圣寿无疆 หน้าแรก
HakkaPeople(Thai) ชุมชนชาวฮากกา Hakka people .  
ที่ใดมีตะวันขึ้น ที่นั้นมีชาวจีน ที่ใดมีชาวจีน ที่นั้นมีเค่อเจียเหริน hakkapeople.com

นวนิยายเรื่อง "ชีวิต" - " 生 活" บทที่ 4 ตอน "ชีวิตที่ถือกำเนิด"

รูปภาพของ กิ้วหยุก

 

  กิ้วหยุกต้องขอประทานอภัย ไท้ก๋าหยิ่น แฟนานุแฟน ที่คอยติดตาม นวนิยายขนาดยาวเรื่องชีวิตของกิ้วหยุก ที่ได้บอกว่า จะออนไลน์ทุกวันที่ 1 - 10 - 20 ของทุกเดือน เป็นรายทศ แต่ว่าในทศนี้ กิ้วหยุกตั้้งตัวไม่ทันเพราะมัวแต่ใช้วิชาตัวเบา ไปท่องยุทธภพถึงกรุงฉางอาน เมืองหลวงเก่า และดินแดนแถบเจีบงหนาน แล้วมายังประจิมทิศแห่ง ดินแดนถ่องซาน ของเรา บัดนี้ กิ้วหยุก ได้พร้อมแล้ว จึงได้จรดพู่กันเขียนนวนิยาย เรื่อง ชีวิต ตอนที่ 4 ต่อ

     จึีงขอเชิญแฟน ๆ ทุกท่านโปรดติดตามได้ ณ บัดนี้......

    

     บทที่ 4 ชีวิตที่ถือกำเนิด

 

     "ไอ้หยา....หมะกายหงีอั้นเลี้ยงหง๋อ???"  เป็นคำ คำ แรกที่นางเหลี่ยวชุนเฮียงแม่เลี้ยง ภรรยาของนายฉิ่นคิ้มมิ้น ทักทายบุตรสะไภ้ทันทีที่นายฉิ่นคิ้มมิ้นและฉิ่นเกี้ยนจองพาบุตรสะไภ้และภรรยาเข้าบ้านย่านยานนาวา นางไช้ซุ้ยจึน หรือ ฉิ่นไช้ซุ้ยจึน ถึงแม้ว่าจะอายุยังน้อยนิด แต่ด้วยความเป็นกุลสตรีและซึมซับรับเอาวัฒนธรรมแบบจีนฮากกาเข้ามาเต็มตัว จึงมีความรู้สึกว่้าตัวเองถึงแม้ว่าจะห่างเหินจากบรรดาพี่ ๆ ่และหลาน ๆ ที่เคยได้เล่นด้วยกันมาอยู่กับสามีหมาด ๆ ถึงบางกอก และพ่อสามีกับแม่เลี้ยงสามี ก็หาได้มีความรู้สึกแปลกแยกอย่างใดไม่ คงเพีียงแต่ตื่นเต้นกับเมืองหลวงแห่งราชอาณาจักรสยามใน พ.ศ. นั้น ก็แค่นี้เอง

     "กี๋เหมี่ยงเฮ้อาซุ้ยจึน เซี้ยงไช้ หงีก็รู้แล้ว ต่อไปขอให้หงีรักเหมือนลูกสาวหงีคนหนึ่งก็แล้วกันนะ" นายฉิ่้นคิ้มมิ้นพูดกับภรรยา "น่ารักจังเลยลูก ทำอะไรเป็นบ้างเล่าจ๊ะ ถ้าการบ้านการเรือนไม่ถนัดเดี๋ยวต่อไป อาแมจะสอนให้ เรื่องทำกับข้าวหักช้อย เย็บตัดเสื้อผ้า งานการต่าง ๆ หงีก็ไม่ต้องห่วง ไหงเป็นธุระอยู่แล้ว เพียงแต่ถ้าทำหักช้อยไม่ได้ หงีต้องค่อย ๆ หัดทำเพราะต่อไปจะได้ทำให้หงีเก้เล่ากุงและหงีเก้อาปา แทนไหงได้ อีกอย่าง วันข้างหน้า มีเด็ก ๆ หงีก็จะได้ ทำหักช้อย ปุนหงีเก้ไล้ หงีเก้ม้อย ง่าย ๆ อย่าง หยุ่กเปี้ยง ได้ "  เหลี่ยวชุนเฮียงพูดกับลูกสะไภ้

     "อาแม อาซุ้ยจึนนะ กี๋เป็นน้องเล็ก เซ้ม้วยของตระกูลไช้ที่เฉียงหม่อย ถึงแม้ว่ากี๋ยังอายุน้อยนักแต่บรรดาอาจี้ของกี๋เลี้ยงมาดี เรื่องการบ้านการเรือนหงีไม่ต้องเป็นห่วง แต่หงีช่วยสอนกี๋ทำกับข้าวเพิ่มเติมบ้างก็แล้วกัน หั่มช้อยกอน จูกอน หนิ่วหยุ่กกอน อะไรพวกนี้กี๋ยังไม่ประสานัก ขออาแมสอนกี๋ด้วย อีกอย่าง...กี๋อยู่เฉียงหม่อย กี๋ไม่ได้แต่งฉีผาว กี๋มักจะนุ่งผ้าซิ่น และเสื้อแขนก้วยแบบคนทางโน้น มาอยู่ที่นี่ ขออาแมช่วยพากี๋ไปตัดชุดฉีผาว สัก สามสี่ชุด และชุดแบบจีนของเรา ให้กี๋ใส่อยู่บ้าน จะได้ไม่เด๋อด่า เข้่ากับพวกเราชาวถ่องหยิ่นได้ เรื่องนี้ไหงขออาแมเป็นธุระให้ก็แล้วกันนะ" ฉิ่นเกี้ยนจองพูดกับแม่เลี้ยงของเขาด้วยความนอบน้อมและเคารพรัก

     "เอาละ ๆ อาเกี้ยนจองลูกรัก หงีพาหงีเก้เล่าผอไปเข้าห้องพักผ่อนอาบน้ำอาบตัวก่อนไป๊ เดี๋ยวลงมาซึดฟ้านด้วยกัน เย็นนี้ ไหงนัดบรรดาเพื่อน ๆ เขามาเลี้ยงฉลองเสียหน่อย รับขวัญอาซุ้ยจึนมัน...ชุนเฮียง...เย็นนี้หงีทำหมอยช้อยเค้วหยุ่ก อร่อย ๆ นะ เก๋จิ้วด้วย แล้วก็ทำจู๋หยุ่กหยั่นนะ เพราะมีพวกเตียะจิ๋วกี๋ไม่ชอบหนิ่วหยุ่ก ทำผัดเต้าหู้ยัดไส้อร่อย ๆ ทำไว้สัก สิบอย่าง ได้ยินว่า อาจิว ที่กี๋เป็นเตี้ยะจิ๋วน่ะกี๋่บ่นว่าอยากชิมหักช้อยของเรา อ้อ ฝุ่งจิ่วที่หงีทำไว้ยังมีอีกมากหรือปล่าว ถ้ามันมีน้อย หงีไปหาซื้อมาเพิ่มนะ ถ้ามัีนหาไม่ได้ ก็เอาเหล้าอะไรก็ได้ของถ่องซานนะ เหล้าไทยพวกเรา อึ๋มเถียนซึด มันแรง หงีก็รู้ เหล้าเส้าซิง ก็ดี พอหาได้ไหม ถึงมันจะแพงก็ซื้อมาเถอะ รับขวัญลูกสะไภ้ทั้งที ต้องให้สมหน้าสมตาหน่อย" นายฉิ่นคิ้มมิ้นสั่งภรรยาตัวเองพร้อมกับสูบกล้องยาเส้นไปด้วย

       เย็นวันนั้น ฉิ่้นเกี้ยนจองลงมาจากตึกชั้นสองพร้อมกับภรรยาสาวนางฉิ่นไช้ซุ้ยจึน ด้วยชุดฉีผาวลายดอกโบตั๋นสีชมพูตัดกับขาวสวยงามมาก ขับกับทรงผมหน้าม้าที่ตัดสั้นประบ่าหลังจากที่ถูกจับหั่นออกเมื่อตอนแต่งงานเพราะนายฉิ่นคิ้มมิ้นเห็นว่ามันเป็นทรงผมแบบชาวจีนนิยมในสมัยนั้น ไว้ผมยาวถึงเลยแผ่นหลัง เหมือนกับคนแก่จีน ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ ไช้ซุ้ยจึนจึงงามเหมือนกับดารายอดนิยมในมหานครซ้องห่อยในสมัยนั้น

       ฉิ่้นคิ้มมิ้นดูจะมีความสุขมากกว่าใครอื่น ที่ได้พูดคุยสรวญเสเฮฮากับเพื่อน ๆ พ่อค้าชาวจีนที่เข้ามาอาศัยอยู่ในย่านยานนาวา ทั้งพวกไหหนำ แต้จิ๋ว กว่องตุ๋็ง และพวกฮากกาด้วยกันดูจะมีมากกว่าคนอื่น ๆ ฉิ้นเกี้ยนจองมีเพื่อน ๆ ร่วมงานและเจ้านาย นายห้างไต้ฟ้ามาร่วมกินโต๊ะด้วย สี่ห้าคน นอกนั้นเป็นแขกของอาปา นายฉิ่นคิ้มมิ้นเสียเป็นส่วนใหญ่ เจ้าบ่าวเจ้าสาวหมาด ๆ นั่งอยู่้อีกโต๊ะหนึ่งภายใต้พื้นห้องแถวชั้นแรกในย่านยานนาวานั้นที่นายฉิ่นคิ้มมิ้น ปรับเปลี่ยนเป็นห้องจัดเลี้ยงขนาดย่อม ๆ มีการจ้างซินซางคนไหหนำย่านสะพานเหลืองมาสีซอเอ้อร์หูขับกล่อมไม่ให้บรรยากาศเงียบเหงาแต่ก็สู้เสียงพูดคุยกันดังระรื่นไม่ได้ นางเหลี่ยวชุนเฮียงก็ได้แต่ผลุดลุกผลุดนั่ง คอยบริการแขกเหรื่อ หยิบนุ่นจับนี่ให้กับบรรดาแขกรับเชิญแต่ละคน

     ........เวลาผ่านไปได้ปีกว่า ๆ นางไช้ซุ้ยจึนได้ให้กำเนิดทายาทคนหัวปีเป็นเด็กชายหน้าตาน่ารักน่าชัง ช่างมีใบหน้าที่เหมือนกับแม่ของตัวเองเสียนี่กระไร สร้างความปลื้มอกปลื้มใจให้กับนายฉิ่นคิ้มมิ้นเป็นอย่้างยิ่้ง ดูเขาเหมือนกับว่าในชีวิตนี้ไม่เคยได้รับของขวัญสิ่งใดที่จะล้ำค่าไปกว่าทารกเพศชายตัวน้อย ๆ ที่ยังแดง ๆ อยู่นี้ เขากูลีกูจอ จัดยาบำรุง และให้นางเหลี่ยวชุนเฮียงภรรยาเตรียมทำเก๋จิ่้วอย่างดีให้กับบุตรสะไภ้เพื่อใช้บำรุงร่างกายในคราวอยู่ไฟ ฉิ่นคิ้มมิ้น ตั้งชื่อหลานชายคนโตนี้ว่า "ฉิ่นเซ้าจื้อ" อันเป็นปุ้ย รุ่น "เซ้า" ของตระกูลฉิ่น สายของเขา ฉิ่นเกี้ยนจองยังคงไปทำงานปกติ เมื่อได้รับข่าวจากทางบ้านว่า ภรรยาได้คลอดบุตรเป็นผู้ชายสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ทั้งแม่ทั้งลูก ทางที่ทำงานก็ได้อนุญาตให้กลับบ้านได้ทันที เพื่อไปชื่นชมบุตรชายคนหัวปี

     ฉิ่นเซ้าจื้อเป็นเด็กชายที่รูปร่างหน้าตาน่ารักมาก ๆ เพราะว่ามีใบหน้าเหมือนกับแม่ของตัวเองและเหมือนกับเจี้ยกุงหรือคุณตาของเขา อากรหมาผู้ล่วงลับ นางไช้ซุ้ยจึนเฝ้าฟูมฟักทะนุถนอมเลี้ยงดูเด็กชายฉิ้่นเซ้าจื้อดั่งไข่ในหิน มดไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม มีนางเหลี่ยวชุนเฮียงคอยเป็นพี่เลี้ยง และแบ่งเบาภาระในด้านการบ้านการเรือนอย่างมิได้ขาดตกบกพร่อง

     เวลาผ่านไปอีกอย่างรวดเร็ว เด็กชายฉิ่นเซ้าจื้อมีอายุได้สามขวบสามเดือน เขาก็ได้มีน้องเกิดขึ้นมาาอีกหนึ่งคน น้องคนนี้เป็นทารกเพศหญิง หน้าตาละม้ายคล้ายมาทางนายฉิ่นคิ้มมิ้นผู้เป็นอากุง นายฉิ่้นคิ้มมิ้นก็รักหลานสาวคนนี้ไม่ต่างไปจากหลานชายเท่าไหร่เลย คือรักหลานทั้งสองเพียงเท่ากัน และได้ตั้งชื่อหลานสาวที่เกิดใหม่นี้ว่า "ฉิ่นฟู้เกียว" เป็นปุ้ย "ฟู้" ของตระูกูลฉิ่นในสายของเขา ฉิ่นเกี้ยนจองยังคงไปทำงานที่ห้างไต้ฟ้าตามปกติ ซึ่งในเวลานี้เขาได้เลื่อนขึ้นเป็นผู้จัดการฝ่ายบัญชีมีหน้าทีควบคุมการเงินเข้า-ออกของห้าง ทั้งฝ่ายขาย ฝ่ายจัดซื้อทั้งหมด เงินเดือนก็เพิ่มมากขึ้นตามไป เหลี่ยวชุนเฮียงก็ทำหน้าที่แม่บ้านและแม่เลี้ยงรวมถึุงย่าเลี้ยงไปตามปกติ สำหรับนางไช้ซุ้ยจึน ก็ทำหน้าที่แม่ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ในแต่ละวัน หลังจากออกไฟแล้ว นางได้ช่วยเหลือครอบครัวด้วยการรับจ้างแก้เสื้อผ้า จนถึงรับตัดเย็บเสื้อผ้าเป็นชุดได้ในระดับหนึ่ีง สร้างความรักความเอ็ดดูให้กับนายฉิ่นคิ้มมิ้นเป็นอย่างยิ่ง

     ฉิ่นเกี้ยนจองก็มุ่งแต่ทำงาน การบ้านการเรือนก็เป็นเรื่องของเหลี่ยวชุนเฮียงกับไช้ซุ้ยจึน นายฉิ่้นคิ้มมิ้นก็ทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวเป็นซินซางจัดหยูกจัดยาให้กับบรรดาฝ่าเขี่ยวที่เ็จ็บไข้ได้ป่วย วันเวลาก็ผ่านไป ผ่านไป จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี บัดนี้ เวลาก็ผ่านมาได้หกปีกว่าของชีวิตคู่ของฉิ่นเกี้ยนจองกับไช้ซุ้ยจึน ลูกชาย-หญิงของเขาและเธอทั้งสองคน เด็กชายฉิ่นเซ้าจื้อ ก็เข้าอายุได้ห้าขวบกว่า ๆ  เด็กหญิงฉิ่นฟู้เกียวก็ได้สามขวบ กำลังน่ารักน่าชัง....

     นายฉิ่นคิ้มมิ้นในช่วงนี้ ได้เผ้ามองหลานรักทั้งสองอย่างครุ่นคิด ในเรื่องบางอย่าง ที่ตังเองคาดหวังและวางแผนการณ์ไว้ แต่มิได้ปริปากบอกให้กับบุตรชายและบุตรสะไภ้ แม้กระทั่งภรรยาของตัวเองถึงแม้ว่าจะบอกก็ไม่มีประโยชน์อันใดต่อนางเหลี่ยวชุนเฮียงเพราะไม่อยู่ในฐานะที่จะร่วมตัดสินทิศทางของครอบครัวได้อยู่แล้ว

      วันหนึ่งหลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จ นายฉิ่นคิ้มมิ้น ได้นั่งคิดอยู่นานมาก นานจนกระทั่งลืมไปว่าเลยเวลาเข้านอนแล้ว ทุกคนในบ้านล้วนหลับกันหมด คงเหลือแต่นายฉิ่นคิ้มมิ้น เพียงคนเดียวที่นั่งอยู่บนระเบียงหน้าห้องนอนของตัวเอง พร้อมกับสูบกล้องยาเส้นอย่างเต็มปอด พลันในใจก็คิดและตัดสินใจในสิ่งที่ตัวเองคิดได้ อย่างเด็ดขาด???

      ชีวิตของครอบครัวตระกูลฉิ่นสายนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ชาตาชีวิตที่เจ้าของลมหายใจเป็นผู้กำหนดจะเป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนอีกหลาย ๆ ชีวิตให้เป็นไปอย่างไร??? 

      โปรดติดตามในตอนต่อไป.

 


 
hakka@hakkapeople.com    คุณความดี แด่บรรพชนและชาวฮากกาที่ฮึกเหิม Hakkapeople.com by Hakka Pakchong Association... Powered by Drupal