ก-ญ มิ่งมงคลร้อยรัดคติจีน 9 ใหม่

-- Last Update ก-ญ --  รวมนานาสาระมิ่งมงคลร้อยรัดติคติจีน
นานาสาระ มิ่งมงคล ร้อยรัดติคติจีน

(ถ้าต้องการจะเพิ่ม เรื่องใหม่ ให้ปรากฏในสารบัญหน้านี้ คลิกที่ เพิ่มหน้าย่อย ของหน้านี้
ส่วนการวิจารสอบถามขยายความหรืออื่นๆ ให้เสนอความคิดเห็น ในหน้าที่ตรงกับเรื่องราวนันๆ)

สารบัญ

-ก- มิ่งมงคล ร้อยรัดคติจีน 1 กลอนจีน-ไทย

อักษร ก (กลอนจีน-ไทย) 

-ก- มิ่งมงคล  ร้อยรัดคติจีน 1

ลีลาหลากหลายเบิกบานตามฤดูกาลเป็นมรดกแห่งจิตวิญญาณแบบจีน

อารยธรรมจีนเป็นอารยธรรมตะวันออก    ที่เกิดขึ้นก่อนยุคประวัติศาสตร์  

โดยเกิดขึ้นในยุคโลกโบราณในช่วงยุคหินใหม่

โดยความเจริญของ   อารยธรรมจีนที่สืบเนื่อง  ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันนั้น  

กลายเป็นอู่วัฒนธรรมที่เป็นแหล่งเคลื่อน

ไหววิทยาการด้านต่างๆเพราะว่าจีนมี  อาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล  

ประกอบด้วยคนหลายเชื้อชาติ  ที่อยู่ร่วมกันทำ

ให้เกิดการผสมผสาน   และมีวัฒนธรรมที่หลากหลาย  

เป็นบ่อเกิดของอารยธรรม  ที่เจริญรุ่งเรืองเป็นเอกลักษณ์ที่

สืบสานกันมาอย่างยืนยาว   ชาวจีนโพ้นทะเล  (Overseas Chinese) 

คือกลุ่มคนเชื้อสายจีนที่อาศัยอยู่

ภายนอกประเทศจีนชาวจีนมี   ประวัติการอพยพไปยังดินแดนต่างๆ  

มาตั้งแต่ยุคของจิ๋นซีฮ่องเต้เนื่องจาก  ปัญหา

ความ ยากจนและภัยสงคราม   ได้นำเอาปรัชญาที่เกิดจากการสร้างสรรค์อันฉลาด  

เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่ง   ผลักดันให้ เกิดการพัฒนาสืบต่อมาใน  

ด้านการออกแบบทาง   สถาปัตยกรรม   อนุสรณ์สถาน   ประติมากรรม

สวน  และ ภูมิทัศน์   ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรม  

ที่เกี่ยวข้องหรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐาน  ของมนุษย์ซึ่งได้

เกิดขึ้นในช่วง เวลาใดเวลาหนึ่ง  ให้ปรากฏบนพื้นที่ใดๆของโลก  

ซึ่งทรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมเป็นสิ่ง  ที่ยืนยันถึงหลัก

ฐานของอารยธรรม ที่ปรากฏให้เห็นอยู่  

ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว   เก็บไว้เพื่อเป็นตัวอย่างอันโดดเด่น  

ของสิ่งที่เรียกว่าอู่ วัฒนธรรม  อันเป็นตัวแทนของการพัฒนาทางด้าน  

วัฒนธรรม   สังคมศิลปกรรม  วิทยา

ศาสตร์   เทคโนโลยี อุตสาหกรรมในประวัติศาสตร์ 

ของมนุษยชาติมีความคิดและความเชื่อ   ที่เกี่ยวข้องโดยตรง

กับเหตุการณ์หรือมีความ โดดเด่นยิ่งในประวัติศาสตร์ต่างๆรวบรวม 

และเก็บไว้โดยลูกหลานชาวจีนโพ้นทะเล   ที่รัก

และหวงแหนมรดกวัฒนธรรม นานาสาระให้เป็นหลักฐานจารึกร่องรอย 

ที่เห็นได้ชัดเจนและะกระจายชื่อเสียง   ไปยัง

แหล่งต่างๆให้สมกับเป็นลูก หลานแดนมังกร

 

แหล่งวรรณกรรมจีน

อักษร ก.

จากกลอนแบบจีน  

เป็นภาพจาก:www.thaigoodview.com/node/10898พร้อมประว้ติหลี่ไป๋

บทกวีของหลี่ไป๋ที่เหลือตกทอด  มาจนถึงปัจจุบันมีกว่า  900 บท

มีบทร้อยแก้วกว่า 60 บท  บทกวีของ หลี่ไป๋ดึงดูดใจผู้คน  

ทั้งหลายด้วยภาพจินตนาการ   อันมหัศจรรยที่สง่างามมีอิทธิพลลึกซึ้ง  

และยืนยาวต่อชนรุ่นหลัง  ได้รับการยกย่องคือ  เซียนแห่งกวี

 

 

 

 

 

คิดถึง หลี่ ไป๋ ที่ปลายฟ้า ภาพประกอบจากwww.blubie.de/li_bai

สายลมเย็นพัดโบยยังปลายฟ้า

บุรุษหนึ่งนั้นคิดสิ่งใดอยู่ในใจกันเล่า?

เมื่อใดหนอห่านป่าจะกลับมา?

บรรดาแม่น้ำและทะเลสาบเต็มตื้นไปด้วยสายน้ำฤดูใบไม้ร่วง

วรรณศิลป์และความสำเร็จแห่งชีวิตอยู่ตรงกันข้าม

ภูตผีปีศาจฮึกเหิมยามมนุษย์ล้มเหลว

สนทนาร่วมกับกวีเจ้าอารมณ์

โยนกวีนิพนธ์บทหนึ่งลงในแม่น้ำหมี่หลิว

...ภาพบทกวีที่มีชื่อเสียงของหลี่ไป๋...www.bloggang.com

จีนมีประวัติศาสตร์เนิ่นนานหลายพันปีและมีบันทึกเกี่ยวกับหญิงงามไว้มากมาย

แต่หากถามว่าสตรีที่งดงามที่สุดในยุค

โบราณคือใคร คำตอบแรกสุดน่าจะเป็นซีซือ(ตามสำเนียงภาษาจีนกลาง)

หรือที่คนไทยรู้จักในนามไซซีตามสำเนียงฮกเกี้ยนในเรื่องเลียดก๊ก

ภาพจาก:gotoknow.org/blog

มัจฉาจมวารี...ไซซีหญิงงามผู้พลิกแผ่นดินจีน

ชีวิตไซซีเกี่ยวพันกับการเมืองการปกครองในยุคที่เธอมีชีวิตอยู่คือ

ยุคชุนชิว อย่างมากยุคชุนชิวนี้เริ่มตั้งแต่ปี 722 จนถึงปี 476ก่อนคริสตศักราช

โดยเป็นส่วนหนึ่งในสมัยราชวงศ์โจวตะวันออก(ยุคชุนชิวนี้มีคนดังระดับโลกที่อยู่ร่วมสมัยกับ

ไซซีอีกหลายคน เช่น ขงจื๊อจอมปราชญ์ และซุนวูผู้แต่งคัมภีร์พิชัยสงครามอันเลื่องชื่อ

ส่วน หลี่ไป๋ ยอดกวีของจีน(พ.ศ. 1244-1305) ได้พรรณาความงามของไซซีเอา

ไว้ว่า“ได้ยลโฉมนงนุชสุดโสภา แม้มัจฉาตะลึง

ชมจมวารี” คือไซซีนั้นเดิมเป็นคนฟอกด้าย   เมื่อไปฟอกด้าย 

ที่ริมน้ำปลาที่กำลังว่ายน้ำอยู่แลเห็นเข้า  

ถึงขนาดตกตะลึงเอาแต่จ้อง   จนลืมว่าย  

ทำให้จมดิ่งลงในน้ำจนเป็นที่มาของ “มัจฉาจม วารี”

อันลือลั่นสาวงามสองคนคือ   ไซซี และเจิ้งตั้น  

ได้ทำการฝึกสอนศิลปวิทยา ต่างๆ เช่น การ

ขับร้องการฟ้อนรำ รวมทั้งกิริยามารยาทต่างๆ

เพื่อปรนนิบัติผู้ชาย ระหว่างที่ฝึกสอนอยู่ราว 3ปีนี้

ตำนานเล่าว่า

ฟ่านหลีกับไซซีได้  ตกหลุมรักซึ่งกันและกันแต่ภารกิจ  

เพื่อแผ่นดินเกิดนั้นยิ่งใหญ่กว่า จึงต้อง“จำ

ใจ จำจากเจ้า จำจร”

อาจารย์ถาวร สิกขโกศลถอดความเป็นกลอนไทยไว้ดังนี้

“ซึ่งฝันว่าตะวันดับลับขอบฟ้าดาวธรรมราชาจะปรากฏ

ฝันว่าทะเลเหือดแห้งหมดมกรยศจะกระเดื่องพระเดชา

 

ภูเขาพังแผ่นดินจะราบคาบเพราะพระปราบอริสิ้นทุกทิศา

ซึ่งฝันว่าดอกไม้หมองโรยราพืชพรรณธัญญาจะสมบูรณ์”

 

นี่เองที่ทำให้ฟูไซลุ่มหลงไซซีหนักยิ่งขึ้นไปอีก!

คนจีนยกย่องไซซีไม่ใช่เพียงแค่เพราะความงามแสนพิสุทธิ์

 

และสติปัญญาสุดล้ำเลิศของเธอ แต่เพราะว่าเธอยอม

เสียสละตนเองเพื่อแคว้นเย่ว์อันเป็นมาตุภูมินั่นเอง

 

บทกวีนี้ชื่อ   "ความคิดคำนึงในคืนสงัด"   มีชื่อเสียงในราชวงศ์ถัง  

หลี่ไป๋ชื่ออ่านว่าหลี่ ป๋อก็ได้(แต่เจ้าตัวอ่านว่าไป๋)  

เป็นกวีเอกชื่อดังมาก   แต่พบจุดจบแบบอนาถไม่ใช่เล่น   

ว่ากันว่า เมาเหล้าลงเรือแล้วอยากอุ้มจันทร์เลยตกน้ำตาย  

ไม่รู้จริงเท็จแค่ไหนอาจจะเป็นการฆาตกรรมก็ได้

"ดื่มเหล้าเคล้าแสงจันทรา
 

เมามายสุราเลิศรส

แหงนหน้าพิศมองจันทร

มือย้อนหงายขึ้นฟ้า

หมายไขว่คว้าดวงแข

ที่แลเห็นในสายธาร"

 

----หลี่ไป๋---------

 

นี่เป็นบทกวีมีชื่อของหลี่ไป๋เทียบคำแปลแบบคำต่อคำ

 

เงียบ คืนคิด

เตียง หน้าสว่าง จันทร์ แสง

สงสัย เป็นดิน บน น้ำค้างแข็ง

ยก หัว มองสว่าง จันทร์

ก้ม หัว คิด เดิมชนบท

เป็นภาพจาก:http://www.oknation.net/blog/fontree/category/li-bai_poem/page3

 

หลี่ไป๋อยู่ในลำเรือเรียบร้อยแล้ว พร้อมจะจากไปทันใดข้า

ก็ได้ยินเสียงกระทืบเท้าและเสียงร้องจาก

ชายฝั่งน้ำในสระเถาฮัวลึกพันฟุตทว่าหาได้

ลึกเท่าความรู้สึกของหวั่งหลุนยามส่งข้าล่องเรือ

 

ภาพวาดหลี่ไป๋ จิบเหล้าชมจันทร์

ความแตกต่างระหว่างกลอนจีนและไทย

การเรียงถ้อยคำของภาษาจีนต่างกับภาษาไทยเช่นคำแสดงตำแหน่งหรือ

ที่เรียกว่าบุพบทนั้นจีนจะไว้ข้างหลัง เช่น บนฟ้า จีนก็เรียงเป็น ฟ้า-บน

ในห้องจีนก็เรียงเป็น ห้อง-ใน เป็นต้น)โดยอรรถรสแล้วกวีบทนี้ ความหมายว่า

แสงจันทร์สว่างส่องตรงหน้าเตียง    ดูประดุจน้ำค้างแข็งบนพื้นดิน

เงยหน้ามองจันทร์สว่าง     ก้มหน้าคิดถึงบ้านเดิม

กวีได้เปรียบแสงจันทร์ที่สว่างนวลซึ่งทอดเข้ามาในห้องนอน

มาตกตรงหน้าเตียงเสมือนกับหยาด

น้ำค้างแข็งที่พราวอยู่บนพื้นดินในบรรยากาศแบบนี้

ช่างดูเงียบเหงากวีได้เงยหน้าขึ้นทอดทัศนา

แสงจันทร์ที่สุกสว่างแล้วก็ก้มหน้าลงทอดถอนใจ

คิดถึงบ้านเก่าของตนในชนบทกวีหลี่ไป๋ ชอบ

Drinking Aloneunder the Moon) ว่ากันว่า เขาตายเพราะไล่จับเงา

จันทร์ในแม่น้ำ(ตอนเมา)ปรากฏการณ์

พระจันทร์ยิ้ม (Earth Shine)ให้นึกถึงสำนวนเสี้ยวหลี่ฉางเตา

รอยยิ้มซ่อนดาบ  ก็เลยเอามาตั้งเป็นกระทู้

รอยยิ้มซ่อนดาบ    สถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันล้วนแล้ว

แต่แฝงไปด้วยรอยยิ้มซ่อนดาบ

รอยใจใครขีดไว้เป็นรอยยิ้มร่าน้ำตาปรอยปริ่มไห้ซ่อนความขื่นขมคอย

ใครปลอบ เล่าแม่ ดาบ ที่คมลูบไล้-เล่นล้วนเลือดไหล

บางคนก็มีรอยใจใจโดนขีดเป็นรอย แต่ก็ยังแกล้งยิ้มทั้งน้ำตา เกือบๆ

จะร้องไห้ซ่อนความขมขื่นไว้รอให้ใครปลอบประโลมเล่าแม่คุณ

(นางเอกเจ้าน้ำตา)อุปมาเหมือนคนที่ชอบเล่นกะของมีคมเช่นดาบเวลา

โดนคมดาบบาดมือจึงร้องไห้(วิ่งหาคนปลอบ) รอยจันทร์กระต่ายเต้นในจันทร์

ยิ้มยั่วหรือเย้ยหยันหยอกเย้าซ่อนนัยยะสำคัญใดเล่าแม่เอย 

ดาบสหลับเนตรเข้า-นิโรธล้วนลืมมองในพระจันทร์

เขาว่ามีเทวดามาวาดรูปกระต่ายไว้(กระต่ายกระโดดโลดเต้น)

กระต่ายกระโดดโลดเต้นคงกำลังยั่วยิ้ม

เยาะเย้ยหยอกเย้าคนที่ถูกมีดบาดมืออยู่กระมัง

แต่ถึงแม้นคนจะตีความร่องรอยของดวงจันทร์

บนฟ้าว่าอย่างไรก็ตามทีเถอะแม่คุณ(ผู้โดนมีดบาดมือ)
 

ดาบส  (หรือผู้ปฏิบัติธรรม)  ก็ไม่สนใจมอง

ดวงจันทร์หรอกว่ามีกระต่าย หรือเปล่า

เพราะ ดาบส มุ่งแต่จะทำสมาธิเข้านิโรธสมาบัติ

ก็เลยลืมมองพระจันทร์

รอยเกวียนเวียนเคลื่อนต้อนตามโค

ยิ้มและรู้จักโง-กระโหลกไว้

ซ่อนเร้น ณ กกโพธิ์เพียรพาก

ดาบที่ถือวาง ให้- ห่าง

ให้เห็นธรรมพอดาบสนั่งสมาธิเข้านิโรธสมาบัติ

ก็เลยเห็นกฎแห่งกรรม

(กงกำกงเกวียนเวียน ไล่ต้อนตามตีนโค

ใครทำกรรมอะไรไว้กรรมนั้น

ก็ย่อมค่อยๆหมุนตามมาข้างหลัง)

หรืออาจแปลได้ว่าทุกข์

ที่เราประสบอยู่นี้คือผลของกรรมเก่า

เมื่อเห็นกฎแห่งกรรมแล้วดาบสก็ยิ้มชอบใจ

(ยิ้มในสมาธิ) โงหัว นั่งตัวตรง ซ่อนเร้น

บำเพ็ญเพียรใต้ต้นโพธิ์วางดาบแห่งกิเลสตัณหาและอุป

ปาทานไว้ ห่างไกลแล้วจึงทำให้เกิดดวงตาเห็นธรรม

รอยจารจารึกไล้ลายลักษณ์ยิ้มเถิดหากอ่านอัก-ขระแล้ว

ซ่อนแสร้งแสดงหลัก -ธรรมพุทธ ศาสตร์เอย

ดาบหมั่นเคาะสนิมแผ้ว-พฤกษ์เหี้ยนเตียนหนาม


คนอ่านอ่านโคลงที่คนแต่งแต่งไว้เป็นลายลักษณ์อักษรนี้

ก็(คง)ขอให้ยิ้มแย้มเถิด(เพราะมันเดินเรื่องมาตลกๆ พิกล)

ในยามที่อ่านอักษระเหล่านี้ ได้ซ่อน หลักธรรมทางพุทธศาสนาไว้

เช่นเรื่องของการละซึ่งกิเลสตัณหาและอุปาทาน

หรือที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์ หรือการรู้จักบำเพ็ญเพียรเพื่อความพ้นทุกข์เป็นต้น
 

ดาบที่ให้ทิ้งคือกิเลสตัณหาและอุปาทาน

ส่วนดาบที่ให้ถือคือดาบแห่งปัญญาที่ต้องหมั่นเคาะสนิม

อันได้แก่กิเลสตัณหาและอุปาทาน ออกไป เมื่อดาบถูกเคาะสนิมดาบ

ก็จะไม่ทื่อและใช้แผ้วถางอุปสรรคและเสี้ยนหนามในชีวิต

ให้หมดไปได้อย่าปล่อยให้สนิมเกาะดาบแห่งปัญญาอยู่เลย

 

 

จบตอนที่หนึ่งเรื่องอักษร ก

12 เมษายน 2552

 

 

 

-ข- มิ่งมงคล ร้อยรัดคติจีน 2 ขงเบ้ง คำคมขงเบ้ง

-ข- มิ่งมงคล  ร้อยรัดคติจีน 2

นานาสาระมิ่งมงคล  ร้อยรัดคติจีน 2

ตามด้วยอักษร -ข- ขงเบ้ง


 คำคมขงเบ้ง


ภาพจาก: www.oknation.net

 

1. ถ้าคุณคิดจะเป็นใหญ่ คุณก็จะได้เป็นใหญ่ ถ้าคุณคิดอยากเป็นอะไรคุณก็จะได้เป็นสิ่งนั้น

   เพราะแสวงหา มิใช่เพราะรอคอย

   เพราะเชี่ยวชาญ มิใช่เพราะโอกาส

   เพราะสามารถ มิใช่เพราะโชคช่วย ดังนี้ แล้ว "ลิขิต  ฟ้าหรือจะสู้มานะตน"

2. นกทำรังให้ดูที่ไม้ ข้าเลือกนายให้ดูที่น้ำใจ

3. ผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ผู้ที่ทำตนให้เล็กที่สุด ผู้ที่เล็กที่สุดก็จะกลายเป็นผู้ที่ใหญ่ที่สุด

4. ผู้ที่มีเกียรติ คือ ผู้ที่ให้เกียรติผู้อื่น

5. ถ้าสติไม่มา ปัญญาก็ไม่มี

6. ไม้คดใช้ทำขอเหล็กงอใช้ทำเคียว แต่คนคดเคี้ยวใช้ทำอะไรไม่ได้เลย

7. เล่นหมากรุก อย่าเอาแต่บุกอย่างเดียว เดินหมากรุกยังต้องคิด เดินหมากชีวิตจะไม่คิดได้อย่างไร

8. เมื่อใครสักคนหนึ่งทำผิด ท่านอย่าเพิ่งตำหนิหรือต่อว่าเขาเพราะถ้าท่านเป็นเขาและตกอยู่

   ในสภาพแวดล้อมเช่นเดียว   กับเขาท่านอาจจะตัดสินใจทำเช่นเดียวกับเขาก็ได้

9. การบริหารคือการทำงานให้สำเร็จโดยอาศัยมือผู้อื่น

10.ผู้ปกครองระดับธรรมดา ใช้ความสามารถของตนอย่างเต็มที่ ผู้ปกครองระดับกลาง

   ใช้กำลังของคนอื่นอย่างเต็มที่   ผู้ปกครองระดับสูง ใช้ปัญญาของคนอื่นอย่างเต็มที่

11.อ่านคนออก บอกคนได้ ใช้คนเป็น

12.เมื่อนักการฑูตพูดว่า "ใช่" หรือ "อาจจะ" เขามีความหมายว่า "อาจจะ"

   เมื่อนักการฑูตพูดว่า "อาจจะ" เขามีความหมายว่า "ไม่"

   เมื่อนักการฑูตพูดว่า "ไม่" เขาไม่ใช่นักการฑูตเพราะนักการฑูตที่ดีจะไม่ปฏิเสธใคร

13.เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "ไม่" หล่อนมีความหมายว่า "อาจจะ" เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "อาจจะ"

   หล่อนมีความหมายว่า "ใช่" หรือ "ได้" เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "ใช่" หรือ " ได้"

   หล่อนไม่ใช่สุภาพสตรี.สุภาพสตรีจะไม่ตอบรับใครง่าย ๆ

14.คิดทำการใหญ่ อย่าสนใจเรื่องเล็กน้อย

15.ตาสามารถมองเห็นสิ่งที่ไกลได้ แต่ไม่สามารถมองเห็นคิ้วของตน

16.คนส่วนใหญ่ใส่ใจกับผลได้ระยะสั้นเท่านั้น แต่คนฉลาดอย่างแท้จริงจะมองไปยังอนาคต

จาก http://www.pantown.com/board.php?id=4057&name=board1&topic=577&action=view




 

คำคมขงเบ้งย่อมไม่ธรรมดา

เป็นปรัชญาที่แฝงไปด้วยแง่คิด จับต้องด้วยจิตที่ชำระแล้ว

ขงเบ้งคือใคร?

จึงมิอาจไม่เขียนถึง"ขงเบ้ง"..คนที่ได้ชื่อว่า "ฉลาดที่สุด" ในวรรณกรรมเรื่อง "สามก๊ก" โดย

ความฉลาดของขงเบ้ง เป็นที่ยอมรับทั่วโลก ชนิดที่ใครฉลาด ก็จะถูกนำไปเปรียบเทียบ กับ"ขงเบ้ง"

ขงเบ้ง"รู้"..แม้กระทั่งว่าไปช่วยเล่าปี่ ไม่มีทางสำเร็จ และตนจะไม่ได้ "กลับบ้าน"...

แต่ ยอมไปทำงานเพื่อเล่าปี่ !!!

"เล่าปี่อุตส่าห์มาหาถึงสามครั้ง จะตัดประโยชน์เสียก็เอ็นดู จึงไปด้วยเล่าปี่ เจ้าอยู่ภายหลัง

จงรักษาโคกระบือไร่นาทั้งปวงเอา   ไว้อย่าให้เป็นอันตรายเสียได้ เราไปช่วยเล่าปี่ทำนุบำรุงแผ่นดินเป็นสุขแล้วจะกลับมาทำนาเหมือนเก่า" ..

นี่คือประโยคที่เล่าปี่บอกน้องชาย ก่อนเก็นของออกเดินทางไปร่วมงานกับเล่าปี่และบอกกับเล่าปี่ว่า ..

"อย่าร้องไห้วิตกไปเลย ข้าพเจ้าจะไปทำราชการด้วยท่าน ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจะเป็นประการใดก็ดี"

 

ว่ากันว่า"ขงเบ้ง"เห็น"โหงวเฮ้ง" ของเล่าปี่ก็รู้ว่าไม่มีทางทำงานใหญ่สำเร็จ

แต่รับคำไปทำงานด้วยเพราะ

"ชอบความท้าทาย"..และรู้ว่าตนจะไม่ได้กลับมาเขาโง้วลังกั๋ง.

แต่ปลอบน้องชายให้"รอ"..อยู่ที่บ้าน

 

ภาพจาก: www.oknation.net/blog/autis/2009/02/06/entry-1 

 

ชื่อของ"ขงเบ้ง"..ปรากฏครั้งแรก เมื่อเล่าปี่พ่ายแพ้เสียท่าจนเหลือแต่ตัว..

เหตุการณ์นั้น เกิดขึ้นในปี ค.ศ.207

เมื่อ "เล่าปี่" เดินทางไปเยี่ยมคำนับ"สุมาเต๊กโช" เจ้าของฉายา "ซินแสแว่นน้ำ"

ซึ่งหมายถึงผู้ที่มองคนออกได้ทะลุปรุโปร่ง  ที่เมืองซงหยง  เพื่อเชื้อเชิญสุมาเต๊กโชไปเป็นที่ปรึกษา

"ข้าพเจ้าเป็นแต่บัณฑิตธรรมดาเท่านั้น จะรอบรู้สถานการณ์บ้านเมือง แลการแผ่นดินอันลึกซึ้งก็

หาไม่ แลผู้ที่ฝักใฝ่ลัทธิขงจื๊อ หรือบัณฑิตทั่วไปก็จะหาทราบความ ปัจจุบันสมัยนี้ไม่เลย

มีแต่ปราชญ์ทรงปัญญาพิเศษเท่านั้น จึงจะเข้าใจสถานการณ์ 

แถบนี้ก็มี 2 คนเท่านั้น" ซินแสแว่นน้ำกล่าว

จากเรื่องราวของเล่าปี่กับขงเบ้ง  ย่อมมีผลงานวิพากษ์วิจารณ์ตัวละครเอกทั้งสองในแง่ลบอย่างแน่นอน

ผู้เขียนจึงวิพากษ์งานเขียนเหล่านั้น  ที่มักวิจารณ์เล่าปี่กับขงเบ้งแบบเสียๆหายๆ

ผ่านหนังสือเล่มนี้   โดยตั้งอยู่บนเหตุผลที่ผมเห็นว่า “น่าเชื่อถือ” พอสมควร

เพราะเท่าที่ผมติดตามงานเขียนของคุณก่อศักดิ์   เห็นว่าเขามีความรู้เกี่ยว

กับประวัติศาสตร์จีนอย่างลึกซึ้งเลยทีเดียว  ไม่ว่าจะเป็นยุคใด สมัยใดก็ตาม

และสามารถนำความรู้นั้นมาอธิบายได้กระจ่าง 

สอดแทรกหลักการบริหารได้อย่างลงตัว โดยปราศจากอคติใดๆ

 

การเล่าเรื่องของอ่านสามก๊ก ถกบริหาร ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว 

เมื่อเล่าถึงตัวละครอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

ผู้เขียนนำมาขยายความตัวละครตัวนั้นในย่อหน้าต่อไป สั้น

ยาวตามแต่ความสำคัญของเนื้อหาในวรรณกรรมและประวัติศาสตร์จริง

ทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจเนื้อหาและตัวละครที่กล่าวถึงได้ง่ายกว่าเดิม

งานเขียนเล่มนี้ยังนำเนื้อหาบางตอนในสามก๊กฉบับหลอกว้านจงมาเปรียบเทียบ

กับบันทึกประวัติศาสตร์ ซึ่งส่วนใหญ่อ้างอิงจากจดหมายเหตุฉบับเฉินโซ่ว

จึงทำให้เห็นภาพเหตุการณ์ในเรื่องได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น ตอนศึกผาแดง

(ที่นำมาสร้างใน Red Cliff ) ในนิยายจะเน้นบทบาทของขงเบ้งมากเป็นพิเศษ

เก่งกาจราวกับเทพยดา ทั้งๆที่ในความเป็นจริง ขงเบ้งออกสู่สมรภูมิจริงครั้งแรก

บทบาทในช่วงนี้จึงมีไม่มากนัก เป็นเพียงการเก็บประสบการณ์มากกว่า

ขณะที่กลุ่มเล่าปี่ยังเป็นเพียงกองกำลังเล็กๆ ต่อต้านโจโฉโดยใช้วิธีการรบแบบกองโจร

ตอดเล็ก ตอดน้อยไปเรื่อย กำลังหลักที่ต่อต้านแสนยานุภาพของโจโฉจริงๆ

คือทัพกังตั๋งภายใต้การนำของแม่ทัพจิวยี่ ที่ผู้เขียนยังยอมรับว่า “เก่งกว่า”

ขงเบ้งด้วยซ้ำ และไม่มีเหตุผลกลใดที่จิวยี่จะไปอิจฉาริษยาขงเบ้งเลยสักนิด

โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่า “อ่านสามก๊ก ถกบริหาร”

เป็นหนังสือวิเคราะห์วรรณกรรมเชิงบริหารที่ดีเล่มหนึ่ง เปี่ยมไปด้วยคุณค่า

ไม่มีพิษภัย แต่ติดใจในประเด็นที่ขงเบ้งรวบอำนาจการตัดสินใจไว้เพียงผู้เดียว

โดยกระจายอำนาจให้กับผู้อื่น  จนตนเองต้องตรากตรำทำงานหนัก

แล้วเสียชีวิตในวัยที่ถือว่าไม่มากนัก  ดูเหมือนผู้เขียนไม่ได้ยกเป็นข้อเสียหนึ่ง ของขงเบ้งแบบชัดๆ

อธิบายเพียงสาเหตุที่ขงเบ้งต้องทำเช่นนั้น  มองว่าขงเบ้งยังขาด  “ความไว้เนื้อเชื่อใจ”

ในความสามารถของลูกน้องมากกว่า  และไม่ปล่อยวางงานบางอย่างที่ไม่สำคัญมากนัก

ให้ผู้ใต้บังคับระดับรองลงมาดูแล  เพื่อแบ่งเบาภาระให้กับตนเอง

ใน “อ่านสามก๊ก ถกบริหาร”  ฝากข้อคิดที่ได้จากวรรณกรรมเรื่องนี้หลายประการ

แต่มีประเด็นหนึ่งที่คุณก่อศักดิ์ย้ำมาตลอดในเนื้อหา  ว่าด้วยเรื่องคุณค่าของสามก๊กนั่นเอง

        “สามก๊ก” เปรียบดั่งคัมภีร์เชิงบริหารปกครองที่สำคัญฉบับหนึ่ง

        มิใช่ในแง่ตำราพิชัยยุทธแต่อย่างใด

        ด้วยเหตุกลยุทธ กลศึกต่างๆ ในเรื่อง

        มิอาจนำมาใช้ใน “ชีวิตจริง” ได้

 

จาก: www.oknation.net/blog/autis/2009/02/06/entry-1

 

"ปราชญ์ทรงปัญญา ซึ่งท่านว่ามานั้น จะเป็นผู้ใดหรือ?" เล่าปี่ถามตาลุกวาว "เอกบุรุษผู้ทรงภูมิปัญญา

ล้ำเลิศนั้นมีสอง หนึ่งเรียกว่าฮกหลง หนึ่งเรียกว่าฮองซู อันฮกหลงนั้น มีนามว่าจูกัดเหลียง

ชื่อรองว่าขงเบ้ง อันฮองซูนั้นมีนามว่าบังทอง ชื่อรองว่าซื่อหยวน"

 

เมื่อทราบว่าเป็นใคร เล่าปี่จึงวานให้ชีซีไปเชื้อเชิญขงเบ้งมาช่วยงาน แต่ชีซีกล่าวว่า "

ผู้มีปัญญาเช่นนี้หาได้ยากนัก ท่านสมควรไปเชิญเขาด้วยตนเอง มิฉะนั้นท่านคงไม่อาจให้เขามา

 

หาท่านได้" และกว่าจะได้ตัว เล่าปี่ต้องไปเยือน"กระท่อมหญ้า" ถึงสามครา

ก่อนที่ "ไอ้หนุ่มหลังเขา"วัย 26 ยอมไปช่วยงานเชื้อพระวงศ์วัยครึ่งร้อยทำงาน

จากหนังสือ "ศิลปะการใช้คนในสามก๊ก"

เขียนโดย ฮว่อหยี่เจีย แปลและเรียบเรียงจีนโดย บุญศักดิ์ แสงระวี สำนักพิมพ์ ก.ไก่,กทม.

 

จุดเด่นการใช้คนของสามก๊ก

จุดเด่นการใช้คนของ "ขงเบ้ง"


 

ขงเบ้ง เป็นบัณฑิตมีชื่อแห่งเกงจิ๋ว เลื่องลือในด้านความปรีชาสามารถ

และด้านศีลธรรมในสมัยนั้น การใช้คนของขงเบ้ง

จึงสอดคล้องกับบุคลิกลักษณะของเขา การเลือกเฟ้นบุคลากรของเขา

จึงมักจะยืนหยัดในบรรทัดฐาน ประการหนึ่งมาโดยตลอด

คือ "ต้องพร้อมด้วยศีลธรรม และ ความสามารถ"



จุดเด่นการใช้คนของ "โจโฉ"

 

โจโฉ ถือกำเนิดจากครอบครัวขันที จึงยากที่จะได้รับการสนับสนุนจากคน

ในตระกูลบัณฑิต เพราะ บัณฑิตทั้งหลายยึดถือในหลัก

ซื่อสัตย์ กตัญญูแห่งสำ นักหรูของขงจื้อเป็นสำคัญ ส่วนมากจึงไม่ยอม

สวามิภักดิ์ต่อโจโฉ เมื่อโจโฉ ต้องการจะรวบรวมคนมี

ความสามารถมาช่วยเขาครองแผ่นดิน ไม่ว่าคนนั้นจะมีศีลธรรมหรือไม่

ขอแต่ให้มีความสามารถก็รับไว้ใช้ จึงได้กลายเป็นจุดเด่น

แห่งการใช้คนของ เขาที่ "เอาแต่ความสามารถ"


 


จุดเด่นการใช้คนของ "ซุนกวน"

ซุนกวน เป็นคนสุขุมแต่เด็ดขาด การเลือกเฟ้นบุคลากรของเขาจะต้องผ่าน

การตรวจสอบอย่างจริงจัง และผ่านการใคร่ครวญ

ซ้ำแล้วซ้ำอีก เมื่อเขาตัดสิน ใจแล้วก็จะให้ความเชื่อถืออย่างเต็มที่

ทำได้ถึงขั้น "ถ้าระแวงก็ไม่ใช้ ถ้าใช้ก็ไม่ ระแวง"

จึงสามารถที่จะขยายสติปัญญาและพลังของพวกเขาได้อย่างเต็มที่

บุคคลทั้งสามจึงต่างมีจุดเด่นแห่งการใช้คนที่เป็นลักษณะเฉพาะของตนเอง

จุดซึ่งร่วมกัน
 

ไม่ถืออาวุโส ไม่ยึดกฎตายตัว ไม่ถือความใกล้ชิด แยกคุณโทษแจ่มชัด

"ข้อเตือนสติ" จากการใช้คนในสามก๊ก

- เคารพนักปราชญ์ ยกย่องบัณฑิต จึงได้บัณฑิต

- สามัคคีคนทั้งปวง จึงสามารถบรรลุภารกิจ

- ใช้คนที่มีความสามารถ ไม่ใช่ที่แก่หรืออ่อน

- อย่าเลือกคนแต่รูปร่างหน้าตา

- การปฏิเสธคำทักท้วงเป็น "ภัย"

- การตั้งกลุ่มพรรคพวกนำมาซึ่ง "จุดจบ"

- ใช้เล่ห์ได้คน แต่ไม่ได้ใจคน

- ระวังข้อเสียของการเหมางานทำแทน

วันนี้จะขอแทรกคติในการบริหารไว้ด้วยเลยนะคะ


1. คนที่ฉลาดปราดเปรื่องจริง เขานั่งนิ่งสงวนคม เปรียบกับกลอนของสุนทรภู่ ที่ว่า อันความคิดวิทยา คือ 

   อาวุธ  ประเสริฐสุดซ่อนไว้เสียในฝัก  สงวนคมสมนึก ใครฮึกฮัก จะค่อยชักฟาดฟันให้บรรลัย

2. อาวุธที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ คือความคิด และความคิดเจาะกำแพงก็ย่อมได้ ถ้าเรารบด้วยสมอง

   ก็ไม่ต้องใช้กำลัง เพราะ ไม่มีสิ่งใดในโลกหล้าที่จะต้าน ทานปัญญาของมุนุษย์ได้

3. มีหนังสือ เล่มนึง บอกว่า ผู้บริหารที่มีความสามารถ จะต้องมีทักษะความชำนาญ อยู่ 3 ด้าน คือ


    1. ด้านเทคนิค (TECHNICAL SKILLS) คือความสามารถในการทำงานต่างๆในหน้าที่

2. ด้านมนุษยสัมพันธ์ (HUMAN SKILLS) คือความสามารถในการปกครองผู้ได้บังคับบัญชา

3. ด้านความคิดรวบยอด (CONCEPTUAL SKILLS) คือความสามารถในการวางแผนแก้ปัญหาต่างๆด้วยความคิดสร้างสรรค์ และสามารถ

วิเคราะห์สถานการณ์ ต่างๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างแม่นยำ เรียกว่าวิสัยทัศน์(vision)

Cradit by B[east`M[asteR จากhttp://images.google.co.th

 

นี่คือสาระจากขงเบ้งที่เราชาวฮากกาควรภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง

วิกิพีเดีย..เขียนถึงขงเบ้งไว้ว่า

 

 

ขงเบ้ง (ขงหมิง) หรือ จูกัดเหลียง (จูเก๋อเลี่ยง) ค.ศ.181-234 เป็นนักการเมืองสมัยปลายราชวังศ์ฮั้น

หรือสมัยหลังราชวงศ์ฮั่นหากหากว่าตามประวัติศาสตร์ ขงเบ้งเป็นที่ปรึกษาด้านการยุทธนาการของเล่าปี่

มีตำแหน่งอัครเสนาบดีและผู้บัญชาการทหารสูงสุด แห่งวุ่ยก๊ก กับทั้งยังเป็นนักการเมือง นักการทูต วิศวกร

นักวิชาการ และได้ชื่อว่าเป็นนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่ โดยเป็นผู้คิดค้น หมั่นโถว ธนูไฟ โคมลอย ระบบชลประทาน

 

ส่วน"ขงเบ้ง"ในวรรณกรรม"สามก๊ก"..บรรยายสรุปได้ว่า

 

ในวรรณกรรมเรื่อง"สามก๊ก".. ขงเบ้งถูกยกย่องว่าหยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร ได้รับฉายาจากบังเต็กกงว่า

"ฮกหลง" หมายถึง มังกรซุ่ม หรือ มังกรหลับ จากคำ

แนะนำของชีซี ทำให้เล่าปี่ต้องไปเชิญขงเบ้งด้วยตัวเองถึงสามครั้งสามครา ขงเบ้ง

(Zhuge Liang -(Kong Ming)) (ค.ศ. 181-234) มีชื่อจริงว่า จูเก๋

อเหลียง โดยขงเบ้งเป็นชื่อรอง เป็นบุตรชายคนที่ 2 ของ จูเก๋อกุย ขุนนางตงฉินของพระเจ้าเหี้ยนเต้

โดยขงเบ้งมีพี่ชายและน้องชายอย่างละคน คือ จูเก๋อกึ๋น พี่ชาย เป็น

ที่ปรึกษาของง่อก๊ก และน้องชาย จูเก๋อจิ๋น

 

ขงเบ้ง เป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่อง รอบรู้สรรพวิชาอย่างแตกฉาน ทั้งวิทยาศาสตร์ โหราศาสตร์ การเมือง การปกครอง

การทูต และแม้กระทั่งไสยศาสตร์ มีอุปนิสัย ใจคอเยือกเย็น มีเมตตา ชอบลองดีกับผู้ที่อวดโอ้ อุดมด้วยวาทะ

ศิลป์  ใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบกับชาวบ้าน ที่เชิงเขาโง้วลังกั๋ง โดยช่วยเหลือชาวบ้านในการทำนา ต่าง ๆ จนเป็นที่

นับถือของชาวบ้าน

 

ขงเบ้ง มาเป็นกุนซือให้เล่าปี่เมื่ออายุเพียง 26 จึงไม่ได้เป็นที่ยอมรับของนายทหารจ๊กก๊ก

รวมทั้งกวนอูและเตียวหุย  แต่เมื่อขงเบ้งได้แสดงฝีมือให้ปรากฏด้วย  การทลายทัพของโจโฉที่เนินพกบ๋อง

แล้ว เขาก็กลายเป็นที่นับถือและเลื่องลือถึงความสามารถอันปราดเปรื่อง

 

 

ภาพของขงเบ้งก็คือ ในยามออกศึก

เขาจะบัญชาการการรบบนรถเลื่อน

โดยมีหมวกและพัดขนห่านเป็นของประจำตัว

 

 

 

 

 

 

ขงเบ้ง..ดังที่สุดก็คือตอน"โจโฉแตกทัพเรือ"..

 

เหตุการณ์เริ่มเมื่อ"ซุนกวน"รู้ว่าโจโฉยกทัพลงมาที่"กังตั๋ง" แล้วให้"โลซก"

ไปสืบราชการลับที่เมืองเกงจิ๋ว

ซึ่งเมื่อโลซกมาถึง ก็เข้าแวะเยี่ยมเล่าปี่ ซึ่ง"ขงเบ้ง"ได้ร่วมวงสนทนากัน

และคิดอุบายให้โจโฉกับ ซุนกวนผิดใจกัน โดยอาสาเล่าปี่ว่าจะใช้ลิ้นยาว 3 นิ้ว

 ให้โจโฉพ่ายยับ เมื่อได้รับอนุญาต เล่าปี่จึงเดินทางไปพบซุนกวนที่เมืองกังตั๋ง

ที่เมืองกังตั๋ง เมื่อขงเบ้งพบที่ปรึกษา

และนายทหารของซุนกวน ก็รู้ว่าทั้งหมดยัง ตกลงกันไม่ได้ ว่าจะ"สู้"

กับโจโฉดีหรือไม่ ขณะที่ซุนกวนก็ยังลังเล

ซุนกวนเมื่อทราบว่าขงเล้งมาถึง ก็ได้เชิญ ขงเบ้งเข้ามาร่วมถกปัญหา ซึ่งที่

 

นั่น เตียวเจียว ยีหวน โปเจ๋า ซีหอง ลกเจ๊ก เหยียมจุ้น เทียตก

 เป็นขุนนางที่สนับสนุนให้ซุนกวนเข้าสวามิภักดิ์โจโฉ

 

เลยถูกขงเบ้งโต้จนปิดปาก กันทุกคนที่สำคัญคือ"ขงเบ้ง"รู้จัก..ซุนกวนดี

 

เริ่มเมื่อซุนกวนเข้าพบ "นางงอก๊กไถ่" น้าสาวที่บอกว่า

พี่ของซุนกวน คือซุนเซ็ก ก่อนตายได้สั่งไว้ว่า

"การข้างในให้ปรึกษาเตียวเจียว

การข้างนอกให้ ปรึกษาจิวยี่" ซุนกวนจึงปรึกษาจิวยี่

เรื่องนี้ ขงเบ้งรู้ว่าจิวยี่ก็เอน

ไปทางหนุนนายให้อ่อนน้อมด้วยโจโฉ

จึงงัด"แผนเด็ด"..ออกมา

"ขงเบ้ง"บอกจิวยี่ว่า โจโฉมากังตั๋ง

เพราะต้องการผู้หญิงสองคนไปเป็นนางบำเรอ

คนแรก ชื่อ"เสียวเกี้ยว" อีกคนคือ"ไต้เกี้ยว"

ทำให้จิวยี่หลงกลโกรธโจโฉ   และตัดสินใจเข้าไปย้ำกับซึนกวนว่า

เพื่อศักดิ์ศรี"อ๋อง" จำต้องสู้กับโจโฉ

จิวยี่เป็นคนที่"รู้ทัน"ว่าหากขงเบ้งอยู่ จะเป็นภัยกับตน

จึงวางแผนหลายแผนฆ่าขงเบ้ง..แต่ไม่สำเร็จสักครั้ง

รวมทั้งอุบายให้ขงเบ้งช่วยทำเกาทัณฑ์สิบหมื่นดอกในสิบวัน

ก่อนตามมาด้วยศึก"เซ็กเพ็ก"ที่โจโฉแตกทัพเรือ !!!

ศึกครั้งนี้ เริ่มตั้งแต่ขงเบ้งเรียกลมตะวันออก

ขณะที่"บังทอง"เดินทางไปกลอ่ม ให้โจโฉผูกเรือ

เป็นแพให้แข็งแรงเพื่อป้องกันทหารเมาคลื่น   

และรู้ว่า เมื่อโจโฉแตกทัพ จิวยี่จะฆ่าตนแน่..

ขงเบ้งจึงให้"จูล่ง"มารับตัวเขาไป

โดยทหารของจิวยี่ไม่กล้าทำอะไรเพราะเจอคำถาม

..You Know Wyho Am I ....My nane is จูล่ง..

.

ศึกครั้งนี้"โจโฉ" รอดตายเพราะขงเบ้งให้"กวนอู"

ไปรอรับเพื่อ"ล้างบุญคุณ"ที่โจโฉเคยเลี้ยงดูตนอย่างดี

สุสานขงเบ้ง

อนุสาวรีย์ ที่เมือง yinan

ขงเบ้ง ..มีทั้งคนรักและคนชัง

บางคนบอกว่าขงเบ้ง..โหดร้าย บ้าเลือด เป็นอาชญากรรมเลือดเย็น

เพราะในวรรณกรม"สามก๊ก"

ขงเบ้งคือบุคลที่วางแผนทำสงครามที่"ฆ่า"คนมากที่สุด ขณะที่อีกฝ่าย ..

มองว่าขงเบ้งคือสุดยอดกุนซือ และการกระทำ

ทุกอย่างก็เพื่อ"ยับยั้งโจโฉ"ที่กำลังตั้งตั๋วเป็น"ตั๋งโต๊ะคนใหม่"

ด้วยการปฏิบัติร้ายต่อฮ่องเต้ ไม่ว่าใครจะมองมุมไหน

แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ"ขงเบ้ง"เป็น"ผู้หยั่งรู้ดินฟ้า"

ที่รู้แม้กระทั่ง"วันตาย"ของตัวเอง แต่ก็

พยายาม"ลองของ"กับยมบาล ด้วยการทำพิธีสะเดาะเคราะห์ตาม

คำแนะนำของ "เกียงอุย" แต่ไม่สำเร็จเพราะ

ในระหว่างการทำพิธีต่ออายุให้อยู่อีก 2 ปีนั้น "อุยเอี๋ยน"

เกิดวิ่งไปสะดุดโคมต่ออายุจนล้มดับ..หมาย

ถึง"ขงเบ้งตาย" ซึ่งเป็นจุดจบของ"วุ่ยก๊ก"



อีกอนุสาวรีย์

รูปปั้นที่ the Wuhou Temple บ้านเกิดขงเบ้ง

 

นี่คือขงเบ้ง..ผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทรแห่ง"สามก๊ก"

 

หนุ่มวัย 26 ที่ลงจากเขาโง้วลังกั๋งเพื่อช่วยเล่าปี่ และสร้างผลงานจนลือเลื่อง ไปทั้งเมือง

และมีอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อยอมรับ"ความรู้" ของเขามากมายหลายแห่ง

หนุ่มวัย 26 ที่ทำงาน ครั้งแรกให้เล่าปี่ด้วยการเผาทัพโจโฉ 10 หมื่นคนที่หุบเขาพกบ๋อง ที่ในหนังสือเขียนพรรณาว่า

"ศพดาษไปดังขอนไม้ โลหิตไหลแดงไปทั่วป่า"

หนุ่มวัย 26 ที่อีกไม่กี่วันต่อมา ก็ทำน้ำท่วมทัพโจโฉตายอีก 10 หมื่น 3 พันคน


หนุ่มวัย 26 ที่ปีต่อมา อาสาเล่าปี่ด้วยลิ้นยาว 3 นิ้ว ไปกล่อมซุนกวนรบโจโฉจน"แตกทัพเรือ"สูญเสียทหารไป 83 หมื่นคน

หนุ่มวัย 26 ที่อีก 3 ปี ต่อมาในวัย 29 ก็นำ"เกงจิ๋ว"มาประเคนเล่าปี่ และอีก 7 ปีต่อมา ในวัย 36

ก็แบ่งเมืองจีนเป็น 3 ส่วน โดยให้"เจ้านาย"เป็น "อ๋อง" ปกครอง "วุ่ยก๊ก" ..ตามสัญญาประโยคแรก

ที่กล่าวกับเล่าปี่ที่กระท่อมหญ้าว่า "คิดเอาเมืองเกงจิ๋วแล้ว เมืองเสฉวนก็ได้โดยง่าย" และปัจจุบัน ที่เมืองเฉินตู มลฑลเสฉวน

มีศาลเจ้าขงเบ้งและเล่าปี่ กวน อู เตียวหุย และขุนพลอีกหลายคนให้คนรุ่นหลังได้กราบไหว้


นี่คือ ตัวละคร"สามก๊ก"ที่น่าจะเป็นคนที่ผู้อ่านจำได้มากที่สุด !!


 

จบตอนอักษร -ข-

นานาสาระมิ่งมงคล ร้อยรัดคติจีน

รวบรวมโดยเฉินซิ่วเชง

วันที่ 18เมษายน 2552

-ค- มิ่งมงคล ร้อยรัดคติจีน 3 คติจีน

-ค- มิ่งมงคล ร้อยรัดคติจีน 3

นานาสาระมิ่งมงคล  ร้อยรัดคติจีน 3 ตามด้วยอักษร -ค- คติจีน

แหล่งเรียนรู้แบบจีนๆหวังว่าคงจะให้ข้อคิดที่ดีๆ แด่ท่านผู้อ่าน

จากวิถีชีวิตการดำเนินชีวิตจะสอดคล้องกับวิถีแบบพุทธ  

www.amulet.in.th/forums/view_topic.php?t=231 

ฮก  ลก   ซิ่ว   กับตำนานและความหมายแห่งเทพเจ้า ฮก ลก ซิ่วเป็นสัญลักษณ์แทนเทพเจ้า หรือ เซียน ทั้ง 3 ของจีน  ในกระบวนโป๊ยเซียน หรือผู้สำเร็จทั้งแปด   นับเป็น สุดยอดมงคล แห่งการอวยพร   ฝู (ภาษาจีนกลาง) หรือ ฮก(ในภาษาแต้จิ๋ว)หมายถึง บุญวาสนา อำนาจ  เกียรติยศ ลักษณะของฮก    เป็นรูปขุนนางจีนสวมหมวก    มีใบพูกางออกไปสองข้าง  มือถือคธายู่อี่   ซึ่งเป็นคธา แห่งความสมปรารถนา   มีพาหนะ คือ ค้างคาวเหตุที่เป็น ค้างคาว    เนื่องจากเป็นสัตว์สี่เท้าแต่มีปีก    เป็นสัตว์ที่ ไม่รู้จักลงยังแผ่นดินเหมือนนกทั้งปวงจึงเป็นที่หมาย   แห่งวาสนา   ลู่ (ภาษาจีนกลาง)หรือ  หลก(ในภาษาแต้จิ๋ว) หมายถึง   โชคลาภและความมั่งคั่ง    บริบูรณ์ด้วยโภคสมบัติ   คือ  ประกอบพร้อมด้วยเครื่องอุปโภค บริโภค แก้ว  แหวนเงินทอง   และบริบูรณ์ด้วยบริวารสมบัติ  มีบุตร   ภรรยา   ญาติมิตร   คนใช้สอย   เป็นต้นลักษณะของลก   เป็นรูปเศรษฐี    สวมหมวกมีเส้าข้างหลังสูง   มีผ้าคลุมลงไปเบื้องหลัง  แสดงโภคสมบัติ     มือหนึ่งอุ้มเด็ก แสดง ถึงบริวาร สมบัติ นิยมให้เป็นเด็กผู้ชาย เพราะหมายถึงการสืบต่อวงศ์ตระกูล มีพาหนะ คือ กวางดาว    ซึ่ง ดวงดาวบนตัวกวางคล้ายกับอีแปะจีน แสดงถึง   โภคสมบัติ     โซ่ว (ภาษาจีนกลาง)หรือ ซิ่ว   (ในภาษาแต้จิ๋ว) หมายถึงอายุยืน ลักษณะของซิ่วเป็นรูปชายชราหน้าตาใจดี    หนวดเครายาวสีขาว   มือหนึ่งถือไม้เท้า   อีกมือ หนึ่งถือผลท้อ    ซึ่งเป็นผลไม้แห่งความยั่งยืนและมักจะ    มีนกกระเรียนขาวอยู่ข้างกาย มีพาหนะ   คือ นกดำ   เพราะเป็นสัตว์ที่ไม่มีผู้ใดเห็นตายอยู่ในที่แห่งใด     เช่นกับเราพูดกันอยู่ว่า  กาไม่รู้จัก ตาย นอกจากมีผู้ทำอันตราย  เพราะไม่ได้เห็นศพกาตายอยู่ในที่แห่งใด      การแสดงออกใช้เป็นสัญลักษณ์ในรูปแบบต่าง ๆ กันคือ   แสดงออก  โดยรูปมนุษย์ คือรูป   ฮก ลก ซิ่ว ที่พบเห็นได้ทั่วไป    แสดงออกโดยรูปสัตว์ เช่น   ฮกในรูปค้างคาว ลกในรูป กวางดาว และซิ่วในรูปนกกระเรียน    แสดงออกโดยเครื่องประดับทองฟ้า เช่น    ดวงดาว พระอาทิตย์ พระจันทร์    เมฆ แสดงออกโดยพฤกษาชาติและบุปผชาติ   การแสดงออกของ  ฮก ลง ซิ่ว  มีนัยเกี่ยวกับการอวยพร   อันเป็น มงคล ดังนั้นสัญลักษณ์ทั้งหลายที่แสดงออกมาจึงเรียกว่า   เครื่องมงคลแบบจีน  เครื่องมงคลแบบจีนแบ่งตามหมวด  ฮก ลก  และซิ่ว  ฮก ความสุขสมหวังดังใจปรารถนา ยู่อี้   คือคฑาวิเศษ    เป็นของพระราชทานแก่ขุนนางและพระชั้นผู้ใหญ่   เพื่อแสดงถึงอำนาจวาสนากล่าวว่า   สามารถขอพรศักดิ์ สิทธิ์   จากคฑานี้ได้   ดอกพุดตานหรือโบตั๋นเป็นราชาแห่งดอกไม้   เพราะเมื่อปลูกที่ใดไม้อื่น    จะโน้มเข้าหาแสดงถึงอำนาจวาสนา    ดอกบัวหรือพุดตานน้ำเป็นราชาแห่งไม้น้ำ   เป็นดอกไม้พิเศษที่สะอาด    บริสุทธิ์ มีประโยชน์ทั้งต้น และบานได้โดยอาศัยแสงจันทร์     ในขณะที่ดอกไม้อื่นบานโดยแสงอาทิตย์ ส้มมือ  มี    รูปร่างมีสัณฐานเหมือนมือพระโพธิสัตว์ แสดงถึงความมีโชค    สิงโต เป็นสัตว์   ที่มีนัยแสดงถึงอำนาจเป็นที่รู้จัก    แพร่หลาย    นกยูง นกยูงเป็นสัญลักษณ์ของพระอาทิตย์เพราะแววหางของนกยูง     เหมือนแสง อาทิตย์ และ    ความสง่างามของนกยูง  มีความหมายถึงอำนาจวาสนา   ค้างคาว    เป็นสัตว์ที่ไม่รู้จักลงดิน แสดงถึงวาสนา    พระอาทิตย์ มี   อานุภาพ ให้แสงสว่าง ให้ชีวิต     เป็นเครื่องหมายของอำนาจ    โป๊ยเซียน 八仙 พระอาทิตย์ มี    อานุภาพ ให้แสงสว่าง ให้ชีวิต    ให้อำนาจ

www.phuketvegetarian.com/borad/data/5/0090-1.html

 โป๊ยเซียนข้ามทะเล” (八仙过海)

 “โป๊ยเซียน (八仙) เป็นการออกเสียงในสำเนียงแต้จิ๋วที่คนไทยคุ้นเคยกัน  แต่ถ้าเป็นสำเนียงจีนกลางจะออกเสียงว่า 

  ปาเซียน   คำว่า ปา”(โป๊ย) หมายถึงเลข 8 ส่วน   คำว่า เซียน ก็คือผู้วิเศษตามความเชื่อของจีน 

 คติความเชื่อเรื่องโป๊ยเซียนเป็นความเชื่อของลัทธิเต๋า   ซึ่งเป็นกลุ่มเทพเจ้าที่นิยมนับรวมกันทั้ง 8 องค์

ดูจะเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน สัญลักษณ์ของโป๊ยเซียนจะมีความหมายถึง

 ความสุข ความโชคดี และขออำนวยพรให้มีอายุยืนยาว

สำหรับในวัฒนธรรมจีนแล้ว   ภาพวาดและงานศิลปหัตถกรรมต่าง ๆ  เกี่ยวกับ โป๊ยเซียน” (八仙图)

และ โป๊ยเซียนข้ามทะเล”   (八仙过海) ดังนั้น เมื่อเห็นภาพโป๊ยเซียน ณ  ที่ใด   

นั้นก็คือสัญลักษณ์แทนความหมายถึงการอวยพรให้ท่านสุขสมหวังในชีวิต   และมีอายุมั่นขวัญยืนนั้นเอง 

ตำนานเกี่ยวกับโป๊ยเซียนนั้นมีอยู่หลายตำนาน   แต่ละยุคแต่ละสมัยก็แตกต่างกันออกไป   

มากบ้างน้อยบ้าง บันทึกเก่าแก่เกี่ยวกับโป๊ยเซียนว่ากันว่า   มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก   หรือ ซีฮั่น  

 มีปรากฏอยู่ในบทบันทึก หวายหนานจื่อ” (潍南子) ของหลิวอัน (刘安)และเรียกเซียนทั้งแปดว่า ปากง”(八公)

ซึ่งเป็นเทพเซียนที่มุ่งแสวงหายาอายุวัฒนะ และได้บำเพ็ญเพียรจนกระทั้งสำเร็จกลายเป็นเซียน

บันทึก ซวี่เซียนจ้วน (续仙传)ของเสิ่นเฟิ่น (沈汾)   สมัยหนานถัง รวมทั้งบทบันทึก

หนานถังซู” (南唐书) ของลู่อิ๋ว   (陆游)  ต่างก็มีข้อความเล่าเรื่องโป๊ยเซียน ในสมัย 5 ราชวงศ์

 หรือ อู่ไต้ มีปรากฏภาพวาดของนักพรตจิตรกรผู้เขียนภาพชื่อ แปดเซียนแห่งภูเขาลู่ซาน (蜀中八仙)

ซึ่งบุคคลในภาพแม้เรียกว่าแปดเซียน (โป๊ยเซียน)  แต่ทว่า    กลับมีชื่อเสียงเรียงนามไม่เหมือนกับโป๊ยเซียนในปัจจุบัน

ที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันดี   ชื่อของโป๊ยเซียนในสมัยห้าราชวงศ์นั้นได้แก่ หยงเฉิงกง (容成公) ,

หลีเอ่อ (李耳), ต่งจ้งซู (董仲舒) ,  จางเต้าหลิง (张道陵)  , เอี๋ยนจวินผิง (严君平),   

หลี่ปาไป่ (李八百) , ฟั่นฉางเซิง (范长生) และ จูเซียนเซิง (朱先生)

จวบจนกระทั้งถึงสมัย   ราชวงศ์หมิง   อู๋หยวนไท้(吴元泰)  

 ได้ประพันธ์บันทึกตำนานเรียกว่า แปดเซียนออกท่องทะเลตะวันออก”   (八仙出处东游记)  

 เรียกกันย่อ ๆ ว่า ท่องตะวันออก” (东游记) ทำให้นับตั้งแต่นั้นมา ชื่อของเซียนทั้งแปด  

 (โป๊ยเซียน) ถึงได้บทสรุปที่ตรง   กันกับคำเรียกในทุกวันนี้และยังได้สืบทอดต่อ ๆ กันมากว่า 500 ปี   

โดยได้ยึดเอาแบบฉบับชื่อเรียกของโป๊ยเซียนตามแบบของอู๋หยวนไท้เป็นบรรทัดฐานสืบเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

 

โป๊ยเซียน (แปดเซียน) ประกอบไปด้วย

 

   

1.    จงหลีเฉวียน (หั่งเจ็งลี้)

 

 

 

2.    หลีเถียไกว่ (ลี้ทิไกว้)

 

 

 

3.    จางกั่วเหลา (เตียก้วยเล่า)

 

 

 

 

4.    หลี่ว์ต้งปิน (ลื่อตั่งปิง)

 

 

 

 

5.    เฉากว๋อจิ้ว (เชาก๊กกู๋)

 

 

6.    หันเซียงจื่อ (ฮั่งเซียงจื้อ)

 

 

 

 

7.    เหอเซียนกู (ฮ้อเซียนโกว)

 

 

8.    หลันไฉ่เหอ (น้าไช่ฮั้ว)

หมายเหตุ ชื่อในวงเล็บเป็นชื่อในสำเนียงแต้จิ๋ว   ที่คนไทยคุ้นเคยกันมากกว่า   ความเชื่อความศรัทธาใน โป๊ยเซียนนั้น แม้ว่าเซียนทั้งแปดจะจัดอยู่ในลัทธิเต๋า     แต่ในวัฒนธรรมจีนได้ผสมผสานกลมกลืนเซียนฝ่ายเต๋า กับเทพฝ่ายพุทธ   (มหายาน)   รวมเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจนแยกไม่ออก   อีกทั้งนานวันเข้า โป๊ยเซียนก็ได้ กลายมาเป็น สัญลักษณ์ของความเป็นสิริมงคล   กลายเป็นสัญลักษณ์ของการอำนวยพรวันเกิดไปในที่สุด    อนึ่ง ในวัฒนธรรมมงคลของประเทศญี่ปุ่นก็มีความเชื่อเรื่องโป๊ยเซียน   เช่นเดียวกัน แต่ทางญี่ปุ่นจะมีเพียง 7  องค์เรียกว่า ฉิชิฟุคุจิน (七福神) ประกอบไปด้วย เอบิสุ, ไดโรกุ, บิซามอน, เบ็นเท็น, ฟุกุโรจะกุจู, โฮเทอิ  และจูโระจิน และยังนิยมภาพอวยพรแบบญี่ปุ่น   เจ็ดเซียนนั่งเรือวิเศษ”   คล้ายกับ แปดเซียนข้ามทะเลของ จีนอีกด้วย    นับเป็นอีกมิติวัฒนธรรมตะวันออกระหว่างศาสนาและ   ความศรัทธาที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งนอกจากนี้    รูปสัญลักษณ์ของโป๊ยเซียน   ยังสามารถใช้ภาพของวิเศษทั้งแปดอย่างเป็นสัญลักษณ์แทนตัว โป๊ยเซียนได้เช่นกัน     สัญลักษณ์ทั้งแปดอย่างนี้เป็นของใช้หรืออาวุธประจำตัวของเซียนทั้งแปดที่เรียกกันว่า ปา เป่า (八宝) หรือ   อั้นปาเป่า (暗八宝) แปลว่า   ของวิเศษ 8 ชนิดของโป๊ยเซียน   ซึ่งถือกันว่าเป็นของสิริมงคลที่สามารถขจัดสิ่งชั่วร้ายและภูตผีปีศาจ อ้างอิงจาก  : หนังสือ 108 ลัญลักษณ์จีน ปิยะแสง จันทรวงศไพศาล

www.numtan.com/story_2/view.php?id=67

สิ่งมงคลตามแบบคติจีน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มังกรจีนตามแบบคติจีน

www.forlayman.com

มังกรทอง  ของชาวจีนเป็นตัวแทนขององค์จักรพรรดิ    

เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์  เจริญรุ่งเรือง และความมีอำนาจ   

ดังนั้นจึงถือเป็นสัตว์ที่เป็น มงคล   ถ้าได้พบเห็น    หรือเยี่ยมกรายผ่านบ้านใคร 

ถือได้ว่าเสมือนได้รับพรจากมังกร คนจีนเชื่อกันว่า  ฝูงชี บรรพบุรุษของชาวฮั่นในตำนานเป็นลูกของมังกร จีนจึงถือว่าตนเป็นลูกหลานของมังกร   

ถ้ามองอีกแง่หนึ่งตามตำนานมังกรเป็นผู้ให้น้ำแก่โลกมนุษย์   

ซึ่งน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการที่จะทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์   

จึงอาจถือได้ว่ามังกรเป็น    ผู้ที่นำความอุดมสมบูรณ์มาให้ก็ได้  

การจัดแห่มังกรทองจะทำได้ต่อเมื่อท้องถิ่นนั้นมีแม่น้ำมีภูเขา   และเป็นเมืองใหญ่เท่านั้น  

 

เทพประจำทิศทั้งสี่ในคติจีน

  นับแต่โบราณกาล    ชาวจีนได้มอบน่านฟ้าทั้งสี่ทิศไว้ภายใต้การคุ้มครองของสัตว์เทพทั้งสี่   อันได้แก่ มังกร เขียว เสือขาว หงส์แดง และเต่าดำ   ดังคำกล่าวที่ ว่า ซ้ายมังกรเขียว  ขวาเสือขาวครอง หงส์แดงนำหน้า เต่าดำ สถิตยังเบื้องหลัง”  พัฒนาการของแนวคิดความเชื่อดังกล่าว  มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับ  ศาสตร์พยากรณ์และ  คติความเชื่อในลัทธิเต๋าของ   ชาวจีนที่สืบทอดมานานนับพันปี   ชาวจีนโบราณแบ่งท้องฟ้า ออกเป็น 4 ส่วน คือ    ตะวันออก ตก เหนือและใต้   จากการสังเกตหมู่ดาวบนท้องฟ้า  จับกลุ่มทิศทางการเรียงตัวของหมู่ดาวเทียบ  เข้ากับ   ลักษณะของคน สัตว์หรือรูปลักษณ์ในตำนานตามความเชื่อของตน   โดยให้ทิศตะวันออกแทนกลุ่มดาวมังกรเขียว   (จากตำนานการปรากฏขึ้นของ   จักรพรรดิเหลืองทางทิศตะวันออก) ตะวันตกแทนกลุ่มดาวเสือขาว   ทิศใต้แทน   กลุ่มดาวหงส์แดงและทิศเหนือ   แทนกลุ่มดาวเต่าดำ   แต่ละทิศครองดาว 7 ดวง (รวม 28 ดวง)  ภายในสุสานยุคจั้น  กั๋ว   (ราว 433 ปีก่อนคริสตศักราช)   แห่งหนึ่งในมณฑลหูเป่ย  ได้มีการขุดพบภาพวาดของหมู่ดาว   28   ดวงกับ    มังกรเขียวและเสือขาวบนฝา ของภาชนะเคลือบใบหนึ่ง   ซึ่งบอกเราว่า  การกำหนดเรียกหมู่ดาวบนท้องฟ้า ได้เกิดขึ้น    ก่อนหน้าเวลานี้อีกนานนัก  สัตว์เทพทั้งสี่ต่างยึด ครองน่านฟ้าทั้งสี่ทิศ    กลายเป็นตัวแทนของทิศทั้งสี่    จนกระทั่ง   การศึกษาว่าด้วยศาสตร์แห่งธาตุทั้งห้า    และภูมิพยากรณ์   (ฮวงจุ้ย อินหยาง เป็นต้น)    เป็นที่แพร่หลาย สัตว์เทพ    ทั้งสี่และดวงดาวทั้ง 28  เป็นที่รู้จักในฐานะของ  เทพเจ้าผู้พิทักษ์”   ตำหนักและสิ่งปลูกสร้างในวังหลวง   ได้รับ  การ    ประดับตกแต่งเป็นลวดลายของสัตว์เทพทั้งสี่    ส่วนประตูทางทิศเหนือของวังหลวงมักได้ชื่อว่า   ประตูเสวียนอู่   (เต่าดำ)  เนื่องจาก  หงส์แดง  แทนสัญลักษณ์ของ ไฟ   ขณะที่สถาปัตยกรรมโบราณของจีนล้วนแต่สร้างด้วยไม้    จึง   มักไม่ปรากฏรูป  แต่จะปรากฏในเชิงสัญลักษณ์อยู่บนกำแพง    (ทาสีแดง)แทน   เมื่อถึงสมัยฉินและฮั่น   สัตว์เทพทั้ง   สี่ก็เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในฐานะตัวแทนของฤดูกาลและสีสันทั้ง สี่ ในช่วงเวลาดังกล่าว    สัตว์เทพทั้งสี่ได้ปรากฏ ใน    ศาสตร์วิทยาการของจีนหลากหลายสาขา    อาทิ ดาราศาสตร์   และภูมิศาสตร์   และการทหาร ดังเช่น ในตำราพิชัยสงครามบทหนึ่ง    ได้กล่าวถึงการกำหนดทิศทาง   เดินทัพไว้ว่า   “การเคลื่อนทัพนั้น   ซ้ายเป็นมังกรเขียว     ขวาเสือขาว   ทัพหน้าคือหงส์แดงและเต่าดำคุมหลัง   บัญชาการจากเบื้องบน   นำปฏิบัติสู่เบื้องล่าง”    เนื่อง  จากผู้    คนในสมัยนั้นต่างคุ้นเคยกับตำแหน่ง    ของสัตว์เทพทั้งสี่เป็นอย่าง  ดี    ภายหลังจึงได้รับการประยุกต์ให้กลายเป็น  สัญลักษณ์ของธงนำทัพไป   ต่อเมื่อศาสนาเต๋ารุ่งเรืองขึ้น  มังกรเขียว   เสือขาว หงส์แดงและเต่าดำในฐานะเทพเจ้าผู้    คุ้มครองมนุษย์ ต่างมีความสำคัญขึ้น     ถูกยกให้มีความเป็นมนุษย์ยิ่ง ขึ้น   ต่างมีชื่อเรียกเป็นมนุษย์ และต่อมาอีกไม่     นาน เทพเสวียนอู่หรือเต่าดำ  ก็โดดเด่นขึ้นในฐานะของ   “เจินอู่ปรมาจารย์เต๋าผู้สำเร็จมรรคผล    ส่วนหงส์แดง   เป็น   เทพที่มีบทบาทแยกออกมาเป็นเอกเทศ ขณะที่มังกรเขียวและเสือขาวกลายเป็นเทพทวารบาลผู้รักษาประตูทาง    เข้าสู่มรรคา แห่งเต๋า  

 

เสือขาว ประจำทิศตะวันตก สีขาว ธาตุทอง ฤดูใบไม้ร่วง 

เสือ เป็นเจ้าแห่งสัตว์ป่าทั้งมวล    เนื่องจากประจำทิศตะวันตก ธาตุทอง มีสีขาว  จึงกลายเป็น เสือขาว

เป็น ตัวแทนของอำนาจ    บารมี ความ เคารพยำเกรงและการทหาร    เนื่องจากเสือเป็นนักล่า   กินเนื้อ ดังนั้น   จึงมี ภาพลักษณ์เป็นเทพเจ้าแห่งศึกสงครามและ    การล่าสังหารอีกด้วย   สถานที่หรือ ชัยภูมิในสมัยโบราณหากมีชื่อ ของเสือขาว   จึงมักมีนัยสำคัญทางทหาร   นอกจากนี้  ยังใช้  ในการตั้งชื่อหน่วยกำลังรบ   และใช้เป็นตรา สัญลักษณ์ในการบัญชาการเคลื่อนทัพ   หรือสลักเป็นลวดลายคู่กับมังกรเขียวบนบาน    ประตูทั้งสองข้าง เพื่อ ป้องกันสิ่งชั่วร้าย 

 

 

มังกรเขียว ประจำทิศตะวันออก สีเขียว ธาตุไม้ ฤดูใบไม้ผลิ 


 ชาวจีนโบราณ   ถือว่ามังกรเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจกษัตริย์   และเป็นสัตว์มงคลชนิดหนึ่ง  นับตั้งแต่ยุคของจักรพรรดิ เหลืองเป็นต้นมา   มังกรก็กลายเป็นตัวแทน   ของผู้มีเชื้อสายจีนทั้งมวล โดยเฉพาะเมื่อถึงสมัยราชวงศ์ฮั่น  ปรากฏภาพวาดและ    ตำนานเกี่ยวกับหวงตี้หรือจักรพรรดิเหลืองที่ทรงมังกรเป็น  พาหนะเหินบินสู่ฟ้า   มังกรจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของจักรพรรดิผู้ยิ่งยงอีกด้วย    ตำนานกล่าวว่า  มังกรเขียว  มีลำตัวเป็นงู  หัวเป็นกิเลน หางเป็นปลา มีเครายาว  มีเขา เท้าคล้ายกรงเล็บ  รูปลักษณ์เป็น   มังกรเหิน เปี่ยมด้วยพลังอำนาจ

post.jpg image by postja
 ภาพจาก: board.palungjit.com/

ความหมายสิริมงคลของหงส์ 

หงส์ของจีนเป็นสัญลักษณ์แห่งดวงอาทิตย์และความอบอุ่นสำหรับฤดูร้อนและฤดู  
เก็บเกี่ยวพืชไร่ และเป็นเครื่องหมายที่คุณงามความดี   ตามนิทานเล่าว่า  หงส์มาปรากฏตัวในครั้งที่นักปราชญ์ขงจื๊อเกิดพอดี   หงส์ได้กลาย    เป็นส่วนร่วมของการทำพิธีเคารพบูชาระหว่างสมัยราชวงศ์ฮั่น   และการกล่าวอ้างการมา   เยือนของหงส์เกิดขึ้นบ่อยๆ  เพื่อการที่  จะป่าวประกาศว่าการปกครองแผ่นดิน ในแต่ละรัชกาลนั้นประผลสำเร็จ  ด้วยดี  จึงมีคำกล่าวเกี่ยวกับหงส์หลายสำนวน  เช่น    หงส์สำแดงฤทธิ์เหมือนผู้นำมาซึ่งการเกิดอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์  หงส์จะลงสู่พื้นดินเพียงแต่เมื่อมีบางสิ่งที่แวดล้อมอยู่นั้นมีค่าพอ   หงส์นำมาซึ่งความมั่งคั่งโภคทรัพย์  เมื่อหงส์ปรากฏโลกจะยินดีต่อสันติภาพอันยิ่งใหญ่   และสะดวกสบาย  สัญลักษณ์ลักทธิ เต๋าคือ  สัญลักษณ์หงส์เก้าตัวสำหรับทำลายล้างความสกปรก  สัญลักษณ์งานมงคลสมรสหงส์คู่มังกร  มีการจัดคู่สัตว์ที่แน่  นอนตามรูปแบบสัญลักษณ์ของความเป็นสิริมงคลในวัฒนธรรมจีนที่สำคัญที่สุดกว่าอะไรทั้งหมด  คือ คู่ของมังกรกับหงส์พร้อมด้วย    ไข่มุก ซึ่งจะเห็นบ่อยครั้งในบัตรเชิญแต่งงาน   สิ่งสำคัญอย่างแท้จริงในสัญลักษณ์หงส์กับมังกรคือ  "หงส์คู่มังกรขอให้มีโชคลาภ   สถาพร"   สาเหตุที่ใช้หงส์คู่มังกรในพิธีแต่งงานของชาวจีน   คือ มังกรเป็นภาพสมมติให้เป็นสัญลักษณ์ของเพศชายผู้มีพลัง   อำนาจ  ขณะที่หงส์เป็นตัน แทนแห่งเพศหญิง  อันถือเป็นการแสดงความเคารพต่อเจ้าบ่าวและเจ้าสาว ในการจับคู่เปรียบเทียบที่ได้จากหงส์และมังกรมี 5 ประการ คือ มังกร (ด้านซ้าย) หงส์ (ด้านขวา) ความรู้หรือความฉลาด ความงดงาม นิ่มนวล ประสบการณ์ เป็นธรรมชาติ การฝึกหัด มีเหตุผล ความสุขุม ความสามารถทางเสี่ยงโชค ความอดทน มีชีวิตอันควรเคารพ ลักษณะลวดลายหงส์  


 
 
 ภาพจาก: bbs.asiasoft.co.
 

1. หงเหี่ยงโบวตั่ว
ลวดลายหงส์กับดอกโบตั๋น  คือ  ชีวิตที่มีความสุข

2. แป๊ะเจี้ยวเชี่ยวหง
ลวดลายนกร้อยคาระวะหงส์ คือ  ความรุ่งเรืองและความสุข

3-หล่วงหงห่วงเม้ง
ลวดลายหงส์ตัวผู้   และตัวเมียร้องเพลงด้วยกัน
คือ การอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขนิยมใช้เป็น คำ  อวยพรแด่คู่วิวาห์


4. เล้งหงกิ๊กเซี้ยง ลวดลายมังกรคู่กับหงส์ นิยมใช้เป็นคำอวยพร  ให้คู่สมรส ให้ครองคู่อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

   www.chinawudang.com

 

จบตอนอักษร ค (คติจีน)

10 พค.52

รวบรวมโดยเฉินซิ่วเชง

 

-ง- มิ่งมงคล ร้อยรัดคติจีน 4 เงินจีนโบราณและปัจจุบัน

-ง-มิ่งมงคล ร้อยรัดคติจีน 4

นานาสาระมิ่งมงคล ร้อยรัดคติจีน 4

ตามด้วยอักษร -ง-

เงินจีนโบราณและปัจจุบัน

 

                                              จาก: thai.cri.cn/learnchinese

เงินสมัยโบราณ

    รูปร่างและวัสดุที่ใช้ผลิตเงินในสมัยโบราณของจีนมีหลากหลายรูปแบบ   นับเพียงวัสดุที่นำมาใช้ผลิตเป็นเงินก็มีมากกว่าหลายสิบชนิด   เช่น ทองแดง ตะกั่ว เหล็ก ทอง เงิน หยก เปลือกหอย กระดูกสัตว์ หนังฟอก เมล็ดธัญพืช ผ้าและกระดาษ เป็นต้น   แต่รูปร่างลักษณะของเงินที่ใช้มาหลายพันปีโดยทั่วไป  จะเป็นเงินเหรียญที่ทำจากทองแดง    มีรูปร่างกลมและมีรูรูปสี่เหลี่ยมตรงกลาง   รูปแบบมาตรฐานของเงินประเภทนี้ได้แก่ เงินหยวนโซ่วหวูจู   เงิน ซั่งหลินซานกวนสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตกและเงินไคหยวนทงป่าว  สมัยราชวงศ์ถัง น้ำหนักของเงินหนักราว 4 กรัม    นอกจากนี้ยังมีเงินรูปร่างอื่นๆ  เช่น รูปร่างกลมและมีรูเป็นรูปวงกลมตรงกลาง   รูปร่างกลมแบบไม่มีรู รูปพลั่ว รูปมีด รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า(เงินรูปไพ่) และรูปวงรีที่ไม่ค่อยได้ส่วน เป็นต้น

 

 

           จาก: www2.bot.or.th/..   

เงินตราร่วมสมัย


    เงินไซซี, เงินจีน  เงินแท่งที่พ่อค้าจีนนำเข้ามาเพื่อซื้อสินค้าตามชายแดน  เรียกกันว่า เงินไซซี หรือ เงินมุ่น แปลว่าละเอียด มีลักษณะ  ขนาด และน้ำหนักต่างๆ กัน  เช่น เงินกระทง เงินอานม้า  และเงินขนมครกเป็นต้น ด้านบนมักจะตอกตราเป็นภาษาจีนบอกชื่อผู้ผลิต  วันเดือนปีที่ผลิต  หรือบอกวัตถุประสงค์ของ  เงินนั้นที่นำมาใช้ชำระแก่ทางการ เช่น ภาษีเกลือ  เป็นต้น ด้านล่างมักจะมีรูพรุน  พิพิธภัณฑ์เงินจีน  ที่ปักกิ่ง  อยู่ข้างเทียนอันเหมิน น่าสนใจมาก

ภาพจาก: www.bloggang.com/mainblog

เหรียญราชวงศ์ชิง



ทอง ราชวงค์ฉิน และราชวงค์ฮั่น


ทองแผ่น และ แผ่นBronze อาณาจักรฉู๋(ก่อนราชวงค์ฉิน)
ยังเป็นแผ่นใหญ่ๆเวลาจะใช้จ่ายจะตัดเป็นเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมเล็กตามแบบค่ะ


บ้านคนรวยเค้าจะมีเงินเป็นเครื่องประดับค่ะ
อันนี้เงินมาเป็นต้นไม้เลย เวลาจะใช้ก้เด็ดออกไป ใช้จ่ายได้จริงๆ


เงินและทองในราชวงค์จิน


เหรียญที่ใช้ในราชวงค์หมิง
ตรงกลางคือด้านหน้าเหรียญ
รอบๆคือเหรียญด้านหลัง ซึ่งแตกต่างกันตามจังหวัดต่างต่างๆที่ผลิต


เหรียญที่ใช้ในราชวงค์หมิงทางตอนใต้


ราชวงค์หมิงตอนปลาย ช่วงนี้ผลิตเหรียญใช้เองโดยขุนนางต่างๆ
ไม่มีส่วนกลางการปกครองประเทศวุ่นวาย


เหรียญที่ใช้ในสมัยราชวงค์ชิง  ในอาณาจักรต่างๆทางจีนตอนใต้
>>เหล่าแม่ทัพในราชวงค์หมิงที่ช่วยชาวแมนจูต่อต้านราชวงค์หมิงจนก่อ  ตั้งราชวงค์ชิงได้สำเร็จ เหล่าแม่ทัพนั้นได้รับยศเป็น king  จากราชวงค์ชิงให้ปกครองอาณาจักรทางตอนใต้
หลังจากนั้น ไม่กี่ปีต่อมาราชวงค์ชิงเข้มแข็งแล้ว  อาณาจักรเหล่านี้ก้หมดประโยชน์แล้วและเริ่มซ่องสุมกำลัง ราชวงค์ชิงจึงจัดการกับอาณาจักรต่างๆหล่านี้  และเงินที่ใช้ในอาณาจักเหล่านี้ก้ถูกยกเลิกไป


ธนบัตรกระดาษที่ใช้ในราชวงค์ชิง

 

แบบจำลองธนาคารสมัยราชวงค์ชิง


ราชวงค์ชิงจะเป็นรูปเรือแบบนี้ค่ะ ราชวงค์หมิงก้มีเป็นรูปเรือ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นราชวงค์ชิง


ส่วนราชวงค์ถัง จะเป็นทองแท่งหน้าตาแบบนี้


เหรียญทอง ราชวงค์ชิง


ธนบัตรราชวงค์ชิงใช้ในช่วงจักพรรดิองค์สุดท้าย
ในภาพเป็น พระอนุชาของจักพรรดิองค์ก่อนสุดท้าย  และเป็นพระราชบิดาของจักพรรดิปูยี้


ราชวงค์ชิง


เงินสกุลเหรินหมินปี้

 ภาพจาก: softhit.9.forumer.com/index

   นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1948 เป็นต้นมา ประเทศจีนได้พิมพ์เงินสกุลเหรินหมินปี้ขึ้นใช้แล้วรวม 5 รุ่น  เงินรุ่นที่ 5 เริ่มใช้เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ.1999 เงินเหรินหมินปี้รุ่นที่ 5  นี้ประกอบด้วยธนบัตรและเหรียญกษาปณ์รวมเก้าชนิด ได้แก่ ธนบัตรมูลค่า 100 หยวน  50 หยวน 20 หยวน 10 หยวน 5 หยวนและ 1 หยวน เหรียญกษาปณ์มูลค่า 1 หยวน 5 เจี่ยวและ 1 เจี่ยว   เงินเหรินหมินปี้รุ่นที่ 5 เป็นเงินที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและมีลักษณะเฉพาะของชนชาติจีนค่อนข้างเด่นชัด  การออกแบบเงินรุ่นนี้ได้คัดเลือกรูปภาพที่มีเอกลักษณ์เพื่อสะท้อนให้เห็นประวัติศาสตร์อันยาวนาน  และภูเขาสายน้ำอันงดงามของประเทศจีน มีการขยายภาพบุคคล ลายน้ำตลอดจนตัวเลขมูลค่า ของเงินให้ใหญ่กว่าเงินรุ่นก่อน  เพื่อให้การจำแนกเงินมูลค่าต่างๆ ทำได้ง่ายขึ้น เงินเหรินหมินปี้รุ่นที่ 5 นี้ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย  ในท่ามกลางกระแสการลุ้นว่าจีนจะปรับหรือไม่ปรับค่าเงินของจีน คนจรขอพาคุณผู้อ่านมาทำความ  รู้จักกับรูปร่างหน้าตา สกุลเงินของจีน ที่เรามักจะเรียกกันสั้นๆว่า RMB ซึ่งเป็นตัวอักษรย่อของคำว่า人民币 (เหริน หมิง ปี้ - People's currency - เงินตราของประชาชน) หน่วยของสกุลเงิน RM หลักๆ ก็คือ 元 (หยวน) นอกจากหน่วยหยวนแล้ว ก็ยังมีหน่วยย่อยลง  ไปอีกที่เรียกว่า 角 (เจี่ยว) และก็ 分 (เฟิน) โดยที่   1 元(หยวน) = 10 角(เจี่ยว) = 100 分(เฟิน)
            1 เจี่ยว = 10 เฟิน = 0.1 หยวน
            1 เฟิน = 10 เจี่ยว = 0.01 หยวน

   ในการซื้อของ คุณอาจจะได้ยินหน่วยเงินแปลกๆจากคนขายว่า ไคว่ (块) หรือ เหมา(毛) ก็ไม่ต้องตกใจ เพราะมันคือหน่วยเงินเดียวกันกับคำว่า หยวน และก็ เจี่ยว นั่นเอง โดยปกติหน่วยเงิน หยวน  คนจีนมักจะเรียกว่า ไคว่ และหน่วยเงิน เจี่ยว ก็มักจะเรียกว่า เหมา  ณ ปัจจุบันนี้ เงินตราประชาชนของจีน มีทั้งที่เป็นธนบัตรและเหรียญ โดยมี The People's Bank of China เป็นผู้รับผิดชอบในการออกธนบัตรและเหรียญ  ตามท้องตลาดเวลาจับจ่ายซื้อของ จะพบเห็น เงินตราประชาชน หลากหลายมูลค่าทั้งธนบัตรและก็เหรียญ  เงินหยวน มีเป็นธนบัตรมูลค่าตั้งแต่ฉบับละ 1, 2, 5, 10, 20, 50 และก็ 100 หยวน สำหรับเหรียญเท่าที่เห็นมีแค่มูลค่า 1 หยวนเท่านั้น  เงินเจี่ยว มีเป็นธนบัตรมูลค่าตั้งแต่ 1, 2 และก็ 5 เจี่ยว ส่วนเหรียญมีมูลค่า 1 และ 5 เจี่ยว เงินเฟิน มีเป็นเหรียญมูลค่า 1, 2, 5 เฟิน สำหรับธนบัตรแทบจะไม่ค่อยเห็นเท่าไร  เท่าที่ยังมีให้เห็นในตอนนี้มีแค่มูลค่า 1 เฟินเท่่านั้น  ธนบัตรที่พิมพ์ออกมาใช้ และยังมีให้เห็นกันตามท้องตลาด ณ ปัจจุบันนี้  คือธนบัตรชุดที่ 4 (4th series) กับธนบัตรชุดที่ 5 (5th series) ชนิดราคาธนบัตรชุดที่ 4 ที่พิมพ์ออกมาใช้ตั้งแต่ปี 1980 มีดังนี้  ธนบัตรชนิดราคา 1 เจี่ยว หรือ 1 เหมา หรือ 0.10 หยวน  ด้านหน้าของธนบัตรมีรูปของ 2 หนุ่มซึ่งเป็นตัวแทนของชนกลุ่มน้อยในประเทศจีนปรากฏอยู่  หนุ่มทางด้านซ้ายคือ ชาวเกาซาน (高山族) ส่วนหนุ่มทางด้านขวาคือ ชาวแมนจู (满族)


Attached Image  

ด้านหลังของธนบัตรเป็นตราสัญลักษณ์ของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน (中华人民共和国国徽)
ประกอบด้วยดาว 5 ดวงเจิดจรัสอยู่เหนือจัตุรัสเทียนอันเหมิน ล้อมรอบด้วยรวงข้าว (谷穗)
และมีฟันเฟือง (齿轮) อยู่ด้านล่างของจัตุรัสเทียนอันเหมิน

Attached Image 
ธนบัตรชนิดราคา 2 เจี่ยว หรือ 2 เหมา หรือ 0.02 หยวน
ด้านหน้าของธนบัตรเป็นรูป ชาวปู้อี (布衣族) (ซ้าย)

Attached Image
ด้านหลังของธนบัตรเป็นตราสัญลักษณ์ของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

Attached Image
ธนบัตรชนิดราคา 5 เจี่ยว หรือ 5 เหมา หรือ 0.50 หยวน
ด้านหน้าของธนบัตรเป็นรูป ชาวม้ง (苗族) (ซ้าย) กับชาวจ้วง (壮族) (ขวา)

Attached Image


Attached Image
ด้านหลังของธนบัตรเป็นตราสัญลักษณ์ของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน


Attached Image

ธนบัตรชนิดราคา 1 หยวน หรือ 1 ไคว่
ด้านหน้าของธนบัตรเป็นรูป ชาวต้ง (侗族) กับชาวเหยา (瑶族)

Attached Image
ด้านหลังของธนบัตรเป็นรูปกำแพงเมืองจีน

Attached Image

ธนบัตรชนิดราคา 5 หยวน หรือ 5 ไคว่
ด้านหน้าของธนบัตรเป็นรูป ชาวธิเบต (藏族) กับชาวหุย (回族)

Attached Image
ด้านหลังของธนบัตรเป็นรูป จุดชมวิวอูเสีย (巫峡 - Wu Gorge)
ซึ่งเป็นหนึ่งใน 3 จุดของโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำที่ใหญ่ที่สุดของจีน หรือที่รู้จักกันในชื่อเรียกว่า
ธนบัตรชนิดราคา 10 หยวน หรือ 10 ไคว่

ด้านหน้าของธนบัตรเป็นรูป ชาวฮั่น (汉族) (คนแก่) กับ ชาวมองโกล (蒙古族) (คนหนุ่ม)  
Attached Image

ด้านหลังของธนบัตรเป็นรูปยอดเขาเอเวอเรสต์ (珠穆朗玛峰 - Mount Everest)
  
Attached Image 
ภาษา 4 ภาษาที่ปรากฏอยู่ด้านหลังธนบัตร 
      บรรทัดแรก เป็นภาษาของชาวมองโกล
      บรรทัดที่สอง เป็นภาษาของชาวธิเบต
      บรรทัดที่สาม เป็นภาษาตุรกี ใช้โดยชาวอุยกูร (Uygur)
      บรรทัดที่สี่ เป็นภาษาของชาวจ้วง (壮语)  
Attached Image 
ธนบัตรชนิดราคา 50 หยวน หรือ 50 ไคว่

ด้านหน้าของธนบัตรเป็นรูปของ ผู้ใช้แรงงาน, ชาวนา, ปัญญาชน (เรียงจากขวาไปซ้าย)
Attached Image

(壶口瀑布 - Hukou Waterfall of Yellow River)  

Attached Image

ธนบัตรชนิดราคา 100 หยวน หรือ 100 ไคว่  ด้านหน้าของธนบัตรเป็นรูปของ เหมาเจ๋อตุง(毛泽东),
โจวเอินไหล(周恩来), หลิวเส้าฉี(刘少奇), จูเต๋อ(朱德) (เรียงจากขวาไปซ้าย)
ด้านหลังเป็นรูปยอดเขาจิ่งกัง(井冈山主峰)

Attached Image
ธนบัตรชนิดราคา 2 หยวน หรือ 2 ไคว่

ด้านหน้าของธนบัตรเป็นรูป ชาวอุยกูร (维吾尔族 - Uygur) กับ ชาวอี๋ (彝族)


 

จบตอนอักษร -ง -(เงินจีน)
17 พค.52
รวบรวมโดยเฉินซิ่วเชง

-จ- มิ่งมงคล ร้อยรัดคติจีน 5 จันทร์ในอุดมคติแบบจีน

-จ- มิ่งมงคล ร้อยรัดคติจีน 5
นานาสาระมิ่งมงคล ร้อยรัดคติจีน 5
ตามด้วยอักษร-จ-
จันทร์ในอุดมคติแบบจีน

ภาพจาก: anthman.diaryis.com/?20061105

ฉังเอ๋อเหินสู่ดวงจันทร์

 www.thaigoodview.com/node/15107?page=0%2C2

ตำนานวันไหว้พระจันทร์ค่ะ

วันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนแปดของทุกปีเป็นวันไหว้พระจันทร์ของชาวจีน และในปีนี้ก็ตรงกับวันที่ 25 กันยายน ภาษาจีนเรียกวันไหว้พระจันทร์ว่า" จงชิว " ที่มาของคำว่าจงชิวนี้คือ   เดือนแปดตามปฏิทินจันทรคติตกอยู่ช่วงกลาง ฤดูใบไม้ร่วง( เดือนเจ็ดและเดือนแปดอยู่ในฤดูใบไม้ร่วง หนึ่งฤดูแบ่งเป็น เมิ่ง จ้ง จี้ ) ดังนั้นก็เลยเรียกว่า " จ้งชิว " ประกอบกับวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนแปดก็ตกอยู่ในช่วงกลางของเวลาที่เรียกว่า จ้งชิวนี้ จึงเรียกเทศกาลดังกล่าวว่า " จงชิว " ด้วย ในคืนวันไหว้พระจันทร์ ดวงจันทร์สว่างและกลม  ถือว่าสวยที่สุด ผู้คนถือว่าดวงจันทร์ที่กลมเป็นเสมือน  สัญลักษณ์ของ  ความสามัคคี ดังนั้นจึงเรียกเทศกาลนี้ว่า " เทศกาลแห่งความกลมเกลียว " เทศกาลไหว้พระจันทร์เป็นเทศกาลดี เป็นเทศกาลที่มีความเกี่ยวข้องกับตำนาน  เรื่องดวงจันทร์ของชาวจีนอย่างแนบแน่น เช่นเรื่อง " ฉังเอ๋อเหินสู่ดวงจันทร์ " ถือว่าเป็นเรื่องที่มีชื่อเสียงมาก  เรื่อง " ฉังเอ๋อเหินสู่ดวงจันทร์ " ปรากฎเป็นครั้งแรกในยุคต้นของสมัยจั้นกว๋อ ( สมัยสงครามระหว่างรัฐ ) เล่าเรื่องราว  ของฉังเอ๋อที่ได้กินยาอายุวัฒนะของเจ้าแม่ซีหวังหมู่  แล้วไปเป็นเทวีแห่งดวงจันทร์  เมื่อถึงสมัยราชวงศ์สุยและถัง  เนื่องจากผู้คนในสมัยนั้นมีความนิยมที่จะชื่นชมดวงจันทร์ว่า  สวยและดูน่ารักใคร่ ดังนั้นทัศนะที่มีต่อฉังเอ๋อ ผู้ซึ่งอาศัยอยู่ บนดวงจันทร์ว่าเป็นผู้ที่อ่อนหวาน สวยงาม ฉลาด มีจิตใจดีงาม  มีความสามารถในการร้องรำ  เป็นต้น มีตำนานอีกเรื่องที่เล่าถึงเทวีแห่งดวงจันทร์ว่า สมัยโบราณนานมาแล้ว  โลกเรานี้มิได้มีดวงอาทิตย์เพียงแค่ดวงเดียวเท่านั้น แต่มีถึงสิบดวง นำมาซึ่งภัยพิบัติแต่โลกมนุษย์  ทำให้โลกร้อนระบุเป็นเพลิง  ส่วนที่เป็นน้ำก็เหือดแห้งไป  ภูเขาถล่ม  แผ่นดินแยก ต้นไม้ใบหญ้าแห้งกรอบ  ผู้คนไม่มีที่จะไปหลบซ่อนอาศัย  ในช่วงนี้เองได้ปรากฎวีรบุรุษคนหนึ่งชื่อ" โฮ่วอี้ " เป็นผู้ที่มีฝีมือในการยิงธนูได้อย่างมหัศจรรย์มาก  เขาได้ยิงธนูขึ้นสู่ฟ้า  เพียงดอกเดียวก็ยิงถูกดวงอาทิตย์ตกลงมาถึง เก้าดวง เหลืออยู่เพียงแค่ดวงเดียว  ถือเป็นการขจัดทุกเข็ญให้กับบรรดาประชาชน ผู้คนจึงพากันยกย่องให้เขาเป็นกษัตริย์  แต่ทว่า พอเขาได้ขึ้นเป็นกษัตริย์  เขาก็ลุ่มหลงในสุราและนารี  ฆ่าฟันผู้คนตาม อำเภอใจ กลายเป็นทรราช ราษฎรล้วนแต่โกรธแค้นและชิงชังเขาเป็นที่สุด  โฮ่วอี้รู้ตัวว่าตัวเองคงจะอยู่เป็นสุขเช่นนี้ไปได้ อีกไม่นาน จึงเดินทางไปที่ภูเขาคุนหลุน ( คุนลุ้น ) เพื่อขอยาอายุวัฒนะจากเจ้าแม่หวังหมู่มากิน  แต่ฉังเอ๋อ ภรรยาของ  เขากลัวว่าถ้าสามีของเธอมีอายุยืนนานโดยไม่มีวันตายเช่นนี้  ก็จะเข่นฆ่าราษฎรต่อไปเรื่อยๆ ดังนั้นเธอเลยตัดสินใจกิน ยาอายุวัฒนะนั้นเสียเอง  แต่พอกินเข้าไป  ในฉับพลันทันใด  ร่างของเธอก็เบาแล้วก็ลอยขึ้นไปสู่ดวงจันทร์  ยังมีนิทานอีกเรื่องเล่าว่า  ศิษย์ของโฮ่วอี้ชื่อ" เฝิงเหมิ่ง "  อิจฉาฝีมือการยิงธนูของโฮ่วอี้มาก คอยคิดแต่จะสังหารโฮ่วอี้ อยู่มาวันหนึ่ง  เฝิงเหมิ่งถือโอกาสตอนที่โฮ่วอี้ออกไปล่าสัตว์บังคับให้ฉังเอ๋อ  ภรรยาของโฮ่วอี้มอบยาอายุวัฒนะให้  แก่ตนเอง  แต่ฉังเอ๋อไม่ยอม  โดยกินยาอายุวัฒนะที่มีอยู่ทั้งหมดลงท้องไป  ผลก็คือ ร่างของเธอเบา  และลอยขึ้นไป สู่ดวงจันทร์ในที่สุด  นับแต่นั้นมา  บนดวงจันทร์ก็ปรากฎนางฟ้าผู้งดงามและจิตใจดีเช่นฉังเอ๋อนี้  เนื่องจากตำนานเรื่องต่างๆที่เล่าขานเกี่ยวกับดวงจันทร์ทั้งหลายนี้  ดังนั้นนับแต่สมัยโบราณเป็นต้นมา  ผู้คนก็จะมีประเพณี การชมและบูชาดวงจันทร์  จักรพรรดิถือความนิยมในการบูชาพระอาทิตย์ในฤดูใบไม้ผลิ  และบูชาพระจันทร์ในฤดูใบไม้  ร่วง พวกราษฎรก็มีประเพณีการบูชาพระจันทร์ในฤดูใบไม้ร่วงด้วยเช่นกัน ในการบูชาพระจันทร์นั้น  ตามปกติพิธีจะเริ่มหลังจากที่ดวงจันทร์ขึ้นแล้ว  บางท้องที่สิ่งที่นำมาบูชาดวงจันทร์ได้แก่ขนม  ไหว้พระจันทร์ ผลไม้ ถั่ว  ดอกหงอนไก่ หัวไชเท้า รากบัว เป็นต้น  ในขณะที่ทำการบูชาดวงจันทร์นั้น  เนื่องจากดวง จันทร์อยู่ธาตุหยิน ก็มักจะให้ผู้หญิงไหว้ก่อน  แล้วถึงให้ผู้ชายไหว้  และก็ยังถึงกับมีความนิยมที่ว่าผู้ชายจะไม่ไหว้พระจันทร์  อีกด้วย หลังจากไหว้พระจันทร์เสร็จแล้ว  คนในครอบครัวก็จะร่วมกันดื่มสุราแห่งความกลมเกลียว  และกินข้าวชมจันทร์ วันนี้ผู้หญิงที่กลับบ้านแม่ไปเยี่ยมญาติก็ยังต้องกลับบ้านมาเพื่อความกลมเกลียว  ในฐานะที่ขนมไหว้พระจันทร์เป็นสิ่งของสำคัญในการบูชาดวงจันทร์  หลังจากการบูชาจบลง  คนทั้งบ้านก็จะแบ่งกันกิน  เนื่องจากขนมไหว้พระจันทร์เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความกลมเกลียว  สะท้อนให้เห็นความหวังอันงดงามของผู้คนที่มีต่อ  ชีวิตในอนาคตของพวกตน  ดังนั้นบางที่ก็จะเรียก ขนมไหว้พระจันทร์ว่า " ขนมแห่งความกลมเกลียว " ตามที่เล่าขานสืบต่อกันมานั้น ขนมไหว้พระจันทร์ปรากฎขึ้นในสมัยราชวงศ์ถัง  ครั้นถึงราชวงศ์ซ่ง ( ซ้อง ) ก็ยิ่งเป็นที่  นิยมมากยิ่งขึ้น ขนมไหว้พระจันทร์นั้นไม่เพียงแต่เป็นขนมที่สืบทอดกันมา โดยถือว่าเป็นผลิตผลจากสี่ฤดูกาลเท่านั้น ในด้าน การทำ รสชาติก็ยังแตกต่างกันไปในแต่ละถิ่นที่ด้วย เช่นขนมไหว้พระจันทร์แบบซูโจว ขนมไหว้พระจันทร์แบบกว่างตง (กวางตุ้ง ) ขนมไหว้พระจันทร์แบบเป่ยจิง ( ปักกิ่ง ) ขนมไหว้พระจันทร์แบบหนิงโป ขนมไหว้พระจันทร์แบบเฉาซาน ( แต้จิ๋ว- ซัวเถา ) ขนมไหว้พระจันทร์แบบหยุนหนาน ( ยูนนาน ) แม้แต่ในท้องถิ่นเดียวกัน ก็ยังมีการทำไส้ขนมที่ ต่างกัน ลวดลายบนผิวขนมก็ต่างกัน และก็เรียกชื่อต่างกันไป เช่น ไส้ผลไม้ ไส้ถั่วแดง ไส้ลูกบัว ไส้หมอนทอง ไส้ไข่เค็ม เป็นต้น

ภาพจาก: download.clib.psu.ac.th/.../moon/page5.html

ความเป็นมา

ขนมไหว้พระจันทร์นั้นถูกใช้เป็นเครื่องเซ่นไหว้ในวันไหว้พระจันทร์   ของชาวจีนมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว  จนมากระทั่ง ในปัจจุบันได้ถูกพัฒนามาเป็นขนม  หรือของขวัญสำหรับเทศกาลไหว้พระจันทร์  ตามประวัติศาสตร์ชาวจีนเริ่มรับประทาน  ขนมไหว้พระจันทร์กันตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง  ต่อมาในสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือภายในวังมีขนมที่มีลักษณะเดียวกับขนมไหว้  พระจันทร์เรียกว่า 宫饼 จนมาในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้จึงได้มีการเรียกชื่อ ว่าขนมไหว้พระจันทร์จริงๆ  ขนมไหว้พระจันทร์นั้น  ในวิวัฒนาการจากรูปทรงต่างๆ  จนกระทั่งมาเป็นรูปวงกลมจนถึงปัจจุบันนี้  ซึ่งมีความหมายของการกลับมาอยู่ร่วมกัน ในสมัยราชวงศ์หยวน (มองโกล) ชาวฮั่นภายใต้การปกครองอย่างกดขี่ข่มเหงของราชวงศ์หยวน ซึ่งในขณะนั้นชาวฮั่นถูก  บังคับให้ห้ามพกอาวุธและถูกจับตามองความเคลื่อนอยู่ตลอดเวลา  จูหยวนหยางผู้นำกองกำลังกบฎต่อต้านราชวงศ์และที่  ปรึกษาหลิวป๋อเวินจึงได้คิดแผนการที่จะสื่อสารกันภาย ในกองกำลังเพื่อทำการก่อการ  โดยการใช้ขนมไหว้พระจันทร์เป็น  สื่อกลาง  จูหยวนจางได้ปล่อยข่าวลือว่ามีโรคระบาดกำลังระบาดในเมือง  ซึ่งต้องกินขนมไหว้พระจันทร์ชนิดพิเศษเท่านั้น  ถึงจะหายได้ โดยเจ้าขนมไหว้พระจันทร์ที่ว่านี้ ได้ถูกสอดไส้ด้วยรหัสลับกำหนดนัดหมายในการก่อการไว้  ด้วยเหตุนี้ขนม  ไหว้พระจันทร์จึงมีบทบาทสำคัญในการกอบกู้แผ่นดินของชาวฮั่นกลับมา

ขนมไหว้พระจันทร์ในปัจจุบัน

ในปัจจุบันมีขนมไหว้พระจันทร์มากมายหลากหลาย ไส้วางขายอยู่ตามท้องตลาด ดังเช่น เม็ดบัว (เป็นไส้ดั้งเดิมของขนม ไหว้พระจันทร์), งาดำ, ถั่วสีต่างๆ (ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วดำ), พุทรา , โหงวยิ๊ง (五仁, wǔ rén) ประกอบ  ด้วยถั่วและเมล็ดพันธุ์ 5 ชนิด, ฟักทอง, เผือก, สับปะรด, กาแฟ, ช๊อกโกแลต และล่าสุดชาเขียว นอกจากนั้นขนมไหว้พระจันทร์หน้าตาแบบดั้งเดิมที่ใช้แป้งสาลีทำแล้ว  ปัจจุบันยังมีการทำขนมไหว้พระจันทร์ในรูปแบบ   ของเยลลี่เพื่อเพิ่มความแปลกใหม่อีกด้วย

 

ภาพ แปลและเรียบเรียงบทความจาก
http://zh.wikipedia.org/wiki/%E6%9C%88%E9%A5%BC
http://en.wikipedia.org/wiki/Mooncake
และ baidu.com

เล่าขานตำนานจันทร์...ในวันแสงนวล
 

จันทร์เต็มดวงใน  คืน เดือนหงาย หรือจันทร์ครึ่งเสี้ยวในคืนข้างแรม ยามค่ำคืนมืดมิด แหงนมองท้องฟ้า มองเห็นพระจันทร์ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนของโลกเราเห็นพระจันทร์ได้เหมือนกัน อดีตโลกยังไม่มีการสื่อสาร ไร้พรมแดน มนุษย์อุปโลกน์ให้พระจันทร์และดวงดาวช่วยเป็นสื่อกลางนำความรู้สึกห่วงหา คิดถึงฝากไปถึงคนไกล เพราะเชื่อด้วยว่าคนที่คิดถึงนั้น จ้องมองจันทร์เหมือนกัน

ในอดีตมนุษย์ มิอาจรู้ได้ว่าบนดวงจันทร์เป็นอย่างไร ได้แต่จินตนาการว่าพระจันทร์สวยงาม สังเกตจากแสงสีเหลืองนวลที่ส่องมายังผิวโลก เชื่อว่าบนดวงจันทร์เป็นแดนของเจ้าชายเจ้า หญิง เป็นดาวศักดิ์สิทธ์ขอพรให้สัมฤทธิผล

จน กระทั่งเมื่อ 389 ปีก่อน เมื่อ กาลิเลโอ ใช้กล้องจุล ทรรศน์ที่เขาประดิษฐ์ขึ้นส่อง ดวงจันทร์ เขาเห็นว่าดวงจันทร์มีผิวขรุขระ เห็นภูเขาเป็นทิวยาว และเห็นอุกกาบาตจำนวนมาก กระจัดกระจายอยู่บนผิวหน้าของ ดวงจันทร์
 
ต่อมาอีก 400 ปี วงการดาราศาสตร์ก็ได้ค้นพบอีกว่า  ดวงจันทร์มีเส้นผ่าศูนย์กลาง   ยาว 3,475 กิโลเมตร คือยาวประมาณ 1 ใน 4 ของโลก ต่อมาปี พ.ศ. 2512 สหรัฐส่ง ยานอวกาศไปสำรวจ นีล อาร์ม สตรอง เป็นนักบินอวกาศคนแรกที่เหยียบพื้นดวงจันทร์ ทำให้มีความชัดเจนเพิ่มขึ้นว่าพระจันทร์ขรุขระ ไม่สวยงามตามตำนาน อีกทั้งยังเป็นดินแดนที่ปลอดสิ่งมีชีวิต มีวงโคจรอยู่ห่างจากโลกเป็นระยะทางโดยเฉลี่ย 384,400 กิโลเมตร

การได้ไปเยือนดวงจันทร์ของมนุษย์ แล้วนำข้อมูลมาหักล้างกับความเชื่อของคนโบราณที่มีมานานนับพันปี มิได้ ส่งผลใด ๆ ต่อความเชื่อเรื่องของ ดวงจันทร์ให้เลือนหายไป ผู้คน ทั่วโลกยังเล่าขาน และสืบสานประเพณีบูชาพระจันทร์กันต่อไป

เรื่องราวของศรัทธาดวงจันทร์ก้องโลกต้องยกให้ชาวจีน เพราะมีพิธีไหว้พระจันทร์กันอย่างเอิกเกริก เป็นประเพณีที่สำคัญประเพณีหนึ่งของชาวจีนที่มีมาแต่โบราณนับ  ร้อย ๆ ปี วันไหว้พระจันทร์จะตรงกับวันที่ 15 เดือน 8 ของจีน เป็นวันกลางเดือนของเดือนกลางฤดูใบไม้ร่วง

เพราะฤดูนี้พระจันทร์แจ่มงามที่สุด อากาศอบอุ่นสบาย ฤดูใบไม้ผลิตอนต้นฤดูหนาวท้ายฤดูฝนมาก ฤดูร้อนฝนชุกเมฆมาก ฤดูหนาวแม้ฟ้าใสแต่อากาศหนาวมาก หลายถิ่นมีหิมะตกจึงไม่เหมาะที่จะไหว้ พระจันทร์


ชาวจีนเชื่อว่าพระจันทร์เป็นผู้หญิง จึงนิยมไหว้ด้วยขนมหวาน ตามตำนานกล่าวไว้ว่า การไหว้พระจันทร์ เป็นการไหว้เพื่อรำลึกถึง องค์ไท้อิมเนี้ย เทพผู้ให้ความสุขสงบแก่สรรพสิ่งในโลก และถือว่าเป็นเทพที่มีพระสิริโฉมงดงามที่สุดองค์หนึ่ง ซึ่งจะเสด็จมาโปรดสัตว์โลกในคืนพระจันทร์เต็มดวงของเดือน 8 ของการสักการะจึงมักเป็นของเสี่ยงทายเพื่อขอให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ตน และครอบครัว

นอก จากนี้ วันไหว้พระจันทร์ยังเกี่ยวกับประวัติศาสาตร์จีน ตอนที่ ?จูง่วนเจียง? ผู้นำชาวจีนสมัยนั้นได้นัดแนะชาวจีนขึ้นต่อต้านกษัตริย์ชาติมองโกล  ที่ยึดครองจีนอยู่ โดยให้แต่ละ ครอบครัวจัดทำอาวุธ และเอกสารนัดหมายแอบซ่อนไว้ใน หรือใต้ขนมโก๋ หรือขนมเปี๊ยะ ที่มีขนาดใหญ่ โดยแกล้งทำ เป็นธรรมเนียมแลกเปลี่ยนขนมระหว่างญาติเพื่อตบตาชาวมองโกล
 
สมัยก่อนมีกฎหมายห้ามชาวจีนตีเหล็กทำอาวุธ และให้มีมีดใช้ 5 ครอบครัวต่อหนึ่งเล่ม ซึ่งในหนังสือก็ได้นัดให้ทุกครอบครัวจัดงานไหว้พระจันทร์ด้วยการประดับประดา ตกแต่งโต๊ะไหว้ ให้สวยงามโดยพร้อมเพรียงกัน และถือเป็นวันดีเดย์ในการยึดอำนาจคืน เมื่อสำเร็จ จูง่วนเจียงได้ตั้งตนเป็นกษัตริย์ นามว่า  ?พระเจ้าไท้โจวเกาอ่วงตี้?

ใน อดีตประเพณีวันไหว้พระจันทร์จะเป็นวันที่สาว ๆหนุ่ม ๆ ชาวจีนจะได้มีโอกาสออก มาพบปะกันด้วย ทำให้หลายคู่ได้แต่งงานกันเพราะประเพณีนี้

นอกจากนี้ความเชื่ออีกอย่างในวันไหว้ พระจันทร์ซึ่งเป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวง มีความหมายถึงความกลมเกลียว จึงเป็น เสมือนวันนัดหมายรวมญาติมิตรอีกวันหนึ่ง ปัจจุบันชาวจีนได้ถือเอาวันนี้เป็นวันแห่งครอบครัวที่ร่วมกันชิมขนม จิบน้ำชาภายใต้แสงจันทร์

คน ไทยกับพระจันทร์มักผูกโยงกันทางโหราศาสตร์ ว่าเป็นเทวดานพเคราะห์องค์หนึ่ง ในคติไทย พระจันทร์ถูกสร้าง ขึ้นมาจากเทวธิดา (นางฟ้า) 15 องค์ บดป่นเป็นผง ห่อผ้าสีขาวนวลแล้วเสกให้เป็นพระจันทร์  มีสีวรกายขาวนวล มีม้าเป็นพาหนะ พระจันทร์สถิตอยู่ทางทิศตะวันออก
คฑา ชินบัญชร  หมอดูชื่อดังผู้เชี่ยวชาญไพ่ยิปซี  บอกเล่าว่า  ตามตำราโหราศาสตร์ กล่าวไว้ว่า ดาวจันทร์คือเลข 2 กำลัง 15 คนเกิดวันจันทร์จึงสัมพันธ์เกี่ยวกับพระจันทร์  คนเกิดวันนี้จึงมีรูปร่างหน้าตาดีสวยสะอาด รักสวยรักงาม  เป็นคน มีเสน่ห์อ่อนโยน  อ่อนไหวง่าย  รวนเร  และออกจะเจ้าชู้นิด ๆ  ดังนั้นคนเกิดวันนี้มักจะขี้เหงา จึงต้องมีคู่ ตามตำราทักษิณา  พระจันทร์เป็นเทวดาประจำทิศตะวันออก  หมอดูชื่อดัง  ยังกล่าวอีกว่า พระจันทร์เหมือนตัวแทนของผู้หญิง อ่อนหวานอ่อนโยน  ขณะที่พระอาทิตย์เป็นตัวแทนของผู้ชาย  ส่วนใหญ่ความเชื่อเรื่องของพระจันทร์เป็นของซีกโลกตะวันออก  ชาวจีนมีประเพณีไหว้พระจันทร์  แม้กระทั่งคนญี่ปุ่นที่นับถือพระอาทิตย์ยังมีประเพณีชมจันทร์
?ทาง พุทธศาสนาเมื่อ วันพระจันทร์เต็มดวง  ก็ถือเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ เช่น วันวิสาขบูชา มาฆบูชา เป็นต้น นอกจากนี้ ตัวเลขกำลัง 15 ยังสัมพันธ์   กับการนับวันเวลาของวันเวลาข้างขึ้นข้างแรม  ซึ่งมี 2 ช่วง สอดคล้องกับคนที่เกิดวันจันทร์เวลาข้างขึ้น จะมีความสุข ใจเย็นกว่าคนเกิดข้างแรม เพราะข้างขึ้นน้ำมากจะเย็น ดังนั้น  คนเกิดวันจันทร์ เลขประจำตัว ที่เหมาะคือ 15 และ เลข 2 พร้อมกับมีน้ำอยู่ใกล้ชิด จะส่งเสริมให้ชีวิตดีขึ้น? หมอดูชื่อดังกล่าว 

ประเพณีเกี่ยวกับพระจันทร์เหมือนกับคนญี่ปุ่นเกิด  ขึ้นในเดือนกันยายนใกล้เคียง  กับชาวจีน ประมาณกลางเดือน   ช่วงนี้พระจันทร์จะเต็มดวง เรียกว่า ? Chushu no meigetsu? ชาวญี่ปุ่นจะพากันชื่นชมความงามของดวงจันทร์ในคืนพระจันทร์  เต็มดวง ที่เรียกว่า ?โอซูคิมิ? ซึ่งมีมาแต่สมัยโบราณและช่วงนี้เชื่อว่าจะเป็นช่วงที่พระจันทร์สวยสุดในรอบปีประเพณีการชมพระจันทร์คือการถวายขนมไหว้พระจันทร์  ดอกซึซึกิ  องุ่น  เกาลัด  และผลไม้ตามฤดูกาล 

ผู้ คนในเอเชียสืบสาน ประเพณีเกี่ยวกับพระจันทร์มาหลายร้อยปี จะเห็นได้ว่าแต่ละประเพณีในแต่ละประเทศเจือแฝงไว้ด้วยความสามัคคีกลมเกลียว ให้ผู้คนได้มาพบปะพูดคุย อันเป็นคุณความดีที่เห็น ชัดจากพระจันทร์ในวันแสงสวยกว่าปกติ.  

นิทานเรื่องเล่าเกี่ยวกับ ?ข้างขึ้น ข้างแรม?
 
ปรากฏการณ์ข้างขึ้นข้างแรม สัมพันธ์กับดวงจันทร์, ตำนานนิทานปรัมปรา  หลายพื้นที่  อาทิ ชาวไทยใหญ่เชื่อว่า พระจันทร์คือกระต่ายตัวน้อยที่คลุมด้วยเงินอยู่ในเรือนแก้ว    มีหน้าต่าง 15 บาน กระต่ายจะเปิดหน้าต่างทีละบานจนครบเดือนก็จะสว่างไปทั่ว เป็นปรากฏการณ์ข้างขึ้น  และจะต้องปิดหน้าต่างทีละบาน  จึงเป็นข้างแรม ส่วนชาวญี่ปุ่นมีเรื่องเล่าในนิทานพื้นบ้านของชาวไอนุ  ประเทศญี่ปุ่น เชื่อว่าพระอาทิตย์กับพระจันทร์นั้นเป็นสามี-ภรรยากัน พระอาทิตย์นั้นเป็นเพศชายมีเสื้อผ้าดีใส่  จึงมีแสงสว่างในตัว  ส่วนพระจันทร์เป็นภรรยา จะแต่งกายด้วย  เสื้อผ้าสีขาวและดำเท่านั้น  และเมื่อพระจันทร์สวมใส่เสื้อสีขาวจะเป็นข้างขึ้น  และสีดำจะเป็นข้างแรม  ขณะที่ชาวอียิปต์  เชื่อว่า  ทุกคืนเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์  จะต้องเดินทางผ่านโลกของคนตาย ระหว่างทางจะมีงูมาคอยดักทำร้าย ถ้าเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ถูกงูกินก็จะไม่มีกลางวัน  ดังนั้นทุกคืนเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์จะแปลงร่างเป็นแมวคอยจับงู  ชาวอินเดียเชื่อว่ากลางวันกลางคืนขึ้นอยู่กับการกระทำของพระพรหม  ซึ่งเป็นเทพเจ้ามีดอกบัวเป็นตัวแทน  เวลาที่พระพรหมตื่นนอนจะเป็นเวลากลางวัน  เวลาพระพรหมหลับจะเป็นตอนกลางคืน และความมืดจะปกคลุมโลก

จาก: www.aksorn.com/article/article_detail.php?con...
จบตอนอักษร จ (คติจีน)
27 พค. 52
รวบรวมโดยเฉินซิ่วเชง

-ฉ- มิ่งมงคล ร้อยรัดคติจีน 6 ฉินซีฮ่องเต้

-ฉ-มิ่งมงคลร้อยรัดคติจีน 6
นานาสาระร้อยรัดคติจีน ตามด้วยอักษร -ฉ-

 

จิ๋นซีฮ่องเต้

 

สมเด็จพระมหาจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ หรือ ฉินซีฮ่องเต้ ( Qín Sh Huáng ฉินสื่อหวง)

ภาพ:Qinshihuangdi3.jpgจิ๋น ซีฮ่องเต้ มีพระนามเดิมว่า เจิ้ง สันนิษฐานว่าประสูติเมื่อ พฤศจิกายน/ธันวาคม พ.ศ. 284 (260 ปีก่อนคริสตกาล) และสวรรคตเมื่อ กันยายน พ.ศ. 334 (210 ปีก่อนคริสตกาล) ทรงเป็นกษัตริย์แห่งแคว้นฉิน ตั้งแต่ พ.ศ. 297 (247 ปีก่อนคริสตกาล) ถึง พ.ศ. 323 (221 ปีก่อนคริสตกาล จากการรวมประเทศในสมัยราชวงศ์นี้ ทำให้กลายมาเป็นคำเรียกว่าจีนในภาษาไทย และ china ในภาษาอังกฤษ (มาจากคำว่า chin หรือ qin)ปัจจุบัน ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าพระองค์เป็นบุตรของใคร แต่โดยทั่วไปเชื่อว่าเป็นบุตรชายของพ่อค้าคนสำคัญคนหนึ่งที่ต่อมาภายหลังได้ เป็นเสนาบดีคนสำคัญของแคว้นฉิน ชื่อ หลี่ปู้เหว่ย กับมารดาที่เป็นนางสนมชื่อ เจ้าจีแคว้นฉินเป็นแคว้นหนึ่งในประเทศจีน สมัยนั้นซึ่งยังมีแว่นแคว้นต่างๆ มากมาย และมีเจ้าผู้ครองแคว้นของตนเอง ต่อมา ฉินอ๋อง (จิ๋นซีฮ่องเต้) ได้ทรงรวบรวมแว่นแคว้นต่างๆ เข้ามาเป็นปึกแผ่น เป็นจักรวรรดิจีน และทรงดำรงตำแหน่งจักรพรรดิหรือฮ่องเต้ -หวงตี้องค์แรกของจักรวรรดิจีนตั้งแต่ พ.ศ. 323 (221 ปีก่อนคริสตกาล) ถึง พ.ศ. 334 (210 ปีก่อนคริสตกาล) โดยขนานนามพระองค์เองว่า จักรพรรดิองค์แรก พระองค์เป็นจักรพรรดิองค์แรกแห่งราชวงศ์จิ๋น ราชวงศ์ฉินของพระองค์มีอายุเพียง 15 ปี แต่ก็เป็นจุดหักเหสำคัญของประวัติศาสตร์จีนในการที่จะรวบรวมแผ่นดินจีนให้ เป็นปึกแผ่นได้นั้น จิ๋นซีฮ่องเต้และเสนาบดีของพระองค์ นาม หลี่ซือ ต้องยกกองทัพไปตีแคว้นต่างๆ และทำการปฏิรูปมากมายหลายด้าน ซึ่งรวมทั้งด้านการเมือง ภาษา วัฒนธรรม และภูมิปัญญาความคิด พระองค์ทรงเผาทำลายหนังสือ และสังหารนักปราชญ์ไปจำนวนมหาศาล เนื่องจากพระองค์ทรงดำริว่าถ้าต่างแคว้นต่างมีวัฒนธรรมความคิดของตนเองแล้ว การที่จะทำให้แผ่นดินเป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียวนั้นไม่มีทางเป็นไปได้ และพระองค์ทรงริเริ่มสร้างผลงานที่โลกต้องยกย่องให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ซึ่งก็คือ กำแพงเมืองจีน ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อป้องกันประเทศจีนจาก ชนเผ่าทางเหนือ โดยการสร้างครั้งนี้ มีการบันทึกว่ามีประชาชนชาวจีนและเชลยศึกจำนวนมหาศาลต้องสังเวยชีวิตไปในการ สร้างกำแพงครั้งนี้ นอกจากนี้ ยังมีสุสานของพระองค์ ซึ่งยังปริศนาให้ชาวโลกรอไขความจริงแม้ ว่าพระองค์จะทรงถูกชาวโลกจดจำว่าเป็นจักรพรรดิผู้โหดเหี้ยมหรือเป็น ทรราชย์องค์หนึ่งของโลก แต่ชาวจีนก็ยังคงยกย่องพระองค์ให้เป็นบิดาผู้รวบรวมประเทศจีนให้ เป็นปึกแผ่น ซึ่งเคยแตกกระจายเป็นแว่นแคว้นต่างๆ มานานกว่าสองสหัสวรรษ และการปฏิรูปทั้งหลายของพระองค์ก็ยังคงมีผลกระทบถึงคนปัจจุบัน ซึ่งเรื่องราวในส่วนนี้กลายมาเป็นวัฒนธรรมสมัยนิยมในปัจจุบันต่าง ๆ มากมาย ทั้งนวนิยาย ละครโทรทัศน์ หรือภาพยนตร์ เช่น เจาะเวลาหาจิ๋นซี นิยายกำลังภายในแฟนตาซีของหวงอี้ หรือภาพยนตร์เรื่อง The Emperor and The Assassin ใน ค.ศ. 1998 ของเฉิน ข่ายเกอ ที่เป็นเรื่องราวของพระองค์กับนักลอบสังหารที่ชื่อ จิงเคอ จากแคว้นเอี้ยน ที่เล่ากันว่ามีโอกาสเข้าประชิดตัวพระองค์มากที่สุดขณะเข้าเฝ้าและพยายาม สังหารด้วยมีดสั้นที่ซ่อนไว้ในแผนที่ แต่ไม่สำเร็จ

จากหลักฐานบันทึกทางประวัติศาสตร์ ประมาณการกันว่าในช่วง 10 ปีแรกของการรวมแผ่นดินจีนขึ้นเป็นหนึ่งเดียว ทางราชวงศ์ฉินโดยจิ๋นซีฮ่องเต้ ได้เกณฑ์แรงงานจากทาสและชาวบ้านกว่า 5 แสนคน เพื่อไปก่อสร้างกำแพงเมืองจีนจากด่านหลินเตาในภาคตะวันตก ไปยาวจรดด่านซานไห่กวนชายทะเลด้านฝั่งตะวันออกสุด เพื่อป้องกันการรุกรานของชนเผ่ามองโกลทาง ตอนเหนือ กำแพงเมืองจีนที่ก่อสร้างโดยจิ๋นซีฮ่องเต้ ถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่โตมโหฬารที่สุด ที่ได้สร้างขึ้นบนแผ่นดินจีนโดยฝีมือมนุษย์และนับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 ของโลกในยุคกลาง ที่ได้มีการสร้างต่อ ๆ กันมาจนถึงราชวงศ์หมิง

 

จิ๋นซีฮ่องเต้ได้เกณฑ์แรงงานที่เป็นทาสและชาวนาอีกกว่า 5 แสนคน ลงไปประจำการในเขตภูเขาทางตอนใต้ของจีน เพื่อป้องกันการรุกรานของชนกลุ่มน้อย และอีก 3 แสนคน ขึ้นไปประจำการในเขตทะเลทรายโกบีทาง ตอนเหนือของจีน เพื่อป้องกันการรุกรานของพวก ฮั่นฉยุงหนู (Hun Xioung Nu) และที่สำคัญที่สุดคือการที่ทรงเกณฑ์แรงงานอีกกว่า 7 แสนคน เพื่อมาก่อสร้างพระราชวังอาฝางกงและสร้างสุสานรวมถึงการสร้างเหล่ากองทัพ ทหารดินเผา และกองทัพม้าจากตัวเลขที่ประมาณการข้างต้น จะเห็นว่าจิ๋นซีฮ่องเต้ ได้ใช้แรงงานประชาชนถึงกว่า 2 ล้านคน คือร้อยละ 10 ของประชากรจีนในยุคสมัยนั้น เพื่อมาก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างอันใหญ่โตมโหฬาร ซึ่งเป็นการยากที่จะชี้แจงให้ประชาชนทั่วไปในยุคนั้นเข้าใจถึงเหตุผลของ พระองค์ และแรงงานที่ได้เกณฑ์มาก่อสร้างสิ่งเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นชายหนุ่มในวัยฉกรรจ์ที่เป็นกำลังสำคัญของแต่ละครอบครัว พวกชาวนาที่อาศัยอยู่ในถิ่นฐานเดิมถูกพระองค์รีดเก็บภาษี เพื่อนำรายได้เข้าสู่รัฐฉินเป็นทุนในการสร้างสิ่งมหัศจรรย์ทั้งหลายของจิ๋น ซีฮ่องเต้จิ๋นซีฮ่องเต้ทรงสร้างสุสานกองทัพทหารดินเผาขึ้น เพื่อใช้เป็นสถานที่เก็บพระบรมศพของพระองค์เอง แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการและสถาปัตยกรรมโบราณของจีน และศักยภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ จักรพรรดิจีนทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์จะมีความใฝ่ฝันสูงสุดอยู่ 2 ประการคือ 1. ยาอายุวัฒนะ ถ้าหากพระองค์ยังเสาะแสวงหาไม่ได้ สิ่งที่พระองค์จะต้องทำก็คือ 2. การสร้างมหาสุสานขนาดอันใหญ่โตมโหฬาร เพื่อเป็นที่ประทับชั่วกาลนานชาวจีนในสมัยโบราณมีความเชื่อว่ามนุษย์นั้นมี 2 วิญญาณ วิญญาณแรกคือ โป (Po) ซึ่งจะมาพร้อมกับการเกิดของทารก อีกวิญญาณหนึ่งเรียกว่า ฮั่น (Han) เป็นวิญญาณที่สวรรค์ส่งมารวมกับวิญญาณแรกพร้อมกันตั้งแต่เกิด และเมื่อเจ้าของร่างตายลง วิญญาณแรกหรือโปจะคงอยู่ในร่างนั้น ส่วนฮั่นจะออกจากร่างกลับคืนสู่สวรรค์ไป ถ้าผู้ตายไม่ได้รับการฝังอย่างถูกต้องตามประเพณี โปจะอยู่อย่างไม่มีความสุข เที่ยวเร่ร่อนกลายเป็น กุย (Gui) หรือปีศาจอันชั่วร้าย ชาวจีนทุกคนจึงต้องได้รับการฝังอย่างถูกต้องตามประเพณีเมื่อถึงแก่กรรม โดยจะถูกบรรจุร่างไว้ภายในสุสานตามฐานะของผู้ตาย นอกจากนั้น พระองค์ยังทรงโปรด ฯ ให้สร้างสุสานของพระองค์ทันทีตามโบราณราชประเพณี และอีกสิ่งหนึ่งที่พระองค์ทรงใส่พระทัยเป็นพิเศษก็คือ ทรงมีพระราชบัญชาให้ นักพรตสีฝู่ นำตัวเด็กหญิงและเด็กชายพรหมจรรย์นับพันคน ลงเรือเดินทะเล เดินทางไปทางตะวันออกเพื่อแสวงหาเกาะเผิงไหล เกาะฟางเจ้า และเกาะอิ๋งโจว ทรงเชื่อว่าเป็นดินแดนหวงห้ามของมนุษย์ เนื่องจากเป็นที่พำนักของเซียนที่จะมอบยาอายุวัฒนะให้ พระองค์ทรงมีชีวิตเป็นอมตะ แต่ทว่าตลอดพระชนมชีพของพระองค์ ข่าวคราวและชะตากรรมของคณะเดินทางที่พระองค์ทรงมอบหมายภารกิจเสี่ยงตายให้ นั้น ไม่เคยได้ยินถึงพระกรรณของพระองค์เลยแม้แต่น้อยหลังทรงขึ้นครองราชย์ในปี 247 ก่อนคริสตกาล จิ๋นซีฮ่องเต้ก็เริ่มสร้างสุสานของพระองค์แล้ว จนถึงในปี 210 ก่อนคริสตกาล เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ลง งานสร้างมหาสุสานก็ยังไม่แล้วเสร็จ จนมาเสร็จสมบูรณ์ในปีที่ 2 ของรัชสมัยฉินเอ้อซื่อ ผู้เป็นบุตรชาย (ปี 208 ก่อนคริสตกาล) รวมระยะเวลาในการก่อสร้างถึง 38 ปี และได้เรียกชื่อสุสานนี้ว่า หลีซานหยวน หรืออุทยานแห่งเขาหลีซาน ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างสุสานตั้งแต่ปี 246 - 208 ก่อนปีคริสต์ศักราช เพราะมีความเชื่อเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายของพระองค์ ทรงสร้างหุ่นกองทัพทหารดินเผาจำนวนมากรวมทั้งรถม้าและม้าศึก เพื่อให้ทั้งหมดนี้ติดตามไปรับใช้และอารักขาพระองค์ในปรโลก และเนื่องด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ทำให้หุ่นทหารดินเผา ม้าศึกและรถม้าจำนวนมากที่ถูกฝังอยู่ภายในสุสาน ล้วนแต่มีขนาดเท่าของจริงทุกประการ รวมทั้งรายละเอียดต่าง ๆ ของหุ่นทหารดินเผาและการจัดทัพ ซึ่งเป็นการจัดตำแหน่งตามกระบวนทัพโดยแบ่งออกเป็น 11 แถว ประกอบไปด้วย

  • แม่ทัพฝ่ายบู๊
  • แม่ทัพฝ่ายบุ๋น
  • พลหอก
  • พลดาบ (ซึ่งอาวุธในมือส่วนใหญ่คืออาวุธจริง)
  • สารถีประจำรถม้า
  • ม้าศึก

หุ่นทหารดินเผาภายในสุสานมีขนาดรูปร่างที่แตกต่างกัน มีความสูงประมาณ 1.8 เมตร ลักษณะหน้าตา กริยาท่าทาง เครื่องแต่งกายไม่เหมือนกันแม้แต่ตัวเดียว รัฐบาลจีนที่รับผิดชอบในการขุดค้นสุสานประวัติศาสตร์นี้ เชื่อกันว่าหลุมกองทัพดินเผาของจิ๋นซีฮ่องเต้ มีด้วยกันทั้งหมด 8 หลุม แต่ในปัจจุบันมีการขุดค้นเพียงแค่ 3 หลุมเท่านั้น เพราะรัฐบาลจีนยังไม่ต้องการทำการขุดค้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเกรงว่าสีของหุ่นทหารดินเผาที่ขุดพบนั้นจะหายไป ในอดีตเริ่มแรกของการขุดพบกองทัพทหารดินเผาจากสุสานใต้ดินนั้น หุ่นทหารเหล่านี้มีแก้มเป็นสีชมพู สวมเครื่องแต่งกายที่มีสีสันสดใสที่ทาสีเอาไว้อย่างสวยงาม โดยส่วนใหญ่จะสวมเสื้อสีชมพู กางเกงสีเขียวและฟ้า แต่ทว่าเมื่อหุ่นทหารดินเผาถูกอากาศและแสงแดด เกิดปฏิกิริยาทางเคมีทำให้สีของหุ่นทหารดินเผาลอกหายไป เปลี่ยนเป็นสีดำอย่างน่าเสียดายจากการตรวจสอบขนาดของมหาสุสานนี้ในปัจจุบัน พบว่า สุสานตั้งอยู่บนเนินดินที่เคยสูงประมาณ 115 เมตร มีขนาดคล้ายสี่เหลี่ยมจัตุรัสเมื่อแรกสร้าง คือ จากทิศเหนือไปใต้ยาวประมาณ 350 เมตร จากทิศตะวันออกไปตะวันตกยาวประมาณ 345 เมตร ตัวสุสานเป็นหลุมขนาดใหญ่ มีความลึกกว่า 30 เมตร นักโบราณคดีประเมินคร่าว ๆ ว่าขนาดของพระราชวังใต้ดินถูกสร้างขึ้นในระดับที่ลึกที่สุดของหลุม มีขนาด 120 x 160 เมตร หรือเทียบเท่าขนาดของสนามบาสเกตบอลสารปรอทจำนวน มากผิดปกติ คือ สูงกว่าระดับปกติถึงกว่า 100 เท่า จึงไม่ผิดกับที่ ซือหม่า เสี่ยน ได้บันทึกในปูมประวัติศาสตร์มากว่า 2,000 ปีที่แล้วว่า "...ภายในมีสารปรอทไหลเวียนดุจแม่น้ำและทะเล..." 40 สนามรวมกัน และจากการตรวจสอบด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย ยืนยันได้ว่า ภายในสุสานมี

สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ ตั้งอยู่ในเขตเมืองหลินถง ห่างจากเมืองซีอานไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 35 กม.[6] มีทำเลที่ตั้งอยู่อิงบริเวณเขาหลีซาน บริเวณด้านหน้าของสุสานหันไปทางแม่น้ำเว่ยเหอ โดยเฉพาะทางทิศใต้ของเขาหลีซานอุดมไปด้วยสินแร่ทองคำ ส่วนทางทิศเหนือก็อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่หยก ดังนั้นจิ๋นซีฮ่องเต้จึงทรงเลือกชัยภูมิที่มีฮวงจุ้ยอัน ดีเลิศนี้ เพื่อเป็นสุสานสำหรับฝังพระบรมศพของพระองค์ สุสานกองทัพทหารดินเผานั้นอยู่ห่างจากสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ราว 1.5 กม.ทั้งหมดถูกฝังอยู่ภายใต้ผืนแผ่นดินจีน พร้อมกับพระบรมศพของจิ๋นซีฮ่องเต้

สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ที่คงหลงเหลืออยู่บนดินนั้น ตามข้อสันนิษฐานของนักโบราณคดี มีความน่าเชื่อถือได้ว่าแต่เดิมมีรูปพรรณสันฐานเป็นพื้นที่หมวกสี่เหลี่ยม หัวกลับ มีความสูงถึง 115 เมตร ตั้งอยู่บนฐานกว้างราว 345 เมตร คูณ 350 เมตร จากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกและทิศเหนือมายังทิศใต้ บริเวณสุสานมีการก่อสร้างเป็นกำแพงล้อม 2 ชั้น คือกำแพงชั้นนอกและกำแพงชั้นใน กำแพงชั้นในมีความยาวจากเหนือจรดใต้ถึง 1,355 เมตร และจากทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตกความยาว 580 เมตร มีประตูสุสานอยู่ทางด้านทิศเหนือ ส่วนบริเวณกำแพงชั้นนอกมีความยาวจากเหนือจรดใต้ 2,165 เมตร ทางด้านตะวันออกจรดตะวันตก มีความยาว 940 เมตร มีประตูทางออกพร้อมหอคอยรักษาการณ์ทั้งสี่มุม ในระหว่างกำแพงชั้นนอกกับกำแพงชั้นในมีซากปรักหักพังหลงเหลือแสดงถึงร่องรอย ที่ตั้งศาลาพิธีการและจวนที่พำนักของเจ้าพนักงานเฝ้าสุสาน[7]จาก การตรวจสอบประวัติของมหาสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ บันทึกทางประวัติศาสตร์ ระบุว่าสุสานแห่งนี้ได้จำลองเอาลักษณะของประเทศจีน ทั้งหมด ย่อส่วนลงจากจีนแผ่นดินใหญ่ให้กลายเป็นแผ่นดินจีนขนาดจิ๋ว ภายใต้พื้นดินที่มีความสูงถึง 47 เมตร ลักษณะของสุสานเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าครอบคลุมอาณาเขตพื้นที่กว่า 56 ตร.กม. แต่ละส่วนแบ่งออกเป็นห้องต่าง ๆ บริเวณกลางสุสานเชื่อกันว่าคือสถานที่สำหรับฝังพระบรมศพของจิ๋นซีฮ่องเต้ และตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ได้บันทึกเอาไว้ว่า เพดานของสุสานนั้นมีการประดับด้วยเพชรพลอยจำนวนมากเป็นรูปท้องฟ้าในยามค่ำคืน และมีการสูบเอาปรอทมาจำลองเป็นลำธารในแม่น้ำใหญ่หรือแม่น้ำหวางเหอสภาพของสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ที่ถูกขุดค้นพบตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันยังคงเก็บรักษาไว้ดังเดิม ในรูปและลักษณะของสุสานมูลดินทรงพีระมิด มีความสูงประมาณ 70 กว่าเมตร ก่อสร้างบนฐานกว้างยาวประมาณ 8 เมตร พื้นที่บริเวณโดยรอบของสุสานถูกล้อมรั้วห้ามเข้าเนื่องจากเป็นเขตต้องห้าม ที่นักโบราณคดีทำการขุดค้น จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ของจีน บริเวณพื้นที่แห่งนี้เมื่อระยะเวลาเมื่อ 3,000 ปีมาแล้ว จิ๋นซีฮ่องเต้ ได้เคยเสด็จมาเลือกพื้นที่สำหรับก่อสร้างสุสานด้วยพระองค์เอง ตรงบริเวณเชิงเขาหลีซาน ซึ่งมีภูมิประเทศสวยงาม อุดมไปด้วยสินแร่ ทั้งแหล่งผลิตทองคำทางตอนใต้ และแหล่งผลิตหยกทางตอนเหนือซึ่งอยู่ติดริมแม่น้ำเว่ยเหอสุสานของจักรพรรดิ จีนโบราณ มักจะขุดลึกลงไปใต้ดินที่เป็นเนินเขาทำเป็นอุโมงค์ทางเดินไปสู่ห้องเก็บพระ บรมศพ พร้อมกับสมบัติ ข้าวของเครื่องใช้ส่วนพระองค์นานาชนิด เพื่อไว้สำหรับใช้สอยหลังจากพระองค์สิ้นพระชนมชีพไปแล้ว ส่วนด้านบนพื้นดินเหนืออุโมงค์สุสาน มีธรรมเนียมสร้างถนนแห่งวิญญาณจากทิศใต้มุ่งสู่ประตูอุโมงค์สุสานทางทิศ เหนือ โดยวางรูปสลักเทวดา คน สัตว์ต่าง ๆ สองข้างทางจนถึงปากอุโมงค์ซึ่งจะจัดตั้งหลักศิลาขนาดใหญ่ไว้ให้เป็นที่ สังเกตตามบันทึกประวัติศาสตร์ของซื่อหม่า เสี่ยน ในสมัยราชวงศ์ฮั่น (135-145 ปีก่อนคริสตกาล) ระบุว่า จิ๋นซีฮ่องเต้ทรงเริ่มก่อสร้างสุสานทันทีที่เสด็จขึ้นครองราชย์ มีทาส และชาวนาประชาชนจำนวนกว่า 700,000 คนถูกส่งมาใช้แรงงานก่อสร้างสุสาน โดยขุดผิวดินให้ลงไปจากชั้นดินดานถึง 3 ชั้น เพื่อก่อสร้างเป็นพระราชวังใต้ดิน ที่ตั้งพระศพห่อหุ้มด้วยทองแดงเป็นการจำลองแผ่นดินจีนทั้งหมดย่อส่วนเอาไว้ภายในใต้ดิน ช่างฝีมือได้ซ่อนค่ายกลป้องกันพวกลักขโมย เมื่อเข้าใกล้บริเวณสุสานเกาทัณฑ์ก็ จะพุ่งเข้าใส่ทันทีจากการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์พบว่า บริเวณพื้นดินส่วนกลางของสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ มีรังสีจากสารปรอทปริมาณมากที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ สารปรอทนั้นแผ่กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ 1,200 ตร.ม. ซึ่งสอดคล้องกับบันทึกของซื่อหม่า เสี่ยน ตอนหนึ่งที่ว่า ปรอทใช้บรรจุไว้แทนทะเลและแม่น้ำ เป็นเหตุให้ทางรัฐบาลจีนต้องปิดประกาศเป็นเขตหวงห้าม ยกเว้นสุสานบริวาร 400 แห่งโดยรอบบริเวณกว่า 50 ตร.ม. ซึ่งได้รับอนุญาตให้มีการสำรวจขุดค้น ตลอดเวลา 1 ปีเต็ม ๆ ทำให้นักโบราณคดีพบหลักฐานต่าง ๆ อีกมากมายจนสามารถเขียนแผนผังสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ได้อย่างค่อนข้างสมบูรณ์ ซึ่งก็ปรากฏที่ตั้งพระบรมศพจิ๋นซีฮ่องเต้เป็นเพียงจุดเล็ก ๆ จุดหนึ่งของสุสานโบราณวัตถุที่ขุดภายในสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ทั้งที่เป็นหุ่น ทหารดินเผา สรรพาวุธ รถม้าและม้าศึกที่ใช้ในการสงคราม ทั้งสิ้นกว่า 7,400 ชิ้น[2] ในหลุมสุสาน 25,000 กว่าตารางเมตร บางหลุมกองทัพทหารดินเผา มีรถเทียมม้า บางหลุมมีตุ๊กตานกและสัตว์ต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนถึงอุปนิสัยของจิ๋นซีฮ่องเต้ที่ทรงโปรดการเสด็จประพาสป่า ล่าสัตว์ กองทัพทหารดินเผาและเหล่าม้าศึกที่เฝ้าคอยติดตามถวายอารักขาพระองค์หลังสิ้น พระชนม์ เป็นการบ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของจิ๋นซีฮ่องเต้ เมื่อวิญญาณโปอยู่ในร่างของพระองค์ขณะทรงมีพระชนมชีพ หรือเมื่อสิ้นพระชนมชีพ วิญญาณฮั่นก็จะนำเสด็จขึ้นสู่สรวงสวรรค์

ตุ๊กตาทหารดินเผาทุกตัวจะมีตราประทับอักษรบนตัวมากกว่า 80 ชื่อ ทำให้นักโบราณคดีจีนมั่นใจว่าผู้ที่สร้างหุ่นทหารดินเผาทั้งหมด เป็นบรรดาช่างปั้นหม้อ ในสังคมสมัยฉิน ถือว่าพวกนี้เป็นพวกชั้นต่ำ บางพวกเคยทำงานรับใช้ในราชสำนัก ช่างปั้นดินเผาในสมัยจีนโบราณที่สืบทอดวิชาความรู้จากครูหรือบรรพบุรุษ มีเอกลักษณ์งานปั้นเฉพาะตัว รับคำสั่งเกณฑ์พลจากทุกแห่งเพื่อสร้างกองทัพทหารดินเผา

ผู้ที่จัดวางตำแหน่งของกองทัพทหารดินเผาภายในสุสาน ได้วางตำแหน่งอย่างเป็นระเบียบ ทหารดินเผาทุกตัวอยู่ในท่าเตรียมพร้อม ประกอบไปด้วยทหารดาบ ทหารเกาทัณฑ์ ทหารหอก และรถม้าศึก โดยเลือกชัยภูมิจัดผังออกแบบค่ายเป็นรูปสี่เหลี่ยมล้อมรอบด้วยกำแพงดินพูน สูงขึ้น และมีคูอยู่นอกกำแพงเมือง ถนนตัดอยู่ภายในเป็นทางเดินกองทหาร ตัดจากทิศเหนือไปถึงทิศใต้และตะวันออกไปตะวันตก มีด่านกันไฟเป็นระยะ ๆ ตรงกลางค่ายเป็นที่ตั้งกองบัญชาการ ล้อมด้วยเหล่าเสนาบดี ที่ปรึกษา หน่วยทหารที่เป็นหน่วยกล้าตายและองค์รักษ์ ทำหน้าที่คุ้มกันจิ๋นซีฮ่องเต้ การจัดวางกองทัพทหารดินเผาเป็นการยืนยันถึงภาพที่ชัดเจนของตำราพิชัยสงครามซุนวู[8]ในยุคสมัยของจิ๋นซีฮ่องเต้สุสานแห่งนี้เคยถูกเผาทำลายหลายครั้ง โดยมีหลายข้อสันนิษฐาน เช่น การปะทุของก๊าซมีเทนใต้ ผิวดิน หรืออาจถูกเผาจากหลังจากพิธีฝังพระบรมศพทหารดินเผาที่ขุดพบได้นั้นมีลักษณะ ใบหน้าที่มองดูแล้วกลมเกือบคล้ายกัน บางหน้าเป็นรูปไข่ บางหน้าเป็นรูปเหลี่ยม ซึ่งแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับเทคนิคของช่างแต่ละคน มีการแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน เช่นแผนกช่างนวดดิน ช่างปั้น ช่างทำพิมพ์ สำหรับอวัยวะต่าง ๆ เช่น มือ แขน ขา ศีรษะ เป็นหน้าที่ของช่างขึ้นรูป ที่ทำการปั้นขึ้นรูปศีรษะเป็นรูป ๆ ทำให้ใบหน้าแต่ละหน้าจึงไม่ซ้ำกัน ซึ่งอาจจะเป็นการจำลองจากบุคลิกของทหารจริงในเวลานั้นส่วนมากใบหน้าของกอง ทัพทหารดินเผามีสัณฐานสี่เหลี่ยม ริมฝีปากหนา ไว้หนวดเคราทรงผมนานาชนิด แล้วเอาส่วนต่าง ๆ มาประกอบเข้ากัน นำไปเผาไฟแล้วส่งต่อไปให้ช่างสีซึ่งใช้ฝุ่นสีฉูดฉาดเช่น สีแดง เขียว ฟ้า น้ำตาล เหลือง ดำ ม่วง น้ำเงิน ขาว มาระบายลงบนตัวทหารดินเผา แยกสีตามเหล่าทหารแต่ละกอง สำหรับการปั้นม้าจะแยกชิ้นส่วนต่าง ๆ ตามลักษณะของม้า ก่อนนำมาประกอบเข้าเป็นลำตัวที่กลวง ส่วนอื่นจะทึบตันหมด แล้วจึงเข้าเตาเผาไฟที่มีความร้อนสูงระหว่าง 950 ถึง 1,050 องศา เทคนิคงานปั้นดินเผาของจีนเริ่มมานานกว่า 2,000 ปี จนถึงปัจจุบันวิธีเก่าแก่นี้ก็ยังคงใช้อยู่ทั่วโลก[9]กองทัพทหารดินเผาทุกตัวเคยถืออาวุธจริงแต่ได้โดนยึดไปโดยพวกกบฏเป็นจำนวนมาก คงหลงเหลือกว่า 10,000 ชิ้น อาวุธส่วนมากสร้างขึ้นจากโลหะผสมทองแดงและดีบุก รวมทั้งนิกเกิลและสังกะสี ฝีมือประณีตโดยเฉพาะหัวลูกธนูจะผสมตะกั่วเท่ากับเป็นการอาบยาพิษอย่างแรง แต่ทั้งหมดได้รับการปลดออกมาเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางทหาร และเทคโนโลยี[10]จาก การขุดค้นพบกองทัพทหารดินเผาและม้าศึกจำนวนกว่า 6,000 ตัว คาดว่าเมื่อรวมกับจำนวนของทหารดินเผาที่ยังไม่ได้ขุดค้น อาจมีประติมากรรมอันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกมากถึง 8,000 ตัว กองทัพทหารดินเผาที่ขุดค้นพบทั้ง 3 หลุมนี้ ในแต่ละหลุมจะแยกจากกันอย่างมีแบบแผน มีการฝังลึกลงไปจากผิวดินในระยะทางประมาณ 5 เมตร มีแนวกำแพงดินพูนสูงราว 3 เมตร แยกจากกันเป็นช่วง ๆ ค้ำยันด้วยท่อนซุง โดยรายละเอียดต่าง ๆ ของกองทัพทหารดินเผา มีดังนี้หลุมหมายเลข 1หลุมหมายเลข 1 ที่รัฐบาลจีนทำการขุดค้นมีขนาดกว้างใหญ่ที่สุดในบรรดาหลุมทั้ง 3 หรือราว 230 เมตร จากเหนือไปใต้และกว้าง 62 เมตร จากตะวันออกไปตะวันตก เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เนื้อที่ 14,260 ตร.ม. มีขนาดความกว้างประมาณ 197 ฟุต (62 เมตร) ยาว 689 ฟุต (230 เมตร) และลึก 14.8 - 21.3 ฟุต (5 เมตร) ประกอบไปด้วยกองทัพทหารติดอาวุธครบมือจำนวนมากกว่า 6,000 ตัว รถศึกพร้อมม้าเทียมรถศึกอีกรวม 40 คัน แบ่งออกเป็น 4 เหล่า คือกองระวังหน้า ปีกซ้าย ปีกขวา และกองระวังหลัง ซึ่งจัดกองทัพทหารดินเผาออกเป็น 38 แถว กองทัพทหารดินเผาทุกนายภายในสุสานมีอาวุธประจำกายได้แก่ ดาบ เกาทัณฑ์ และ หอก อยู่ในที่ตั้งตามตำแหน่งอย่างชัดเจนไม่สับสนรถม้าและรถศึก กองทัพทหารดินเผาและม้าศึกที่ได้ขุดพบนั้นมีขนาดใหญ่และเล็กเหมือนกับของ จริงทุกประการ หุ่นดินเผาทุกตัวมีโครงหน้า สีหน้าและทรงผมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่เหมือนกันแม้แต่ตัวเดียว มีขนาดความสูงราว 5 ฟุต 8 นิ้ว จนถึง 6 ฟุต 5 นิ้ว ยืนตระหง่านเรียงรายอยู่เป็นหมวดหมู่ ภายในหลุมที่ 1 ซึ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้านักโบราณคดีของจีนตั้งข้อสังเกตถึงรูปแบบการจัด เรียงของกองทัพทหารดินเผาที่ขุดพบในหลุมที่ 1 มีรูปแบบและแนวการจัดทัพตามบันทึกในตำราพิชัยสงครามซุนวู มีกองทัพทหารดินเผามากกว่า 6,000 ตัวหลุมหมายเลข 2หลุมหมายเลข 2 เป็นรูปตัว L ได้ขุดพบในปี พ.ศ. 2519 อยู่ห่างจากหลุมที่ 1 ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 20 เมตร ในอาณาเขตพื้นที่ประมาณ 6,000 ตร.ม. แบ่งออกเป็นพื้นที่ขนาด 4 ส่วน ความกว้างจากเหนือไปใต้ราว 98 เมตร มีความยาวจากตะวันออกไปตะวันตกราว 124 ภายในหลุมมีกองทัพทหารดินเผาจำนวน 4,000 ตัว รถม้าไม้ 89 คัน แบ่งออกเป็น 4 แถว ประกอบไปด้วยเหล่าขุนพลทหารม้า ขุนทหารประจำรถม้าศึก ซึ่งมีรูปร่างสูงใหญ่ สวมหมวกหนัง รองเท้าบูต มือข้างหนึ่งถือ ธนู ม้าศึกมีลักษณะแข็งแรงปราดเปรียว ทุกตัวถูกจัดตามลำดับแถว หลุมรูปปั้นกองทัพทหารดินเผาหลุมที่ 2 รัฐบาลจีนทำการขุดค้นหาพบหุ่นทหารดินเผาจำนวนกว่า 1,000 ตัว ม้าศึก 500 ตัวและรถม้าที่ทำจากไม้ 89 คัน เปิดให้สาธารณชนได้เข้าชมและศึกษาเกี่ยวกับโบราณวัตถุทางประวัติศาสตร์ในปี พ.ศ. 2538หลุม หมายเลข 3หลุมหมายเลข 3 เป็นรูปตัว U อยู่ห่างจากหลุมที่ 1 ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือราว 25 เมตร หรือ 120 เมตร รัฐบาลจีนขุดค้นพบในปี พ.ศ. 2519 ทางทิศตะวันออกของหลุมที่ 2 มีขนาดพื้นที่ประมาณ 520 ตร.ม. เป็นหลุมที่เล็กที่สุด แต่มีความสำคัญที่สุดยิ่งกว่า หลุมหมายเลข 1 และ 2 เนื่องจากเป็นกองบัญชาการสูงสุด โดยกองทัพทหารดินเผาทุกตัวมีอาวุธครบมือ เข้าแถวรักษาการณ์แบบเผชิญหน้ากันทางทิศเหนือกับทิศใต้ข้างละ 2 แถว เพื่อเป็นการคุ้มกันเหล่าแม่ทัพภายในกระโจมบัญชาการ นอกจากนี้ยังพบเขากวางและกระดูกสัตว์ ซึ่งใช้เป็นเครื่องรางของขลังซึ่งเข้าใจว่าเป็นเครื่องที่ใช้ในการประกอบพิธีบูชายัญในพิธีศพอีกด้วย ซึ่งหลุมที่ 3 นี้เปิดให้สาธารณชนได้เข้าชมในปี พ.ศ. 2532

นอกจากการขุดพบกองทัพทหารดินเผาจำนวนมากแล้ว รัฐบาลจีนยังขุดพบโลงไม้ ยาว 7 เมตร กว้าง 2.3 เมตร ฝังอยู่ใต้พื้นดิน ห่างจากสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ไปทางทิศตะวันตกราว 20 เมตร และเมื่อนำขึ้นมาเปิดฝาโลงออกก็พบกับขบวนรถม้าสำริดจำลองของจิ๋นซีฮ่องเต้ ฝีมือประณีตสวยงาม ใช้เทคนิคงานโลหะผสม สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นรถม้าประจำพระองค์ในภพหน้า ปัจจุบันรถม้าสำริดที่ถูกขุดค้นพบ จัดแสดงไว้ในอาคารอีกหลังหนึ่งในบริเวณพิพิธภัณฑ์ กองทัพทหหารดินเผาประกอบด้วยรถม้าส่วนพระองค์ รถเทียมม้าบุกนำทาง มีองค์รักษ์ทำหน้าที่พลขับ

รถม้าบุกนำทาง มีความยาว 1.26 เมตร กว้าง 70 เซนติเมตร กั้นร่มคลุมแทนหลังคา ติดอาวุธพร้อม มีอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ขนาดเล็กรวมทั้งหมดราว 3,064 ชิ้น ส่วนรถม้าส่วนพระองค์จำลองของจิ๋นซีฮ่องเต้ มีความยาว 3.17 เมตร กว้าง 1.06 เมตร รูปทรงสี่เหลี่ยม คลุมด้วยหลังคารูปไข่ ชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ประกอบเป็นตัวรถม้าส่วนพระองค์จำลองรวม 3,462 ชิ้น ประดับด้วยทองคำและเงินจำนวนมากกว่า 1,000 ชิ้น นอกจากนี้ ยังมีเส้นทองแดงขดเป็นโซ่ขนาดเล็ก ขนาดเพียง 0.05 เซนติเมตร อยู่ภายในรถม้าทั้งสองคันเทียมด้วยม้าสำริดคันละ 4 ตัว แต่งเครื่องทรงเต็มยศ องครักษ์ สูง 51 เซนติเมตร แต่งเครื่องแบบเต็มยศเช่นกัน นับเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดอีกชิ้นหนึ่งที่ได้เคยค้นพบใน ประเทศจีน เป็นการลบภาพความเชื่อเดิม ๆ ที่ว่า ยุคทองของเครื่องสำริดได้หมดไปตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง ซึ่งเหล็กได้เข้ามามีบทบาทแทนที่จนถึงสมัยราชวงศ์ฉินและราชวงศ์ฮั่น ที่ช่างสำริดได้สูญหายไปหมดแล้ว จากรูปสำริดเหล่านี้ นักโบราณคดีจีนสามารถจินตนาการขบวนรถม้าส่วนพระองค์ของจริงที่จิ๋นซีฮ่องเต้ ทรงใช้ประทับแรมระหว่างเสด็จประพาสตามหัวเมืองต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดายมรดกโลกทางวัฒนธรรมกองทัพทหารดินเผาภายในสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ ได้รับคัดเลือกให้เป็น มรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี พ.ศ. 2530 ด้วยเหตุผลและเกณฑ์การตัดสินพิจารณา ดังต่อไปนี้

  • เป็นตัวแทนซึ่งแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันฉลาด (หลักเกณฑ์มรดกโลกทางวัฒนธรรม ข้อ i)
  • เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว (ข้อ iii)
  • เป็น ตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนาทาง ด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ (ข้อ iv)
  • มีความคิดหรือความเชื่อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ หรือมีความโดดเด่นยิ่งในประวัติศาสตร์ (ข้อ vi)

โมเดลแสดงพื้นที่อาณาบริเวณของสุสาน www.oknation.net/blog/print.php?id=282129

ภาพจาก: www.amulet1.com/index.php?method=allarticle...

ตอน ที่ชาวนาคนหนึ่งขุดดินในเมืองซีอาน เมื่อปี ค.ศ. 1974 นั้น คงไม่ได้คิดมาก่อนเลยว่าจะได้พบสิ่งที่ถูกเรียกขานกันว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ อันดับ 8 ของโลก

 สิ่งที่หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์จีนนานกว่า 2,000 ปี “สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้” จักรพรรดิผู้เกริกไกรที่สุดของแดนมังกร จน ถึงปัจจุบันนี้ เป็นเวลา 34 ปีมาแล้ว ที่ “ส่วนหนึ่ง”

ของสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ ผู้รวบรวมจีนเป็นแผ่นดินเดียวถูกเปิดเผยออกมาสู่ สายตาชาวโลก และแม้จะเป็นเพียงส่วนเดียว แต่ก็สร้างความตื่นตาตื่นใจอย่างเหลือประมาณ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หุ่นทหารดินเผา 8,000 ตัว ที่แต่ละตัวมีหน้าตาไม่เหมือนกันเลย แต่ การสันนิษฐานนั้นจะจริงหรือไม่ ยังคงเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่

จะได้พิสูจน์ เพราะทางการจีนยังไม่อนุญาตให้ขุดค้นเนินดินใหญ่ ที่คิดว่าเป็นสถานที่สำคัญที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์นี้ เนื่องจากเกรงว่า

หากเปิดที่ฝังพระศพจอมจักรพรรดิออกมาแล้ว ความลับที่ยืนยาวมานานกว่า 2 สหัสวรรษ อาจจะเกิดความเสียหายได้ เพราะยังไม่มีเทคโนโลยีใดที่จะรับประกันว่า

เมื่อโบราณวัตถุที่เก็บอยู่ในสุสานต้องออกมา พบกับอากาศในยุคปัจจุบันแล้วจะไม่เสื่อมสลายไป   แต่การไม่อนุญาตให้ขุดค้น ก็ไม่ได้ หมายความว่าจะไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่า

ภายในสุสานจิ๋นซีมีอะไรอยู่ เมื่อ ปีที่แล้วนี้เอง ที่มีการใช้เทคโนโลยีการสำรวจระยะไกล “ส่อง” เข้าไปในเนินดินขนาดใหญ่ใกล้กับบริเวณที่พบหุ่นทหารดินเผาอันเลื่องชื่อ

แล้วก็ได้พบความน่าอัศจรรย์ใจยิ่งกว่าสิ่งที่ถูกค้นพบมาก่อนแล้วเสียอีก นัก โบราณคดีจีนได้เห็นภาพว่า ลึกลงไปใต้พื้นดินราว 21 เมตร มีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่อยู่ ในนั้น

เป็นอาคารสูงตั้ง 30 เมตร รูปทรงคล้ายพีระมิดหัวตัด กว้าง 125 เมตร ยาว 145 เมตร ด้านข้างแต่ละด้านมีลักษณะคล้ายบันได และลึกลงไปจากตัวอาคารนี้

ถึงจะเป็นสุสานของจริง ที่มีขนาดกว้าง 50 เมตร ยาว 80 เมตร สูง 15 เมตร ระหว่าง อาคารใหญ่ ซึ่งถูกเรียกว่า ปราสาทของจักรพรรดิไปถึงตัวสุสาน

มีทางลาดเชื่อมถึงกัน และเมื่อตรวจสอบด้วยเทคโนโลยีสมัย ใหม่ ก็เห็น “รางๆ” ว่า บริเวณทางเดินนี้ เต็มไปด้วยรถม้า และม้าที่สร้างด้วยบรอนซ์ ขนาดใหญ่ประมาณครึ่งหนึ่งของขนาดจริง

แต่ ถึงกระนั้น ก็ยังไม่มีการค้นพบตัว สุสานที่แท้จริง หรือพระศพของจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่นี้ ซึ่งจากข้อมูลเท่าที่มี นักวิชาการก็สันนิษฐานกันว่า สถานที่เก็บพระศพก็น่าจะอยู่ไม่ไกลจากพื้นที่สุสานที่เปิดออกมาแล้วนั่นเอง

ปริศนา ลึกลับของสุสานและพระศพขององค์จักรพรรดิจิ๋นซี สร้างความพิศวงสงสัยจนผู้คนทั่วโลกต้องจับตามอง จนกระทั่งถูกหยิบยกเอาไปเป็นเค้าโครงของภาพยนตร์

ระดับฮอลลีวูด เรื่อง THE MUMMY : TOMB OF THE DRAGON EMPEROR ซึ่งในภาคที่แล้วเป็นเรื่องของมัมมี่อียิปต์ แต่คราวนี้ทีมงานหันมาสร้างถึงมัมมี่จีนบ้าง

โดยเป็นเรื่องของจักรพรรดิในยุค 50 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งต้องคำสาปทำให้พระองค์และไพร่พล กลายเป็นกองทัพหุ่นกระเบื้องเคลือบไปตลอดกาล จนมีผู้มาพบสุสานลับ และปลุก พระองค์พร้อมทหารหาญให้ฟื้นคืนชีพ...

เรื่อง แบบนี้คิดๆไปก็อาจไม่ต่างจากเรื่องจริง เพราะใครเลยจะปฏิเสธได้ว่า บรรดานักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายจะไม่แอบคิดหาวิธี ตระเตรียมไว้ปลุกองค์จิ๋นซีให้ฟื้นตื่นจากนิทรารมย์ขึ้นมาบ้าง...

ทีมงาน ต่วย'ตูน

ที่มาจากหนังสือพิมพ์

รวบรวมโดยเฉินซิ่งเชง

จบตอนอักษร -ฉ-

28 พค.52

-ช- มิ่งมงคล ร้อยรัดคติจีน 7 ราชวงศ์ชิง

-ช- มิ่งมงคลร้อยรัดคติจีน 7

นานาสาระร้อยรัดคติจีน 7

ตามด้วยอักษร-ช-

ชิง (ราชวงศ์ชิง)

ตำนานแห่งวิถีแบบหญิงจีนที่ยิ่งใหญ่และสะท้านสะเทือนโลก

พระนางซูสีไทเฮา แห่งราชวงศ์ชิง

 

พระนางซูสีไทเฮา แห่งราชวงศ์ชิง

เป็นภาพจาก: dek-d.com/board/view.php?id=873091

ราชวงศ์ ชิง (ค.ศ.1644-1911) เป็นราชวงศ์สุดท้ายก่อนสถาปนาเป็นระบบสาธารณรัฐ เป็นราชวงศ์ของเผ่าแม นจู เป็นชนต่างชาติที่เข้ามาปกครองจีน เป็น สมัยที่มีการตรวจตราข้อบังคับของสังคม เช่น ให้ชายจีนไว้ผมหางเปียและใส่เสื้อแบบแมนจู ในราชสำนักมีขุนนางตำแหน่งสำคัญกำเนิดขึ้นด้วย คือ "ขันที"
ราชวงศ์ชิง หรือบางครั้งเรียกว่า ราชวงศ์แมนจู ปกครองแผ่นดินจีนต่อจากราชวงศ์หมิง และถือเป็นราชวงศ์สุดท้ายของประเทศจีนราชวงศ์ชิงไม่ได้ก่อตั้ง
โดย ชาวฮั่นซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่ของประเทศจีน แต่เป็นชาวแมนจูซึ่งอาศัยอยู่ในเขตแมนจูเรีย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐประชาชนจีนในปัจจุบัน ใน สมัยนั้น ชาวแมนจูเพียงเป็นกลุ่มชนเร่ร่อนทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ซึ่งยังไม่มีคนรู้จักมากนั้น ในช่วงที่ราชวงศ์หมิงเกิดจลาจลและการเมืองไร้เสถียรภาพ ชาว แมนจูถือโอกาสรวบรวมกำลังพล โดยผู้นำตระกูลอ้ายซินเจวี๋ยโหล และเข้าบุกยึดกรุงปักกิ่งซึ่งเป็นราชธานีของราชวงศ์หมิง ได้ใน พ.ศ. 2187 และสถาปนาอาณาจักรต้าชิง ราชวงศ์ ชิงครองแผ่นดินจีนจนถึงปี พ.ศ. 2454 เกิดการปฏิวัติซินไฮ่ ซึ่งเป็นการปฏิวัติเป็นสาธารณรัฐโดยซุน ยัตเซ็น ราชวงศ์ชิงถูกยึดอำนาจในปีนั้น และใน พ.ศ. 2455 จักรพรรดิองค์สุดท้ายถูกบังคับให้สละราชสมบัติ ถือเป็นจุดอวสานของราชวงศ์ชิง และการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของจีน

พระนางซูสีไทเฮาแห่งราชวงศ์ชิง ภาพวาด ของ จักรพรรดิซุ่นจื้อ

ประวัติศาสตร์จีน

... ซูสีไทเฮา ราชินีหลังม่าน

ราชวงศ์ชิง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

จักรวรรดิต้าชิง
大清帝國
ต้าชิงตี้กว๋อ
จักรวรรดิ
แผนที่แสดงที่ตั้ง ของราชวงศ์ชิง

เขตแดนต้าชิงในปี พ.ศ. 2435

ราชวงศ์ชิง (พ.ศ. 2187 - 2455)(ภาษาแมนจู: daicing gurun; ภาษาจีน:清朝 ; พินอิน: qīng cháo ชิงเฉา ; ) หรือบางครั้งเรียกว่า ราชวงศ์แมนจู ปกครองแผ่นดินจีนต่อจากราชวงศ์หมิง และถือเป็นราชวงศ์สุดท้ายของประเทศจีน

ราชวงศ์ชิงไม่ได้ก่อตั้งโดยชาวฮั่นซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่ของประเทศจีน แต่เป็นชาวแมนจูซึ่งอาศัยอยู่ในเขตแมนจูเรีย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของ สาธารณรัฐประชาชนจีนในปัจจุบัน ในสมัยนั้น ชาวแมนจูเพียงเป็นกลุ่มชนเร่ร่อนทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ซึ่งยังไม่มีคนรู้จักมากนั้น ในช่วงที่ราชวงศ์หมิงเกิดจลาจลและการเมืองไร้เสถียรภาพ ชาวแมนจูถือโอกาสรวบรวมกำลังพล โดยผู้นำตระกูลอ้ายซินเจียหลอ และเข้าบุกยึดกรุงปักกิ่งซึ่งเป็นราชธานีของราชวงศ์หมิง ได้ใน พ.ศ. 2187 และสถาปนาอาณาจักรต้าชิง (ภาษาจีน: 大清帝國, พินอิน: dàqīngdìguó) ราชวงศ์ชิงครองแผ่นดินจีนจนถึงปี พ.ศ. 2454 เกิดการปฏิวัติซินไฮ่ ซึ่งเป็นการปฏิวัติเป็นสาธารณรัฐโดยซุน ยัตเซ็น ราชวงศ์ชิงถูกยึดอำนาจในปีนั้น และใน พ.ศ. 2455 ปูยี จักรพรรดิองค์สุดท้ายถูกบังคับให้สละราชสมบัติ ถือเป็นจุดอวสานของราชวงศ์ชิง และการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของจีน

ราชวงศ์ชิง

ก่อตั้งรัฐแมนจู

รัฐแมนจูสถาปนาโดย นูรฮาชี ในต้นพุทธศตวรรษที่ 22 โดยเริ่มแรก นูรฮาชีเป็นขุนนางของราชวงศ์หมิง ครองที่ดินทางตะวันออกเฉียงเหนือ หรือมณฑลแมนจูเรียในปัจจุบัน นูรฮาชีตั้งตนเป็น จักรพรรดิไท่จู่ และตั้งรัฐแมนจูขึ้นใน พ.ศ. 2152 พระองค์เร่งสร้างเศรษฐกิจ แรงงาน และเทคโนโลยีของรัฐ โดยการจับชาวจีนที่อาศัยในแมนจูเรียมาเป็นทาส พ.ศ. 2168 จักรพรรดิไท่จู่ สถาปนาเมืองเสิ่นหยาง (沈阳/瀋陽 Shěnyáng) แต่ในปีต่อมา พระองค์ทรงได้รับบาดเจ็บจากการรบกับแม่ทัพหมิง และสวรรคตในปีเดียวกัน ความสำเร็จที่สำคัญสิ่งหนึ่งของพระองค์คือการตั้งระบบกองธง ซึ่งเป็นระบบในการแบ่งสายการปกครองออกเป็นส่วนๆ มีประโยชน์ทั้งทางด้านการปกครองและการทหาร โดยแรกเริ่มนั้นมี 8 กองธง

ผู้สืบบัลลังก์จากจักรพรรดิไท่จู่ คือ หวงไท่จี๋ หรือจักรพรรดิไท่จง พระองค์ได้ทรงตั้งกองธงแรกที่เป็นชาวฮั่นขึ้น และได้มีการนำระบบธรรมเนียมการปกครองแบบราชวงศ์หมิงมา ปรับใช้บางส่วน แต่ก็ยังให้สิทธิพิเศษกับหน่วยปกครองของแมนจูเองโดยระบบโควต้า เมื่อลิงตันข่าน มหาข่านองค์สุดท้ายของมองโกลสิ้นพระชนม์ลงระหว่างเดินทางไปทิเบตในพ.ศ. 2177 บุตรของเขานาม เอเจยข่าน ได้สวามิภักดิ์ต่อกองทัพแมนจูและมอบตราประจำพระองค์ ของอดีตจักรพรรดิหยวนให้จักรพรรดิไท่จง ใน พ.ศ. 2179 จักรพรรดิไท่จงเปลี่ยนชื่อรัฐแมนจูเป็น อาณาจักรต้าชิง (แปลว่า บริสุทธิ์) โดยหมายที่จะขยายอาณาเขตไปนอกแมนจูเรีย พระองค์ทรงชนะมองโกเลียใน เกาหลี และครอบครองพื้นที่ลุ่มแม่น้ำอาร์มู หรือมณฑลเฮหลงเจียงในปัจจุบัน

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด กระหน่ำสู่ราชวงศ์ชิงช่วงปลายอย่างเหมือนไม่รู้จบสิ้น ในภายหลังเมื่อถึงค.ศ. 1856 ก็ได้เกิดสงครามฝิ่นครั้งที่ 2 ขึ้น โดยกินระยะเวลา 4 ปี โดยมีมูลเหตุมาจากหลังช่วงเกิดเหตุกบฏไท่ผิงเทียนกั๋ว อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐฯ รัสเซียก็คิดจะตักตวงผลประโยชน์จากจีนมากขึ้น
ซูสีไทเฮา - นานาชาติรุมทึ้ง

โดยอังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐฯ รัสเซียยื่นข้อเสนอในการเพิ่มการเปิดท่าเรือต่างๆ พร้อมตั้งสถานทูตในกรุงปักกิ่ง แต่ไม่ได้รับการตอบรับจากราชสำนัก ประจวบกับเจ้าหน้าที่จีนได้จับกุมลูกเรือในเรือแอร์โรว์ในข้อหาโจรลัดและ ลักลอบขนของเถื่อน ทางอังกฤษจึงใช้เป็นข้ออ้างในการประท้วงต่อผู้ว่าเมืองกว่างโจว เมื่อผู้ว่าเมืองกวางตุ้งยอมคืนคนให้ แต่ไม่ยอมขอขมา ทำให้กองทหารของอังกฤษเริ่มนำทหารเข้ายึดป้อมต่างๆ และในช่วงนั้นมีมิชชันนารีฝรั่งเศสคนหนึ่งถูกชาวจีนสังหาร รัฐบาลของ นโปเลียนที่ 3 ส่งกองกำลังมาเข้าร่วมกับกองทหารของอังกฤษ จากนั้นบุกยึดกว่างโจว แล้วจับกุมผู้บัญชาการทหารกว่างโจวเอาไว้ จากนั้นกองกำลังผสมอังกฤษฝรั่งเศสก็บุกขึ้นเหนือ ยึดป้อมปืนใหญ่ต้ากู บุกประชิดเทียนจิน เมื่อนั้นฮ่องเต้เสียนเฟิงจึงมีรับสั่งให้มหาบัณฑิตกุ้ยเหลียง (桂良) กับเจ้ากรมปกครองฮวาซาน่ามาลงนามในสนธิสัญญาเทียนจิน โดยมีเนื้อหาให้เปิดท่าเรือหนิวจวง เติงโจว ไต้หวัน ตั้นสุ่ย เฉาโจว จิงโจว ฮั่นโข่ว จิ่วเจียง เจียงหนิง เจิ้นเจียงเป็นท่าเรือพาณิชย์ , ให้เรือพาณิชย์ต่างชาติสามารถล่องเข้าไปค้าขายตามท่าของแม่น้ำแยงซีเกียง ให้ชาวต่างชาติสามารถเข้าไปท่องเที่ยวทำการค้า ให้ชาวต่างชาติสามารถเข้าไปเผยแพร่ศาสนาได้อย่างอิสระ ให้กงสุลฝรั่งเศสเป็นผู้พิพากษาในคดีที่มีชาวฝรั่งเศสเป็นคู่ความ ชดใช้เงินให้อังกฤษ 4 ล้านตำลึง และฝรั่งเศส 2 ล้านตำลึง และยอมรับให้การค้าฝิ่นนั้นถูกกฎหมาย

นอกจากนั้นในระหว่างที่อังกฤษบุกยึดป้อมต้ากู รัสเซียที่นำโดยข้าหลวงใหญ่ประจำไซบีเรียตะวันออก นามเคาต์มูราเวียฟบุกยึดดินแดนในแถบฝั่งซ้ายและทางเหนือของแม่น้ำเฮยหลง เจียง จากนั้นใช้กำลังข่มขู่ให้ทำสนธิสัญญาไอกุน ทำให้รัสเซียมีสิทธิ์ในดินแดนแม่น้ำอัสซูรีไปทางตะวันออกจนถึงทะเลญี่ปุ่น ด้วย

จากนั้นเมื่อถึงปีค.ศ. 1859 ได้เกิดความขัดแย้งเรื่องการแก้ไขสนธิสัญญา จนกระทั่งปีค.ศ.1860 รัชกาลฮ่องเต้เสียนเฟิงปีที่ 10 กองทัพพันธมิตรอังกฤษ-ฝรั่งเศสกว่า 10,000 คนได้ขึ้นฝั่งที่เป่ยถัง ยึดถังกู ป้อมปืนใหญ่ต้ากู ในขณะที่กำลังจะยึดครองเทียนจินได้อีกครั้ง ทางการชิงก็ได้ส่งมหาบัณฑิตกุ้ยเหลียงกับพวกเพื่อไปเจรจา ทว่าถูกฝ่ายรุกรานยื่นข้อเสนอที่สูงมาก ทำให้การเจรจาไม่ประสบความสำเร็จเมื่อกองทัพอังกฤษ-ฝรั่งเศสบุกมาถึงทงโจว ทหารชิงได้เข้ารับศึกที่สะพานปาหลี่ ทำการต่อสู้อย่างดุดเดือดเป็นเวลา 3-4 ชั่วโมง

สุดท้ายกองทัพต้าชิงก็พ่ายแพ้ จนกองทัพอังกฤษฝรั่งเศสบุกเข้าถึงปักกิ่ง เหล่าขุนนางจึงทูลขอให้ฮ่องเต้เสียนเฟิงเสด็จลี้ภัยออกไปยังเร่อเหอ กองทัพพันธมิตรได้มุ่งตรงไปยังพระราชอุทยานหยวนหมิงหยวน อันเป็นพระราชวังสำหรับแปรพระราชฐาน สร้างขึ้นด้วยศิลปะและการออกแบบผสมผสานระหว่างตะวันตก กับตะวันออก เก็บมรดกล้ำค่าทางวัฒนธรรมเอาไว้มากมาย ตั้งอยู่ทางตะวันตกนอกเมืองปักกิ่ง และกระทำการปล้นชิงเอาเงินทองทรัพย์สมบัติไปเป็นการใหญ่ จากนั้นจุดไฟเผาทำลายจนไหม้ลามกินเนื้อที่กว่า 10 ตารางไมล์เป็นเวลา 2 วันจนท้องฟ้าเหนือกรุงปักกิ่งมืดครึ้มไปด้วยควันเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน

พระราชอุทยานหยวนหมิงหยวนนั้น เดิมเป็นเพื้นที่อุทยานที่ฮ่องเต้คังซีเคยพระราชทานให้กับฮ่องเต้ยงเจิ้ง ในสมัยที่ยังเป็นองค์ชายสี่ และการที่ทรงพระราชทานพระนามหยวนหมิง มีความหมายถึง “จิตวิญญาณแห่งวิญญูชน” และ “การใช้คนอย่างมีสติปัญญา” ภายหลังเมื่อฮ่องเต้ยงเจิ้งครองราชย์ จึงได้ทำการบูรณะขยายให้กว้างขวางขึ้น จนสำเร็จลุล่วงในรัชกาลของฮ่องเต้เฉียนหลง และมีอายุคงอยู่มากว่า 150 ปีจนกระทั่งถูกเผาทำลายใต้เงื้อมมือของทัพพันธมิตรอังกฤษ-ฝรั่งเศส

ในขณะที่ฮ่องเต้เสียนเฟิงเสด็จลี้ภัย ได้มอบหมายให้กงชินหวัง อี้ซิน (恭亲王 弈訢) และฉุนชินหวัง อี้เซวียน(醇亲王 弈譞) เป็นตัวแทนพระองค์ นำคณะไปเจรจาสงบศึก จนกระทั่งได้ลงนามในสัญญาอันไม่ยุติธรรมอีกฉบับหนึ่ง ที่เรียกว่า “สนธิสัญญาปักกิ่ง” โดยระบุจะต้องชดใช้ค่าปฏิกรรมสงครามให้กับอังกฤษและฝรั่งเศสประเทศละ 8 ล้านตำลึง ยกเกาลูนให้อังกฤษ เปิดเทียนจินเป็นท่าเรือพาณิชย์ ให้มิชชันนารีเข้ามาซื้อที่ดินและสร้างโบสถ์ได้ อนุญาตให้ชาวต่างชาติจ้างคนจีนไปทำงานในต่างประเทศได้

หลังลงนามในสนธิสัญญากับอังกฤษและฝรั่งเศสแล้ว จึงได้ทูลเชิญให้ฮ่องเต้เสียนเฟิงเสด็จกลับเมืองหลวง ทว่าฮ่องเต้เสียนเฟิงก็ยังไม่ยอมเสด็จกลับ กระทั่งเดือนส.ค. ปีค.ศ. 1861 ฮ่องเต้เสียนเฟิงได้เสด็จสวรรคตอย่างกะทันหัน ด้วยพระชนมายุเพียง 31 ชันษา ในยามนั้นฮองเฮาฉืออัน (慈安) ไม่มีพระโอรส มีเพียงแต่ฮองเฮาตะวันตกฉือซี (慈禧)หรือที่คนไทยเรียกว่า “ซูสี” ที่มีโอรสพระนามว่าไจ่ฉุน (载淳) ที่ขณะนั้นอายุเพียง 5 ชันษา และได้ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้องค์ต่อมา โดยมีบรมราชโองการของฮ่องเต้เสียนเฟิง ที่ระบุให้มีการตั้งผู้ช่วยสำเร็จราชการทั้ง 8 คนขึ้น

ส่วน ฮองเฮาทั้ง 2 หลังไจ่ฉุนขึ้นครองราชย์ เป็นฮ่องเต้ชิงมู่จง (清穆宗) หรือฮ่องเต้ถงจื้อ (同治)เมื่อเรียกตามปีรัชกาลที่เปลี่ยนแปลงในภายหลัง โดยในช่วงเวลาที่กำลังส่งเสด็จพระศพของฮ่องเต้เสียนเฟิงกลับสู่ปักกิ่ง ซูสี ซึ่งขณะนั้นได้ขึ้นเป็นไท่โฮ่ว (太后) หรือไทเฮา ตามศักดิ์อันเป็นพระมารดาแห่งฮ่องเต้ ก็ได้ร่วมมือกับกงชินหวัง ทำการรัฐประหาร ยึดอำนาจคืนจากผู้สำเร็จราชการทั้ง 8 โดยระบุว่าเป็นผู้ที่ร่างพระราชโองการปลอมในการแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จ ราชการ

หลังจากนั้นเป็นต้นมา พระนางซูสีไทเฮา กับพระนางฉืออันก็ได้ร่วมปกครองบ้านเมือง โดยจะประทับฟังราชกิจอยู่เบื้องหลังฮ่องเต้ โดยมีผ้าม่านกั้นกลางเอาไว้ หรือที่หลายคนเรียกว่ากุมการปกครองหลังผ้าม่าน กระทั่งในภายหลัง เมื่อซูสีไทเฮาสามารถกุมอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ และสามารถควบคุมการปกครองได้อย่างเบ็ดเสร็จ จึงถูกเรียกว่าเป็นการกุมการปกครองหลังม่านเหล็ก

พระ นางซูสีไทเฮา สตรีผู้ยึดครองอำนาจราชสำนักชิงอย่างเบ็ดเสร็จเป็นเวลา 47 ปีจนกระทั่งสิ้นพระชนม์ไปเองโดยไม่มีใครสามารถโค่นล้มลงได้ผู้นี้นั้น เดิมนางเป็นบุตรีของนายทหารแมนจูชั้นผู้น้อย เกิดในตระกูลเยี่ยเฮ่อนาลา หรือเยโฮนาลา (叶赫那拉) ในปีค.ศ. 1835 และถวายตัวเข้าวังในเดือนพ.ค. ปีค.ศ. 1852 ด้วยอายุเพียง 16 ปี หลังจากนั้นเมื่อได้ให้กำเนิดพระโอรสและได้รับการแต่งตั้งเป็นสนมในปีค.ศ. 1856 เมื่อฮ่องเต้เสียนเฟิงสวรรคต พระนางได้สั่งประหารผู้สำเร็จราชการทั้ง 8 จนกุมอำนาจในราชสำนักด้วยพระชนม์เพียง 26 ปี

ขบวนการเลียนแบบตะวันตก (洋务运动)

หลัง จากลงนามในสนธิสัญญาปักกิ่ง ได้ทำให้ราชสำนักจีนเริ่มตระหนักว่า บรรดาคนเถื่อนที่จีนเคยมองนั้น กลับกลายเป็นประเทศที่มีแสนยานุภาพทางกองทัพก้าวหน้ากว่าจีนเป็นอันมาก จึงทำให้เกิดความคิดที่ว่า การที่จะสร้างให้ชาติจีนเข้มแข็งขึ้น จำเป็นจะต้องสร้างแสนยานุภาพตามอย่างตะวันตกเท่านั้น

อันที่จริงแนวความคิดดังกล่าว มีมาตั้งแต่สมัยวีรบุรุษปราบฝิ่นนามหลินเจ๋อสี่ว์ ที่ได้เคยชี้ว่า สิ่งที่ต้องเรียนรู้จากคนเถื่อนก็คือเรือที่เข้มแข็งกับปืนที่ทันสมัยและมี ประสิทธิภาพ เพียงแต่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ จนกระทั่งได้ถูกนำเสนอขึ้นมาอีกครั้งจนเกิดเป็นขบวนการเลียนแบบตะวันตกขึ้น ในช่วงปีค.ศ.1860-ค.ศ.1890 โดยมีกงชินหวัง อี้ซินเป็นแกนกลางในเมือง และในส่วนภูมิภาคได้แก่เจิงกั๋วฟาน(曾国藩) และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเขาอาทิหลี่หงจาง (李鸿章) ศิษย์ของเจิงกั๋วฟาน และลูกน้องของเจิงกั๋วฟานอย่าง จั่วจงถัง (左宗棠) และบัณฑิตจางจือต้ง (张之洞)

ขบวน การเลียนอย่างตะวันตกมีแนวคิดสำคัญโดย มีการจัดตั้งสำนักงานราชการที่ใช้ติดต่อกับต่างประเทศโดยเฉพาะ เรียกว่า “จ๋งหลี่หยาเหมิน” (总理衙门) มีการปรับปรุงกองกำลังทหาร จัดซื้ออาวุธปืน จักตั้งหน่วยงานที่ฝึกใช้ปืน ตั้งกอทัพเรือเป่ยหยาง และกองทัพเรือฝูเจี้ยน (ฮกเกี้ยน) มีการตั้งโรงงานยุโธปกรณ์ที่เทียนจิน, เซี่ยงไฮ้ และนานกิง ในด้านการศึกษามีการตั้งโรงเรียนสอนภาษาต่างประเทศอย่าง ถงเหวินก่วน (同文馆)เพื่อเป็นโรงเรียนสอนภาษาและความรู้ต่างประเทศ ให้มาเป็นบุคลากรในการแปล ส่งนักเรียนไปศึกษาต่อต่างประเทศ และมีการเริ่มต้นทำอุตสาหกรรมเหมืองแร่ การต่อเรือพาณิชย์

ในช่วงต่อมาหลังจากที่ญี่ปุ่นได้เริ่มพัฒนาประเทศตนเองจนเข้มแข็งขึ้น จึงได้อาศัยข้ออ้างที่ชาวเกาะริวกิวเรือแตกแล้วพลัดไปขึ้นเกาะไต้หวัน แต่ถูกคนป่าในไต้หวันขณะนั้นฆ่าตาย จนในปีค.ศ.1872 ญี่ปุ่นได้บุกยึดริวกิว จากนั้นก็บุกต่อไปยังไต้หวัน สุดท้ายเหมือนญี่ปุ่นประกาศว่าเกาะริวกิวเป็นของตนทั้งหมดโดยที่ทางการแมนจู ไม่ทำอะไร จึงได้สงบลงชั่วคราว

ต่อ มาเมื่อจีนตระหนักถึงความสำคัญของเรือรบ จึงได้มีความพยายามจัดตั้งกองทัพเรือทันสมัยขึ้น โดยจัดให้มีกองทัพเป่ยหยาง หรือกองกำลังเหนือ (北洋海军) กับกองทัพหนันหยาง หรือกองกำลังใต้ (南洋海军)กองทัพเรือกวางตุ้ง (广东海军) กองทัพเรือฮกเกี้ยน (福建海军) ซึ่งในขณะเริ่มจัดตั้งนั้นยังมีงบประมาณส่งถึงอยู่ดี แต่ในภายหลัง เนื่องจากพระนางซูสีไทเฮามักเบิกเงินมาใช้เพื่อบำรุงบำเรอส่วนพระองค์ โดยเบิกในนามของ “ทุนสร้างกองทัพเรือ” ทำให้เงินงบประมาณไปไม่ถึง ซูสีไทเฮาได้นำเงินไปสร้างพระราชวังฤดูร้อน ขึ้นแทนจากที่พระราชวังหยวนหมิงหยวนถูกเผาทำลายไป ยังไม่รวมถึงเงินที่นำไปใช้ในงานวันเกิดของพระนางที่มากถึง 2 ล้านตำลึง โดยงบประมาณที่ซูสีไทเฮานำไปใช้ส่วนตัวนั้นเท่ากับมีมากถึง 26 ล้านตำลึง

ผลของการกระทำดังกล่าวได้ประจักษ์ชัดในสงครามระหว่างจีน กับญี่ปุ่นที่ปะทะขึ้นอีกคราในกรณีข้อพิพาทเกี่ยวกับเกาหลี กองทัพเรือเป่ยหยางของจีน ปะทะกับกองทัพเรือของญี่ปุ่นที่มีจำนวนเรือเท่าๆกัน แต่เรือของจีนกลับถูกจมลงทั้งหมด อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าความพยายามปฏิรูปกองทัพเรือทว่าถูกเบียดบังงบ ประมาณไปนั้น ได้ทำให้กองทัพเรือของจีนขาดความพร้อม และอ่อนแอมากเพียงใด

ในช่วงเวลา 100 วันของการปฏิรูป คังโหย่วเหวยและพรรคพวกได้เสนอแนวความคิดในการปฏิรูปกฎหมายต่างๆ ทำให้กวงซี่ว์ได้ยกเลิกกฎหมายเก่า และประกาศใช้กฎหมายใหม่กว่า 100 ฉบับ ทว่าการปฏิรูปกฎหมายใหม่เหล่านี้ก็ถูกขัดขวางจากกลุ่มอำนาจเก่าอย่างรุนแรง โดยกฎหมายที่ประกาศใหม่นั้น ในช่วงครึ่งเดือนแรกของเดือนม.ย. จะเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐกิจ การทหาร การศึกษา ในขณะที่ครึ่งเดือนหลังของเดือนม.ย.จะเป็นกฎหมายก็จะเป็นกฎหมายที่ขยายไปถึง เรื่องการปกครอง โดยหลักๆเน้นที่การปลดข้าราชการ ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานที่ซ้ำซ้อน อนุญาตให้ขุนนางใหญ่น้อยและประชาชนถวายฎีกา ทว่ากฎหมายใหม่เหล่านี้ นอกจากผู้ตรวจการมณฑลหูหนันที่นำไปปฏิบัติอย่างจริงจังแล้ว ที่เหลือส่วนใหญ่มักจะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ส่วนหน่วยงานใหม่ๆที่มีการจัดตั้งขึ้นก็ถูกควบคุมด้วยอำนาจของฝ่ายอนุรักษ์ ทำให้กฎหมายใหม่เหล่านี้แทบไม่ได้มีผลในการปฏิบัติจริงนัก

แต่ แล้วความพยายามในการปฏิรูปกฎหมายนี้ ได้สร้างความไม่พอพระทัยให้กับพระนางซูสีไทเฮาอย่างยิ่ง เนื่องจากทรงรู้สึกว่าอำนาจของตนกำลังถูกสั่นคลอน ทำให้เริ่มต้นต่อต้านกลุ่มปฏิรูปที่นำโดยฮ่องเต้กวงซี่ว์ การต่อต้านจากซูสีไทเฮา ได้ทำให้กลุ่มปฏิรูปที่ไม่มีกำลังทหารในมือบังเกิดความตื่นตระหนก จึงได้หันไปขอความร่วมมือจากหยวนซื่อข่าย(袁世凯) ที่ดูแลกำลังทหารบก เพื่อมาต่อกรกับอำนาจของไทเฮา ทว่าเมื่อถึงวันที่ 1 ส.ค. กวงซี่ว์มีรับสั่งลับให้หยวนซื่อข่ายนำกำลังกำจัดซูสีไทเฮา ทว่าหยวน ข่ายกลับเป็นพวกนกสองหัว ทรยศต่อกลุ่มปฏิรูป ช่วยเหลือซูสีไทเฮาในการทำรัฐประหาร และจับกุมตัวกวงซี่ว์ไปกักบริเวณไว้ที่อิ๋งไถ ยกเลิกกฎหมายที่ประกาศทั้งหมด ยกเว้นกฎหมายการตั้งมหาวิทยาลัยปักกิ่ง สั่งให้จับกุมตัวแทน 6 คนของกลุ่มปฏิรูป หรือที่ในประวัติศาสตร์ขนานนามว่า “6 วิญญูชนแห่งเหตุการณ์อู้ซีว์” ไปประหารประจานในตลาดกลางกรุงปักกิ่ง

ภายหลังความปราชัยครั้งนี้ จีนจึงต้องขอเจรจาสงบศึก โดยส่งหลี่หงจางเดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อลงนามในสนธิสัญญาชิโมโนเซกิ ที่จีนต้องรับรองการปกครองตนเองของเกาหลี หรืออีกนัยหนึ่งก็คือยอมรับการปกครองของญี่ปุ่นเหนือเกาหลี อีกทั้งตกยกคาบสมุทรเหลียวตง ไต้หวัน หมู่เกาะเผิงหู (เพสคาดอเรส) ให้กับญี่ปุ่น อีกทั้งชดใช้ค่าปฏิกรรมสงครามเป็นเงิน 230 ล้านตำลึง เปิดเมืองท่าซาซื่อ ,ฉงชิ่ง,ซูโจว และหังโจวเป็นเมืองท่าพาณิชย์ อีกทั้งเมืองท่าของจีนยังจะต้องอนุญาตให้ญี่ปุ่นเข้ามาดำเนินการค้าขาย ประกอบอุตสาหกรรม หัตกรรมตามท่าเรือได้

ราชวงศ์ชิงตอนจบ / ธารประวัติศาสตร์
โดย ยุทธชัย อนันตศักรานนท์ 31 กรกฎาคม 2551 18:12 น.

ในสมัยพระเจ้าหมิงซือจง (明思宗) แห่งราชวงศ์หมิง เกิดเหตุการณ์สำคัญหลายครั้ง ได้แก่ การผนวกที่ดิน การเก็บภาษีเบ็ดเตล็ด ความไม่พอใจของทหาร และภัยแล้งครั้งใหญ่ ทั้งหมดทำให้ประชาชนและทหารไม่พอใจราชวงศ์หมิงอย่างมาก และรวมตัวเป็นกลุ่มย่อยก่อจลาจลในหลายพื้นที่ กินเวลาหลายปี ในที่สุดก็รวมตัวกันก่อจลาจลครั้งใหญ่ ซึ่งนำโดย หลี่จื้อเฉิง (李自成: Lǐ Zìchéng) เข้ายึดครองกรุงปักกิ่ง ราชธานีของราชวงศ์หมิง ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2187 จนพระเจ้าหมิงซือจงต้องผูกพระศอปลงพระชนม์ตัวเองที่ต้นไม้บนเนินเขาที่มองเห็นพระราชวังต้องห้ามได้ชัด ถือเป็นจุดอวสานของราชวงศ์หมิง

หลังจากที่ยึดครองกรุงปักกิ่งแล้ว หลี่จื้อเฉิงได้นำกำลังพล 60,000 นาย บุกเผชิญหน้ากับอู๋ซานกุ้ย (吳三桂: Wú Sānguì) นายพลหมิงที่คุมกองกำลังกว่า 100,000 นาย ที่ประจำอยู่ในป้อมซานไฮ่กวาน (山海关/山海關: Shānhǎi Guān) ป้อมซานไฮ่กวานเป็นประตูของกำแพงเมืองจีนผ่านไปสู่ตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงปักกิ่ง ป้อมซานไฮ่กวานถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่คอยกั้นพวกแมนจูอยู่ที่อ่าวไม่ ให้เข้ามาสู่แผ่นดินจีนทางใต้ได้ นายพลอู๋จนมุมศัตรูทั้ง 2 ทาง ทั้งกลุ่มกบฎและ กองทัพแมนจู จึงตัดสินใจที่จะสวามิภักดิ์ต่อองค์ชายทอร์กุน ผู้สำเร็จราชการแทนจักรพรรดิซุ่นจื่อ ผู้ซึ่งเป็นพระโอรสของจักรพรรดิไท่จงที่สวรรคตไปหนึ่งปีก่อนหน้านั้น ในขณะนั้นจักรพรรดิซุ่นจื่อมีพระชนมายุเพียง 6 พรรษา

วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2187 ทั้งกองทัพของนายพลอู๋และกองทัพแมนจูเข้าล้อมกลุ่มกบฏไว้ กลุ่มกบฏมีกำลังไม่เพียงพอจะรักษาเมืองไว้ได้ จึงต้องตีฝ่าวงล้อมออกไปตั้งมั่นที่อื่น ฝ่ายกองทัพนายพลอู๋ก็ปล่อย ให้กลุ่มกบฏตีฝ่าไปได้เพราะอ่อนแรงหลังจากต้องต่อสู้กับกองทัพแมนจูก่อนจะ สวามิภักดิ์ กองทัพแมนจูได้เข้ายึดกรุงปักกิ่งได้ในวันที่ 6 มิถุนายน ในปีเดียวกัน อย่างไรก็ดี กองทัพแมนจูยังต้องใช้เวลาอีกกว่า 17 ปี เพื่อปรามปราบกลุ่มผู้ภักดีต่อราชวงศ์หมิง ผู้แสร้งทำภักดีต่อชิง และกลุ่มกบฏทั้งหลาย ผู้แสร้งภักดีต่อชิงคนสุดท้ายคือ องค์ชายกุย (桂王) ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ของราชวงศ์หมิง และหลบหนีอยู่ในพม่า นายพลอู๋ได้เดินทางไปนำตัวขึ้นมาและประหารชีวิตที่มณฑลยูนนานใน พ.ศ. 2205

สิ่งที่เราน่าจะรู้จักกันดีคือ ผมเปียของ ชาวแมนจู จักรพรรดิชิงทรงออกกฎบังคับให้ชาวฮั่นทุกคนต้องไว้ผมเปียและสวมเสื้อผ้า อย่างชาวแมนจู เพื่อเป็นการแสดงความเคารพและภักดีต่อราชวงศ์ชิง ชายชาวฮั่นทุกคนต้องโกนผมครึ่งศีรษะและหนวดเครา และผูกผมด้านท้ายเป็นหางเปียยาว กฎนี้ขัดแย้งกับประเพณีปฏิบัติเดิมของชาวฮั่นที่ห้ามตัดผม ชาวจีนทั่วประเทศต้องปฏิบัติตามโดยไม่มีทางเลือก มิฉะนั้นจะถูกตัดหัว กว่า 258 ปีที่ราชวงศ์ชิงครองประเทศ ชาวจีนได้ก่อกบฏขึ้นหลายครั้งเนื่องจากกฎดังกล่าว

[แก้] การปกครองสมัยต้นราชวงศ์ชิง

พุทธศตวรรษที่ 23 ในต้นราชวงศ์ชิง ซึ่งเป็นยุคที่ทางราชวงศ์ต้องผจญกับขบวนการกู้หมิงต้านชิง ของชาวฮั่นทั้งหลายที่โกรธแค้นที่ชนต่างเชื้อสายมาเป็นใหญ่ประเทศจีน ดังนั้นในสมัยของ จักรพรรดิคังซี, จักรพรรดิหย่งเจิ้น และจักรพรรดิเฉียนหลง จึงต้องใช้ทั้งนโยบายประนีประนอมเพื่อให้อยู่กับชาวฮั่นได้อย่างเป็นสุข และนโยบายแข็งกร้าวเพื่อ ควบคุมชาวฮั่นไว้ไม่ให้คิดต่อต้าน ซึ่งนโยบายเหล่านี้กลายเป็นแนวปฏิบัติของจักรพรรดิองค์ต่อๆ มา เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับอำนาจรัฐ

 

-= พระราชวังฤดูร้อน =-

 

พระราชวังแห่งนี้วังกึ่งอุทยานที่สวยที่สุดในปักกิ่ง

แต่พระนางตั้งชื่อให้ใหม่ว่าอี้เหอหยวน แปลว่าอุทยานเพื่อพลานามัยอันผสมกลมกลืนกันได้ด้วยดี
เมื่อเดินเข้าไปในบริเวณสิ่งแรกที่กระทบสายตาคือทะเลสาบกว้างใหญ่

ดูเท่าไรก็ไม่อยากจะเชื่อว่าเกิดจากแรงงานคนขุดขึ้นมาแล้วเอาดินที่ขุดพูนขึ้นไปเป็นเนินเขา

ข้างทะเลสาบนั้นเอง ผู้สร้างคือฮ่องเต้เฉียนหลง ใช้ในการฝึกซ้อมทัพเรือ

 

 

ระเบียงยาวในพระราชวังฤดูร้อน

สิ่งก่อสร้างงามๆ มีมาดูกันทั้งวันก็ไม่ทั่วอย่างหนึ่งที่น่าติดใจคือระเบียงยาวรูปโค้งเลียบไปตามริมทะเลสาบ

เป็นระเบียงยาวที่สุดในโลกภายในและภายนอกระบายสีเป็นภาพวรรณกรรมจีนสวยสดงดงาม

แต่ละภาพเป็นภาพเล็กๆวาดไม่ซ้ำกันเลยมีจำนวนมากอยู่ในกรอบรูปครึ่งวงกลมแบบ

ให้รายละเอียดทิวทัศน์บ้านเมืองและผู้คนอย่างมีชีวิตชีวา ดูเท่าไรก็ไม่เบื่อ

 

ของประดับวังมีมากมาย แต่ในที่นีคือกิเลนนั่งเฝ้าปากทางเข้า

เห็นมันนั่งแล้วน่าเอ็นดูเหมือนสัตว์เลี้ยงคนจีนถือว่าเป็นสัตว์นำโชคกับวัวโลหะ

หมอบเฝ้ามองออกไปที่ทะเลสาบ

รูปทรงได้สัดส่วนราวกับของจริงตรงนั้นจะเห็นสะพานยาว๑๗ โค้ง

ทอดออกไปสู่เกาะน้องเจ้าวัวตัวนี้เชื่อกันว่า

สร้างขึ้นแล้วจะป้องกันน้ำในทะเลสาบไม่ให้เอ่อล้นท่วมขึ้นมาได้


 

อี้เหอหยวน - พระราชวังฤดูร้อน
เรือหินอ่อนแห่งพระราชวังฤดูร้อน
เรือหินอ่อน/strong> 

สิ่งก่อสร้างน่าทึ่งอีกอย่างคือเรือหินอ่อนน้ำ มองไกลๆเป็นเรือสองชั้นสง่างามดูโปร่งตาราวกับจะลอยน้ำได้จริง



ฃแต่ความจริงคือแท่งหินอ่อนหนักมหาศา?สร้างขึ้นตามพระประสงค์ของพระนาง ซูสีไทเฮา
มีประโยชน์ใช้สอยเพียงพระนางนั่งจิบน้ำชาดูทิวทัศน์อยู่บนเรือนี้เท่านั้น เอง

 

ตำหนักในพระราชวังฤดูร้อนมีหลายแห่ง ในจำนวนนี้ได้เห็นบ้าน


ที่พักของลิเลียนยิง  ขันทีผู้เป็น "มือขวา"


ของพระนางซูสีสร้างไว้หรูหราเหมือนตำหนักองค์ชายอะไรสักองค์
ด้านนอกมีภาพถ่ายขบวนเสด็จและมีตัวลิเลียนยิงอยู่ทางด้านขวาด้วย

 

ที่น่าสนใจคือตำหนักที่คุมขังฮ่องเต้ Quangxu ผู้พยายามปฏิรูปการปกครองให้พ้น
จากอำนาจของซูสีไทเฮาแต่ล้มเหลว


จึงถูกนำตัวมาคุมขังเอาที่นี่จนสิ้นพระชนม์เมื่ออายุเพียง ๓๘ เป็น


ตำหนักชั้นเดียวมีตำหนักซ้ายขวาสร้างหลอกเอาไว้เห็นแต่ด้านหน้ก
ความจริงไม่มีห้องด้านในมีแต่กำแพงอยู่ข้างหลัง เห็นแล้วก็หดหู่แทนฮ่องเต้

 


สิ่งก่อสร้างงามๆมีหลายแห่งไม่ว่าจะเป็นโรงงิ้วหรือวิหารบรอนซ์ ทั้งหลัง นอกจากนี้ยังแวดล้อมด้วยอุทยานหลายแห่ง
ในฤดูร้อนมีดอกไม้บานสะพรั่ง ในฤดูหนาวน้ำในทะเลสาบจะแข็ง

ดูขาวโพลนงามไปอีกแบบ น่าเพลิดเพลินเจริญใจอยู่มากสำหรับเจ้าของวัง ซูสีไทเฮาไต่ระดับตนเอง
ขึ้นมาจากสตรีสามัญ เป็นเพียงหนึ่งในจำนวนนับพันของหญิงสาวผู้ถูกส่งตัวเข้าวัง

เป็นนางสนม แต่ก็สามารถทำตนเองให้เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ จนขึ้นถึงตำแหน่งหนึ่งในสอง
ฮองเฮาของพระสวามี กำจัดคู่แข่งไปได้สำเร็จกุมอำนาจสูงสุดอยู่เบื้องหลังฮ่องเต้ถึง

องค์ตลอดเวลา ๔๘ ปีจนถึงวาระสุดท้าย เธอเป็นสตรีผู้มีอำนาจและมีชื่อเสียงที่สุด แต่ก็นำความเสื่อมโทรมและ
ความพินาศมาสู่ราชวงศ์ชิงและแผ่นดินจีนได้มากที่ สุดเช่นกัน

 

ภาพจาก: www.fm100cmu.com/.../content.php?id=370

 

จัตุรัสเทียนอันเหมิน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

จัตุรัสเทียนอันเหมินเห็นจากประตู

จัตุรัสเทียนอันเหมิน (ภาษาจีน: 天安门; พินอิน: Tiān'ānmén; แมนจู: Abkai elhe obure duka)

อยู่ในกรุงปักกิ่งประเทศจีนเรียก ว่าหลัง จัตุรัสเทียนอันเหมิน(ความหมายประตูของสันติภาพอย่างสวรรค์)

จัตุรัสเทียนอันเหมินมีความสำคัญในวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่เป็นสัญญลักขณ์เพราะ ว่าจัตุรัส

เทียนอันเหมินคือที่ตั้งของเหตุการณ์สำคัญมากมายในประวัติศาสตร์จีน จัตุรัสเทียนอันเหมินเป็นจัตุรัสที่มีขนาดใหญ่

ที่สุดในโลก จัตุรัสเทียนอันเหมิน (天安门广场) ตั้งอยู่ใจกลางกรุงปักกิ่ง

ความยาวตั้งแต่ทิศเหนือจรดทิศใต้ 880 เมตร ทิศตะวันออกจรดทิศตะวันตก 500 เมตร พื้นที่ทั้งสิ้น 440,000

ตารางเมตร สามารถจุประชากรได้ถึง 1,000,000 คน

ปัจจุบันจัตุรัสเทียนอันเหมินนับเป็น

จัตุรัสใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก

คำว่า ‘เทียน’ แปลว่า ฟ้า ‘อัน’ แปลว่า ผาสุก ‘เหมิน’ แปลว่า ประตู

จัตุรัสเทียนอันเหมินล้อมรอบด้วยสถาปัตยกรรมที่มีความสำคัญ

ได้แก่ หอประตูเทียนอันเหมินที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือสุดของจัตุรัส

ธงแดงดาว 5 ดวงผืนใหญ่โบกสะบัดอยู่เหนือเสาธงกลางจัตุรัส อนุสาวรีย์วีรชนใจกลางจัตุรัส

มหาศาลาประชาคมด้านทิศตะวันตกของจัตุรัส ตลอดจน พิพิธภัณฑ์การปฏิวัติแห่งชาติและ

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ชาติจีนทางฝั่งตะวันออก นอกจากนี้ทางด้านทิศใต้

ยังมี หอรำลึกท่านประธานเหมาและหอประตูเจิ้งหยางเหมิน (正阳门城楼) หรือเฉียนเหมิน

จัตุรัสเทียนอันเหมินในปักกิ่ง

จาก: th.tixik.com/image-44786.htm


มนต์เสน่ห์ปักกิ่ง..เมืองแห่งฮวงจุ้ย..เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์

รวบรวมโดยเฉินซิ่วเชง

จบตอนอักษร-ช-

- 1 มิถุนายน 52-

-ซ- มิ่งมงคล ร้อยรัดคติจีน 8 ซินเหนียน

นานาสาระมิ่งมงคลร้อยรัดคติจีน

 

ตามด้วยอักษร -ซ-

ซิน แปลว่าใหม่ ซินเหนียน : ในที่นี้หมายถึงปีใหม่ของจีน

ม่านสีปีใหม่รื่นเริงเถลิงศกของชาวจีนทั่วโลก

ตรุษจีนในภาษาจีน

 

 


ตรุษจีน หรือ เทศกาลฤดูใบไม้ผลิ (ตัวเต็ม: 春節, ตัวย่อ: 春节, พินอิน: Chūnjíe ชุนจีเหย๋) หรือ ขึ้นปีเพาะปลูกใหม่ (ตัวเต็ม: 農曆新年, ตัวย่อ: 农历新年, พินอิน: Nónglì Xīnnián หนงลี่ ซินเหนียน) และยังรู้จักกันในนาม วันขึ้นปีใหม่ทางจันทรคติ เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีของชาวจีนในจีนแผ่นดินใหญ่ และชาวจีนโพ้นทะเลทั่วโลก เทศกาลนี้เริ่มต้นในวันที่ 1 เดือน 1 ของปีตามจันทรคติ (正月 พินอิน: zhèng yuè เจิ้งยวี่เย่) และสิ้นสุดในวันที่ 15 ซึ่งจะเป็นเทศกาลประดับโคมไฟ (ตัวเต็ม: 元宵節, ตัวย่อ: 元宵节, พินอิน: yuán xiāo jié หยวนเซียวจีเหย๋)

คืนก่อนวันตรุษจีน ตามภาษาจีนกลางเรียกว่า 除夕 (พินอิน: Chúxì ฉูซี่) หมายถึงการผลัดเปลี่ยนยามค่ำคืน และคืนนี้จะเป็นวันสุดท้ายของปีนั่นเอง ซึ่งเป็นคืนที่ครึกครื้นที่สุด ใครที่ไปทำงานห่างจากบ้านเกิด ต่างก็พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะกลับมาฉลองวันปีใหม่ที่บ้าน ตอนกินอาหารมื้อค่ำ คืนก่อนขึ้นปีใหม่จีน ทุกคนในครอบครัวต่างนั่งกันพร้อมหน้าล้อมโต๊ะอาหาร ต่างชนแก้วอวยพรปีใหม่กัน ทานมื้อค่ำเรียบร้อยแล้ว บางคนก็ดูทีวี บางคนก็ฟังเพลง บางคนก็นั่งคุยกัน บางคนก็เล่นหยอกล้อกับเด็กๆ บ้านเต็มไปด้วยรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ

พอถึงเที่ยงคืน คนจีนทางเหนือก็จะเริ่มทำเกี๊ยว (เจี้ยวจึ) คนจีนทางใต้ ก็จะปั้นลูกอี๋ทำน้ำเชื่อม ทำไป ชิมไปทานไป ครึกครื้นอย่างยิ่ง เช้าวันรุ่งขึ้นแต่เช้า ทุกคนจะตื่นแต่เช้า เยี่ยมเพื่อนบ้าน เพื่อนฝูงอวยพรปีใหม่

ตำนานวันตรุษจีน

 

ภาพจาก: 122.155.7.238/~crfocus/article.php 


ตรุษจีน เป็นวันสำคัญของจีนที่มีมาแต่โบราณที่เรียกว่า "กว้อชุนเจี๋ย" หรือ "กว้อเหนียน" เล่า กันว่าในสมัยโบราณ ในป่าทึบแห่งหนึ่ง มีสัตว์ป่าที่ดุร้ายและน่ากลัวมากตัวหนึ่ง เรียกว่า "เหนียน" มันออกอาละวาดกินคนเป็นประจำ พระเจ้าจึงลงโทษมัน อนุญาตให้มันลงมาจากเขาได้เพียงหนึ่งครั้งใน 365 วัน

ดังนั้น เมื่อฤดูหนาวใกล้จะผ่านไป ฤดูใบไม้ผลิเวียนมาใกล้ เหนียน ก็จะออกมาทำร้ายผู้คน เพื่อป้องกันการมาของ เหนียน ทุก ๆ ครัวเรือนจึงต่างสะสมเสบียงอาหาร และกับข้าวจำนวนหนึ่งไว้ในบ้าน เมื่อ ถึงตอนค่ำของวันที่ 30 เดือน 12 ก็จะปิดประตูและหน้าต่างเอาไว้ ไม่หลับไม่นอนตลอดคืน เพื่อต่อสู้กับ เหนียน จนกระทั่งถึงรุ่งเช้าก็จะเป็นวันแรม 1 ค่ำ เดือน 1 เมื่อ เหนียน กลับไปแล้ว ทุก ๆ ครัวเรือนก็จะเปิดประตูออกมาแสดงความยินดีต่อกัน ที่โชคดีไม่ได้ถูก เหนียน ทำร้าย

ต่อมาพบว่า เหนียน มีจุดอ่อน มีอยู่ครั้งหนึ่ง เมื่อ เหนียน มาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังหวดแส้เล่นกัน เมื่อ เหนียน ได้ยินเสียงแส้ดังเปรี้ยงปร้างก็เลยตกใจเผ่นหนีไป เมื่อ เหนียน ไปถึงหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง เห็นมีชุดเสื้อผ้าสีแดงตากอยู่หน้าบ้านของครอบครัวหนึ่ง สีแดงฉูดฉาดนั้น ทำให้ เหนียน ตกใจและเผ่นหนีไปอีก เมื่อ เหนียน มาถึงหมู่บ้านแห่งที่สาม ปรากฏว่าไปพบเห็นกองเพลิงกองหนึ่งบนถนน แสงเพลิงที่เจิดจ้าทำให้ เหนียน ต้องเผ่นหนีไปอีก ตั้งแต่นั้นมา ผู้คนต่างรู้ว่า แม้ว่า เหนียน จะดุร้ายแต่มันก็กลัวสีแดง เสียงดัง และไฟ ทำให้ผู้คนสามารถคิดหาวิธีกำจัด เหนียน ได้โดยไม่ยากนัก

เมื่อวันส่งท้ายตรุษจีนเวียนมาอีกครั้งหนึ่ง ทุก ๆ ครัวเรือนจึงต่างนำกระดาษสีแดงมาติดไว้บนประตูหน้าบ้าน แขวนโคมไฟสีแดง พร้อมกับจุดประทัดและตีฆ้องรัวกลองอย่างต่อเนื่อง เมื่อ เหนียน มาถึงในตอนเย็น เห็นทุก ๆ ครัวเรือนมีแสงไฟสว่างไสว มีเสียงประทัดดังสนั่นจึงตกใจเผ่นหนีกลับเข้าป่าไป และไม่กล้าออกมาอาละวาดอีก ทุก ๆ คนจึงผ่านพ้นคืนแห่งอันตรายไปอย่างปลอดภัย เมื่อฟ้าสางแล้ว ผู้คนจึงออกมาจากบ้าน กล่าวคำอวยพรซึ่งกันและกันอย่างมีความสุข พร้อมกับการนำอาหารออกมารับประทานร่วมกันอย่างสนุกสนาน

ต่อมา วันดังกล่าวจึงกลายมาเป็นวันเฉลิมฉลองที่มีแต่ความสุขที่เรียกกันว่า "ตรุษจีน"

ประวัติวันตรุษจีน

 

 

www.lengnoeiyi.com/viewpage.php?page_id=25...

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

ตรุษจีน เป็นเทศกาลที่สำคัญที่สุดของจีน เพราะชาวจีนถือว่าวันตรุษจีนคือวันขึ้นปีใหม่ตามปฎิทินจีน เช่นเดียวกับสงกรานต์วันปีใหม่ไทย ดังนั้นชาวจีนจึงให้ความสำคัญกับเทศกาลนี้เป็นอย่างยิ่ง และมีการเฉลิมฉลองทั่วโลกโดยเฉพาะชุมชนขนาดใหญ่ของคนเชื้อสายจีน ซึ่งในแต่ละพื้นที่ก็จะมีพิธีเฉลิมฉลองแตกต่างกันไป

สำหรับที่มาของวันตรุษจีนนั้น เชื่อกันว่าประเพณีนี้มีมานานกว่าสี่พันปีแล้ว จัดขึ้นเพื่อฉลองเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ เดิมที่ไม่ได้เรียกว่าเทศกาลตรุษจีน แต่มีชื่อเรียกต่างกันตามยุคสมัย นั่นคือเมื่อ 2100 ปีก่อนคริสตศักราชจะเรียกว่า "ซุ่ย" ซึ่งมีความหมายถึงการโคจรครบหนึ่งรอบของดาวจูปิเตอร์ จนกระทั่งต่อมาในยุค 1000 กว่าปีก่อนคริสตศักราช เทศกาลตรุษจีนจะถูกเรียกว่าว่า "เหนียน" หมายถึงการเก็บเกี่ยวได้ผลอุดมสมบูรณ์นั่นเอง

นอกจากนี้วันตรุษจีนยังมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "วันชุงเจ๋" ซึ่งหมายถึงเทศกาลดูใบไม้ผลิ หรือขึ้นปีเพาะปลูกใหม่ เพราะช่วงก่อนตรุษจีนนั้นตรงกับฤดูหนาว ไม่สามารถทำการเกษตรได้ ดังนั้นเมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิที่มีอากาศเหมาะสมแก่การเพาะปลูก ชาวจีนจึงสามารถทำนา ทำสวน ได้อีกครั้งหลังจากผ่านพ้นฤดูหนาวมานั่นเอง

ส่วนการกำหนดวันตรุษจีนนั้น ตามประเพณีเทศกาลตรุษจีนจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 23 เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติของจีน ไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือนอ้ายตามปฏิทินจันทรคติของจีน และถือว่าคืนวันที่ 30 เดือน 12 เป็นวันส่งท้ายปีเก่า ส่วนวันที่ 1 เดือน 1 คือวันชิวอิก หมายถึงวันแรกของฤดูใบไม้ผลิ

การเตรียมงานเพื่อการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนนั้น จะเริ่มขึ้นตั้งแต่หนึ่งเดือนก่อนวันตรุษจีน (คล้ายกับวัน คริสต์มาสของประเทศตะวันตก) โดยผู้คนจะเริ่มซื้อข้าวของต่างๆ เพื่อประดับตกแต่งบ้านเรือน และเตรียมทำความสะอาดครั้งใหญ่ ตั้งแต่ชั้นบนลงชั้นล่าง เนื่องจากมีความเชื่อว่าจะเป็นการปัดกวาดสิ่งที่ไม่ดีออกไป ภายในบ้านทั้งประตู หน้าต่าง จะประดับประดาไปด้วยสีแดง และกระดาษสีแดงที่มีคำอวยพรให้อายุยืน ร่ำรวย อยู่ดีมีสุข ฯลฯ

จากนั้นครอบครัวจะร่วมรับประทานอาหารที่ล้วนแต่มีความหมายมงคลทั้งสิ้น เช่น กุ้งจะหมายถึงชีวิตที่รุ่งเรืองและความสุข เป๋าฮื้อแห้งหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ดี สลัดปลาสดจะนำมาซึ่งความโชคดี จี้ไช่ (ผมเทวดา) สาหร่าย จะนำความความร่ำรวยมาให้ และขนมต้ม (Jiaozi) หมายถึงบรรพชนอวยพร หลังจากทานอาหารค่ำแล้ว ทุกคนในครอบครัวจะนั่งกันจนเช้าเพื่อรอวันใหม่โดยการเล่นเกม เล่นไพ่ หรือดูรายการทีวีที่เกี่ยวกับวันตรุษจีน และในวันนี้จะต้องไม่โกรธ ริษยา หรือ ไม่พอใจ เพื่อเป็นสิริมงคลที่ดีสำหรับปีที่กำลังจะมาถึง

นอกจากนี้อีกสิ่งหนึ่งที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของวันตรุษจีนคือ "อั่งเปา" ซึ่งมีความหมายว่า "กระเป๋าแดง" หรือจะใช้คำว่า "แต๊ะเอีย" ซึ่งมีความหมายว่า "ผูกเอว" จากที่คนสมัยก่อนชอบร้อยเงินเป็นพวงผูกไว้ที่เอว โดยการให้อั่งเปานี้ คู่แต่งงานจะให้เงินเด็กๆ และผู้ใหญ่ที่ยังไม่ได้แต่งงานในซองสีแดง หลังจากนั้นทุกคน ในครอบครัว จะออกมาจากบ้านเพื่อกล่าวสวัสดีปีใหม่ในหมู่ญาติ และด้วยเพื่อนบ้าน ซึ่งคงคล้ายกับการที่ชาวตะวันตกพูดว่า "Let bygones be bygones" (อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป)

การไหว้เจ้าที่ในวันตรุษจีน

 

ภาพจาก: www.siam-shop.com/shop.php?shop_id=4073

 


การไหว้เจ้าเป็นธรรมเนียมประเพณีที่ลูกหลานจีนปฏิบัติสืบทอดกันมา ตามความเชื่อที่จะต้องไหว้เจ้าที่ และไหว้บรรพบุรุษ เพื่อให้เป็นสิริมงคล และนำมาซึ่งความสุข ความเจริญแก่ครอบครัว

ในปีหนึ่งมีการไหว้เจ้า 8 ครั้ง เรียกว่า โป๊ยโจ่ย แปลว่า 8 เทศกาล ดังนี้

ไหว้เดือน 1 วันที่ 1 (เป็นการกำหนดวันทางจันทรคติของจีน) คือ ตรุษจีน เรียกว่า ง่วงตั้งโจ่ย

ไหว้เดือน 1 วันที่ 15 เรียกว่า ง่วงเซียวโจ่ย

ไหว้เดือน 3 วันที่ 4 เรียกว่า ไหว้เช็งเม้ง เป็นประเพณีที่ลูกหลานไปไหว้บรรพบุรุษที่ฮวงซุ้ย

ไหว้เดือน 5 วันที่ 5 เรียกว่า โหงวเหว่ยโจ่ย เป็นเทศกาลไหว้ขนมจ้าง

ไหว้เดือน 7 วันที่ 15 คือ ไหว้สารทจีน เรียกว่า ตงง้วงโจ่ย

ไหว้เดือน 8 วันที่ 15 เรียกว่า ตงชิวโจ่ย ที่คนทั่วไปรู้จักกันดีว่า ไหว้พระจันทร์

ไหว้เดือน 11 ไม่กำหนดวันแน่นอน เรียกว่า ไหว้ตังโจ่ย

ไหว้เดือน 12 วันสิ้นปี เรียกว่า ไหว้สิ้นปี หรือ ก๊วยนี้โจ่ย

นอกจากนี้บางบ้านยังมีการไหว้พิเศษ คือ การไหว้เทพยดาที่ตนเองเคารพนับถือ เช่น

ไหว้เทพยดาฟ้าดิน เช่น การไหว้วันเกิดเทพยดา ฟ้าดิน เรียกว่า ทีกงแซ หรือ ทีตี่แซ ตรงกับวันที่ 9 เดือน 1 ของจีน

ไหว้อาเนี๊ยแซ คือ ไหว้วันเกิดเจ้าแม่กวนอิม ปีหนึ่งมี 3 ครั้ง คือวันที่ 19 เดือน 2 วันที่ 19 เดือน 6 และวันที่ 19 เดือน 9

ไหว้แป๊ะกงแซ ตรงกับวันที่ 14 เดือน 3

ไหว้เทพยดาผืนดิน คือ ไหว้โท้วตี่ซิ้ง ตรงกับวันที่ 29 เดือน 3

ไหว้อาพั๊ว คือ การไหว้วันเกิดอาพั๊ว หรืออาพั๊วแซ ซึ่งอาพั๊ว หมายถึง พ่อซื้อแม่ซื้อผู้คุ้มครองเด็ก ตรงกับวันที่ 7 เดือน 7 ของทุกปี

ไหว้เจ้าเตา คือ ไหว้วันที่ 24 เดือน 12 เรียกว่า ไหว้เจ๊าซิ้ง

ตรุษจีนในประเทศไทย

 

 

ภาพจาก: women.mthai.com/views_Women-Variety_11_49_189...

 

ชาวไทยเชื้อสายจีนจะถือประเพณีปฏิบัติอยู่ 3 วัน คือวันจ่าย วันไหว้ และวันปีใหม่

วันจ่าย หรือ ตื่อเส็ก คือวันก่อนวันสิ้นปี เป็นวันที่ชาวไทยเชื้อสายจีนจะต้องไปซื้ออาหารผลไม้และเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆ

ก่อนที่ร้านค้าทั้งหลายจะปิดร้ายหยุดพักผ่อนยาว ในตอนค่ำจะมีการจุดธูปอัญเชิญเจ้าที่ หรือ

ตี่จู๋เอี๊ย ให้ลงมาจากสวรรค์เพื่อรับการสักการะบูชาของเจ้าบ้าน หลังจากที่ได้ไหว้อัญเชิญขึ้นสวรรค์เมื่อ 4 วันที่แล้ว

วันไหว้ คือ วันสิ้นปี จะมีการไหว้ 3 ครั้ง คือ ตอนเช้ามืด จะไหว้ ไป๊เล่าเอี๊ย เป็นการไหว้เทพเจ้าต่างๆ

เครื่องไหว้คือ เนื้อสัตว์ 3 อย่าง (ซาแซ ได้แก่ หมูสามชั้นต้ม ไก่ เป็ด ปรับเปลี่ยนเป็นชนิดอื่นได้

หรือมากกว่านั้นได้จนเป็นเนื้อสัตว์ห้าชนิด) เหล้า น้ำชา และกระดาษเงินกระดาษทอง

ตอนสายจะไหว้ไป๊เป้บ๊อ คือการไหว้บรรพบุรุษ พอ่แม่ญาติพี่น้องที่ถึงแก่กรรมไปแล้ว

เป็นการแสดงความกตัญญูตามคติจีน  การไหว้ครั้งนี้จะไหว้ไม่เกินเที่ยง เครื่องไหว้จะประกอบด้วย ซาแซ

อาหาร คาวหวาน (ส่วนมากจะทำตามที่ผู้ที่ล่วงลับเคยชอบ) รวมทั้งการเผากระดาษเงินกระดาษทอง

เสื้อผ้ากระดาษเพื่ออุทิศแก่ผู้ล่วงลับ หลังจากนั้น ญาติพี่น้องจะมารวมกันรับประทานอาหาร

ที่ได้เซ่นไหว้ไปเป็นสิริมงคล และ ถือเป็นเวลาที่ครอบครัวหรือวงศ์ตระกูลจะรวมตัวกันได้มากที่สุด

จะแลกเปลี่ยนอั่งเปาหลังจากรับประทานอาหารร่วมกันแล้ว  ตอนบ่ายจะไหว้ ไป๊ฮ้อเฮียตี๋

เป็นการไหว้ผีพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว เครื่องไหว้จะเป็นพวกขนมเข่ง ขนมเทียน เผือกเชื่อมน้ำตาล

กระดาษเงินกระดาษทอง พร้อมทั้งมีการจุดประทับเพื่อไล่สิ่งชั่วร้ายและเป็นสิริมงคล

 

 


วันขึ้นปีใหม่ หรือ วันเที่ยว หรือ วันถือ

คือวันที่หนึ่งของเดือนที่หนึ่งของปี (ชิวอิก) วันนี้ ชาวจีนจะถือธรรมเนียม

โบราณที่ยังปฏิบัติสืบต่อกันมาถึงปัจจุบัน คือ ไป๊เจีย คือ การไปไหว้ขอพรและอวยพรจากญาติผู้ใหญ่และผู้ที่เคารพรัก

 โดยนำส้มสี ทองไปมอบให้ เหตุที่ให้ส้มก็เพราะออกเสียงภาษาจีนแต้จิ๋วว่า "กา" ซึ่งไปพ้องกับคำว่าทอง เพรา

ฉะนั้นการให้ส้มจึงเหมือนนำโชคดีไปให้ จะมอบส้มจำนวน 4 ผล ห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าของผู้ชาย เหตุที่เรียกวันนี้ว่าวั

ถือคือ เป็นวันที่ชาวจีนถือว่าเป็นสิริมงคล งดการทำบาป จะมีคติถือบางอย่าง เช่น ไม่พูดจาไม่ดีต่อกัน ไม่ทวงหนี้กัน

 ไม่จับไม้กวาด และจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าใหม่แล้วออกเยี่ยมอวยพรและพักผ่อนนอกบ้าน เป็นต้น

ความเชื่อโชคลางในวันตรุษจีน

จาก: www.navy34.com/board342550/index.php?topic=1122.0

 

ทุกคนจะไม่พูดคำหยาบหรือพูดคำที่ไม่เป็นมงคล ความหมายเป็นนัย และคำว่า สี่

ซึ่งออกเสียงคล้ายความตายก็จะต้องไม่พูดออกมา ต้องไม่มีการพูดถึงความตายหรือการใกล้ตาย

และเรื่องผีสางเป็นเรื่องที่ต้องห้าม เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในปีเก่าๆ ก็จะไม่เอามาพูดถึง ซึ่งการพูดควรมีแต่เรื่องอนาคต

และทุกอย่างที่ดีกับปีใหม่และการเริ่มต้นใหม่ ไม่ร้องไห้ หากคุณร้องไห้ในวันปีใหม่ คุณจะมีเรื่องเสียใจไปตลอดปี

ดังนั้นแม้แต่เด็กดื้อที่ปฎิบัติตัวไม่ดีผู้ใหญ่ก็จะทน และไม่ตีสั่งสอน แต่งกายสะอาด แต่ไม่ควรสระผม

การแต่งกายและความสะอาด ในวันตรุษจีนเราไม่ควรสระผมเพราะนั้นจะหมายถึงเราชะล้างความโชคดีของเราออกไป

เสื้อผ้าสีแดงเป็นสีที่นิยมสวมใส่ในช่วงเทศกาลนี้ สีแดงถือเป็นสีสว่าง สีแห่งความสุข

ซึ่งจะนำความสว่างและเจิดจ้ามาให้แก่ผู้สวมใส่ เชื่อกันว่าอารมณ์และการปฏิบัติตนในวันปีใหม่

จะส่งให้มีผลดีหรือผลร้ายได้ตลอดทั้งปี เด็ก ๆ และคนโสด เพื่อรวมไปถึงญาติใกล้ชิดจะได้

อังเปา ซึ่งเป็นซองสีแดงใส่ด้วย ธนบัตรใหม่เพื่อโชคดี

ปรึกษาชินแสเกี่ยวกับการเดินออกจากบ้าน ตรุษจีนกับความเชื่ออื่น ๆ

สำหรับคนที่เชื่อโชคลางมาก ๆ ก่อนออกจากบ้านเพื่อไปเยี่ยมเยียนเพื่อนหรือญาติ

อาจมีการเชิญซินแส เพื่อหาฤกษ์ที่เหมาะสมในการออกจากบ้านและทางที่จะไปเพื่อเป็นความเป็นสิริมงคล

บุคคลแรกที่พบและคำพูดที่ได้ยินคำแรกของปีมีความหมายสำคัญมาก

ถือว่าจะส่งให้มีผลได้ตลอดทั้งปี  การได้ยินนกร้องเพลงหรือเห็นนกสีแดงหรือนกนางแอ่น

ถือเป็นโชคดี ห้ามเข้าไปในห้องนอนคนอื่น

การเข้าไปหาใครในห้องนอนในวันตรุษถือเป็นโชคร้าย ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นคนป่วย

ก็ต้องแต่งตัวออกมานั่งในห้องรับแขก   ไม่ควรใช้มีดหรือกรรไกรในวันตรุษ

เพราะเชื่อว่าจะเป็นการตัดโชคดี ทุกวันนี้ไม่ใช่ว่าชาวจีนทุกคนจะคงยังเชื่อ

ตามความเชื่อที่มีมาแต่ทุกคนก็ยังคงยึดถือ และปฎิบัติตาม เพราะสิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนธรรมเนียม

และวัฒนธรรม โดยที่ชาวจีน ตระหนักดีว่าการปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมมาแต่เก่าก่อน

เป็นการแสดงถึงความเป็น ครอบครัวและเอกลักษณ์ของตน

 

15 วัน แห่งการฉลองตรุษจีน

 

 

 

ภาพจาก: www.agalico.com/board/showthread.php?t=8477...

วันแรกของปีใหม่ของชาวจีนหรือวันตรุษจีน เป็นการต้อนรับเทวดาแห่งสวรรค์และโลก

หลายคนงดทานเนื้อ ในวันนี้ด้วยความเชื่อที่ว่าจะเป็นการต่ออายุ และนำมาซึ่งความสุขในชีวิตให้กับตน

วันที่สอง ชาวจีนจะไหว้บรรพชนและเทวดาทั้งหลาย และจะดีเป็นพิเศษกับสุนัข

เลี้ยงดูให้ข้าว อาบน้ำให้แก่มัน ด้วยเชื่อว่าวันที่สองนี้เป็นวันที่สุนัขเกิด

วันที่สามและสี่ เป็นวันของบุตรเขย ที่จะต้องทำความเคารพแก่พ่อตาแม่ยายของตน

วันที่ห้า เรียกว่า พูวู ซึ่งวันนี้ทุกคนจะอยู่กับบ้านเพื่อต้อนรับการมาเยือน

ของเทพเจ้าแห่งความร่ำรวย ในวันนี้จะไม่มีใครไปเยี่ยมใครเพราะ

จะถือว่าเป็นการนำโชคร้าย มาแก่ทั้งสองฝ่าย

วันที่หก ถึงสิบชาวจีนจะเดินทางไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องเพื่อนฝูงของ

ครอบครัว และไปวัดไปวาสวดมนต์เพื่อความร่ำรวยและความสุข

วันที่เจ็ด ของตุรุษจีนเป็นวันที่ชาวนานำเอาผลผลิตของตนออกมา

ชาวนาเหล่านี้จะทำน้ำที่ทำมาจากผักเจ็ดชนิดเพื่อฉลองวันนี้ วันที่เจ็ดถือเป็นวันเกิดของมนุษย์ ในวันนี้

อาหารจะเป็นหมี่ซั่วกินเพื่อชีวิตที่ยาวนานและปลาดิบเพื่อความสำเร็จ

วันที่แปด ชาวฟูเจียน จะมีการทานอาหารร่วมกันกับครอบครองอีกครั้ง

และเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนทุกคนจะสวดมนต์ของพรจาก เทียนกง เทพแห่งสวรรค์

วันที่เก้า จะสวดมนต์ไหว้และถวายอาหารแก่ เง็กเซียนฮ่องเต้  วันที่สิบถึงวันที่สิบสอง

เป็นวันของเพื่อนและญาติๆ ซึ่งควรเชื้อเชิญมาทานอาหารเย็น

และหลังจากที่ทานอาหารที่อุดมไปด้วยความมัน

วันที่สิบสาม ถือเป็นวันที่เราควรทานข้าวธรรมดากับผักดองกิมกิ

ถือเป็นการชำระล้างร่างกาย

วันที่สิบสี่ ความเป็นวันที่เตรียมงานฉลองโคมไฟซึ่งจะมีขึ้น

ในคืนของวันที่สิบห้าแห่งการฉลองตรุษจี

อาหารไหว้เจ้าที่และบรรพบุรุษ

 

ภาพจาก: jackenzoman.spaces.live.com/

 

www.oknation.net/blog/print.php?id=210582


ในวันฉลองตรุษจีนอาหารจะถูกรับประทานมากกว่าวันไหนๆในปี

อาหารชนิดต่างๆที่ปฏิบัติกันจนเป็นประเพณี

จะถูกจัดเตรียมเพื่อญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง รวมไปถึงคนรู้จักที่ได้เสียไปแล้ว

ในวันตรุษครอบครัวชาวจีนจะทานผักที่เรียกว่า ไช่

ถึง แม้ผักชนิดต่างๆ ที่นำมาปรุง จะเป็นเพียงรากหรือผักที่มีลักษณะเป็นเส้นใยหลายคน

ก็เชื่อว่าผักต่างๆ มีความหมายที่เป็น มงคลในตัวของมั

เม็ดบัว- มีความหมายถึง การมีลูกหลานที่เป็นชาย

เกาลัด - มีความหมายถึง เงิน

สาหร่ายดำ - คำของมันออกเสียงคล้าย ความร่ำรวย

เต้าหู้หมักที่ทำจากถั่วแห้ง - คำของมันออกเสียงคล้าย เต็มไปด้วยความร่ำรวย และ ความสุข

หน่อไม้ - คำของมันออกเสียงคล้าย คำอวยพรให้ทุกอย่างเต็มไปด้วยความสุข

เต้าหู้ที่ทำจากถั่วสดนั้นจะไม่นำมารวมกับอาหารในวันนี้เนื่องจากสีขาวซึ่ง

เป็นสีแห่งโชคร้าย สำหรับปีใหม่และหมายถึงการไว้ทุกข์

อาหารอื่นๆ รวมไปถึงปลาทั้งตัว เพื่อเป็นตัวแทนแห่งการอยู่ร่วมกัน

และความอุดมสมบรูณ์ และไก่สำหรับความเจริญก้าวหน้า

ซึ่งไก่นั้นจะต้องยังมีหัว หางและเท้าอยู่ เพื่อ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์

เส้นหมี่ก็ไม่ควรตัดเนื่องจากหมายถึงชีวิตที่ยืนยาว

 

 

 

www.oknation.net/blog/print.php?id=210582


ทางตอนใต้ของจีนจานที่นิยมที่สุดและทานมากที่สุดได้แก่ ข้าวเหนียวหวานนึ่ง บ๊ะจ่างหวาน

ซึ่งถือเป็นอาหารอันโอชะ  ทางเหนือ หมั่นโถและติ่มซำเป็นอาหารที่นิยม

อาหารจำนวน มากที่ถูกตระเตรียมในเทศกาลนี้มีความหมายถึง

ความอุดมสมบูรณ์และความร่ำรวยของบ้าน  ของไหว้เจ้าที่ ประกอบด้วย

ของคาว หมู เป็ด ไก่ ตับ ปลา แล้วแต่ว่าจะไหว้มากหรือน้อย

- ไหว้ 3 อย่าง เรียกว่า ชุดซาแซ ประกอบด้วย หมู เป็ด ไก่

- ไหว้ 5 อย่าง เรียกว่า ชุดโหงวแซ ประกอบด้วยหมู เป็ด ไก่ ตับ ปลา

ข้าว ข้าวสวยใส่ชาม พร้อมตะเกียบ จำนวนชุดตามจำนวนบรรพบุรุษ นิยมนับถึงแค่รุ่นปู่ย่า

ขนมไหว้ ฮวกก้วยหรือขนมถ้วยฟู คักท้อก้วยหรือขนมกุยช่าย(เป็นไส้ชนิดใดก็ได้)

ขนมจันอับ ซาลาเปา ขนมไหว้นี้ต้องมีสีชมพู หรือมีแต้มจุดแดง

ขนมไหว้พิเศษ ขนมเข่ง ขนมเทียน ต้องยืนเป็นหลัก

ผลไม้ ส้ม กล้วยทั้งหวีเลือกเขียวๆ องุ่น แอปเปิล ชมพู่ ลูกพลับ

เครื่องดื่ม น้ำชา 5 ที่หากมีไหว้ของคาวจะไหว้เหล้าด้วยก็ได้ก็จัด 5 ที่เช่นกัน

กระดาษเงิน กระดาษทอง ชุดไหว้เจ้าที่ ธุปไหว้ คนละ 5 ดอก

ทองแท่งสำเร็จรูป แบงก์กงเต็ก ค้อซี ฯลฯจะมากหรือน้อยแล้วแต่เรา

 กระถางรูป โดยเอาข้าวสารใส่ในแก้วไว้สำหรับปักรูป หลังจาก

ที่เสร็จพิธีก็นำเข้าไปผสม กับถังข้าวสารในบ้านไว้สำหรับหุงทนเพื่อให้เฮง ๆ

จำนวนชนิดของขนมไหว้ นิยมให้สอดคล้องกับของคาว เช่น ไหว้

ของคาว 3 อย่าง ขนม 3 อย่าง ผลไม้ 3 อย่าง

ของไหว้บรรพบุรุษ ประกอบด้วย หมู มีความหมายถึงความมั่งคั่ง

ด้วยความอ้วนของตัวหมู สะท้อนถึงความกินดีอยู่ดี

ไก่ มีมงคล 2 อย่างคือ

- หงอนไก่สื่อถึงหมวกขุนนาง ความหมายมงคลจึงเป็นความก้าวหน้าในงาน

- ไก่ขันตรงเวลาทุกเช้า สะท้อนถึงการรู้งาน

ตับ คำจีนเรียกว่า กัว พ้องเสียงกับคำว่า กัว ที่แปลว่าขุนนาง

ปลา คนจีนแต้จิ๋วเรียกว่า ฮื้อ โดยมีวลีมงคล อู่-ฮื้อ-อู่-ชื้ง แปลว่า

ให้เหลือกินเหลือใช้ ไหว้ปลาเพื่อให้มีเงินเหลือกินเหลือใช้มาก ๆ

กุ้งมังกร ไหว้ด้วยรูปลักษณ์ของกุ้งที่หัวใหญ่ มีก้ามให้ความรู้สึกถึงอำนาจวาสนา

ต่อมากุ้งมังกรหายาก จึงเปลี่ยนเป็นเป็ดสำหรับคนจีนแต้จิ๋ว

และเปลี่ยนเป็น ปลาหมึกแห้ง สำหรับคนจีนแคะ)

ชุดกับข้าว ซึ่งทำไหว้ผีบรรพบุรุษและไว้รับประทาน

ลูกชิ้นปลา จีนแต่จิ๋วออกเสียงว่า ฮื้อ-อี๊ แปลว่า ลูกปลากลมๆ

- ฮื้อ หรือปลา คือให้เหลือกินเหลือใช้

- อี๊ แปลว่า กลม ๆ หมายถึงความราบรื่น

ผัดต้นกระเทียม เพราะคนจีนแต้จิ๋ว เรียกกระเทียมว่า สึ่ง

พ้องเสียงกับสึ่งที่แปลว่านับ ไหว้ต้นกระเทียม เพื่อให้มีเงินมีทองให้ได้นับอยู่เสมอ

ผัดตับกับกุยช่าย ตับคือ การเรียกว่า กัว พ้องเสียงกับกัวที่แปลว่า ขุนนาง

กุยช่ายเป็นการพ้องเสียงของคำว่ากุ่ย แปลว่า แพง รวย

แกงจืด คนจีนเรียกว่า เช็ง-ทึง เช็ง แปลว่า ใส หวาน

ซดคล่องคอ การไหว้น้ำแกงก็เพื่อให้ชีวิตลูกหลานหวานราบรื่น

เป๊าฮื้อ เป๊า หรือ เปา แปลว่า ห่อ ส่วน ฮื้อ คือเหลือกินเหลือใช้

ไหว้เป๊าฮื้อ เพื่อห่อความมั่งคั่เหลือกินเหลือใช้มาให้ลูกหลาน

ผัดถั่วงอก คน จีนแต้จิ๋วเรียกถั่วงอกว่า เต๋าแหง๊ แต่ภาษาวิชาการเรียกว่า

เต้าเหมี่ยว เหมี่ยว แปลว่า งอกงาม ไหว้ถั่วงอกเพื่อให้งอกงามรุ่งเรือง

เต้าหู้ เป็นคำเรียกแบบชาวบ้านที่อาจเรียกเป็นเต้าฮกก็ได้ ฮก คำนี้เป็นสำเนียงแต้จิ๋ว

จีนกลางออกเสียงเต้าหู้ว่า โตฟู ฟู แปลว่า บุญ ความสุข

สาหร่ายทะเล เรียกว่า ฮวกฉ่าย ถ้าออกเสียงเป็นฮวดไช้ ก็แปลว่า โชคดี ร่ำรวย

ชุดของหวาน ซาลาเปา เล่นเฉพาะคำว่า เปา แปลว่า ห่อ

ไหว้ซาลาเปาเพื่อให้เปาไช้ แปลว่า ห่อโชค ห่อเงินห่อทองมาให้ลูกหลาน

ขนมถ้วยฟู คือไหว้เพื่อให้เฟื่องฟู คนจีนแต้จิ๋วเรียกขนมถ้วยฟูว่า ฮวกก้วย ก้วย แปลว่า ขนม ฮวก แปลว่างอกงาม

ขนมคัดท้อก้วย คือขนมไส้ต่าง ๆ เช่น ไส้ผักกะหล่ำ มันแกว ไส้กุยช่าย

ทำเป็นรูปลูกท้อสีชมพู ลูกท้อ เป็นผลไม้มงคลมีนัยอวยพรให้อายุยืนยาว

ขนมไข่ คนจีนเรียกว่า หนึงก้วย ไข่คือบ่อเกิดแห่งการได้เกิดและเติบโต

ไหว้ขนมไข่เพื่อให้ได้มีการเกิดและการเจริญเติบโต

ขนมจับกิ้ม หรือ แต้เหลียง ก็เรียกคือ ขนมแห้ง 5 อย่าง

จะเรียกว่า โหงวเส็กทึ้ง หรือ ขนม 5 สี ก็ได้ ประกอบด้วย ถั่วตัด งาตัด ถั่วเคลือบ ฟักเชื่อม และข้าวพอง

- ฟัก เพื่อฟักเงินฟักทอง ฟักเชื่อม คือการฟักความหวานของชีวิต

- ข้าว ถั่ว งา คือ ธัญพืช ธัญญะ แหลว่า งอกงาม ไหว้เพื่อให้งอกงามและชีวิตหวานอย่างขนม

ขนมอี๊ อี๊ หรือ อี๋ แปลว่ากลม ๆ ขนมอี๊ทำจากแป้งข้าวเหนียว

นวดจนได้ที่เจือสีชมพู ปั้นเป็นก้อนกลม ๆ ต้มกับน้ตาล

เพื่อให้ชีวิตเคี้ยวง่ายราบรื่น เหมือนขนมอี๊ที่เคี้ยวง่ายและหวานใส

ซึ่งขนมอี๊นี้อาจใช้เป็นสาคูหรือลูก เดือยก็ได้ คนจีนแต้จิ๋วเรียกว่าอี๊เหมือนกัน

ชุดผลไม้ ส้ม คนจีนแต้จิ๋วเรียกแบบชาวบ้านว่า กา แต่ส้มมีอีกคำเรียกว่า ไต้กิก

- ไต้ แปลว่า ใหญ่ กิก แปลว่า มงคล

- ไต้กิก จึงแปลว่า มหาสิริมงคล แต่ถ้าแปลง่าย ๆ แบบชาวบ้านก็คือ โชคดี

กล้วย จีนแต้จิ๋วออกเสียงว่า เก็ง-เจีย จะเล่นเสียงว่า เก็ง-เจีย-เก็ง-ไล้ แปลว่า ถึงโชคเข้ามา

กับอีกความหมายว่า กล้วย มีผลมากมายแถมเป็นเครือ จึงมีมงคลให้ลูกหลานมาก ๆ

มีวงศ์วานว่านเครือสืบสกุล  องุ่น จีนแต้จิ๋วเรียกว่า พู่-ท้อ

- พู่ ก็คือ งอก หรืองอกงาม - ท้อ ก็คือ พ้องเสียงกับลูกท้อ ที่เป็นผลไม้มงคล อายุยืน

สับปะรด คนจีนแต้จิ๋วเรียก อั้งไล้ แปลว่า เรียกสีแดงมา สีแดงเป็นสีของโชค

 ก็ประมาณว่าเรียกโชคเข้ามา คนจีนทางใต้นิยมไหว้สับปะรดมาก

สิ่งที่ไม่ควรทำวันตรุษจีน

ภาพจาก: brightlives.th.88db.com/.../lifestyle_do.htm 


ห้ามทำความสะอาด เนื่องจากการทำงานบ้าน เช่น การซักล้าง หรือ

การกวาดบ้านปัดฝุ่น จะเป็นการขับไล่ความโชคดีออกไป

ดังนั้นการทำความสะอาดบ้านจึงควรเริ่มทำตั้งแต่ก่อนที่วันขึ้นปีใหม่จะมาถึง

ห้ามสระผม ไม่ควรสระผมในวันเริ่มต้นและวันสุดท้ายของวันขึ้นปีใหม่

เนื่องจากการสระผมถือเป็นการชะล้างความโชคดีที่มาถึงในวันขึ้นปีใหม่

ห้ามใช้ของมีคม ไม่ควรใช้ของมีคมในวันขึ้นปีใหม่ ของมีคมต่างๆ

เช่น มีด, กรรไกร, ที่ตัดเล็บ เนื่องจากถือว่าการกระทำของของมีคมนี้

จะเป็นการตัดสิ่งหรืออนาคตที่ดี ที่จะนำมาในวันขึ้นปีใหม่

ห้ามโต้เถียง ควรระมัดระวังในการใช้คำพูดที่มีความหมายไปในทางลบ

รวมทั้งหลีกเลี่ยงการโต้เถียงกัน คำที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยหรือความตาย

เป็นคำที่เราควรหลีกเลี่ยงในวันขึ้นปีใหม่ เลี่ยงเรื่องเกี่ยวกับความตาย

หลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวกับงานศพ และการฆ่าสัตว์ปีก

ห้ามซุ่มซ่าม ควรระมัดระวังในการทำสิ่งใดๆ ไม่ควรที่จะให้เกิดการสะดุด

หรือ ทำสิ่งของตกแตก ซึ่งนั่นจะหมายถึงการนำความโชคไม่ดีเข้ามาในอนาคต

 

ภาพจาก: board.palungjit.com/f178/ประเทศ ...

อะไรคือสาระสำคัญกับวิถีชีวิตแบบจีน

ล้วนก่อให้เกิดความหลากหลายเป็นแหล่งการเรียนปรัชญา

เริ่มต้นของการเป็นมนุษย์ที่แสวงหาทางออกให้กับรากฐานความเป็นผู้รู้อย่างแท้จริงนานา

และนี่คือคำตอบ อักษร ซ

รวมภาพพรปีใหม่จีน

 

-ซ- มิ่งมงคล ร้อยรัดคติจีน 8 เซน

-ซ- มิ่งมงคลร้อยรัดคติจีน 8 เซน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ภาพพระโพธิธรรม วาดโดยโยะชิโตชิ (ค.ศ. 1877)

เซน (禅, ぜん) หรือ นิกายเซน เป็นชื่อญี่ปุ่นของพุทธศาสนา นิกายมหายาน โดยมีต้นกำเนิดจากประเทศอินเดีย

และผ่านมาทาง ประเทศจีน เกาหลีและเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับอิทธิพลมาจากลัทธิขงจื๊อและลัทธิเต๋า

จากประเทศจีนในช่วงระหว่างที่เผยแผ่มาสู่ญี่ปุ่น การฝึกตนของนิกายเซน เน้นที่การนั่งสมาธิเพื่อการรู้แจ้ง

ในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 นอกจาศาสนาพุทธนิกายเซน เซนยังได้เป็นปรัชญาในการดำรงชีวิต และรู้จักกันทั่วโลก

โดยแสดงถึงแนวทางการใช้ชีวิต การทำงาน และศิลปะ  เซนเป็นสาขาหนึ่งของพุทธศาสนา

ซึ่งยึดถือหลักปฏิบัติธรรมตามหลักของพระพุทธเจ้า ตามหลักของอริยสัจ 4 และ มรรค 8 เซน

ได้รับการยอมรับจากบุคคลที่ไม่ใช่พุทธศาสนิกชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลนอก ทวีปเอเชีย

ที่สนใจในเซนสามารถศึกษาและปฏิบัติธรรมได้ และได้เกิดนิกายสาย

ย่อยออกมาที่เรียกว่าคริสเตียนเซน คำว่า เซน (禅) ในภาษาญี่ปุ่นมาจากคำว่า ฌาน (禪)

ในภาษาจีนที่มาจากภาษาบาลีอีกต่อหนึ่ง ซึ่งหมายถึงการเข้าฌาน

ลำดับพระสังฆปรินายกฝ่ายเซน

พระอริยสงฆ์สาวกผู้ซึ่งได้รับการถ่ายทอดชี้ธรรม ด้วยวิถีแห่ง

"จิต สู่ จิต" แต่ละรุ่นๆ จะได้รับมอบ บาตร จีวร สังฆาฏิ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เป็นสัญญลักษณ์สำคัญของตำแหน่ง 釋迦牟尼佛

พระศรีศากยมุนีพุทธเจ้า การถ่ายทอดธรรมดังกล่าวมีพระอริยเจ้า

แต่ละสมัยรับช่วงสืบทอดกันลงมาโดยลำดับดังนี้

  1. 初祖訶迦葉尊者 พระมหากัสสปเถระ
  2. 二祖阿難陀尊者 พระอานนท์เถระ
  3. 三祖商那和修尊者 พระสันนวสะเถระ
  4. 四祖優婆□多尊者 พระอุปคุปด์เถระ
  5. 五祖提多迦尊者 พระธริตกเถระ
  6. 六祖彌遮迦尊者 พระมัจฉกะ
  7. 七祖婆須密尊者 พระวสุมิตรเถระ
  8. 八祖佛陀難提尊者 พระพุทธนันทิเถระ
  9. 九祖伏馱密多尊者 พระพุทธมิตรเถระ
  10. 十祖脅尊者 พระปารศวะเถระ
  11. 十一祖富那夜奢尊者 พระปุณยยศัสเถระ
  12. 十二祖馬鳴大士 พระอัศวโฆษ มหาโพธิสัตว์
  13. 十三祖迦毗摩羅尊者 พระกบิลเถระ
  14. 十四祖龍樹尊者 พระนาคารชุน มหาโพธิสัตว์
  15. 十五祖迦那提婆尊者 พระคุณเทวเถระ
  16. 十六祖羅侯羅多尊者 พระราหุลตเถระ
  17. 十七祖僧伽難提尊者 พระสังฆนันทิเถระ
  18. 十八祖伽耶舍多尊者 พระสังฆยศัสเถระ
  19. 十九祖鳩摩羅多尊者 พระกุมารตเถระ
  20. 二十祖闍夜多尊者 พระชยเถระ
  21. 二十一祖婆修盤頭尊者 พระวสุพันธุเถระ
  22. 二十二祖摩拏羅尊者 พระมนูรเถระ
  23. 二十三祖鶴勒那尊者 พระฮักเลนยศัสเถระ
  24. 二十四祖師子尊者 พระสินหเถระ
  25. 二十五祖婆舍斯多尊者 พระวสิอสิตเถระ
  26. 二十六祖不如密多尊者 พระปุณยมิตรเถระ
  27. 二十七祖般若多羅尊者 พระปรัชญาตาระ
  28. 二十八祖菩提達磨大師 พระโพธิธรรม

โดย ลำดับที่ 28 (สายชมพูทวีป) คือพระโพธิธรรม เมื่อท่านเดินทางเผยแพร่พุทธศาสนาเข้าสู่จีน

ที่นี่เองการอ่านชื่อออกเสียงว่า "โพธิธรรม" หรือ "โบ-ตะ-มะ" ที่คนไทยรู้จักกันในนาม "ตั๊กม้อ"

ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งวัดเส้าหลิน นับเป็นพระสังฆปรินายกฝ่ายเซนองค์แรกในจีน ต่อมาเมื่อ

สืบทอดพระสังฆปรินายกองค์ที่ 3 (ฝ่ายจีน) จึงได้เผยแพร่เข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น

วัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นที่ชาวต่างชาติรู้จักกันดี ได้แฝงเอาพุทธปรัชญา

แบบเซนไว้อย่างแนบแน่น เช่น พิธีชงชา อิเคบานะ(การจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่น)

วิถีซามุไร คิวโด(การยิงธนูแบบญี่ปุ่น) แม้แต่แนวทางการเล่นโกะหรือหมากล้อมแบบญี่ปุ่น เป็นต้น

เซน (zen) รู้ กับ ทำ นั้นช่างห่างไกลกันเสียเหลือเกิน

 

เซน ( zen )

เซน ในภาษาจีนกลางออกเสียงว่า ฉาน มาจากคำว่า ฌาน
 

[] 佛教禅那的简称,巴利语 Jhāna 的音译。梵语是 Dhyāna

จากข้อความข้างบน แปลได้ดังนี้

(ฉาน) พระเรียก "ฉานน่า" มาจากคำบาลีว่า Jhāna (คือคำว่า ฌาน)

. สันสฤตคือ Dhyāna (คำว่า ธยาน ध्यान )

***********

禅,是一种思考,一种表现,是集合的智慧结晶。禅之所以要突破,

便是为了明确生老病死不可避免的事实,以无畏之精神全身心去投入,

去认识,去了解,去体验,于其中发现秘密之所在,

如何在有限的“生之旅” 而不为五欲八风所迷惑,使自我意识转变成由看破而放下,

获得一个圆满的大自在!禅的思考是:逆境来时顺境因,

人情疏处道情亲;梦中何必争人我,放下身心见乾坤。

เซน คือ ความคิด    เซน คือ การแสดงออก  เซน คือ การรวมของความรู้ทั้งปวง

เซน ทำให้พบความจริงที่เราหลีกหนีไม่ได้ คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย และเผชิญหน้ากับมันได้อย่างกล้าหาญ

เป็น การปรับตัว เป็นความเข้าใจ เป็นประสบการณ์ของตนเอง ในการค้นหาความลับที่จะไม่ถูกจำกัดด้วย

ความต้องการทั้ง5 (รวย สวย ดัง กิน นอน) และโลกธรรม8 (ลาภ ยศ ......)


 


" เซน " คือวิธีแห่งการรู้แจ้งอันสมบูรณ์ ใครก็ตามที่ได้ปฏิบัติเซน ย่อมสามารถเข้าถึง การรู้อย่างฉับพลัน และใช้ชีวิตใหม่ในสถานะแห่งพุทธะ

เซนอยู่ในชีวิตประจำวันนั่นเอง เป็นชีวิตตามธรรมดาๆ แต่ก็ไม่ใช่ธรรมดาตามธรรมดาที่เราเข้าใจกันอยู่โดยปกติทั่วไป

ที่จริงเซนนั้นก็เหมือนกับการตื่นนอน ล้างหน้า แปรงฟัน กินอาหาร อาบน้ำ ล้างถ้วย ล้างชาม

อันเป็นกิจวัตรสามัญประจำวันของคนเรา ดำเนินไปตามครรลองที่มันควรจะเป็นเท่านั้นเอง

วิธีการปลุกเร้ากายใจให้สดชื่นนั้น คือ ถึงเวลาหิวก็กินข้าว ถึงเวลาอ่อนเพลียก็นอน

ซึ่งเป็นท่วงทำนองของธรรมชาติ ที่ตัวตนจะดำรงอยู่ ณ ที่นี้อย่างแท้จริงอยู่เสมอ

จงใช้ชีวิตอยู่กับเหตุ ทิ้งผลไว้ให้แก่กฎอันยิ่งใหญ่ของจักรวาล


 

จุดมุ่งหมายของเซน คือการทำให้เราตระหนักว่าไม่มีตัวตน

ใช้ชีวิตอยู่ในโลก แต่อย่าให้ฝุ่นของโลกเกาะติดได้ เหมือนดอกบัวเกิดในโคลนตม แต่ไม่ติดโคลนตมฉันนั้น

 

ชีวิตนี้แสนสั้น เราย่อมไม่อาจที่จะใช้ชีวิตที่มีเวลาอยู่นี้ ไปในการขบคิดใคร่ครวญเรื่องทางอภิปรัชญา
อย่างไม่มีวันสิ้นสุด เพราะอภิปรัชญาไม่อาจนำไปสู่สัจจะอันยิ่งใหญ่ได้เลย ชีวิตของเราจะสูญเปล่า
หากเราหลีกหนีการใช้ชีวิตตามความจริง เมื่อไปอยู่ในโลกแห่งความคิดอันล้ำลึกแล้ว เราก็จะเป็นเพียงวิญญาณพเนจ
หากยังวุ่นวายอยู่ด้วยความคิดว่ามีหรือไม่มี ชีวิตก็จะสูญเปล่าไปเสีย  ให้ดูทุกข์ และความไม่มีทุกข์ ที่มีอยู่ในใจ
จึงจะเข้าถึงธรรมที่ปราศจากทุกข์ได้ ปาฏิหาริย์ที่แท้ อยู่ในชีวิตประจำวันธรรมดาๆ นี่เอง ให้กิจวัตรประจำวันดำเนิน
ไปตามครรลองของมันอย่างเป็นธรรมชาติ ชีวิตคุณมีอยู่เพียงขณะเดียว อดีตก็ละไปแล้ว อนาคตก็ยังมาไม่ถึง
ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด คนเราสามารถมีชีวิตอยู่ได้ ก็แต่ในขณะปัจจุบันเท่านั้น  เดี๋ยวนี้ คือสิ่งที่เรา เป็น มันไม่สามารถจะเป็น
เป้าหมาย หรือ ภาวะ ที่เราจะต้อง มุ่ง ไปให้ถึง เดี๋ยวนี้ คือการกระทำ หรือ ความเคลื่อนไหว
ซึ่งปรากฏอยู่ในขณะนี้ ก่อนที่ ความคิด จะปิดบังมันไว้เสีย ถ้าเราพบความผิดในบุคคลอื่
เราเองก็ตกอยู่ในความผิดนั้นด้วยเหมือนกัน เมื่อผู้อื่นทำผิด เราไม่จำเป็นต้องเอาใจใส่
เพราะมันจะเกิดความผิดขึ้นแก่เราเอง ในการที่จะไปรื้อหาความผิด ทุกๆ ครั้งที่มีการเตือนตนเองให้ถ่อมตน
อัตตาของตนก็จะขยายทั้งแง่ขอบเขตและกำลัง ความถ่อมตนที่แท้จะเกิดขึ้นเมื่อเราไม่ได้นึกถึงความถ่อมตน
วิปัสสนานั้นไม่ใช่การให้ความสำคัญแก่ตนเอง หรือการปฏิเสธละทิ้งตนเอง มันจะมีประโยชน์อะไร ที่จะมานั่งอภิปรายกันว่า
ต้นหญ้าและต้นไม้ตรัสรู้ได้อย่างไร ปัญหามันอยู่ที่ว่า ตัวท่านเองนั่นแหละ จะสามารถบรรลุถึงการตรัสรู้ได้อย่างไร
ยึดมั่นคราใดเป็นทุกข์ครานั้น การปฏิบัติทุกอย่างต้องมาลงที่ความไม่ยึดมั่นถือมั่น สิ่งใดหรือเรื่องใดที่ปฏิบัติแล้ว
ยิ่งทำให้เกิดยึดมั่นถือมั่นมากยิ่งขึ้น ถือว่าผิดแล้ว

การตรัสรู้ธรรมหรือไม่ หาได้อยู่ที่การปฏิบัติเข้มงวด หรือเคร่งครัดเป็นเวลานานไม่

แต่ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติถูกต้องหรือไม่ต่างหาก

ระหว่าง รู้ กับ ทำ นั้นช่างห่างไกลกันเสียเหลือเกิน

คำของปรมาจารย์รุ่นแรกสุดของเซ็น มีอยู่ 4 ประโยค

1. พ้นจากการบัญญัติ
2. เข้าถึงไม่ได้ด้วยการเรียนตามตำรา
3. ลัดตรงเข้าสู่ใจ
4. มองดู ( รู้ ) พุทธะก็เกิด

ฮวงโป

ไม่มีอะไรจะต้องลุถึง เพียงแต่ลืมตาตื่นเท่านั้นสิ่งๆ นั้นก็จะปรากฏแก่เธอ

( การลืมตาตื่นเพื่อเห็นสิ่งที่เต็มบริบูรณ์อยู่แล้วตรงหน้านั้น ไม่ได้หมายถึงการเริ่มลอกกิเลสเป็นชั้นๆ

จนลอกหมดแล้วจึงตื่น แต่จิตนั้นเอง คือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ทันทีที่มีสติสัมปชัญญะ ไม่หลง ไม่เผลอ

จิตปราศจากการครองคลุมของโมหะ เมื่อนั้นคือการตื่น หรือการรู้ ที่เราพูดถึงกันบ่อยๆ นั่นเอง

จิตที่ปราศจากโมหะ มีความรู้ตัว จะเห็นประจักษ์ธรรมต่อหน้าต่อตา เริ่มจากธรรมในฝ่ายที่เกิดดับ

หรือสังขตธรรม จนปัญญาแก่รอบ สามารถปล่อยวางธรรมในฝ่ายที่เกิดดับได้ ก็จะเข้าไปรู้จักธรรมในฝ่ายที่ไม่เกิดไม่ดับ

ดังนั้น ทันทีที่รู้ ก็คือทันทีที่ตื่น พ้นจากภาวะหลับฝันทั้งที่ลืมตา และทันทีที่ตื่น จิตก็ถึงความเบิกบาน

อันเป็นคุณสมบัติของจิตเอง ไม่ใช่รู้แล้วลอกกิเลสเป็นชั้นๆ ไปจนหมด จึงตื่น จิตรู้ หรือจิตตื่

มีความเบิกบานในตัวเอง ปลอดภัยอยู่ท่ามกลางความแปรปรวนและไฟกิเลส เหมือนลิ้นงู

ในปากงู เหมือนดอกบัว ที่ไม่เปื้อนด้วยโคลนตม )

คนพาล ย่อมหลีกเลี่ยงปรากฏการณ์ภายนอก แต่ไม่หลีกเลี่ยงความคิดปรุงแต่ง

คนฉลาดย่อมหลีกเลี่ยงความคิดปรุงแต่ง แต่ไม่หลีกเลี่ยงปรากฏการณ์ภายนอก

ท่านฮวงโป เดินเข้าไปในหอพระ เห็นรินไซ (หลินจิ) กำลังนั่งสัปหงกอยู่ ท่านฮวงโปเลยเอาไม้เท้าไปกระทุ้งพื้น

 พอรินไซเห็นก็แกล้งทำเป็นหลับต่อ พระอีกองค์นึงนั่งอยู่ใกล้ๆแต่ไม่สัปหงกกลับโดนท่านฮวงโปดุเอาว่า

เอาแต่นั่งฟุ้งซ่านอยู่ได้ แล้วฮวงโปก็หันไปชมรินไซที่กำลังสัปหงกอยู่ว่า ปฏิบัติดี

รินไซ

เหมือนคนคิดว่าหัวของตัวเองหาย เมื่อเขาหยุดมองหาหัวของตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตาย เขาพบว่าไม่มีสิ่งใดต้องค้นหา 

ก็รินไซนี่แหละครับ ที่ไปหาฮวงโปแล้วโดนกระบองตี เรื่องนี้ที่ผมเคยถามหลวงอา เพราะอ่านแล้วไม่เข้าใจเลย

ท่านว่าธรรมะไปถามคนอื่นได้ไง หาได้ที่ตัวเอง  ตอนหลังท่านฮวงโปก็มอบให้รินไซสืบทอดคำสอนต่อ

ท่านฮวงโปให้คนใช้ไปเอาตราประทับที่ได้จากอาจารย์ไปจ้างมาให้รินไซ

(ตราประทับที่แสดงว่าท่านผู้นั้นสมควรได้รับการสืบทอดคำสอนไปยังรุ่นต่อไป

สืบทอดกันมาเป็นรุ่นๆ พอฮวงโปสั่งคนใช้ให้ไปเอามา ท่านรินไซก็บอกให้คนใช้เอาไฟมาเผาด้วย

โพธิธรรม

อะไรเกิดขึ้นที่จิตก็ให้รู้ไป ไม่ต้องไปแบ่งแยกให้ค่าว่า อันนี้ถูก อันนี้ผิด ถ้าหลุดพ้นจากการให้ค่าพวกนี้ได้ ก็จะเข้าใจจิตได้

เค็งเซ็น

สิ่งที่ตาเธอเห็นอยู่นั่นแหละคือความจริง (ปรมัตถ์) ธรรมทั้งปวงก็คือปรมัตถ์ เธอจะต้องหาอะไรอีกเล่า

จ้าวโจ

บางที ก็มีพระมาถามว่า 'ผมถึงจุดที่ไม่ยึดถืออะไรแล้ว ผมจะต้องทำอย่างไรครับ' ท่านก็ตอบว่า 'ก็ทิ้งมันไว้ตรงนั้นสิ'

มีพระมาถามว่า 'ถ้าบรรลุถึงนิพพานแล้ว จิตจะเป็นยังไงครับ' ท่านอาจารย์บอกว่า 'ทำให้ถึงตรงนั้นก่อน แล้วฉันจะตามไปบอก'

พระองค์นึงถามอาจารย์จ้าวโจว่า 'ที่เมืองจีนใครเป็นอาจารย์องค์แรกครับ' ท่านจ้าวโจว่า 'ท่านโพธิธรรม'

'แล้วท่านอาจารย์เป็นอาจารย์อยู่ในลำดับที่เท่าไรครับ' 'ฉันอยู่นอกลำดับ' 'อยู่นอกลำดับแล้วตกลงอยู่ไหนครับ'

'อยู่ในหูเธอ' เข้าใจว่า พระองค์นั้นโดนดุเรื่องถามอยู่นั่นแหละ ก็พูดให้ฟังอยู่นี่แล้วยังไปสงสัยอะไรมากมาย

คืออาจารย์องค์นี้ท่านมักจะใช้คำพูดให้ศิษย์หลุดออกมาจากความสงสัย อ่านดูศิษย์ท่านแต่ละคนช่างซักช่างถามเสียเหลือเกิน

โจซู

มีพระรูปหนึ่งไปถามท่านโจชูว่า ตัวเองปฏิบัติแบบนี้แล้วถูกรึเปล่า ท่านโจชูบอกว่าเริ่มปฏิบัติได้ก็ดีแล้วนี่

(ท่านไม่ตอบว่าถูกหรือผิดเลย) คำสอนพระท่านส่วนใหญ่จะเน้นให้ลูกศิษย์ละวางการให้ค่าสิ่งต่างๆ

ที่เป็นคู่ๆ ว่า นี่ดี นี่ไม่ดี นี่ก้าวหน้า นี่ถอยหลัง อะไรทำนองนี้

อิ๊กคิวซัง

เหตุแห่งความทุกข์ และความเศร้าหมองที่เกิดขึ้นในชีวิต ล้วนเกิดจากจิตที่เต็มไปด้วยอัตตา

Zen in the Martial Arts

สติที่เป็นสติสัมโพชฌงค์ ก็คือสติที่มีเองทุกขณะ โดยไม่ต้องออกแรงตั้งใจให้มีสติ

และมีอยู่เองโดยไม่มีความต้องการที่จะให้มีสติ เพราะเห็นว่าสตินั้นมีประโยชน์

การบรรลุธรรม หมายความอย่างง่ายๆ ถึงการตระหนักในความกลมกลืนกัน

อันไม่อาจแบ่งแยกออกได้ในชีวิตประจำวัน ความรู้อันแท้จริงแล้วต้องผ่านประสบการณ์ตรง

เราจะอธิบายรสน้ำตาลได้อย่างไร การบรรยายด้วยวาจาไม่อาจให้ความรู้สึกได้ การจะรู้รส

ต้องมีประสบการณ์กับมัน ปรัชญาของศิลปแขนงนี้ ไม่ใช่ว่าจะ

ครุ่นคิดออกมาได้เอง จะต้องมีประสบการณ์ ดังนั้น จึงช่วยไม่ได้ที่ถ้อยคำเป็นเพียงการนำความหมายไปได้บางส่วนเท่านั้น

รู้จักคนอื่นเป็นความฉลาด รู้จักตนเองเป็นการตรัสรู้


- เล่าจื๊อ

เมื่อคุณแสวงหา คุณไม่อาจพบมั


- บททายของเซน

คุณต้องเรียนรู้วิธีดำรงชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่อดีตหรืออนาคต เซนสอนว่า ชีวิตต้องยึดขณะปัจจุบัน

โดยการอยู่กับปัจจุบัน คุณต้องสัมพันธ์กับตนเอง และสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มที่ ต้องไม่ทำให้พลังของคุณกระจายไป

ต้องพร้อมเสมอในปัจจุบัน ไม่มีความเสียใจต่ออดีต โดยการคิดถึงแต่อนาคต ก็ทำให้ปัจจุบันเบาบาง

ลง เวลาที่จะดำรงอยู่คือ "เดี๋ยวนี้"

- อาจารย์หาน

ล่องลอยไปตามกระแส ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จงปล่อยให้จิตใจเป็นอิสระอยู่

ด้วยความเป็นกลาง ด้วยการรับรู้สิ่งที่กระทำอยู่นั้น นี่เป็นสิ่งสูงสุด


- จวงจือ

จิตใจไม่ควรอยู่ที่ใดเป็นการเฉพาะ


- ต้ากวน

เวลาทำอะไร ทำให้ดี ขอให้ทำให้ไม่มีที่ติ ทำให้สุดความสามารถของคุณ แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญที่สุดด้านศิลปการต่อสู้

จะใช้เวลาหลายปีเรียนรู้เทคนิค และการเคลื่อนไหว นับร้อยท่าจนชำนาญ แต่ในยกหนึ่งๆ

แชมป์จะใช้เทคนิคสี่หรือห้าอย่างซ้ำแล้วซ้ำอีก เทคนิคเหล่านี้ เป็นเทคนิคที่เขาทำได้ดีเลิศ ไม่มีที่ติ ทั้งเขารู้ว่า เขาพึ่งเทคนิคเหล่านั้นได้

หยุดเปรียบเทียบตัวเองตอนสี่สิบห้ากับยี่สิบหรือสามสิบ อดีตเป็นมายา

คุณต้องเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน และยอมรับว่า ตัวเองเป็นอะไรตอนนี้ สิ่งที่คุณขาด

คือความยืดหยุ่น กับความปราดเปรียว ที่คุณต้องสร้างเสริมขึ้นมาด้วยความรู้ และการฝึกหัดอย่างคงเส้นคงวา


- บรุซ ลี


ปริศนาเซน และการสอน โดยการไม่สอน ไม่พูด

ถ้าท่านอ่านมาถึงตรงนี้ เกิดปัญหาขัดแย้งมากมาย นั่นเพราะท่านไปติด อยู่กับสมมติของภาษา ติดอยู่กับสิ่งที่รู้อยู่ก่อน

มองไม่ออกถึงแก่น ของสิ่งที่เป็นจริง “การรู้ของจริง กับการจำของจริงมาพูด ” มันเป็นคนละเรื่องกัน ของจริงจะต้องรู้อย่างเดียวกัน

(ของจริงในที่นี้คือ สภาวะ) แต่อาจอธิบายด้วยสำนวนภาษาที่ต่างกัน ผู้มีปัญญาเท่านั้นจึงจะเข้าใจกันได้

ผู้รู้ใช้ภาษาสมมติ แบบไม่แยแส เป็นตัวของตัวเอง เพราะรู้แจ้งเห็นจริงด้วยตัวเอง มิได้จำคำที่ไหนมาพูด

เมื่อจะสอนใครจึงรู้ถึงข้อจำกัด และ ความสามารถของสมมติภาษา จะสร้างความสับสนทางการตีความมากกว่า

จะเกิดประโยชน์ในการปฏิบัต  ปริศนาธรรมของเซน ไม่ได้ให้มีไว้หาคำตอบเป็นสำคัญ แต่มีไว้สำหรับช่วงท้ายที่สุด

ในการตระหนักรู้ ว่าทำไม คนสอนถึงให้ปัญหานี้มา เพราะ ณ. จุดนั้น ผู้เรียนจะเข้าใจว่า อะไรคือ ต้นเหตุของความทุกข์ทั้งปวง

ปริศนาธรรมมีไว้เพื่อเปลี่ยนคนให้เป็น โสดาบัน ด้วยตัวของตัวเองเท่านั้น ไม่ได้มีไว้เพื่อทำผู้ขบคิดให้เป็น

อรหันต์ แต่หลังจากเป็นโสดาบันแล้ว จะพอมองออกเองว่า จะเดินไปจนสุดทางทำได้เช่นไร

เมื่อนั้นปริศนาธรรมก็จะทำหน้าที่ต่อคนๆนั้นโดยสมบูรณ์

__________________



บทเพลงแห่งเซน

"การมีอยู่" ไม่ใช่ "การมีอยู่

"การไม่มีอยู่" ไม่ใช่ "การไม่มีอยู่"
หากพลาดจากกฏนี้ไปแม้เพียงเท่าเส้นผม

 
จุดหมายก็จะอยู่ห่างไกลถึงพันไมล์
เมื่อลืมตาตื่นขึ้นสู่ความเป็นจริง

 
ความดีที่เป็นรูปแบบใดๆย่อมไม่ปรากฏ
บุญกุศลที่ทำด้วยความยึดมั่น

 
ย่อมนำความเพลิดเพลินยินดีมาให้
แต่ก็เหมือนกับการยิงลูกศรขึ้นไปในอากาศ

 
เมื่อหมดแรงมันก็ตกลงมาที่พื้นอีก
จงทำงานตามลำพังเสมอ

 
จงเดินตามลำพังเสมอ
ศากยบุตรล้วนยากจนทางกาย

 
แต่ไม่ยากจนในวิถีทางแห่งเซน
เขาสวมเสื้อผ้าที่เก่าขาดเสมอ

 
แต่ย่อมแฝงเพชรอันมีค่ามิได้อยู่ภายใน
แม้ว่าจะใช้มันอย่างอิสระเพื่อช่วยผู้คนที่ผ่านพบ

 
ย่อมไม่มีทางที่จะใช้ได้หมดสิ้น
เมื่อไม่เข้าใจความหมายอันล้ำลึกของสรรพสิ่ง

 
สันติสุขแท้จริงของจิตใจก็ถูกรบกวนไม่ให้มีอยู่
การเปิดใจรับผัสสะและความคิดอย่างเต็มที่

 
ด้วยดวงจิตที่ตระหนักรู้ เป็นสิ่งเดียวกับธรรมชาติเดิมแท้.

บุญกุศลที่ทำด้วยความยึดมั่น
ย่อมนำความเพลิดเพลินยินดีมาให้
แต่ก็เหมือนกับการยิงลูกศรขึ้นไปในอากาศ
เมื่อหมดแรงมันก็ตกลงมาที่พื้นอีก

การเปิดใจรับผัสสะและความคิดอย่างเต็มที่
ด้วยดวงจิตที่ตระหนักรู้ เป็นสิ่งเดียวกับธรรมชาติเดิมแท้

เซน ... สอนอะไร ?
ภาพจาก: www.vcharkarn.com/vcafe/155727

..............................................................................
หากได้มีโอกาสดูหนังสือต่างๆเกี่ยวกับเซน จะเห็นว่า
มีเขียนออกมาให้อ่านกันพอสมควร
และเห็นออกมาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นโกอาน เป็นนิทานเซน
เป็นการ์ตูนเซน หรือปรัชญาเซน
หรือ ... การอธิบายเซน
ในบรรดาหนังสือเซนในบ้านเราที่โดดเด่น ก็จะมี
สูตรของเหว่ยหล่าง ที่แปลโดนท่านพุทธทาส

.............................................................................

ขอเริ่มการสนทนาง่ายๆ ดังนี้

(1) แต่ละท่านรู้จัก "เซน" อย่างไรบ้าง

(2) หัวใจของเซนคืออะไร หลักการ แนวทาง การปฏิบัติ ที่สำคัญ เป็นอย่างไร

 
(3) เซน เหมาะสำหรับบุคคลทั่วไปหรือไม่

 
(4) เราจะได้ประโยชน์จาก เซน ได้อย่างไรบ้าง

 
(5) เซน มีอันตราย หรือข้อควรพึงระวัง อย่างไรหรือไม่

(ที่มาของรูป : http://www.artgallery.nsw.gov.au/__data/page/7165/ZEN_BANNERS.jpg )


 

อุบาย ก็คือ อุบาย ไม่ใช่เป้าหมาย

หากเข้าใจ ใช้ได้ ใช้เป็น ก็เกิดประโยชน์ ก้าวหน้าต่อไปได้

........................................................................

อาการของจิต ก็เป็นเพียงแต่อาการเท่านั้น

ความคิด ความเห็นก็เช่นกัน

.........................................................................


รูปจาก http://shantam.files.wordpress.com/2008/06/zazen6.jpg

 

เต่าหินตาบอด

"โอ้เต่าเอ๋ยขอถามความสักอย่าง
ดูท่าทางของเต่าเรานึกขำ

ตัวเป็นหินตาก็บอดยอดเวรกรรม
มีพระธรรมอยู่บนหลังยังไม่รู้"

"มนุษย์เอ๋ย! เราจะบอกกรอกหูเจ้า
ตัวเราเองแหละคือธรรมตำตาอยู่

ธรรมของเจ้าคือตำราบ้าพอดู
ธรรมของตูคือตัวตูอยู่ที่ธรรม

ที่เป็นหินหมายถึงเย็นอย่างนิพพาน
เพราะประหารอวิชชาไยว่าขำ

ความหนวกบอดยอดสงบลบล้างกรรม
เป็นความว่างมีประจำอยู่ร่ำไป

อันตำรานั้นมิใช่พระธรรมเลย
คิดดูเถิดคนเอ๋ยอย่าไถล

จะมีธรรมกันบ้างช่างกระไร
คว้าเอาไว้แต่คัมภีร์ดีนักเอย ฯ"

เมื่อเธอเห็นถูกในความไร้สาระของชีวิต

เมื่อเธอคิดดีไม่ปราถนาเป็นผู้เบียดเบียน

เมื่อเธอไม่ทำร้ายผู้อื่นด้วยคำพูด

เมื่อเธอกระทำแต่ความดีไม่เบียดเบียนผู้อื่น

ทั้งทางกาย..ทางวาจา..ทางใจ

เมื่อนั้นเธอก็มีศาสนาอยู่ในใจเกือบสมบูรณ์แล้ว

โดยมิต้องสมมุติบัญญัติข้อธรรมใดๆ

จิตวิญญาณของเธอได้เดินมาครึ่งทางของเซนแล้ว

เซนมีอยู่ในทุกขณะ

ที่เธอคิด...พูด...และกระทำ

ด้วยความสำรวมระวัง

ในสิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย

เพราะหัวใจของเซนคือการปล่อยวาง

เห็น...เหมือนไม่เห็น

รู้...เหมือนไม่รู้

ละทิ้งความปรุงแต่ง...ด้วยสติ

แล้วเธอจะเข้าใจเซนเอง...ด้วยจิตวิญญาณของเธอ

ก่อนที่เธอจะศึกษาเซน

เธอควรเห็นในความวุ่นวายไร้สาระ

ของความซ้ำซากจำเจในชีวิต

และความไม่สงบสุขของจิตใจ

เมื่อไม่มีอาหารใดทำให้เธอรู้สึกอร่อย

เมื่อไม่มีที่อยู่ใดทำให้เธอเย็นสบาย

เมื่อไม่มีอาภรณ์ใดทำให้เธอรู้สึกดี

และก่อนที่เธอจะตาย

โดยไม่รู้คุณค่าของชีวิตที่แท้จริง

เมื่อนั้นเธอควรได้มาเรียนรู้"เซน"

เซนจะสอนให้เธอมีความสุขอย่างง่ายดาย

ในทุกๆลมหายใจที่อ่อนละมุนของเธอเอง

แค่เธอหลับตาลง

พร้อมกับหายใจช้าๆและลึกๆ

อย่างมีสติที่ว่างเปล่าและปล่อยวาง

เธอก็อาจจะสัมผัสกับ"เซน"สมมุติโดยไม่รู้ตัวแล้ว.

__________________

...ลมหายใจแห่งการสร้างบารมี...
ขอให้ดวงจิตทุกดวงจงมีแต่ความสุข

__________________

...ลมหายใจแห่งการสร้างบารมี...

ก่อนศึกษาและปฏิบัติเซน

ภูเขาก็มองดูเป็นภูเขา

แม่น้ำก็มองดูเป็นแม่น้ำ

รถก็มองดูเป็นรถ

แต่ในขณะที่กำลังเรียนรู้เซน

ภูเขามองดูเป็นแม่น้ำ

แม่น้ำมองกลับเป็นภูเขา

รถมองเป็นเศษเหล็ก

หลังจากที่เข้าใจเซน

ภูเขาก็เป็นภูเขาในแบบของมัน

แม่น้ำก็เป็นแม่น้ำในแบบของมัน

รถก็เป็นรถในแบบของมัน

...เช่นนั้นเอง...ตถตา...

http://geocities.com/zenrepa/

 

Zen เป็นการผสมผสาน(ปรับตัว)ของแนวคิดวิธีการพุทธจากอินเดียกับวิถีชีวิตของจีน

แนวทางของพุทธจากอินเดีย จะเน้น homeless life คือ การมีชีวิตแบบพรหมจรรย์

แบบบรรชิต เน้นการหลุดพ้น การเป็นอิสระจากโลก ... ในส่วนของปรัชญาก็ลึกซึ้งต้องใช้หลักภาษาที่ซับซ้อน

มีการวิเคราะห์ การตีความหมาย ในขณะที่วิถีชีวิตของชาวจีนนั้นอยู่กับวิถีชีวิตปกติธรรมดา

ยังติดอยู่กับโลก กิจกรรมต่างๆทางโลก การสัมผัสอยู่กับความหลากหลายของสิ่งต่างๆ

有了禅心,就能随遇而安。在生活里面有也好、无也好、多也好、少也好、

大也好、小也好。有了禅心,就不会斤斤计较世间上的五欲尘劳

เมื่อมีเซนในใจ สภาพรอบตัวทุกอย่างก็เรียบง่าย จะมีก็ดี หรือจะไม่มีก็ดี


มากก็ดี น้อยก็ดี จะใหญ่ก็ดี จะเล็กก็ดี ทุกอย่างย่อมดีหมด


ใจที่มีเซน จะไม่เข้าไปกอดรัดความต้องการทั้ง5ของมนุษย์

 

(ร่ำรวย สวยหล่อ เด่นดัง ความเอร็ดอร่อย ความหลับเพลิดเพลินหลงใหล)

 

无门就是入禅之门


ไร้ประตู ก็คือ ประตูทางเข้าของเซน

 

เป็นภาพจาก: www.tamdee.net/note/view.php?No=1232

วิธีเผชิญความทุกข์ที่ดีที่สุด

ต้องเผชิญกับมันด้วยความเข้าใจและด้วยความสุภาพ

ไม่ใช่คอยปลอบประโลมไปวันๆ

หรือเอาแต่คอยหลบหลีกปัญหาความทุกข์อยู่ร่ำไป

การเผชิญหน้ากับความทุกข์อย่างซื่อๆ

ด้วยความนิ่มนวลจะเป็นความสุขและละเอียดอ่อน

จะไม่เป็นความแข็งกร้าวหรือแข็งกระด้างแต่อย่างใด

และคนทั่วไปมักคิดว่าผู้ที่เข้าใจชีวิตจะเป็นผู้ที่มีจิตใจแข็งกระด้าง

นื่องจากเป็นคนที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับใคร! แต่เซนไม่ใช่เช่นนั้น

เรื่องราวของอาจารย์ โสเอน ชากุ อาจารย์เซนชาวญี่ปุ่นผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง

คงจะทำให้เราสามารถมองเห็นวี่แววของเซนในเรื่องนี้ได้บ้าง


ภาพจาก: www.junjaowka.com/webboard/showthread.php?t=20141

1. ปล่อยวางอย่างเซน

ใครคนหนึ่งที่บอกกับเราว่า “พี่ควรจะปล่อยวางเสียบ้าง เพราะพี่แบกทุกอย่างเอาไว้เยอะเกินไป

และไหล่ของพี่กำลังจะรับน้ำหนักนั้น ไม่ไหว” พร้อมกับยื่นหนังสือชื่อ "ปล่อยวางอย่างเซน" ให้เรา....

เซน...คือพุทธ... พุทธศาสนาเราดีๆ นี่เอง “อนิจจัง ทุกขัง


อนัตตา” พุทธสอนอย่างนี้.. เซนก็บอกไว้อย่างนี้เหมือนกัน...

- ยึดมั่นคราใด เป็นทุกข์ครานั้น
- ชีวิตที่มีค่า ดูได้จากเนื้อหาสาระ ไม่ใช่ดูที่รูปแบบที่สวยหรู
- รู้จักปลง รู้จักยอม รู้จักเย็น
- ต้องมั่นใจให้ได้ ว่าไม่มีอะไรได้ดังใจเรา
- การปลง เป็นการยุติเรื่องนั้นให้หยุดอยู่แต่แค่นั้น
- ชีวิตที่ประสบความสำเร็จ กับชีวิตที่ร่ำรวย มันคนละเรื่อง กัน
- เพราะไม่รู้ตัวอยู่เสมอๆ พอความคิดเกิดขึ้นก็ตั้งตัวไม่ ติด พลัดตกลงไปในกระแสแห่งความคิด

ภาพจาก: www.dhammachak.net/board/viewtopic.php?t=369

สำหรับ นิกายเซน ได้กล่าวมาแล้วว่า  เซนเป็นผลผลิตของความคิดแบบจีน  คนจีนไม่สู้สนใจปัญหา

ทางปรัชญาเหมือนคนอินเดีย ดังนั้น  เซนจึงแตกต่างจากพุทธศาสนา แบบอินเดียในแง่ที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องกรรม

การเกิดใหม่ หรือสังสารวัฎ เท่าที่กล่าวมานี้หลายท่านอาจนึกภาพออกว่า  เมื่อพูดถึงเรื่องปัญหา

กำเนิดของจักรวาล เซนคงไม่สนใจปัญหานี้แน่น   เพราะขนาดพุทธศาสนาแบบอินเดียซึ่งสนใจ

ปัญหาทางปรัชญายังไม่สนใจปัญหาที่ว่า นี้   เซนซึ่งไม่สนใจปัญหาปรัชญาเลยคงไม่สนใจปัญหาที่ว่านี้แน่

ผู้เขียนเองก็เคยคิดเช่นนั้น   จนกระทั่งได้มาศึกษาความคิดของอาจารย์เซนท่านหนึ่ง

จึงรู้ว่าตนเข้าใจผิด   ในนิกายเซนมีกระแสความคิดบางสายสนใจปัญหาที่ว่านี้และได้ให้คำตอบต่อปัญหา

ที่ว่านี้ไว้   เจ้าของความคิดที่ว่านี้คือท่านฮวงโป (Huang Po,- ๘๕๐ A.D)

อาจารย์เซนคำสำคัญอีกคนหนึ่งในสมัยราชวงศ์ถัง   ขอให้เรามาดูข้อความต่อไปนี้

ท่านครูบาได้กล่าวกับข้าพเจ้าว่า :

พระพุทธเจ้าทั้งปวงและสัตว์โลกทั้งสิ้นไม่ได้เป็นอะไรเลย   นอกจากเป็นเพียงจิตหนึ่ง

 (One Mind)นอกจากจิตหนึ่งนี้แล้วมิได้มีอะไรตั้งอยู่เลย


เป็นภาพจาก: www.thaioctober.com/forum/index.php?topic=995...

ปัญญา-ศาสตราวุธ

"ใช้ชีวิตอยู่ในโลก แต่อย่าให้ฝุ่นของโลกเกาะติดได้"

ศาสตราวุธ คือ ของมีคมที่ใช้เป็นอาวุธสำหรับ "ตัด"

ปัญญา คือ ศาสตราวุธ หมายถึงปัญญาดุจของมีคมเพื่อใช้สำหรับตัดปัญหา เพื่อความสิ้นทุกข์

ปัญญาไม่ใช่ "ความรู้" ต้องกำหนดแยกแยะให้ชัด

ในทางพระพุทธศาสนา ปัญญามี 3 ประเภทคือ
สุตมยปัญญา คือ ปัญญาได้จากการฟัง ฟังมากๆ ก็รอบรู้มาก เกิดปัญญามาก
จินตามยปัญญา คือ ปัญญาได้จากการขบคิด ตรึกตรองมากๆ ก็เกิดปัญญา
ภาวนามยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการเพ่งภาวนา อบรมให้มีขึ้น

ปัญญา ต้องรู้ชัดว่า โลกนี้ยึดมั่นเข้าแล้วเป็นทุกข์ ไม่มีอะไรได้ดังใจเรา

ทุกสิ่งมีแต่ความเปลี่ยนแปลงเป็นกฎหลักเป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย

ไม่มีอะไรเป็นตัวตนเที่ยงแท้ของเรา ไม่มีอะไรอยู่ในังคับของเรา ทุกสิ่งว่างจากความ

หมายแห่งความเป็นตัวตน ฯลฯ ใช้ชีวิตอยู่ในโลกแต่อย่าให้ฝุ่นของโลกเกาะติดได้

เหมือนดอกบัวเกิดในโคลนตม แต่ไม่ติดโคลนตมฉันนั้น

ที่สุดของชีวิตอยู่ที่ตรงนี้ อย่าไปห่วงอย่างอื่นจนเสียการ

 

 

 


" ตราบใดที่ยังยึดติดอยู่กับการเกิดการตาย ย่อมไม่มีทาง
รู้แจ้งได้ การจะรู้แจ้งได้นั้น ผู้นั้นต้อง เห็นแจ้ง ใน ธาตุแท้
ของตัวเองให้ได้ก่อน การไม่เห็นแจ้งใน ธรรมชาติที่แท้แห่งตน
แล้วพูดพล่ามเรื่องธรรมะ เรื่องกฎแห่งกรรมจึงเป็นสิ่งไร้สาระ
พุทธะย่อมไม่ฝึกอะไรที่ไร้ประโยชน์ พุทธะไม่ยึดติดในกรรม
และผลของกรรม การพูดว่าพุทธะได้บรรลุอะไรบางอย่าง
เป็นการดูแคลนพุทธะโดยแท้ "

- ตั๊กม้อ -
ศาสนาพุทธได้เข้ามาเผยแพร่ในจีนก่อนตั๊กม้อเดินทางมาถึงประเทศจีน เป็นเวลา
หลายร้อยปี มีการแปลคัมภีร์ศาสนาพุทธจากภาษาสันสกฤตเป็นภาษาจีนออก
มามากมาย แต่เซนก็ไม่เคยถือกำเนิดก่อนหน้าตั๊กม้อนั่นอาจเป็นเพราะมี ความ
แตกต่างทางวัฒนธรรมจิตวิญญาณ ค่อนข้างมาก ระหว่าง จิตลักษณะแบบจีน
กับ จิตลักษณะแบบอินเดีย จึ งทำให้ก่อนหน้าตั๊กม้อ ศาสนาพุทธยังเป็นแค่
ศาสนาต่างชาติ สำหรับสังคมจีนอยู่ดี แม้จะมีคำสอนอันล้ำลึกและน่าสนใจ
อยู่มากก็ตาม

จะว่าไปแล้วเซนบังเกิดขึ้นมาได้เพราะเป็น ผลลัพธ์ของการหลอมรวม กันระหว่าง
ศาสนาพุทธของอินเดียกับวัฒนธรรมจีน หรือเป็นผลที่ได้มาจากการหลอม รวมกัน
ระหว่างจิตลักษณะแบบจีนกับจิตลักษณะแบบอินเดียนั่นเอง ซึ่งกลายออก มาเป็น
ผลงานอันล้ำเลิศ ซึ่งรวมปมเด่นของสองวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่เข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน
อย่างที่ประเทศอินเดียซึ่งเป็นมาตุภูมิของศาสนาพุทธแท้ ๆ ก็ยังให้ กำเนิดนิกายอย่าง
เซนออกมาไม่ได้โดยตรง อย่างดีก็ให้กำเนิดยอดคนและยอดครู อย่างท่านนาคารชุน
ซึ่งทั่วโลกยอมรับว่าเป็นมหาบุรุษของ ศาสนาพุทธที่ยิ่งใหญ่ที่สุด หลังการเสด็จ
ปรินิพพานของพระพุทธเจ้าเท่านั้น

ถัดจากท่านนาคารชุนลงมา ท่านโพธิธรรม ตั๊กม้อ ถือว่า เป็นยอดคนรุ่นหลัง
ที่โดดเด่นที่สุด ตามตำนานว่ากันว่า ท่านเป็นโอรสของกษัตริย์เมืองหนึ่งทาง
อินเดียตอนใต้ ความที่ท่านมีสติปัญญาล้ำเลิศเหนือคนธรรมดา ทำให้ตั้งแต่วัยหนุ่ม
ท่านก็สามารถมองทะลุถึงความจริงทางโลก ว่าไม่มีใครรอดพ้นความตายไปได้
ต่อให้ ยิ่งใหญ่หรือร่ำรวยแค่ไหนก็ตาม ด้วยเหตุนี้ท่านจึงหันมาสนใจเรื่องศาสนา
หรือเรื่อง จิตวิญญาณตั้งแต่วัย หนุ่มจนถึงกับตัดสินใจออกบวชเพื่อแสวงหาหนทาง
ในการหลุดพ้น

ว่ากันว่า คุรุของเจ้าชายโพธิธรรมที่ช่วย ให้พระองค์ทรงมีดวงตาเห็นธรรม ได้
มิใช่บุรุษ แต่เป็นสตรีใช่ภิกษุ แต่เป็นภิกษุณีรูปหนึ่ง และนางเองเป็นคนสั่ง
ให้ศิษย์ของนางหรือพระโพธิธรรมออกไปเผยแพร่ธรรมที่ประเทศจีน เพราะแม้ศาสนา
พุทธได้เข้ามาเผยแพร่ในจีนอยู่ก่อนแล้ว กว่าหกร้อยปีก่อนที่ตั๊กม้อหรือท่านโพธิธรรม
จะไปถึง แต่สิ่งที่เข้ามานำมาเผยแพร่นั้น มันเป็นแค่ พุทธศาสตร์ เท่านั้น ยังหาใช่
พุทธธรรมไม่ เนื่องเพราะผู้ที่เข้ามาเผยแพร่พุทธศาสนาในจีนก่อนหน้าตั๊กม้อนั้น
แม้เป็นผู้รอบรู้ในพระไตรปิฎกก็จริง เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่เปี่ยมไปด้วยความ
เมตตาก็จริง แต่ก็ยังมิใช่บุคคลที่สามารถถ่ายทอดพุทธธรรมของพุทธะได้

ตอนที่พระโพธิธรรม หรือตั๊กม้อเดินทางไปถึงประเทศจีนนั้น ทั่วประเทศ จีนมีวัด
ของศาสนาพุทธอยู่แล้วถึงสามหมื่นกว่าแห่ง และมีจำนวนพระสงฆ์ที่บวชแล้ว
อยู่ถึงสองล้านรูป ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยเลย แม้พิจารณาจากมาตรฐานของยุคนี้อาจ
กล่าวได้ว่า ตั๊กม้อมาถึงเมืองจีนในช่วงเวลาที่พอเหมาะที่มีเงื่อนไขรองรับการ
ก่อกำเนิด ศาสนาพุทธนิกายเซนก็ว่าได้

คน ๆ หนึ่งที่อยู่ในเงื่อนไขที่สามารถเลือกคุรุที่เป็นภิกษุผู้บรรลุธรรมที่มี อยู่หลายรูป
แต่กลับเจาะจง เลือกคุรุที่เป็นภิกษุณีแทน และตัวเองก็สามารถบรรลุ ธรรมได้ด้วยเช่นกัน
การกระทำของคนผู้นี้ต้องการจะบอกอะไร ? ใช่หรือไม่ว่า เขา คนนี้เป็นยิ่งกว่าสาวก
ของพระพุทธองค์ที่มีความกล้า มีความเป็นตัวของตัวเองสมกับเป็นปรมาจารย์แห่ง
เซนอันเป็นศาสนาพุทธที่ปรับเข้ากับวัฒนธรรมของจีน และ ซึมซับส่วนที่เป็นแก่นเป็น
หัวใจของวัฒนธรรมจีน ซึ่งก็คือ เต๋า เข้ามาไว้ในตนได้อย่างดี

นิทานปรัชญาเซน
นิทาน   ปรัชญาเซนนับเป็นวัตรกรรม    ทางปัญญาที่พุทธศาสนานิกายเซนมอบให้เป็น
มรดกทาง ปัญญาของประชาคมโลก   ลักษณะเฉพาะของนิทานปรัชญาเซนก็คือ
เป็นเรื่องเล่าสั้นๆ   เกี่ยวกับประสบการณ์ในการฝึกปฏิบัติในสำนักเซนระหว่าง
อาจารย์กับศิษย์ หรือเป็นเรื่องเล่าทั่วๆ   ไปที่เกิดขึ้นในจีน หรือญี่ปุ่น อันเป็นแผ่นดิ
มาตุภูมิที่เซนถือกำเนิดขึ้นก่อนจะมีวิวัฒนาการแพร่หลายไปยัง   ส่วนต่างๆ ของโลก
นิทานปรัชญาเซนมีอยู่เป็นจำนวนมากมายหลายร้อย   เรื่อง   แต่ละเรื่องแม้จะมี
เนื้อหาแตกต่างกัน แต่เป้าหมายลงรอยเป็นหนึ่งเดียวกัน   นั่นคือเน้นให้ผู้ศึกษาตื่
จากความหลับใหลในศาสนา   ลัทธินิกาย   ทฤษฎี  ศาสตร์    หลักการ รวมทั้งความยึด
มั่นถือมั่นในสิ่งมากมายหรือเปลือกแห่งชีวิตอย่างกิน  กาม   เกียรติ   เงินตรา   อำนาจ
ราชศักดิ์ และความหลงเพลินในโลกียารมณ์และทรัพย์สมบัติอย่างสุดโต่ง

กล่าวอย่าง สั้นที่สุด นิทานเซนทุกเรื่องมุ่งไปที่การปลุกให้คนตื่นจากความโง่ หั

มาดำรงชีวิตอยู่ในปัจจุบันขณะด้วยปัญญาบริสุทธิ์อย่างรู้ตัวทั่วพร้อมทุก นาทีแห่งชีวิต

อย่างไรก็ตามแม้จะได้ชื่อว่าเป็น "นิทาน" แต่หลายเรื่องมีเค้ามูลแห่ง ความจริง

 ปรากฏอยู่และเคยเกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ ที่จะได้อ่านกันต่อไปนี้ เป็นเพียง

ตัวอย่างบางเรื่องที่เห็นว่าน่าสนใจ ยกมาให้อ่านกันสิบเรื่องก่อน แบ่งเป็นนิทาน
เซนที่มีแหล่งกำเนิดอยู่ในญี่ปุ่นหกเรื่อง

ส่วนอีกสี่ เรื่องเป็นปฏิปทาของครูบาอาจารย์ฝ่ายไทยที่มีชีวิตอยู่ร่วมสมัยกับเรานี่

เอง ได้แก่ ปฏิปทาของท่านพุทธทาสภิกขุ ผู้เคยได้ชื่อว่าเป็นนาครชุนแห่งเถรวาท
ที่นำพุทธศาสนานิกายเซนมาเผยแผ่ให้คน ไทยได้รู้จักเป็นอันดับต้นๆ ก่อนจะมีคน
ไทยหันมาให้ความสนใจเซนอย่างล้นหลามเช่นในปัจจุบัน ตามด้วยปฏิปทาของ
หลวงพ่อชา สุภัทโท หรือ

พระโพธิญาณเถร และปฏิปทาของหลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ ผู้มีลีลาการสอน

ละม้ายคล้ายกับครูบาอาจารย์ฝ่ายเซนมากที่สุดรูปหนึ่งที่ผู้ เขียนเคยรู้จัก

ชาล้นถ้วย

ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่นแวะไปหาอาจารย์นัน

อินถึงที่วัด ท่านนันอินรินชาต้อนรับ

ศาสตราจารย์ชื่อดังสังเกตเห็นว่า ท่านนันอินรินชาจนล้นถ้วย คิดว่าท่านเผลอจึง

ออกปากเตือน

"อาจารย์ ชาล้นถ้วยแล้วขอรับ"

"ถ้วยชานี้ก็เหมือนกับโยมนั่นแหละ เจริญพร"

"เหมือนยังไงขอรับ"

"ก็ถ้าโยมไม่ทำถ้วยของโยมให้ว่างเสียก่อน อาตมาจะถ่ายทอดเซนให้กับโยมได้
อย่างไร"

=============================================

คอลัมน์ Dhamma intrend

โดย ว.วชิรเมธี

-ญ- มิ่งมงคลร้อยรัคติจีน9 ยอดหญิงแผ่นดินจีนผู้ยิ่งใหญ่

27/กค/52 

ตามด้วยอักษร -ญ-

ยอดหญิงแผ่นดินจีนผู้ยิ่งใหญ่

-ญ- มิ่งมงคลร้อยรัคติจีน 9

น้อมรับศรัทธาที่ยิ่งใหญ่จากหญิงงามของแผ่นดินจีน
 

แก่นแท้เหตุการณ์ประวัติศาสตร์จีนสำคัญ

ที่พลิกผันชะตาชีวิตของชนชาติอันยิ่งใหญ่ด้วยสตรีเหนือบุรษ

รหัสความงามของสตรี..คำว่า

มัจฉาจมวารี   ปักษีตกนภา

จันทร์หลบโฉมสุดา และมวลผกาละอายนาง 

 "แม่นางหยางกุ้ยเฟย,หวัง จ้าวจวิน,เตียวเสี้ยน,ไซซี .

闭月羞花 อ่านว่า ปี้ เยี่ยว์ ซิ่ว ฮัว  หมายถึง "จันทร์เขินบุปผาอาย "

นิทานนี้ 闭月(ปี้ เยี่ยว์) และ 羞花(ซิ่วฮัว) ต่างก็เป็นชื่อของหญิงงามในยุคโบราณของจีน

 เป็นฉายาของแม่นางเตี้ยวฉาน และแม่นางหยาง อี้ว์หวน

ซึ่งแต่ละฉายาต่างก็มีคำบอกเล่าถึงที่มา ดังจะกล่าวต่อไปนี้   เรื่องมีอยู่ว่า

เตี้ยวฉานซึ่งเป็นหญิงงามผู้หนึ่งในสมัยสามก๊ก

คืนหนึ่งเธอได้ออกมาเดินเล่นชมพระจันทร์ที่สวนดอกไม้ จู่ๆ ก็มีลมพัดแผ่วมา

กลุ่มเมฆก็พลันเคลื่อนตัวมาบดบังพระจันทร์ดวงโต

 บังเอิญผู้เป็นพ่อก็ผ่านมาเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวเข้า ต่อมาเขาจึงบอกทุกคนถึงความงามของบุตรสาวว่างดงาม

จนพระจันทร์ที่ว่าสวยยังรู้สึกเขินจนต้องซ่อนตัวหลังม่านเมฆ   

 เพราะเหตุนี้เตี้ยวฉาน จึงได้รับสมญานามเสียใหม่ว่า "อับจันทร์" (ปี้ เยี่ยว์)

นอกจากนี้ยังมีอีกสาวงามนามว่า "หยาง อี้ว์หวน" เธอคือสนมนางหนึ่งในสมัยถัง

 เล่ากันว่าครั้งหนึ่งนั้นเธอออกมาชมดอกไม้ที่อุทยาน

เมื่อเห็นดอกไม้ที่บานสะพรั่ง ก็นึกให้น้อยใจ เมื่อวัยสาวถูกปิดกั้นอยู่แต่เพียงในพระราชวัง พลันเปรยออกมาว่า

"อา..เจ้าดอกไม้ ทุกปีที่ผ่านเจ้ายังมีวันได้ผลิแย้มกลีบใบ แต่ข้าเมื่อใดจะเห็นตะวันยังมิรู้"

 พูดจบ ก็เอื้อมมือไปสัมผัส ทันใดดอกไม้ก็ลดช่อต่ำลง บังเอิญนางกำนัลเดินมาพบเข้า จึงเก็บเอา

เรื่องนี้ไปคุยจนทั่ววัง ว่าความงดงามของหยาง อี้ว์หวนนั้นแม้กระทั่งบุปผา

ที่สวยสะพรั่งยังละอายจนต้องลดช่อหลบ  เพราะเหตุนี้ จึงเป็นที่มาของ "บุปผาอาย" (ซิ่วฮัว)

ทั้งนี้ 闭月羞花,月亮见了躲避,花儿见了含羞 (จันทร์เขินบุปผาอาย

พระจันทร์เห็นแล้วอยากหลบ ดอกไม้พบรู้สึกอาย)

ใช้เปรียบเทียบถึงหญิงสาวที่งดงามจนไม่มีใครเทียบเทียมได้

จริงๆแล้วยอดหญิงงามของจีนที่เล่ากันมา ยังมีอีกหลายคน

เชื่อว่าน่าจะพอเคยได้ยินกันมาบ้างเช่น ไซซี เตียวเสี้ยน หยางกุ้ยเฟย และหวัง จ้าวจวิน

Thanks Credit to http://www.chinese.cn สถาบันขงจื่อออนไลน์

ที่รวบรวมบทความและความรู้ดีๆ ให้คอวัฒนธรรมจีน

 

 ภาพจาก: gotoknow.org/blog/phetroong/214554

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 5 พฤศจิกายน 2551 18:17 น.

 

โฉมงามหนึ่ง...ซีซือ xishi...    

งามเลื่องลือที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติจีน

  เสน่ห์นางนั้นชวนไหลหลงยิ่ง

  ความงามนั้นมีไว้เพื่อประโยชน์แห่งแผ่นดิน

  ความงามที่สั่นสะเทือนราชบัลลังก์ฟูไชฮ่องเต้ผู้เก่งกล้า

  นักรบที่แข็งแกร่งที่สุด กลับสยบในอ้อมกอดแห่งโฉมอิสตรี

  เมืองล่มสลาย  ฟูไชเชือดพระศอสังเวยคมเสน่ห์ของนางผู้ถูกส่งมากำจัดพระองค์

 เพราะความงามดุจเทพวิจิตรสร้าง

เพราะความงามดุจลูกเกาทัณฑ์อาบยาพิษที่บุรุษอาชาไนยยินดีแอ่นอกรับ

นี่แหละ  ซีซือ...   โฉมงามผู้ทำลายเมืองและราชบัลลังก์ศัตรู

โฉมงามสอง...หวางเจาจวิน wang zhaojin   ผู้ถูกจำพรากจากบ้านเกิดเมืองนอน

ความงามของนาง...ทำให้ต้องนิราศร้างจากแผ่นดินเกิด

ความงามคือทูตสันถวไมตรีไปยังเซียงหนู

ผู้พบเห็นต้องตะลึงในความงามอันหาที่ติมิได้

ขับเพลงเสนาะ กับเครื่องดีดคู่กาย...แสนไพเราะยิ่ง

ทำนองเศร้าสร้อยที่ต้องร้างไกลจากบ้านมายังถิ่นอนารยธรรมแดนศัตรู

แลตายเพราะตรอมตรม  แสนรันทดยิ่งนัก

โฉมงามสาม...เตียวเสี้ยน diaochan   นางผู้พลิกแผ่นดินให้ลุกเป็นไฟ

ความงามของนางเป็นมหันตภัยยิ่งของนักรบผู้แข็งแกร่งทุกคนที่ใกล้ชิด

ลิโป้สังหารตั๋งโต๊ะก็เพราะแย่งชิงนาง

ตั๋งโต๊ะตายเพราะเมียรักโดยแท้

ลิโป้ถูกยั่วเสน่ห์ และลุ่มหลงนาง

ความภักดีมิได้มีไว้มอบแก่บุรุษ แต่...เพราะงมงายในเสน่ห์เหลือล้นของนาง

ร่ำสุรา เมามาย เคล้ากายนารี จนพบจุดจบอย่างไร้ศักดิ์ศรี

บ้านเมืองที่แข็งแกร่งต้องพินาศเพราะนางโดยแท้

โฉมงามสี่...หยางกุ้ยเฟย yang guifei  นางผู้สั่นสะท้านราชสำนัก

ความงามที่อวบอิ่มยามดรุณแรก ...สบตาแรกไฟราคฮ่องเต้เฒ่าถังหมิงก็ลุกโชน

ถังหมิงพรากนางไปจากโอรส...ยกฐานะลูกสะใภ้ขึ้นเป็นสนมเอก

ฐานะมารดาบุญธรรม

หลี่เม่าโอรสชอกช้ำใจที่ถูกพรากชายา

ถังหมิงเมามายลุ่มหลงนางจนบ้านเมืองระส่ำระสายด้วยไร้ฮ่องเต้ออกว่าราชการ

นางและพวกเรืองอำนาจขึ้น

นางมีลูกบุญธรรมกำยำคนหนึ่งไว้ข้างกาย...  แม้ถูกอัปเปหิ แต่ก็กลับมาอีก

แต่เพราะนาง...ได้ชักศึกเข้าเมือง ราชสำนักป่นป่วนเพราะแย่งชิงบัลลังก์

เฒ่าถังหมิงฮ่องเต้หนีพร้อมนาง...แต่ไม่รอด   

หยางกุ้ยเฟยถูกกำจัด  ...ฮ่องเต้พร่ำเพ้อถึงนางจนประชวรและสวรรคต

โฉมงามหยางกุ้ยเฟย คือ อิสตรีผู้ล่มราชบัลลังก์โดยแท้

............................................................................................................

ความงามของสตรียอดวิไล   คือมหันตภัยของบุรุษ  

ความงามที่อาบยาพิษ  คือความงามที่อาจล่มบ้านล่มเมืองได้

บุรุษผู้เก่งกล้าเพียงไหน ...ย่อมสยบต่อเบื้องเท้านางได้...หากปล่อยราคะเข้าครอบงำ 

ในประวัติศาสตร์ของจีนมีการกล่าวขวัญหญิงสาวหลายนางที่มีความงามเป็นเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็น ไซซี

หวังเจาจวิน หยางกุ้ยเฟย เฉินหยวนหยวน หรือไช่เหวินจี

แล้วมาตรฐานสาวงามตามแบบจีนดั้งเดิมนั้นเป็นอย่างไร...

ใบหน้า

แต่ไหนแต่ไรมา ชาวจีนมองว่าใบหน้ารูปไข่เป็นรูปหน้าที่ได้สัดส่วนที่สุด

เมื่อแบ่งตามขวางแล้วจะได้ 3 ส่วน : จากไรผมถึงคิ้ว

จากคิ้วถึงปลายจมูก จากปลายจมูกถึงคาง เมื่อมีรูปหน้าที่สวยงามแล้วราย

ละเอียดบนใบหน้าก็ต้องเหมาะเจาะ ระยะห่างระหว่างตา 2 ข้าง

จะต้องเท่ากับความยาวของดวงตา ยิ่งถ้าใครมีลักยิ้มบนแก้ม

ก็จะถูกมองว่าเป็นหญิงสาวที่มีเสน่ห์คนหนึ่ง

คิ้ว

ชาวจีนเชื่อกันว่า คิ้วและดวงตาของผู้หญิงสามารถสะท้อนถึงจิตใจของพวกเธอได้

ส่วนคิ้วรูปแบบไหนจึงจะเรียกว่าสวยนั้น ต้องบอกว่าขึ้นอยู่กับยุคสมัย

อย่างในสมัยราชวงศ์ฉิน (221-207 ปีก่อนคริสตศักราช)

แม่นางทั้งหลายนิยมคิ้วดก ยาว และโค้ง ขณะที่สาวสมัยฮั่นนิยมคิ้วรูปสามเหลี่ยมคล้าย “八”

เรื่อยมาจนถึงสมัยถังหญิงสาวนิยมกันคิ้วให้เป็นรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวหรือใบหลิว

กระทั่งในช่วงกลางศตวรรษที่ 14 คิ้วโก่ง บางก็กลายเป็นรูปทรงยอดนิยม

ดวงตา

ในบทกลอนของจีนมักเปรียบเทียบความงามของหญิงสาวว่างามดุจ

ดอกท้อแย้มบานในฤดูใบไม้ผลิ ดวงตาเรียวยาว หางตาตวัดโค้งขึ้น ลูกนัยน์ตาดำสนิท

ริมฝีปาก

ริมฝีปากเล็ก สีชมพู เป็นมันเงา มุมปากโค้งขึ้น หรือที่เรียกว่า

“ปากเล็กเหมือนผลเชอร์รี่” เป็นปากที่ชาวจีนสมัยก่อนมองว่างามที่สุด

รูปร่าง

ทฤษฏีความงามแบบดั้งเดิมของจีนกล่าวไว้ว่า เอวที่คอดกิ่วเป็นความงามอย่างหนึ่งของผู้หญิง

 ส่วนเว้าส่วนโค้งที่งดงามได้สัดส่วนสะท้อนถึงความอ่อนช้อยและอ่อนโยนของผู้หญิง จีนในยุคโบราณมองว่า

หญิงสาวที่มีเอวและสะโพกเป็นรูปนาฬิกาทรายนับเป็นหญิงสาวที่มีรูปร่างงดงามสมบูรณ์แบบ

ในตำนานและบทกลอนเก่าแก่ก็เคยพาดพิงถึงเสน่ห์อันเย้ายวนใจของเอวที่คอดกิ่ว

และที่โด่งดังเรื่องหนึ่งคงหนีไม่พ้นเรื่องราวเมื่อ 2,000 กว่าปีก่อนของฉู่หลิงอ๋อง ผู้ครองรัฐฉู่

ผู้ชื่นชอบหญิงสาวที่มีเอวเล็ก บรรดาพระสนมชายาต้องการเป็นที่โปรดปรานก็พากันอดอาหารมัดเอว

จนสุขภาพย่ำแย่ แม้แต่ขุนนางก็พยายามจะผอมเพื่อเอาใจฉู่หลิงอ๋อง วันๆ หนึ่งทานอาหารแค่มื้อเดียว

ไม่นานก็ร่างกายทรุดโทรมยืนแทบไม่อยู่ ไฉนเลยจะมีเรี่ยวแรงสนใจงานการ

เซ็กซี่อย่างจีน

ความเซ็กซี่ของสาวจีนสมัยก่อนเป็นอย่างไร? สะโพกยกกระชับ หน้าอกภูเขาไฟหาใช่คำตอบสุดท้าย

สมัยก่อนชาวจีนมองว่าคิ้วคือสิ่งที่เซ็กซี่ที่สุดของผู้หญิง โดยคิ้วนั้นสามารถสะท้อนอารมณ์ของหญิงสาวได้

ดังนั้นจึงมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า “สายรุ้งแห่งอารมณ์” (七情之虹) ส่วนอวัยวะที่ถูกมองว่าเซ็กซี่รองลงมาได้แก่ ไหปลาร้าและคออันงามระหง

งามที่ใจใช่ใบหน้า

แม้จะมีรูปร่างหน้าตาสะสวยเพียงไร แต่สิ่งที่สำคัญและได้รับการยกย่องเสียยิ่งกว่า

ความงามภายนอกก็คือหญิงสาวผู้ทรงไว้ซึ่ง 3 เชื่อฟัง 4 คุณธรรม...3 เชื่อฟังก็ได้แก่

ก่อนแต่งให้เชื่อฟังบิดา หลังแต่งให้เชื่อฟังสามี และเมื่อสามีตายจากก็ให้เชื่อฟังลูกชาย

ถือเป็นแนวคิดที่ยิ่งใหญ่ของผู้หญิงในสมัยก่อน ทั้งชีวิตทำเพื่อคนอื่นและอยู่เพื่อคนอื่น

 

ส่วน 4 คุณธรรมนั้นก็ได้แก่ รูปร่างหน้าตาจะต้องสะอาดสะอ้าน

อีกทั้งกริยามารยาทเพียบพร้อม กล่าวมธุรสวาจา อีกทั้งการบ้านการเรือนไม่ขาดตกบกพร่องนั่นเอง

ความรู้ของหญิงสาว

ดนตรี - ดนตรีในที่นี้หมายถึงพิณ 7 สาย ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 3,000 ปี

หมากรุก - หมายถึงหมากล้อม หญิงสมัยก่อนไม่มีโอกาสได้ทำงานเหมือนกับผู้ชาย

ดังนั้นจึงได้รวมตัวกันเล่นหมากล้อมเพื่อผ่อนคลาย

เขียนพู่กัน – การเขียนอักษรหรือคำกลอนไม่ใช่เรื่องสำหรับผู้ชายเฉพาะ

ผู้หญิงเรียนรู้ว่าจะเขียน อ่าน และเขียนพู่กันจีนอย่างไร ไม่ว่าจะมีภูมิหลังทางครอบครัวอย่างไร

พวกเธออ่านเพื่อพัฒนาตัวเอง เขียนบทกลอนเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกและเรื่องราวชีวิตของตัวเอง

และเขียนพู่กันจีนเพื่อความบันเทิง

วาดภาพ - ในสมัยก่อนมีผู้หญิงหลายคนที่มีพรสวรรค์ในการวาดรูป แม้ว่าทักษะของพวกเธอมักถูกมองข้าม

โดยสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ก็ตาม หัวข้อที่พวกเธอชอบวาดส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับดอกไม้ สัตว์เลี้ยง และหญิงงาม

งานเย็บปัก - งานเย็บปักถักร้อยนั้นก็นับว่าเป็นสัญลักษณ์ของหญิงสาวที่ขยันขันแข็ง

และสะท้อนให้เห็นถึงอารมณ์และความฉลาดของผู้หญิงด้วย ทั้งยังเป็นมาตรฐานของศรีภรรยาที่ดี

 

แก่นแท้เหตุการณ์ประวัติศาสตร์จีนสำคัญ  ที่พลิกผันชะตาชีวิตของชนชาติจีน

อันยิ่งใหญ่    ด้วยสตรีเหนือบุรุษที่นอกจากความงามอะไรคือสาเหตุ ทีหญิงจีน

ได้รับการยกย่องกล่าวขาน อธิเช่น  บูเช็กเทียน  หยางกุ้ยเฟย  ไชซี  เตียวเสี้ยน

 

ไม่ว่าสมัยนี้หรือสมัยใด     การที่สตรีจะตั้งตนมีอำนาจเหนือผู้คนนั้นท่านว่าง่ายหรือไม่  

 อย่าว่าแต่อิตถีสตรีเพศที่บอบบางเลย  แม้แต่บุรุษชาติอาชาไนยเองก็แสนยาก

    

บูเช็กเทียน

ภาพจาก: mblog.manager.co.th/.../

ภาพจาก: mblog.manager.co.th/ana123/162--/

เรื่องพระนางบูเช็กเทียนทรงปลดดอกโบตั๋น -武则天贬牡丹

武则天在一年冬天来到花园里游览,  大雪刚停,到处都是白色的,

十分漂亮。  突然她看见了在雪中盛开的红梅,高兴极

了。这时,武则天想:  如果现在能让百花盛开该有多好。 

 于是,她写了一首诗,  让宫女拿到花园里焚烧,  告诉百花仙

子。  百花仙子听到这个消息,  都十分害怕。大家都说:

“咱们还是早点做准备,  提前开花吧。  如果武则天生气了,咱

们都要倒霉了。”只有牡丹仙子不同意她们的意见,  她说:

“百花开放,  是遵从季节的  ,怎么能随便开放呢?  武则天

太霸道了,  我就不开,  看她怎么办!”

ในฤดูหนาวของปีหนึ่ง  พระนางบูเช็กเทียน  ( 武则天-- อู่เจ๋อเทียน – จีนกลาง )  

ได้เสด็จลงประพาสในอุทยาน พายุหิมะเพิ่งหยุดพัด  

ทุกหนทุกแห่งล้วนแต่เป็นสีขาว  งดงามเหลือคณา   

 พลันพระนางก็ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นดอกเหมยสีแดงบานอยู่ท่ามกลางหิมะ   ทรง

สำราญพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ณ   ขณะนั้น    พระนางบูเช็กเทียนทรงดำริว่า  

 หากตอนนี้ สามารถทำให้มีบุปผชาตินานาพรรณเบ่งบานได้ ก็

คงจะดีไม่น้อย   ดังนั้น   พระนางจึงทรงรจนาบทกวีขึ้นมาบทหนึ่ง   

ให้นางกำนัลนำไปจุดไฟเผาในอุทยาน   เพื่อบอกกล่าวต่อเทพแห่งบุ

ปผานานาพรรณ   เทพแห่งบุปผานานาพรรณได้ทราบข่าวนี้แล้ว   

ต่างพากันเกรงกลัว ทุกนางล้วนกล่าวว่า    “เราคงต้องเตรียมงานให้

พร้อมเร็วหน่อย ทำให้ดอกไม้บานก่อนเวลากันเถอะ   

 หากพระนางบูเช็กเทียนทรงกริ้วแล้วละก็   พวกเราล้วนต้องประสบโชคร้ายกันแล้วล่ะ”  

มีแต่เพียงเทพแห่งดอกโบตั๋นที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นของเหล่าเทพ    

นางกล่าวว่า    “นานาบุปผชาติเบ่งบาน  ล้วนแต่ต้องเป็นไปตามฤดูกาล 

นึกจะบานตามอำเภอใจได้อย่างไร ?    พระนางบูเช็กเทียนทรงฝ่าฝืนกฎเกินไปแล้ว   

 ข้าก็จะไม่บาน    ดูซิว่าพระนางจะทรงทำอย่างไร ?”

第二天,  百花都开放了,  武则天高兴极了, 

可是她发现只有牡丹没有开花。 

 武则天十分生气, 

 她命令士兵把花园中所有的牡丹都烧掉, 

 并且把长安城中的牡丹都扔到洛阳的山上。  可是,牡丹到了洛阳,

  又开始了新的生命,  开得特别好,  得到了洛阳人们的喜爱。 

后来,越来越多的人都开始栽种牡丹,  洛阳的牡丹就全国闻名了。

ในวันต่อมา   บุปผชาตินานาพรรณล้วนเบ่งบาน   

พระนางบูเช็กเทียน ทรงสำราญพระทัยเป็นอย่างยิ่ง

แต่ทว่า พระนางทรงทอดพระเนตรเห็นว่า

มีแต่เพียงดอกโบตั๋นที่ไม่ยอมบาน   พระนางบู

เช็กเทียนทรงกริ้วมาก   ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้ทหารนำเอา

ต้นดอกโบตั๋นทั้งหมดในอุทยานไปเผาทิ้ง   

อีกทั้งให้นำเอาต้นดอกโบตั๋นทั้งหมดในเมืองฉางอันไปทิ้งไว้บนเขาลั่วหยาง แต่

ทว่า   เมื่อถึงลั่วหยาง ดอกโบตั๋นก็กลับฟื้นคืนชีพ  

เบ่งบานอย่างงามวิจิตรตระการตา  

เป็นที่รักใคร่ชื่นชอบของชาวเมืองลั่วหยาง   ต่อมา  

ผู้คนจำนวนมาก   ยิ่งนับวันก็ยิ่งลงมือปลูกดอก

โบตั๋น   ดอกโบตั๋นของเมืองลั่วหยางจึงได้มีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วประเทศ

มีคำกล่าวว่า "ถ้าอยากจะย้อนดูจีนในช่วงเวลาไม่กี่สิบปีให้ไป--กวางเจา,   

ถ้าอยากดูจีนในร้อยปีให้ไป--เซี่ยงไฮ้   ถ้าอยากย้อนดูจีนในห้าร้อยปีให้ไป--ปักกิ่ง  

แต่ถ้าอยากดูจีนในห้าพันปี ให้มาที่--ซีอาน"...   

นั่นเพราะว่าซีอานเป็นเมืองหลวงที่ยาวนานถึง 13 ราชวงศ์ด้วยกัน...  

โดยราชวงศ์สุดท้ายที่ตั้งเมืองหลวงที่นี่คือ ราชวงศ์ถัง 唐朝   

ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งยุคทองของ จีน...   การเป็นเมืองหลวงอันยาวนาน  

ทำให้ที่นี่ปรากฏสุสานฮ่องเต้มากมาย    เป้าหมายการเดินทางวันนี้เป็นสุสานสำคัญหนึ่งของจีน...  

สุสานเฉียนหลิง   เป็นสถานที่บรรจุร่างของสามี ภรรยาคู่หนึ่ง    ที่มีคำเรียกหาว่า "ฮ่องเต้"  

ทั้งคู่ในประวัติศาสตร์จีน——ฮ่องเต้ถังเกาจง 唐高宗   

และบูเช็กเทียน 武则天   ("อู่เจ๋อเทียน" ในภาษาจีนกลาง)

สุสานเฉียนหลิง 乾陵   มีความเป็นอันดับหนึ่งใน 5 ประการด้วยกัน ได้แก่...   

 (1) เป็นสุสานเพียงแห่งเดียวที่บรรจุพระศพของฮ่องเต้ 2 พระองค์ร่วมกัน  

โดยทั้งสองพระองค์นั้นมีความ สัมพันธ์เป็นสามีภรรยา...    

(2) ริเริ่มธรรมเนียมการตั้งแท่นศิลาสรรเสริญพระเกียรติของฮ่องเต้  

 และยังเป็นสุสานเพียงแห่งเดียวที่ปรากฏแท่นสดุดีไร้อักษร            

 "อู๋จื้อเปย" 无字 碑...   

(3) ริเริ่มธรรมเนียมการจัดวางกลุ่มหินสลักต่างๆ   บนเรียงรายสองข้างทางทอดสู่ตัวสุสาน... 

(4) ริเริ่มธรรมเนียมการวางสิงโตหินคู่ตรง   4 ประตูทางเข้าสู่ตัวสุสาน...   

(5) เป็น สุสานที่มีหุ่นของผู้นำชนกลุ่มน้อยและคณะตัวแทนจากดินแดนอื่นมากที่สุดถึง 61 ตัวด้วยกัน

ทางศักดิ์สิทธิ์
“神道”หรือ “司马道”

 


สองข้างประดับด้วยหุ่นหินแกะสลักขนาดใหญ่ มีสัตว์มงคล

อาทิ ม้าบิน นก องครักษ์ และเสนาบดี ทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ร่างที่นอนนิทราอยู่ใต้เนินดินเบื้องหลัง

สองฮ่องเต้ผู้ฝังร่างอยู่ใต้ยอดเขาเหนือของเขาเหลียงซาน 梁山

นั้นก็คือ ฮ่องเต้ถังเกาจง 唐高宗 และ"บูเช็กเทียน" 武则天 ฮ่องเต้สตรีองค์เดียวของจีน...

ถังเกาจงเป็นฮ่องเต้องค์ที่ 3 ของราชวงศ์ถัง    ตามประวัติแล้วฮ่องเต้พระองค์นี้ไม่โดดเด่นใน

ด้านการบริหารราชกิจนัก    ออกจะเจ้าสำราญนิดๆ   

 แต่ก็ยังสามารถรักษาสภาพต้นยุคทองของราชวงศ์ถังไว้ได้.

.. ส่วนอู่เจ๋อเทียนนั้น   เดิมเป็นสนมของฮ่องเต้ถังไท่จง   唐太宗   ผู้เป็น

พระบิดา... นางต้องปลงผมออกบวชเป็นชีตามธรรมเนียมที่ว่า   

เมื่อฮ่องเต้ที่ถวายงานรับใช้สวรรคตลง   สนมผู้ไร้โอรสธิดาจะ

ต้องออกบวชและสวดมนต์ภาวนาถวายเป็นพระกุศลแด่องค์

ฮ่องเต้...   แต่แล้วด้วยรูปโฉมที่งดงาม   ทำให้นางสามารถกลับคืนสู่วังหลวง

ได้ในฐานะสนมของฮ่องเต้องค์ถัดมา...   และก็ด้วยความอำมหิตมากอุบาย  

สามารถทำให้ฮ่องเต้ถังเกาจงปลด

ฮองเฮาเดิม   แล้วแต่งตั้งนางเป็นฮองเฮาแทนในปีต่อมา  

(ตามบันทึก นางบีบคอพระธิดาทารกของตัวเองจนตาย แล้วโยนความผิดไปให้องค์ฮองเฮา)

ศิลาสดุดีพระเกียรติถังเกาจง "ซู่เซิ่งจี้เปย"
述圣记碑

 


บูเช็กเทียนบัญชาให้ช่างแกะศิลาบรรยายคุณความดีของพระสวามี 

จากเนื้อหาบนแท่นศิลานี้เอง   ทำให้คาดเดากันว่าในสุสานที่บรรจุ

พระศพของถังเกาจงจะต้องมีหนังสือและภาพล้ำค่า

ต่างๆ ที่เป็นของรักอยู่มากมาย ... แท่นศิลานี้ ชาวบ้านเรียกว่า

"ศิลาเจ็ดท่อน" 七节碑——ชีเจ๋เปย... (ตัวศิลามี 5 ท่อน.. รวมส่วนหลังคากับฐานเข้าไป ก็ 7 พอดี)

พระนางเริ่มแสดงความปรีชาและ  ความเด็ดขาดตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นสนม  

ในรัชสมัยของฮ่องเต้ถังไท่จง 唐太宗... ถังไท่จงมียอดอาชาอยู่ตัวหนึ่ง  

ม้าตัวนี้ขึ้นชื่อเรื่องความพยศ ไม่มีใคร สามารถปราบให้เชื่องได้

แต่สนมคนนี้ก็ได้ทูลขอเครื่องมือ 3 อย่างไปปราบพยศ  

ก็คือ แส้เหล็ก ฆ้อนเหล็ก และกริช... นางทูลว่า เมื่อพยศก็ให้ใช้แส้เหล็ก

นี้ฟาดโบย หากยังไม่สงบ ก็ให้ใช้

ฆ้อนเหล็กตีที่หัว แต่หากยังไม่หยุดพยศอีก ก็ให้ใช้กริชเชือดคอเสีย...

พอได้ขึ้นเป็นฮองเฮาในยุคของฮ่องเต้ถังเกาจง 唐高宗   

พระนางก็เริ่มเข้าไปมีบทบาทในการบริหารราชการบ้านเมือง...

ด้วยความเฉลียวฉลาดและความโหดเหี้ยมเด็ดขาด   ทำให้พระนาง

สามารถกุมอำนาจเหนือเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ต่างๆ...

และเมื่อฮ่องเต้ถังเกาจงสิ้นพระชนม์ ก็ได้สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นฮ่องเต้...  

ด้วยพระปรีชาทางการบริหาร การสรรหาและเลือกใช้คน   ทำให้

แผ่นดินในรัชสมัยของพระนางเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก

เป็นยุคที่ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี   ถือเป็นยุคทองยุคหนึ่งของจีน...

ศิลาไร้อักษร "อู๋จื้อเปย"
无字碑


 

แท่นหินนี้   คือแผ่นศิลาสดุดีคุณความดีขององค์ฮ่องเต้หน้าสุสาน

ทว่าแผ่นศิลาของบูเช็กเทียนนั้นกลับว่างเปล่า ไม่มีตัวอักษรแม้แต่ตัวเดียว 

(ตัวอักษรที่ปรากฏอยู่ถูกจารึกในยุคหลัง)   มี

คำอธิบายปรากฏการณ์นี้หลายอย่าง... บ้างก็ว่า  

 เป็นเพราะพระนางมีพระประสงค์ให้ชนรุ่นหลัง 

 เป็นฝ่ายสดุดีคุณงามความดีของพระองค์เอง... บ้างก็ว่า เป็นเพราะพระองค์เห็นว่าคุณูปการ

ต่างๆ   ที่ได้สร้างขึ้นแก่แผ่นดินจีนนั้น ยิ่งใหญ่แลมากมายจนไม่สามารถบรรยายได้หมด

หุ่นผู้นำชนกลุ่มน้อยและคณะทูตานุทูต

 


รูปสลักหินเหล่านี้ เรียงรายอยู่สองฝั่งทางเข้าสุสาน   

ตามบันทึกบอกว่าพิธีพระศพของถังเกาจงนั้น   มีผู้นำชนกลุ่มน้อย 

และคณะทูตต่างถิ่นเดินทางมาร่วมไว้อาลัยเป็นจำนวนมาก    มีทั้งมา

จากเอเชียกลางและดินแดนทางตะวันตกของอาณาจักร...

บูเช็กเทียนจึงได้มีบัญชาให้ช่างสลักหินจำลอง 

กลุ่มผู้นำแคว้นและตัวแทนเหล่านั้นตามคนจริง โดยให้สลักชื่อตัว   ตำแหน่ง  

และดินแดนที่มาไว้ด้านหลังของหุ่น... เสียดายที่ปัจจุบันส่วนศีรษะหุ่นทุกตัว เสียหายไปทั้งหมด

สิงโตหินคู่ปากทางเข้าสุสานเฉียนหลิง

เชื่อกันว่าสุสานแห่งนี้เป็นเพียงสุสานเดียวเท่านั้น ที่ยังไม่โดนถูกขุดโขมย...

หลังจากมีความพยายามโขมยขุด/ระเบิดอยู่หลายครั้ง

แต่ก็ยังไม่มีใครหาทางเข้าสุสานพบ...

จนกระทั่งมีการพบ

โดยบังเอิญจากการระเบิดหินของชาวบ้าน เมื่อชัดเจนแล้วว่า

เป็นทางเข้าสุสานแน่ เจ้าหน้าที่ก็เริ่มทำการขุดสำรวจ...

ในเบื้องต้นพบว่าทางเข้าที่เป็นทางลาดนั้นถูกอุดด้วยท่อนหิน   

การอุดเป็นไปในลักษณะวางทับซ้อนกันเป็นชั้นๆ

 เป็นจำนวนทั้งหมด 39 ชั้น ผิวหน้าปรากฏ 410  ท่อน ประเมินว่าน่าจะใช้

ท่อนหินทั้งหมดกว่า   8,000 ท่อน ระหว่างชั้นหินใช้เหล็กรัดติดกัน  

 ทั้งยังมีการเทน้ำเหล็กเหลวร้อนๆ เชื่อมท่อนหินให้ติดสนิทอีกด้วย...

จนบัดนี้สุสานนี้ยังคงนอนสงบนิ่งไร้การรบกวนจาก

โลกภายนอก

ป้าย "สุสานเฉียนหลิง ถังเกาจง"
《唐高宗乾陵》


แท่นป้ายตั้งอยู่กลางทางเดินเข้าสู่เนินดินสุสาน   ป้ายเดิมนั้นเสียหายหมดแล้ว 

 

ป้ายนี้สร้างใหม่ในยุคชิง... ด้านหลังเป็นยอดเขาทิศเหนือของเขาเหลียงซาน 梁山

สุสานเฉียนหลิงอยู่ใต้ยอดเขา

จาก...http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=tikamygdala&group=22&month=09-2008&date=18 

 

หยางกุ้ยเฟย หยางกุ้ยเฟย “ความงามที่ทำให้แม้แต่มวลหมู่ดอกไม้ยังต้องละอาย”

ภาพจาก: m.exteen.com/blog/whitemaples/read/1408175 

 

ภาพจาก: roch.clubdara.com/topic.php?topic=2668

หยางกุ้ยเฟย “ความงามที่ทำให้แม้แต่มวลหมู่ดอกไม้ยังต้องละอาย”

หยางอี้หวน มีชีวิตอยู่ในปี 719-756 เป็นชาวเมืองหย่งเล่อ   

มีความสามารถในทางดนตรีขับร้องและฟ้อนรำ    ที่จริงเป็นชายาของโซ่วอ๋อง    

โอรสองค์ที่ 18 ของฮ่องเต้ถังเสวียนจง ภาย

หลังถังเสวียนจงพบว่าหยางอี้หวนมีรูปโฉมงดงาม     คิดจะเรียกเข้าวัง    

ดังนั้นจึงตั้งให้เป็นนักบวชหญิงฉายาไท่เจิน สมัยเทียนเป่าปีที่สี่ (ค.ศ. 745) ได้เข้าวัง เป็นที่โปรดปรานของถัง

เสวียนจง จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสนมเอกหรือกุ้ยเฟย (ในขณะนั้นถังเสวียนจงมีพระชนมายุ 61 พรรษา     

ส่วนหยางกุ้ยเฟยมีอายุเพียง 27 ปีเท่านั้น) ทั้งบิดาและพี่ชายของหยางกุ้ยเฟย

ต่างก็มีอำนาจวาสนาในแผ่นดิน ทุกครั้งที่นางจะนั่งรถม้า   

ต่างก็มีบรรดาขุนนางใหญ่บังคับรถม้าให้ด้วยตัวเอง    

นางมีช่างถักทอและปักผ้าถึงเจ็ดร้อยคน มีผู้คนมากมายแย่งกันมอบของ

กำนัลต่างๆ ให้ เนื่องจากขุนนางจางจิ่วจางและหวังอี้มอบของกำนัลให้นางต่างก็ได้เลื่อนตำแหน่ง    

ดังนั้นบรรดาขุนนางทั้งหลายต่างก็หวังที่   จะได้รับผลตอบแทนเช่นเดียวกัน หยางกุ้ย

เฟยโปรดปรานลิ้นจี่จากแดนหลิ่งหนาน   ก็มีผู้คนคิดหาวิธีที่จะนำส่งมาถึงเมืองฉางอานให้เร็วที่สุด

ภายหลังเกิดเหตุการณ์ก่อกบฏ ถังเสวียนจงต้องหลบหนีออกจากนครฉางอาน

เมื่อไปถึงเนินหม่าเหวย บรรดาทหารทั้งหลายไม่ยอมเดินทางต่อ ต่างก็กล่าวว่า เป็นเพราะหยางกั๋วจง ซึ่งเป็น

ลูกพี่ลูกน้องของหยางกุ้ยเฟยสมคบคิดกับคนต่างเผ่า ทำให้อานลู่ซาน ก่อกบฏ

เพื่อที่จะปลอบขวัญทหารถังเสวียนจงจึงได้รับสั่งให้ประหารชีวิตหยางกั๋วจง

แต่บรรดาทหารต่างก็ยังคงไม่ยอม เดินทางต่ออยู่นั่นเอง ต่างก็กล่าวว่าหยางกั๋วจงนั้น

เป็นลูกพี่ลูกน้องของหยางกุ้ยเฟย เมื่อพี่ชายมีความผิด น้องสาวก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความผิดนั้นไปได้

หยางกุ้ยเฟยจึงถูกประหารชีวิตเช่นกัน

“ความงามที่ทำให้แม้แต่มวลหมู่ดอกไม้ยังต้องละอาย” เป็นฉายาของหยางกุ้ยเฟย

ตอนต้นรัชสมัย ฮ่องเต้มีความลุ่มหลงในอิสตรี จึงได้ส่งคนออกค้นหาสาวงาม ในขณะนั้นหยางหยวนเหยี

ยนมีธิดาที่รูปโฉมงดงามนามว่าหยางอี้หวนถูกเลือกเข้าวัง หลังจากที่เข้าวังแล้ว

นางก็มักจะคิดถึงบ้านเกิด วันหนึ่งนางไปเดินเล่นในสวนดอกไม้ มองเห็นดอกโบตั๋นและกุหลาบจีนที่กำลังบาน

สะพรั่ง แล้วคิดถึงตนเองที่ถูกกักอยู่ในวังหลวง ผ่านวัยสาวไปอย่างไร้ความหมาย

นางร้องไห้พลางลูบดอกไม้นั้น เมื่อนางแตะถูกกลีบดอกไม้กลีบนั้นก็หุบลง ใครจะคิดว่าต้นไม้ที่นางลูบนั้นคือ

ต้นนางอาย นางกำนัลคนหนึ่งพบเห็นเหตุการณ์นี้เข้า จึงนำไปเล่าลือว่าหาก

หยางอี้หวนเทียบความงามกับดอกไม้แล้ว ดอกไม้ยังต้องละอายก้มลงให้แก่นาง เรื่องนี้ได้ยินไปถึงพระกรรณ

ฮ่องเต้ พระองค์มีความยินดีเป็นอย่างมาก จึงทรงเรียกหยางอี้หวนให้เข้าพบทันที

นางแต่งกายงดงามแล้วจึงมาเข้าเฝ้า ฮ่องเต้ได้พบว่านางมีรูปโฉมที่งดงามเป็นอย่างยิ่ง จึงให้อยู่ปรนนิบัติรับ

ใช้ข้างกาย เนื่องจากนางรู้จักเอาใจจึงเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ ไม่นานนักก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกุ้ยเฟย

หลังจากที่หยางกุ้ยเฟยมีอำนาจ ก็ได้ร่วมมือกับหยางกั๋วจงให้ร้ายขุนนางที่ภักดี

หลังจากเกิดเหตุก่อกบฏ ฮ่องเต้ได้นำเอาหยางกุ้ยเฟยรวมทั้งเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊หลบหนีไปทางตะวันตก อานลู่

ซานยกทัพติดตามไป เพราะไม่เพียงแต่ต้องการแผ่นดินราชวงศ์ถังเท่านั้น

ยังต้องการสาวงามหยางกุ้ยเฟยอีกด้วย ระหว่างทางที่หลบหนีนั้นเหล่าขุนนางทั้งหลายถามฮ่องเต้ว่าท่านต้องการ

แผ่นดินหรือต้องการหยางกุ้ยเฟย หากไม่ประหารนางพวกเราก็จะไม่ร่วมทางไปด้วย

ด้วยความจำเป็นฮ่องเต้จึงสั่งให้ประหารชีวิตหยางกุ้ยเฟย ให้นางผูกคอตายใต้ต้นหลีในสวน ภายหลัง กวี

เอกไป๋จวีอี้ได้แต่งลำนำ “ฉางเฮิ่นเกอ” บรรยายเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ตอนนี้ขึ้น

แหล่งข้อมูล
http://mblog.manager.co.th/nelumbo/th-7393/

 

หยางกุ้ยเฟยดื่มเหล้าในสวนอุทยาน

 

ภาพนี้โด่งดัง   ภาพตอนหยางกุ้ยเฟยอาบน้ำ

ภาพจาก: roch.clubdara.com/topic.php?topic=2668

 

ภาพจาก: mblog.manager.co.th/ana123/207---/

หยางกุ้ยเฟย -- 杨贵

 

唐朝是中国历史上一个很繁荣的时期。 尤其到唐玄宗的时候,经济繁荣,

 社会安定。杨贵妃就生活在这个时代。 杨贵妃名叫杨玉环, 是一位官员的女儿,长得

倾国倾城, 而且能歌善舞。 她开始的时候是皇帝的儿子李瑁的妻子,

但是后来唐玄宗喜欢上她, 经过一番周折以后,

杨玉环成了唐玄宗的妃子, 被称为杨贵妃。 唐玄宗十分喜欢杨贵妃,

每天陪她游玩, 看她跳舞,满足她所有的要求,

还让她的哥哥杨国忠做丞相。杨国忠是一个奸臣,

做了很多不利于国家的事情。 这 样,国家渐渐地衰落了。

后来有一个掌握军队的大官安禄山叛乱, 攻打当时的都城长安,

于是唐玄宗带领杨贵妃逃走。半路上,保护唐玄宗的军队要求唐玄宗惩

治杨贵妃, 认为所有的灾难都是这个女人造成的。 唐玄宗没有办法,

只好处死了杨贵妃。 这时杨贵妃才38岁。

ราชวงศ์ถังเป็นยุคที่รุ่งเรืองมากในประวัติศาสตร์จีน  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

ในสมัยฮ่องเต้ถังสยวนจง (ค.ศ. 712-756) เศรษฐกิจรุ่งเรือง สังคมสงบเรียบร้อย  

หยางกุ้ยเฟยก็มีชีวิตอยู่ในยุคนี้   หยางกุ้ยเฟยชื่อจริงว่าหยางอวี๋หวน

 เป็นลูกสาวข้าราชการคนหนึ่ง   รูปร่างหน้าตาสวยเลื่องลือทั่วทั้งบ้านทั้งเมือง   

ทั้งยังสามารถร้องเพลงร่ายรำ ได้อย่างงดงาม ตอนแรกนางเป็นชา

ยาของหลี่เม่าพระราชบุตรของฮ่องเต้  แต่ทว่า ต่อมาฮ่องเต้ถังสยวนจงได้ทรงพอพระทัยในตัวนาง  

หลังจากผ่านปัญหายุ่งยาก    หยางอวี๋หวนได้กลายมาเป็นสนมของฮ่องเต้   

ได้รับ การขนานนามว่าหยางกุ้ยเฟย  ฮ่องเต้ถังสยวนจงทรงโปรดปรานนางเป็นอย่างยิ่ง 

ทรงพระสำราญเที่ยวเล่นอยู่กับนางทุกวัน   ทอดพระเนตรนางร่ายรำ

นางต้องการสิ่งใดก็ตามใจนางทุกเรื่อง   ทั้งยังทรงแต่งตั้ง

หยางกั๋วจงพี่ชายของนางขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการ   หยางกั๋วจงเป็นขุนนางทรราชย์

ได้กระทำการอันไม่เป็นผลดีต่อบ้านเมืองมากมายหลายเรื่อง  เช่นนี้แล้ว บ้านเมืองจึงได้ค่อยๆ ตกต่ำ

ลง  ต่อมาได้มีขุนนางผู้ใหญ่ผู้บัญชาการเหล่าทัพ, อันลู่ซาน,ได้ก่อการกบฏขึ้น 

บุกเข้าโจมตีฉางอานเมืองหลวงในขณะนั้น ดังนั้น ฮ่องเต้ถังสยวนจง จึงทรงพาหยางกุ้ยเฟยหลบหนีไป

กลางทาง ทหารองครักษ์ของฮ่องเต้ถังสยวนจง  ได้ขอให้พระองค์ทรงลงอาญาหยางกุ้ยเฟย 

เพราะคิดว่านางเป็นต้นเหตุของภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ฮ่องเต้ไม่มีทางเลือก    ได้แต่ทรงสั่งประ

หารหยางกุ้ยเฟย   ขณะนั้นนางมีอายุเพียง 38 ปี

 

บ่อสรงน้ำหยางกุ้ยเฟย

 

บ่อสรงน้ำหยางกุ้ยเฟย (หวาชิงฉือ) ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของซีอานราวๆ 45 กม. เชิงเขาลี่ซาน

เมื่อ 2,500 ปีก่อน เป็นวังฤดูร้อนก๊กฉิน สมัยราชวงศ์ถัง พระเจ้าถังเถียนจงและ

สนมเอกหยางกุ้ยเฟยเสด็จมาพักผ่อนที่นี่เสมอ

บริเวณ หวาชิงฉือ สร้างเป็นสวนตกแต่งด้วยบึง เก๋งจีน ภูเขาจำลอง สวยงาม ร่มรื่น

เสาประดับดอกไม้ลายมังกร

มีรูปปั้นหยางกุ้ยเฟยตั้งอยู่ในสวน

1 ใน 4 สาวงามอันเลื่องชื่อของเมืองจีน

มีลำธารน้ำร้อนไหลผ่านและมีบ่อน้ำร้อนหลายสิบแห่ง น้ำมีอุณหภูมิประมาณ 28-30 องศา

นี่คือบ่อสรงน้ำของสนมเอกหยางกุ้ยเฟย ทำด้วยหยกขาว มีคนโยนเหรียญอธิษฐานขอพร

ภายในหวาชิงฉือมีโรงแรมเปิดให้แขกเข้าพักในฤดูหนาว  เพื่อมาพัก

หยางกุ้ยเฟย
รู้มั้ย..? ทำไมสุสานหยางกุ้ยเฟยถึงมีอิฐเรียงชิดปิดเนินดินเรียบร้อยเพียงสุสานเดียว

 

               สุสานหยางกุ้ยเฟย

นิทานชาวบ้านของจีนเล่าว่า แป้งหอมและเครื่องสำอางนั้นหยางกุ้ยเฟยเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นใช้

ทำให้นางมีกลิ่นกายหอมฟุ้งจรุงใจและงามถึงขั้น

" เพียงชม้ายอายสรวลแสนยวลยล

สาววิมลหกวังในไร้สิริ "

แม้หยางกุ้ยเฟยตายแล้ว อานุภาพความงามและความศักดิ์สิทธิ์ของนาง

ทำให้ดินที่สุสานมีคุณสมบัติเป็นแป้งวิเศษ.. ลบไฝฝ้าจุดด่างดำและความอัปลักษณ์ในกายหญิงได้อย่างมหัศจรรย์ !

สาวอัปลักษณ์แซ่จาง.. เป็นผู้พบความวิเศษนี้ก่อนจนกลายเป็นหญิงงาม

เมื่อข่าวเล่าลือออกไป..

ผู้คนก็แตกตื่นกันมาขนเอาดินที่สุสานนางไปใช้

จะเติมดินใหม่สักเท่าไหร่ก็ถูกคนขุดพร่องยุบไปทุกที

ในที่สุด ผู้รักษาสุสานจึงต้องใช้อิฐกองพูนกลบเป็นเนินขึ้นมาแทน ..เฮ้อ

สุสานหยางกุ้ยเฟยเป็นสุสานที่ใช้อิฐเรียงชิดปิดเนินดินเรียบร้อยเพียงสุสานเดียว..

ชาวบ้านจีนจึงแต่งนิทานแสดงสาเหตุให้สอดคล้องตำนานแป้งหอมของยอดหญิงงามผู้นี้

____________________________________________________________

*จาก สี่ยอดหญิงงาม ผู้พลิกประวัติศาสตร์จีน ของ ถาวร สิกขโกศล

 

 ไชซี มัจฉาจมวารี

The Four Beauties หรือ สี่ยอดสาวงามของจีนนั่นเอง

เรื่องราวของสี่ยอดสาวงามของจีนนี้ เป็นเรื่องราวที่โด่งดัง  

และเป็นที่เล่าขานของชนรุ่นหลังมากมาย   บ้างก็ว่าทั้งสี่นางเป็นผู้มีคุณต่อแผ่นดินล้นเหลือ   

ที่ได้ช่วยผ่อนคลายทุกข์เข็ญของ

ชาวประชา จากผู้มีอำนาจที่คิดจะมายึดครองอธิปไตยของเมืองอื่น บ้างก็ว่านางทั้งสี่  

 เป็นผู้ทำให้แผ่นดินล่มสลาย และเกิดการจราจลกันอีกนานต่อมา   สำหรับข้าพเจ้า มองเห็นความเสีย

สละของสาวงามบางท่าน   และได้ชื่นชมกับความสามารถ 

 กอปรกับเชาว์ปัญญาของแม่นางทั้งสี่นี้เป็นอย่างมาก ไหนจะต้องยอมจากถิ่นฐานบ้านเกิด   

ถูกดูหมิ่นดูแคลนจากคนต่างเชื้อสาย ต้องใช้ความสามารถในการร้องรำทำเพลง   

เสน่ห์ความงามเพื่อหลอกล่อบุรุศเพศให้หลงใหล   และเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ได้สละตัวเองมา...  

จะหาผู้ที่เสียสละเพื่อผู้อื่น โดยไม่คิดหวัง   เพื่อตนเอง   ในปัจจุบันนี้คงยากนักหนา

 

ในบรรดาสี่ยอดสาวงามผู้พลิกประวัติศาสตร์จีนทั้งสี่นาง   ข้าพเจ้าขอบอกว่า   

ข้าพเจ้าชอบแม่นางไซซีมากเป็นพิเศษ    เพราะเมื่อตอนเด็กได้ชมละครเรื่องนี้ทางโทรทัศน์    และมีความ

ประทับใจในอุปนิสัยและปัญญาของนางมาก    ต่อเมื่อหลายปีผ่านไป ข้าพเจ้าได้อ่านคำ

วิจารณ์ความงามของสวางามทั้งสี่นางนี้     ผู้เขียน (ขออภัยที่ข้าพเจ้าจำไม่ได้) ได้กล่าวว่า ใน

บรรดาสาวงามที่สี่นาง ไซซี ถือว่าเป็นผู้ที่มีความงดงามมากที่สุด   

หากจะเปรียบเทียบกับวรรณคดีไทย    ไซซี    ก็เปรียบได้กับนางสีดาเลยทีเดียว

ไซซี (ซีซือ) ความงามที่ทำให้แม้แต่ฝูงปลายังต้องจมลงสู่ใต้น้ำ

ไซซี หรือซีซือ นามอี๋กวง เกิดในสมัยชุนชิว (ช่วงปี 722-481 ก่อนคริสต์ศักราช)

ที่มณฑลเจ้อเจียง เป็นผู้ที่มีความงดงามมาแต่กำเนิด

ในสมัยชุนชิวนี้ รัฐอู่และรัฐเยว่ทำสงครามกัน   เนื่องจากรัฐอู่มีกำลังทหารที่กล้าแข็ง  

ในเวลาที่ไม่นานนักก็สามารถเอาชนะรัฐเยว่ได้   และนำเอาเยว่อ๋องโกวเจี้ยน และอัครเสนาบดีนาม

ฟ่านหลี่ ไปเป็นตัวประกัน เพื่อแก้แค้นที่ชาติถูกรุกราน    เยว่อ๋องยอมตกอยู่ภายใต้อำนาจของอู่อ๋อง  

และแสร้งว่ามีความซื่อสัตย์    และจงรักภักดีเป็นอย่างยิ่ง    ครั้งหนึ่งอู่อ๋องมีอาการปวด

ท้อง บรรดาหมอหลวงทั้งหลายที่เชิญมาต่างก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นโรคอะไร  

เมื่อเยว่อ๋องโกวเจี้ยนได้ทราบเรื่องนี้    จึงได้ชิมอุจจาระของอู่อ๋องต่อหน้าบรรดาขุนนางทั้งหลาย และ

กล่าวว่า “ท่านอ๋องไม่ได้ป่วยเป็นโรคอันใด   แค่โดนความเย็นมากไปเท่านั้น

เพียงดื่มเหล้าให้ร่างกายอบอุ่นก็เพียงพอแล้ว”   อู่อ๋องทำตามที่โกวเจี้ยนแนะนำดื่มเหล้าเข้าไปเล็กน้อย ก็มี

อาการดีขึ้นทันที   อู่อ๋องเห็นว่าโกวเจี้ยนมีความจงรักภักดี    จึงปล่อยตัวให้กลับรัฐเยว่ 


โกวเจี้ยนกลับไปยังรัฐเยว่แล้ว    ฟ่านหลี่ก็ได้เสนอแผนกู้ชาติ 3 แผนให้แก่เยว่อ๋อง  

หนึ่งคือ สั่งสมกำลังทหาร ฝึกฝนการรบ   สองคือพัฒนาด้านการกสิกรรม และสามคือ คัดเลือกหญิงงาม

เพื่อส่งให้แก่อู่อ๋อง    เพื่อเป็นสายคอยส่งข่าวภายในให้ ในเวลานั้น   

มีหญิงสาวนามว่าไซซี เป็นหญิงซักผ้า   มีรูปร่างหน้าตางดงามเหนือกว่าผู้อื่น   

เมื่อนางไปซักผ้าอยู่ริมแม่น้ำนั้น    น้ำ  อันใสสะอาดจะสะท้อนเงาอันงดงามของนาง

ทำให้ยิ่งดูงดงามมากยิ่งขึ้น เมื่อมองเห็นเงาของนางแล้ว    

บรรดาปลาทั้งหลายที่ว่ายน้ำอยู่ ต่างก็ลืมที่จะว่ายน้ำ    และค่อยๆจมลงสู่ก้นแม่น้ำ

ไป นับแต่นั้นมาฉายา   “ความงามที่ทำให้แม้แต่ฝูงปลายังต้องจมลงสู่ใต้น้ำ”

ของไซซี ก็เล่าลือกันไปทั่วบริเวณนั้น   หลังจากที่ไซซีถูกเลือกไปถวายแล้วนั้น    

เมื่ออู่อ๋องเห็นไซซีมีรูปโฉมที่งดงาม   ก็เกิดความลุ่มหลงเป็นอย่างมากจนกระทั่งละเลยราชการ    

ไม่สนใจบ้านเมือง   ทำให้บ้านเมืองอ่อนแอลงเรื่อยๆ    เยว่อ๋องโกวเจี้ยน    

จึงถือโอกาสยกทัพเข้าโจมตีรัฐอู่    และสามารถกู้ชาติได้สำเร็จ   

ไซซีเสียสละเพื่อบ้านเมือง    แสดงให้เห็นถึงหญิงสาวคนหนึ่งที่มีความรักชาติเป็นอย่างยิ่ง

ตำนานเล่าว่า หลังจากที่รัฐอู่พ่ายแพ้แล้ว   ไซซีได้ออกท่องเที่ยวไปกับฟ่านหลี่   

ไม่ทราบว่าสุดท้ายมีชะตากรรมอย่างไร   เป็นที่ระลึกถึงของชนรุ่นหลังตลอดมา

แหล่งข้อมูล
http://mblog.manager.co.th/nelumbo/th-7393/

ไซซี จอมใจจอมราชันย์  

 ปัญญายอดพธู

 

ปัญญายอดพธู  ไซซีกับผีผา (พิณน้ำเต้า)

ไซซี จอมใจจอมราชันย์ ตอนที่ 2 มัจฉาจมวารี
 มัจฉาจมวารี

ความงามของไซซีเป็นภาพลักษณ์ที่คนรุ่นหลังอนุมานเอาจากประวัติชีวิตของเธอกับ

จินตนาการของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกวีและนักเล่านิทานชาวบ้าน

ความงามของเธอจึงปรากฏอยู่ในบทสดุดีของกวี

นิยายอิงประวัติศาสตร์และนิทานชาวบ้านยิ่งกว่าหนังสือประเภทอื่นๆ

"หลี่ไป๋" หนึ่งในสองกวีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีน ได้รับสมญานามว่า

"เทวกวี" พรรณาโฉมไซซีไว้งามยิ่ง

 

ไซซีกับผีผา (พิณน้ำเต้า)

(หลี่ไป๋ มหากวีของจีนซึ่งเทียบได้กับสุนทรภู่ของไทย) พรรณาความ

งามของไซซีไว้สั้นๆว่า

"แม้มัจฉาตะลึงชมจมวารี"

ไซซีศรีสมรนครเย่ว์ พื้นเพอยู่ภูจู้หลัวสาน

เลอโฉมเลิศลบทุกภพกาล ปทุมมาลย์ละอายลักษณ์ภคินี

"งามอย่างมีคุณค่า"

จากหลักฐานทางลายลักษณ์อักษรและเรื่องเล่าของชาวบ้านทั้งหมด

ทำให้เชื่อว่า ไซซีนั้นงามพร้อมทั้งรูปสมบัติ ปัญญาสมบัติ และจรรยา

สมบัติ ไม่เช่นนั้นยอดคนที่แท้อย่างฟ่านหลีคงไม่เลือกเป็นคู่ชีวิต

และยากที่เธอจะทำการใหญ่เพื่อบ้านเกิดเมืองนอนของตนได้สำเร็จ

หญิงงามของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา)

เตียวเสี้ยน 

เตียวเสี้ยน “ความงามที่ทำให้แม้แต่ดวงจันทร์ยังต้องหลบเลี่ยงให้”
เตียวเสี้ยน   จันทร์หลบโฉมสุดาเตียวเสี้ยนเป็นที่รู้จักกันในเรื่องสามก๊กนางไม่เพียงมี
รูปโฉมงดงามเสียงร้องละลีลา  การร่ายรำก็เป็นที่หน้าหลงใหลเช่นเดียวกัน 
 
ว่ากันว่าคืนหนึ่งนางนั่งชม จันทร์อยู่ในสวน พลันมีกลุ่มเมฆมาบดบังจันทร์นั้น
เหมือนกับจันทร์นั้นอายจึงหลบกลุ่มเมฆไป

 
เตียวเสี้ยน หรือเตียวฉาน เป็นนางระบำของขุนนางที่ชื่อว่าอ๋องอุ้น
ในสมัยปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก   มีรูปโฉมที่งดงามเป็นอย่างยิ่ง
 
และมีความสามารถในการฟ้อนรำเป็นเลิศ ครั้นเมื่อนางเห็น
ว่าราชวงศ์ฮั่นตะวันออกตกอยู่ใต้อำนาจของขุนนางทรราชตั๋งโต๊ะ 
 
ซึ่งแอบอ้างราชโองการปกครองเหล่าขุนนาง   ทำให้ขุนทางทั้งหลายไม่กล้าขัดขืน
  
อีกทั้งอ๋องอุ้นกลัดกลุ้มใจ กินไม่ได้นอนไม่ หลับ ในคืนพระจันทร์สว่างสดใส  
นางได้จุดธูปอธิษฐานต่อสวรรค์ยินดีที่จะรับภาระช่วยเหลือผู้เป็นนา
 
อ๋องอุ้นผ่านมา   ได้ยินเข้าก็รู้สึกซาบซึ้งยิ่งนัก จึงตรงเข้าไปพยุงนางลุกขึ้น และคำนับนาง
นับจากนั้นจึงได้รับเตียวเสี้ยนเป็นธิดาบุญธรรม

 
อ๋องอุ้นเห็นว่าตั๋งโต๊ะกำลังยึดครองราชวงศ์ฮั่นตะวันออก
จึงได้วางแผนการอันต่อเนื่อง ยกเตียวเสี้ยนให้แก้ลิโป้
ก่อนอย่างลับๆ แล้วจึงค่อยยกนางให้แก่ตั๋งโต๊ะ ลิโป้นั้นมีความกล้าหาญอายุยัง
น้อย ส่วนตั๋งโต๊ะเจ้าเล่ห์เพทุบาย เพื่อที่จะดึงลิโป้มาเป็นพวก
ตั๋งโต๊ะจึงได้รับลิโป้เป็นลูกบุญธรรม ทั้งสองต่างก็ฝักใฝ่ในอิสตรี
ดังนั้นนับจากนั้นมาเตียวเสี้ยนต้องรับมือกับบุคคลทั้งสอง ทำให้
ทั้งคู่หลงใหล หลังจากที่ตั๋งโต๊ะรับเตียวเสี้ยนไว้เป็นภรรยาน้อย ลิโป้เกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก

 
วันหนึ่ง ในขณะที่ตั๋งโต๊ะไปร่วมประชุมเหล่าขุนนาง ลิโป้ก็แอบเข้าไปพบกับเตียวเสี้ยน
และนัดพบกันที่ศาลาฟ่งอี๋ เมื่อเตียวเสี้ยนไปพบลิโป้
ก็ได้แสร้งร้องไห้บอกเล่าความทุกข์ที่ถูกตั๋งโต๊ะขืน
ใจ ลิโป้โกรธมาก ในเวลาเดียวกันนั้นเองตั๋งโต๊ะกลับมาพบเข้า
และด้วยความโกรธจึงได้แย่งเอาง้าวในมือของลิโป้และตรงเข้าแทง
แต่ลิโป้หนีไปได้ นับจากนั้นทั้งสองต่างก็เกิดความระแวง
ซึ่งกันและกัน จนท้ายที่สุดอ๋องอุ้นก็สามารถเกลี้ยกล่อมลิโป้ให้กำจัดตั๋งโต๊ะได้ในที่สุด
ฉายา “ความงามที่ทำให้แม้แต่ดวงจันทร์ยังต้องหลบเลี่ยงให้”ของเตียวเสี้ยนนั้นมาจากเรื่องราวตอนที่
นางกำลังอธิษฐานต่อดวงจันทร์อยู่ภายในสวน ทันใดนั้นมีลมพัดขึ้นเบา ๆ
เมฆจึงลอยมาบดบังอันสว่างสดใส ขณะนั้นบังเอิญอ๋องอุ้นมาพบเข้า
เพื่อที่จะเป็นการกล่าวชมว่าธิดาของตนนั้นมี
ความงามเพียงใด เมื่อพบปะผู้คนก็มักจะกล่าวว่า
บุตรีของข้าหากเทียบความงามกับดวงจันทร์แล้ว
ดวงจันทร์ยังมิอาจเทียบได้ รีบหลบเข้าไปหลังหมู่เมฆ ดังนั้นผู้คนจึงขนานนามเตียวเสี้ยน
ว่า “ความงามที่ทำให้แม้แต่ดวงจันทร์ยังต้องหลบเลี่ยงให้
เตียวเสี้ยน “ความงามที่ทำให้แม้แต่ดวงจันทร์ยังต้องหลบเลี่ยงให้"" 
 

เตียวเสี้ยน หรือ เตียวฉาน (อังกฤษ: Diao Chan จีน: 貂蝉, 貂蟬 พินอิน: Diāochán)

เป็นหนึ่งในสี่หญิงงามแห่งแผ่นดินจีน เชื่อว่าเกิดใน ค.ศ. 169 ซึ่งเป็นยุคสามก๊ก

และปรากฎตัวในนิยายเรื่องสามก๊กด้วย

เตียวเสี้ยนได้รับฉายานามว่า "จันทร์หลบโฉมสุดา"

 

 (จีน: 闭月 พินอิน: bì yuè)

ซึ่งหมายถึง "ความงามที่ทำให้แม้แต่ดวงจันทร์ยังต้องหลบเลี่ยงให้"

(a face that would make the full moon hide behind the clouds)

 


เตียวเสี้ยนแตกต่างจากหญิงงามอีกสามคน

 

เนื่องจากไม่ได้รับการยืนยันว่ามีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์

 

ที่มา : www.manager.co.th , http://th.wikipedia.org/ , www.kunchann.net 


จบตอนอักษร -ญ-

มิ่งมงคลร้อยรัคติจีน 9

ยอดหญิงแผ่นดินจีนผู้ยิ่งใหญ่

28 กค 52

รวบรวมโดยเฉินซิ่วเชง