กลับบ้านเกิดของอากุ๋ง

สมาชิกใหม่ครับ พอดีเพิ่งกลับจากไปเที่ยวบ้านบรรพบุรุษที่เมืองจีนได้ 1 อาทิตย์พอดี เห็นว่าเรื่องที่ไปน่าจะเหมาะกับที่นี่ก็เลยลองดู เอาล่ะเริ่มกันเลยก็แล้วกัน

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

หลังจากพลัดพรากกันมานานกว่า 90 ปี พวกเราก็ตามหากันจนเจอ

นับจากอากุ๋งลงจากเขาเมื่อตอนอายุ 18 จนเสียชีวิตเมื่อปี 1989 โดยที่ไม่ได้กลับเมืองจีนอีกเลย ก็ได้แต่สั่งเสียเราซึ่งเป็นหลายชายคนโต ว่าให้กลับมาหาญาติที่เมืองจีนให้ได้ ซึ่งเราก็ไม่ทราบว่าจะตามหาอย่างไร เพราะไม่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับญาติทางโน้นเลย มีแต่รูปถ่ายเ่ก่าๆ ซึ่งปาปาก็เก็บไว้โดยไม่รู้ว่าเป็นใครอยู่ไม่กี่รูป

สงสัยว่าอากุ๋งคงเห็นว่าปล่อยไว้ไม่ได้เรื่อง เลยลงมีซะเอง โดยมีคนจีนแก่ๆ ที่อยู่ตันหยงมัส  ซึ่งก็จากบ้านที่เมืองจีนมานานจนคิคว่าขอกลับไปสักครั้งก่อนชีวาจะหาไม่ ปรากฏมีคนมาถามเขาว่ามาจากเมืองไทยใช่ไหม นี่เขาก็ตามหาญาติที่เมืองไทยอยู่ พร้อมทั้งบอกชื่ออากุ๋ง และเอารูปถ่ายเก่าๆ ให้ดู คนจีนที่กลับไปเยี่ยมบ้านคนนั้นดันเป็นเพื่อนบ้านกับน้องชายปาปา(อานั่นแหละ) ทางโน้มเค้าเลยฝากจดหมายกับเบอร์โทรศัพท์มาให้ เห็นไหมว่ามันเหลือเชื่อจริงๆ สงสัยว่าจะเป็นฝีมืออากุ๋งจัดการ

และแล้ววันที่รอคอยก็มาถึง สถานที่เกิดเหตุ เหมยโจว ต้าปู ต้าหม่า หน่านคางชุน

 

วันนี้แค่นี้ก่อนนะครับ มือใหมหัดทำบล็อกยังไม่คล่องเท่าไหร่ แล้ววันหลังจะมาเล่าเพิ่มเติมให้ฟังนะครับ

 

นรินทร์

 

 

 

กลับบ้านเกิดอากุ๋ง ตอนที่ 2

มาเล่าต่อแล้วครับ 

หลังจากที่อาของผมได้รับจดหมายและเบอร์โทรศัพท์จากเพื่อนบ้านที่กลับมาจากเหมยโจวแ้ล้ว พวกเราก็เริ่มปฏิบัติการพิสูจน์หลักฐานกันครับ ว่าใช่ญาติเราจริงหรือเปล่า ซึ่งเดี๋ยวนี้พิสูจน์กันได้ไม่ยากครับ เพราะมีทั้งโทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต โดยผมก็ได้เห็นหน้าค่าตากันผ่านทางเว็บแคมก่อนไปครับ

ขอท้าวความสักนิดนะครับ คืออากุ๋งของผมมีพี่น้อง 3 คน คนโตลงจากเขาเมื่ออายุ 18  ตามธรรมเนียมครับถือว่าอายุ 18 แล้วจะเป็นผู้ใหญ่พอที่จะลงจากเขามาผจญภัยในโลกกว้างสร้างอนาคตให้ตัวเองได้  พี่ชายอากุ๋งคนนี้ขึ้นเรืองไปลงที่เวียดนาม ติดต่อกันไม่กี่ครั้งแล้วก็หายสาบสูญไปเลย พออากุ๋งอายุได้ 18 ก็ได้เวลาลงจากเขาบ้าง โดยท่านได้นั่งเรือมาลงที่ไทยแลนด์แดนสยาม ตั้งรกรากอยู่ที่นราธิวาส ถ้าหากท่านยังอยู่มาจนทุกวันนี้ ปีนี้ก็จะมีอายุ 109 ปีครับ  ส่วนน้องคนสุดท้องก็คือคนที่ยังอยู่ในเหมยโจว ซึ่งตอนนี้เสียไปแล้วเช่นกัน เหลือลูกชายซึ่งถือเป็นลูกพี่ลูกน้องกับปาปาของผม ผมเรียกว่าอาปะครับ ตอนนี้อายุ 84 ปีแล้ว

อาปะมีลูก 6 คนครับ คนโต 2 คนเป็นผู้หญิง อีก 4 คนเป็นผู้ชายซึ่งอายุมากกว่าผม 2 คน น้อยกว่าผม 2 คน ดังนั้นในที่นี้ผมขอเรียกว่า พี่ใหญ่ พี่รอง น้องสามและน้องสี่นะครับ ช่วงที่ผมไปนี่พี่ใหญ่ น้องสาม น้องสี่ ลางานกันเป็นอาทิตย์เพื่อมาพบพวกเราครับ ส่วนพี่รองนั้นยังอาศัยอยู่บนเขา มีกิจการร้านขายของในหมู่บ้านครับ

ตัวผมเองได้ติดต่อกับน้องสี่มาตลอดก่อนการเดินทาง เพราะเขาอาศัยอยู่ในกวางโจว และจะเป็นคนที่มารับพวกเรากลับบ้าน วิธีคุยกันก็ไม่ยากครับ เขาส่งแมสเซสเข้ามือถือมาให้ผมสมัคร QQ ซึ่งก็คล้าย MSN นั่นแหละครับ ก็คุยกันผ่าน QQ เขาพิมพ์จีนมา ผมก็เอาเข้าโปรแกรมแปลภาษาของกูเกิ้ล ก็พอคุยกันรู้เรื่องครับ นึกแล้วก็เสียดายเรื่องภาษาจีนของผม เพราะตอนเด็ำกๆ ผมอยู่กับอากุ๋ง อาผ่อ ซึ่งสอนภาษาจีนผมจนผมอ่านหนังสือพิมพ์จีนได้คล่องด้วยซ้ำ แต่พออายุ 14 ผมต้องจากบ้านมาเรียนกรุงเทพฯ ทำให้หยุดใช้ภาษาจีนไปโดยปริยาย จนตอนนี้อายุเลยหลักสี่มาเล็กน้อย ภาษาจีนของผมเลยเหลือแค่พอฟังออกนิดๆ แต่พูดแทบไม่ได้เลย...เฮ้อ

และแล้ววันที่ 8 ส.ค. พวกเราอันประกอบด้วยปาปา มามา ผมและภรรยา ก็เดินทางจากบางกอกมาลงกวางโจว ค้างคืนนึงครับ พอเช้าวันที่ 9 ประมาณ 10 โมง น้องสี่ก็มารับออกจากกวางโจว แวะทานข้าวบ้านน้องสามที่หุ้ยโจว แล้วออกรถอีกครังราวบ่ายสองโดยมีน้องสามและลูกสาวร่วมทางมาด้วย กว่าจะถึงเหมยโจวก็ประมาณทุ่ม แล้วต้องขับรถขึ้นเขาไปยังหมู่บ้านหน่านคางอีกร่วมชั่วโมง เพราะทางมันคดเคียวเลี้ยวลดสุดยอดครับ ถนนก็แคบๆ แถมยังไร้ขอบปกป้องอีกต่างหาก ถ้าใครเคยได้รับ Forward Mail ที่บอกว่าเป็นถนนในโบลิเวียก็น่าจะนึกภาพออกนะครับ บางช่วงมันได้อารมณ์ประมาณนั้นจริงๆ แต่ในที่สุดพวเราเหล่าคนแคะทั้ง 7 ก็เดินทางมาถึงโดยสวัสดิภาพครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

นี่ครับโฉมหน้ายานพาหนะของเรา

รูปนี้ถ่ายที่หน้าร้านขายของในหมู่บ้านซึ่งเป็นของพี่สองของผมเองครับ

 

วันแรกที่ไปถึงยังไม่มีอะไรมากเพราะดึกแล้ว ไปถึงก็กินเลยครับ ญาติ พี่น้อง เพื่อนบ้านมาเพียบเลยครับ บรรยากาศสนุกสนานครื้นเครงมากมาย และยังมีเรื่องที่ทำให้ประทับใจ คือเขาเก็บรูปถ่ายวันหมั้นของปาปากับมามาซึ่งอากุ๋งส่งมาให้ ใส่กรอบไว้รวมกับรูปถ่ายของสมาชิกในครอบครัวติดผนังเอาไว้ด้วย

ตอนเด็กๆ ผมเคยบ่นกับปาปา-มามา ว่าทำไมญาติเราน้อยจัง ตอนนี้เลิกบ่นแล้วครับ แค่จำชื่อลูกๆ ของอาปะกับครอบครัวของพวกเขาผมก็เสียเวลาไปหลายวันแล้วครับ

ทางเข้าหมู่บ้าน


 

 

 

 

 

 

 

รูปทางเข้าหมู่บ้าน

คราวหน้าจะมาแนะนำหมู่บ้านนี้ให้รู้จักนะครับ...


กลับบ้านเกิดอากุ๋ง ตอนที่ 3

นี่ครับบ้านอากุ๋งของผม อยู่ในหมู่บ้านหน่านคาง ต้าปู (มีใครเคยผ่านไปดูไหมนี่) หมู่บ้านนี้อยู่เกือบจะถึงยอดเขาแล้ว อากาศดีมากๆ ตัวบ้านนี่อยู่กันมา 8 ชั่วอายุคนแล้ว อายุบ้านก็เกือบ 200 ปีได้ ลองดูสไตล์การตกแต่งสิครับ แบบโบราณดูขลังดี นอนที่นี่คืนแรกผมก็รู้สึกหวั่นๆ ว่าจะมีใครออกมาทักทายอยู่เหมือนกัน

 

แน่นอนว่าคนในหมู่บ้านส่วนใหญ่จะแซ่เดียวกันหมดและรู้จักกันทุกหลัง เพราะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ซึ่งตอนนี้ก็มีปัญหาคล้ายในชนบทของไทย ก็คือประชากรส่วนใหญ่ จะเป็นเด็กเล็กประมาณชั้นประถมและผู้สูงอายุ ผมสังเกตุดูคนหนุ่มสาวน้อยมาก เพราะลงเขามาหางานทำทั้งในเมืองและต่างเมืองกันหมด บางคนไปแล้วก็ไปลับ บางคนก็ส่งเงินมาให้พัฒนาหมู่บ้าน อย่างถนนขึ้นเขานี่สมัยก่อนรถขึ้นมาไม่ได้ ต้องเดินเท้าอย่างเดียว ก็ได้คนที่ไปร่ำรวยอยู่ในสิงคโปร์ส่งเงินมาให้สร้างเป็นสายหลัก ส่วนสายย่อยๆ ก็ลงขันกันมากบ้างน้อยบางแล้วแต่กำลังของแต่ละบ้านครับ   

ที่จริงตัวอาปะของผมก็มีความคิดที่จะมาเมืองไทยเหมือนกันครับ ตอนสมัยหนุ่มๆ (ก็ตอนอายุ 18 นั่นแหละครับ) ท่านเล่าว่าเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าแล้ว ลงมาที่ท่าเรือ ขึ้นไปแล้วด้วยซ้ำ โดนเขาไล่ลงมา คนคุมเรือเขาไม่ยอมให้ขึ้นครับ เขาไล่กลับบ้าน เนื่องจากสมัยนั้น(ไม่แน่ใจว่าช่วงสงครามหรือเปล่า)ชีวิตความเป็นอยู่ลำบากมาก อดๆ อยากๆ จนร่างกายผอมโซ เขาเลยไม่กล้ารับเพราะเกรงว่าจะไปไม่ถึงฝั่ง สุดท้ายท่านจึงต้องหอบเสื้อผ้ากลับมาอยู่บ้านดังเดิม

ว่าแล้วก็ภูมิใจนำเสนอ ท่าเรือประวัติศาสตร์แห่งนี้แหละครับที่ชายหนุ่มในหมู่บ้านหลายต่อหลายรุ่นเริ่มต้นการเดินทางหาฝันกันที่นี่

ขึ้นเรือกันแล้วก็ตรงไปยังช่องแคบข้างหน้านั่นแหละครับ เราจะพาท่านมุ่งหน้าสู่ซัวเถา เพื่อต่อเรือใหญ่มุ่งหน้ามาเวียดนาม ไทย สิงคโปร์ ฯลฯ แล้วแต่จะเลือก จากนั้นก็แล้วแต่ชะตาฟ้าลิขิตล่ะครับ 

ต่อมาครอบครัวของอาปะเริ่มจะมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นบ้าง ท่านจึงไปเรียนหนังสือเพิ่มเติม แล้วจึงเริ่มอาชีพครู ของโรงเรียนในนหมู่บ้านตั้งแต่อายุประมาณ 20 กลางๆ สอนอยู่จนเกษียณด้วยตำแหน่งครูใหญ่  ท่านเล่าว่าสมัยก่อนเด็กนักเรียนทั้งโรงเรียนประมาณ 400 คน(เยอะเหมือนกันนะเนี่ย) ตอนนี้อาคารโรงเรียนเก่าทรุดโทรมลงไปมาก จึงได้ช่วยกันบริจาคสร้างโรงเรียนแห่งใหม่ขึ้น ใหญ่โตทันสมัยกว่าเดิมมาก แต่...อนิจจา ปัจจุบันมีนักเรียนเหลือเพียง 60-70 คนเท่านั้น

ภาพด้านซ้ายคือโฉมหน้าของอาคารโรงเรียนหลังเก่าที่อาปะผมสอนครับ  ส่วนด้านขวาเป็นโรงเรียนที่สร้างใหม่จะเห็นว่ามีเสามือถือด้วยนะครับ ขนาดที่ห่างไกลแบบนี้รับรองว่าอย่างไรก็ไม่ขาดการติดต่อ ผมทดสอบแล้ว สัญญาณชัดเจน  ส่วนระบบน้ำ-ไฟ ไม่ต้องห่วง โดยระบบน้ำที่นี่เป็นน้ำจากบนเขา ชาวบ้านลงขันกันต่อท่อลงมาจากยอดเขาเข้าสู่ถังเก็บน้ำตามบ้านเลยครับ ห้องน้ำ-ห้องส้วมทันสมัยกันเกือบหมดแล้ว เหลือห้องน้ำแบบเก่าไว้ให้ดูเป็นที่ระทึก แต่ไม่มีคนใช้แล้วครับ

มีแบบบ้านมาโชว์เผื่อใครกำลังมองหาบ้านใหม่ ผมขอนำเสนอ "ป๊านหวุก" หรือบ้านแบบครึ่งวงกลม ตอนแรกมองจากบ้านอาปะ พวกผมก็คุยกันว่าบ้านใครหว่าช่างน่าอภิรมย์ วันรุ่งขึ้นท่านเลยพาไปทัวร์เสียเลย ปรากฏว่าเป็นบ้านของลูกเขยคนโต แหม ที่แ้ท้ก็คนกันเอง โปรดสังเกตุด้านซ้ายจะดูแหว่งไปบ้างเพราะเป็นส่วนที่กำลังซ่อมแซม เนื่องจากตัวบ้านทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ส่วนนายช่างก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คุณลูกเขยกับคนในหมู่บ้านช่วยๆ กันทำไปนั่นแหละครับ