圣寿无疆 หน้าแรก
HakkaPeople(Thai) ชุมชนชาวฮากกา Hakka people .  
ที่ใดมีตะวันขึ้น ที่นั้นมีชาวจีน ที่ใดมีชาวจีน ที่นั้นมีเค่อเจียเหริน hakkapeople.com

ความประทับใจ จากการกลับไปเยี่ยมปิตุภูมิ

รูปภาพของ ยับสินฝ่า

ชนชาวเชื้อสายจีนทุกคน ไม่ว่าจะเกิดที่ไหนในโลกนี้ หากได้เดินทางไปเยี่ยมเยือนท่องเที่ยวที่ดินแดนบ้านเกิดของบรรพบุรุษที่ประเทศจีน มักจะใช้คำว่า "กลับบ้าน"

เมื่อปี 2537 และ 2538 ไหงได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมบ้าน ที่อำเภอหมอยเย้น เมืองเหมยโจว ในสมัยนี้น ทั้งเมือง กำลังเร่งพัฒนาให้เกิดความเจริญ ตามนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศของท่าน เติ้งเสี่ยวผิง วิศวกรผู้พัฒนาประเทศจีนให้เจริญและทันสมัย

ที่ผ่านมา ครอบครัวไหง เกิดจากอากุง ที่เดินทางมาจากตำบลเปี่ยงชุน อำเภอหมอยเย้น แล้วมาเจอกับอาผอที่ประเทศไทย ได้เกิดลูกออกมา 13 คน พี่ชายคนโตและพี่สาวคนแรก 2 คน เมื่อเกิดที่เมืองไทยแล้ว อายุได้ 5 ขวบ กับ 3 ขวบ ถูกอากุงไท้ ส่งกลับไปยังประเทศจีนเพื่อเรียนหนังสือ แต่เกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงประเทศจีนใหม่ขึ้น หลังจากนั้น จึงไม่มีโอกาสกลับมาเมืองไทยอีกเลย จนกระทั่งอากุงเสียชีวิตลงไป

พวกเราจึงได้ใช้จดหมายเขียนเล่าเรื่องราวติดต่อกันมา ตลอด 60 กว่าปี จนกระทั่งไหงเรียนจบและได้ทำงาน จึงมีความคิดที่จะพาอาผอ ซึ่งอายุ 80 กว่า กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดของอากุง ไหงจึงได้ติดต่อไปยัง สำนักกิจการชาวจีนโพ้นทะเล ที่เมืองเหมยโจว

วินาทีที่พวกเรา มีไหง อาผอ อาสุก กับอากู 4 ชีวิต ลงจากเครื่องบินสู่สนามบินหมอยเย้น ภาพประทับใจที่พวกเราเห็น คือมีบรรดาญาติพี่น้องของชาวจีนโพ้นทะเล นับร้อย ๆ คน ซึ่งล้วนเป็นชาวเหมยโจว ชิงหนิง และใกล้เคียง ต่างมารอรับญาติ และผู้ที่มายืนมองเครื่องบินที่มีผู้โดยสารลงมา มองดูด้วยความหวังว่า จะมีญาติของตนเองเดินลงจากเครื่องบินมา.....ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า ไม่มีการติดต่อจากญาติ แต่พวกเขาเหล่านี้น ต่างรอด้วยความหวัง ว่าสักวันหนึ่ง อาปา อาแม น้องชาย น้องสาว ของพวกเขา จะกลับมา เหมือนเพื่อน ๆ ที่มารอรับญาติในวันนนี้

ทันทีที่พวกเราออกมาภาพแรกในชีวิตของการพบญาติ ไหงเห็นใบหน้าของอาไท้ปัก อาไท้กู อาโก อาจี้ และพี่น้องคนอื่น ๆ พวกเราถึงแม้ว่าจะไม่เคยพบหน้าค่าตาที่แท้จริงของกันและกันเลย ต่างโผเข้ากอดกันเป็นกลุ่มใหญ่ พากันร้องห่มร้องไห้ พร่ำเพ้อพรรณา คร่ำครวญถึงอดีตอันขมขื่น ! นี่เป็นเพียงฉากแรกเท่านั้น

โปรดติดตามตอนต่อไป เพราะตอนนี้ไหงไม่สามารถพิมพ์ต่อได้อีกเพราะน้ำตามันไหลตกลงสู่แป้นพิมพ์เต็มไปหมดเลย

                  (โปรดอ่านต่อ)

          หลังจากที่คลายความโศกเศร้าเหลือแต่เพียงความปีติยินดี พวกเราจีงออกเดินทางไปยังบ้านอาไท้จี้ของไหงกัน ลืมบอกไปว่าคณะของไหงที่ไปจากเมืองไทยที่มี 4 คนแล้ว ไหงได้ไปแวะรับอาจารย์โจว ที่สถาบันภาษาและวัฒนธรรมจีนแห่งนครกว่างโจว อาจาร์ย์โจวเป็นอาจารย์พี่เลี้ยงของไหงเมื่อคราวไปอบรมภาษาจีนกลางที่นั่น และท่านเป็นอาจารย์ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ของสถาบัน พวกเราจึงได้มีมัคคุเทศน์กิติมศักดิ์ที่อารมย์ดีติดตามไปด้วย

          บ้านของอาไท้จี้เป็นอาคารสองชั้น มีดาดฟ้า อยู่ในชุมชนชานเมืองเหมยโจว นับว่าทิวทัศน์ดีทีเดียว อาไท้จี้เป็นหลานคนโตของอาผอครอบครัวเธออยู่กันสี่คนพ่อแม่ลูก มีอาจี้ชองที่นิสัยดีมาก ๆ และหลานของ ไหง 2 คน อาปักกับอากูจากเมืองไทยไปสองคนพี่น้อง อาไท้ปักมีลูกชายหญิง 5 คน อากูมีลูกหญิงชาย 7 คน แต่ละคนมีครอบครัวมีลูกครอบครัวละ 2 คน นับว่าอาผอของไหง มีหลาน 12 คน เหลน 24 คน ไม่รวมที่เมืองไทยนะ เก่งไหมล่ะ

          พวกเราพักกันที่บ้านอาไท้จี้กัน 1 คืน ได้ลิ้มรสอาหารฮากกาเป็นครั้งแรกบนแผ่นดินใหญ่ โดยฝีมือของอาจี้ชองและไท้จี้เป็นลูกมือ หลังอาหารมื้อค่ำพวกเราได้พูดคุยกันถึงความเป็นไปเป็นมาเรื่องราวที่เมืองไทย เรื่องสุขภาพของอากุง หัวเราะบ้าง ร้องไห้บ้าง แต่จำได้ว่ามีการเป่าปี่กันเป็นส่วนใหญ่ บางครั้ง อาไท้ปักถึงกับหัวฟัดหัวเหวี่ยงที่อากุงปล่อยให้กลับมาเผชิญชะตากรรมกันสองคนพี่น้องตั้งแต่นับว่ายังเป็นเด็กอนุบาล

          อาปักได้พรรณาถึงความยากลำบากในแต่ละยุคสมัยบนแผ่นดินใหญ่ นับตั้งแต่ยุคสาธารณรัฐประชาธิปไตย ที่ยากจนข้นแค้น ถึงกับว่าอากูผอซึ่งเป็นน้องสาวของอากุง จะเอาอาไท้กูของไหงไปขาย เดชะบุญที่อากูชอง ได้ไปพบและสู่ขอเป็นภรรยาและอยู่กินกันมาอย่างมีความสุขจนกระทั่งพวกเราไปพบกัน ในสมัยปฏิวัติวัฒนธรรมอันไร้ความยุติธรรมและยากลำบาก แต่ในขณะนั้น (ซึ่งเป็นยุคของท่านเติ้งเสี่ยวผิง) ทุกหนทุกแห่งในประเทศจีนกำลังมีการปฏิวัติทางเศรษฐกิจการค้าการก่อร่างสร้างเมืองกันอย่างขนานใหญ่ นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวอย่างก้าวกระโดดและสำคัญยิ่งของคนในวัยอาปัก กับอากู (ในอายุ 60 กว่า ๆ )

          วันรุ่งขึ้น พวกเรา 4 เจเนอเรชั่น ได้พากันเดินทางไปยังตำบลเปี่ยงชุน แต่ยังไม่ได้ไปบ้านเกิดของอากุงเพราะว่าอยู่ไกลมาก เราเดินทางไปที่บ้านของอาไท้ปัก ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านซึ่งเป็นคอมมูนเก่า หน้าหมู่บ้านมีสระเลี้ยงปลาอยู่และตัวอาคารบ้านเรือนตั้งอยู่เรียงรายรอบ ๆ สระตามเชิงเขาเป็นรูปเกือกม้างดงามน่าดูมาก ตรงปากทางเข้าหมู่บ้านขณะที่พวกเรากำลังเดินเข้าไป เสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหว มีชาวบ้านทั้งหญิงชายแก่หนุ่มและบรรดาเด็ก ๆ ต่างพากันมาคอยดูพวกเราอยู่ บ้างก็ทักทายฮ่ากกา(อาคันตุกะ) ที่มาจากเสียมหลอ บ้างก็แสดงความยินดีต่ออาปัก อากู ที่ได้พบหน้าครอบครัว บรรยากาศเต็มไปด้วยความยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่ง

          เมื่อพักผ่อนหย่อนใจกันแล้วเป็นเวลาสาย ๆ พวกผู้ชายพากันเข้าครัวเพื่อปรุงอาหาร บรรดาสุภาพสตรีมีอากู อาจี้ อาม้วย อาปักเม ต่างพากันนั่งไขว่ห้างคุยกันอย่างสบายอารมณ์ เมื่อถึงเวลาอาหาร อาปักได้จัดโต๊ะเลี้ยงพวกเราและบรรดาตัวแทนชาวบ้านที่ได้รับเชิญ ถ้าจำไม่ผิดก็คงเหมือนบ้านเรา ที่มีผู้ใหญ่บ้าน อสม. อบต. กรรมการหมู่บ้าน ผู้หลักผู้ใหญ่ต่าง ๆ อาหารฮากกาที่ได้รับประทานช่างอร่อยเสียจริง ๆ

          เราจะพักกันที่บ้านอาไท้ปักอีก 1 คืนเพื่อที่วันรุ่งขึ้นจะได้เดินทางไปยังหมู่บ้านตระกูลยับ เพื่อดูบ้านหลังที่อากุงเกิด !

          โปรดตามต่อ ขออนุญาตไปทำกับข้าวเย็นก่อนนะครับ

          กลับมาแล้วครับ

          เช้าวันรุ่งขึ้น พวกเราตื่นเต้นกันใหญ่ที่จะได้ไปดูบ้านเกิดของอากุง บ้าน หลังที่เป็นต้นกำเนิดของพวกเรา บ้านหลังนี้อยู่ในหมู่บ้านตระกูลยับแห่งหนึ่งในตำบลเปี่ยงชุน การเดินทางจะต้องเดินไปที่ท่าน้ำที่อยู่ห่างออกไปจากบ้านอาปักประมาณ 1 กิโลเมตร เราไปลงเรือเอี้ยมจุ้นกันที่ท่าน้ำแม่น้ำหันเจียงซึ่งไหลผ่านตำบลเปี่ยงชุนไปลงทะเลที่ซัวเถา เรือแล่นไปได้ประมาณชั่วโมงกว่า ๆ ก็ถึงหมู่บ้านซึ่งอยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำตัวหมู่บ้านอยู่ชายฝั่งเข้าไปในหุบเขา สภาพของหมู่บ้านยังดั้งเดิมงดงามน่าประทับใจสมกับเป็นบ้านป่าเมืองดอยเสียจริง ๆ บ้านทุกหลังคาเรือนล้วนเป็นอาคารเก่าแก่สมัยหมินกว๋อทั้งสิ้น จากท่าน้ำเดินเข้าไปในหมู่บ้านจะผ่านทุ่งนาสลับกับเนินเขามีบ้านเรือนตั้งอยู่เป็นระยะ ๆ เมื่อถึงปากประตูหมู่บ้านจะพบกับศาลเจ้าและเช่นเดิมเสียงประทัดก็เริ่มดังขึ้นอย่างกึกก้องกังวานสนั่นป่า พวกเราทุกคนที่มาจากเสียมหลอจะได้รับธูปกันคนละดอก เพื่อคารวะป้ายวิญญานบรรพบุรุษ มีป้ายชื่ออากุงไท้ อาผอไท้ และอากุงของไหงอยู่ด้วย ทุกป้ายที่เป็นผู้ชายล้วนมีแซ่ยับทั้งนั้น

          เมื่อเราไปถึงบ้านเกิดของอากุงแล้วมีความตื่นเต้นระคนตื้นตันใจเป็นอย่างยิ่ง เห็นได้ว่าบ้านหลังนี้เป็นอาคารหลังใหญ่ที่สุดในหมู่บ้านทราบมาว่าเมื่อคราวปฏิวัติเปลี่ยนแปลงประเทศจีนเป็นสังคมนิยม พรรคก้งฉานต่าง ได้ยึดบ้านหลังนี้ไว้เป็นของส่วนกลาง หลายปีต่อมาจึงได้คืนให้กับทายาท ซึ่งก็คืออาปักของไหง และต่อมาอาปักจึงได้ขายต่อให้กับญาติห่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในปัจจุบันนี้

          เมื่อเราเข้าไปในตัวบ้านพวกเราถูกเกณฑ์ให้ไปคารวะหิ้งบุชาบรรพบุรุษที่อยู่กลางบ้าน ซึ่งอาปักได้ให้ญาติที่อยู่ในบ้านจัดเตรียมเครื่องเซ่นไหว้ไว้เรียบร้อยแล้ว พวกเราจุดธูป ทำพิธีไหว้ เผากระดาษเงินกระดาษทอง เสียงประทัดดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อเสร็จพิธีการแล้วจึงได้เดินชมบ้านและทักทายญาติพี่น้อง ไหงได้ไปดูห้องที่อากุงไหงเกิด พบว่าเหลือแต่กำแพงห้อง และพื้นห้องได้กลายเป็นแปลงปลูกผักไปแล้ว นี่เหละ ความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของสรรพสิ่งในโลกของเราใบนี้

          ในขณะที่พวกอาผออาปักอากูนั่งพูดคุยกันกับบรรดาญาติพี่น้อง ไหงได้ออกเดินสำรวจหมู่บ้านตามนิสัยส่วนตัวที่ชองซอกแซก เดินชมความงามของธรรมชาติไปได้สักครู่ ไหงพบกับอาผอแก่ ๆ อายุเฉียดร้อยนั่งเอกเขนกกับพื้นพูดคุยกันตามประสาคนแก่ (มาก ๆ ) อยู่สองคน ทันทีที่ท่านมองเห็นไหง ก็ถามว่า "หมะหยิ่น" (นั่นใครน่ะ) ไหงก็ตอบไปว่า "ยับเกี้ยนโจงเกซุน" , "ไหงฉุงเสียมหลอหล่อยจ้อนวุ่กกา-งาเก้อาผอยาหล่อย" (หลานของยับเกี้ยนโจง ผมมาจากประเทศไทย อาผอของผมก็มาด้วย) ทันทีที่ได้ยิน อาผอทั้งสองก็ผุดลุกผุดนั่งลุกขึ้นมาจับไม้จับมือไหง พร่ำพูดว่าฉันรู้จักปู่ของเธอ ฉันยังจำได้ ปู่ของเธอแก่กว่าพวกเรา เขาออกจากหมู่บ้านไปตั้งแต่หนุ่ม ๆ แล้วพากันจูงมือกันไปหาอาผอไหงที่บ้าน เมื่อไปถึง ได้เข้าไปจับไม้จับมืออาผอ พร่ำพูดอย่างไม่หยุดปาก ร้อนถึงอาปักไหงต้องแตะเอียไปคนละ 1 หยวน จึงขอบอกขอบใจอวยพรให้โชคดีแล้วพากันเดินกระย่องกระแย่งออกไป น่ารักมาก

          คืนวันนี้เราได้พักที่บ้านเกิด 1 คืน ในช่วงอาหารเย็น อาปักได้จัดโต๊ะ แล้วเชิญตัวแทนชาวบ้านมากินโต๊ะอีกเช่นเคย วันนี้รู้สึกจะมีกันมากมายหลายคนเป็นพิเศษ ที่จำได้รู้สึกจะมี ประธานหมู่บ้าน กำนัน นายกอบต. เอ้ย เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำหมู่บ้าน พูดถึงการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้แบ่งแยกย่อยออกเป็นคณะกรรมการตั้งแต่ระดับประเทศ ระดับมณฑล เมือง อำเภอ หมู่บ้าน แยกย่อยออกไปตามลำดับ   อาหารที่บ้านเกิดช่างเอร็ดอร่อยสุดแสนจะพรรณา

          วันรุ่งขึ้น พวกเราได้ลงเรือไปยังที่เก็บอัฐิของอากุงไท้อาผอไท้ ซึ่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำตรงจุดไหนสักแห่ง แม้แต่อาปักยังเกือบจำไม่ได่ กระดูกของอาไท้ทั้งสองไม่ได้ก่อเป็นสุสานหรือฮวงซุ้ยเนื่องจากสมัยก่อนโน้นมีความยากจนไม่มีเงินซื้อที่จึงต้องเผาและเอาอัฐิใส่หม้อกระเบื้องเคลือบแล้วเอามาไว้ยังสถานที่ที่มีฮวงจุ้ยที่เหมาะสม (ตามความคิดของอาปักของไหง)

          ตัดตอนไปที่ในเมืองเหมยโจวหลังจากที่พวกเรากลับมาจากบ้านนอกแล้วเราได้กลับมาพักที่บ้านอาไท้จี้ ท่องเที่ยวตัวเมืองเหมยโจวกัน เมืองเหมยโจวในสมัยเมื่อสิบกว่าปีก่อนเป็นเมืองขนาดเล็กที่กำลังก่อสร้างบ้านแปงเมืองกันอย่างขนานใหญ่ ไหงได้ไปเยี่ยมเยือนสถานที่สำคัญของเมือง เช่น หออนุสรณ์สถานบุคคลสำคัญของชาวฮากการ ได้พบกับรูปหล่อสัมฤทธิ์ของท่านต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียงและคุณูปการที่เป็นชาวฮากกา ที่จำได้ เช่น หงซิ่วฉวน ผู่นำกบถชาวนาในสมัยราชวงศ์ชิง จอมพลยับเกี้ยนยิง หนึ่งในสิบจอมพลในสมัยประเทศจีนใหม่ และบรรดานักกีฬาปิงปอง และฟุตบอล ซึ่งไหงจำชื่อไม่ได้

          ตลอดระยะเวลา 10 วันที่ไหงได้อยู่บนแผ่นดินของบรรพบุรุษมีความประทับใจสุดแสนที่จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดหรือตัวหนังสือได้ ระยะเวลา 10 วัน มีความรู้สึกว่าสั้นเหมือน ชั่วข้ามคืน ในวันที่เราเดินทางจากมาเป็นวันที่พวกเราทุกคนไม่อยากให้มาถึง ที่สนามบิน ญาติพี่น้องของไหงทุกคนต่างมาส่งกันอย่างพร้อมหน้า ทุก ๆ คนมีใบหน้าที่เศร้าหมอง จนกระทั่ง ถึงคราวที่เราจะต้องเข้าห้องพักผู้โดยสารขาออก เสียงร่ำไห้ก็ดังระงม ทุก ๆ คน แม้แต่หลานของไหงตัวเล็ก ๆ อายุเพียง 5 ขวบ ก็ร้องไห้ไปกับผู้ใหญ่ด้วย

          ในช่วงที่เครื่องบินกำลังแท็กซี่ไหงมองออกนอกหน้าต่าง เห็นบรรดาญาติพี่น้องที่มาส่งพวกเราและคณะอื่น ๆ ร่วมร้อยกว่าคน ต่างพากันโบกมืออำลาพวกเราที่อยู่บนเครื่องจวบจนเครื่องบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเลือนลับหายไปในก้อนเมฆ.......

 


ตั้งค่าการแสดงผลความคิดเห็น

Select your preferred way to display the comments and click "Save settings" to activate your changes.

อ่านแล้วน้ำตาจะไหล

สักวันถ้ามีโอกาสจะอาแมอามอยไปเที่ยวซักครั้ง

รูปภาพของ ฮากกาอุบล

อยากไปมั้ง

อ่านเรื่องเล่าแล้วทำให้คิดถึงเรื่องที่อาปาไหงเล่าให้ฟังถึงบ้านเกิดจินตนาการเห็นภาพได้Cool

รูปภาพของ ยับสินฝ่า

น่าเสียดาย

       การกลับไปคราวนั้นยังไม่มีกล้องดิจิตอล ภาพถ่ายออกมาเป็นรูปอัดจากฟิลม์ ถ้าสแกนแล้วไม่น่ำจะชัดนะ คุณอาฉีคิดว่าไงครับ

รูปภาพของ อาฉี

ได้ครับ

การ Scan รูปถ่าย มาลงในเว็บ ชัดใช้ได้เลยครับ

ไม่ต้องตั้ง Pixcel สูงเป็นเม็กๆก็ยังได้ เพราะอย่างไงก้ต้องย่อให้รูปเหลือไม่เกิน 480 pixcel อยู่แล้ว สำคัญตอน Scan อย่าปรับให้มืด หรือแจ้งไป และระวังเงาสะท้อนจากผิวที่มันวาวของรูป ก็ใช้ได้แล้ว

เมื่อได้ภาพลงไดร์แล้ว สามารถส่งขึ้นเองได้เลยครับ (คลิกวิธี การใส่รูปภาพ  วิธีการปรับขยาดรูปภาพก่อนนำมาลงอยู่ตอนท้าย)

รูปภาพของ ลี่เหมย

ประทับใจมาก

ประทับใจมากเลยคะ ทีได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยม มีรูปมาฝากให้พวกเราได้ดูไหมค่ะ

รูปภาพของ ท้ายแถว

ปูเสื่อรอ

เข้ามาปูเสื่อรอ

 
hakka@hakkapeople.com    คุณความดี แด่บรรพชนและชาวฮากกาที่ฮึกเหิม Hakkapeople.com by Hakka Pakchong Association... Powered by Drupal