圣寿无疆 หน้าแรก
HakkaPeople(Thai) ชุมชนชาวฮากกา Hakka people .  
ที่ใดมีตะวันขึ้น ที่นั้นมีชาวจีน ที่ใดมีชาวจีน ที่นั้นมีเค่อเจียเหริน hakkapeople.com

นักศึกษา ผู้สร้างชื่อเสียงให้กับ ชาวฮากก้า ในประเทศไทย

ข่าวสาร

น.ส. ฐิติมา   แซ่เตีย           บช.บ.( เกียรตินิยมอันดับ1) จุฬา

                                             น.บ. มธ , นบท.(เกียรตินิยม) สมัยที่ 63 ประจำปี พ.ศ. 2553 

เนื่องจากการศึกษากฎหมาย ในประเทศนี้ มีความยากลำบากมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชั้นระดับ     เนติบัณฑิต

นานมากแล้วที่ไม่ค่อยมีใครสามารถ ได้ นบท. (เกียรตินิยม) แต่ในปีนี้ ชาวฮากก้า ของเราสามารถกระทำได้สำเร็จ

อันเป็นความภาคภูมิใจแก่พวกเรา    ฉะนั้น  ไหง จึงนำมาประกาศให้ชาวฮากก้า ทุกท่าน ได้ทราบ


ตั้งค่าการแสดงผลความคิดเห็น

Select your preferred way to display the comments and click "Save settings" to activate your changes.

ขอแสดงความยินดีด้วยค่ะ

ขอแสดงความยินดีด้วยค่ะ ชาวฮากกาเรามีคนเก่งๆเยอะค่ะ โดยเฉพาะการศึกษาเล่าเรียน ซึ่งเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าคนฮากกาใฝ่เรียน สมัยนี้ไม่เฉพาะผู้ชายเท่านั้นที่มีโอกาสได้เรียนในชั้นสูงๆ ผู้หญิงก็มีโอกาสเท่าเทียมกัน

ในโอกาสนี้ไหงก็ขอแสดงความยินดี และเป็นกำลังใจให้คุณฐิติมา ในการทำงานให้เป็นที่ประจักษ์ และทำในสิ่งที่มีประโยชน์ต่อสังคมต่อไปค่ะ

รูปภาพของ เฉินซิ่วเชง

ยินดีโตยนะเจ้า

เป็นข่าวดีที่สุด..ที่ลูกหลานชาวฮากกาเก่งที่สุด  ได้รับการยืนยันแล้ว..ณ.บัดนี้..

ไหงขอให้คุณฐิติมา ได้รับรู้ถึงเจตนาครั้งนี้ร่วมกัน..เป็นตัวอย่างที่ดีมากนะเจ้า..

แนะนำเยาวชนคนเก่งของฮากกาอีกคน

ไหงเห็นว่าบล็อกนี้เป็นหัวข้อแนะนำ เยาวชนที่สร้างชื่อเสียงให้ชาวฮากกา ไหงเลยขอแนะนำอีกคนนะคะ

คนนี้ไม่ใช่อื่นไกล เป็นลูกสาวอาไท้โกสิทธิพร ของเว็ปเรานี่เอง

คือว่าอาโกสิทธิพรให้ไหงช่วยโพสต์ให้หน่อย เพราะว่าอาโกไม่ค่อยถนัดเรื่องคอมฯค่ะ (แต่ที่จริงไหงก็ไม่ค่อยถนัดเหมือนกัน ต้องเป็นวี่ฟัดโกหรือหยิ่นฮยุ๋งโกต่างหาก แต่ไม่เป็นไรไหงพอทำได้)

อาโกสิทธิพรมีลูกสาว 1 คน กับลูกชายอีก 2 คน ซึ่งแต่ละคนก็เก่งๆทั้งนั้นค่ะ และคนที่จะโปรโมตวันนี้ก็คือลูกสาวคนโตของอาโกที่ อาโกบอกว่าปลื้มนักปลื้มหนา ก็จะไม่ให้ปลื้มได้อย่างไร ลูกสาวกี๋ไม่เพียงแต่เรียนเก่งเท่านั้น แถมยังได้ทุนเรียนฟรีมาตลอด และตอนนี้ก็เป็นว่าที่ดอกเตอร์อีกด้วย

เธอมีชื่อว่า จิรภัทร์ หยกรัตนศักดิ์ อายุก็ไม่มาก ใกล้ๆ 30 เท่านั้นเอง เธอจบป.ตรี (เกียรตินิยมอันดับ 1) สาขาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ ม.นเรศวร

ป.โทสาขาคณิตศาสตร์ประยุกต์ (นานาชาติ) ม.มหิดล (ศิษย์น้องสำนักเดียวกับไหงนี่เอง)

ปัจจุบันเรียน ป.เอก สาขาคณิตศาสตร์ (นานาชาติ) ม.มหิดล (อีกแล้วครับท่าน) และได้ทุนไปทำวิจัยที่ Catholic University Campus in Rome ประเทศอิตาลี เป็นเวลา 1 ปีเต็ม  จากโครงการเครือข่ายกลยุทธ์เพื่อการผลิตและพัฒนาอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา เธอเพิ่งเดินทางไปเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน นี่เอง ในปีหน้าเธอก็จะเป็นดอกเตอร์กลับมารับใช้เมืองไทยที่ พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังค่ะ

มาดูหน้าตาเธอชัดๆนะคะ

 

เป็นไงบ้างคะพี่น้อง อาโกสิทธิพรบอกว่าเธอมีลูกศิษย์มาเรียนพิเศษกับเธอเยอะเลยค่ะ แหม..น่าอิจฉาจัง เธอคงจะสอนเก่งจึงเป็นที่รักของนักเรียนค่ะ

ส่วนน้องชายของเธอนั้นคนนึงจบ ม.ศรีนครินทรวิโรฒน์ ทำงานกับบริษัทญี่ปุ่น และอีกคนกำลังเรียนอยู่ศิลปากร เพชรบุรี สาขาประมง ปี 2

เห็นไหมคะ คนคุณภาพ (อีกแล้วครับท่าน)

ใครมีข่าวของคนเก่งๆ ช่วยนำมาเผยแพร่ให้รู้ก็ดีนะคะ จะได้ช่วยกันสนับสนุนค่ะ

เพราะเห็นว่า งานมิตรสัมพันธ์ฮากกาปีนี้ที่จะจัดที่พิษณุโลก จะมอบโล่รางวัลให้ลูกสาวโกสิทธิพรด้วย ซึ่งอาโกก็ได้ส่งประวัติของเธอไปให้เรียบร้อยแล้วด้วย

จบข่าว

รายงานโดย 黄丽萍

 

 

รูปภาพของ วี่ฟัด

เก่งอิดย่องอาปาสุทธิพร นครสวรรค์

          ที่จริงไหง่เป็นคนที่ชอบและสนใจในทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ วิชาคณิตศาสตร์ก็เป็นหนึ่งในวิชาว่าด้วยกฎธรรมชาติ คือตามธรรมชาติมันมีมันเป็นของมันอยู่แล้ว แต่มีคนไปค้นพบมันเข้า ซึ่งความเป็นจริงตามธรรมชาตินี่แหละคือวิทยาศาสตร์ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่มันเป็นวิทยาศาสตร์อยู่ในตัวของมันเองอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าไม่เคยบอกเลยว่า  พระองค์เป็นคนคิดหลักธรรมต่างๆขึ้นมาเอง แต่พระองค์บอกว่า หลักธรรมต่างๆมันมีมันเป็นของมันอยู่แล้วตามธรรมชาติ แม้พระพุทธเจ้าจะมิได้กำเนิดมาในโลก มันก็มีของมันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าพระองค์ไปค้นพบมันเข้าเท่านั้นเอง

          ไหง่เป็นคนที่สนใจคณิตศาสตร์มากๆแต่ไมโอกาศเรียนทางคณิตศาสตร์โดยตรง มีนักคณิตศาสตร์ในดวงใจหลายท่าน โดยเฉพาะคณิตศาสตร์ สายทฤษฎีเลขจำนวน เช่น จอลห์ แอร์ดิส และรามานุจันทร์ นักคณิตศาสตร์ทั้งสองท่านนี้เป็นนักคณิตศาสตร์ระดับโลกที่มีชีวประวัติสุดพิศดารพันลึก ที่ไหง่สนใจเป็นพิเศษก็คือ รามานุจันทร์

           รามานุจันทร์เป็นคนอินเดียในวรรณพรามห์ มีฐานะยากจนมากในระดับไม่มีจะกินเลยทีเดียว เรียนหนังสือในระบบจบแค่ชั้นมัธยมต้นเท่านั้น แต่ได้รับการสั่งสอนทางคณิตศาสตร์จากมารดาของตน และด้วยความสนใจและสมองอันปราดเปลื่องของรามานุจันทร์เอง จนมีความเก่งกาจจนสามารถคิดทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ใหม่ๆมาได้โดยวิธีการเรียนด้วยตนเอง จนมีชื่อเสียงขรขจายในประเทศอินเดีย จนไปถึงประทศอังกฤษ จนได้รบการเชื้อเชิญให้ไปเป็นศาสดราจารย์ทางคณิตศาสตร์ในมหาวิทยาลัยเครมบริดจ์ ( มหาวิทยาลัยดังเคียงคู่กับมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด )ทั้งๆที่ตนเองมีความรู้ในระบบการศึกษาเพียงแค่มัธยมต้นเท่านั้น แต่น่าเสียดายที่รามานุจันทร์ มีอายุเพียงสามสิบสองเท่านั้นก็เสียชีวิตลง นี่แหละครับอัจริยะมากๆเก่งเกินไปอายุไม่ค่อยยืนเหมือนกับโมสาร์ท อายุเพียงสามสิบกว่าๆก็ตายแล้ว มิฉะนั้นเราจะต้องมีเพลงคลาสสิคดีๆเพราะจากโมสาร์ทอีกมากมาย

            สิทธิพรโก ได้เคยคุยกับไหง่มาหลายครั้งแล้วว่ามีลูกสาวเรียนปริญญาเอกทางคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาที่ไหง่ชอบอยู่แล้ว จึงได้แต่อนุโมทนากับอาโกที่มีบุตรดีเป็นอภิชาติบุตร ถ้าเราเรียนจบแค่ปริญญาตรีแต่มีบุตรจบปริญญาโท แค่นี้ก็ถือว่าเป็นอภิชาติบุตรแล้ว แต่นี่อาโกมีบุตรเรียนจบปริญาเอก เหมือนกับดอกเตอร์ศิริเพ็ญ อึ้งสิทธิพูนพร ก็เป็นอภิชาติบุตรของอาปาอาเม้ ของอาจารย์ดอกเตอร์เหมือนกัน

           หวังว่าเมื่อกลับมาจากต่างประเทศอิตาลี่แล้วอาโกสิทธิพร นครสวรรค์ จะนำดอกเตอร์ลูกสาวมาแนะนำให้บรรดา อาปัก อาศุขได้รู้จักในการพบประของชุมชนคนฮากกา ในครั้งหน้านะครับอาโก ขออนุโมทนาครับอาโก

ไหงก็ชอบคณิตศาสตร์

ไหงลืมบอกไปว่า ไหงก็ชอบวิชาคณิตศาสตร์เหมือนกันนะวี่ฟัดโก เป็นวิชาที่ไหงเรียนได้ดีที่สุดในสมัยมัธยม เรียกว่า สอบทีไรได้คะแนนเต็มหรือเกือบเต็มทุกครั้ง (ไม่ได้โม้นะ อิอิ) แต่นั่นก็เป็นเพียงคณิตศาสตร์เบื้องต้นเท่านั้น แล้วไหงก็ไม่ได้มีโอกาสเรียนในสายที่ไหงรักเลย เพราะหลงทางไปเสียแล้ว ส่วนเรื่องภาษา ไหงไม่ได้ชอบเล้ยยย....บอกตามตรง แต่ด้วยเหตุใดไม่ทราบ สุดท้ายก็ต้องมาเรียนทางสายภาษา คงจะจริงที่เขาบอกว่า "ยิ่งเกลียดยิ่งเจอ" รึเปล่า

วี่ฟัดโก เป็นคนที่ใฝ่รู้จริงๆ มีความรู้กว้างขวาง แม้กระทั่งชื่อนักคณิตศาสตร์ในดวงใจก็ยังจำได้ดี ส่วนไหงนะ ไม่ค่อยสนใจจำชื่อคนที่คิดค้นสูตรคณิตศาสตร์ใดๆทั้งนั้น ไหงชอบแต่ท่องสูตรคณิตศาสตร์ เพราะว่าถ้าจำได้และเข้าใจแล้วล่ะก็ มันเป็นทางลัดให้เราคณิตแก้ปัญหาโจทย์คณิตศาสตร์ได้ทุกข้อไป

อาโกสิทธิพร บอกกับไหงว่า ไว้ลูกสาวกี๋กลับมาจะต้องพามาแนะนำให้รู้จักกับคนในชุมชนแน่นอน แต่ไหงว่านะ  อาโกสิทธิพร น่าจะบอกให้ลูกสาวหงีเข้าเว็ปชุมชนซะตั้งแต่ตอนนี้เลยดีกว่านะ แล้วก็ส่งข่าวคราวทางเว็ปบ้าง จะได้ทำความรู้จักกันไปพลางๆก่อนเจอตัวจริง  เพราะถือว่าได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว ดีไหมคะอาโกทั้งหลาย...

รูปภาพของ สิทธิพร1

งาโม้๊ยกี่ขยันของกี่เองกี่ชอบเรียนมาก

ฟังเพื่อนสนิทที่อยู่ม.นเรศวรปี1ห้องเดียวกับกี่เล่าให้ฟังอาจารอธิบายอะไรตากี่จะจ้องตั้งใจฟังบางครั้งอาจารย์ทำผิดก็บอกอ.จารย์ทำผิดอาจารย์เลยปล่อยให้งาโม้ยทำให้เพื่อนดูตลอดพวกเพื่อนกี่ฮั้มกี่อาจี้ทุกคนเรียกกี่จี้โบกี่ชื่อเล่นโบ วันหลังจะให้กี่สมัคแต่ภาษาจีนกี่ไม่ได้เลยได้แต่ภาษาอังกฤษ
รูปภาพของ เฉินซิ่วเชง

เก่งอีกคน..จิรภัทร์ หยกรัตนศักดิ์

มีความสุขมากๆ   ที่ทราบข่าวที่น่าภาคภูมิใจ  ขอแสดงความยินดีด้วยกับน้องจิรภัทร์ หยกรัตนศักดิ์  ที่เก่งมากอีกคน...ของฮากกา 
รูปภาพของ วี่ฟัด

เก่งจริงๆ เก่งโคตรครับ

น้องฐิติมา  แซ่เตีย

ถ้าในแวดวงคนที่เรียนมาทางนิติศาสตร์ ถือว่าถ้าสอบได้เนติบัณฑิตยสภา เกียรตินิยม ถือว่าเก่งโคตร การที่จะสอบให้ได้เกียรตินิยม ต้องสอบให้ได้เกิน 80 % ขึ้นไป แต่ทราบว่าน้องฐิติมานี่สอบได้ถึง 85 % ทีเดียว ส่วนมากคนเรียนเน เขาเอาแค่ 50% ก็สอบผ่านแล้ว ยังทำกันไม่ค่อยได้เลย

ในประวัติศาสตร์ชาติไทยก่อนหน้านี้มีอยู่แค่คนเดียวครับที่เคยสอบได้เนติบัณฑิตยสภา เกียรตินิยม ซึ่งเป็นที่กล่าวขานมาหลายสิบปี และไหง่คิดว่าคงไม่มีใครทำได้อีกแล้ว คือท่านเข็มชัย ชุติวงศ์ ปัจจุบันดำรงค์ตำแหน่งอธิบดีฝ่ายคณะกรรมการอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด แต่พอมีน้องฐิติมาทำได้และเป็นลูกหลานชาวฮากกาแล้วย่อมปลื้มเป็นเท่าทวีคูณ

ที่จริงในแวดวงผู้พิพากษา อัยการ มีลูกหลานชาวฮากกาอยู่เยอะมากนะครับ ไอ้ความนิยมเรียนหนังสือเก่งๆ แล้วรับราชการ ยังอยู่ในสายเลือดของลูกหลานชาวฮากกาอยู่แม้แต่ในประเทศไทย จขกท ( เจ้าของกระทู้ ) อาโกฉินเทียน มีรายละเอียดเกี่ยวกับน้องฐิติมา ใหมครับว่า น้องเขาเป็นลูกหลานชาวฮากกาที่ใหน ไหง่คิดว่าอาโกฉินเทียนต้องมีรายละเอียดของน้องฐิติมา แซ่เตีย มากกว่านี้แน่จนรู้ว่าน้องเขาเป็นลูกหลานชาวฮากกา แต่พอทราบว่าน้องเขาเป็นคนจังหวัดสกลนคร ใช่หรือไม่ครับ

แต่ที่แน่ๆน้องเขาน่าจะได้เป็นถึง ประธานศาลฎีกา หญิงคนแรกของประเทศไทย ก็ได้ครับ ไหง่มองข้ามช๊อตไปเลย

รูปภาพของ วี่ฟัด

เที่ยวออสเตรเลียกับน้องฐิติมา แซ่เตีย

         อ่อนเพลียละเหี่ยใจ ไม่ต้องมาให้กำลังใจอะไรกันมากมายนะครับมิตรรักแฟนเพลง บางทีเราก็อยากพูดในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมบ้างก็เท่านั้นเอง ไม่ให้พูดก็ไม่เป็นไร ( ด่าในใจก็ได้ )

         วันนี้เรามาดูเรื่องน้องคนเก่งของเราดีกว่าครับ น้องเขาติดต่อไหง่มาบอกว่าได้เข้ามาในเว๊ปนี้แล้วมาดูคร่าวๆ แต่ยังไม่มีเวลาที่จะเข้ามาคุย ถ้ามีเวลาจะเข้ามาคุย วันนี้เลยนำภาพที่น้องฐิติมา แซ่เตีย ไปเที่ยวออสเตรเลียกับคุณแม่ของน้องครับ น้องเขาท้วงไหง่มาอีกอย่างหนึ่งคือเรื่องเกียรตินิยมของเนฯ ว่าก่อนหน้านี้มีอยู่สองท่านครับคือ 1. ท่านเข็มชัย ชุติวงศ์ 2. ท่านสุชีรา อวยชัย ( นาควัชระ ) คนที่ 3. ก็คือน้องฐิติมา แซ่เตีย ตอนนั้นไหง่บอกว่ามีเพียงท่านเข็มชัย ชุติวงศ์นั้นผิดครับตกไป 1 ท่าน

ขอบคุณทุกท่าน

ขอบคุณทุกคนที่ชื่นชมนะคะ หลาไม่เก่งจริงๆ ค่ะ แค่ขยันเท่านั้นเอง ^_^
รูปภาพของ วี่ฟัด

อนุโมทนา อุบาสิกาฐิติมา แซ่เตีย

            อุบาสิกาฐิติมา  แซ่เตีย กับบิดามารดา

   ตามที่ " ฉินเทียน " ได้เขียนบร๊อกนี้ว่ามีนักศึกษาเชื้อสายฮากกา ที่ชื่อว่า " ฐิติมา แซ่เตีย " สอบผ่านเนติบัณฑิตยสภา ในระดับเกียรตินิยม ซึ่งบอกตามตรงว่ายากมาก ซึ่งไหง่ได้ติดตามน้องฐิติมา แซ่เตียทางเฟชบุ๊คมาตลอด และทราบว่าน้องคนนี้นอกจากเป็นคนเก่งคนฉลาดแล้วยังฝักไฝ่ธรรมอีกด้วย และไหง่ทราบมานานแล้วว่าน้องเขาได้กราบลาไปบวชเป็นอุบาสิกามานานร่วมเดือนแล้วโดยน้องเขาประกาศทางเฟชบุ๊ค แต่เพิ่งเห็นภาพของน้องไปบวชเป็นอุบาสิกาฐิติมา  แซ่เตีย จึงนำมาเสนอให้พ่อแม่พี่น้องชาวฮากกาได้รู้ถึงน้องฐิติมา หรือในปัจจุบันคือ " อุบาสิกาฐิติมา แซ่เตีย " ผู้ซึ่งเป็นทั้งคนเก่ง คนฉลาด คนดี คนมีธรรม "น่าอนุโมทนาจริงๆ ไหง่จึงอยากให้พี่น้องชาวฮากการ่วมอนุโมทนาไปกับไหง่ด้วย

          ไหง่ว่าถ้าเป็นคนเก่งคนฉลาดจริงๆแล้วมักจะมองเห็นว่าหลักธรรมคือความจำเป็น ( necessary ) สำหรับชีวิต ยกตัวอย่างเช่นปราชญ์สตีพ จอบส์ ซึ่งล่วงลับไปเมื่อไม่กี่วันนี้ ก็เป็นคนศึกษาธรรมทางพุทธศาสนานิกายเซ็น แต่ไอ้คนที่ใครๆคิดว่าโคตรเก่งฉลาดแต่จิตรใจมันมุ่งหวังแต่กิเลส ตัณหา อำนาจ บ้าๆบอๆ มันผู้นั้นคือคนที่โงเง่าบัดซบที่สุดในสายตาของไหง่ 

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

ถ้าคุณเป็นนักกฎหมาย หรือ มีลูกเรียนกฎหมาย ต้องอ่านเรื่องนี้

ฐิติมา แซ่เตีย หรือ หลา เกิดและเติบโตขึ้นมาที่จังหวัดสกลนคร เริ่มต้นชั้นอนุบาลที่ ร.ร.  เซนต์โยเซฟสกลนคร จนถึง ป.4 พอขึ้น ป.5 หลา  ย้ายไปเรียนที่ ร.ร. เชิงชุมราษฎร์นุกูล จ.สกลนคร   และเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาที่ ร.ร. สกลราช วิทยานุกูล จนจบ ม.6 หลังจากนั้น ในปี 2544  เข้าศึกษาต่อในคณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาบัญชี 
 
หลังจากสำเร็จการศึกษา เข้าทำงานเป็น ผู้ช่วยผู้สอบบัญชีที่บริษัทสำนักงาน เอินส์ท แอนด์ ยัง จำกัด เป็นเวลา 3 ปี ระหว่างที่ทำงาน มาสมัครเข้าศึกษาต่อคณะนิติศาสตร์ ภาคบัณฑิต ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเข้าศึกษา ในปีการศึกษา 2550 และสำเร็จการศึกษาในปี 2553 และปีเดียวกันนั้นเองเรียนต่อระดับชั้นเนติบัณฑิต และสำเร็จการศึกษาในปี 2554
 
ในช่วงเวลาที่เข้ามาเรียนบัญชีจุฬาฯจนกระทั่งจบนิติศาสตร์ อยู่หอพักคนเดียวมาตลอด มีเหงาบ้าง แต่ก็ใช้การอ่านหนังสือ  เพราะรักการอ่าน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ นวนิยาย หรือหนังสือธรรมะ   สิ่งที่โชคดีที่สุดในชีวิต คือการที่ได้เกิดมาเป็นลูกของพ่อแม่ เพราะท่านทำให้มีทุกวันนี้   ครอบครัวไม่เคยทำให้รู้สึกเครียด หรือกดดันในเรื่องของการเรียนหรือการสอบเลยแม้แต่น้อย ทำให้มีความสุขและมีสมาธิกับการอ่าน และสามารถจดจำเนื้อหาที่อ่านได้ดี
เรื่องเล่าของหลา  
 
สิ่งที่ดิฉันจะบอกเล่าต่อไปนี้ เป็นสิ่งที่ตัวเองได้ปฏิบัติในช่วงที่เรียนชั้นเนติบัณฑิต อาจจะฟังดูเป็นเรื่องเหลือเชื่อสำหรับใครหลายๆ คนแต่สำหรับคนที่ใกล้ชิดและรู้จักดิฉันเป็นอย่างดี จะไม่แปลกใจเลย สิ่งเหล่านี้มิได้มาเริ่มต้นที่ชั้นเนติบัณฑิต แต่ได้ปฏิบัติมาสม่ำเสมอ ตั้งแต่ชั้นปริญญาตรีแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการท่องตัวบท เกือบทุกมาตราที่ท่องที่เนติบัณฑิต
 
ดิฉันเคยท่องมาก่อนแล้วทั้งสิ้น (ยกเว้นกฎหมายพิเศษบางฉบับ) ดังนั้น เมื่อมาท่องอีกครั้ง จึงใช้เวลาไม่มากเลย นอกจากนี้ เรื่องของการเขียนตอบ  ข้อสอบก็ได้ฝึกการตอบแบบ “ล้อตัวบท” มาตั้งแต่ปีแรกที่ศึกษานิติศาสตร์เช่นกัน และได้ฝึกทำข้อสอบเก่าส่งให้ท่านอาจารย์ช่วยตรวจอยู่เสมอ ส่วนเรื่องของการมีระเบียบวินัยในตนเอง ก็ฝึกมาตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาเรื่อยมา
 
จนกระทั่งเรียนบัญชี ทำงาน เรียนนิติศาสตร์ จนถึงปัจจุบัน  มิได้ต้องการให้ใครเชื่อหรือ  ปฏิบัติตาม สิ่งที่ดิฉันทำค่อนข้างจะแตกต่างกับคนอื่นๆ เกือบจะทุกเรื่อง ดังนั้น ขอให้ทุกท่านใช้วิจารณญาณ   ศึกษาแนวทางของผู้ที่ประสบความสำเร็จ  ท่านอื่นๆ ประกอบด้วย ขอให้ทุกท่านหาแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมกับอุปนิสัยของตนเองให้พบ เพราะสิ่งที่เหมาะสมกับคนๆ หนึ่งอาจไม่เหมาะสมกับอีกคนหนึ่งก็เป็นได้
 
เคล็ด (ไม่) ลับ
 
ดิฉันยึดตัวบทเป็นสรณะ จะท่องตัวบทเป็นประจำในชั้นเนติบัณฑิต เริ่มท่องตัวบทตั้งแต่วันเปิดภาคเรียนวันแรก ภาคที่หนึ่ง วันละประมาณ 10 มาตรา (แพ่งและอาญา)   ภาคที่สอง วันละประมาณ 6 มาตรา (วิแพ่งและวิอาญา) โดยไม่ได้ท่องทุกมาตราแต่จะท่องเฉพาะมาตราที่ออกสอบในช่วง 15 ปีย้อนหลัง นอกจากนี้ ก็ดูในรวมคำบรรยายของภาคกลางวันและการเข้าเรียนในภาคค่ำว่ามีมาตราใดที่อาจารย์สอนหรือให้ความสำคัญนอกเหนือไปจากนี้หรือไม่ และท่องเพิ่มเติม
ข้อดีของการท่องตัวบท
1. การเขียนตอบข้อสอบ จากประสบการณ์ที่เคยทำข้อสอบ ทำให้พบว่าการเขียนตอบโดย “ล้อตัวบท” คือ ใช้ถ้อยคำในกฎหมาย จะทำให้ได้คะแนนสูง
2. เมื่อเข้าฟังคำบรรยาย หรืออ่านหนังสือ   ถ้าเป็นมาตราที่ท่องมาแล้วจะทำให้สามารถฟังที่อาจารย์อธิบาย และอ่านหนังสือ โดยทำความเข้าใจได้เร็วขึ้นโดยที่ไม่ต้องพลิกเปิดตัวบท ซึ่งอาจทำให้เสียสมาธิในการฟังและอ่าน
 
3. หากแม่นหลักกฎหมายแล้ว แม้ข้อสอบจะออกคำพิพากษาฎีกาที่ไม่เคยอ่านมาก่อน อย่างน้อยเขียนหลักกฎหมายตอบไป ก็จะพอได้คะแนน  อย่างเช่น ตัวเองเมื่อครั้งที่สอบข้อสอบกลุ่มกฎหมายแพ่ง สมัย 63 ข้อ 2 ซึ่งเป็นเรื่องสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก   ดิฉันไม่เคยเห็นคำพิพากษาฎีกาที่นำมาออกข้อสอบข้อนี้มาก่อน ตอนแรกก็คิดไม่ออกว่าเป็นเรื่องอะไร จึงทำแผนภูมิรูปภาพ ตัวละครที่เกี่ยวข้องว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร และลองไล่มาตราที่เกี่ยวข้อง คือ นิติกรรมหรือหนี้ ก็เห็นว่าน่าจะเป็นมาตรา 374, 375   ก็ลองตอบไปและได้มาถึง 8 คะแนน
 
4 . การที่แม่นตัวบทเวลาทำข้อสอบจะทำให้จับประเด็นในข้อสอบได้ว่าแต่ละประโยคกำลังถามเรื่องอะไร หรือหลอกเรื่องอะไร
วิธีการท่อง
 
หนึ่ง. จะพกตัวบทเล่มเล็กๆ ติดตัวเป็นประจำ ว่างเมื่อไหร่ก็หยิบขึ้นมาท่อง ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่นั่งรออาจารย์สอนในห้องบรรยาย ขณะเดินทาง ขณะออกกำลังกาย หรือแม้แต่ขณะรับประทานอาหารในบางครั้ง (ช่วงใกล้สอบ) เป็นการใช้เวลาแต่ละนาทีให้คุ้มค่าที่สุด
สอง. ท่องประมาณวันละ 10 มาตรา แต่ก่อนขึ้นมาตราใหม่ ต้องทวนของเก่าก่อนเสมอซึ่งจะทวนย้อนหลังประมาณ 3   วันและทุกวันอาทิตย์จะไม่ขึ้นมาตราใหม่ แต่จะทวนของเก่าที่เคยท่องมาทั้งหมด
 
เทคนิคการจำตัวบท
ดิฉันจะจำตำแหน่งของแต่ละมาตราในตัวบทไปด้วย เวลาทวน นึกภาพให้ออกว่ามาตราที่กำลังท่องอยู่อยู่ตำแหน่งไหน หน้าซ้ายหรือ ขวา บน กลาง หรือล่าง มีกี่วรรค คือ พยายาม จำเป็นรูปภาพจะทำให้จำได้ง่ายและไม่ค่อยลืม
 
อ่านหนังสืออะไรบ้าง
ด้วยความสัตย์จริง  ดิฉันอ่านเพียงรวมคำบรรยาย สมุดเล็กเชอร์ในวิชาที่เข้าเรียน และข้อสอบเก่าเท่านั้น โดยสิ่งเหล่านี้มิได้อ่านเพียงรอบเดียว มีคนชอบถามว่าอ่านจูริส (พิสดาร)  รึเปล่า ขอตอบได้ทันทีว่าไม่ได้อ่าน และไม่รู้ จักด้วยซ้ำไป ส่วนตำราของอาจารย์ผู้บรรยาย    ดิฉันก็ไม่ได้อ่านเช่นกัน แม้ว่าจะมีคนเมตตามอบให้มาหลายเล่ม แต่ก็ไม่มีเวลาอ่านจริงๆ
 
รวมคำบรรยาย
 
ดิฉันอ่านรวมคำบรรยายได้หลายรอบ  เพราะโชคดีที่ได้รวมคำบรรยายของสมัยก่อนมาตั้งแต่เปิดภาคเรียน เมื่อเห็นว่าคำบรรยายในแต่ละปีไม่ค่อยแตกต่างกันมาก จึงยึดคำบรรยาย (สมัยก่อน) เป็นตำราหลักในการอ่าน และรับคำบรรยายใหม่ด้วย โดยนำมาเปรียบเทียบกับของเก่า แล้วทำเครื่องหมายในส่วนที่เพิ่มเติมขึ้นมา และในคำบรรยายใหม่ก็จะอ่านเฉพาะที่เพิ่มเติมขึ้นมาเท่านั้น
 
ข้อสอบเก่า
ช่วง 6  สัปดาห์สุดท้ายก่อนสอบ จะเริ่มนำข้อสอบเก่ามาฝึกทำ โดยทำสลับกับการอ่านคำบรรยาย คือ ไม่ได้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว ก็ยังอ่านรวมคำบรรยายเป็นหลัก ช่วงเวลาที่ใช้สำหรับข้อสอบเก่ามีเพียงวันละประมาณ  1-2   ชั่วโมงเท่านั้น  จะดูข้อสอบเก่าย้อน หลังไป  20  ปี อ่าน  2  รอบ รอบที่  1  ฝึกคิดไปด้วย ยังไม่เปิดดูธงคำตอบในทันที พยายามหาคำตอบเองก่อน และจะฝึกเขียนจริงๆ ประมาณ 40 ข้อ โดยลองจับเวลาเสมือนหนึ่งว่ากำลังนั่งอยู่ในห้องสอบจริง รอบที่ 2  เป็นการอ่านธงคำตอบอย่างเดียวในช่วง 1-2  วันก่อนสอบ เพราะเป็นไปได้ ที่ประเด็นที่ได้ออกข้อสอบไปแล้ว จะถูกนำมาออกอีกในปีนี้ จึงดูเผื่อไว้และดูสำนวนการเขียนในธงคำตอบด้วย
การฝึกทำข้อสอบเก่า จะมีส่วนช่วยให้สามารถหาประเด็นในข้อสอบได้เร็ว เพราะเราฝึกสมองมาบ้างแล้ว นอกจากนี้  ดิฉันมีความคิดว่าการตอบข้อสอบกฎหมายเป็นทักษะอย่างหนึ่ง ซึ่งจะมีความชำนาญได้ ก็ต่อเมื่อได้มีการฝึกฝน ดังนั้น การฝึกเขียนจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก  
การเขียนตอบ
 
รูปแบบการเขียน ฟังดูแล้วก็เหมือนกับการเขียนตอบข้อสอบกฎหมายทั่วไปคือ เริ่มจากการวางหลักกฎหมาย ปรับบท และสรุป แต่สิ่งที่ดิฉันทำต่างไปจากคนทั่วๆ ไป  รวมทั้งที่อาจารย์หลายท่านแนะนำ คือ  จะเขียนตอบค่อนข้างยาว ข้อหนึ่งเฉลี่ยประมาณ  2-3 หน้า-กระดาษ ลำพังแค่วางหลักกฎหมายก็ประมาณหนึ่งหน้ากระดาษแล้ว โดยที่ผ่านมา ทุกข้อจะใส่ตัวเลขทุกมาตราที่ต้องใช้ ข้อดีของการจำเลขมาตรา ก็คือ เมื่อเรากล่าวซ้ำอีก จะช่วยประหยัดเวลา ไม่ต้องอธิบายหลักกฎหมายอีก
   
ในส่วนของการปรับบท จากการที่ท่องตัวบทได้จึงปรับข้อเท็จจริงเข้ากับข้อกฎหมายโดย “ล้อตัวบท” ดังนั้น ภาษาที่ใช้จึงสละสลวย ซึ่งดิฉันเชื่อว่าจุดนี้ทำให้ได้คะแนนดี สำหรับการสรุป จะกลับไปอ่านคำถามซ้ำอีกครั้งว่าถามว่าอย่างไรบ้าง และตอบสรุปให้ครบทุกประเด็น
การพักผ่อน
เนื่องจากดิฉันไม่ต้องทำงานไปด้วย จึงอ่านหนังสือไปเรื่อยๆ แบบไม่เครียดมากนัก ล้าก็พัก ง่วงก็นอน ละครหลังข่าวก็ดูทุกคืน แต่ก่อนนอนจะสวดมนต์ แล้วจึงเข้านอน จะเห็นได้ว่าช่วงเวลาที่ใช้สำหรับการอ่านคำบรรยายจริงๆ จะอยู่ในช่วง 08.00  น. ถึง  16.00   น. เป็นส่วนใหญ่ ช่วงเวลานอกนั้นก็จะเน้นที่การท่องตัวบท
นอกจากนี้ ในวันอาทิตย์จะให้เวลากับตัวเองโดยการเข้าวัด ฟังพระธรรมเทศนา และเข้าร้านหนังสือเพื่ออ่านนวนิยาย หรือหนังสือ ธรรมะที่ออกใหม่ ความสุขของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน สำหรับตัวเองมีความสุขกับการอยู่กับตัวเอง อยู่กับครอบครัว วัด และหนังสือ ซึ่งอาจดูแปลกสำหรับคนวัยนี้
 
ชีวิตโรยด้วยกลีบกุหลาบ? ถ้าวันหนึ่งผิดหวังจะรับได้รึเปล่า?
อยากบอกว่าไม่มีใครที่จะสมบูรณ์ไปหมดทุกอย่างหรอกนะคะ สำหรับตัวเอง ก็เคยมีอุปสรรคขวากหนามเข้ามาในชีวิตบ้าง เคยมีปัญหาสุขภาพหลายอย่างพร้อมๆ กัน ซึ่งถ้าเกิดขึ้นกับคนอื่น บางคนอาจหาทางออกไม่ได้และคิดสั้นก็มี แต่สำหรับตัวดิฉันเองโชคดีที่ได้ศึกษาธรรมะมาในระดับหนึ่ง ประกอบกับกำลังใจจากครอบครัว เท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะรับมือกับทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตนี้
 
คิดว่าคงไม่ได้พบเจออะไรที่ร้ายแรงไปกว่าตอนที่ป่วยตอนนั้นอีกแล้ว แม้ตอนที่ไม่สบาย  ดิฉันจะต้องอ่านหนังสือไป กินยาไป บางทีก็ต้องไปโรงพยาบาลบ่อยๆ แต่ก็ไม่เคยทุกข์หรือท้อกับตรงนั้น กลับคิดว่าโชคดีเสียอีกที่ได้มีโอกาสพิจารณาธรรมในหลายๆ เรื่อง
 
ที่สำคัญที่สุดคือปัจฉิมโอวาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ว่า “สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา จงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด” ดิฉันเข้าใจกระจ่างชัดก็ตอนนั้นเอง ทุกวันนี้ยังคงขอบคุณความเจ็บป่วยที่เข้ามาเตือนว่า จงอย่าประมาทกับการใช้ชีวิตนะ
 
คติประจำใจอย่างหนึ่งก็คือ เราไม่รู้หรอกว่าพรุ่งนี้กับชาติหน้า อะไรจะมาถึงก่อนกัน สำหรับใครที่เป็นห่วง ดิฉันขอบอกว่า ไม่ต้องเป็นห่วงแล้วนะคะ ทุกวันนี้ ดิฉันหายป่วยจากทุกโรคที่เคยเป็นแล้ว ตอนนี้พร้อมทั้งกำลังกายและกำลังใจที่จะดำรงชีวิตต่อไปแล้วค่ะ
 
เวลาท้อทำอย่างไร
จริงๆ แล้ว  ดิฉันไม่ค่อยท้อ ทำไปเรื่อยๆ ตามกำลังและสติปัญญา ดิฉันโชคดีที่รักการอ่านมานานแล้ว จึงค่อนข้างจะมีความสุขกับการ ได้อ่าน แต่จะมีบ้างเวลาที่เหนื่อยหรือล้า จะระลึกถึงคุณพ่อคุณแม่เป็นกำลังใจ นึกถึงความเหนื่อยยากลำบากที่ท่านเลี้ยงดูมาและความหวังว่าจะได้ทดแทนพระคุณของท่านในภายหน้า เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้รู้สึกว่าเหนื่อยไม่ได้นะ ขี้เกียจไม่ได้นะ นอกจากนี้ เวลาที่ขี้เกียจหรืออยากนอน จะระลึกถึงคำสอนของอาจารย์ที่ว่า “เวลานอนยังมีอีกมากในหลุมศพ” พอนึกได้อย่างนี้ ก็จะมีความพยายามที่จะอ่านต่อมากขึ้น 
 
สิ่งที่ยึดถือเป็นสรณะ (นอกจากตัวบท)
 
ดิฉันเชื่อมาโดยตลอดว่า คนที่มีความกตัญญูกตเวทีย่อมประสบความสำเร็จแน่นอน  การกตัญญูไม่ใช่แค่กับบุพการีเท่านั้น หมายรวมถึงผู้มีพระคุณทุกท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูบาอาจารย์ เป็นผู้ที่จะล่วงเกินมิได้ ดิฉันเห็นน้องๆ  หลายคนเรียกอาจารย์ด้วยชื่อเฉยๆ ทำให้รู้สึกสลดใจเป็นอย่างยิ่งอาจารย์  ซึ่งสอนธรรมะให้แก่ดิฉัน เคยกล่าวไว้ว่า ผู้ใดก็ตามที่ให้ความรู้กับเรา แนะนำสั่งสอนเรา แม้เพียงประโยคเดียวหรือชั่วเวลาสั้นๆ ถ้าสิ่งที่ท่านกล่าวนั้นเราสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เราต้องเรียกท่านผู้นั้นว่า “ครู” ดิฉันขอฝากไว้อีกนิดว่า เราเป็นศิษย์ ต้องเคารพครู เป็นลูก ก็ต้องเคารพคุณพ่อคุณแม่ แล้วชีวิตจะมีแต่คำว่า “เจริญ”
 
สุดท้ายที่อยากฝาก
 
 
อีกสิ่งที่เชื่อเพราะประสบมาด้วยตัวเองก็คือ คนเราเก่งอย่างเดียว ไม่สามารถมีความสุขได้ ในอดีตเคยเรียนหนังสือเก่งมากๆ ชีวิตมีครบทุกอย่างขาดเพียงอย่างเดียว คือ “ความสุข” ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น และก็ไม่เข้าใจคนอื่น จึงได้เริ่มศึกษาพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากวันนั้นจนวันนี้ เป็นเวลาเกือบสิบปีแล้ว ชีวิตก็ได้พบกับความสุขที่ควรจะเป็นเรื่องการปฏิบัติธรรมนั้น   
 
ดิฉันไม่ได้เก่งกล้าอะไรเลย รู้เพียงงูๆ ปลาๆ ประหนึ่งเด็กอนุบาลเท่านั้น แต่อย่างน้อยก็บรรลุวัตถุประสงค์แล้ว คือแค่อยากมีความสุข ซึ่งความสุขของคนเรานั้น ไม่ได้อยู่ที่ว่า เราได้ เรามี หรือเราเป็นอะไรหรอกนะคะ แต่อยู่ที่ใจของเรานี่เองว่าคิดอย่างไร เคยได้ยินไหมคะว่า “สุข หรือทุกข์อยู่ที่ใจ” นอกจากนี้ ถ้าเราคิดดี พูดดี ทำดี แล้วสิ่งดีๆ ในชีวิตก็จะตามมาเอง โดยที่เราไม่ต้องดิ้นรนไขว่คว้าเลย
 
ที่มา: จุลสารสมาคมนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
 
hakka@hakkapeople.com    คุณความดี แด่บรรพชนและชาวฮากกาที่ฮึกเหิม Hakkapeople.com by Hakka Pakchong Association... Powered by Drupal