตัวย่อ: 兴宁-梅县) เช่นเดียวกับญาติของพวกเขาในมณฑลฮกเกี้ยน ชาวฮากกาก็มีสถาปัตยกรรมเป็นของตน เรียกว่า เหวยหลงวู (ตัวเต็ม: 圍龍屋, ตัวย่อ: 围龙屋, wéilóngwū) และ ซื่อเจี่ยวโหลว (四角楼 sìjǐaolóu)

ชาวฮากกานอกดินแดนสาธารณรัฐประชาชนจีน

ชาวฮากกาส่วนมากที่อาศัยอยู่นอกแผ่นดินใหญ่จะอาศัยอยู่ที่มาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย สาธารณรัฐจีน(ไต้หวัน) และติมอร์ตะวันออก

นอกจากนี้ชาวฮากกาก็ได้อพยพไปที่อื่น ๆ ด้วย เช่น ออสเตรเลีย แคนาดา สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เบลเยียม เยอรมนี และ เนเธอร์แลนด์ และยังพบชาวฮากกาในแอฟริกาใต้ มอริเชียส และหมู่เกาะแคริบเบียนโดยเฉพาะในจาเมก้า ชาวฮากกาพลัดถิ่นในสหราชอาณาจักรส่วนใหญ่มีความเกี่ยวดองกับฮ่องกง และน่าจะอพยพออกมาเมื่อครั้งฮ่องกงยังเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร

ในไต้หวัน ประชากรราวร้อยละ 15 เป็นชาวฮากกา ดังนั้นจึงเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีความสำคัญ ในคริสตศตวรรษที่ 18 และ 19 เกิดความขัดแย้งถึงขั้นใช้อาวุธเข้าปะทะกันระหว่างชาวฮากกาและชาวฝูเหล่า (福佬) ขึ้นหลายครั้ง บางครั้งเกิดจากสาเหตุทางเศรษฐกิจ บ้างก็จากการเมือง ซึ่งทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจกันระหว่างชน 2 กลุ่มนี้มาเป็นระยะเวลานาน แต่อย่างไรก็ตามชนทั้ง 2 กลุ่มก็ยังมีการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน

บุคคลสำคัญที่เป็นชาวฮากกา

ถึงแม้ประชากรชาวฮากกาจะมีจำนวนน้อย แต่ก็มีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์ของชาวจีนและของชาวจีนโพ้นทะเล โดยเฉพาะในเรื่องของการปฏิวัติและผู้นำทางการเมือง และก็ยังคงเป็นจริงอยู่ในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของจีนซึ่งผู้นำจีนที่มีชื่อเสียงหลายคนเป็นชาวฮากกา ระหว่างช่วงทศวรรษที่ 1980-1990 ชาวจีนฮากกาที่มีชื่อเสียงถึง 3 ท่านได้ครองอำนาจทางการเมืองพร้อมๆกันใน 3 ประเทศซึ่งมีชาวจีนเป็นชนส่วนใหญ่ อันได้แก่ เติ้งเสี่ยวผิงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน หลี่เติงฮุยแห่งสาธารณรัฐจีน และลีกวนยูแห่งสิงคโปร์

นอกจากนี้ ทั้งดร.ซุนยัดเซ็น เติ้งเสี่ยวผิง และลีกวนยู ซึ่งต่างก็เป็นชาวฮากกา และยังเป็น 3 คนในชาวจีน 4 คนซึ่งนิตยสารไทม์ (Time Magazine) จัดอันดับให้เป็นชาวเอเชียที่มีอิทธิพลที่สุด 20 อันดับแรกในศตวรรษที่ 20 ส่วนอันดับ 4 คือ เหมาเจ๋อตุง
ในส่วนของประเทศไทยนั้น พ.ต.ท ดร. ทักษิณ ชินวัตร ก็เป็นชาวจีนฮากกาด้วยเหมือนกัน


ภาษาจีนแคะ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี http://th.wikipedia.org/wiki/ภาษาจีนแคะ

ภาษาจีนแคะ ฮักกา หรือ เค่อเจียฮั่ว (จีนตัวเต็ม: 客家話, จีนตัวย่อ: 客家话 Hakka Kèjiāhuà) คือหนึ่งในภาษาของตระกูลกลุ่มภาษาจีน มีผู้พูด 34 ล้านคน เป็นภาษาของชาวจีนฮั่น ที่มีบรรพบุรุษอยู่ในมณฑลเหอหนานและส่านซี ทางเหนือของจีนเมื่อกว่า 2,700 ปีที่แล้ว ต่อมาชาวฮากกา อพยพไปทางใต้ เข้าสู่มณฑลกวางตุ้งและฝูเจี้ยน และไปเป็นชาวจีนโพ้นทะเลทั่วโลก

แคะ / ฮักกา
客家話 / 客家话
พูดใน: จีน
ภูมิภาค: มณฑลกวางตุ้ง มณฑลฮกเกี้ยน มณฑลเจียงซี
จำนวนผู้พูด: 34 ล้านคน
อันดับ: 32 ตระกูลภาษา: Sino-Tibetan
ภาษาจีน แคะ / ฮักกา
รหัสภาษา
ISO 639-1: zh
ISO 639-2: chi (B) zho (T)
ISO 639-3: gan
หมายเหตุ: บทความนี้มีสัญลักษณ์สัทอักษรสากลปรากฏอยู่ คุณอาจต้องการไทป์เฟซ ที่รองรับยูนิโคด เพื่อการแสดงผลที่สมบูรณ์

 

การกระจายตัวของผู้พูดภาษาจีนสำเนียงต่างๆ

ภาษาจีน ถิ่นต่างๆ อักษรจีน และ ภาษาอื่นๆที่พูดในประเทศจีน
ภาษาจีนราชการ จีนกลาง (จีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน) • สำเนียงกวางโจว (ฮ่องกง มาเก๊า และ กวางเจา โดยพฤตินัย )
ภาษาหลัก จีนกลาง • กั้น • กวางตุ้ง • แคะ • เซียง • หมิ่น • อู๋
จิ้น • ฮุย • ผิง
ภาษาย่อยในภาษาหมิ่น หมิ่นจง • หมิ่นตง • หมิ่นเป่ย์ • หมิ่นหนาน (ฮกเกี้ยน) • ปู๋เซียน • ไห่หนาน • สำเนียงแต้จิ๋ว
อักษรจีน อักษรจีนตัวเต็ม • อักษรจีนตัวย่อ • อักษรจีนกวางตุ้งตัวย่อ • พินอิน
ภาษาอื่นๆที่พูดในจีน จ้วง • ทิเบต • มองโกล • อุยกูร์ • คาซัค • คีร์กิซ • ม้ง • เมี่ยน • แมนจู • ไทลื้อ ฯลฯ
รับอิทธิพลจากภาษาจีน เกาหลี • ญี่ปุ่น • เวียดนาม


Link ที่เกี่ยวเนื่อง

http://en.wikipedia.org/wiki/Fujian
http://en.wikipedia.org/wiki/Hakka

ผู้นำโลกเชื้อสายฮากกา

ชาวฮากกา เป็นชนชาติฮั่นบริสุทธิ์ มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่แถบมณฑลเหอเป่ย เหนือกรุงปักกิ่งขึ้นไป ภาษาฮากกามีรากศัพท์ของภาษาฮั่นโบราณอยู่เป็นจำนวนมาก ชาวฮากกาเมื่ออพยพลงมาอยู่ทางภาคใต้แล้วกลายเป็นชนกลุ่มน้อย แต่ด้วยลักษณะนิสัยที่เป็นนักสู้ และนักการศึกษาอยู่ในสายเลือด จึงทำให้ในประวัติศาสตร์จีนและผู้นำบางประเทศ มีเชื้อสายชนชาวฮากกาอยู่หลายคน

 ในประเทศจีน ประวัติศาสตร์สาธารณรัฐ มีนักสู้และผู้นำชาวฮากกาอยู่หลายท่าน ที่พอจะทราบได้แก่ จอมพลจูเต๋อ ชาวฮากกามณฑลเสฉวน ในบางตำราอ้างอิงว่า เติ้งเสี่ยวผิงก็เป็นชาวฮากกา แต่ในข้อนี้ เหมาเหมาลูกสาวของท่านผู้เขียนเรื่องป๋าเติ้งของฉัน ได้ปฏิเสธ

อาจจะเป็นว่าหมู่บ้านรอบ ๆ หรือใกล้เคียงบ้านเกิดเติ้งเสี่ยวผิงเป็นชุมชนฮากกาหรือครอบครัวเติ้งเองเป็นชาวฮากกาก็ได้ ซึ่งข้อนี้สังเกตได้ว่าเติ้งเสี่ยวผิงมีความสนิทสนมมากกับท่านนายพลยับเกี้ยนยิน หนึ่งในสิบจอมพลของสาธารณรัฐประชาชนจีนอีกท่านหนึ่งซึ่งเป็นชาวฮากกาจากตำบลเปี่ยงชุน อำเภอเหมยเสี้ยน (หมอยเย้น) ในด้านโพ้นทะเลผู้นำประเทศที่เป็นชาวฮากกา ได้แก่ หลี่กวงโย่ว อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เป็นชาวเหมยเสี้ยน อดีตนายกทักษิณของไทยมีมารดาเป็นชาวฮากกาเหมยเสี้ยน (หมอยเย้น) อดีตประธานาธิบดีคอราซอนอาคีโน ของฟิลิบปินส์ ก็เป็นชาวเชื้อสายฮากกาแต่ไม่ทราบว่าบรรพบุรุษไปจากอำเภออะไร

ในขณะนี้เท่าที่นึกได้มีเพียงท่านเหล่านี้ แต่ผู้นำ นักปฏิวัติ นักต่อสู้ และนักวิชาการ ของจีน ที่เป็นชาวฮากกายังมีอีกมากมายหลายท่าน

สมาชิกท่านใดเคยไปเมืองเหมยโจวและได้ไปเยือนอนุสรณ์สถานชาวฮากกาที่มีชื่อเสียงแล้วช่วยเล่าต่อให้สมาชิกได้อ่านบ้าง

สมาคมจีนแคะ “สมาคมแห่งแรกในไทย”

จีนแคะเมืองจีน กับจีนแคะในเมืองไทย นั้น มีความแตกต่างกันหลายประการ ซึ่งมีหลายสาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนั้น แต่ประเพณีบางอย่าง ก็ได้สืบทอดกันมาไม่ขาดสาย แม้จะไม่หวือหวา แต่ก็ยังคงเดิมอยู่ที่ช่วยกันรักษาความภาคภูมิใจต่อมาคำว่า “จีนแคะ” ต้องให้ความหมายเพื่อเข้าใจสักเล็กน้อย คำว่า “แคะ” ตรงกับคำว่า “เค่อ” ในภาษาจีนกลาง แปลว่าแขกหรือผู้มาเยือน ซึ่งความหมายนี้ มีพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ที่เล่าต่อกันมาหลายชั่วคน เหตุที่เรียกว่า “แขก” นั้น เป็นคำที่ชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน ใช้เรียกคนจีนที่ลงมาอาศัยอยู่ทางใต้ ตัองขอท้าวความเดิมว่า ในสมัยก่อนที่ราชวงศ์ฮั่นจะแตกนั้น คนจีนแทบจะไม่ได้อยู่ในเขตตอนใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียง เลยปล่อยให้แขก “พวกฮวน” อันหมายถึง ชนชาติส่วนน้อย เช่นพวกจ้วง ไต เวียดนาม และอื่นๆ อาศัยอยู่ ดังนั้นทางราชการจีนในเวลานั้น จึงถือเอาสถานที่ห่างไกลเช่นนั้นเป็นที่สำหรับเนรเทศชาว“ฮั่น” ที่มีความผิด หรือไม่ก็พวกกบฏ ที่ต้องการส้องสุมกำลังต่อต้านราชวงศ์ ก็หลบมาอยู่ในบริเวณนี้ และพวกที่หนีการรังแกของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่ทุจริต คอยรีดนาทาเร้น ก็เช่นเดียวกันเนื่องจากความรักอิสรภาพ ดังจะเห็นได้จากการที่ในประวัติศาสตร์จีนต่อ ๆ มาจะมีการสะสมกำลังของกบฏ ทางตอนใต้เพื่อยกกำลังไปตีเมืองหลวงที่ฉางอันบ้าง ไคฟงบ้าง ด้วยเหตุดังกล่าวนี้เอง คนที่เป็นชนชาติส่วนน้อยต่างๆ จึงเรียกคนจีนที่อพยพลงมานี้ว่า “เค่อ” หรือ “แคะ” อันเป็นการเรียกคนแปลกหน้า แต่เมื่อระยะเวลาผ่านมาคำนี้ก็เลือนๆ ความหมายเดิมไป กลายเป็นคำใช้เรียกคนจีน กลุ่มหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในมณฑลกลางตุ้งคาบเกี่ยวมณฑลฮกเกี้ยน ซึ่งมีภาษาและวัฒนธรรมบางอย่างในการดำเนินชีวิตเป็นของตนเอง แต่พวกจีนแคะ กลับเรียกตัวเองว่า “ฮากกา” ซึ่งก็มีความหมายเช่นเดียวกัน การกระจายของชาวจีนแคะไปอยู่ตามที่ต่าง ๆทำให้จีนแคะแยกออกเป็นสองกลุ่ม ง่ายๆ คือ แคะลึก กับแคะตื้น

แคะลึก หมายถึง จีนแคะที่อยู่ในบริเวณที่อื่นๆ และเป็นชนกลุ่มน้อยในชุมชนอื่น ซึ่งก็มีความผิดแผกทางด้านภาษาที่ใช้บ้าง แต่ก็รู้ว่าเป็นจีนแคะอยู่ สังเกตได้จากอาชีพจีนแคะนั้น จะมีความชำนาญในอาชีพทำเครื่องหวาย เครื่องเงิน ทอง เครื่องหนังต่างๆ เช่น รองเท้า ซึ่งบางอย่างมีความชำนาญ ที่ถ่ายทอดต่อกันมาไม่มีใครสู้ได้ ความรักอิสรภาพ ไม่ยอมอยู่ให้ใครรังแกของจีนแคะนั้นยังคงแสดงให้เห็นอยู่ต่อมาเป็นระยะๆ แม้จะเป็นพวกที่รักความสงบ นักปฏิวัติที่สำคัญของเมืองจีนอย่างท่านซุนยัดเซ็น หรือ ซุนจงซัน “บิดาของประเทศจีนยุคใหม่” ท่านเย่เจี้ยนอิง อดีตรัฐมนตรี กลาโหม และประธานสภาประชาชน ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ก็เป็นแคะเหมือนกัน อยากทำความเข้าใจในที่นี้ว่า คำว่าจีนแคะ แต้จิ๋ว ฮกเกี้ยนหรือ ไหหลำนั้นไม่ได้หมายถึงแค่สถานที่ หรือชื่อเเซ่แค่นั้น แต่มีความหมายมากกว่านั้น เพราะวิถีชีวิตในสังคมจีนนั้น จะมีการอยู่รวมกลุ่มกัน เป็นหมู่บ้าน เป็นเมืองซึ่งมีอาณาเขตพอสมควร คนที่อยู่ในชุมชนเหล่านั้น ไม่ว่าจะมีแซ่อะไรก็ตาม จะต้องทำความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในด้านการอยู่กินประจำวัน มีการแบ่งงานในความรับผิดชอบ ไม่ว่าจะด้านอาชีพ การรักษาปลอดภัยของชุมชน การเสียภาษา การใช้น้ำชลประทาน ตลอดจน การปันส่วนเครื่องอุปโภคบริโภคในยามจำเป็น เพราะคงเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า เมืองจีนในสมัยนั้นความแร้นแค้นมีอยู่มาก และสงครามก็เกิดบ่อยเหลือเกิน ชุมชนจีนแบบนี้เอง เป็นที่มาของคำว่าจีนแต้จิ๋ว จีนแคะ ไหหลำดังกล่าว ซึ่งภาษาทางด้านสังคมวิทยา ก็กล่าวว่ามีลักษณะที่เรียกว่า “Clans” หรือจีนว่า “จู๋” ซึ่งต่างจากระบบ “วรรณะ” ของอินเดีย แต่ก็มีเป้าหมายไม่ต่างกันนัก ในด้านการสร้างความปลอดภัยแก่สมาชิกชุมชน สภาพทางสังคม อย่างนี้เองที่ติดตัวชาวจีนที่เดินทางออกมาจากแผ่นดินแม่ มาแสวงหาทางออกของชีวิต คนจีนโพ้นทะเลเหล่านี้ก็อดไม่ได้ที่จะไปรวมกลุ่มกันขึ้นมา พึ่งพาอาศัยกันในรูปแบบที่เคยเป็นมา ในเมืองไทยเอง จะเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ชัดเจนจากบรรดาสมาคมชาวจีน ที่อยู่นับร้อยสมาคม จีนแคะเองก็เหมือน คนจีนอื่น ๆ โดยเฉพาะชาวจีนตอนใต้ ที่อพยพออกจากเมืองแม่ มายังเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ชาวจีนแคะนั้น อาชีพหลักตอนที่อยู่เมืองจีนนั้นก็คือการเกษตรกรรม เพราะดินแดนที่จีนแคะอาศัยอยู่นั้น อยู่ในหุบเขาตอนต้นแม่น้ำ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับพวกแต้จิ๋ว ซึ่งอยู่ปลายแม่น้ำติดฝั่งมหาสมุทร แล้วย่อมไม่อาจแข่งขันความสามารถทางการค้า กับเขาได้ ส่วนความชำนาญเฉพาะอย่างนั้นก็สู้พวกตอนเหนือที่เก่งเรื่องทำเหมืองไม่ได้อีก ฉะนั้นจึงพบว่า อาชีพของจีนแคะรุ่นแรก ๆ ที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทย จึงมักเป็นกรรมกรตามท่าเรือเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ต่อมาเมื่อจีนแคะที่เป็นพวกมีความรู้ขึ้นมา เช่นพวกหมอยา หรือพวกช่างฝีมือ ที่เคยผ่านโรงเรียนมาบ้าง เดินทางเข้ามา ก็ทำให้มีคนหลายอาชีพมากขึ้น เพราะว่ากันตามจริงเมืองเหมยนั้นก็ได้ชื่อว่าเป็นเมือง การศึกษาที่สำคัญเมืองหนึ่งของกวางตุ้ง และคนจีนแคะเองนั้น ก็เป็นนักศึกษาหาความรู้ที่เก่งคนหนึ่ง แต่ก็มักจะมุ่งเป็นขุนนางจอหงวน หรือซิ่งไฉกัน จึงไม่เก่งการค้าเท่าที่ควร

ในวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ.2451 ชาวจีนแคะกลุ่มหนึ่ง ที่ทำธุรกิจในเมืองไทย 30 คน ได้เข้าร่วมลงลายมือชื่อเพื่อทำหนังสือยื่นต่อพระยาสุขุมนัยวินิต เพื่อขอตั้งสโมสรการค้า อย่างเป็นทางการ โดยขอให้พระยาสุขุมวินิตเป็นผู้อุปถัมภ์ และบำรุงสมาคม เมื่อได้รับหนังสือแล้ว พระยาสุขุมนัยวินิตได้นำเรื่องขึ้นกราบบังคม ทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพิจารณาโดยได้เสนอความเห็นว่า “พวกชาติอื่น ๆ คอยดูพวกแคะอยู่เหมือนกัน ถ้าเป็นการเรียบร้อย ก็จะเอาอย่างบ้าง” ในการยื่นหนังสือครั้งนี้ กลุ่มที่ขอตั้งได้แสดงตัวยืนยันความบริสุทธิ์ใจ โดยทำหนังสือว่า ได้เลิกประพฤติตัวเป็นอั้งยี่เด็ดขาด และให้เจ้าหน้าที่กองตระเวนไปเก็บเครื่องสัญญาต่างๆ ที่มีอยู่ในที่ประชุมให้หมด ซึ่งทำให้สมเด็จฯกรมหลวงดำรงราชานุภาพ (ขณะนั้น) เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทรงพิจารณาเป็นควรให้ตั้งสมาคมได้ เพราะการเสนอนั้น ไม่ขัดต่อกฏหมาย โดยมีเงื่อนไขว่าให้ตั้งเฉพาะที่กรุงเทพฯ และให้มีสมาชิกที่เป็นจีนแคะจากเมืองจีน และบุตรจีนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เอง สโมสรจีนแห่งแรกจึงได้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2451 โดยใช้ชื่อว่า “สโมสรจีนกรุงเทพฯ” ที่ถูกต้องตามกฎหมาย และรัฐบาลรับรองอย่างเป็นทางการ ต่อมาเมื่อเกิดปัญหาที่บีบรัด “ยิวแห่งบูรพทิศ” ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ทำให้บทบาทของสมาคมการค้าจีนต่าง ๆ ซบเซาลงไป และสมาคมจีน ต้องหันมาดำเนินงานในด้านสังคมสงเคราะห์เพื่อให้สอดคล้องกับกฏหมาย และไม่ถูกทางการเพ่งเล็ง ทำให้ความสัมพันธ์กับรัฐบาลเป็นไปโดยปกติ สมาคมจีนแคะแห่งประเทศไทย ซึ่งมีนายเซียวเต็กซู เป็นนายกสมาคมคนแรกได้ดำเนินงานมาด้วยดีนับได้จนถึงทุกวันนี้ก็ 50 ปี (นับแบบจีน) สำหรับผู้ก่อตั้งสมาคมรุ่นแรกๆ ที่มีชื่อเสียงก็ได้แก่ต้นตระกูลล่ำซำ ต้นตระกูลห้างใต้ฟ้า เป็นต้น

สิ่งที่น่าภาคภูมิใจของสมาคมจีนแคะก็คือ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จมาเยือนสมาคม ซึ่งถือเป็นเกียรติยศ ที่สมาคมได้รับมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ งานหลักของสมาคมจีนแคะนั้น คุณเต็กไหง่ ผู้จัดการสมาคมที่เป็นติดต่อกันมานานถึง 26 ปี เปิดเผยว่า เป็นงานสังคมสงเคราะห์ช่วยเหลือสมาชิก โดยมี ตั้งอยู่ที่ทำการของสมาคมหลังโรงภาพยนตร์เทียนกัวเทียน โรงเรียนจิ้นเตอะ โรงพยาบาลจงจินต์ อยู่ที่หัวลำโพง โรงเรียนจิ้นเตอะนั้นเปิดสอนภาษาจีนกลาง ปัจจุบันมีนักเรียน 400 กว่าคน โดยสมาชิกที่ส่งลูกหลานเข้ามาเรียนจะได้ลดค่าเล่าเรียนแต่ก็รับเด็กทั่วไปด้วยไม่จำเพาะเฉพาะสมาชิก ส่วนโรงพยาบาลนั้นสมาชิก
สมาคม จะได้รับการลดค่ารักษา 20 % ของค่ารักษาปรกติ นอกจากนั้นยังมีบริการจ่ายยาจีนฟรีแก่ผู้คนทั่วไป ไม่เลือกว่าจะเป็นใครอีกด้วย ในด้านสังคม ทีมกีฬาฟุตบอลของสมาคม ก็เคยมีชื่อเสียงเป็นที่ติดปากของแฟนฟุตบอลมานานแล้ว คือทีม “หวีฝ่อ” (แปลว่ารักสันติภาพ) ซึ่งภายหลังเปลี่ยนมาใช้ชื่อสมาคม ฮากกา แทนคุณเต็กไหง่ ให้คำชี้แจงถึงการเปลี่ยนชื่อสมาคมจีนแคะ เป็นสมาคมฮากกาแห่งประเทศไทยว่า

“คำว่าจีนแคะนี่ รู้จักกันแค่เมืองไทย ในโลกนี้ที่ไหนไหนก็เรียกว่าฮากกากันทั้งนั้น แม้ฝรั่งก็เรียกว่าฮากกา ก็เลยเปลี่ยนชื่อให้เข้าใจกันเวลาทำกิจกรรมอะไร” ปัจจุบันสมาชิกของสมาคมฮากกาเข้ามาเนื่องจากสมาคมต่าง ๆ จังหวัดนั้นเดิมที่เป็นสาขาของสมาคมของกรุงเทพฯ ภายหลังได้เเยกออกไปตั้งเป็น สมาคมฮากกาของแต่ละจังหวัด ซึ่งสมาคมต่างจังหวัดที่ใหญ่มากก็อยู่ที่ตรัง เบตง หาดใหญ่ พิษณุโลก และอื่นๆ ทั่วทุกภาคของประเทศ การเป็นสมาชิกของสมาคมนั้น ต้องเสียค่าสมาชิกคนละ 400-500 บาทต่อปี แต่กรรมการต้องเสียมากหน่อยคือ เดือนละ 3,500 บาท ต่อเดือน โดยเฉพาะประธานกิตติมศักดิ์ซึ่งช่วยงานของสมาคมมาโดยตลอด อย่างคุณเกียรติ คุณจรรย์สมร วัธนเวคิน นั้นนับได้ว่ามีส่วนช่วยงานของสมาคมด้วยดี นอกเหนือจากการดำเนินงานด้านในประเทศแล้ว สมาคมฮากกายังมีการติดต่อกับ สมาคมฮากกาในต่างประเทศทุกมุมโลก ไม่ว่าในอินเดีย ไต้หวัน ญี่ปุ่น สหรัฐ นับพันเดินทางมาชุมนุมกัน นับได้ว่าเป็นการชุมนุมของจีนโพ้นทะเล ครั้งใหญ่ในเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง เหมือนกับที่สมาคมแต้จิ๋วโลก จัดในกรุงเทพฯ ในเวลาใกล้เคียงกัน แม้ว่าเมื่อเปรียบเทียบความยิ่งใหญ่ของสมาชิกแล้ว กลุ่มแต้จิ๋วจะมากกว่า แต่อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นความสำคัญ และสามัคคีของชาวจีนแคะหรือ “ฮากกา” โดยเฉพาะในเมืองไทย แน่นอนว่าการรวมกลุ่มกันเป็นสมาคม เพื่อทำการช่วยเหลือซึ่งกัน และกันตามธรรมเนียม ตั้งแต่ครั้งอพยพมาจากเมืองจีนนานมาแล้วเช่นนี้ เป็นสิ่งที่มีความหมายให้ชุมนุมเล็ก ๆ ซึ่งเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ของเมืองไทยได้เป็นที่พึ่งของสมาชิก แม้ว่าปัจจุบันคน จีนรุ่นหลังจะกลายเป็นไทยกันหมดแล้ว แต่ธรรมเนียมเก่าแก่เหล่านี้ ก็ยังมีบทบาทที่จะดำเนินต่อไปอยู่ และคงจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบให้เหมาะสมกับสภาพต่อไปในอนาคต

ธีรวิทย์ สวัสดิบุตร
ข้อมูลจากหนังสือ "คนจีน 200 ปี ภายใต้พระบรมโพธิสมภาร" หน้า 110-112
คัดลอกมาจาก หอจดหมายเหตุมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติhttp://cul.hcu.ac.th/chinakax.htm

อาคันตุกะท่านนี้ คือผู้ใด

ฮากกา คือ จีนแคะ ที่หมายถึง แขกหรืออาคันตุกะนี้ เป็นใครมาจากไหน และทำไมจึงกลายเป็น “อาคันตุกะ” ที่มีอยู่กับที่กับทางให้ใคร ๆ เรียกกัน? นั้น เป็นคำถามเบื้องต้นที่น่าสนใจไม่น้อย และเป็นคำถามที่มีผู้ศึกษามาอย่างยาวนาน

พื้นเพเดิมของฮากกานั้น กล่าวกันว่าอยู่ตรงบริเวณอันเป็นที่ตั้งของมณฑลซานซี เหอเป่ย ซานตง อานฮุย หูเป่ย และเหอหนาน ในปัจจุบัน ถ้าหากใช้กรุงปักกิ่งเป็นตัวตั้งแล้ว บริเวณดังกล่าวก็จะอยู่ใต้ปักกิ่งนั่นเอง การที่พื้นเพเดิมตั้งอยู่ ณ บริเวณที่ราบลุ่มหวงเหอหรือที่เรียกตามเสียงจีนแต้จิ๋วว่า “ฮวงโฮ”ที่เรารู้จัก และเรียกกันในคำไทยว่า “แม่น้ำเหลือง” (Yellow River)

แม่น้ำซึ่งอดีตผู้นำจีน เหมาเจ๋อตุง เคยเอ่ยเตือนว่า “อย่าดูถูกแม่น้ำเหลืองเป็นอันขาด”
ที่ว่ามีความหมายต่อฐานะของฮากกา ก็เพราะมีที่ราบลุ่มหวงเหอ ดังกล่าวได้เป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมที่เก่าแก่ และสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งทั้งของจีนและของโลก ซึ่งย่อมเท่ากับว่า ฮากกาจัดเป็นจีนฮั่นดั้งเดิมมาตั้งแต่ในยุคเริ่มแรกนั่นเอง ด้วยเหตุนี้จึงมีการกล่าวกันว่า ฮากกาซึ่งต่อมาได้กลายเป็น“อาคันตุกะ”อพยพไปยังที่ต่างๆในชั้นหลังๆ นั้น ฮากกาได้พกพาเอา วัฒนธรรมบางอย่างจากพื้นเพเดิมของคนติดตัวไปด้วย และวัฒนธรรมนั้นยังคงทิ้งร่องรอยเดิมเอาไว้ให้เป็นแม้ในทุกวันนี้

พูดอีกอย่างก็คือ หากใครต้องการจะรู้ว่าวัฒนธรรมจีนเดิม เมื่อหลายพันปีก่อนเป็นอย่างไรแล้วละก็ ส่วนหนึ่งอาจดูได้จากวัฒนธรรมของฮากกานั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ชาวจีนในอดีตไม่ได้เรียกอาณาบริเวณดังกล่าวว่า “ลุ่มน้ำเหลือง” อย่างที่เรียกกันในทุกวันนี้ แต่จะเรียกว่า “จงหยวน” หรือ “ตงง้วน” ในเสียงจีนแต้จิ๋ว ซึ่งสำหรับคนไทยที่คุ้นหูคุ้นตากับคำหลังนี้แล้วคงจะรู้ดีว่า ดินแดนแถบนี้ เป็นที่มาของตัวละคร ที่มากด้วยสีสันในงานวรรณกรรมจีนจำนวนไม่น้อย และหากคิดสังเกตลงไปอีกเล็กน้อยจะจับได้ว่า การที่ตัวละครจำนวนไม่น้อยปรากฏตัวแล้วโจนทะยานมาจาก “ตงง้วน” นั้นเพราะบริเวณนี้มีเรื่องมีราวเกิดขึ้นมาอยู่เรื่อย ก็การ “มีเรื่องมีราว” ในที่นี้ เรื่องหนึ่งก็คือ การศึกสงครามนั่นเอง

ฉะนั้น แม้ตงง้วนจะเป็นแหล่งอารยธรรมอันเจริญรุ่งเรือง และเป็นดินแดนที่ผู้คนเคยอยู่อย่างสงบสุขมาก่อนก็ตามแต่ ก็มักจะสลับกันด้วยสงคราม เมื่อเกิดความแตกแยกกันขึ้นมา และในช่วงก่อนที่จะเกิดศึกสงครามอันนำไปสู่การอพยพเคลื่อนย้ายใหญ่ ครั้งแรกของฮากกานั้น สังคมจีนจัดได้ว่ามีความอยู่ตัวในทางวัฒนธรรมพอสมควร กล่าวคือ เป็นสังคมที่ได้ผ่านพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่เริ่มจาก

ราชวงศ์เซี่ย (ประมาณ 2,100 ปี ถึง 1,600 ปี ก่อนคริสต์ศักราช)
ราชวงศ์ซาง (ประมาณ 1,600 ปี ถึง 1,100 ปี ก่อนคริสต์ศักราช)
ราชวงศ์โจว (ประมาณ 1,100 ปี ถึง 771 ปี ก่อนคริสต์ศักราช)

ทั้งสามราชวงศ์นี้อยู่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ และมีหลักฐานที่บ่งชี้ถึงความเจริญรุ่งเรืองอยู่ไม่น้อย ตราบจนกระทั่งในปลายราชวงศ์โจวนั่นเอง จีนได้เกิดความแตกแยกครั้งใหญ่ขึ้น การสงครามจากความแตกแยกนั้น ดำเนินยาวนานมากกว่า 500 ปี โดยประวัติศาสตร์ได้แบ่งห้วงเวลานี้ออกเป็น 2 ยุค คือ
ยุควสันตสารท (ชุนชิว, 770 ปี ถึง 475 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ) หรือที่บางที่เรียกว่า “ยุคใบไม้ผลิ-ใบไม้ร่วง”
ยุครัฐศึก (จ้านกั๋ว, 475 ปี ถึง 221 ปี ก่อนคริสต์ศักราช )

ที่แบ่งเป็น 2 ยุค ทั้ง ๆ ที่เป็นยุคที่เต็มไปด้วยศึกสงคราม และการรบราฆ่าฟันเหมือน ๆ กันนั้น ก็เพราะในยุควสันตสารท เป็นยุคที่ความแตกแยกได้แสดงผลด้วยการที่จีน ถูกกระจายเป็นรัฐต่างๆ ถึงกว่า 200 รัฐ และรัฐเหล่านี้ ต่างก็ทำสงครามระหว่างกัน เพื่อแย่งความเป็นใหญ่เหนือแผ่นดินจีน กล่าวกันว่า ตลอดระยะเวลาประมาณ 295 ปี ของยุคนี้ ปรากฏว่ารัฐต่าง ๆ ได้ทำสงครามระหว่างกันรวมแล้วประมาณ 276 ครั้ง เฉลี่ยแล้วประมาณเกือบ ๆ ปีละครั้ง

ด้วยเหตุนี้ชีวิตผู้คนที่เกิดมาจะไม่ต่างกับพฤกษชาตินานาพรรณ ที่กำลังเบ่งบานในฤดูใบไม้ผลิ แล้วกลับต้องมีอันถูกปลิดลงจากต้น เสมือนพฤกษชาติในฤดูใบไม้ร่วงฉะนั้น

ครั้งถึงยุครัฐศึก รัฐต่างๆ นับร้อยรัฐก็ค่อย ๆ สลายตัวลงเหลือเพียง 7 รัฐ ซึ่งจัดเป็นรัฐที่ทรงอิทธิพลจึงสามารถกำราบรัฐอื่นๆ ให้มาขึ้นต่ออำนาจของตนได้ แต่รัฐทั้งเจ็ดนี้ยังไม่อาจหลีกเลี่ยงเจตนารมณ์ ที่มุ่งสู่การรวมจีนเป็นแผ่นดินเดียวกันไปได้ ดังนั้นรัฐทั้งเจ็ด หากไม่ระแวดระวังตนเองให้อยู่รอดปลอดภัย จากรัฐที่มีแสนยานุภาพเหนือกว่า ก็จะหันหน้าเข้าต่อกรกันเอง ดังนั้น ตลอดเวลาประมาณ 254 ปี ของยุคนี้จึงเป็นยุคที่รัฐทั้งเจ็ดต่างทำสงครามต่อกัน

ยุคที่จีนเต็มไปด้วยสงคราม และความแตกแยกดังกล่าวมาสิ้นสุดลงเมื่อกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฉิน สามารถปราบปรามรัฐต่าง ๆลงได้อย่างราบคาบ และได้รวมจีนเป็นแผ่นดินเดียวกันภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์จีน พร้อมกันนี้ก็ได้ตั้งตนขึ้นเป็นจักรพรรดิองค์แรกของจีนนาม “ฉินสื่อ”หรือ “จิ๋นซีฮ้องเต้” ผู้สถาปนาราชวงศ์ฉิน (221-206 ปี ก่อนคริสต์ศักราช

ราชวงศ์ฉินอยู่ได้เพียงสิบปีเศษก็มีอันล่มสลายลง ราชวงศ์ฮั่น (206 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ถึง ค.ศ. 220) ครองแผ่นดินจีนเป็นอันดับถัดมา ราชวงศ์นี้อยู่ในอำนาจยาวนานกว่า 400 ปี หลังจากนั้นจีนก็เข้าสู่การแตกแยกอีกครั้งหนึ่ง ไม่ต่างกับที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ และเป็นยุคที่คนไทย และทั่วโลกรู้จักกันดีนั่นคือ ยุคสามก๊ก (ซานกั๋ว , ค.ศ. 220-280) แต่ยุคนี้ครอบคลุมแผ่นดินจีนไม่นานเท่ายุควสันตสารท และยุครัฐศึก เพราะเพียงประมาณ 60 ปี ก็สิ้นยุค เมื่อมีผู้สามารถสถาปนาราชวงศ์จิ้น (ค.ศ. 265-420) ขึ้นมาแทน

ในปลายราชวงศ์จิ้น นี้เองที่ได้เกิดเหตุการณ์อันนำไปสู่ การอพยพออกจากตงง้วนเป็นครั้งแรกของฮากกา และตามด้วยระลอกอื่นๆ อีกหลายระลอกในระยะเวลาที่ถี่ห่างต่างกันไปตามแต่สถานการณ์ การศึกษาระลอกคลื่นการอพยพของฮากกา ในระยะแรก ๆนั้นยังค่อนข้างกระท่อนกระแท่น จนมาในชั้นหลัง ๆ จึงมีความชัดเจนขึ้น

ความกระท่อนกระแท่น และความชัดเจนที่ว่านี้บอกให้รู้ว่า แม้จะเป็นที่ยอมรับกันว่าฮากกาได้อพยพเคลื่อนย้ายจากดินแดนตงง้วน ในปลายสมัยราชวงศ์จิ้น ระลอกใหญ่เป็นครั้งแรกก็ตาม แต่ก็ยอมรับเช่นกันว่าทั้งก่อนและหลังครั้งแรก หรือครั้งต่อ ๆ ไปที่เป็นระลอกใหญ่อีก 3-4 ระลอกเช่นเดียวกันนั้น ฮากกาก็ได้มีการอพยพอยู่อย่างสม่ำเสมอในยามสงบสุขอยู่ด้วย เป็นอยู่แต่ว่าไม่ใช่ระลอกใหญ่และเป็นไปเรื่อย ๆ ขึ้นอยู่กับอารมณ์ และความสมัครใจ

จะเห็นได้ว่า การเป็น “อาคันตุกะ” ของฮากกาหรือจีนแคะนั้น เป็นภาวะที่เกิดขึ้น และดำรงอยู่ควบคู่กับภาวะความเป็นเอกภาพ กับความไร้เอกภาพของสังคมจีน อันเป็นภาวะที่แทบจะเป็นสัจธรรมคู่สังคมจีนเลยก็ว่าได้
และเป็นภาวะเดียวกับที่วรรณกรรม “สามก๊ก”ในสำนวนฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้สรุปเอาไว้อย่างเหมาะสมในตอนแรก หน้าแรก และบรรทัดแรกว่า “เดิมแผ่นดินจีนทั้งปวงนั้น เป็นสุขมาช้านาน และก็เป็นศึก ครั้นศึกสงบแล้วก็เป็นสุข”

เหตุดังนั้น จากเดิมที่แผ่นดินจีน และโลกยังไม่มี “ฮากกา” หรือ “จีนแคะ” ภาวะดังกล่าวก็ได้ผลักดันให้จีนกลุ่มหนึ่งได้ออกเดินทางจากดินแดนตงง้วนไปยังดินแดนต่างถิ่นเรื่อยมา จนเป็นที่รู้จักต่อมาว่า “ฮากกา” หรือ “จีนแคะ” หรือ “อาคันตุกะจากแดนไกล”

คัดลอกมาจาก วารสารฮากกาภูเก็ต ฉบับปฐมฤกษ์

เผ่าพันธุ์ชาวฮากกา

จากที่มีผู้สนใจเกี่ยวกับความเป็นมาประวัติชาติพันธุ์ ของชาวฮากกา จึงคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และน่าที่จะนำมาเป็นประเดนใหม่ และน่าจะมาดีสคัดกันเว็บบล๊อกนี้

เพื่อให้พี่น้องสมาชิก ที่พอมีความรู้ หรือจำเกร็ดเรื่องเล่าในแต่ละวงค์ตระกูล ได้มาเติมเต็มให้กัน เพื่อจะได้ช่วยกันกลั่นกรอง เรื่องเล่าที่มีหลายตำนาน กับหลักฐานความเป็นจริงที่หลงเหลือ มาปรับให้ตรงกัน เพราะเมื่อสืบค้นประวัติศาสตร์จริงๆ แล้ว จะพบได้ว่าประวัติชาติพันธุ์ไม่ว่าชนชาติศาศนาใด มักจะถูกบันทึกโดยผู้ชนะ รวมกับความเห็นส่วนตัวของผู้สั่งให้บันทึก (ที่คนรุ่นเราไม่มีใครเกิดทัน) จึงทำให้เกิดหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้ และมีเอกสารบันทึกเรื่องราวตรงกันบ้าง แตกต่างกันบ้าง ฉบับเบื้องหน้าเบื้องหลังบ้าง แต่ก็เชื่อได้ว่าแหล่งข้อมูลทุกแหล่งล้วนแต่ถูกต้องตามข้อสันนิฐานตามหลักฐานที่มี และเท่าที่ผู้รู้แต่ละท่านไปพบมาด้วยกันทั้งสิ้น แต่คงน้อยคนที่จะรู้ทุกมุมทุกด้านกับเหตุการณ์ในอดีต ได้ในยุคปัจจุบัน

แต่ถ้าจะสรุป  คราวๆ ตามที่ยอมรับในปัจุบัน ก็พอบอกได้ว่า

ชาวฮากกา คือ ชาวจีนฮั้น ผู้มีต้นกำเนิดมาจากทาง จงหยวน (บ่อยครั้งจึงกล่าวกันว่ามาจากทางตอนเหนือของหลักแหล่งปัจจุบัน) ซึ่งมีทั้งชนชั้นปกครอง นายทหาร และชาวเมืองผู้รักชาติ แล้วด้วยเหตุปัจจัยทางการเมือง การปกครอง จากชนต่างชาติที่รุกรานแผ่นดินจีน และการต่อสู่ในสมัยราชวงค์ต่างๆ จึงจำต้องลี้ภัยการเมืองเคลื่อนย้ายลงมาตั้งที่มั่นอยู่ทางใต้ โดยไม่อาจเปิดเผยร่องรอยความเป็นมาของตนได้ชัดแจง และยอมรับว่าตนเองลงทะเบียนตามทางการว่าเป็น  客家人 (เค่อเจียเหริน - แขก , อาคันตุกะ หรือ ผู้มาเยือน) อยู่ในถิ่นตอนใต้ของจีน และอยู่ตามหัวเมืองต่างๆ อันเป็น ถิ่นชาวฮากกาในจีนปัจจุบัน จึงทำให้มีชาวฮากกา กระจายอยู่หลายแห่ง ที่อาจมีสำเนียงภาษาเพี้ยนกันไปบ้าง ตามภูมิประเทศ และกาลเวลา ดังเช่นชิมขัก ปันซันขัก เป็นต้น

และนอกจากชาวฮากกา จะได้กระจายไป จนเกิดกลุ่มชาวฮากกาตั้งรกรากเป็นที่มาตุภูมิสำหรับชาวฮากการุ่นต่อมาที่อยู่ในเมืองต่างๆ ดังกล่าวมาแล้ว  แต่ก็มีบางส่วนที่จำต้องเดินทางต่อไปเมืองต่างๆ อีกหลายทอด บ้างก็ไปเป็นชาวโพ้นทะเลอีกหลายเส้นทาง ด้วยเหตุผลเรื่องระบบการปกครอง การสอบจองหงวน การทำมาหากิน และสภาพภูมิอากาศ เศรฐกิจบีบคั้นดังเช่น ชาวฮากกาในไทย ก็มีทั้งที่มาจากมาตุภูมิในจีนโดยตรงด้วยเหตุผลต่างๆ แล้วแต่ยุคสมัย และบางพวกก็เคยตั้งรกรากในประเทศทางใต้ของแหลมมาลายูมาก่อนก็มีเป็นต้น

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็น แคะลึก แคะตื้น แคะฮกเกี้ยน แคะใต้หวัน แคะในญี่ปุ่น หรือแคะในเมืองต่างๆ ต่างก็เป็นชาวฮากกาด้วยกัน ถึงแม้จะมีสำเนียงที่พูดแตกต่างกันบ้างในบางคำ ด้วยถิ่นที่อยู่ และเวลาที่ลงมาจากทางเหนือคนละช่วงเวลากัน ต่างก็มีสายเลือดฮากกาเข้มข้นไม่แพ้กัน