圣寿无疆 หน้าแรก
HakkaPeople(Thai) ชุมชนชาวฮากกา Hakka people .  
ที่ใดมีตะวันขึ้น ที่นั้นมีชาวจีน ที่ใดมีชาวจีน ที่นั้นมีเค่อเจียเหริน hakkapeople.com

เพราะมาช้ากว่า… เพราะมาน้อยกว่า คนฮากกา… สุดท้าย ต้องเลือกอยู่บนภูเขา

รูปภาพของ กู่เค่อ

เพราะมาช้ากว่า…เพราะมาน้อยกว่า
คนฮากกา…สุดท้าย ต้องเลือกอยู่บนภูเขา

เพราะจีนมีสงครามเกิดต่อเนื่องตลอดมายาวนานกว่าสองพันปี ไม่เคยว่างเว้น จึงมีคนจีนที่หนีภัยสงครามอพยพย้ายถิ่นกระจายไปอาศัยอยู่ต่างประเทศเป็นระยะๆ สืบต่อมายาวนานเช่นกัน ปรากฏการณ์ของคนจีนเหล่านี้มีให้เห็นอยู่แทบทุกหนทุกแห่ง จนมีคำกล่าวเป็นตำนานของจีนโพ้นทะเลว่า

ที่ไหน...มีแผ่นดิน ที่ไหน…มีน้ำทะเลขึ้นถึง
ที่ไหน…มีแสงอาทิตย์ ที่นั่น…มีคนจีนอาศัยอยู่
แต่สำหรับคนฮากกาแล้ว จะมีอีกประโยคหนึ่งต่อท้าย
ที่ไหน…มีคนจีนอยู่ ที่นั่น…จะมีคนฮากกาอยู่

คำกล่าวข้างต้น มุมหนึ่งเหมือนจะเป็นคำประกาศอย่างภูมิใจ ที่มีคนจีนอาศัยอยู่ทุกประเทศทุกเมือง มีเสียงพูดภาษาจีนให้ได้ยินทุกวันเวลา และมีวัฒนธรรมจีนปรากฏร่องรอยอยู่ทุกหนทุกแห่ง แต่อีกมุมหนึ่งของความคิดแตกต่าง ปรากฏการณ์ของคนจีนเหล่านี้ ล้วนเป็นหลักฐานบ่งบอกถึงความล้มเหลวของระบบการปกครองในสังคมจีน โดยเฉพาะในห้วงเวลาสองร้อยปีเศษของปลายยุคราชวงศ์ชิง หากประชาชนอยู่ดีกินดี มีหรือจะยอมทอดทิ้งบ้านเกิดเมืองนอน ไปเผชิญโชคเสี่ยงตายบนแผ่นดินอื่นอย่างไม่รู้เป้าหมาย

ในหนังสืออนุสรณ์สมาคมในโอกาสต่างๆ ของคนจีนทุกเชื้อสายที่อพยพไปอยู่ในประเทศโพ้นทะเล จะพบข้อความที่บรรยายถึงความรัดทดที่ต้องพลัดพรากแผ่นดินมาตุภูมิ และเกือบทุกบทรำพึง จะปรากฏคำเหล่านี้แทรกอยู่เสมอ

หันหลัง …จากบ่อน้ำ และจากบ้านเกิด
ข้ามน้ำข้ามทะเล ฝ่าคลื่นสมุทร…สู่ดินแดนโพ้นทะเล

ผู้อ่านโดยเฉพาะที่สืบสายเลือดเชื้อสายจีน ย่อมเกิดคลื่นที่ไหวสั่นภายในความรู้สึก หลับตานึกตามถ้อยคำ จะเห็นภาพการเดินทางที่บรรพชนอัดแน่นภายในท้องเรือสำเภาจีน คนที่ทิ้งถิ่นฐานบ้านครอบครัวด้วยเหตุอัตคัตขาดแคลน คนที่อพยพมาอยู่แผ่นดินอื่นโดยไม่มีเป้าหมายในสภาพที่มือเปล่า

ย่อมเป็นคนละความรู้สึกสิ้นเชิง
กับคนที่เที่ยวทัวร์ต่างประเทศ
ที่เปี่ยมด้วยความสุขสะดวกทุกอย่าง

แต่สำหรับจีนฮากกาด้วยแล้ว ความยากเข็ญเหล่านี้ยังไม่ถึงที่สุด เพราะเส้นทางอพยพของคนฮากกา จะต้องบวกความวิบากแทรกเพิ่มอีกถ้อยคำหนึ่ง" ต้องฝ่าพงไพร ต้องข้ามเทือกเขา" ให้ผ่านก่อนที่จะถึงท่าเรือขึ้นสำเภาจีน เป็นการตอกย้ำการเดินทางที่ยิ่งสาหัสขึ้นอีก

สภาพภูมิศาสตร์ของจีนฮากกาที่อาศัยอยู่ตั้งแต่ช่วงหนึ่งพันปีก่อน จนถึงทุกวันนี้ ส่วนใหญ่อยู่บริเวณพื้นที่เทือกเขาสูง แถบทางใต้ของมณฑลเจียงซี ทางตะวันตกของมณฑลฮกเกี้ยน และทางตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑลกวางตุ้ง การคมนาคมติดต่อกับโลกภายนอก เป็นไปด้วยความยากลำบาก พื้นที่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนภูเขาที่ทุรกันดาร สัดส่วนพื้นที่ดินเพื่ออยู่อาศัยและเกษตรกรรมเพื่อยังชีพมีเพียง 10% เท่านั้น ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่าเพื่อสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ไม่มีเงินทุน จะจัดทำโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภคที่จำเป็นแก่สังคมตนเอง

วิถีชีวิตของคนฮากกา จึงผูกพันแนบแน่นอยู่กับภูเขา ตั้งแต่เรื่องประวัติศาสตร์ การทำมาหากิน บ้านอยู่อาศัยที่เป็นรูปทรงป้อม ทรงมังกรโอบที่มีเอก ลักษณ์เฉพาะตัว การแต่งกาย ค่านิยม และวัฒนธรรมที่สืบทอดต่อถึงทายาท จนมีคำเปรียบเทียบสะท้อนว่า มีฮากกา ต้องมีภูเขา พบภูเขา จะพบคนฮากกา…

เหตุใดคนฮากกาจึงเลือกอยู่บนภูเขาที่ทุรกันดาร เป็นที่อยู่อาศัยของเผ่าพันธุ์ หรือคนฮากกาไม่มีภูมิปัญญาในศาสตร์ฮวงจุ้ยที่จะสรรหาทำเลที่เหมาะที่อุดมสมบูรณ์ เพื่อเสริมความมั่งคั่งได้ดีเหมือนชนฮั่นเชื้อสายอื่น

คำถามเหล่านี้ไม่อาจหาคำตอบได้ด้วยความคิดและตรรกะแห่งปัจจุบัน จะต้องย้อนยุคกลับไปสู่ประวัติศาสตร์ที่โยงใยถึงสงคราม และการอพยพย้ายถิ่นของชนเผ่าฮั่นอีกจึงจะเห็นคำตอบ

สงครามที่จีนต่อสู้กับอู่หูห้าเผ่าที่เป็นต่างชาติเพื่อนบ้านจีนในอดีตนั้น ชาวจีนฮั่นทุกเชื้อสายต่างร่วมต่อสู้เต็มที่ เพื่อปกป้องเอกราชของชาติ ซึ่งขณะนั้นถือความเป็นชาติโดยยึดถือชื่อของราชวงศ์เป็นหลัก เช่น ราชวงศ์ถัง ราชวงศ์ซ่ง เป็นต้น

จีนเป็นชาติที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่เหลือคณานับ การทำศึกยุคนั้นมิได้เสร็จสิ้นรู้ผลชนะแพ้ภายในช่วงเวลาสั้นเพียงเดือนสองเดือน เมื่อครั้งกองทัพมงโกล

ที่นำโดยจักรพรรดิ์เจงกิสข่าน บุกจีนเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 13 นั้น ต้องใช้เวลายืดเยื้อกว่า 50 ปี จึงจะพิชิตจีนในราชวงศ์ซ่งเหนือ และซ่งใต้ได้เบ็ดเสร็จในปี ค.ศ. 1279

เมื่อสงครามใกล้ถึงจุดจบพ่ายแพ้ ประชาชนจีนฮั่นมากมายทุกเชื้อสาย (ขณะนั้น ยังไม่มีเชื้อสายฮากกา) จะเริ่มทยอยอพยพหนีภัยสงครามจากทางเหนือจงหยวน ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองหลวง ลงมาตามเส้นทางแถบใต้ ประชาชนกลุ่มต้นๆ ที่อพยพส่วนใหญ่จะเป็นคนมีฐานะ เป็นพ่อค้า เป็นช่างมีฝีมือ และเกษตรกร เนื่องจากคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มทำมาหากิน ไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับการเมืองและการต่อสู้ เพียงแค่มีข่าวจะเกิดสงครามก็เริ่มเตรียมตัวโยกย้ายไปอยู่เมืองอื่นที่คิดว่าจะปลอดภัยกว่า

กลุ่มใดที่เดินทางอพยพไปพบเมืองอื่นที่น่าอยู่ และสมบูรณ์พร้อม จะตั้งหลักปักฐานปรับตัวเข้ากับผู้คนเจ้าของที่เดิม พออยู่นานเข้าจะถูกกลืนกลายเป็นชนเชื้อสายตามท้องถิ่นนั้นในที่สุด

ในยุคสมัยเดียวกัน มีชนฮั่นกล้าตายอีกกลุ่มหนึ่งที่เกิดขึ้นในหลายท้องถิ่นหลายเมือง ยังไม่ยอมหนี และยังไม่ยอมแพ้ ประกอบด้วย นักวิชาการ ขุนนาง ทหาร (บางกลุ่มอาจมีพระสงฆ์สายมหายานที่ได้รับการฝึกวิทยายุทธร่วมด้วย) และชาวนาชาวบ้านผู้มีจิตใจรักชาติ ต่างรวมตัวกันเป็นกองกำลังด้วยอาวุธเครื่องมือต่างๆ ต่อสู้กับชนเผ่าอู่หูอย่างอาจหาญเหนียวแน่น ชนฮั่นกลุ่มนี้สร้างความเสียหาย และสามารถตรึงกองทัพข้าศึกได้นานถึง 10 - 20 ปี เมื่อสู้กันจนถึงที่สุดต้องพ่ายแพ้ด้วยกำลังพลอาวุธที่เป็นรอง ชนฮั่นกล้าตายเหล่านี้จะเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยที่อพยพหนีเป็นกลุ่มสุดท้าย พร้อมกับการสิ้นสุดของราชวงศ์แต่ละสมัย

เมื่อชนฮั่นกลุ่มสุดท้ายแตกทัพอพยพไปถึงเมืองต่างๆ ที่อยู่ในเส้นทางภาคใต้ ซึ่งมีชนฮั่นอื่นได้เดินทางล่วงหน้ามาอยู่ก่อนเป็นเวลานาน (จนได้ยกสถานะกลายเป็นเจ้าของท้องถิ่น) เจ้าหน้าที่เมืองจะแยกชนฮั่นมาใหม่นี้อยู่ในเขตเฉพาะต่างหาก และใส่ชื่อผู้อพยพมาถึงใหม่นี้ในทะเบียนราษฎร์ว่า "เค่อเจีย" มีความหมายว่า เป็นอาคันตุกะ หรือเป็นแขกผู้มาเยือน

สังคมจีนในอดีตยังไม่เป็นเอกภาพหนึ่งเดียวเช่นปัจจุบัน แม้ชนฮั่นจะเป็นเผ่าใหญ่ที่สุดที่มีสัดส่วนประชากรมากถึง 92% แต่ความหลากหลายเชื้อสายที่แตกต่างทั้งแนวคิด วัฒนธรรม และวิถีชีวิต โดยเฉพาะด้านภาษาที่ไม่สามารถสื่อสารกันได้

บาดแผลทั้งทางร่างกายและทางจิตใจของชนฮั่นกลุ่มใหม่ที่ได้รับจากศัตรูอู่หูยังไม่ทันหายเจ็บ ปัญหาการขัดแย้งกับชนฮั่นเก่าอีกหลายเชื้อสาย บนแผ่นดินจีนด้วยกันอุบัติขึ้นจนได้ ในเรื่องการแก่งแย่งพื้นที่ทำมาหากิน ในเรื่องทำเลช่องทางสำหรับการประกอบอาชีพ และเหนือสิ่งใด ปัญหาของชนฮั่นกลุ่มใหม่เองมีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากฮั่นทุกกลุ่ม มีแนวคิดที่เป็นเอกลักษณ์ตามแบบฉบับตัวเองอย่างหนักแน่น ยึดมั่นดำรงในวัฒนธรรมของตนเอง ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงปรัชญาชีวิตตัวเองให้กลมกลืนกับกลุ่มอื่นได้ หลายครั้งได้เกิดศึกสายเลือดระหว่างฮั่นต่างเชื้อสายด้วยกันอย่างรุนแรง

ด้วยเหตุที่ฮั่นกลุ่มใหม่ที่ถูกเรียกว่า "เค่อเจีย" มีจำนวนคนน้อยกว่า มีทรัพยากรปัจจัยน้อยกว่า ย่อมไม่มีทางเลือกอื่นใดในสถานการณ์นั้น ความหวังจะหวนคืนถิ่นบ้านเดิมไม่เหลือแล้ว ศัตรูอู่หูยึดไว้จนหมดสิ้น กลับไปรังแต่จะถูกกดหัวให้เป็นทาสจมดินอย่างไร้เกียรติ พื้นที่ทางราบบนแผ่นดินปัจจุบัน ถูกกีดกันโดยชนฮั่นเชื้อสายอื่นจนไม่เห็นโอกาส

สุดท้าย…เงยหน้าขึ้นมองดูฟ้า เห็นภูเขาเบื้องสูงที่ยังไม่มีผู้จับจอง แม้จะทุรกันดารและอัตคัดขาดแคลน แต่เป็นดินแดนเสรี ที่ลงตัวกับจิตที่เสรีของกลุ่มฮั่นใหม่ที่ถูกเรียกในชื่อใหม่ว่า "เค่อเจีย" แล้วชนฮั่นกลุ่มนี้ได้เคลื่อนคาราวานด้วยมือเปล่าขึ้นสู่เทือกภู โดยใช้คำเค่อเจียนเรียกชื่อเผ่าพันธุ์ตนเอง ด้วยสำเนียงภาษาของตนเองว่า "ฮากกา"

โอ้…ฮากกา…ผู้มีเม็ดเลือดเข้มข้นทุกอณูสายพันธุ์แท้ของชนเผ่าฮั่น กลายเป็น "อาคันตุกะ" ผู้มาจากแดนไกลที่ไม่ปรากฏต้นรากฐานถิ่น

โอ้…ฮากกา…กลายเป็น "คนนอก" ที่ยืนอยู่บนแผ่นดินมาตุภูมิตัวเอง
แต่ถูกคนอื่นเรียกว่า "แขกผู้มาเยือน"

ต้นฉบับภาษาไทย โดย กู่เค่อ
ถอดความภาษาจีน โดย หลู่หลาน

ตั้งค่าการแสดงผลความคิดเห็น

Select your preferred way to display the comments and click "Save settings" to activate your changes.

ขอบคุณ

ขอบคุณ คุณกู่เค่อมากเลย   ประทับใจมากค่ะ

 

เพราะมาช้ากว่า.........

หากแต่ เข้มแข็งกว่า......บนเขาสูง.

ยังชีพลำบาก...แค่ไม่ยากไปสำหรับฮากกา..

ฮากกาจึงยืนหยัดได้ถึงทุกวันนี้    และตลอดไป...

 

บรรพบุรุษเรานี้เข้มแข็งทั้งกายและจิตใจจริงๆ   แต่ก็ไม่วายสงสัย

 

กลุ่มที่มาช้ากว่า จะเฉพาะชาวฮากกาหรือ

กลุ่มที่มาก่อนไม่มีฮากกาหรือ

ก่อนที่จะได้ฉายาฮากกามีคำกล่าวขานพวกตนเป็นอย่างอื่นไหม

เราเป็นผู้มาใหม่ได้รับเกียรติเป็นแขก แสดงว่าเป็นบุคคลควรยกย่องเหตุไฉนจึงต้องดั้นด้นไปป่าเขา

 

เท่าที่รู้

ไหงอ่านเจอว่า ชาวฮากก้า คือ ผู้สร้างชาติจีนในยุคราชวงศ์ฉิน ร่วมกับ ฉินซีฮองเต้ ซึ่งพระองค์ท่านเป็นบรรพบุรุษของไหง พวกแต่งนิยายมักว่าพระองค์ท่านนั้น ไม่ใช่แซ่ฉิน แต่เป็นแซ่อื่น ซึ่งไหงว่า ฉินซีฮ่องเต้ไม่ใช่คนโง่มากขนาดไม่รู้ว่าตนมาจากไหน......น่าคิดนะครับ พวกหงีว่าอย่างไร

ประเทศจีนสมองไหลช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2

สมัยที่ผมยังเป็นเด็กๆ คุณพ่อก็มักจะพาไปเยี่ยมเพื่อนๆของคุณพ่อเพื่อพูดคุยกันเรื่องต่างๆ ตามภาษาเพื่อนฝูงในช่วงค่ำๆเรื่่องต่างๆ ผมขอสรุปจากการประมวลการไปนั่งฟังด้วยประมาณการดังนี้

 ในสมัยก่อนจะมีหมอแผนปัจจุบันชาวจีนฮากกาเข้ามาอยู่ในประเทศไทยจำนวนมาก และมีอีกจำนวนหนึ่งที่ไปประเทศอื่นๆในย่านอาคเนย์  หมอดังๆทั้งนั้น เกือบทั้งหมดเข้ามาในไทยก่อนสงครามโลก เพื่อทำมาหากินไม่มีเรื่องการเมืองการทหารแอบแฝงอยู่เบื้องหลังเหมือนหมออีกชนชาติหนึ่ง  สาเหตุที่ไม่อยู่ในประเทศจีนทั้งๆที่ขาดแคลนบุคคลากรด้านต่างๆจำนวนมาก ก็เพราะเหตุโจรภัยนั่นเอง!!!  ในเมื่อบ้านเมืองละส่ำละสายหลังการเปลี่ยนแปลงปกครองก็ยิ่งทำให้เหล่าโจรกำเริดยิ่งขึ้น

คนที่มีอาชีพ มีการมีงานทำ ทำให้คนร้ายต่างคิดว่า"มีเงิน" สามารถจับตัวไปรีดค่าไถ่ได้ มีหมอท่านหนึ่งได้รับการไหว้วานให้ไปดูคนป่วยซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปจากบ้านที่หมอท่านนั้นพัก คืนนั้นเหล่าคนร้ายมาเชิญพร้อมด้วย"เกี้ยว"หรือขักฝ่าคื่อ "เขี่ยว" ปรากฏว่าเป็นกลลวง ถูกจับตัวผูกตา คนร้ายทำการหาบเขี่ยวเิดินเกือบทั้งคืน ซึ่งคุณหมอที่ถูกจับเล่าในภายหลังว่าก็น่าจะวนเวียนรอบๆแถวๆหมู่บ้านนั่นเอง เพื่อให้คนถูกจับหลงไปว่าพาไปไกล เพราะจะมีอยู่ช่วงหนึ่งๆ บ่อยครั้งที่คนร้ายต้องยกเกี้ยว/เขี่ยว ข้ามคูน้ำอะไรประมาณนี้อย่างยากลำบากในช่วงระยะเวลาที่ห่างๆใกล้เคียงกันนั่นเอง

สรุปคือถูกจับไปล่ามโซ่ไว้ในถ้ำ ซึ่งก็มีอีก 2-3คนที่ถูกจับตัวก่อนหน้านี้อยู่ด้วย เืพื่อรอค่าไถ่ มีอยู่วันหนึ่งคุณหมอไปเจอกิ๊ปหนีบผมก็เลยเอาไปแหย่กลอน ปรากฏว่าปลดกลอนได้!!  ก่อนหนีก็หันไปปลดกลอนของคนอื่นๆที่ถูกล่ามโซ่ไว้ด้วย แล้วชวนกันหนี ปรากฏว่าคนอื่นๆไม่รู้ฉลาดหรือโง่ไม่ขอหนีไปด้วย! 

 สาเหตุอย่างนี้เองครับผู้คนต้องหนีไปตายเอาดาบหน้ากันจำนวนมาก  ทั้งระดับ "คู่-ริด" (แรงงานขม) หรือเพี้ยนเรียกกันทั่วไปว่า กุลี นั่นเอง และเหล่ามันสมองของชาติ ครับ

รูปภาพของ Wusun

ประทับใจ

เป็นบทความที่ประทับใจมากเลยครับ ในฐานะที่เป็นฮากกาคนหนึ่ง

ฉิน หวู้ ซั้น

 
hakka@hakkapeople.com    คุณความดี แด่บรรพชนและชาวฮากกาที่ฮึกเหิม Hakkapeople.com by Hakka Pakchong Association... Powered by Drupal