อาคันตุกะท่านนี้ คือผู้ใด

ฮากกา คือ จีนแคะ ที่หมายถึง แขกหรืออาคันตุกะนี้ เป็นใครมาจากไหน และทำไมจึงกลายเป็น “อาคันตุกะ” ที่มีอยู่กับที่กับทางให้ใคร ๆ เรียกกัน? นั้น เป็นคำถามเบื้องต้นที่น่าสนใจไม่น้อย และเป็นคำถามที่มีผู้ศึกษามาอย่างยาวนาน

พื้นเพเดิมของฮากกานั้น กล่าวกันว่าอยู่ตรงบริเวณอันเป็นที่ตั้งของมณฑลซานซี เหอเป่ย ซานตง อานฮุย หูเป่ย และเหอหนาน ในปัจจุบัน ถ้าหากใช้กรุงปักกิ่งเป็นตัวตั้งแล้ว บริเวณดังกล่าวก็จะอยู่ใต้ปักกิ่งนั่นเอง การที่พื้นเพเดิมตั้งอยู่ ณ บริเวณที่ราบลุ่มหวงเหอหรือที่เรียกตามเสียงจีนแต้จิ๋วว่า “ฮวงโฮ”ที่เรารู้จัก และเรียกกันในคำไทยว่า “แม่น้ำเหลือง” (Yellow River)

แม่น้ำซึ่งอดีตผู้นำจีน เหมาเจ๋อตุง เคยเอ่ยเตือนว่า “อย่าดูถูกแม่น้ำเหลืองเป็นอันขาด”
ที่ว่ามีความหมายต่อฐานะของฮากกา ก็เพราะมีที่ราบลุ่มหวงเหอ ดังกล่าวได้เป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมที่เก่าแก่ และสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งทั้งของจีนและของโลก ซึ่งย่อมเท่ากับว่า ฮากกาจัดเป็นจีนฮั่นดั้งเดิมมาตั้งแต่ในยุคเริ่มแรกนั่นเอง ด้วยเหตุนี้จึงมีการกล่าวกันว่า ฮากกาซึ่งต่อมาได้กลายเป็น“อาคันตุกะ”อพยพไปยังที่ต่างๆในชั้นหลังๆ นั้น ฮากกาได้พกพาเอา วัฒนธรรมบางอย่างจากพื้นเพเดิมของคนติดตัวไปด้วย และวัฒนธรรมนั้นยังคงทิ้งร่องรอยเดิมเอาไว้ให้เป็นแม้ในทุกวันนี้

พูดอีกอย่างก็คือ หากใครต้องการจะรู้ว่าวัฒนธรรมจีนเดิม เมื่อหลายพันปีก่อนเป็นอย่างไรแล้วละก็ ส่วนหนึ่งอาจดูได้จากวัฒนธรรมของฮากกานั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ชาวจีนในอดีตไม่ได้เรียกอาณาบริเวณดังกล่าวว่า “ลุ่มน้ำเหลือง” อย่างที่เรียกกันในทุกวันนี้ แต่จะเรียกว่า “จงหยวน” หรือ “ตงง้วน” ในเสียงจีนแต้จิ๋ว ซึ่งสำหรับคนไทยที่คุ้นหูคุ้นตากับคำหลังนี้แล้วคงจะรู้ดีว่า ดินแดนแถบนี้ เป็นที่มาของตัวละคร ที่มากด้วยสีสันในงานวรรณกรรมจีนจำนวนไม่น้อย และหากคิดสังเกตลงไปอีกเล็กน้อยจะจับได้ว่า การที่ตัวละครจำนวนไม่น้อยปรากฏตัวแล้วโจนทะยานมาจาก “ตงง้วน” นั้นเพราะบริเวณนี้มีเรื่องมีราวเกิดขึ้นมาอยู่เรื่อย ก็การ “มีเรื่องมีราว” ในที่นี้ เรื่องหนึ่งก็คือ การศึกสงครามนั่นเอง

ฉะนั้น แม้ตงง้วนจะเป็นแหล่งอารยธรรมอันเจริญรุ่งเรือง และเป็นดินแดนที่ผู้คนเคยอยู่อย่างสงบสุขมาก่อนก็ตามแต่ ก็มักจะสลับกันด้วยสงคราม เมื่อเกิดความแตกแยกกันขึ้นมา และในช่วงก่อนที่จะเกิดศึกสงครามอันนำไปสู่การอพยพเคลื่อนย้ายใหญ่ ครั้งแรกของฮากกานั้น สังคมจีนจัดได้ว่ามีความอยู่ตัวในทางวัฒนธรรมพอสมควร กล่าวคือ เป็นสังคมที่ได้ผ่านพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่เริ่มจาก

ราชวงศ์เซี่ย (ประมาณ 2,100 ปี ถึง 1,600 ปี ก่อนคริสต์ศักราช)
ราชวงศ์ซาง (ประมาณ 1,600 ปี ถึง 1,100 ปี ก่อนคริสต์ศักราช)
ราชวงศ์โจว (ประมาณ 1,100 ปี ถึง 771 ปี ก่อนคริสต์ศักราช)

ทั้งสามราชวงศ์นี้อยู่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ และมีหลักฐานที่บ่งชี้ถึงความเจริญรุ่งเรืองอยู่ไม่น้อย ตราบจนกระทั่งในปลายราชวงศ์โจวนั่นเอง จีนได้เกิดความแตกแยกครั้งใหญ่ขึ้น การสงครามจากความแตกแยกนั้น ดำเนินยาวนานมากกว่า 500 ปี โดยประวัติศาสตร์ได้แบ่งห้วงเวลานี้ออกเป็น 2 ยุค คือ
ยุควสันตสารท (ชุนชิว, 770 ปี ถึง 475 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ) หรือที่บางที่เรียกว่า “ยุคใบไม้ผลิ-ใบไม้ร่วง”
ยุครัฐศึก (จ้านกั๋ว, 475 ปี ถึง 221 ปี ก่อนคริสต์ศักราช )

ที่แบ่งเป็น 2 ยุค ทั้ง ๆ ที่เป็นยุคที่เต็มไปด้วยศึกสงคราม และการรบราฆ่าฟันเหมือน ๆ กันนั้น ก็เพราะในยุควสันตสารท เป็นยุคที่ความแตกแยกได้แสดงผลด้วยการที่จีน ถูกกระจายเป็นรัฐต่างๆ ถึงกว่า 200 รัฐ และรัฐเหล่านี้ ต่างก็ทำสงครามระหว่างกัน เพื่อแย่งความเป็นใหญ่เหนือแผ่นดินจีน กล่าวกันว่า ตลอดระยะเวลาประมาณ 295 ปี ของยุคนี้ ปรากฏว่ารัฐต่าง ๆ ได้ทำสงครามระหว่างกันรวมแล้วประมาณ 276 ครั้ง เฉลี่ยแล้วประมาณเกือบ ๆ ปีละครั้ง

ด้วยเหตุนี้ชีวิตผู้คนที่เกิดมาจะไม่ต่างกับพฤกษชาตินานาพรรณ ที่กำลังเบ่งบานในฤดูใบไม้ผลิ แล้วกลับต้องมีอันถูกปลิดลงจากต้น เสมือนพฤกษชาติในฤดูใบไม้ร่วงฉะนั้น

ครั้งถึงยุครัฐศึก รัฐต่างๆ นับร้อยรัฐก็ค่อย ๆ สลายตัวลงเหลือเพียง 7 รัฐ ซึ่งจัดเป็นรัฐที่ทรงอิทธิพลจึงสามารถกำราบรัฐอื่นๆ ให้มาขึ้นต่ออำนาจของตนได้ แต่รัฐทั้งเจ็ดนี้ยังไม่อาจหลีกเลี่ยงเจตนารมณ์ ที่มุ่งสู่การรวมจีนเป็นแผ่นดินเดียวกันไปได้ ดังนั้นรัฐทั้งเจ็ด หากไม่ระแวดระวังตนเองให้อยู่รอดปลอดภัย จากรัฐที่มีแสนยานุภาพเหนือกว่า ก็จะหันหน้าเข้าต่อกรกันเอง ดังนั้น ตลอดเวลาประมาณ 254 ปี ของยุคนี้จึงเป็นยุคที่รัฐทั้งเจ็ดต่างทำสงครามต่อกัน

ยุคที่จีนเต็มไปด้วยสงคราม และความแตกแยกดังกล่าวมาสิ้นสุดลงเมื่อกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฉิน สามารถปราบปรามรัฐต่าง ๆลงได้อย่างราบคาบ และได้รวมจีนเป็นแผ่นดินเดียวกันภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์จีน พร้อมกันนี้ก็ได้ตั้งตนขึ้นเป็นจักรพรรดิองค์แรกของจีนนาม “ฉินสื่อ”หรือ “จิ๋นซีฮ้องเต้” ผู้สถาปนาราชวงศ์ฉิน (221-206 ปี ก่อนคริสต์ศักราช

ราชวงศ์ฉินอยู่ได้เพียงสิบปีเศษก็มีอันล่มสลายลง ราชวงศ์ฮั่น (206 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ถึง ค.ศ. 220) ครองแผ่นดินจีนเป็นอันดับถัดมา ราชวงศ์นี้อยู่ในอำนาจยาวนานกว่า 400 ปี หลังจากนั้นจีนก็เข้าสู่การแตกแยกอีกครั้งหนึ่ง ไม่ต่างกับที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ และเป็นยุคที่คนไทย และทั่วโลกรู้จักกันดีนั่นคือ ยุคสามก๊ก (ซานกั๋ว , ค.ศ. 220-280) แต่ยุคนี้ครอบคลุมแผ่นดินจีนไม่นานเท่ายุควสันตสารท และยุครัฐศึก เพราะเพียงประมาณ 60 ปี ก็สิ้นยุค เมื่อมีผู้สามารถสถาปนาราชวงศ์จิ้น (ค.ศ. 265-420) ขึ้นมาแทน

ในปลายราชวงศ์จิ้น นี้เองที่ได้เกิดเหตุการณ์อันนำไปสู่ การอพยพออกจากตงง้วนเป็นครั้งแรกของฮากกา และตามด้วยระลอกอื่นๆ อีกหลายระลอกในระยะเวลาที่ถี่ห่างต่างกันไปตามแต่สถานการณ์ การศึกษาระลอกคลื่นการอพยพของฮากกา ในระยะแรก ๆนั้นยังค่อนข้างกระท่อนกระแท่น จนมาในชั้นหลัง ๆ จึงมีความชัดเจนขึ้น

ความกระท่อนกระแท่น และความชัดเจนที่ว่านี้บอกให้รู้ว่า แม้จะเป็นที่ยอมรับกันว่าฮากกาได้อพยพเคลื่อนย้ายจากดินแดนตงง้วน ในปลายสมัยราชวงศ์จิ้น ระลอกใหญ่เป็นครั้งแรกก็ตาม แต่ก็ยอมรับเช่นกันว่าทั้งก่อนและหลังครั้งแรก หรือครั้งต่อ ๆ ไปที่เป็นระลอกใหญ่อีก 3-4 ระลอกเช่นเดียวกันนั้น ฮากกาก็ได้มีการอพยพอยู่อย่างสม่ำเสมอในยามสงบสุขอยู่ด้วย เป็นอยู่แต่ว่าไม่ใช่ระลอกใหญ่และเป็นไปเรื่อย ๆ ขึ้นอยู่กับอารมณ์ และความสมัครใจ

จะเห็นได้ว่า การเป็น “อาคันตุกะ” ของฮากกาหรือจีนแคะนั้น เป็นภาวะที่เกิดขึ้น และดำรงอยู่ควบคู่กับภาวะความเป็นเอกภาพ กับความไร้เอกภาพของสังคมจีน อันเป็นภาวะที่แทบจะเป็นสัจธรรมคู่สังคมจีนเลยก็ว่าได้
และเป็นภาวะเดียวกับที่วรรณกรรม “สามก๊ก”ในสำนวนฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้สรุปเอาไว้อย่างเหมาะสมในตอนแรก หน้าแรก และบรรทัดแรกว่า “เดิมแผ่นดินจีนทั้งปวงนั้น เป็นสุขมาช้านาน และก็เป็นศึก ครั้นศึกสงบแล้วก็เป็นสุข”

เหตุดังนั้น จากเดิมที่แผ่นดินจีน และโลกยังไม่มี “ฮากกา” หรือ “จีนแคะ” ภาวะดังกล่าวก็ได้ผลักดันให้จีนกลุ่มหนึ่งได้ออกเดินทางจากดินแดนตงง้วนไปยังดินแดนต่างถิ่นเรื่อยมา จนเป็นที่รู้จักต่อมาว่า “ฮากกา” หรือ “จีนแคะ” หรือ “อาคันตุกะจากแดนไกล”

คัดลอกมาจาก วารสารฮากกาภูเก็ต ฉบับปฐมฤกษ์