圣寿无疆 หน้าแรก
HakkaPeople(Thai) ชุมชนชาวฮากกา Hakka people .  
ที่ใดมีตะวันขึ้น ที่นั้นมีชาวจีน ที่ใดมีชาวจีน ที่นั้นมีเค่อเจียเหริน hakkapeople.com

หาบเกลือแลกข้าว

รูปภาพของ นาฬิกา

แม่เล่าให้ฟังว่า แต่ก่อนอาปาอายุสิบกว่าปี ลำบากยากแคล้น ฝนไม่ตกทำกสิกรรมไม่ได้ แม้จะเรียนดีได้ทุนไปเรียนต่อในเมือง แต่ไม่สามารถทิ้งอาม่าไปเรียนต่อได้ เพราะอาม่าแก่มากแล้ว และอยู่กันแค่ 2 คน ไม่มีข้าวกิน ต้องไปรับจ้างหาบเกลือจากหมู่บ้านหนึ่งไปยังหมู่บ้านหนึ่ง เดินทางข้ามภูเขาตั้งแต่เช้ามืด จรดเย็น เพื่อแลกข้าวสารได้แค่ 1 กำมือ นำมาต้มข้าวต้มกินน้ำหลงแหลง ในระหว่างทางใครขโมยเกลือ จะถูกทำโทษอย่างรุนแรงอีกด้วย ในสมัยนั้นแม้แต่เกลือ ก้ยังคงจะเป็นสิ่งที่มีค่ามากจริงๆ

ตอนนี้อาปาไม่อยู่แล้ว เหลือแต่อาแม่ที่จะคอยเล่าเรื่องราวความเป็นมา ความเป็นอยู่ในอดีตของคนเมืองจีน ให้เราฟัง เรื่องราวเล่านี้ทำให้เราลูกหลานชาวจีนแคะรู้สึกผูกพันธ์กับถิ่นกำเนิดของเรา

หากท่านใดมีเรื่องเล่าในอดีตเล่ามาแลกเปลี่ยนกันบ้าง ลูกฮากกาสนใจฟัง


ตั้งค่าการแสดงผลความคิดเห็น

Select your preferred way to display the comments and click "Save settings" to activate your changes.

อ่านเรื่อง

อ่านเรื่องที่เกี่ยวกับ บรรพชน

จู้กุ๊ง จู้ม่า ทีไรน้ำตาซึม ร้องไห้ทุกทีครับ

สิ่งที่ท่านฝ่าฟันมาจนมีเราทุกวันนี่

ม่ายง่ายครับ  ยกย่องครับ

จู้กุ๊ง จู้ม่า อั้นเคี่ยง อา

รูปภาพของ อาฉี

คงเป็นยุคไล่เลียกันมั่ง

คงจะมาในยุคไล่เลี่ยกันละมั่ง เหตุการณ์จึงใกล้เคียงกัน

อาปาเล่าให้ฟังว่า หลังจากเป็นลูกหาบ จนร่างกายไม่ไหวเพราะตัวเล็ก (ตอนนั้นอายุเพิ่งสิบกว่าปี) ทำให้กลับไม่ทันคนเขา กว่าจะถึงบ้านก็ดึกมาก จึงไปหางานอื่นทำที่ซัวเถา ไม่กล้าเรียกเงินเดือน แค่"ขอเปลี่ยนกินก็พอ"  แต่ก็พยามทำให้นายจ้างอย่างเต็มที่ทำให้มากกว่าปรกติ จนเขาเห็นใจพอได้เก็บออมแบ่งส่วนของตัว เองกินครึ่งเก็บครึ่ง ส่งไปให้อาม่าประทังชีวิต

มีช่วงหนึงมีหน้าที่ไปรับแขกถ่ายเรือใหญ่ลงเรือเล็ก โยนเชือกขึ้นเกี่ยวกาบเรือ ไต่เชือก ขึ้นไปเอาบันไดโยนลงมา ตะโกนเรียกแขกแข่งกัน "ไท่ผินหยอง" (ชื่อบริษัท) เมื่อได้แขกก็พาต่อเรือเล็กเข้าฝั่ง 

จึงมีโอกาสได้พบกับผู้โดยสารมากหน้าหลากหลายรูปแบบ ทั้งเจ้าสัววางท่า ผู้โดยสารชั้นประหยัดเยี่ยงกับพัสดุ จนถึงผู้ที่หลบขึ้นเรือที่หวังว่า เมื่อเรือออกไปมหาสมุทรไปแล้ว ถึงเขาพบอย่างไงเขาก็ไม่โยนทิ้งทะเล คงได้ขึ้นฝั่งที่ไหนสักแห่งอย่างแน่แท้ ต้องแอบนำอาหารมาหารแบ่งปันกัน โดยหวังเพียงให้มีวันข้างหน้า

พอมาอยู่เมืองไทยใหม่ๆ เกรงใจคนอื่นไม่กล้าตักข้าวต้มข้นๆ วิดเอาแต่น้ำข้าวต้ม พลางนึกในใจว่า น้ำข้าวต้มที่นี่ยังข้นกว่าอาหารหลักเมื่อก่อน มีกินแค่นี้ก็บุญแล้ว  แต่กลับถูกเขามองหน้าอยู่หลายมื้อ  จนมีเพื่อนมาบอกว่า  เขามองหน้าเพราะวิดของดีไปซดกินคนเดียว  เหลือแต่ข้าวต้มแค้นให้คนอื่น ซะงั้น

และเรื่องเล่าอื่นๆ ที่สมัยไหงยังแซ่ๆ เคยได้ยินอาปาเล่า ทั้งวิถีชีวิต ยามสุข ยามทุกข์ ในเยาว์วัยของท่าน เช่น ช่วงหลังฉุ่งหยองเจียด (เดือน 9 วันที่ 9) ได้ตามอากุง ไปดูฟุงซุ้ย ตามที่ต่างๆ ,  การใช้กลยุทธ์ซ้อมท่ากายกรรม (สิงโตฮากกา) เพื่อประชันกัน ในช่วงตรุษจีน , การร่วมมือกันต่อสู้กับกองโจรเพื่อป้องกันหมู่บ้านของรุ่นอากุง , การพบเห็นลูกหาบที่ต้องทนหนาวเหน็บจนใบหูถูกกิ่งไม้เกี่ยวหักไปไม่รู้ตัว , บ่อยครั้งที่หาบของกลับบ้านดึก มีลูกไฟลอยตาม พอเดินไล่มันมันลอยหนี้ระยะห่างคงที่ เอากิ่งไม้แหย่มันก็แตกดับ และตำนานเรื่องเล่าอื่นๆ มากมาย ที่หลงลืมไปแล้ว จึงอยากได้ฟังจากท่านอื่นๆ ได้ช่วยกันบันทึกไว้บ้าง เป็นอนุสรณ์แห่งความทรงจำ และความภาคภูมิใจ ในความทรหดอดทนของบรรพชน ที่ทำให้พวกเราได้มีวันนี้

ถึงแม้ว่าจะลืมเลือนไปมากแล้วแต่สิ่งที่ยังหลงเหลือคือ ท่านได้ปลูกฝังความเป็น ฮากกา ไว้ในสายเลือดอย่างแนบสนิทตลอดมา 

ว่าเราคือฮั่นแท้ๆ ไม่ว่าจะอยู่ในแผ่นดินไหน พวกเราก็ยังเป็นผู้ที่รักในถิ่นฐานแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอน ทั้งอดีด ปัจจุบันอย่างภาคภูมิเสมอมา

ครับ

ดีครับคุณอาฉี และ คุณเฉินซิวเซง

เรื่องราวที่อาม่าเล่าให้ฟัง ธรรมเนียมประเพณีที่ถ่ายทอดเป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจของอาม่าไหง และ ไหงก็ภูมิใจมากครับที่ได้รับการถ่ายทอด เรื่องอีกเรื่องที่อาม่าไหงเล่าให้ฟังคือ

ตอนอยู่ที่เมืองจีนลำบากมาก เนื่องจากช่วงก่อนมาเมืองไทยอากุ๊งไท่เสียชีวิตพอดี อาไท่เลยบอกว่าถ้าใครมาขอลูกสาวแล้วพามาเมืองไทย ก็จะยกลูกสาวให้ประจวบกับอากุ๊งไหงกลับไปเยื่ยมบ้านเกิดพอดี เลยแต่งอาม่ามา อาม่าบอกว่าตอนอาม่าแต่ง อากุ๊งขออาม่ามาแค่ 12 เหรียญ กับกำไลหยก 1 วง ลองติดดูนะครับว่า 12 เหรียญ ถ้าคิดเป็นเงินสมัยนีก็ 60 บาท อาม่าบอกว่า ค่าเรือ มาเมืองไทยก็ 4 เหรียญแล้ว เหลือมาเมืองไทย 6 เหรียญ ซึ่งไหงก็นับถืออาม่าไหงนะว่าเก่ง และ กล้า มาเมืองนอกด้วยเงิน 6 เหรียญ

อาม่าบอกว่าตอนอยู่บนเรือก็ลำบากมาก ซ่อนอยู่ชั้นล่าง เวลากินก็ต้องรีบกิน ไม่ง้านไม่ทันคนอื่น พอเวลาขึ้นฝั่งก็ต้องรีบวิ่งไม่ง้านก็โดนจับ ฟังแล้วรู้สึกหดหู่ และ นับถืออ่ามามาก

พอผ่านมาได้อากุ๊งก็พาเดินมาเท้า หาที่ทำกิน  นับถือมากเดินมาต่างจังหวัด ไม่มีเงินซื่อไม่กระดานปลูกบ้าน ก็เอาน้ำพรมดินแล้วเอาไม้ตบให้เรียบๆๆๆ แล้วทำเป็นที่นอน (สุดลำบาก)

วันนี้แค่นี้ก่อนะครับ

ปล.คุณเฉินซิวเซงครับ อาไท่ของผมฝังครับ อาไท่บอกว่าให้เผาแต่ลูกหลานไม่ยอมครับ เลยซื้อสุสานติดกัน 2 หลัง ของอาม่าและอาไท่ครับ

เนื่องจากอาม่าบอกว่าตั้งแต่เกิดไม่เคยจากอาไท่ไปไหน จนถึงวันที่อาไท่ตาย ก็เลยซื้อติดกันครับ เวลาตายแล้วก็ยังอยู่ด้วยกันครับ

วันนี้บายครับ

สวัสดี

รูปภาพของ เฉินซิ่วเชง

ทำไมกลายเป็นเรื่องเดียวกัน

เรื่องราวของหงีเหมือนอาม่าของไหงเกือบทุกบรรทัดยกเว้นบรรทัดที่ว่า โชคดีที่ได้อยู่กับอาไท่ แต่ของไหงอาม่าบอกตายแล้วเผาเพราะอาไท่คงอยากฝัง  จะได้เกิดไม่ทันกัน  เนื่องจากอาม่าตายก่อนล่วงหน้าหลายปี  ป่านนี้อาม่าคงเสียใจเพราะอาไท่บอกให้เผาตามกันไป  เลยกลายเป็นเรื่องเฮฮา ป่านนี้คงเฉ่งกันล้งเล้งแย่งกันมาเกิดเป็นเจนเนอเรชั่นใหม่แล้วละ

เรื่องเล่าจากอาม่า

อาม่าไหงเล่าให้ฟังว่าตอนอยู่ที่เมืองจีนลำบากมาก

อาม่าตอนเด็กๆๆอายุ 12 ปีก็ต้องไปเลี้ยงควาย

ส่วนอาไท่ กับ กุ๊งไท่ก็จออกไปทำนา

อาม่าบอกว่าอาม่ามีหี่น้องหลายคนแต่เป็นผู้หญิง

พอคลอดออกมา ไถ่กู๊ผอ จะอุ้มไปให้บ้านคนรวย

ให้กื๋อเอาไปเลี้ยงเป็นลูกสะใภ้

อาม่าเล่าทั้งน้ำตา และบอกว่าตัวเองโชคดีที่ได้อยู่กับอาไท่

(เดวว่างๆๆมาเล้าต่อครับ)

รูปภาพของ อาฉี

น้ำตาจะไหล

มาปูเสื่อรอครับ

นึกถึงคำบอกเล่าของบรรพชนแล้วน้ำตาจะไหล  ก็ยังดีนะที่ยังมีที่นาให้ทำ

อาปาไหงเล่า คล้ายกับของคุณ นาฬิกา ต่างกันที่มีอาไถ่กู ที่ต้องอยู่บ้านอื่นก็ลำบางเหมือนกัน มาช่วยดูแลขณะออกไปรับจ้างบ้างเป็นครั้งคราว

เมื่อท่านผ่านพ้นความลำบากมาแล้ว อาปาไหงจึงมักสอนว่า

"ให้กินอยู่ง่าย เมื่อมีโอกาสให้ใฝ่ศึกษา ตั้งใจรู้ให้มั่น  ไม่ดูถูกคน รู้จักเห็นใจผู้อื่น นับถือความมีคุณธรรม เขาอยู่ได้ เราอยู่ได้ ทำการด้วยความซื่อสัตย์ ขยัน อดทน ประหยัด และที่สำคัณต้องไม่ลืมชาติกำเนิด"

เกลือเป็นหนอน

  อ่านหาบเกลือแลกข้าวของคุณนาฬิกาแล้วทำให้คิดถึงเรื่องคล้ายๆกับนิทานที่เตี่ยเคยเล่าตอนผมยังเป็นเด็ก เรื่องมีอยู่ว่ามีพ่อค้าเกลือคนหนึ่งหาบเกลือไปขายยังต่างเมือง เดินมาจนเที่ยงวันจึงไปพักไต้ร่มไม้ใหญ่ที่ร่มรื่น ด้วยความเหนื่อยล้าจึงหลับไปงีบหนึ่ง เมื่อตื่นขึ้นมาก็พบว่ามีหนอนในกระบุงเกลือ เต็มไปหมด ก็รำพึงกับตัวเองว่า "สงสัยเกลือเราเก่ามากจนเป็นหนอนหมดแล้ว" (ความจริงหนอนที่กินใบไม้ตกลงบนกระบุงเกลือ) นี่แหละที่มาของคำว่าเกลือเป็นหนอน

  ผิดพลาดประการใดต้องขออภัยด้วยเนื่องจากจำเรื่องไม่ค่อยได้แล้ว  ความจริงตอนเด็กๆเตี่ยเล่าเรื่องเยอะมากแต่ผมยังเด็กมากและไม่ใส่ใจจะจำเอง แต่เดี๋ยวนี้ถึงสนใจก็ไม่รู้จะถามใครแล้ว บ้านอากุงอาผ่ออยู่ที่ไหนยังไม่รู้เลย

 

 
hakka@hakkapeople.com    คุณความดี แด่บรรพชนและชาวฮากกาที่ฮึกเหิม Hakkapeople.com by Hakka Pakchong Association... Powered by Drupal