มาเล่าต่อแล้วครับ
หลังจากที่อาของผมได้รับจดหมายและเบอร์โทรศัพท์จากเพื่อนบ้านที่กลับมาจากเหมยโจวแ้ล้ว พวกเราก็เริ่มปฏิบัติการพิสูจน์หลักฐานกันครับ ว่าใช่ญาติเราจริงหรือเปล่า ซึ่งเดี๋ยวนี้พิสูจน์กันได้ไม่ยากครับ เพราะมีทั้งโทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต โดยผมก็ได้เห็นหน้าค่าตากันผ่านทางเว็บแคมก่อนไปครับ
ขอท้าวความสักนิดนะครับ คืออากุ๋งของผมมีพี่น้อง 3 คน คนโตลงจากเขาเมื่ออายุ 18 ตามธรรมเนียมครับถือว่าอายุ 18 แล้วจะเป็นผู้ใหญ่พอที่จะลงจากเขามาผจญภัยในโลกกว้างสร้างอนาคตให้ตัวเองได้ พี่ชายอากุ๋งคนนี้ขึ้นเรืองไปลงที่เวียดนาม ติดต่อกันไม่กี่ครั้งแล้วก็หายสาบสูญไปเลย พออากุ๋งอายุได้ 18 ก็ได้เวลาลงจากเขาบ้าง โดยท่านได้นั่งเรือมาลงที่ไทยแลนด์แดนสยาม ตั้งรกรากอยู่ที่นราธิวาส ถ้าหากท่านยังอยู่มาจนทุกวันนี้ ปีนี้ก็จะมีอายุ 109 ปีครับ ส่วนน้องคนสุดท้องก็คือคนที่ยังอยู่ในเหมยโจว ซึ่งตอนนี้เสียไปแล้วเช่นกัน เหลือลูกชายซึ่งถือเป็นลูกพี่ลูกน้องกับปาปาของผม ผมเรียกว่าอาปะครับ ตอนนี้อายุ 84 ปีแล้ว
อาปะมีลูก 6 คนครับ คนโต 2 คนเป็นผู้หญิง อีก 4 คนเป็นผู้ชายซึ่งอายุมากกว่าผม 2 คน น้อยกว่าผม 2 คน ดังนั้นในที่นี้ผมขอเรียกว่า พี่ใหญ่ พี่รอง น้องสามและน้องสี่นะครับ ช่วงที่ผมไปนี่พี่ใหญ่ น้องสาม น้องสี่ ลางานกันเป็นอาทิตย์เพื่อมาพบพวกเราครับ ส่วนพี่รองนั้นยังอาศัยอยู่บนเขา มีกิจการร้านขายของในหมู่บ้านครับ
ตัวผมเองได้ติดต่อกับน้องสี่มาตลอดก่อนการเดินทาง เพราะเขาอาศัยอยู่ในกวางโจว และจะเป็นคนที่มารับพวกเรากลับบ้าน วิธีคุยกันก็ไม่ยากครับ เขาส่งแมสเซสเข้ามือถือมาให้ผมสมัคร QQ ซึ่งก็คล้าย MSN นั่นแหละครับ ก็คุยกันผ่าน QQ เขาพิมพ์จีนมา ผมก็เอาเข้าโปรแกรมแปลภาษาของกูเกิ้ล ก็พอคุยกันรู้เรื่องครับ นึกแล้วก็เสียดายเรื่องภาษาจีนของผม เพราะตอนเด็ำกๆ ผมอยู่กับอากุ๋ง อาผ่อ ซึ่งสอนภาษาจีนผมจนผมอ่านหนังสือพิมพ์จีนได้คล่องด้วยซ้ำ แต่พออายุ 14 ผมต้องจากบ้านมาเรียนกรุงเทพฯ ทำให้หยุดใช้ภาษาจีนไปโดยปริยาย จนตอนนี้อายุเลยหลักสี่มาเล็กน้อย ภาษาจีนของผมเลยเหลือแค่พอฟังออกนิดๆ แต่พูดแทบไม่ได้เลย...เฮ้อ
และแล้ววันที่ 8 ส.ค. พวกเราอันประกอบด้วยปาปา มามา ผมและภรรยา ก็เดินทางจากบางกอกมาลงกวางโจว ค้างคืนนึงครับ พอเช้าวันที่ 9 ประมาณ 10 โมง น้องสี่ก็มารับออกจากกวางโจว แวะทานข้าวบ้านน้องสามที่หุ้ยโจว แล้วออกรถอีกครังราวบ่ายสองโดยมีน้องสามและลูกสาวร่วมทางมาด้วย กว่าจะถึงเหมยโจวก็ประมาณทุ่ม แล้วต้องขับรถขึ้นเขาไปยังหมู่บ้านหน่านคางอีกร่วมชั่วโมง เพราะทางมันคดเคียวเลี้ยวลดสุดยอดครับ ถนนก็แคบๆ แถมยังไร้ขอบปกป้องอีกต่างหาก ถ้าใครเคยได้รับ Forward Mail ที่บอกว่าเป็นถนนในโบลิเวียก็น่าจะนึกภาพออกนะครับ บางช่วงมันได้อารมณ์ประมาณนั้นจริงๆ แต่ในที่สุดพวเราเหล่าคนแคะทั้ง 7 ก็เดินทางมาถึงโดยสวัสดิภาพครับ
นี่ครับโฉมหน้ายานพาหนะของเรา
รูปนี้ถ่ายที่หน้าร้านขายของในหมู่บ้านซึ่งเป็นของพี่สองของผมเองครับ
วันแรกที่ไปถึงยังไม่มีอะไรมากเพราะดึกแล้ว ไปถึงก็กินเลยครับ ญาติ พี่น้อง เพื่อนบ้านมาเพียบเลยครับ บรรยากาศสนุกสนานครื้นเครงมากมาย และยังมีเรื่องที่ทำให้ประทับใจ คือเขาเก็บรูปถ่ายวันหมั้นของปาปากับมามาซึ่งอากุ๋งส่งมาให้ ใส่กรอบไว้รวมกับรูปถ่ายของสมาชิกในครอบครัวติดผนังเอาไว้ด้วย
ตอนเด็กๆ ผมเคยบ่นกับปาปา-มามา ว่าทำไมญาติเราน้อยจัง ตอนนี้เลิกบ่นแล้วครับ แค่จำชื่อลูกๆ ของอาปะกับครอบครัวของพวกเขาผมก็เสียเวลาไปหลายวันแล้วครับ
รูปทางเข้าหมู่บ้าน
คราวหน้าจะมาแนะนำหมู่บ้านนี้ให้รู้จักนะครับ...