圣寿无疆 หน้าแรก
HakkaPeople(Thai) ชุมชนชาวฮากกา Hakka people .  
ที่ใดมีตะวันขึ้น ที่นั้นมีชาวจีน ที่ใดมีชาวจีน ที่นั้นมีเค่อเจียเหริน hakkapeople.com

กว้อซิ้นเหนียนไถ่ฝัดฉอย

กว้อซิ้นเหนียน หลอยต้อ ห้อชุนเที้ยน    ตรุษจีนมาถึงเป็นฤดูใบไม้ผลิอันสดใส

จกหวุกหวุก เกี๊ยนเกี๊ยน ไถ่ฝัดฉอย       ขออวยพรให้ทุกบ้านทุกครัวเรือนเจริญรุ่งเรือง

จ้อเซ็นลี้ ไม้ไหม่ ลุ้งกอยก๊อย               ทำการค้าล้วนซื้อง่ายขายคล่อง

หยิดปุ้นหลอย ไหม่ฉ่อน ปักหว่านเหลน  ลงทุนหนึ่งขายกำไรได้กว่าล้าน

จ้อกุงจี๊อ ฝุงเป๊า ฟุ้งไถ่ไก้                 ทำเงินเดือนให้ได้อั้งเปาลูกโตโต

กวิ๊งม่อยไล่ ซุ้งหลอย เที้ยมฉอยเต๊น      ได้ลูกหญิงชาย มาคู่เสริมความร่ำรวย

ลวิ๋งม้าจิ๊น หงั่งสิน หมอสื่อเข่น         สุขภาพแข็งปึ๊กดั่งมังกรดั่งม้า ,ไร้เรื่องขุ่นเคือง

หงาเซนเสน หงิดหย่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า                ยิ้มโชว์ฟันทุกวันคืน ฮ่า ฮ่า ฮ่า


ตั้งค่าการแสดงผลความคิดเห็น

Select your preferred way to display the comments and click "Save settings" to activate your changes.

15วันแห่งการฉลองตรุษจีน


วันตรุษจีนใกล้เข้ามาถึง เด็กน้อย เด็กโตทั้งหลายต่างใจจดใจจ่อรออังเปา ที่หมายถึงกระเป๋าแดง ซึ่งเป็นการที่คู่แต่งงานให้เงินเด็ก ๆ และผู้ใหญ่ที่ยัง ไม่ได้แต่งงานในซองสีแดง ซึ่งทำเป็นประเพณีมาตั้งแต่ครั้งโบราณ และมีฉลอง เลี้ยงตรุษจีนของทุกครอบครัวคนจีนกันทุกปี และคนจีนและคนไทยเชื้อสายจีนจะมี 15 วันแห่งการฉลองวันตรุษจีนที่เป็นประวัติสืบต่อกันมาจะมีอะไรกันบ้างไปดูเลยครับ

วันแรกของปีใหม่ของชาวจีน หรือวันตรุษจีนเป็นการต้อนรับเทวดาแห่งสวรรค์และโลก หลายคนงดทานเนื้อในวันนี้ด้วยความเชื่อที่ว่าจะเป็นการต่ออายุ และนำมาซึ่งความสุขในชีวิตให้กับตน

วันที่สอง ชาวจีนจะไหว้บรรพชนและเทวดาทั้งหลายและจะดีเป็นพิเศษกับสุนัข เลี้ยงดูให้ข้าว อาบน้ำให้แก่มันด้วยเชื่อว่าวันที่สองนี้เป็นวันที่ สุนัขเกิด

วันที่สามและสี่ เป็นวันของบุตรเขยที่จะต้องทำความเคารพแก่พ่อตาแม่ยายของตน

วันที่ห้า เรียกว่า พูวูซึ่งวันนี้ทุกคนจะอยู่กับบ้านเพื่อต้อนรับการมเยือนของเทพเจ้าแห่งความร่ำรวยในวันนี้จะไม่มีใครไปเยี่ยมใครเพราะจะถือว่า เป็นการนำโชคร้าย มาแก่ทั้งสองฝ่าย

วันที่หกถึงสิบ
ชาวจีนจะเดินทางไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องเพื่อนฝูงของครอบครัว และไปวัด สวดมนต์เพื่อความร่ำรวยและความสุข

วันที่เจ็ดของตุรุษจีน เป็นวันที่ชาวนานำเอาผลผลิตของตนออกมาชาวนาเหล่านี้ จะทำน้ำที่ทำมาจากผักเจ็ดชนิดเพื่อฉลองวันนี้ซึ่งวันที่เจ็ดถือเป็นวันเกิดของมนุษย์ ในวันนี้อาหารจะเป็น เหมี่ยนเสี้ยน กินเพื่อชีวิตที่ยาวนาน และปลาดิบเพื่อความสำเร็จ

วันที่แปด ชาวฟูเจียน จะมีการทานอาหารร่วมกันกับครอบครัวอีกครั้งและ เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนทุกคนจะสวดมนต์ของพรจาก เทียนกุ๊ง เทพแห่งสวรรค์ และวันนี้เป็นวันเทียนกุ๊งซั้งคือวันเกิดทีกงเอี๊ย


วันที่เก้า จะสวดมนต์ไหว้และถวายอาหารแก่ งวิ๊กเซี้ยนฝองตี้ หรือเง็กเซียนฮ่องเต้

วันที่สิบถึงวันที่สิบสอง เป็นวันที่ควรเชื้อเชิญเพื่อน ๆและญาติ ๆ มาทานอาหารเย็นร่วมกัน และหลังจากที่ทานอาหารที่อุดมไปด้วยความมัน


วันที่สิบสาม หลังจากทานอาหารที่อุดมไปด้วยความมันเมื่อวันที่สิบถึงวันที่สิบสองแล้ว วันนี้ก็ถือเป็นวันที่เราควรทานข้าวธรรมดากับผักดองกิมกิถือ เป็นการชำระล้างร่างกาย

วันที่สิบสี่

ความเป็นวันที่เตรียมงานฉลองโคมไฟซึ่งจะมีขึ้นในคืนของวันที่ สิบห้าแห่งการฉลองตรุษจีน

วันที่สิบห้า วันแห่งการฉลองตรุษจีน

 

 

ข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม ขอขอบคุณครับ

ผักมงคล 7 ชนิด

 


ซิดฉิดหย่องช่อย (七樣菜)

  

ในวันที่ 6 ที่ 7
ของเทศกาลตรุษจีนชาวจีนจะมีประเพณีกินผัก 6 อย่าง ในวันที่ 6 และกินผัก 7
อย่างในวันที่ 7
ซึ่งก็คงต้องเริ่มหาซื้อมาก่อนบ้างแล้วเพื่อว่าผักบางอย่างอาจจะหายากในบางแห่ง จะได้มีผักได้ครบตามจำนวน

ในช่วงเทศกาลตรุษจีนนั้นจะมีเทศกาลอื่นๆ
รวมอยู่ด้วยมากมายหลายเทศกาล โดยเริ่มตั้งแต่ก่อนวันตรุษจีนยาวไปจนถึงวันเทศกาล
หงวนเซี้ยวเจียด ง้วงเซียว (
元宵節) หรือที่ชาวไทยเรารู้จักกันว่าวันเทศกาลชาวนาหรือเทศกาลโคมไฟ
อันจะเกิดขึ้นในวันที่
15 เดือน 1 (
正月十五)
ตามปฏิทินจันทรคติจีนและถือว่าเป็นวันสิ้นสุดงานเทศกาลเฉลิมฉลองปีใหม่ของชาวจีนด้วย

 

ในระหว่างเทศกาลตรุษจีนที่จะมีการเฉลิมฉลองกันยาวนานหลายวันนั้น
จะมีวันสำคัญวันหนึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางเทศกาลตรุษจีน
ที่ลูกหลานชาวไทยเชื้อสายจีนหลายท่านอาจไม่ทราบหรือลืมไป
ไม่ได้นำมาถือปฏิบัติกันมายาวนาน

 

อาจเป็นเพราะไม่ทราบว่าวันนี้นั้น
เป็นวันที่ชาวจีนโบราณถือว่าเป็นวันมงคลอีกวันหนึ่ง
เป็นวันที่บรรพบุรุษชาวจีนสร้างขึ้นมาเป็นประเพณี ให้ลูกๆ หลานๆ
รุ่นสืบไปได้ระลึกถึงความยากลำบากในชีวิตของบรรพบุรุษเราที่ผ่านมา
ว่าท่านต้องลำบากตรากตรำเพียงใด กว่าจะสร้างฐานะให้เราได้อยู่กันอย่างสุขสบายในทุกวันนี้
หรือเอาง่ายๆ ไม่ต้องไปดูไกล
ก็ให้ดูว่าในปีที่แล้วเรามีอยู่มีกินมาถึงปีใหม่นี้ได้ยังไงก็เพียงพอ

 

เทศกาลนี้จะเกิดขึ้นในวันที่
7 (初七) เดือนแรกตามปฏิทินทางจันทรคติจีน
โดยชาวจีนนั้นจะถือว่าเลข
7 เป็นเลขแห่งความมานะอุตสาหะ
เลขแห่งความอดทนอดกลั้น หรือเรียกง่ายๆ
ว่าเลขแห่งประสบการณ์ความยากลำบากในชีวิตที่ทำให้เรากล้าแกร่งมาเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ในทุกวันนี้
แล้วเอาความหมายของเลข
7 นี้มาสร้างเป็นคติไว้เตือนใจลูกหลานว่าควรดำเนินชีวิตกันอย่างไร

 

ชาวจีนจึงได้คิดประเพณีขึ้นมาในช่วงกึ่งกลางของเทศกาลตรุษจีนที่จะมีติดต่อกันยาวนานถึง
15 วัน
โดย เทศกาลนี้มีชื่อว่าเทศกาล “ฉิดหย่องช่อย”
ฉิกเอี๊ยไฉ่ (
七樣菜)”
หรือ เทศกาลกินผัก 7 อย่าง
โดยจะนำผักที่มีชื่อมงคล 7 ชนิดมารับประทานเพื่อเตือนสติว่าปีเก่าได้ผ่านพ้นไปแล้ว
ปีใหม่นี้เราควรเริ่มต้นชีวิตใหม่ตามอย่างความหมายอันเป็นนัยยะของผัก
7 ชนิดดังนี้ คือ

 

1.ขวินช่อย คึ้งไฉ่ (芹菜หรือที่คนไทยเราเรียกกันว่า ผักคื่นช่าย
นั่นเอง โดยผักคึ้งไฉ่ คำว่า คึ้งจะไปพ้องเสียงกับคำว่า
คึ้ง ()” ที่แปลว่า มุมานะบากบั่น, พากเพียร, ขยันขันแข็ง

 

ดังนั้นคึ้งไฉ่
จึงเป็นผักที่นำมาเป็นกุศโลบายเพื่อเตือนใจว่า เกิดเป็นคนต้องรู้จักขยันหมั่นเพียร
มุมานะอดทดต่อความยากลำบาก อย่าสำมะเรเทเมาลุ่มหลงไปกับกิเลสตัณหา
เพื่อที่จะได้สุขสบายและร่ำรวยในอนาคต

คำว่าคึ้ง ()” คำปั้นซั้นขักเรียกว่า “ขิ่ม” 

2. ชุ้นช่อย ชุงไฉ่ (春菜หรือที่คนไทยเราเรียกกันว่า
ผักโขมโดยคำว่า ชุง
นี้จะแปลว่า ฤดูใบไม้ผลิ, วัยหนุ่มวัยสาว,
ความรัก, พลังชีวิต แล้วยังไปพ้องเสียงกับคำว่า
ชุง (
)” ในภาษาแต้จิ๋วที่แปลว่า
แผ่ขยาย
, เหยียดออก, ยืดออก

 

ดังนั้นชุงไฉ่
จึงเป็นผักที่นำมาเป็นกุศโลบายเพื่อเตือนใจว่า
ให้รู้จักขยันทำมาหากินรู้จักเพิ่มพูนทรัพย์สินด้วยความกระปรี้กระเปร่าเหมือนตอนหนุ่มสาว
อย่าทำตัวขี้เกียจ สิ่งใดที่เลวร้ายที่ผ่านมาก็ให้ถือว่าเป็นบทเรียนเพื่อให้เรากลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง
การงานอะไรที่ทำอยู่แม้เราจะไม่ชอบงานที่ทำอยู่นั้น
เราต้องทำมันด้วยความรักเอาใจใส่และความรับผิดชอบหน้าที่การงานนั้นให้ดีที่สุด

 

3. เก่าฮับช่อย เก๋าฮะไฉ่ (厚合菜) ผักเขียว    ใบหนา ๆ  ไม่มีชื่อในภาษาไทยแต่มีขายและปลูกในประเทศไทยแล้ว โดยคำว่า เก๋านี้จะแปลว่า ให้ความสนใจ, เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่,
ยกย่องให้เกียรติ, อบอุ่น ส่วนคำว่า ฮะแปลว่า ร่วมกัน, พึงควร,
ถูกต้อง

   เจ้าสาวที่แต่งงานไปในครอบครัวคนจีนที่ยังเคร่งอยู่ก็จะได้รับประทานผักตัว  นี้ เพื่อให้ซื่อสัตย์ต่อสามี   ส่วนคนไทยเชื้อสายจีน  ดึงมาเป็นพวกเสียเลย เก๋าจึงเป็นศัพย์แสลง  แปลว่า แน่  แปลว่า   ผู้ชำนาญการ   แต่บางครั้งผัก  เก๋าฮะ  นี้   เขาก็ใช้   แป๊ะฮะ  百合    แทนก็มี
ซึ่งก็แปลว่าเป็นผู้ที่เข้าได้กับทุกคน
   เข้าได้  กับทุกสถานะการณ์พ้องเสียงกับคำว่าสมานฉันท์  เข้าได้หมดไร้ปัญหา  

ดังนั้นเก๋าฮะไฉ่
จึงเป็นผักที่นำมาเป็นกุศโลบายเพื่อเตือนใจว่า จะทำงานอะไรก็ตามแต่
ต้องให้เกียรติรู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้ร่วมงานและผู้อื่นเสมอ
และพึงควรให้ความสนใจสอดส่องกิจการงานที่ทำอยู่ตลอดเวลาอย่างไม่ประมาท

 

4. ซ่อนช่อย สึ่งไฉ่ (蒜菜หรือหรือที่คนไทยเราเรียกว่า
ต้นกระเทียมหรือจะเป็นหัวกระเทียมก็ได้
โดยคำว่า
สึ่งนี้จะไปพ้องเสียงกับคำว่า
สึ่ง (
)” ที่แปลว่า คิดคำนวณ, แผนการ, นับ

 

ดังนั้นสึ่งไฉ่
จึงเป็นผักที่นำมาเป็นกุศโลบายเพื่อเตือนใจว่า ก่อนที่จะลงมือทำอะไรสักอย่าง
ให้คิดใคร่ควรให้รอบคอบก่อนลงมือทำ
อย่าด่วนใจร้อนตัดสินด้วยการเอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง
หัดรู้จักเริ่มนับจากหนึ่งไปจนเต็มร้อย เริ่มจากทุนรอนที่เรามีอยู่แล้วค่อยเก็บออมจนมั่งมี
อย่าคิดรวยทางลัดด้วยการทำอะไรที่ขัดต่อหลักศีลธรรมหรืออย่าทำอะไรที่เกินตัวเกินกำลังมากไป
เพราะมันจะนำมาซึ่งความเสียหายแก่เราในภายหลัง

 

5. ไถ่ช่อย ตั้วไฉ่ (大菜หรือที่คนไทยเราเรียกว่า ผักกาดเขียว โดยคำว่า ตั้ว
นี้จะเเปลว่า มากหรือใหญ่ ผักกาดเขียวก็จะเป็นผักที่มีใบมาก
มีใบขนาดใหญ่และเป็นผักที่หัวใหญ่ด้วย
บางครั้งถ้าหาผักกาดเขียวไม่ได้ก็สามารถใช้ผักกาดขาวหรือกะหล่ำปลีมาใช้แทนก็ได้

 

ดังนั้นตั้วไฉ่
จึงเป็นผักที่นำมาเป็นกุศโลบายเพื่อเตือนใจว่า จะทำอะไรให้พยายามมองไปข้างหน้า
(อนาคต) หัดอดเปรี้ยวไว้กินหวาน
คิดถึงการใหญ่ที่เรามุ่งหมายจะไปให้ถึงที่ฝันเอาไว้เป็นที่ตั้ง เรื่องเล็กๆ น้อยๆ
ที่ผ่านไปได้ก็ให้ผ่านเลยไป อย่าเก็บเอามาเป็นเรื่องเป็นราวเป็นอุปสรรคให้เสียงาน

 

6. ช่อยแถว ไช่เท้า (菜頭หรือที่คนไทยเราเรียกกันว่า หัวไชเท้า หรือ ผักกาดหัวโดยคำว่า ไฉ่ก็คือ ผัก ส่วนคำว่า เท้า
จะแปลว่า หัว, หัวหน้า, เจ้านาย,
หรือไปพ้องกับ “ฉอย” ไช้ (  ) แปลว่า   โชคลาภ  มีลาภ   จุดเบื้องต้นและจุดเบื้องปลายของสรรพสิ่งดังนั้นไฉ่เท้า
จึงเป็นผักที่นำมาเป็นกุศโลบายเพื่อเตือนใจว่า
คนเราเมื่อร่ำรวยหรือได้เป็นใหญ่เป็นโตดั่งที่ปรารถนาแล้ว ก็อย่าลืมกำพืด
อย่าลืมตน
หมั่นนึกถึงความยากลำบากและการสู้ชีวิตชีวิตที่ผ่านมาจนทำให้เราร่ำรวยได้และมาเป็นใหญ่เป็นโตในวันนี้

 

7. กับหลำช่อย ขัดหนาช่อย กะนั้มไฉ่ (หรือที่คนไทยเราเรียกกันว่า ผักคะน้าโดยคำว่า กะจะหมายถึง ยอดเยี่ยม, ล้ำเลิศ, เกราะป้องกัน ส่วนคำว่า นั้มจะหมายถึงสีน้ำเงินหรือสีคราม
ซึ่งสีนี้ชาวจีนถือกันว่าเป็นสีแห่งท้องฟ้าหรือสวรรค์
และในพระพุทธศาสนานิกายมหายานถือว่าเป็นสีรัศมีแห่งธรรมะ

甲藍หมายถึงที่หนึ่งในตะกร้า  คำว่า กับ”กะ”(   )เมื่อไปผสมกับ คำว่าประเทศ หรือ โลก ก็แปลว่ายอดเยี่ยม เป็นที่หนึ่งในโลกจึงไม่น่าสงสัยว่าทำไมต้องเป็นผักตัวนี้

 ดังนั้นกะนั้มไฉ่
จึงเป็นผักที่นำมาเป็นกุศโลบายเพื่อเตือนใจว่า
ชีวิตคนเรานั้นเกิดมาก็มีแต่ตัวอย่างเดียวมาแต่กำเนิด
ตายไปก็เอาอะไรติดตัวไปไม่ได้ ที่สุดแล้วก็จะมีแต่ความดีงามที่ติดตัวไปได้เท่านั้น
พึงหมั่นเร่งสร้างบุญสร้างกุศลและปฏิบัติธรรมเพื่อให้หลุดพ้น
ถ้าทำได้เช่นนี้แล้วก็จะถือว่าเป็นยอดแห่งคนและธรรมนั้นจะเป็นเกราะคุ้มครองให้ผู้ปฏิบัติธรรมเสมอ

 

  

 

ผักมงคลสอนใจทั้ง 7 ชนิดที่กล่าวมาข้างต้นนี้
คนไทยเชื้อสายจีนในบ้านเรารับเอาอิทธิพลความเชื่อมาจากชาวจีนเชื้อสายแต้จิ๋วเป็นส่วนมาก
เพราะเห็นได้จากชื่อของผักบางชนิดที่มีชื่อไปพ้องเสียงกับคำมงคลอีกคำหนึ่ง
โดยถ้าเป็นภาษาจีนเชื้อสายอื่นแล้ว เขาอาจจะนำผักอื่นที่มีชื่อพ้องกับคำมงคลในภาษาเขามาใช้แทนก็ย่อมได้

 

การกำหนดให้รับประทานผัก   อย่าง    น่าจะเป็นกุศโลบายของนักปราชญ์แต่โบร่ำโบราณ   การที่จะบอกให้คนที่รับประทานหมูเห็ดเป็ดไก่  ร่ำสุรา มาตลอดเป็นเวลาหลายวัน  ไปถ่ายท้องเสียบ้าง  คงมีคนเชื่อยาก    เลยหากลวิธีให้กินผักซึ่งมีกากใย มากจะได้มีสุขภาพดี   เลยให้กำหนดเป็นอาหารผัก  แต่แนะนำอย่างเดียวคงยากเลยลากบาลีเข้าวัดเสียเลยจะได้ขลัง  ให้ออก ไปทางมงคลเสียบ้าง   คนเราชอบอะไร  ๆ ที่เป็นสิ่งดี  ๆ จึงถือเป็นประเพณีที่ต้องกินผักอย่างที่เป็นศิริมงคล กันมาตั้งแต่โบราณ

 

 

ขอขอบคุณ คุณ ฝูซิง (福星)

รูปภาพของ tonquincy

คงไว้ซึ่ง

คงไว้ซึ่งลูกหลาน- ภาษาแคะ

เรื่องเล่าวันที่3

 

ตื่นเช้ามาวันนี้ ก็ได้ยินอาง้าไล่จื้อ กี๋บ่นกับอาแม้กี๋ว่า
แมวมันอ้วกหรือไง? ไหงก็เลยออกไปดู เห็นเป็นแท่งสีดำ ใหญ่ ยาวประมาณครึ่งนิ้วชี้
ก็รู้ว่าเป็นมูลของ ซำสู หรือ กับป๊อ คือคางคกนั่นเอง ก็เลยนึกแปลกใจว่า
ทำไมวันนี้ถึงยังมีซำสูออกมา
เพราะตั้งแต่เด็กมาไหงก็เคยได้ยินอาแม้ไหงเล่ามาว่าในวันนี้ที่เมืองจีน
จะไม่เคยมีปรากฏ เจ้าซำสูนี่ให้เห็นง่าย ๆ นัก
เขาว่ามันเป็นอาถรรพ์หรือว่าอะไรซักอย่างนี่แหละ พวกนักเล่นก็เลยแสวงหากัน เล่ากันว่า
พวกนักเล่นนักเสี่ยงโชค จะจับเจ้าซำสูนี่ใส่พกไป เข้าบ่อนเล่น โดยเฉพาะพวกเต๋า
ไฮโล เขาว่าจะฟังเสียงมันดิ้น แล้วนับจำนวนครั้ง นำเอาไปแทง แล้วรวยออกจากบ่อนทุกราย
แต่ก็มีที่เจ้าของบ่อน หาสิ่งมาแก้ไว้เหมือนกัน เลยเจ้าซำสูดิ้นจนตาย ก็แทงไม่ถูก
ก็เป็นเรื่องเล่าช่วงตรุษจีนที่นึกขึ้นได้นะครับ
เพราะมันมาเกิดในวันที่ไหงเองก็พยายามมานานปีว่าจะได้พบเห็นเจ้าซำสูหรือเปล่า ก็ปรากฏว่า
ไหงไม่เคยเห็นเลยจริง ๆ แม้บ้านไหงจะเป็นบ้านสวนก็เถอะ ถึงวันนี้ก็ยังแค่ได้เห็นซากอารยะธรรมของมันแค่นั้น

 
hakka@hakkapeople.com    คุณความดี แด่บรรพชนและชาวฮากกาที่ฮึกเหิม Hakkapeople.com by Hakka Pakchong Association... Powered by Drupal