![]()
บทเขียนของศูนย์ฮากกาศึกษา ที่เขียนเป็นภาษาไทยในต้นฉบับเดิม แล้วถอดความเป็นภาษาจีน เฉพาะในบางบท ถ้อยคำของข้อเขียน ทั้งในส่วนที่หนึ่ง และส่วนที่สอง เป็นแนวคิด และจุดยืนของคนฮากกาคนหนึ่ง กลุ่มหนึ่ง ที่กำเนิด และเติบโตในสังคมไทย มุมมองอาจจะแตกต่างกันตามวิสัยปัจเจกชน เป็นสิ่งปกติในสังคมที่มีวัฒนธรรมการวิจารณ์ของเหตุ และผล
บุคลากรของศูนย์ฮากกาศึกษา ทุกคนมีงานหลักในสายธุรกิจ แต่ด้วยสำนึกที่สนใจวัฒนธรรม และรากเหง้าของบรรพชนฮากกา เป็นแรงบันดาลใจที่ให้ทำงาน โดยมิหวังผลตอบแทน เรายินดีเป็นอย่างยิ่ง หากจะมีพี่น้องฮากการวมธารความคิดจะช่วยขานรับ เติมต่อจิ้กซอว์ของพวเรา ให้เป็นภาพเต็มของ "คนฮากกาประเทศไทย" ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
โปรดถือคำถ้อยข้างล่างนี้ เป็นดั่งเสียงเพรียกของคนฮากกากลุ่มหนึ่ง ที่ส่งผ่านถึงพี่น้องฮากกาทั่วประเทศไทย เราจะปิติอิ่มใจ หากจะมีเสียงขานรับกลับมา แม้จะเพียง "เสียงเดียว"
สารบัญ
月光光 เยียะกวงกวง
ตำนานเพลงพื้นบ้านของจีนฮากกาที่อมตะตลอดกาล
คลิก ฟัง/ดาวโหลดเพลง 月光光 MP3 ขนาด 6 Mb
月光光∶
這是在客家農村流傅甚廣的古老歌謡之一,可遺憾的并無此歌謡的著作者名字。這首歌詞着重音調和諧,按客家語文爲主體,歌詞開始以每段三句歌韵唱出,七句歌韵排于後段,唱誦時比較記,是客家母親在催孩子入睡時唱給孩子聽的催眠曲,爲此,這首歌謡成爲客家傳統難以忘懷的歌謡之一。
เพลงพื้นบ้านโบราณของชาวจีนฮากกา เป็นที่รู้จัก แพร่หลายจดจำด้วยปากต่อปาก และร้องสืบทอดต่อกัน มาเป็นเวลายาวนาน ไม่ปรากฏชื่อของผู้ประพันธ์ถ้อยคำ ของเพลงมุ่งเน้นคำสัมผัสที่คล้องจอง ตามภาษาพูดของ จีนฮากกาเป็นสำคัญ เนื้อร้องที่กระชับด้วยรูปแบบ 3 คำ ในช่วงแรก และแบบ 7 คำในช่วงหลัง ทำให้ขับร้องจดจำ ได้ง่าย จึงเป็นที่นิยมร้องเล่นกันในกลุ่มเด็ก และในเวลา กลางคืนที่แม่กล่อมลูกน้อยเข้านอน จึงเป็นตำนานเพลง พื้นบ้านของชาวจีนฮากกา ที่อมตะตลอดกาล
เยียะกวงกวง
เนื้อเพลง-ภาษาจีน
月光光,秀才郎,騎白馬,過蓮塘,
蓮塘背,種韭菜,韭菜花,結親家,
家門前一口塘,養個鯉嬷八尺長,
長的拿來煮洒食,短個拿來討 娘。
ถอดความภาษาไทย เป็นร้อยกรอง – กาพย์ยานีสิบเอ็ด
จันทร์เอ๋ย โอ้จันทร์เพ็ญ จันทร์งามเด่น นวลสกาว
บัณฑิต ขี่ม้าขาว เหยาะก้าวผ่านบึงบัวไป
เห็นบึง ที่ข้างหลัง เต็มสะพรั่ง ต้นกูไช่
ประจง เด็ดดอกไว้ ฝากขวัญใจ...สาวฮากกา
บึงบ้านสาว เลี้ยงปลาหลี ขนาดมี แปดฟุตกว่า
จะคัด เลือกตัวปลา ตัวใหญ่มา ต้มกินกัน
ตัวเล็ก เอาไปขาย ได้เงินหลาย เก็บทุกวัน
เก็บออม เป็นกำนัล หมั้นแต่ง สาวเจ้า ฮากกา
月光光歌謡詞義
在皎潔的月光下,秀才騎着白馬,經過一口長滿蓮花的池塘,緩緩地踏上歸程,蓮花池後種有韭菜,而韭菜花送給親家,親家門前有口池塘,養的鯉魚有八尺長,長的鯉魚拿來賣出去,然後凑錢娶媳婦。
月光光:
在客家流傳歌謡中經常通用起頭的歌詞,其内容引用月華的皎潔靚麗附在客家舊時社會生活情趣歌詞。描寫離鄉別井心情寂寞的情郎,爲妻的含着無奈凄凉的身心,期待毫無歸期在异鄉謀生的丈夫。由于無法向他人流露及傾訴初戀情懷及中苦悶的客家婦女。故此,月亮成爲她們吐露心事的親切對象。
生活在山嶺重重的客家人,在特别明亮的月圓之夜,使人感覺得像近在眼前而觸手可及欲擁而抱之。
在衆多客家農村青年男女生活迹中,在舊社會封閉制度下,以民謡方式抄寫未經過修飾的歌詞傳送,但現出歌詞内容中的優美心境,配以月亮温馨的光輝,宛如神話故事。
在衆多客家農村青年男女生活事迹中,在舊社會封閉制度下,以民謡方式抄寫未經過修飾的歌詞傳送,但體現出歌詞内容中的優美心境,配以月亮温馨的光輝,宛如神話故事。
無論經過多久的年代,母親唱誦温馨柔美的催眠曲,仍永久難以忘懷在客家子孫的記憶倍思親。
บันทึกของผู้เขียน
ดวงจันทร์ สัญลักษณ์ที่ผูกพันฝังลึกในใจของ ชาวจีนฮากกา
คำว่า เยียะกวงกวง (แสงจันทร์ส่อง-งามแสงจันทร์) เป็นคำที่พบบ่อยในประโยคเริ่มต้น ของเพลงพื้นบ้าน เนื้อหาของเพลง จะอาศัยดวงจันทร์เพื่อเชื่อมโยงถึงเรื่อง ราวชีวิต ที่แฝงอยู่ในสังคมจีนฮากกาในอดีต คำรำพึงถึง ความเหงาของชายหนุ่ม ที่ต้องจากบ้านไปไกล ถึงโพ้น ทะเล.. ความเศร้าลึกของสาวที่คิดถึงสามีผู้ไปสร้างตัวต่าง แดนโพ้นทะเลอย่างไม่รู้วันกลับ.. อารมณ์ถวิลรักแรกของ สาวฮากกาที่ไม่อาจแสดงออกให้ใครล่วงรู้ ดวงจันทร์จึง เป็นเสมือนเพื่อนมิตรชิดใกล้ ที่สาวน้อยจะแอบบอกความหมายที่ซ่อนซบอยู่ในเบื้องลึกของหัวใจ....
ในชุมชนจีนฮากกาที่ดำเนินชีวิตอยู่บนภูมิประเทศที่รายล้อมด้วยซอกหลืบของเทือกเขาสูง จันทร์ในคืนเพ็ญที่ลอยอยู่กลางฟ้า จึงดูสุกสว่างกว่าที่อื่นและอยู่ใกล้ชิดจนเหมือนจะสัมผัสคว้ามาแนบประคองได้อย่างอุ่นถนอม
ตำนานชีวิตมากมายของหนุ่มสาวชนบทฮากกาที่อยู่ ภายใต้ระบบสังคมปิดในอดีตกาล ถูกเล่าขาน ลงในบท เพลงพื้นบ้าน โดยไร้การปรุงแต่งของฉันทลักษณ์อักษรจีน เป็นความสุนทรีของอารมณ์ที่แสดงออกอย่างละมุน เป็นการขับขานภาษาพูด ที่สะท้อนวิถีชีวิตของชาวฮากกา ที่อัศจรรย์เหมือนเทพ นิยายโดยผ่านคลื่นแสงนวลสกาวของดวงจันทร์
ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด เสียงกล่อมเบา แผ่วอ่อนโยนของแม่ จะยังคงสั่นไหวลึกในความทรงจำ ตราบนานไม่คลายมนต์ สำหรับลูกหลานสายเลือดฮากกา
秀才:
秀才一詞經常引用客家詩詞及民謡歌詞中,由于客家人多寄望子弟勤勉苦讀上進,俾達到最高的願望。
客家人居住的地區大部分處于窮鄉僻壤的山區地帶,由于缺乏設有公共設備的構架來發展地方經濟,而且没有出入口的港口設施,以及缺乏豐富的天然資源。爲此,客家人日常生活均以務農爲主。
後來客家人期望改變生活及提高本身及家庭地位,以投入各種方式提携其子弟從政當官,俾以光宗耀祖,舊時有資格從政當官的人士,須經過鄉試丶府試及省試靠拔入榜等程序方成爲秀才,及按科考舉程序進京赴考進士及狀元。故此,客家人非常重視勤學苦讀,學成赴考當官爲任,賺錢做生意反而次要。
爲使達到目的成爲秀才,古人說”十年寒窗”應從勤練苦讀做起,方有成就。舊時客家父母對其子弟嚴加管教,埋首向學。哪家子弟勤學及擁有文房四寶及書典,顯示其家門之榮耀,勝過擺設家具及其它裝飾品。倘那家陳設有書房,表示其家門是書香門第,他日學成考取官位以顯宗耀祖。秀才一詞,是不登功名的第一步,但却使客家子弟承受的壓力很大,而付出整個人生精神致力耕讀。客家子弟自童齡至成年過程中,都經過三番五次地考核,無論如何,此規範却造成家庭成員對其子弟作無償的付出,俾使其子弟達到人生最高的願望。
ซิ่วไฉบัณฑิต
ซิ่วไฉ (ตำแหน่งบัณฑิตขั้นแรก ของระบบการสอบ เพื่อเป็นขุนนาง) เป็นอีกคำหนึ่งที่กล่าวถึงเสมอในบทเพลง พื้นบ้าน และบทกวี เป็นสิ่งบ่งบอกถึงความปรารถนาสูงสุด ของชาวจีนฮากกา ที่มุ่งมั่นให้ลูกหลานไต่เต้าให้ถึง
สภาพภูมิประเทศของจีนฮากกา อาศัยอยู่บนเทือกเขาที่ทุรกันดาน ไม่มีระบบโครงสร้างสาธารณูปโภคที่จะ เกื้อหนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ ไม่มีท่าเรือสำหรับการนำเข้าและส่งออก ขาดความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ การประกอบอาชีพของชุมชนจึงอยู่ที่ภาคเกษตรกรรม
ยุทธศาสตร์ชีวิตของจีนฮากกา ที่จะยกระดับตัวเอง และครอบครัวให้สูงขึ้น จึงทุ่มเททุกวิถีทางให้ลูกหลานเป็นขุนนาง เพื่อยศศักดิ์ทางราชการ และเพื่อชื่อเสียง ของวงศ์ตระกูล
ในการสอบคัดเลือกผู้มี ความรู้ในสาขาต่างๆ เพื่อบรรจุเป็น ขุนนางในอดีตนั้น ต้องผ่านการสอบตามระบบ “เคอจวี่” ซึ่งจะเริ่มต้นด้วย ซิ่วไฉ ระดับอำเภอหรือเมือง แล้วจึงจะไต่เต้าสอบต่อสูงขึ้น จนถึงระดับ จิ้งซื่อ และ จอหงวน ชาวจีนฮากกาให้ความ สำคัญกับการเรียนการศึกษา เพื่อยศศักดิ์ตำแหน่งขุนนาง ราชบัณฑิต มากกว่าเรื่องเงินทองจากการค้าขาย
เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายการเป็นบัณฑิต กระบวนการ จึงเริ่มต้นด้วยการเรียน พ่อแม่ชาวฮากกาในอดีต มักจะ เคี่ยวเข็นให้ลูกชายก้มหน้าก้มตากับการเรียนอย่างเอา เป็นเอาตาย บ้านใดที่ลูกหลานตั้งใจกับการเรียน ย่อมมี อุปกรณ์การเรียน ที่เป็นตำรา กระดาษ พู่กัน แท่งหมึก และจานหมึก ย่อมเป็นที่เชิดหน้าชูตา แก่ครอบครัวมาก กว่าเครื่องเรือน เครื่องประดับใดๆ กับการที่มีห้องหนังสือ ในบ้าน เป็นเครื่องประกาศให้เพื่อนบ้านรู้ว่า ลูกหลานของ ครอบครัวนี้เป็นผู้มีความรู้ และมีอนาคตสู่ตำแหน่งขุนนาง ที่ใครก็ไม่อาจดูแคลนได้
คำว่า ซิ่วไฉ จึงเป็นเหมือนบันไดขั้นแรกที่จะก้าวไปสู่ดวงดาวแห่งความสำเร็จ แต่กลายเป็นความกดดันสำหรับ ลูกชายที่จะต้องทุ่มเทเวลาทั้งหมดของชีวิต ตั้งแต่เด็กจน เติบโต เพื่อพิสูจน์ตัวเองในสนามสอบ ครั้งแล้วครั้งเล่า เหนือสิ่งใด แนวคิดนี้กลายเป็นสิ่งที่กำหนดวิถีชีวิตของ สมาชิกทุกคนในครอบครัว ที่จะต้องเสียสละทุกอย่าง เพื่อให้ลูกชายของบ้านต้องเรียนจนเป็นสรณะของชีวิต
蓮塘:
南宋未葉(曆約十三世紀)來,于客家人歷來經常受到外來政治勢力衝擊,致遷離繁華到遥遠的地區居住。爲適應自然山川地帶,以風水學勘查地勢水源,開拓山地引水築塘灌溉田地,是以務農養活。
大部分客家農村,開築兩種水源系統:一爲自家水塘,二爲村内公用水塘。公用水塘蓄有大量水源,兼有排水系統足够供水給予鄰村,使到各客家村落獲得滋潤足以灌溉及食用之水源。
水塘周圍地帶中有各種蔬菜及果樹,水塘内則種水蓮及曇菜(空心菜),唯一不可缺的是飼養淡水魚作爲食糧及可外賣作副收入。
客家村莊公用水塘築在村莊前面,依風水學認爲水爲財源及安定的象徵,種植的水蓮以采用蓮花的色澤來配合吉祥的象徵。水塘周圍地帶則種對吉祥納福有關的花木。無論如何,凡築有水塘的地區使到環境空氣流通,及可作爲各鄉親休閑的地方。
至于自家私人的水塘,其水源引自公用水塘排出的水道,用以家庭内做使用及洗滌等等事項。水塘對家庭具有重大關系,它源源不斷的養育客家子女。當欲上京赴考或到异鄉謀生的青年,在送行唱誦的歌謡中經常提及(背井離鄉)詞句,流露出對長大地方依依不捨的情懷。大部分離鄉的青年,可能終生無機會返鄉團聚。
บึงบ้ำ-บึงบัว
การที่ชาวฮากกาต้องอยู่ในชัยภูมิที่ห่างไกลความเจริญ เป็นเหตุจากผลทางประวัติศาสตร์การเมือง ที่สืบต่อมานาน ตั้งแต่ปลายราชวงศ์ซ่งใต้ (ราวคริสต์ศตวรรษที่ 13) ชาวจีน ฮากกาสามารถปรับตัวอยู่ได้ กับธรรมชาติดด้วยศาสตร์ โบราณแห่งการเลือกทำเลที่ตั้งตามหลักเฟิงซุ่ย และกับภูมิ ปัญญาในการจัดระบบชลประทานที่ดี จึงทำให้ชาวฮากกา สามารถดำรงเผ่าพันธุ์อยู่ได้ด้วยเกษตรกรรม
ชุมชนต่างๆ ของชาวฮากกาจะพบร่องรอยของ ระบบ น้ำ 2 ประเภทคือ บ่อน้ำประจำบ้าน และบ่อน้ำรวมหน้า ชุมชนหมู่บ้าน บ่อน้ำรวมนี้จะเป็นแหล่งกักเก็บน้ำ และมี คลองถ่ายเทน้ำต่างระดับ ที่เชื่อมต่อถึงบ่อน้ำของหมู่บ้านอื่น ทำให้หมู่บ้านฮากกาทั้งหมดของชุมชน มีน้ำพอเพียงต่อ การเพาะปลูก และบริโภคได้
รอบๆ พื้นที่บึงน้ำ จะปลูกพืชล้มลุกหลายพันธุ์ทั้งผัก และผลไม้ ส่วนในบึงนิยมปลูกผักบุ้ง และดอกบัว ส่วนที่ขาดไม่ได้จะเลี้ยงปลาน้ำจืดเพื่อเป็นอาหารและเพื่อขาย เป็นรายได้เสริม
บ่อน้ำ จะขุดสร้างไว้ที่หน้าหมู่บ้านชุมชน ตามความ เชื่อของหลักเฟิงซุ้ย ที่ถือว่าน้ำ เป็นสัญลักษณ์ของกระแส ความมั่งคั่ง บัวที่ปลูกไว้ในบึง จะต้องเลือกพันธุ์บัวที่มีดอก สีตามธาตุที่เป็นมงคล ที่รอบพื้นที่ริมบึงจะปลูกไม้มงคลที่ เกื้อหนุนราศีโชคลาภ เหนือสิ่งใดการมีบ่อน้ำหน้าชุมชน ทำให้อากาศถ่ายเทได้ดี และเป็นสถานที่พักผ่อนในยาม ว่างได้อีกด้วย
ส่วนบ่อน้ำประจำบ้าน จะขุดตามร่องน้ำในทิศทางที่สอดคล้องกับบ่อน้ำรวม บ่อน้ำบ้านนี้มีไว้สำหรับบริโภค และซักล้างภายในครอบครัว ความผูกพันของสมาชิกใน บ้าน ที่มีต่อบ่อน้ำถือว่าลึกซึ้ง เป็นเสมือสายธารที่ใช้ดื่มกิน ตลอดชีวิต เมื่อผู้ชายของครอบครัว จะต้องเดินทางไกล จากบ้าน เพื่อไปสอบขุนนาง หรือไปหากินยังต่างแดน โพ้นทะเล จะมีคำที่เห็นบ่อยในบทกวีหรือบทเพลงพื้นบ้าน (หันหลังให้บ่อน้ำแล้วจากไป) เพื่อแสดงความอาลัยในการ พลัดพรากจากบ้านเกิด ผู้ชายฮากกาจำนวนมาก ที่จาก บ้านในลักษณะนี้ อาจไม่มีโอกาสกลับมาพบหน้าพ่อแม่ ลูกเมียอีกเลยตลอดชีวิต..
韭菜花:
韭菜爲中國人喜愛食用的一種蔬菜,泰國人也普遍使用。由于水塘構造均用硬士或紅泥築成,一般的蔬菜不易種植,惟有耐旱的韭菜方可種植。韭菜開花時,要及時采,如不采摘很快老化,若老化的韭菜就無法食用。
在哪家種有韭菜,當它大量開花時,要找鄰居協助幫忙采摘。部分拿來食用,多餘的分發給鄰居及同鄉們,若哪家姑娘長得貌美,經常引來年輕小伙上門分送,借機認識借此增進感情,以進一步結爲生命伴侣。
ดอกกูไช่
กูไช่ เป็นผักชนิดหนึ่งที่ชาวจีนนิยมบริโภค เป็นที่รู้ จักกันดีสำหรับคนไทย เป็นพืชล้มลุกที่ปลูกง่าย ให้ดอก ผลเร็ว ต้นกูไช่ เมื่อช่วงออกดอกต้องรีบตัดเก็บเกี่ยวเพราะ ยิ่งทิ้งไว้จะบาน และจะเหี่ยวเฉาเร็ว คุณภาพของกูไช่เวลาปรุงอาหารจะไม่อร่อย
บ้านใดที่ปลูกต้นกูไช่ เวลาออกดอกพร้อมกันมากๆ จึงต้องระดมช่วยกันตัดเก็บ เมื่อเหลือจากบริโภคจะนำไป แจกจ่ายแบ่งปันให้เพื่อนบ้าน บ้านใดมีลูกสาวสวยบรรดา หนุ่มๆ จะถือโอกาสไปเยี่ยมเยือนแจกบ่อย เป็นการสร้างโอกาสให้หนุ่มสาวได้รู้จักกัน และไปสู่การเป็นคู่ครองกันในที่สุด
鯉嬷:
在客家農村居地中,耕種的田地占一成,靠水流域占一成,餘下八成地區爲山嶺。海産食品物稀價高,須從外地采購。唯有靠池塘丶湖丶潭方可飼養淡水魚。肉類食品如:猪肉丶鷄和鴨肉爲客家人主要食品。
鯉嬷大部分飼養在村前公用水塘,其目的即于年節期間或接待貴客時,以鯉嬷作爲上等菜宴客,另一目的即待魚長大後,由于價錢好帶到墟場出售。
在歌謡中提及拿大鯉嬷來煮食,并非指在家庭内經常煮來食,而是指貴客臨門,爲表示主人家好客之道,故以大鯉嬷上菜宴客。
至于小鯉魚代養大後分批出售,俾凑錢積蓄備當聘金娶媳婦,在一般客家社會風氣中,客家子弟埋首勤學苦讀,學成赴考期望當官,報以不負父母養育之恩。在舊社會客家子弟大部分均不善從商,故此,聘金及其它婚禮費用均由父母承擔。
ปลาหลี ตัวใหญ่และตัวเล็กในบทเพลง
ภูมิประเทศแถบที่จีนฮากกาอาศัยอยู่ เป็นที่นา 10 % เป็นลุ่มน้ำ 10 % ส่วนที่เหลือ 80 % ของพื้นที่เป็นเทือกเขา อาหารประเภทเนื้อที่เป็นอาหารประจำวันของจีนฮากกา ได้แก่ หมู เป็ด และไก่ อาหารทะเลเป็นของหายาก และ ราคาแพง เพราะต้องนำเข้าจากเมืองอื่น การเลี้ยงปลาในแหล่งน้ำจืด เช่น บึง หนอง สระน้ำ จึงเป็นหนทางเดียวที่จะทำได้
ปลาหลีที่นิยมเลี้ยงกันในบึงหน้าชุมชนบ้าน จะมีวัตถุ ประสงค์ 2 ประการ คือ เลี้ยงไว้ขายเพราะได้ราคาดี และ เก็บไว้เป็นเมนูอาหารจานเด็ด สำหรับเลี้ยงรับรองแขก พิเศษ หรือในเทศกาลสำคัญตามประเพณี
การที่นำปลาตัวใหญ่มาต้มกินตามเนื้อเพลง จึงมิได้ หมายถึงปรุงกินกันเองประจำภายในครอบครัว แต่หมาย ถึงในโอกาสพิเศษ เช่น เป็นค่าสินสอดจ่ายให้บ้านเจ้าสาว ที่มาแต่งงานกับลูกชาย สำหรับสังคมจีนฮากกาซึ่งลูกชาย ต้องทุ่มเทเวลาให้กับการเรียน เพื่อตอบสนองค่านิยมการ เป็นขุนนางของพ่อแม่ ลูกหลานชายของฮากกาจึงไม่ได้ ประกอบอาชีพอื่นใดเลย ค่าสินสอด และค่าใช้จ่ายอื่นสำหรับงานแต่งงาน จึงเป็นภาระของพ่อแม่ทั้งสิ้น
มนต์ซึ้งที่คิดถึงแม่ ของเยียะกวงกวงไม่เคยคลาย
เยียะกวงกวง มีสำนวนร้องแตกแขนงไปอีกหลายสิบ เนื้อร้อง ตามจินตนาการของแต่ละผู้ประพันธ์ ทุกเพลงจะ เริ่มต้นด้วยท่อนแรกว่า เยียะกวงกวงเหมือนกันทุกเพลง
เพลงเยียะกวงกวงที่คัดเลือกมาให้ดูนี้ ถือเป้นเพลง แม่บท ต้นแบบของเพลงพื้นบ้าน ของฮากกามาแต่บรรพ- กาล ปัจจุบันมีนักแต่งเพลงฮากกาของจีน นำไปประยุกต์เป็นทำนองสากล เพื่อให้เข้ากับยุคสมัย แต่เพลงต้นแบบยังเป็นเพลงหลักที่แม่ฮากกาใช้กล่อมลูกตลอดมา
สำหรับเมืองไทย กลิ่นอายวัฒนธรรมฮากกา อาจจะ เจือจางลง ด้วยการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย แต่ทายาท ฮากกาวัยกลางคน ที่เลขอายุ เลขห้าสิบเชื่อได้ว่า เพียงได้ยินแค่เสียงเยียะกวงกวง ที่ดังแผ่วแว่วจากเครื่องซีดี จะรู้สึกอุ่นอิ่มในใจ มนต์ซึ้งที่คิดถึงแม่ไม่เคยคลาย
คลิก ฟัง/ดาวโหลดเพลง 月光光 MP3 ขนาด 6 Mb
ติดตามบทเพลงอื่นๆได้ใน หนังสือเพลง และ เพลงฮากกา
เนื้อเพลงเงี้ยดกวงกวง ที่มีคนต้องการ ผมได้แปลจากภาษาจีน(ฮากกา)เป็นภาษาไทยเรียบร้อยแล้ว มีทั้งเนื้อเพลงและความหมาย ใครที่อยากจะร้องแบบมีดนตรี ให้เปิดคาราโอเกะเพลง คนใต้ใจซื่อ ของ คุณสุรพล สมบัติเจริญ ร้อง 2 รอบ จะจบเพลงพอดีครับ ผมรับลองทุกคนจะร้องเป็นและจะชอบใจเชียวครับ ขอให้สนุกกับการร้องนะครับ
學唱客家童謠
เงี้ยดกวงกวง 月光光 คาราโอเกะ ทำนอง (คนใต้ใจซื่อ)
月光光 秀才郎;騎白馬,過蓮塘
คำอ่าน เงี้ยดกวงกวง ซิ้วฉ่อยหล่อง ขี่พักมา กั๊วเหลี่ยถ่อง
คำแปล แสงจันทร์ส่อง บัณฑิตหนุ่มขี่ม้าขาวผ่านมาถึงสระบัว
蓮塘背,種韭菜;韭菜花。結親家
คำอ่าน เหลี่ยนถ่องป๊อย จุ๊งกิ้วฉ๊อย กิ้วฉ้อยฟา เกี้ยดชินถา
คำแปล ด้านหลังของสระบัว ปลูกต้นกูใช่กำลังผลิดอก จะเอาดอกกูไช่ไปหมั้นสาว
親家門口(門前)一口塘,
คำอ่าน ชินการหมุ่นเค่วยิ่ดเด่วถ่อง
คำแปล หน้าบ้านเจ้าสาวมีสระน้ำ 1 สระ
餐個(的)鯉麻八尺長
คำอ่าน ยองแก๊ลีหม่าปั้ดฉั้กฉ่อง
คำแปล ในสระเลี้ยงปลาหลีฮื้อ ตัวหนึ่งยาวถึง 8 ฟุต
คำอ่าน ฉ่องแก๊นาหล่อยเก๊าจิ่วเซิ้ด
คำแปล ตัวที่ยาวเอาไปแลกเปลี่ยนเหล้า
คำอ่าน ต่อนแก๊นาหล่อยเก๊ากู/งี-อ่อง
คำแปล ตัวที่สั้นเอาไปแลกเปลี่ยนเจ้าสาว
คำอ่าน เก๊าแก้กู/งี่-อ่อง/ไอ้ตุ้ดตุ้ด
คำแปล แลกเปลี่ยนได้เจ้าสาวตัวเตี้ยเตี้ย
คำอ่าน เจาเจาฮ้องฮี่ต้าซื้อฟุ่ด
คำแปล ทุกๆเช้าตื่นนอนขึ้นมาจับมาตีก้นเพื่อให้สูงขึ้น
เพลงซานเกอ เพลงพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ของฮากกาโดยเฉพาะ ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน มีเนื้อหาสาระครอบคลุมไปทุกด้านของชีวิตคนฮากกา โดยเฉพาะเพลงรักของหนุ่มสาว ที่ร้องตอบโต้กัน มีลีลานจังหวะที่สนุกสนาน และเพลงลาจากบ้านไปเผชิญโชคถึงถิ่นไกลโพ้นทะเลของสามี คนรัก เต็มไปด้วยถ้อยคำที่กินใจเชือดเฉือนอารมณ์อย่างยิ่ง เพราะส่วนมากเป็นการลาจากันชั่วชีวิต
ปัจจุบันที่ประเทศจีน โดยเฉพาะในถิ่นเมืองของฮากกา เช่น เหมยโจว ยังอนุรักษ์เพลงซานเกอนี้ไว้ ทุกคืนวันเพ็ญเดือนแปดของจีน ซึ่งเป็นเทศกาลไหว้พระจันทร์ จะมีการจัดมหกรรมแข่งขันประกวดเพลงซานเกอกันยิ่งใหญ่ทุกปี
เพลงซานเกอที่คัดเลือกถอดนความมานี้ เป็นเพลงรักระดับคลาสสิก ที่ถ่ายทอดอารมณ์รักของหนุ่มสาวฮากกา ที่รักมั่น รักมาก รักจริงจังเหนียวแน่น เหมือนเถาวัลย์พันเกียวรัดต้นไม้จนแห้งตาย ยังไม่คลายเกลียวมัดซึ่งกันและกัน
บนเขา…เห็นเถาวัลย์ เลื้อยพัน…รัดไม้ ต้นมิด
ต้นแยก…แตกก้านติด ชอนชิด ชอนเลี้ยว
กิ่งเถา…เกี่ยวต้นแน่น ก้านแอ่นรับ กระชับเข้า
ปรนเปรอ พะนอ คลอเคล้า ไม้-เถา ไขว้เสย…เกยกัน
ต่างสอด ต่างกอดก่าย ไม่หน่าย ไม่พราก จากขวัญ
จะอยู่ จะคู่กัน ตราบวัน…ตราบแล้ง แห้งตาย
แม้ใบ…ก้านอับเฉา กิ่งเถา…เฝ้ามัด ไม่คลาย
ต้นยืน…ฝืนตั้งกาย ให้เถาก่าย…ตายด้วยกัน
บทนิยามของ…ความเป็นฮากกา
จิตวิญญาณของ…คนฮากกา
1. ฮากกา…เป็นเชื้อสายหนึ่งของชาติพันธุ์ฮั่น ที่ไม่แสดงชื่อตาม ถิ่นฐานแหล่งกำเนิด
ฮากกา…เป็นชื่อที่ผู้อื่นเรียก…อาคันตุกะ ผู้มาเยือน จากแดนไกล
ฮากกา…รากเหง้าดั้งเดิม อยู่ที่ไหน ไกลแค่ไหน…ไม่รู้…แม้แต่คนฮากกาเอง
ฮากกา…เหมือนผู้ลี้ลับจากแดนสนธยา แต่ปรากฏตัวตนตลอดมา…ในประวัติศาสตร์
2. กี่ศึกกี่สงคราม กี่กลียุคในอดีต นับแต่ราชวงศ์ซ่ง หยวน หมิง และ ชิง
เป็นภาพขัดแย้ง ของชนชาวฮั่น ที่อุดมด้วยอารยธรรม…สูงส่งล้ำลึก
มากมายแนวคิด ปรัชญาอุดมการณ์…แต่ระบบการปกครอง อ่อนแอล้าหลัง
โอ้…ซือหม่าเชียน ท่านไม่ควรบันทึก ประวัติจีนด้วยรอยหมึก…ต้องเป็นรอยเลือด
3. กี่ศพกี่ร่าง ที่หลั่งเลือดพลีกาย…ลับหายไปใน สนามสงคราม
กี่ตัวเลขสถิติ ของชีวิตคน ที่ตายเหมือนใบไม้ร่วง…สูญไปกับกาลเวลา
ไม่มากกว่าใคร ไม่น้อยกว่าใคร แต่ไม่รู้เท่าไหร่ นับไม่ถ้วน…ศพของคนฮากกา
คนฮากกา…ผู้ไม่เคยตกหล่น จากประวัติศาสตร์ ในฐานะวีรชน…นิรนาม
4. การเข่นฆ่าที่หฤโหด ของศัตรูผู้พิชิต…จากซยงหนู จากมองโกล จากแมนจู
คลื่นคนเผ่าอื่น อพยพหลบหนี ไปสู่แคว้นอื่น ที่ปลอดภัย ที่ดีกว่า
แต่ฮากกายืนหยัดต่อต้าน ที่สุด…พ่ายแพ้ แตกยับกระเจิง สาหัสสากรรจ์
สู้ด้วยศักดิ์ศรีฮั่น…ทั้งที่ฮ่องเต้ขุนนาง ขลาดเขลากลัวตาย…คุกเข่าจำนน
5. ที่สุด…อยู่ไปก็ตาย อยู่ไปก็อัปยศ จำพรากจากถิ่น…ไปไกล ไปไหนไม่รู้
ไม่ใช่เป็นการอพยพธรรมดา แต่เป็นการหนีศัตรู ที่ตามฆ่า…ล้างโคตรเผ่าพันธุ์
ไป…ให้ไกลสุดพสุธา ไป…ให้ไกลสุดเส้นขอบฟ้า…ไป…ให้ไกลที่สุด
เก็บชีวิตไว้ ตัวชาติคือตัวคน ตราบที่ตัวตนยังอยู่…ตัวชาติจะยัง ดำรงนิรันดร์
6. คาราวานเดินทาง ครั้งแล้วครั้งเล่า สุดทาง…ที่ไหน ไม่มีเป้าหมาย
ครั้งนี้…ไม่ใช่ครั้งแรก และครั้งนี้…ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ที่ต้องเดินทาง
ตรรกะของทั้งหมด เป็นต้นทุนของเกียรติภูมิ และศักดิ์ศรีของชาติพันธุ์
ไม่ใช่เพราะลิขิตสวรรค์ แต่เป็นสิ่งที่ฮากกา…เลือกแล้วที่จะเป็น
7. ระหกเหินไป ถึงแผ่นดินใด ล้วนมีชนเผ่าฮั่นอื่น…จับจองอยู่ก่อน
ชัยภูมิทำเล อุดมสมบูรณ์ ไม่เหลือเผื่อให้ สำหรับฮากกา…ผู้มาใหม่
ทางเลือกทางเดียว…เทือกเขาสูงไกล ทุรกันดาร…โอ้ฮากกา…หรือเจ้ามีทางเลือกอื่น
ที่ใดที่อยู่ได้ ที่นั่นเป็นบ้าน…ดีที่สุดแล้ว บ้านของฮากกา…ซอกหลืบขุนเขา
8. ชุมชนฮากกา ไม่มีบ้านเรือน ที่วิจิตรยิ่งใหญ่ โดดเด่นอลังการ
มีแต่กองกระดูก แผ่นป้ายบรรพชน…มีแต่หนังสือตำรา เทิดทูนหวงแหน
เพื่อเป็นสักขี ว่าคนฮากกา ยังมีรากเหง้า ชาติพันธุ์ของฮั่น…อย่างทรนง
เพื่อเป็นอัตลักษณ์ แห่งภาษาและวัฒนธรรม…ที่ฮากกา ไม่ยอมสูญสลาย
9. ความอดทนของชีวิต จะบ่มเพาะได้ จากสภาวะที่…ทุกข์ยากแสนเข็ญ
ความแข็งแกร่งของจิตใจ จะหล่อหลอมได้ จากทุกขณะ…ที่กดดันบีบคั้น
สำนึก ที่หยั่งลึก ทุกอนูสายเลือด เป็นความหมาย…เป็นมรดกของจิตวิญญาณ
คำสั่งเสียของ บรรพชนฮากกา แม้ก่อนสิ้นลม…ลูกเอ่ย ต้องเรียน
10. อย่ากังขา ทางเลือกของฮากกา…ในขณะนั้น…ด้วยสายตาและความคิด…ในขณะนี้
ชัยภูมิที่แร้นแค้น ไม่มีทรัพย์ในดิน ไม่มีสินในน้ำ…ความมั่งคั่งของทรัพย์กรธรรมชาติ…ไม่มี
ปัจจัยการผลิต ทุกอย่างขาดแคลน ห่างไกลความเจริญ…บุญแล้ว ที่ยังมีชีวิตอยู่
ทางเลือก…ต้องเรียน เพื่อสร้างคน คนที่มีความรู้ คนที่มีความคิด
11. การเรียนสำหรับฮากกา ไม่ใช่เรียนตามหน้าที่…แต่มันเป็นสรณะของชีวิต
ต้องเรียนให้มากที่สุด ลึกที่สุด สูงที่สุด จนถึงระดับ…ราชบัณฑิต
กระดาษ จานหมึก แท่งหมึก และพู่กัน…เป็นสมบัติที่ศักดิ์สิทธิ์ ของฮากกา
ภาพลูกหลานผู้ใฝ่เรียน เป็นเกียรติยศยิ่งแล้ว…สำหรับครอบครัวฮากกา
12. ไม่น่าเชื่อ ที่ทางเลือก ของคนฮากกา ในวันที่…อับจนและมืดมิด
จะกลายเป็นแสงสว่าง ฉายทางให้ฮากกา…ไปสู่พลังการเรียน ที่หนักแน่นเข้มข้น
มิได้หมายความว่า ชนฮั่นเผ่าอื่น จะละเลยการเรียน…แต่สำหรับคนฮากกาแล้ว
นิยามการเรียน เป็นความหวังอนาคต เป็นเป้าหมายชีวิต…เป็นทั้งหมดของชาติพันธุ์
13. จากอดีตที่ยาวนาน นับแต่มีคำว่า "คนฮากกา" ในประวัติศาสตร์จีน
ทุกมณฑลเมือง ทุกตำบลหมู่บ้าน ที่มีชุมชนฮากกา ตั้งรากฐานอยู่
จะไม่ปรากฏ โบราณสถาน ปราสาทราชวัง คฤหาสน์ที่…โอ่อ่าโอฬาร
ไม่มีคนฮากกา ที่มั่งมีด้วยลาภยศ ในบริบทของ ฮก ลก ซิ้ว
14. ในพิพิธภัณฑ์ ในหอวัฒนธรรม ของฮากกา ในแต่ละเมือง
จะปรากฏแต่ รูปภาพชื่อคน ผู้กล้าฮากกา ที่สละชีพ…เพื่อชาติ
จะบันทึกแต่ ประวัติบัณฑิต นักคิด นักกวี…คนเก่งของฮากกา
อย่าประหลาดใจ ตำนานฮากกา ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่…มีเพียงเล็กน้อย เท่านี้จริงๆ
15. ซุนยัดเซ็น ใช้เวลาทั้งชีวิต เพื่อทำงานเล็กๆ เพียงชิ้นเดียว…ปฏิวัติราชวงศ์ชิง
เติ้งเสียวผิง ผู้เกิดมา เพื่อทำงานง่ายๆ เพียงอย่างเดียว…เปิดจีนเสรี
กำแพงยักษ์ พระราชวังสี่ฤดู อาจสร้างใหม่ได้…ด้วยเวลาเพียงไม่กี่สิบปี
แต่คนอย่าง เหวินเทียนเสียง ชิวฝงเจี่ย เยียะเจี้ยนอิง…เวลากี่ร้อยปี จะมีได้อีก
16. สิ่งปลูกสร้าง ที่เป็นรูปธรรม หลงเหลือให้เห็น เป็นวัตถุพยานประวัติศาสตร์
บ้านทรงมังกรโอบ บ้านทรงป้อมอิฐ ทรงเหลี่ยมทรงกลม…หยาบทื่อ แข็งแกร่ง
บ่อน้ำประจำบ้าน ศาลาบรรพชน…เรียบง่าย ไร้รูปรอยประดิษฐ์ศิลป์
แต่นี่คือ ที่เกิด ที่อยู่ ของวีรชนที่ฮากกาสร้างไว้…สำหรับแผ่นดินจีน
17. ฮากกา…ผู้ไม่ปรากฏ ต้นรากที่มา ที่อยู่ฐานถิ่น…ของแผ่นดินจีน
ฮากกา…ผู้เป็นทุกอย่าง ทั้งรูปธรรมนามธรรม…ของอารยธรรมจีน
ฮากกา…ผู้ปรากฏแต่ชื่อ ในบันทึกวีรกรรมสงคราม…ของประวัติศาสตร์จีน
ฮากกา…ผู้ฝากเสียงภาษา ผู้ฝากคำกวี เป็นมรดก…ของวรรณกรรมจีน
18. ตัวคน…คือผู้มีชีวิต เป็นหลักฐานบทนิยาม…ของอารยธรรมชาติหนึ่ง
ตัวคน…คือผู้มี คือผู้เป็น บทพิสูจน์คุณค่า…ของวัฒนธรรมชาติหนึ่ง
ประเทศ แผ่นดิน สังคม ในที่สุดของความหมาย…คือชีวิต คือตัวคน
โอ้…ฮากกา เจ้าได้ทำ เจ้าได้เป็น ในสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว…ของความเป็นคน
กู่เค่อ : กรุงเทพ มกราคม 2006
โอ้…ฮากกา เจ้ามาจากไหน
โปรดอย่าถามฉัน มาจากที่ไหน
ฉันมาจากบรรพชน ฉันมาจากวัฒนธรรม
ฉันมาจากอารยธรรม ฉันมาจากความจริง
อายุฉัน…ชีวิตฉัน ไม่นานหรอก…แค่พันกว่าปี
ฉันไม่จำเป็น ที่จะต้องตอบ
ว่าฉันเป็น…ฮั่น หรือเป็น…ฮากกา
ภาษาพูดของ บอกชาติพันธุ์ของฉัน
สิ่งที่ฉันทำ พิสูจน์ความเป็นตัวฉัน
ฉันเดินทางไกล ครั้งแล้ว ครั้งเล่า
ฉันเห็น…สงคราม แต่ฉันรัก…สันติภาพ
ครั้งนี้…มิใช่ครั้งแรก ครั้งนี้…มิใช่ครั้งสุดท้าย
ฉันไม่ได้ค้นหาประวัติศาสตร์ แต่ฉันกำลังสร้างประวัติศาสตร์
ฉันอยู่ที่ไกลมาก ไกลสำหรับบางคน…ตรรกะที่ต่างกัน
ฉันอยู่ที่ใกล้มาก ใกล้สำหรับบางคน…สำนึกที่เหมือนกัน
สำหรับคนที่แตกต่าง ถึงใกล้…เหมือนไกลคนละฟากฟ้า
สำหรับคนคิดเหมือนกัน ถึงไกล…แต่ใกล้ เป็นเนื้อเดียวกัน
โอ้…ฮากกา เจ้าจะไปไหน
|
ฉันไปมาแล้ว ฉันไปมาแล้ว ฉันไปมาแล้ว …ฉันเหนื่อยเหลือเกิน ... |
เส้นทางประวัติศาสตร์…ของฮั่น จากเหนือจงหยวน มาถึงถิ่นใต้ ฝ่าดงข้ามเขา ฝ่าคลื่นสมุทร ถึงทุกแผ่นดิน ฉันเดินทางมาไกล…อยากจะพักสักครู่ ... |
|
ฉันเห็นมาแล้ว ฉันเห็นมาแล้ว ฉันเห็นมาแล้ว …ฉันตอบไม่ได้ ... |
สังคมฮั่นในอดีต ที่ชุ่มด้วยเลือดและน้ำตา สงครามที่ไร้สาระ…หฤโหด โลกในอดีต ที่ไม่ต่างจาก โลกปัจจุบัน โลกแบบไหน จะดีกว่ากัน ... |
|
ฉันรู้แล้ว ฉันรู้แล้ว ฉันรู้แล้ว ฉันรู้แล้ว ... |
ฉันเป็นฮากกา เพราะฉันมาช้ากว่า ทำไมฉันจึงเป็น…อาคันตุกะ ทำไมฉันจึง เดินทางไม่หยุด เพราะฉันเกิดมา เพื่อเป็นสิ่งนี้…เป็นฮากกา ... |
|
ฉันไม่ไปไหนอีกแล้ว คนฮั่น…คนฮากกา…คนอื่นๆ วัฒนธรรม สังคม ชาติ คุณค่าตัวตนของคน ... |
เพราะฉันรู้แล้ว ฉันเข้าใจแล้ว ไม่มีอะไรแตกต่าง คนเหมือนกัน สุดท้ายคือ…ตัวตนของ คนที่มี…เจิ้งชี่ ... |
เพราะสงคราม เพราะการอพยพย้ายถิ่น
จึงเกิดจีนฮั่นเผ่าหนึ่ง ที่ถูกเรียกขานว่า…ฮากกา
ความข้างต้นเป็นคำกล่าวของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ที่เป็นทั้งนักคิด และนักเขียน ในโอกาสสถาปนาความสัมพันธ์ไทย-จีน เมื่อปี ค.ศ. 1975
จีนเป็นชาติที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ที่สุดชาติหนึ่ง ที่ดำรงชาติพันธุ์ และอารยธรรมต่อเนื่องตลอดมา ไม่เคยว่างเว้นในกระแสกาลเวลาของมนุษย์ชาติ ขณะที่ชาติอื่นซึ่งมีประวัติศาสตร์ร่วมยุคเดียวกัน อาทิ อียิปต์โบราณ บาบีโลน กรีกยุคเก่า อาณาจักรโรมัน ต่างได้ล่มสลายและกลายพันธุ์เปลี่ยนแปลง มีอินเดียเพียงชาติเดียวเท่านั้น ที่ถือว่าได้สืบสานอารยธรรมยาวนานเคียงคู่มากับจีนตราบทุกวันนี้
ไม่ว่าจะเปิดปูมประวัติศาสตร์ของชาติใดในโลก ล้วนมีเหตุการณ์สิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับหลักไมล์เวลาของแต่ละชาติ นั้นคือ สงคราม ที่เกิดจากการกระทำด้วยน้ำมือของมนุษย์กับมนุษย์ ประเทศกับประเทศ และเผ่าพันธุ์กับเผ่าพันธุ์
ในอดีตตราบจนปัจจุบัน สงครามถูกใช้เป็นทางออก และเป็นเครื่องมือสำหรับข้อขัดแย้งของมนุษย์ ในเรื่องของการแย่งชิงอำนาจความเป็นใหญ่ ในเรื่องของผลประโยชน์ ในเรื่องของเกียรติภูมิความเป็นเอกราช ในเรื่องการนับถือผู้ศักดิ์สิทธิ์คนละองค์ หรือศรัทธาต่อคัมภีร์คนละเล่ม
สงครามเป็นสิ่ง "ไร้สาระ" ที่สุดที่มนุษย์ได้คิดขึ้น และได้กระทำต่อมนุษย์ด้วยกันเอง การเข่นฆ่า การทำลายล้างด้วยอาวุธทุกรูปแบบที่หฤโหด ไร้มนุษย์ธรรมจนแทบไม่น่าเชื่อว่า นี้คือการแสดงออกของมนุษย์ที่ศิวิไลย์ แล้วมนุษย์อีกเช่นกัน ที่บรรจงโอ้อวดสงครามที่อำมหิต ให้กลายเป็นวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรด้วยอรรถภาษาเชิงกวี อาทิ มหากาพย์รามายนะของอินเดีย ที่เป็นสงครามวรรณะชนชั้นระหว่าง เผ่าพันธ์อารยันสูงส่งกับทมิฬผู้ต่ำต้อย หรือมหากาพย์อีเลียตของโฮเมอร์ใน ยุคกรีกโบราณ ที่กล่าวถึงความพินาศของอาณาจักรทรอย ที่ประชาชนต้องสังเวยชีวิตให้กับตำนานความรักของเจ้าชายกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อว่า "เฮเลน"
ในประวัติศาสตร์ของจีนได้ชื่อว่า เป็นชาติที่อุดมด้วยแนวคิดปรัชญาที่ล้ำลึกด้วยระบบ "หยูเจี่ย" ของเล่าจื้อ และขงจื้อ และศิลปวัฒนธรรมที่ดีงามมีค่า แต่ภายในสังคมกลับมีระบบการเมือง ราชสำนักที่ล้าหลังด้วยประเพณีขันที ระบบการปกครองที่ไร้ประสิทธิภาพและระบบการทูตที่ล้มเหลว ทำให้จีนเกิดสงครามกับพวกชนเผ่า "อู่หู" เพื่อนบ้านชายแดนที่จีนเหยียดหยามว่าเป็นคนป่าห้าเผ่า (ได้แก่ ซยงหนู เจี๋ย เซียนเป่ย ตี และเชียง) มาตลอดทุกกาลสมัยไม่มีว่างเว้น
หลายยุคที่จีนอ่อนแอตกต่ำที่สุด อาทิ ราชวงศ์ซ่งใต้ และราชวงศ์หมิง ซึ่งถูกกองทัพชนเผ่ามองโกล และชนเผ่าแมนจู บดขยี้แหลกรานยับเยินจนสิ้นราชวงศ์ ผู้คนล้มตายมากมายมหาศาล ต้องตกเป็นเมืองขึ้นของศัตรูยาวนานร่วมสามร้อยปี ประชาชนต้องทนทุกข์ทรมานลำบากเหลือเข็ญ อับอายอย่างยิ่งที่ชาติเก่าแก่ยิ่งใหญ่อย่างจีน ต้องถูกสยบด้วยน้ำมือของชาติเล็กๆ ที่จีนเคยตราหน้าว่าเป็นคนป่าอนารยชน
ส่วนคนจีนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ยอมคุกเข่าจำนน ต้องกระเสือกกระสนทิ้งบ้านทิ้งเมือง อพยพหนีไปตายดาบหน้าอย่างไม่รู้เป้าหมาย จากจงหยวนภาคเหนือ เส้นทางที่ยาวไกลทุรกันดารหลายพันกิโลเมตรลงมาสู่ภาคใต้ของจีน และที่สุด…ต้องพรากพลัดมาตุภูมิ ข้ามน้ำฝ่าสมุทรสู่โพ้นทะเล ในสภาพเสื่อผืนหมอนใบ อโห…ไม่เหลือลายแล้ว ทายาทที่เคยทรนงแห่งสายพันธุ์มังกร
สาสมแล้วที่หลู่ซิ่น นักเขียนอมตะของจีนในยุคศตวรรษที่ 20 เขียนไว้ว่า ทุกหน้าของประวัติศาสตร์จีน ถูกจารึกไว้ด้วยอักษรที่ "เปื้อนรอยเลือด และคราบน้ำตา"
เพราะจีนมีสงครามไม่เคยว่างเว้น
…ราชวงศ์แล้วราชวงศ์เล่า
จึงมีชาวจีนอพยพหนีภัยสงคราม
…ยุคแล้วยุคเล่า
เพราะสงคราม เพราะอพยพย้ายถิ่น
…ของคนจีนฮั่นหลายเชื้อสาย
ที่สุด…เป็นที่อุบัติของจีนฮั่นกลุ่มหนึ่ง ที่ถูกเรียกขานว่า จีน…ฮากกา นับจากบัดนั้น
เพราะมาช้ากว่า…เพราะมาน้อยกว่า
คนฮากกา…สุดท้าย ต้องเลือกอยู่บนภูเขา
เพราะจีนมีสงครามเกิดต่อเนื่องตลอดมายาวนานกว่าสองพันปี ไม่เคยว่างเว้น จึงมีคนจีนที่หนีภัยสงครามอพยพย้ายถิ่นกระจายไปอาศัยอยู่ต่างประเทศเป็นระยะๆ สืบต่อมายาวนานเช่นกัน ปรากฏการณ์ของคนจีนเหล่านี้มีให้เห็นอยู่แทบทุกหนทุกแห่ง จนมีคำกล่าวเป็นตำนานของจีนโพ้นทะเลว่า
คำกล่าวข้างต้น มุมหนึ่งเหมือนจะเป็นคำประกาศอย่างภูมิใจ ที่มีคนจีนอาศัยอยู่ทุกประเทศทุกเมือง มีเสียงพูดภาษาจีนให้ได้ยินทุกวันเวลา และมีวัฒนธรรมจีนปรากฏร่องรอยอยู่ทุกหนทุกแห่ง แต่อีกมุมหนึ่งของความคิดแตกต่าง ปรากฏการณ์ของคนจีนเหล่านี้ ล้วนเป็นหลักฐานบ่งบอกถึงความล้มเหลวของระบบการปกครองในสังคมจีน โดยเฉพาะในห้วงเวลาสองร้อยปีเศษของปลายยุคราชวงศ์ชิง หากประชาชนอยู่ดีกินดี มีหรือจะยอมทอดทิ้งบ้านเกิดเมืองนอน ไปเผชิญโชคเสี่ยงตายบนแผ่นดินอื่นอย่างไม่รู้เป้าหมาย
ในหนังสืออนุสรณ์สมาคมในโอกาสต่างๆ ของคนจีนทุกเชื้อสายที่อพยพไปอยู่ในประเทศโพ้นทะเล จะพบข้อความที่บรรยายถึงความรัดทดที่ต้องพลัดพรากแผ่นดินมาตุภูมิ และเกือบทุกบทรำพึง จะปรากฏคำเหล่านี้แทรกอยู่เสมอ
ผู้อ่านโดยเฉพาะที่สืบสายเลือดเชื้อสายจีน ย่อมเกิดคลื่นที่ไหวสั่นภายในความรู้สึก หลับตานึกตามถ้อยคำ จะเห็นภาพการเดินทางที่บรรพชนอัดแน่นภายในท้องเรือสำเภาจีน คนที่ทิ้งถิ่นฐานบ้านครอบครัวด้วยเหตุอัตคัตขาดแคลน คนที่อพยพมาอยู่แผ่นดินอื่นโดยไม่มีเป้าหมายในสภาพที่มือเปล่า
ย่อมเป็นคนละความรู้สึกสิ้นเชิง
กับคนที่เที่ยวทัวร์ต่างประเทศ
ที่เปี่ยมด้วยความสุขสะดวกทุกอย่าง
แต่สำหรับจีนฮากกาด้วยแล้ว ความยากเข็ญเหล่านี้ยังไม่ถึงที่สุด เพราะเส้นทางอพยพของคนฮากกา จะต้องบวกความวิบากแทรกเพิ่มอีกถ้อยคำหนึ่ง" ต้องฝ่าพงไพร ต้องข้ามเทือกเขา" ให้ผ่านก่อนที่จะถึงท่าเรือขึ้นสำเภาจีน เป็นการตอกย้ำการเดินทางที่ยิ่งสาหัสขึ้นอีก
สภาพภูมิศาสตร์ของจีนฮากกาที่อาศัยอยู่ตั้งแต่ช่วงหนึ่งพันปีก่อน จนถึงทุกวันนี้ ส่วนใหญ่อยู่บริเวณพื้นที่เทือกเขาสูง แถบทางใต้ของมณฑลเจียงซี ทางตะวันตกของมณฑลฮกเกี้ยน และทางตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑลกวางตุ้ง การคมนาคมติดต่อกับโลกภายนอก เป็นไปด้วยความยากลำบาก พื้นที่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนภูเขาที่ทุรกันดาร สัดส่วนพื้นที่ดินเพื่ออยู่อาศัยและเกษตรกรรมเพื่อยังชีพมีเพียง 10% เท่านั้น ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่าเพื่อสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ไม่มีเงินทุน จะจัดทำโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภคที่จำเป็นแก่สังคมตนเอง
วิถีชีวิตของคนฮากกา จึงผูกพันแนบแน่นอยู่กับภูเขา ตั้งแต่เรื่องประวัติศาสตร์ การทำมาหากิน บ้านอยู่อาศัยที่เป็นรูปทรงป้อม ทรงมังกรโอบที่มีเอก ลักษณ์เฉพาะตัว การแต่งกาย ค่านิยม และวัฒนธรรมที่สืบทอดต่อถึงทายาท จนมีคำเปรียบเทียบสะท้อนว่า มีฮากกา ต้องมีภูเขา พบภูเขา จะพบคนฮากกา…
เหตุใดคนฮากกาจึงเลือกอยู่บนภูเขาที่ทุรกันดาร เป็นที่อยู่อาศัยของเผ่าพันธุ์ หรือคนฮากกาไม่มีภูมิปัญญาในศาสตร์ฮวงจุ้ยที่จะสรรหาทำเลที่เหมาะที่อุดมสมบูรณ์ เพื่อเสริมความมั่งคั่งได้ดีเหมือนชนฮั่นเชื้อสายอื่น
คำถามเหล่านี้ไม่อาจหาคำตอบได้ด้วยความคิดและตรรกะแห่งปัจจุบัน จะต้องย้อนยุคกลับไปสู่ประวัติศาสตร์ที่โยงใยถึงสงคราม และการอพยพย้ายถิ่นของชนเผ่าฮั่นอีกจึงจะเห็นคำตอบ
สงครามที่จีนต่อสู้กับอู่หูห้าเผ่าที่เป็นต่างชาติเพื่อนบ้านจีนในอดีตนั้น ชาวจีนฮั่นทุกเชื้อสายต่างร่วมต่อสู้เต็มที่ เพื่อปกป้องเอกราชของชาติ ซึ่งขณะนั้นถือความเป็นชาติโดยยึดถือชื่อของราชวงศ์เป็นหลัก เช่น ราชวงศ์ถัง ราชวงศ์ซ่ง เป็นต้น
จีนเป็นชาติที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่เหลือคณานับ การทำศึกยุคนั้นมิได้เสร็จสิ้นรู้ผลชนะแพ้ภายในช่วงเวลาสั้นเพียงเดือนสองเดือน เมื่อครั้งกองทัพมงโกล
ที่นำโดยจักรพรรดิ์เจงกิสข่าน บุกจีนเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 13 นั้น ต้องใช้เวลายืดเยื้อกว่า 50 ปี จึงจะพิชิตจีนในราชวงศ์ซ่งเหนือ และซ่งใต้ได้เบ็ดเสร็จในปี ค.ศ. 1279
เมื่อสงครามใกล้ถึงจุดจบพ่ายแพ้ ประชาชนจีนฮั่นมากมายทุกเชื้อสาย (ขณะนั้น ยังไม่มีเชื้อสายฮากกา) จะเริ่มทยอยอพยพหนีภัยสงครามจากทางเหนือจงหยวน ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองหลวง ลงมาตามเส้นทางแถบใต้ ประชาชนกลุ่มต้นๆ ที่อพยพส่วนใหญ่จะเป็นคนมีฐานะ เป็นพ่อค้า เป็นช่างมีฝีมือ และเกษตรกร เนื่องจากคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มทำมาหากิน ไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับการเมืองและการต่อสู้ เพียงแค่มีข่าวจะเกิดสงครามก็เริ่มเตรียมตัวโยกย้ายไปอยู่เมืองอื่นที่คิดว่าจะปลอดภัยกว่า
กลุ่มใดที่เดินทางอพยพไปพบเมืองอื่นที่น่าอยู่ และสมบูรณ์พร้อม จะตั้งหลักปักฐานปรับตัวเข้ากับผู้คนเจ้าของที่เดิม พออยู่นานเข้าจะถูกกลืนกลายเป็นชนเชื้อสายตามท้องถิ่นนั้นในที่สุด
ในยุคสมัยเดียวกัน มีชนฮั่นกล้าตายอีกกลุ่มหนึ่งที่เกิดขึ้นในหลายท้องถิ่นหลายเมือง ยังไม่ยอมหนี และยังไม่ยอมแพ้ ประกอบด้วย นักวิชาการ ขุนนาง ทหาร (บางกลุ่มอาจมีพระสงฆ์สายมหายานที่ได้รับการฝึกวิทยายุทธร่วมด้วย) และชาวนาชาวบ้านผู้มีจิตใจรักชาติ ต่างรวมตัวกันเป็นกองกำลังด้วยอาวุธเครื่องมือต่างๆ ต่อสู้กับชนเผ่าอู่หูอย่างอาจหาญเหนียวแน่น ชนฮั่นกลุ่มนี้สร้างความเสียหาย และสามารถตรึงกองทัพข้าศึกได้นานถึง 10 - 20 ปี เมื่อสู้กันจนถึงที่สุดต้องพ่ายแพ้ด้วยกำลังพลอาวุธที่เป็นรอง ชนฮั่นกล้าตายเหล่านี้จะเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยที่อพยพหนีเป็นกลุ่มสุดท้าย พร้อมกับการสิ้นสุดของราชวงศ์แต่ละสมัย
เมื่อชนฮั่นกลุ่มสุดท้ายแตกทัพอพยพไปถึงเมืองต่างๆ ที่อยู่ในเส้นทางภาคใต้ ซึ่งมีชนฮั่นอื่นได้เดินทางล่วงหน้ามาอยู่ก่อนเป็นเวลานาน (จนได้ยกสถานะกลายเป็นเจ้าของท้องถิ่น) เจ้าหน้าที่เมืองจะแยกชนฮั่นมาใหม่นี้อยู่ในเขตเฉพาะต่างหาก และใส่ชื่อผู้อพยพมาถึงใหม่นี้ในทะเบียนราษฎร์ว่า "เค่อเจีย" มีความหมายว่า เป็นอาคันตุกะ หรือเป็นแขกผู้มาเยือน
สังคมจีนในอดีตยังไม่เป็นเอกภาพหนึ่งเดียวเช่นปัจจุบัน แม้ชนฮั่นจะเป็นเผ่าใหญ่ที่สุดที่มีสัดส่วนประชากรมากถึง 92% แต่ความหลากหลายเชื้อสายที่แตกต่างทั้งแนวคิด วัฒนธรรม และวิถีชีวิต โดยเฉพาะด้านภาษาที่ไม่สามารถสื่อสารกันได้
บาดแผลทั้งทางร่างกายและทางจิตใจของชนฮั่นกลุ่มใหม่ที่ได้รับจากศัตรูอู่หูยังไม่ทันหายเจ็บ ปัญหาการขัดแย้งกับชนฮั่นเก่าอีกหลายเชื้อสาย บนแผ่นดินจีนด้วยกันอุบัติขึ้นจนได้ ในเรื่องการแก่งแย่งพื้นที่ทำมาหากิน ในเรื่องทำเลช่องทางสำหรับการประกอบอาชีพ และเหนือสิ่งใด ปัญหาของชนฮั่นกลุ่มใหม่เองมีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากฮั่นทุกกลุ่ม มีแนวคิดที่เป็นเอกลักษณ์ตามแบบฉบับตัวเองอย่างหนักแน่น ยึดมั่นดำรงในวัฒนธรรมของตนเอง ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงปรัชญาชีวิตตัวเองให้กลมกลืนกับกลุ่มอื่นได้ หลายครั้งได้เกิดศึกสายเลือดระหว่างฮั่นต่างเชื้อสายด้วยกันอย่างรุนแรง
ด้วยเหตุที่ฮั่นกลุ่มใหม่ที่ถูกเรียกว่า "เค่อเจีย" มีจำนวนคนน้อยกว่า มีทรัพยากรปัจจัยน้อยกว่า ย่อมไม่มีทางเลือกอื่นใดในสถานการณ์นั้น ความหวังจะหวนคืนถิ่นบ้านเดิมไม่เหลือแล้ว ศัตรูอู่หูยึดไว้จนหมดสิ้น กลับไปรังแต่จะถูกกดหัวให้เป็นทาสจมดินอย่างไร้เกียรติ พื้นที่ทางราบบนแผ่นดินปัจจุบัน ถูกกีดกันโดยชนฮั่นเชื้อสายอื่นจนไม่เห็นโอกาส
สุดท้าย…เงยหน้าขึ้นมองดูฟ้า เห็นภูเขาเบื้องสูงที่ยังไม่มีผู้จับจอง แม้จะทุรกันดารและอัตคัดขาดแคลน แต่เป็นดินแดนเสรี ที่ลงตัวกับจิตที่เสรีของกลุ่มฮั่นใหม่ที่ถูกเรียกในชื่อใหม่ว่า "เค่อเจีย" แล้วชนฮั่นกลุ่มนี้ได้เคลื่อนคาราวานด้วยมือเปล่าขึ้นสู่เทือกภู โดยใช้คำเค่อเจียนเรียกชื่อเผ่าพันธุ์ตนเอง ด้วยสำเนียงภาษาของตนเองว่า "ฮากกา"
โอ้…ฮากกา…ผู้มีเม็ดเลือดเข้มข้นทุกอณูสายพันธุ์แท้ของชนเผ่าฮั่น กลายเป็น "อาคันตุกะ" ผู้มาจากแดนไกลที่ไม่ปรากฏต้นรากฐานถิ่น
โอ้…ฮากกา…กลายเป็น "คนนอก" ที่ยืนอยู่บนแผ่นดินมาตุภูมิตัวเอง
แต่ถูกคนอื่นเรียกว่า "แขกผู้มาเยือน"
เรายอมรับคำศัพท์ "ฮากกา" ตามที่คนอื่นเรียกขานกัน ดอกกุหลาบ ถึงแม้จะถูกเรียกเป็นชื่ออื่น คุณค่าของมันไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ตัวชาติที่แท้จริง มิใช่ชื่อประเทศ มิใช่ตัวผืนดิน มิใช่กำแพงเมืองจีน หรือราช วังตำหนักสี่ฤดูของฮ่องเต้ฮองเฮา ซึ่งเป็นเพียงวัตถุไม่จิรัง แต่แก่นสารัตถะของตัวชาติ อยู่ที่ตัวคน ตราบที่คนยังมีชีวิต ยังมีความคิด ยังมีจิตวิญญาณ ตราบนั้น ความเป็นชาติฮั่น ยังคงดำรงสถิตยั่งยืน
เราพร้อมที่จะทำสงครามกับศัตรู ด้วยพันธะเกียรติภูมิของชาติ เราพร้อมที่จะหลั่งเลือดพลีชีพ เพื่อรักษาเผ่าพันธุ์มิให้สูญสลายด้วยคมดาบศัตรู แต่กับคนฮั่นที่มีโลหิตร่วมสายเดียวกัน เราไม่มีเหตุผลที่จะต้องเข่นฆ่าจนอาสัญ เพียงเพราะความคิด และตรรกะชีวิตที่แตกต่าง
เลือดยังไม่ทันแห้ง บาดแผลที่เกิดสงครามอู่หูยังไม่หายดี ชนฮั่นที่มีชื่อใหม่ว่า "ฮากกา" จะต้องลั่นกลองเพื่อเดินทางอีกครั้ง…
การเคลื่อนที่อพยพครั้งนี้ของฮากกา แม้จะเป็นความเคยชินชาด้านในความรู้สึก แต่ในใจแอบหวังลึก ขอให้การเดินทางครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ขอให้ตำนานการอพยพสิ้นสุดลงที่ยุครุ่นของเรา เพื่อเราจะได้มีแผ่นดิน มีบ้าน เป็นบ้านในความหมายของครอบครัว บ้านที่หมายถึง ถิ่นฐานถาวรของเผ่าพันธุ์ตลอดไป
ป้ายบรรพชน และตำราเรียน คือสมบัติสองสิ่งที่อยู่คู่กาย คู่ชีวิตของคน ฮากกา มิเคยตกหล่นขาดหายตลอดตำนานการอพยพเดินทางที่ยาวนาน
ป้ายบรรพชน เป็นป้ายประวัติประจำตระกูล ที่บอกถิ่นฐานกำเนิดของเผ่าพันธุ์ รากเหง้าของตระกูล และลำดับรุ่นของครอบครัว ที่สืบเรียงรุ่นมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ยิ่งสำหรับคนฮั่นที่กลายชื่อมาเป็นฮากกา ยิ่งต้องเก็บรักษาป้ายบรรพชนนี้ไว้เหนือสิ่งใด เพราะนี้เป็นสิ่งเดียวที่จะยืนยันถึงความมีรากเหง้าของตนเอง และสืบสานเชื้อหน่อฮั่นจากอารยธรรมมายาวนาน
สมบัติอีกอย่างหนึ่งของฮากกา ที่ทุกบ้านทุกครอบครัว จะต้องมีไว้คู่บ้าน คือ หนังสือตำรา อุปกรณ์ประกอบการเรียน คือ กระดาษพู่กัน แท่งหมึก และจานหมึก สิ่งเหล่านี้ มิใช่เป็นเครื่องประดับบ้าน แต่เป็นองค์ประกอบเพื่อกิจกรรมอย่างเดียว คือ การเรียน
เมื่อฮากกาต้องระหกระเหินขึ้นไปอยู่บนภูเขาที่ห่างไกลจากชุมชนฮั่นเชื้อสายอื่น สิ่งแวดล้อมรอบด้านขาดแคลนความอุดมสมบูรณ์ การเกษตรที่ทำได้ มีเพียงผลผลิตธัญญาหาร เพื่อบริโภคยังชีพเท่านั้น เหนือสิ่งใดคนฮากกาไม่มีฐานทุนที่จะพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นที่ภูเขา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมใหม่ฮากกาให้ดีขึ้น
ในสภาวะที่โอกาสทุกอย่างเหมือนจะตีบตัน แสงสว่างที่แวบขึ้นในความคิด ด้วยการรื้อหนังสือตำราเก่ามากมายที่สั่งสมมาจากบรรพชน หนังสือปรัชญาของระบบ หยูเจีย (แนวคิด และคำสอนของ เล่าจื้อ ขงจื้อ จวงจื้อ เม่งจื้อ เป็นต้น) บทกวี วรรณกรรม ดาราศาสตร์ ฮวงจุ้ย ประวัติศาสตร์ แพทย์จีน และตำรา พิชัยยุทธของซุนวู …แล้วเชื้อไฟแห่งการเรียน การศึกษาของฮากกาได้เริ่มต้น และเข้มข้นขึ้น อย่างรวดเร็ว เพียงเวลาไม่กี่ชั่วอายุคนการเรียนได้กลายเป็นวัฒนธรรมประจำเผ่าพันธุ์ของฮากกา ทุกหมู่บ้านจะได้ยินเสียงอ่านท่องตำราของเด็กเล็กที่เจื้อยแจ้ว เสียงขับขานบทซือฉือ (กาพย์กวีชั้นสูงของจีนฮั่น) ที่กังวานจากหนุ่มบัณฑิตฮากกา ล้วนเป็นสิ่งชี้บอกถึงบุปผาแห่งปัญญา กำลังเบ่งบานสู่ชุมชนของฮากกา
บนภูเขาที่สูงเสียดฟ้า ทิวเทือกเขาที่สลับชั้นยาวสุดสายตา และหลืบเขาร่องซอกลึก ห่างจากชุมชนฮั่นอื่น ไกลจากความเจริญภายนอก แต่กลับเป็นโอกาสที่ทำให้ฮากกามีสังคมของตัวเองที่อิสระเอกเทศอนุรักษ์วัฒนธรรมของฮั่นโบราณไว้อย่างเหนียวแน่น และสืบสานสิ่งดีงามให้ตกทอดเป็นประวัติศาสตร์ ให้ลูกหลานรุ่นหลังได้รู้จัก เรียนรู้ และเข้าใจ
นักวิชาการ นักการทหาร นักคิด นักการเมือง นักปฏิวัติ วีรชน นักเขียน นักกวี และเมธีวรรณกรรมของจีนนับไม่ถ้วน ที่ถือกำเนิด เคี่ยวกรำ และบ่มเพาะจากดินแดนภูเขาทุรกันดารนี้ ลงไปสนองคุณแผ่นดิน และรับใช้ปวงประชา ภายใต้ชื่อของอาคันตุกะ ผู้มาเยือนจากแดนไกล ผู้ไม่ปรากฏที่มาถิ่นฐานว่า "ฮากกา"…
1) ความดีที่สะสมมาชั่วชีวิต อาจถูกลบล้าง ด้วยความผิดพลาด…เพียงขณะเดียว
ความสำเร็จที่เห็นอยู่แค่เอื้อม อาจพังทลาย ด้วยความพลั้งเผลอ…เพียงขณะเดียว
เพียงขณะหนึ่ง เหมือนสิ่งบังเอิญ ไร้เหตุผล ไร้สาระ…แต่เกิดขึ้นจนได้
เพียงขณะหนึ่ง ที่อาจเปลี่ยนแปลง ทั้งหมดของชีวิต…จนไม่มีทางเหมือนเดิม
2) เพียงขณะหนึ่ง…จะเกิดเมื่อไหร่ จะมาเมื่อไหร่ เหนือการหยั่งรู้
เพียงขณะหนึ่ง…อาจทำให้เกิด ผลต่างฉับพลัน เหนือการคาดเดา
เพียงขณะหนึ่ง…อาจยิ่งใหญ่ด้วยเกียรติยศ อาจย่อยยับด้วยอัปยศ
จะเป็นหรือตาย สวรรค์หรือนรก อาจมาจากผล…เพียงขณะเดียว
3) ทหารฝึกรบแรมปี เพื่อสู้ศึก เพื่อมาตุภูมิ…เพียงวันเดียว
นักเรียนเพียรท่องตำรา ข้ามวันข้ามคืน เพื่อสอบวัดผล…เพียงชั่วโมงเดียว
นักกรีฑาซ้อมหนักนับเดือน เพื่อศักดิ์ศรีเหรียญทอง…เพียงนาทีเดียว
เพียงวันเดียว เพียงชั่วโมงเดียว คือชั่วขณะหนึ่ง ที่ตัดสิน…เรื่องราวหนึ่งของชีวิต
4) ชั่วขณะนั้นของผู้ชนะ โอฬารอลังการ ทุกขณะติดปีก…ผ่านพ้นสั้นเร็ว
ชั่วขณะนั้นของผู้แพ้ กล้ำกลืนขื่นขม ทุกขณะนานช้า…ทุกข์เข็ญยากยิ่ง
ชั่วขณะนั้นของผู้ชนะ เจิดจ้าชัชวาล อิ่มเอมสุขสม …ดั่งทิพย์ ดั่งฝัน
ั่วขณะนั้นของผู้แพ้ ฟ้ามืดมัวหม่น ดั่งโลกพิการ …มืดอยู่มุมเดียว
5) บางขณะของบางคน อาจผ่านไปเหมือน ไม่มีอะไรเกิดขึ้น…ว่างเปล่า
บางขณะของบางคน อาจเป็นชั่วขณะที่เกริกไกร ตำนานจารึกชื่อ…อมตะ
บางขณะของบางคน อาจเป็นชั่วขณะที่สาหัส เจ็บปวดฝังจำ…อับอาย
แต่ละขณะของแต่ละคน เกิดได้อย่างไร…คำถามท้าทาย สารัตถะชีวิต
6) บางคนเชื่อว่า แต่ละขณะ เป็นดิถีฤกษ์ยาม…เป็นดวงแห่งลัคนากาล
ทุกทุกขณะ ทุกทุกเหตุการณ์ ขีดทางไว้แล้ว…อิทธิพลแห่งดวงดาว
บางคนเชื่อว่า แต่ละขณะ เป็นชะตากรรม…ลิขิตแห่งพรหม
ทุกทุกขณะ ทุกทุกสรรพสิ่ง เป็นความประสงค์…บัญชาแห่งสวรรค์
7) บริบทความเปลี่ยนแปลง ของอีกขณะต่อไป…เป็นอนิจจัง
อะไรจะเป็น มันย่อมจะเป็น ใครทำให้เกิด…ไม่สำคัญเลย
มันเกิดขึ้นแล้ว ที่เห็นที่เป็น ณ ขณะนี้…เป็นความจริงแล้ว
อย่ารอฟ้าปรานี ปัญหาขณะนี้ ปัญหาของเรา เราต้องแก้ไข…ด้วยตัวเราเอง
8) หลายขณะของอดีต เป็นหลายขณะ ที่ทับซ้อนรอยเดิม…ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก
บางขณะของบางเรื่อง บางขณะของบางคน เป็นบทเรียน…ที่พึงจดจำ
บางขณะที่ล้มเหลว อย่าอ้างอำนาจ ลี้ลับศักดิ์สิทธิ์…จากเทพเสกสรร
แต่อาจเป็นความ ผิดพลาดของมนุษย์ สะเพร่าอ่อนด้อย…ไร้ประสบการณ์
9) เตรียมตัวเรียนรู้ ความเป็นธรรมชาติ ของชั่วขณะหนึ่ง…ที่จะพลิกผัน
สว่างแล้วมืด ดังแล้วดับ เป็นกระบวนวิถี…ตลอดมา และตลอดไป
ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ ทุกอย่างเป็นไปได้ แต่ทุกอย่าง…ไร้ความแน่นอน
เตรียมใจรับรู้ กับสิ่งที่จะเกิด กับสิ่งที่เราเลือก…ตัดสินใจเอง
10) ชั่วขณะที่เลวร้าย เป็นชั่วครู่ของเวลา ที่จะเปลี่ยนไป…เหมือนเช่นทุกวัน
เป็นอีกขณะหนึ่ง ของอีกเรื่องหนึ่ง ของอีกวันหนึ่ง…ที่จะผ่านไป
เป็นอีกขณะหนึ่ง ที่ไม่จิรัง จะถูกอีกขณะหนึ่ง ของอนาคต…เข้ามาแทนที่
อย่าคร่ำครวญเกินควร จนทำลายเวลาทั้งหมด ของชีวิต…ที่ยังยาวนาน
11) สะสมประสบการณ์ ที่จะรับมือ กับชั่วขณะที่กดดัน…รู้สติ รู้ตน
เรียนรู้เข้าใจ ที่จะทนอยู่ กับชั่วขณะที่คับขัน…อดทนอดกลั้น
เก็บตัวเก็บชีวิต สร้างพลังแรงใจ หากชีวิตยังอยู่…ความหวังยังมี
เตรียมความคิดพลิกสถานการณ์ อย่างนิ่งสงบ…ในชั่วขณะใหม่…ที่มีโอกาส
12) เพราะชั่วขณะหนึ่งของความล้มเหลว…เราจึงรู้จักความทุกข์
เพราะชั่วขณะหนึ่งของความทุกข์…เราจึงเรียนรู้ความจริง
เพราะชั่วขณะหนึ่งของความจริง…เราจึงเข้าใจชีวิต
รู้จักความทุกข์ เรียนรู้ความจริง เข้าใจชีวิต…จากสัจธรรม ของชั่วขณะหนึ่ง
1) เรามาจากไหน เราเป็นอะไร และเราจะไปไหน…
เป็นชื่อภาพวาดของ PAUL GAUGUIN จิตรกรฝรั่งเศส ยุค IMPRESSIONIST
เป็นคำถามแหลมคม ท้าทายต่อปรัชญา ต่อศาสนาเทวนิยม
จุดประกายส่อง ค้นหาความหมาย ต่อความจริง ต่อความเป็น…ของโลก ของชีวิต
2) เรามิได้เลือก เกิดมาก็เห็น โลกเป็นอย่างนี้…อย่างที่เป็นอยู่
เราเป็นเพียงคนเดินทาง ที่ผ่านเข้ามาในโลกนี้ เพียงชั่วขณะหนึ่ง…ของกาลเวลา
ก่อนเราจะมา โลกเคยเป็นอยู่แล้ว…เป็นอย่างนี้ตลอดมา
เมื่อเราจากไป โลกจะยังคงเป็นอยู่…เป็นอย่างนี้ตลอดไป
3) ความจริงอย่างหนึ่งของโลก มีความเป็นที่แปรผัน…ไม่แน่นอน
ความจริงอย่างหนึ่งของชีวิต มีความเป็นที่เปลี่ยนแปลง…ไม่จิรัง
เราเดินทางอยู่ ตามกระแสธาร ของวัฎฎจักร… เกิด แก่ เจ็บ ตาย
เราเดินทางไป ตามธรรมชาติของโลก ตามชะตากรรมของชีวิต…ที่เป็นไป
4) กี่สำนักของศาสตร์ กี่สารัตถะของปรัชญา…ดั่งร้อยบุปผา แข่งบาน
บางสิ่งบางอย่าง…เห็นก่อนจึงเชื่อ เชื่อก่อนจึงเห็น…ต่างที่จิต ต่างที่ตน
ตรรกะที่หลากหลาย ศรัทธาที่ยึดถือ…ทั้งที่เหมือน ทั้งที่ต่าง
แล้วที่สุด ตรรกะก็แบ่งพันธุ์ ความเชื่อก็แบ่งสาย…ไฟต่างดวง แสงต่างสี
5) มนุษย์ต้องอยู่รวมกับ วิถีสรรพสิ่งในโลก ทั้งสิ่งมีชีวิต และสิ่งไม่มีชีวิต
มนุษย์ต้องเผชิญกับ วิถีชะตากรรม ที่ควบคุมไม่ได้ อธิบายด้วยเหตุผล…ยังไม่ได้
หลายสิ่งหลายอย่าง เหมือนอยู่ใต้ลิขิต ของบางสิ่ง ของบางคน ณ ที่หนึ่งของบางแห่ง
แต่มิได้หมายความว่า มนุษย์จะไร้ค่า จะเลือกจะเป็น ตามที่เราต้องการไม่ได้
6) ความเป็นของมนุษย์ อยู่กับความเป็น ที่เป็นไปของโลก…ที่อัศจรรย์ยิ่ง
ความเป็นไปของโลก ที่จะเกิดในอีกชั่วขณะหนึ่งต่อไป…คาดเดาไม่ได้
สิ่งบังเอิญที่ไร้รูปแบบ ไร้คำอธิบาย ที่ผิดปกติ…แต่เป็นความจริง ที่ปกติของโลก
กี่ยุคกี่สมัย ที่ปราชญ์ศาสดา เพียรค้นหาคำตอบ…สัจจธรรมของชีวิต
7) สิ่งมีชีวิตทุกอย่าง…ต้องตาย ความเป็นไปทุกอย่างในโลก…อนิจจัง
สัจจธรรม เห็นอยู่ เป็นอยู่…เป็นจริง
สัจจธรรม…กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สำหรับคนบางคน และบางสังคม
สัจจธรรม…กลายเป็นสิ่งพิเศษ สำหรับคนพิเศษ…เท่านั้น ที่จะเข้าถึง
8) สัจจธรรม…ที่บอกได้ด้วยถ้อยคำ ตัวอักษร…ไม่ใช่สัจจธรรมที่แท้จริง
สัจจธรรม…ไม่อาจไปถึง ด้วยการขานกล่าวท่องจำ…ตามบันทึกของตำรา
สัจจธรรม…อยู่กับโลก อยู่กับชีวิต ทุกหนทุกแห่ง ทุกขณะทุกเวลา
สัจจธรรม…ไปสู่ไปถึง ด้วยความเข้าใจ ด้วยประสบการณ์…ด้วยตนเอง
9) เราเรียนจึงรู้ เราคิดจึงมีปัญญา เราทำจึงเข้าใจ เราอิสระจึงเลือกได้
เราเดินจึงไปถึง เราแสวงหาจึงมีโอกาส เรากล้าจึงมีโชค เราแพ้จึงเข้มแข็ง
เราผิดจึงแก้ไข เราต่อสู้จึงสำเร็จ เราสะสมด้วยกาลเวลา…จึงมีประสบการณ์
เป็นกระบวนการธรรมชาติ ที่จะไปสู่สัจจธรรม…ด้วยตัวของตัวเอง
10) จะด้วยอะไรก็ตามแต่ เราได้เกิดมา…อยู่ในโลกนี้แล้ว
จะมาจากไหนก็แล้วแต่ เราได้มาอยู่…ณ ที่นี่และเดี๋ยวนี้แล้ว
จะไปไหนอีก หลังจากภพนี้…เราไม่รู้ รู้แต่ว่า ขณะนี้…เรามีชิวิตอยู่
สัมผัสมือตัวเอง เรียกชื่อตัวเอง…นี้คือชีวิต นี้คือตัวเรา…ชีวิตของเรา
11) ตราบที่เรายังมีลมหายใจ เรารู้สึกได้…ความมีแห่งตัวตน
ตราบที่เรายังมีความคิด ติดแน่นอยู่กับทุกอณูพลัง…แห่งจิต
เพราะเราคิดได้ เราจึงยังมีชิวิตอยู่…ความจริงแห่งความเป็นตัวเรา
สิ่งที่มีแห่งตน สิ่งที่เป็นแห่งจิต จึงมีชีวิตที่เป็นอยู่…แห่งความเป็นมนุษย์
12) เราเป็นอะไร…เรามิได้เป็นอะไร ตามที่ใครจะกำหนด…เราเป็นตัวเอง
เราเป็นในสิ่งที่เราคิด เราเป็นในสิ่งที่เราต้องการ…เราลิขิตเอง
เราทำในสิ่งที่เรารัก เราทำในสิ่งที่เราเลือก…ด้วยสมองสองมือเรา
ลมหายใจของเรา ความคิดของเรา…ศักดิ์สิทธิ์มีค่า…เป็นชีวิตของเรา
1) ทุกลมหายใจของชีวิตที่เป็นอยู่ ทุกหลักไมล์ของอายุที่ดำรงอยู่
ย่อมไม่ใช่เป็นสิ่งบังเอิญ ที่เกิดจากสุญญากาศ…อย่างแน่นอน
กว่าจะเป็นตัวเราอย่างที่เห็น กว่าจะยืนอยู่ตรงนี้อย่างที่เป็น
ย่อมมีความเป็นมา ของเหตุการณ์ชีวิต…มากมายและยาวนาน
2) ในโลกนี้ ในชีวิตนี้ มีคำถามอีกมาก ที่ยังไร้บทสรุป
นิยามแห่งชีวิต ของนักศาสนา…แนวคิดแห่งตรรกะ ของนักปรัชญา
ชีวิตเป็นทุกข์ ชีวิตเป็นบาป ชีวิตไร้สาระ ชีวิตอนิจจัง
ชะตากรรมมนุษย์ ถูกกำหนดลิขิต โดยประสงค์ของใครคนหนึ่ง…บนสวรรค์ฤา
3) อัศจรรย์ไหม…กับบางสิ่งที่เป็นอยู่ ทั้งสิ่งที่เหมือน และสิ่งที่ต่าง
สงสัยบ้างไหม…กับหลายอย่างที่เกิดขึ้น ทั้งที่มีเหตุผล และหาเหตุผลไม่ได้
เชื่อไหม…ความใฝ่ฝันในใจ ที่เป็น "ยูโทเปีย" …เป็นเรื่องหนึ่ง
เชื่อไหม…กับการใช้ชีวิตในโลก ที่เป็น "ภาพจริง" …เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
4) เพราะทุกอย่างที่จะเกิดในอนาคต…ไร้ความแน่นอน
เพราะหลายอย่างที่เป็น ที่เห็นในชีวิต…เป็นปริศนานิรันดร์
แต่เพราะ…มนุษย์คิดได้ ด้วยพลังปัญญา…จึงกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง
มนุษย์จึงแตกต่าง จากสิ่งมีชีวิตอื่น…เพื่อค้นหาคำตอบ ด้วยตนเอง
5) ไม่ว่าความหมายของชีวิต ในเชิงตรรกะ…จะเป็นเช่นไร
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ในวิถีชีวิต ของโลกของสังคม ที่สัมผัสได้
ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ มนุษย์มักใช้เวลา เกือบทั้งหมดของชีวิตที่มี
เพื่อแสวงหาเป้าหมายสองสิ่ง คือ "ความมี" และ "ความเป็น"
6) การดิ้นรนขวนขวาย การแข่งขันต่อสู้ ทั้งการเมืองการค้า ตำแหน่งหัวโขน
ล้วนบ่งบอกตอกย้ำ เพื่อที่ "จะมี" และเพื่อที่ "จะเป็น"
กี่พันปีของธรรมวัจนะ ก็ไม่อาจดับอารมณ์ "ความอยากมี ความอยากเป็น"
แล้วสุดท้ายที่หมุดหมายชีวิต…กี่คนที่ "ได้มี" กี่คนที่ "ได้เป็น"
7) แม้จะไม่มีเสียงนกหวีด เป่ายุติการแข่งขัน…เมื่อเกมแสวงหาสิ้นสุด
ผลที่วางแผ่ ปรากฏเบื้องหน้า แน่แท้ความจริง…เรารู้เอง ตัดสินเอง
ก็เพราะโลกนี้ ทุกอย่างไม่หยุดนิ่ง ทุกสิ่งไม่แน่นอน…เหนือการคาดเดา
มนุษย์จึงมิอาจ บันดาลความสำเร็จ…ให้เกิดในที่ และในเวลา ที่เราต้องการ
8) ก็เพราะภววิสัย ทั้งจากธรรมชาติ เงื่อนไขสังคม…ทีเหนือการควบคุม
หลายครั้งบ่อยครั้ง ที่รางวัลแห่งชัยชนะ มิได้เป็นของ…คนที่คู่ควร
อย่าทวงถามถึง ที่ถูกที่ธรรม เพราะต้องถามว่า…จากมุมมองของใคร
เจ็บปวดหรือไม่ ที่ความสามารถ บางครั้ง…ต้องจำนนต่อ…ความมีวาสนา
9) อย่าฉงนใจ กับความบังเอิญ ที่เหลือจะเชื่อ ที่ไม่น่าเกิด…แต่เป็นไปแล้ว
อย่างอุทาน กับอุบัติเหตุ ที่พลิกผัน…จนไร้คำอธิบาย
อย่าได้กล่าวขอ ว่าจะแก้ตัว เพราะโอกาสอาจมี…อาจมาครั้งเดียว
อย่าได้เอ่ย…ถ้า เพราะ… Even a fool may be wise aft er the event.
10) ไม่มีปัญหา สำหรับผู้ชนะ ได้มีได้เป็น…ทุกอย่าง พอดีพอใจ
ทิ้งความกังขา สำหรับผู้แพ้ ทุกปมคำถาม…เป็นไปได้ไง
ง่ายดาย…ถ้าจะโทษดวง เพราะประตูสู่ฟ้า…บางครั้ง พรหมนั้นลืมเปิด
เทพีแห่งโชค ลืมกดปุ่มช่วย ฉันทำดีแล้ว…ที่แพ้ เพราะสวรรค์ประสงค์
11) หากธุลีปัญญา…เพียงมี หากเศษเสี้ยวความคิด…เพียงกล้า
ยอมรับความจริง อับอายไฉน…ความคิดอาจเผลอ แผนงานอาจพลาด
ไม่มีใครจะเป็นผู้ชนะ และไม่มีใครจะเป็นผู้แพ้…ตลอดกาล
อย่าให้ความผิดพลาดครั้งเดียว มาตัดสินชะตากรรมเรา…ตลอดชีวิต
12) A man can be destroyed but not defeated.
สัจจธรรมที่สู้ชีวิต ของเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์
อนาคตแม้จะไม่แน่นอน แต่อย่างน้อยที่สุด ดีกว่าไหม…ถ้าอยู่ในมือเรา
ด้วยพลังปัญญา ความคิด กำลังใจ…ของตัวเราเอง We are the destiny.
จะชนะจะแพ้ ไม่มีใครกำหนด…ตัวเรานี้แหละ ที่เป็นเจ้าของชีวิต.