圣寿无疆 หน้าแรก
HakkaPeople(Thai) ชุมชนชาวฮากกา Hakka people .  
ที่ใดมีตะวันขึ้น ที่นั้นมีชาวจีน ที่ใดมีชาวจีน ที่นั้นมีเค่อเจียเหริน hakkapeople.com

หนี้รักหนี้แผ่นดิน โดยชัยวัฒน์ ดำรงกิจกุลชัย

รูปภาพของ มะไฟ

เมื่อวานไหงได้มีโอกาสคุยกับประธานฮากกาบุรีรัมย์ ราชบุรี ได้ทราบว่าท่านได้ติดตามนวนิยายที่เขียนจากเรื่องจริงของชีวิตชาวจีนที่อพยพมาอยู่เมืองไทย โดยเฉพาะเรื่อง หนี้รัก หนี้แผ่นดิน ซึ่งได้เขียนเล่าเรื่องราวจากชีวิตจริงของคนจีนที่อพยพจากเมืองจีนมาอยู่ห้วยกระบอก สิงค์โปร์ ปีนัง ในเรื่องจะมีเรื่องของประวัติศาสตร์ การเคลื่อนย้าย การประกอบอาชีพ ยกเว้นเล่าเรื่อง ไม่ใช้ชื่อจริงเท่านั้น ใช้นามสมมุติ แต่คนอ่านถ้าเป็นคนแถบภาคตะวันตกจะรู้เลยว่าเป็นใคร      ส่วนประกอบอื่น ๆ ชื่อคนทั้งหมดมีตัวตนจริง ชัยวัฒน์ ดำรงกิจกุลชัย (เซ่หลอย เซี่ยงจ๊ง) อดีต สว.นนทบุรี อดีตเจ้าของค่ายเทปชื่อดัง เจ้าของรถไถนา มิตซูบิชิสิงห์คะนองนา  ผู้ประพันธ์นิยาย มงกุฎดอกส้ม  (ส่วนดอกส้มสีทองเป็นอีกคน)  นิยายเรื่องนี้มีประมาณ ๕๐ ตอน เสียดายไหงมีไม่ครบแต่ก็น่าจะทำให้เห็นภาพการอพยพ การดำรงถิ่นฐาน การทำอาชีพ ของคนจีนในห้วยกระบอก การขยายถิ่นฐานไปอุดร ขอนแก่น  กำแพงเพชร เชียงราย ได้ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งขออนุญาตท่านเวปมาสเตอร์มาทยอยลงเท่าที่จะลงได้นะครับ ถ้าเปลืองเนื้อที่ก็บอกได้นะครับ คุณชัยวัฒน์นี่อาทิตย์นี้ผมจะไปเชิญมาร่วมกิจกรรมกับ อ.นพดล ตามที่รับปากไว้นะครับ เราจะได้กูรูด้านประวัติศาสตร์จีนเพิ่มอีกคนนะครับ เพราะโก๊แกมีประสบการณ์ในต่างแดน โดยเฉพาะเมืองจีนมาก เป็นนักศึกษาประวัติศาสตร์ตัวยงเลยก็ว่าได้ จะไปขออนุญาตนำมาลงเพราะที่นี่ไม่มีเรื่องธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง คงไม่เป็นไร

ส่วนอีกเรื่องที่ท่านประธานบุรีรัมย์อยากอ่าน งานเขียนของน้องไหง ดร.กนกพร นุ่มทอง ก็จะไปเอาไฟล์ต้นฉบับ ทยอยลงให้อีกทีหนึ่งนะครับ หรือไม่ก็อ่านในหนังสือศิืลปะวัฒนธรรม ที่เขียนเป็นประจำได้ครับ

ขออนุญาตอาฉีนำมาลงนะครับ 


ตั้งค่าการแสดงผลความคิดเห็น

Select your preferred way to display the comments and click "Save settings" to activate your changes.
รูปภาพของ มะไฟ

ตอนที่ ๑

หนี้รักหนี้แผ่นดิน
นวนิยายที่เขียนจากเรื่องจริง ของคนจีนอพยพในตลาดห้วยกระบอก

 บทประพันธ์โดย   ชัยวัฒน์   
ดำรงกิจกุลชัย

บทเริ่ม

พ.ศ.๒๕๒๐

เวลา ๑๔.๒๙

ประเทศไทย

กรุงเทพมหานคร

ณ.โรงพยาบาลมิตรสัมพันธ์
โรงพยาบาลเอกชนชื่อดังและได้มาตรฐานที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยเสียงร่ำไห้ดังระงมไปทั่วห้องวีไอพีหมายเลข
๒๐๙  ซึ่งก่อนหน้านี้ประมาณหนึ่งอาทิตย์ ห้องวีไอพีแห่งนี้
ถูกใช้เป็นที่นอนพักรักษาตัวของ นายห้างบุญทรง จังจิราภินันท์
หุ้นส่วนคนสำคัญของโรงงานน้ำตาลมิตรสัมพันธ์ ผู้ก่อตั้งและหุ้นส่วนใหญ่ของโรงพยาบาลมิตรสัมพันธ์
แห่งนี้ นายห้างบุญทรงเข้าออกโรงพยาบาลแห่งนี้มาเกิน ๑๐๐ ครั้ง
เขาเริ่มมาครั้งแรกตอนที่มาดูงานก่อสร้าง
และครั้งสุดท้ายก็ถูกหามมาส่งในฐานะคนป่วยที่ถูกโรคชราเล่นงานจนสังขารโรยราและจวนได้เวลาลาลับโลก

หลังจากนอนแน่นิ่งโดยมีเครื่องช่วยหายใจระโยงระยางเหนือเตียงอยู่
๗ วัน เทคโนโลยีทางการแพทย์ประดามีก็ไม่สามารถยื้อลมหายให้กับสังขาร
ที่แสนโรยราของนายห้างบุญทรงได้อีก
ลมหายใจเฮือกสุดท้ายของเขาเกิดขึ้นเมื่อเวลา ๑๔.๒๙ หลังจากนั้น
สังขารของเขาก็กลายเป็นสังขารที่ไร้วิญญาณ  นอนทอดตัวเยียดยาวเป็นท่อนไม้อยู่บนเตียงคนไข้
แพทย์มือดีที่สุดของโรงพยาบาลแห่งนั้นสามท่านมาตรวจเพื่อความแน่ใจ
แล้วก็ลงความเห็นที่ไม่ยุ่งยากร่วมกันว่า นายห้างบุญทรงสิ้นลมหายใจแล้ว
แพทย์อาวุโสที่สุดก็สั่งให้เจ้าหน้าที่ถอดเครื่องช่วยหายใจ
แล้วอุปกรณ์ระโยงระยางทั้งหลายก็ค่อยๆ ถูกดึงออกไป
ปล่อยให้ร่างของนายบุญทรงนอนสงบนิ่งอยู่บนเตียงโล้นๆ
ผ้าไหมแพรสีทองที่คลุมร่างอยู่แต่เดิม ก็ถูกดึงขึ้นปิดหน้าในลักษณะนอนคลุมโปง

นางสาลี่  หรือ เหมี่ยวหยุง
ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของนายห้างบุญทรงเป็นคนคลุมผ้าแพรผืนที่นายห้างชอบให้ด้วยตัวเอง
ขณะที่มืออันสั่นเทาดึงผ้าคลุมร่างไร้วิญญาณของสามี
นางสาลี่มีน้ำตาไหลพรากแต่ก็พยามกลั้น
และรำลึกถึงคำสั่งเสียของสามีที่กำชับไว้หนักหนาว่า ตั้งสติให้มั่น
อย่าฟูมฟายจนลืมเรื่องสำคัญที่เขาสั่งเสียไว้

หลายปีมาแล้วที่นายห้างบุญทรงได้กำชับสั่งเสียกับนางสาลี่ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากว่า
หากเขาเสียชีวิตลงไม่ว่าที่ตรงไหนถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง
ก็อย่าเพิ่งเคลื่อนย้ายศพ  รอให้ลูกๆ ทั้ง๑๐ มาชุมนุมพร้อมกันเสียก่อน
และต้องรอให้ "สินชัย" ทนายประจำตระกูลอ่านเอกสารสำคัญให้ลูกๆ
ได้ฟังกันทุกคน และกำชับอย่างหนักหนาว่า เอกสารที่ว่านั้นจะอ่านได้ก็ต่อเมื่อให้ลูกๆ
มาชุมนุมพร้อมกัน อย่าให้คนใดคนหนึ่งขาดหายไป เว้นเสียแต่เสียชีวิตไปก่อน

ลัดดาบุตรสาวคนที่ห้า
เริ่มร้องไห้อย่างหนักตั้งแต่แพทย์บอกว่า
เตี๊ยสิ้นลมหายใจแล้วปกติลูกๆ ของนายห้างผลัดเวรกันอยู่ช่วยเฝ้า
ลัดดาได้เวรอยู่ช่วยเฝ้าไข้เตี๊ยคนล่าสุด
จึงเป็นลูกเพียงคนเดียวที่อยู่ข้างกายขณะที่เสี่ยบุญทรงสิ้นลมหายใจ ลัดดาอายุเพียง
๒๐ ต้นๆ กลับควบคุมสติไม่ได้เลย เธอร่ำไห้ปิ่มจะขาดใจตายตามเตี๊ยไป
ต้องเป็นภาระของแพทย์ที่คอยเยียวยาต่อเนื่อง

ใช้เวลาไม่นานนักนางสาลี่ก็ควบคุมสติได้
นางหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตา สูดลมหายใจเข้าปอดแรงๆ
กระแอมในลำคอแล้วเรียกนายกำพล เลขานุการคนสุดท้ายของเสี่ยบุญทรงมาสั่งความ

"กำพล  ช่วยเป็นธุระโทร.บอกลูกๆ
ให้เจ๊ที รายชื่อกับเบอร์โทรนายมีครบหมดทุกคนแล้วใช่ไหม"

"ครับเถ้าแก่เนี้ย"

กำพลพยักหน้ารับ แล้วถอยออกมา
หยิบสมุดจดเบอร์โทร.จากกระเป๋าออกมากางค้นหารายชื่อและเบอร์โทร.ของบรรดาลูกๆ
ของเสี่ยบุญทรง ซึ่งเขาได้รับคำสั่งให้จดไว้อย่างครบถ้วนก่อนหน้านี้

"กำพล
อย่าลืมโทร.บอกทนายสินชัยด้วยล่ะ" นางสาลี่สั่ง
ขณะที่กำพลกำลังเปิดสมุดเล่มจิ๋วค้นหารายชื่อ

"ครับผม"


เวลา ๑๕.๓๙ น.

เก้วกู้ หรือนายบุญธรรม จังจิราภินันท์
บุตรชายคนรองของนายห้างบุญทรงเดินทางมาถึงก่อนใคร
แล้วถัดจากนั้นมาไม่ถึงชั่วโมงบรรดาลูกๆ
ของนายห้างบุญทรงก็มาพร้อมหน้ากันรวมทั้งทนายสินชัย
ซึ่งมาถึงก่อนหน้าลูกสาวคนรองของเสี่ยบุญทรงเพียงไม่กี่นาที

ทนายสินชัยมาพร้อมกับกระเป๋าใส่เอกสารใบใหญ่
เขาได้รับแจ้งจากนายกำพลว่า  นายห้างบุญทรง หรือที่เขาเรียกติดปากว่า
"เสี่ยใหญ่" สิ้นลมแล้ว
เขาจึงได้ขนอุปกรณ์ทั้งหลายซึ่งนายห้างสั่งการให้เตรียมการไว้ก่อนหน้านี้หลายปีแล้ว
และพร้อมจะทำหน้าที่ตามที่นายห้างกำชับไว้

ลูกๆ  ของนายห้างบุญทรงมาถึงพร้อมกันได้โดยเร็ว
ก็เพราะว่าต่างคนต่างเตรียมตัวเตรียมใจกันไว้แล้ว
เนื่องจากว่าแพทย์ได้เตือนไว้ก่อนหน้าแล้วว่า
นายห้างอาจจะสิ้นลมหายใจเร็ววัน
เพราะว่าร่างกายโรยราเกินจะเยียวยาให้ยืดเยื้อต่อไปได้แล้ว ลูกๆ
จึงเตรียมพร้อมโดยการย้ายมาอยู่ในกรุงเทพฯ

แม้ว่าลูกๆ  ของนายห้างบุญทรงมาพร้อมเพรียงกันแล้ว
ทนายสินชัยก็ไม่สามารถทำหน้าที่ตามที่ได้รับคำสั่งจากนายห้างมาได้ในทันที
เนื่องจากว่าต้องปล่อยโอกาสให้บรรดาลูกๆ
นายห้างได้แสดงความเสียใจกับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของพ่อ
โดยการร่ำไห้กันตามสมควรก่อน

ทนายสินชัยนั่งฟังเสียงร่ำไห้ของบรรดาลูกๆ
ของนายห้างบุญทรงอยู่เกือบชั่วโมง จึงลุกขึ้นไปเรียนถามนางสาลี่ว่า

"เถ้าแก่เนี่ย
เราอ่านเอกสารสำคัญกันได้หรือยังครับ"

นางสาลี่ค่อยๆ พยักหน้า
พร้อมตอบ

"เมื่อทุกคนมาพร้อมกันแล้ว
ก็อ่านเสียเลย"

ทนายสินชัยยืนตัวตรง
กระแอมล้างเสียงในลำคอก่อนจะกล่าวเสียงก่อนข้างดังว่า

"ทุกคนครับ
ผมต้องขอรบกวนเวลาให้ทุกคนฟังทางนี้กันสักครู่ครับ"

เมื่อทุกคนหันมาสนใจตามที่ประสงค์แล้ว
ทนายสินชัยจึงพูดต่อไปว่า
"ก่อนเสี่ยใหญ่จะสิ้นท่านฝากเอกสารสำคัญไว้กับผมพร้อมกับพินัยกรรม
และท่านก็ได้สั่งเสียอย่างมั่นคงว่า จะต้องอ่านเอกสารสำคัญนี้ก่อน
แล้วจึงจะอ่านพินัยกรรมตามหลัง ฉะนั้นผมจึงต้องขอรบกวนให้ทุกคนเงียบเสียงลง
เพื่อผมจะได้ทำหน้าที่ตามที่ได้รับคำสั่งจากเสี่ยใหญ่มา"

เสียงร่ำไห้เงียบลงอย่างกะทันหัน
แม้บางคนจะไม่สามารถหยุดร้องไห้ได้ทันที ก็พยายามเบาเสียงเป็นสะอื้นแทน

พอเห็นได้ว่ามีเสียงเบาพอที่จะอ่านเอกสารสำคัญได้แล้ว
ทนายสินชัย จึงได้นั่งลงแล้วเปิดกระเป๋าเอกสารที่ถือติดมา
หลังจากค้นหาเอกสารอยู่ครู่หนึ่ง ก็หยิบซองสีน้ำตาลออกมาซองหนึ่ง
แล้วดึงที่ปิดผนึกซึ่งมีรอยคลั่งสีแดงปิดทับไว้ออก จากนั้นก็ดึงเอกสารที่เก็บในซองนั้นออกมา
ทุกคนเห็นพร้อมกันว่าเอกสารนั้นมีสองใบ
ซึ่งเป็นเอกสารที่ไม่ได้เป็นแบบฟอร์มอะไรเลย เป็นกระดาษสีขาวขนาด เอ สี่
ซึ่งตอนนี้สีออกจะเหลือง อันแสดงถึงอายุของเอกสารฉบับนั้น

ทนายสินชัยแยกเอกสารสองฉบับออกจากกัน
จึงได้เห็นชัดว่า เอกสารสองฉบับ เขียนข้อความคนละภาษากัน  คือ
ฉบับหนึ่งปรากฏข้อความเป็นภาษาจีน ซึ่งก็เป็นลายมือของนายห้างบุญทรงเอง
อีกฉบับเป็นภาษาไทยเป็นตัวพิมพ์ดีด
แต่ตอนท้ายมีลายเซ็นของเสี่ยบุญทรงกำกับทั้งเป็นภาษาไทยและภาษาจีน

ทนายสินชัยหยิบเอกสารฉบับที่เป็นภาษาจีนขึ้นโชว์ก่อน
แล้วอธิบายว่า "นี่เป็นข้อความที่เสี่ยใหญ่เขียนด้วยลายมือของท่านเอง
เป็นข้อความสำคัญที่มีถึงลูกๆ ของท่านทุกคน"

ทนายสินชัยพูดจบวางเอกสารฉบับนั้นไว้ในกระเป๋าที่เปิดอ้าไว้
แล้วก็หยิบเอกสารอีกฉบับขึ้นมาโชว์พร้อมอธิบายประกอบว่า

"ส่วนนี่  
เป็นข้อความภาษาไทยที่เสี่ยใหญ่ได้ให้ผู้เชี่ยวชาญแปลจากข้อความสำคัญที่ท่านเขียนไว้
ซึ่งผมได้ให้ทุกคนดูไปแล้วเมื่อครู่"

สายตาของทุกคนจ้องไปที่เอกสารฉบับนั้น

ทนายสินชัยจึงพูดต่อไปว่า

"ผมจะขออ่านข้อความจากเอกสารฉบับนี้
ซึ่งหากท่านใดไม่มั่นใจว่าเป็นข้อความที่แท้จริง
ก็สามารถเอาต้นฉบับที่เป็นภาษาจีนไปให้ผู้เชี่ยวชาญแปลเองอีกครั้งหนึ่งก็ได้"

ลูกๆ
เสี่ยบุญทรงเริ่มหันไปมองกันเอง แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมา

ทนายสินชัยเห็นไม่มีใครตั้งคำถาม
จึงพูดต่อไป

"ถ้าทุกคนพร้อมแล้วก็เชิญหาที่นั่ง
ที่ยืนให้สะดวก ผมจะได้เริ่มอ่านเอกสารฉบับนี้"

ใช้เวลาเพียงประมาณ ๒
นาที ทุกคนก็ได้ที่นั่งที่ยืนตามสะดวก

ทนายสินชัยเห็นว่า
ทุกคนพร้อมแล้ว จึงกระแอมล้างเสียงในลำ

คออีกครั้ง
ก่อนจะขยับแว่นเรียกความมั่นใจแล้วลงมืออ่านข้อความสำคัญในเอกสารฉบับนั้น
ซึ่งข้อความว่า

"ถึง
ลูกๆ ทุกคน

นี่เป็นข้อความสำคัญที่เตี๊ยอยากขอร้องให้ลูกๆ
ทุกคนได้ฟัง  ได้อ่าน  และปฏิบัติตามเตี๊ยไม่รู้ว่าลูกๆ
จะได้อ่านได้ฟังข้อความในเอกสารฉบับนี้ตอนไหน แต่แน่ใจว่าตอนที่ลูกๆ
ของเตี๊ยได้ฟังเสียงทนายอ่านเอกสารฉบับนี้ ก็แสดงว่าเตี๊ยได้จากโลกนี้ไปแล้ว

เตี๊ยไม่รู้ว่า
เตี๊ยจะจากโลกนี้ไปตอนอายุเท่าไหร่ ได้ทันเห็นลูกๆ ทุกคนเติบโต และเจริญก้าวหน้าหมดแล้วหรือไม่
แต่เตี๊ยก็พยายามอย่างถึงที่สุดที่จะไม่สร้างหนี้สินไว้เป็นภาระให้ลูกๆ
แต่เตี๊ยก็ทำไม่สำเร็จ ลูกๆ อย่าเพิ่งตกใจ
เตี๊ยไม่ได้ทิ้งหนี้สินที่เป็นทรัพย์ไว้ให้กับลูกๆเพราะเตี๊ยได้เก็บหอมรอมริบสร้างทรัพย์ไว้ให้ลูกๆ
มากพอที่ใช้ชีวิตได้สบายๆ กันทั้งชาติและสามารถรักษาให้คงอยู่สืบต่อกันไปได้หลายชั่วคน
แต่เตี๊ยมีหนี้อยู่สองอย่างที่ไม่สามารถจะชำระให้หมดสิ้นได้ภายชีวิตของเตี๊ย
นั่นคือ

หนึ่ง หนี้ความรัก

และสองหนี้แผ่นดิน

หนี้ความรัก
เตี๊ยได้คงค้างอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่งที่รอเตี๊ยอยู่ที่ประเทศจีน
ซึ่งหนี้นี้เตี๊ยได้เริ่มสร้างไว้ตั้งแต่อายุ ๑๙ ปี ก่อนจะจากแผ่นดินจีนมา
ถึงตอนนี้ทุกคนคงรู้แล้ว เหมี่ยวหยุง  หรือสาลี่
แม่ของทุกคนไม่ใช่ภรรยาคนแรกของเตี๊ย และฝัดฉอยก็ไม่ใช่บุตรชายแรกของเตี๊ย
เพราะก่อนจะได้แต่งงานกับสาลี่หรือแม่ของทุกคน เตี๊ยได้แต่งงานมาครั้งหนึ่งแล้ว
และมีลูกชายมาแล้วคนหนึ่ง  ซึ่งเขาทั้งสองนั่นเองคือเจ้าหนี้ความรักของเตี๊ย
เตี๊ยทิ้งพวกเขาไว้ที่แผ่นดินจีน
หลังจากที่จากกันก็ไม่ได้พบเจอไม่ได้ข่าวคราวกันอีกเลย
ด้วยเหตุนี้เตี๊ยจึงขอฝากให้เป็นหนี้มรดกที่ลูกๆ  คนใดที่มีความสามารถช่วยชำระหนี้นี้ให้กับเตี๊ยได้
ก็ชำระให้ด้วย โดยการกลับไปแผ่นดินจีน
สืบหาเมียคนแรกของเตี๊ยและหาพี่ชายคนโตของลูกๆ ให้เจอ แล้วช่วยดูแลพวกเขา
ชำระหนี้ความรักที่เตี๊ยค้างไว้ให้กับพวกเขาด้วย

ส่วนหนี้แผ่นดินนั้น

เป็นที่ทราบกันว่า  
เตี๊ยไม่ได้เป็นคนไทยโดยเชื้อชาติและการกำเนิด  เตี๊ยเป็นคนจีนมาอาศัยอยู่ในแผ่นดินไทย
อาศัยร่มพระบารมีในหลวง  จึงได้มีชีวิตรอด ได้สร้างครอบครัวสร้างฐานะ
และดำรงชีพอยู่อย่างมีความสุขจนวันสิ้นลม
เตี๊ยไม่ได้เดินทางมาประเทศไทยเหมือนกับคนจีนอพยพทั่วไป
แต่เตี๊ยถูกส่งตัวมาในฐานะเชลยสงคราม ที่ทหารญี่ปุ่นจับตัวมาจากสิงคโปร์
เขาคิดว่าเป็นคนในปกครองอังกฤษเพราะว่าตอนญี่ปุ่นบุกสิงคโปร์นั้น
เตี๊ยได้ทิ้งครอบครัวมาทำงานอยู่ในค่ายทหารอังกฤษที่สิงคโปร์
ญี่ปุ่นถือว่าสิ่งที่ยึดได้ในสิงคโปร์ตกเป็นของญี่ปุ่นหมด
คนก็เป็นเชลยสงคราม  เตี๊ยเลยตกเป็นเชลยศึก แล้วก็ถูกส่งมาใช้แรงงานสร้างทางรถไฟไปพม่าที่เมืองกาญจนบุรี
พร้อมกับเชลยอังกฤษและชาติยุโรปอื่นๆ แต่เตี๊ยก็หนีรอดออกมาได้ที่เมืองกาญจน์
แล้วได้อาศัยพระบารมีของในหลวง
และได้อาศัยแผ่นดินไทยเป็นที่หลบซ่อนจนมีชีวิตรอดสามารถสร้างครอบครัวกับแม่ของลูกๆ
จนมีลูกๆ ทุกคน และสร้างฐานะทิ้งเป็นมรดกให้กับลูกๆ  ได้
เตี๊ยจึงรู้สึกเป็นหนี้แผ่นดินไทย เป็นหนี้ในหลวงไทยอย่างมหาศาล
จนไม่สามารถจะชำระให้หมดสิ้นได้ในชาติเดียว จึงเขียนเป็นพินัยกรรม
ฝากเป็นหนี้มรดกให้ลูกๆช่วยชำระให้กับแผ่นดินไทย และในหลวงของไทยต่อเนื่องไป
โดยอย่าคิดคตทรยศต่อแผ่นดินไทย ให้จงรักษ์ภักดีต่อในหลวงให้ถึงที่สุด
และช่วยกันพัฒนาประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

เรื่องที่มาของหนี้ทั้งสองอย่างของเตี๊ยมีรายละเอียดมากมาย
จนไม่สามารถเล่าให้จบได้อย่างรวดเร็ว
เตี๊ยจึงได้พยายามรวบรวมเรื่องราวทั้งหมดและบันทึกเป็นภาษาจีน
และได้มอบหมายให้ทนายนำไปแปลเป็นภาษไทย
เตี๊ยอยากจะมอบให้ลูกคนใดคนหนึ่งรับผิดชอบนำบันทึกของเตี๊ยไปอ่านให้จบ
แล้วมาเล่าให้ทุกคนฟัง
ใครที่ได้รับหน้าที่นี้ต้องรับหน้าที่รักษาของสำคัญของเตี๊ยอีกอย่างหนึ่งด้วย
ซึ่งทนายจะได้มอบให้เอง ให้คนที่ได้รับหน้าที่รักษานำของสำคัญนั้นกลับไปยังประเทศจีนด้วย
และถ้าเป็นไปได้ คนที่ทำหน้าที่นำของสำคัญของเตี๊ยกลับประเทศจีนควรจะเป็นฝัดฉอย
ลูกๆ อย่าเพิ่งคิดว่าเตี๊ยลำเอียง เมื่อฝัดฉอยไปถึงแผ่นดินจีนแล้ว
ก็จะรู้เองว่าทำไมเตี๊ยจึงต้องการให้เขาทำหน้าที่แทน

ในส่วนของพินัยกรรมนั้น
ให้เปิดอ่านและจัดการตามนั้นได้ต่อเมื่อ
คนที่ได้รับหน้าที่ให้อ่านต้นฉบับบันทึกชีวิตของเตี๊ยอ่านจบแล้ว และเล่าให้คนอื่นๆ
เข้าใจได้เสมอกัน

เตี๊ยหวังว่าทุกคนจะปฏิบัติตามคำขอร้องของเตี๊ย

เตี๊ยรักทุกคน

ลงชื่อ นายบุญทรง จังจิราภินันท์

ลงชื่อภาษาจีน
นายตุ้งกว้า (เซี่ยงจ๊ง)

ทนายสินชัย  อ่านข้อความสำคัญจบก็เงยหน้าขึ้น
ลูกๆ ของเสี่ยบุญทรงยังอยู่ในอาการนิ่งเงียบ จนทนายพับเอกสารเก็บ เก้วกู้
หรือนายบุญธรรม บุตรชายคนรองจึงเริ่มพูดขึ้น

"ในเมื่อเตี๊ย
มีความประสงค์จะให้ฝัดฉอยทำหน้าที่ไปประเทศจีนแทน
ไหงเห็นว่าควรจะให้ฝัดฉอยเป็นคนอ่านต้นฉบับบันทึกและเล่าให้พวกเราฟังเสียด้วยเลย
เพราะฝัดฉอยจะได้เข้าใจเรื่องราวได้ดี
จะได้ทำหน้าที่ตามที่เตี๊ยต้องการได้ถูกต้อง ทุกคนเห็นด้วยไหม"

มีเสียงอื้ออึงตามมาแต่ก็สรุปเป็นว่า
ทุกคนมีมติให้ฝัดฉอย
บุตรชายโตของนายห้างบุญทรงเป็นคนทำหน้ารับต้นฉบับบันทึกของนายห้างบุญทรง ไปอ่านและทำความเข้าใจก่อนใคร

เมื่อสรุปกันได้แล้ว ทนายสินชัย
ก็หยิบถุงผ้าแพรเล็กๆ ถุงหนึ่งออกมาแล้วยื่นให้ฝัดฉอยหรือนายบุญชัย

เมื่อทนายยื่นถุงผ้าแพรให้ฝัดฉอย
ทุกคนจ้องมองเป็นตาเดียวกัน และจ้องจับอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งนายบุญชัย
ได้เปิดถุงผ้าและหยิบของข้างในออกมา

ปรากฏว่า
เป็นเพียงเศษกิ่งไม้เก่าๆ มีขนาดเท่าดินสอ และยาวไม่เกิน
2 นิ้ว

"เศษไม้"
ฝัดฉอยพูดออกมาพลางพลิกดู และพยายามพิจารณาว่า
นอกจากเป็นเศษไม้แล้วสิ่งที่อยู่ในมือเขาเป็นอะไรอื่นไปได้บ้าง  คนอื่นๆ
ก็รู้สึกอย่างนั้นแต่ก็ต่างรู้สึกงุนงงตามมา ไม่เว้นแม้กระทั่งนางสาลี่
และทนายสินชัย

"แม้จะเป็นเศษไม้
แต่คงจะมีความสำคัญกับเตี๊ยของพวกเรามาก
ฝัดฉอยหงี่เก็บรักษาไว้ให้ดีนะ" นางสาลี่เป็นคนสั่ง

ฝัดฉอยพยักหน้ารับพลางเก็บเศษกิ่งไม้เข้าไว้ในถุงผ้าแพรตามเดิม
ขณะเดียวกัน ทนายสินชัยก็ยื่นซองเอกสารซองหนาให้กับฝัดฉอยพร้อมบอกว่า

"นี่เป็นต้นฉบับบันทึกที่เสี่ยใหญ่เขียนไว้พวกคุณอ่าน
ในเมื่อทุกคนลงความเห็นให้ฝัดฉอยเป็นคนอ่านก่อน
เสี่ยเล็กก็รับไปเถอะครับ"

ฝัดฉอยรับเอกสารไปถืออย่างงงๆ
แต่ก็ถนอมอย่างของมีค่า.



      (อ่านต่อฉบับหน้า)

รูปภาพของ Ding JianMing

รอตอนต่อไป

หนุกดีครับ กอมะไฟ ไหงรออยู่นะครับ อยากรู้แล้วว่าเรื่องราวจะเป็นไปอย่างไร รีบเอาลงมาต่อนะครับ ไม่งั้นไหงคงขาดใจแน่ครับ เมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้วไหงก็ติดตามอ่านหนังสือของคุณจิตรา ก่อนันทเกียรติ นักเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมเนียมจีนที่โด่งดัง ซึ่งเป็นฮกล่อหงิน ท่านผู้นี้ได้ประพันธ์นิยายที่ทรงคุณค่าเพราะมีการแถมเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับประเพณีจีนแต้จิ๋ว เสียดายที่ภาคต่อยังไม่ออกมาเสียทีไหงคอยกื๋อมากว่าสี่ปีละ หวังว่าของกอมะไฟคงมาในเร็ววันนี้นะครับ

丁建铭

รูปภาพของ มะไฟ

นึกว่าไม่มีคนอ่าน

ไหงเห็นไม่มีคนสนใจเลยเฉยๆ ตั้งใจจะลงอาทิตย์ละตอน วันอาทิตย์นี้จะวปหาเจ้าของบทประพันธ์ แล้
ขอออนุญาตมาลงแบบเต็ม ๆ  คือถ้าอ่านทุกตอนได้จะเห็นวัฒนธรรมคนจีนในบ้านเรา ในเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น นึกว่าไม่มีคนอ่านเลยจะส่งไฟล์ไปให้โกวิวัฒน์บุรีรัมย์เลยไม่ต้องลงมาให้รกเนื้อที่ วันอาทิตย์จะลงต่อถึงตอน ๔ รออ่านะครับ

รูปภาพของ ยับเหี่ยนจึน

รออยู่ค่ะ...

ขอร้องโปรดรีบจัดเต็มๆ รออ่านอยู่ค่ะ...

รูปภาพของ มะไฟ

ยินดีที่มีคนอ่าน

พอดีไฟล์ที่ไหงมีไม่สมบูรณ์ขาดไปหลายตอนและมีปัญหาไฟล์ที่ได้รับเสียบางไฟล์ แต่ก็ปะติดปะต่อได้ ไหงยังไม่มีเวลาไปเอาต้นฉบับที่ห้วยกระบอกเลย กระท่อนกระแท่นหน่อยแล้วถ้าไฟล์ที่สมบูรณืจะมาลงแก้ไขให้ครับ ขอบคุณที่อ่าน

รูปภาพของ มะไฟ

จินตนาการ

ตอนที่ีหายต้องจินตนาการไปตามสะดวก สนุกดีเหมือนกันที่คิดว่ามันควรเป็นอย่างไง

รูปภาพของ วี่ฟัด

เรื่องนี้เคยลงใน " ไทยโพสต์ " ของเปลว สีเงิน

เดี๋ยวนี้ไหง่แทบไม่ค่อยได้อ่านหนังสือพิมพ์แม้ว่าที่ร้านจะเป็นตัวแทนจำหน่ายหนังสือพิมพ์ต่างๆมากมายกว่า 10 หัว แต่ที่จะอ่านบ้างเหลืออยู่เพียงฉบับเดียวคือหนังสือพิมพ์ " ไทยโพสต์ " นอกนั้นถ้าอ่านไหง่ว่ายิ่งโง่กว่าเดิมจึงไม่ค่อยอยากอ่าน ในไทยโพสต์จะมีหนังสือแทปลอยด์ชื่อว่า เอ็กไซด์ไทยโพสต์ นิยายเรื่องนี้ก็เคยลงเป็นตอนๆในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

รูปภาพของ มะไฟ

ถูกต้อง

มีเรื่องอาม่าอีกเรื่อง มงกุฎดอกส้มก็เค้าโครงจากเรื่องนี้เหมือนกัน ถ้างั้นไปหาอ่านจากไทยโพสต์ก็ได้ครับ ทั้งหมดเขียนจากเรื่องจริงของครอบครัว ชัยวัฒน์ ดำรงกิจกุลชัย เป็นเมนหลัก

รูปภาพของ อาฉี

เรื่องดีๆ มักไม่มี Comment

เหตุการณ์ปรกติ

เรื่องดีๆ มักไม่เห็น Comment ยาวๆ เหมือนเรื่องที่เห็นต่างหรือมีข้อขัดแย้ง อาจเป็นด้วยหลายสาเหต เช่น

  • มีสาระสมบูรณ์ในตัวแล้ว
  • ไม่มีข้อเสริม หรือขัดแย้ง
  • ดีอยู่แล้ว ไม่รู้จะเสนอความคิดเห็นอะไรดี เป็นต้น

 จึงสังเกตได้ว่า บล็อคที่มีเนื้อหาทางวิชาการ สาระต่างๆ มักจะไม่ค่อยมีความคิดเห็นมาปาด ต่างเฝ้าปูเสื่อรอด้วยความสงบ แต่ก็เชื่อได้ว่ามีผู้อ่านไม่น้อยพอจะดูคราวๆ จากยอดผู้เข้าชมบล๊อกนี้มีเพิ่มเข้ามาทุกวัน นับว่าเป็นกุศลที่ได้นำเรื่องดีๆ มาเผยแพร่ ให้ผู้ชมได้เรียนรู้ได้โดยทั่วกัน โดยไม่หวังผลตอบแทน  ก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านครับ

รูปภาพของ มะไฟ

ตอนที่ ๓

พอดีมีปัญหาตอนที่๒ ไฟล์มีปัญหาแก้ไขได้จะมาลงครับ ตอน๒ เป็นตอนที่ย้อนไปที่ท่องคั้งครับ  

 หนี้รัก...หนี้แผ่นดิน ๓.

     จากวันนั้นมา 
เมื่อเสร็จงานบ้าน  ตุ๊งกว๊าก็มักจะตามอาซ้งไปเที่ยวที่ใต้ต้นหลิวนั้น 
ซึ่งทุกครั้งที่ไปก็มักจะเจอกับสิ้วยิ้น   เมื่อเจอกันก็ไม่ได้พูดคุยอะไรเป็นพิเศษ   เพียงแต่ได้นั่งมองกันคุยผ่านๆ  กันบ้าง 
แม้บางวันจะเจอกันเพียงครู่เดียว  ก็ต้องแยกย้ายกันไปทำงานบ้าน 
แต่ตุ๊งกว๊าก็รู้สึกว่าเป็นเวลาที่เขามีความสุขมาก  
ทำให้อยากไปที่นั่นทุกวัน   ด้วยเหตุนี้วันต่อๆ 
มาหากอาซ้งช้า  เขาจะเป็นฝ่ายไปตามอาซ้งถึงบ้านและเร่งเวลาให้อาซ้งรีบไป 
แม้บางวันอาซ้งยังไม่เสร็จงาน  เขาก็จะอาสาช่วยเพื่อเร่งให้งานเสร็จเร็วเพื่อจะได้ไปเที่ยวที่ใต้ต้นหลิวได้เร็วขึ้น 

สิ้วยิ้นมีภาระต้องทำน้อยจึงมีเวลามารวมกลุ่มกับเพื่อนๆ 
อยู่ใต้ต้นหลิวบ่อยมาก  และมักจะมาถึงก่อนเสมอ 
ในระยะหลังเมื่อมาถึงได้ครู่เดียว  เธอก็มักจะเหลียวไปมองทางเนินดินอันเป็นจุดเชื่อมของเส้นทางจากอีกฟากหมู่บ้าน 
ซึ่งบ้านของตุ๊งกว๊าตั้งอยู่ทางทิศนั้น  และหากตุ๊งกว๊าเดินมาก็ใช้เส้นทางนั้น 
ด้วยเหตุนี้เวลาตุ๊งกว๊ามาสิ้วยิ้นจึงมักจะได้เห็นเขาแต่ไกล 
และเมื่อเขามาถึงเธอก็แสร้งทำเป็นไม่สนใจ  อากัปกริยานั้นปกปิดเพื่อนฝูงได้หลายคนเว้นแต่อาซ้งที่คอยจับผิดมาแต่ต้น  
แต่เก็บความรู้สึกไว้เงียบแล้วนำความรู้สึกที่สัมผัสได้นั้นไปรายงานต่อฝุกยิ้น 
แม่ของตุ๊งกว๊าซึ่งได้แต่งตั้งให้อาซ้งเป็นสายสืบเต็มตัว 

เหตุการณ์ผ่านพ้นไปหลายเดือน 
ค่ำคืนหนึ่งขณะที่ตุ๊งกว๊ากำลังจัดที่นอนให้อยู่  ฝุกยิ้นก็ถามขึ้นดื้อๆ  ว่า 

"อาตุ๊ง  เม้(แม่)จะถามอะไรหน่อยนะ 
หงี(เธอ)ต้องตอบเม้มาตามตรงนะ"

ตุ๊งกว๊าชะงักมือนิดหนึ่ง  
เหลือบตามองเห็นสีหน้าแม่ของเขาบ่งบอกถึงความจริงจัง  จึงพยักหน้ารับและตอบว่า 

"ได้สิ  เม้จะถามอะไรก็ถามมาเถอะ"

"หงีคิดจะมีครอบครัวหรือยัง"

ตุ๊งกว๊านิ่งเงียบไปฉับพลัน  เพราะไม่ได้คาดคิดว่าเม้(แม่)จะถามคำถามนี้  

"ว่าไงล่ะ  ทำไมไม่ตอบเม้"  ฝุกยิ้นถามย้ำหลังจากที่เห็นว่านานไปแล้ว

"ไหง(ฉัน)ว่า  ไหงยังเด็ก  และอีกอย่างไหงยังต้องดูแลเม้"

"การมีครอบครัวกับการดูแลเม้น่ะคนล่ะเรื่องกันนะอาตุ๊ง 
ไหนตอบเม้มาเถอะว่า  พร้อมจะมีครอบครัวหรือยัง" 
ฝุกยิ้นคาดคั้น

"ก็แล้วแต่เม้เห็นสมควรแล้วกัน"

ฝุกยิ้นถอดใจอย่างโล่งอก 
"งั้นก็ดี  เม้คิดว่า  เม้จะหาเจ้าสาวให้หงี  หรือว่าหงีรักชอบใครอยู่บ้างแล้ว"

ฝุกยิ้นแกล้งถามหยั่งเชิง  ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่า  ตุ๊งกว๊ามีสิ้วยิ้นอยู่ในใจมานานแล้ว

เจอคำถามนั้นเข้า  ทำเอาตุ๊งกว้าอ้ำอึ้งหนักขึ้น  จนแม่ของเขาต้องพูดเปิดทางนำว่า 
"สิ้วยิ้นลูกสาวอาฮุยเป็นยังไง  ได้ข่าวว่าสนิทสนมกันดี"

"ถ้าเม้เห็นสมควร  ไหงก็เห็นดีด้วย"

นั่นนับเป็นคำตอบที่สนองความประสงค์ได้ทั้งสองฝ่าย

หลายวันผ่านพ้นไป

ตกเย็น  ขณะที่ตุ๊งกว๊าเก็บเครื่องมือเข้าที่ก็เห็นอาซ้งเดินหน้ามุ่ยมาหา 
ซึ่งอาการเช่นนั้นไม่ค่อยปรากฏบนใบหน้าอาซ้งบ่อยนัก  ปกติอาซ้งเป็นคนร่าเริง  เป็นตัวตลกประจำกลุ่มเสียด้วยซ้ำไป 
น้อยเรื่องที่ทำให้เขาหน้านิ่วได้ 

ตุ๊งกว๊าเห็นดังนั้นก็เอ่ยถามขึ้นก่อน 
"อ้าวอาซ้ง  เป็นไปไรหน้านิ่วมาเชียว"

"ไหงกลุ้มใจว่ะ"  อาซ้งตอบพลางเดินไปนั่งที่ม้านั่งข้างบ้าน

ตุ๊งกว๊าเก็บเครื่องมือเสร็จเดินตามมาสมทบแล้วถาม  
"กลุ่มใจเรื่องอะไรวะ"

"ก็เตี๊ยไหงน่ะสิ  อยากจะให้ไหงแต่งงาน"  อาซ้งตอบ

ตุ๊งกว๊าหัวเราะก๊ากออกมาเสียงดัง 
"ก็แล้วไง  ไม่ดีหรือไง 
หงีจะได้มีเมีย  ไหนบอกว่าอยากจะมีเมียหนักหนาไม่ใช่เหรอ"

"มันก็ใช่  แต่ว่าคนที่จะเป็นเจ้าสาวไหงนี่สิ"

"ใคร  ใครเหรอ" 
ตุ๊งกว๊ารีบยื่นหน้าถามเหมือนเด็กๆ 

อาซ้งนิ่งเงียบไปนิดหนึ่ง  ก่อนจะถามกลับ  "หงีอยากรู้จริงๆ 
เหรอ

ตุ๊งกว๊าพยักหน้าหงึกๆ  เหมือนเด็ก

อาซ้งถอนใจทีหนึ่งก่อนตัดสินใจตอบ 
"สิ้วยิ้น  ลูกสาวอาฮุย 
ชื่อนี้หงีคุ้นหูไหม"

ประโยคหลังของอาซ้งเต็มไปด้วยการประชดประชัน

ตุ๊งกว๊าได้ยินดังนั้นแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น 
"เป็นไปได้ยังไง"

"ก็มันเป็นไปแล้ว  ไม่รู้ใครไปบอกเตี๊ยไหงว่าไหงสนิทกับสิ้วยิ้น  เตี๊ยก็เลยคิดว่าไหงชอบพอกับสิ้วยิ้น 
จึงส่งผู้ใหญ่ไปทาบทามสิ้วยิ้นให้ไหง"

"เวรล่ะสิ  แล้วทำไมหงีไม่ตอบความจริงล่ะว่า  สิ้วยิ้นกับไหง" 
ตุ๊งกว๊าชะงักคำพูดอย่างฉับพลันเพราะคิดได้ว่า  ยังไม่ควรจะพูดคำพูดต่อไปนั้น

"ก็กื๋อ  (บุคคลที่สาม)  คิดเอาเองทั้งนั้น  ส่งผู้ใหญ่ไปทาบทามสิ้วยิ้นแล้ว  ถึงจะมาถามไหง 
พอไหงปฏิเสธก็หาว่าไหงไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่  ไหงก็ไม่รู้จะทำยังไงก็เลยจะมาปรึกษาหงีนี่ล่ะ"    
คราวนี้ตุ๊งกว๊าเป็นฝ่ายนิ่งเงียบบ้าง  เขาคิดไม่ถึงเรื่องจะวุ่นวายมาถึงนี้ 
ตุ๊งกว๊ารู้อยู่แก่ใจว่าอาซุ้น   เตี๊ยของซ้งนั้นเป็นเพื่อนรักกันกับอาฮุย  
เตี๊ยสิ้วยิ้น  ทั้งคู่คบหากันมาแต่หนุ่มน้อย 
และยังไปมาหาสู่กัน  ทำการงานร่วมกันหลายอย่าง 
แต่คิดไม่ถึงว่าคนทั้งคู่จะให้ลูกหลานร่วมเผ่าพันธุ์กันด้วย 
สิ่งที่ตุ๊งกว๊าทำได้ตอนนั้นก็คือนิ่งเงียบ  เพื่อครุ่นคิดหาวิธี

ขณะที่สองหนุ่มนั่งนิ่งเงียบอยู่บ้านตุ๊งกว๊า 
ที่บ้านของอาฮุยก็เหมือนโดนระเบิดลูกใหญ่  เมื่ออาฮุยบอกกับสิ้วยิ้นว่าจะให้แต่งงานกับอาซ้ง   สิ้วยิ้นปฏิเสธโดยที่ยังไม่ทันได้ฟังเหตุผล  อาฮุยก็โวยวายยกใหญ่ 
หาว่าสิ้วยิ้นหัวแข็งไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่  และยื่นคำขาดว่าจะต้องแต่งงานอาซ้ง  ไม่ต้องหาเรื่องมาบิดพลิ้ว 
เพราะว่าผู้ใหญ่สองฝ่ายได้ตกลงกันเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้ว 
คงเหลือแต่หาฤกษ์มาหมั้นหมายแล้วจะได้แต่งงานกัน

นับแต่เตี๊ยยื่นคำขาดเรื่องให้แต่งงานกับอาซ้ง  
สิ้วยิ้นก็ร้องไห้ต่อเนื่องมา  ได้หยุดบ้างก็เพียงไม่นาน 
แม่และน้องสาวคอยปลอบ  เมื่อพวกเขาออกไปจากห้องแล้ว 
สิ้วยิ้นก็นอนสะอื้นไห้อยู่เพียงลำพัง  ตกดึกค่อนคืนแล้วเธอก็ยังไม่หลับ 
ยังคิดวุ่นอยู่แต่เรื่องที่เตี๊ยบอกในวันนี้  วูบหนึ่งของความคิด  สิ้วยิ้นอยากจะไปหาตุ๊งกว๊า 
บอกเรื่องทั้งหมดให้ทราบ  และอยากจะดูว่าตุ๊งกว๊ามีสีหน้าอย่างไร 
และคิดจะทำยังไง  เมื่อคิดถึงตุ๊งกว๊า 
สิ้วยิ้นก็นึกถึงกิ่งไม้ที่หักเก็บไว้ในวันนั้นได้เธอจึงลุกขึ้นไปคลำหาห่อผ้าเช็ดผ้าที่เก็บไว้ในกล่องเก็บของ  
เมื่อเจอก็หยิบออกมากำไว้ในมือ เมื่อกลับไปนอนอีกครั้ง 
ก็นอนหงายเอาห่อผ้านั้นวางบนอกและครุ่นคิดถึงภาพอริยาบทต่างๆ 
ของตุ๊งกว๊าที่ได้พบกันครั้งล่าสุด   ขณะที่ในมือกำห่อกิ่งไม้ไว้แน่น  สักครู่สิ้วยิ้นก็ลุกขึ้นนั่ง 
เอาห่อผ้าวางไว้บนหมอนแล้วพนมมืออธิษฐานในใจว่า

"กิ่งไม้นำโชคของไหง  ไหงขออธิษฐาน  หากไหงมีวาสนากับโก๊ตุ๊ง 
ขอให้เราได้สมหวังในความรัก  ได้แต่งงานครองรักกัน 
อุปสรรคที่มีก็ให้มลายหายไปด้วยเถิด"

ข่าวการทาบทามสิ้วยิ้นให้กับอาซ้งทราบถึงหูฝุกยิ้นในตอนเช้าของวันถัดมานั้นเอง 
ฝุกยิ้นก็ร้อนใจอยากจะเจอหน้าลูกชายเพื่อจะบอกเรื่องนั้น 
จึงพยายามเดินกะเผลกๆ  ไปหาถึงแปลงผักหลังบ้าน 
ซึ่งขณะนั้นตุ๊งกว๊ากำลังรดน้ำผักอยู่ 

"อาตุ๊ง  อาตุ๊ง 
เม้มีเรื่องจะบอก"

ตุ๊งกว๊าเห็นแม่เดินมาลำบากก็รีบวางกระบวยแล้วเดินไปพยุง  
พลางถาม   "เม้มีอะไร
ทำไมไม่รอที่บ้าน"

"เม้มีเรื่องร้อนใจจะบอกให้หงีรู้"

"เรื่องอะไรกันเม้  รอไหงที่บ้านไม่ได้เหรอ  เดี๋ยวไหงก็กลับแล้ว"

"แต่เม้ร้อนใจ"

"เอา  งั้นมีเรื่องอะไรร้อนใจเม้ก็บอกมาเถอะ"

ฝุกยิ้นจ้องหน้าลูกชายก่อนตอบ 
"เรื่องสิ้วยิ้นลูกสาวอาฮุย"

"ถ้าเรื่องที่ผู้ใหญ่ไปทาบทามสิ้วยิ้นให้อาซ้งน่ะ 
ไหงรู้แล้ว  เมื่อเย็นวานอาซ้งมาบอกไหงเองแหละ"

"อ้าว
รู้แล้วทำไมถึงได้นิ่งเฉยอยู่ล่ะลูก"

"แล้วเม้จะให้ไหงทำยังไงล่ะ 
ไปฟ้องร้องอาฮุย  หรือว่าจะให้ไหงไปฆ่าอาซ้งเสียเลย"

"หงีพูดยังงี้  ยิ่งทำให้เม้รู้สึกผิด  ที่ทำอะไรอืดอาดยืดยาดจนเสียการ"

ตุ๊งกว๊าพยุงแม่ไปนั่งที่แคร่ไม้ข้างแปลงผัก 
แล้วบอกว่า  "เม้  อย่าคิดมากเลย  ไหงกับสิ้วยิ้นคงไม่มีวาสนาต่อกันถึงได้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมา"

"ถึงหงีพูดยังงั้น  แต่เม้ก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี  เพราะเม้มัวแต่งกเงิ่นๆ 
อยู่แท้ๆ  เชียว  ถึงทำให้อาชุ้นไปทาบทามสิ้วยิ้นได้ก่อน

รูปภาพของ มะไฟ

ตอนที่ ๔

ตอนที่ ๔

หนี้รัก...หนี้แผ่นดิน

บทประพันธ์โดย   ชัยวัฒน์   
ดำรงค์กิจกุลชัย

 เรื่องการทาบทามสิ้วยิ้นให้กับอาซ้ง 
แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ  สำหรับหมู่บ้านเล็กๆ 
แห่งนั้น  มีคนรู้ไม่มากนัก 
แต่ผลจากเรื่องนั้นทำให้บรรยากาศใต้ต้นหลิวบนเนินดินกลางหมู่บ้านเงียบเหงาลงไปถนัด 
เมื่อมีสมาชิกมารวมกลุ่มน้อยลง  สิ้วยิ้นนั้นหายหน้าไปเลยเพราะเอาแต่เก็บตัวอยู่ที่บ้าน 
ส่วนตุ๊งกว๊าก็ไม่มีแก่ใจ  ขาดแรงดึงดูดที่จะให้ไปเที่ยวที่ต้นหลิวนั้นอีก 
ส่วนอาซ้งก็พยายามหลบหน้าทุกคน  แม้กระทั่งตุ๊งกว๊า 
เพราะความรู้สึกไม่สบายใจที่พ่อไปแย่งคนรักของเพื่อนมาให้ตน 
เขาพยายามปลีกตัวไปหางานทำไกลๆ  หลายวันมาแล้วที่อาซ้งได้งานเป็นลูกมือให้ทำบ้านให้นายช่างใหญ่คนหนึ่งที่หมู่บ้านใกล้กัน 

     อาซ้งหายหน้าไปหลายวันติดกันจนฝุกยิ้นเริ่มบ่นกับตุ๊งกว๊า 
ตุ๊งกว๊าก็รู้ว่า  อาซ้งจงใจหลบหน้าเขา 
แต่ก็เลี่ยงไปตอบว่า  "อาซ้งคงกำลังยุ่ง 
เพราะได้ข่าวไปเป็นลูกมือช่างไม้ที่หมู่บ้านตงอัน"

     "อาซ้งนี่คนดีนะ  ขยันทำมาหากิน"

     สองแม่ลูกคุยกันยังไม่ทันจบเรื่องดี 
เจ้าของเรื่องก็มาถึง  อาซ้งเดินยิ้มหรามาแต่ไกล 
ทำเอาสองแม่ลูกงุนงงไปตามๆ  กัน 
เพราะจำได้ว่าวันสุดท้ายที่อาซ้งมาที่นี่  ยังมีสีหน้าอมทุกข์เหมือนแบกโลกไว้ทั้งใบ  แต่แล้ววันนี้กลับร่าเริงมาเหมือนเพิ่งพบโชคก้อนใหญ่ 
อาซ้งมาเยี่ยมตุ๊งกว๊าพร้อมกับมีของฝากติดมือมาฝากแม่ของตุ๊งกว๊า 
หลังจากที่ฝุกยิ้นรับของฝากไปแล้ว  ก็ปล่อยให้สองหนุ่มนั่งคุยกัน

     "หงีหายไปไหนมาตั้งหลายวัน"  ตุ๊งกว๊าเริ่มตั้งคำถาม

     "ไปเป็นลูกมือสร้างบ้านให้อากุย  ไปทำบ้านอยู่ท้ายหมู่บ้านโน่นแนะ"

     "แล้วก็ไม่ยอมส่งข่าวให้ทราบเลย  ปล่อยให้ไหงคอยอยู่ตั้งนาน"

     "ไหงไม่รู้ว่าจะสู้หน้าหงีอย่างไงดี  เลยต้องหลบไปสักพัก 
แต่หงีรู้ไหม  การที่ไหงหลบไปน่ะ 
ทำให้ไหงไปพบทางออกที่ดีเยี่ยม  ไหงก็เลยรีบมาพบหงีเพื่อจะเล่าให้ฟัง"

     "เรื่องอะไรล่ะ"  ตุ๊งกว๊าถามอย่างงงๆ

     "ก็เรื่องของเรานี่แหละ  เรื่องไหง 
เรื่องหงีและสิ้วยิ้น  ไหงเจอทางออกแล้ว 
ไหงไม่ต้องแต่งงานกับสิ้วยิ้น  โดยที่ไม่มีใครเสียหาย"

     "ยังไง"

     "ตอนที่ไหงทำงานที่ท้ายหมู่บ้าน  มีคนในบ้านนั้นกำลังรวมตัวกันจะเดินทางไปเมืองไทย 
อาหลุง  น้องชายเจ้าของบ้านที่ไหงไปทำงานให้ก็จะพาครอบครัวไปด้วย 
เขาชวนไหงด้วย  ไหงจึงคิดได้ว่า 
ไหงควรจะไป  ฉวยโอกาสไปเมืองไทยเสียด้วย 
เพื่อจะให้การแต่งงานยุติลง"

     "มันจะดีเหรอ"  ตุ๊งกว๊าถามอย่างไม่สิ้นสงสัย

     "ดีแน่  แต่แผนนี้จะสำเร็จได้ก็ต้องอาศัยหงีร่วมมือด้วย"

     "ยังไงล่ะ"

     "การไปเมืองไทย  ไหงจะหนีไป  ไม่ต้องบอกให้เตี๊ยรู้"

     "อ้าวทำไมล่ะ"  ตุ๊งกว๊าร้องเสียงดัง

     "ถ้าไหงบอกให้เตี๊ยรู้  เตี๊ยจะต้องเร่งให้แต่งงานกับสิ้วยิ้น 
แล้วให้พาสิ้วยิ้นไปด้วยแน่"

     ตุ๊งกว๊าพยักหน้าพลางคิดตาม 
และยอมรับว่าเรื่องนี้อาซ้งรอบคอบมาก

     "การที่หงีหนีไปอย่างนั้นมันจะดีเหรอ"

     "ตอนแรกๆ  มันไม่ดีแน่  แต่ระยะยาวมันจะเป็นผลดีกับทุกฝ่าย  หงีลองคิดดู 
ถ้าไหงยังอยู่ที่นี่  ไหงอาจจะต้องแต่งงานกับสิ้วยิ้น 
จะต้องทำให้คนสามคนต้องเจ็บปวด  แต่ไหงไปเสียคนเดียว 
ข้างหลังหงีก็อาจจะสมหวัง  อีกอย่างบ้านไหงมีพี่น้องมากมาย 
การดูแลอาเตี๊ย  แม่  มีคนทำหน้าที่แล้ว  ถ้าไหงไปพบโชคได้เงินได้ทองเยอะๆ 
พบช่องทางดีๆ  ก็สามารถส่งมาจุนเจือครอบครัวได้"

     ตุ๊งกว๊าพยายามคิดตาม 
และเห็นดีเห็นงามด้วย  ยิ่งใคร่ครวญตามที่อาซ้งวางแผน 
ก็ยิ่งเห็นการเสียสละของอาซ้ง  เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวแต่วัยเด็กของเขา 
เขารู้ว่าอาซ้งไม่มีวันทำให้เขาเสียใจ  แต่คิดไม่ถึงอาซ้งจะเสียสละเพื่อเขาได้ขนาดนี้ 
เมื่อคิดได้เช่นนั้นความปิติก่อตัวขึ้นและดันขึ้นมาในลำคอทำให้ตุ๊งกว๊ารู้อึดอัด     

"เรื่องของไหงทำให้หงีต้องพลอยลำบากไปด้วย"

     อาซ้งจับบ่าเพื่อนรักเบาๆ 
พลางบอกว่า  "ไม่เป็นไรหรอก 
หงีทำเพื่อไหงมามาก  หงีจำได้ไหม 
ตั้งแต่เล็กจนโตหงีเสียสละเพื่อไหงมาตลอด  วันนี้ไหงมีโอกาสตอบแทนหงีบ้าง  ก็ควรทำ"

     "ถ้าหงีคิดดีแล้ว  ไหงก็ไม่อยากขัด 
ว่าแต่หงีจะเดินทางเมื่อไหร่"

     "อาหลุงบอกว่าเรือจะออกจากท่าในสัปดาห์นี้  ไหงจะไปกับเรือลำนั้น 
หลังจากไหงไปแล้ว  หงีจะต้องนำจดหมายไปให้เตี๊ยไหง 
เพื่อเตี๊ยจะได้ไม่ต้องห่วง  และจะได้เข้าใจเหตุผลที่ไหงต้องไป"

     เรื่องที่พูดคุยกันในวันนั้นถูกนำมาปฏิบัติจริงในอีกประมาณสัปดาห์ต่อมา 
ตุ๊งกว๊าแอบไปส่งอาซ้งที่ท่าเรือ  ซึ่งที่นั่นทั้งคู่ต้องจากกันอย่างอาลัยอาวรณ์  
อาซ้งทิ้งจดหมายฉบับหนึ่งไว้กับตุ๊งกว๊าเพื่อนำไปให้เตี๊ยของเขา 
ส่วนตุ๊งกว๊าก็มีของฝากเป็นของกินเพียงเล็กน้อยเพื่อให้อาซ้งใช้กินในเรือ 
ที่ท่าเรือเมืองซัวเถา  ตุ๊งกว๊าได้พบเพื่อนร่วมทางอาซ้งหลายคน 
หนึ่งในจำนวนนั้นคือคนที่อาซ้งเคยไปทำงานด้วย  คือ  อาหลุง  ซึ่งกำลังจะเดินทางไปทำมาหากินในเมืองไทยพร้อมกับเมียและลูกสาววัยประมาณ 
  ขวบ  อาซ้งแนะนำให้ตุ๊งกว๊ารู้จักครอบครัวของอาหลุงทุกคน 
ไม่เว้นแม้กระทั่ง  เหมี่ยวหยุง 
บุตรสาววัยเพียง    ขวบของอาหลุง

     หลังการอำลาที่แสนอาลัย 
เรือสำเภาก็ค่อยๆ  ถอยลำออกจากท่า 
อาซ้งยืนโบกมือให้ตุ๊งกว๊า  ซึ่งยืนกำจดหมายอยู่บนท่าเรือ 
ตุ๊งกว๊ายืนส่งอาซ้งจนสุดสายตาจึงจะเดินทางกลับบ้าน  และหลังจากวันนั้นมาเพียงคืนเดียว  จดหมายในมือของตุ๊งกว๊าก็ไปถึงมือของอาชุ้น 
เตี๊ยของอาซ้ง

     อาชุ้นรีบเปิดจดหมายฉบับนั้นออกอ่านอย่างร้อนรน 
จึงได้พบข้อความว่า

"ถึงเตี๊ยและทุกคนในครอบครัว

     ตอนที่เตี๊ยได้อ่านจดหมายฉบับนี้ 
ไหงคงจะจากแผ่นดินจีนไปเรียบร้อยแล้ว  ไหงต้องขอโทษที่หนีไปเช่นนี้ 
ทำเหมือนคนอกตัญญู  แต่ไหงทนดูเพื่อนรักของไหงต้องเจ็บปวดไปตลอดชีวิตไม่ได้จริงๆ 
เตี๊ยคงรู้ว่า  ไหงกับตุ๊งกว๊ารักใคร่ผูกพันกันนานแค่ไหน 
ตุ๊งกว๊าแม้ไม่ใช่ญาติก็ยิ่งกว่าญาติของไหง  เขาช่วยเหลือไหงมาแต่เล็กแต่น้อย  และไม่เคยทำในสิ่งที่ทำให้ไหงต้องเสียใจ 
คอยช่วยเหลือไหงมาตลอด  เมื่อไหงโตขึ้นมามีโอกาสมากกว่าไหงมีเตี๊ย 
มีแม่  มีพี่น้องที่สมบูรณ์ 
กว่า  ไหงจะเอาเปรียบตุ๊งกว๊าด้วยการแต่งงานกับคนที่ตุ๊งกว๊ารัก 
ไหงทำไม่ได้  ที่สำคัญไหงเองที่เป็นคนแนะนำให้ตุ๊งกว๊ากับสิ้วยิ้นรู้จักกัน 
และเป็นคนเริ่มสานสายสัมพันธ์ให้ทั้งคู่  แล้วไหงจะเป็นตัดสายสัมพันธ์นั้นเอง  ไหงทำไม่ได้ 
ไหงคิดดูแล้วว่า  หากไหงอยู่ที่นี่ต่อไปก็รังแต่จะทำให้คนอื่นเดือดร้อน 
หากไหงปฏิเสธเตี๊ยไม่ยอมแต่งงานกับสิ้วยิ้น  ก็จะเป็นคนดื้อเป็นคนอกตัญญู  แต่หากไหงยอมแต่งงาน 
คนสามคนคือไหง  ตุ๊งกว๊า  และสิ้วยิ้นจะต้องเจ็บปวดไปตลอดชีวิต  แต่หากไหงไปเสียคนหนึ่ง 
เรื่องยุ่งๆ  ที่ไหงมีส่วนสร้างขึ้นมาก็จะจบลงได้ 
ไหงอยากขอร้องเตี๊ยให้ช่วยสนับสนุนตุ๊งกว๊าแทนไหง  เมื่อไม่มีไหงให้เตี๊ยถือว่าตุ๊งกว๊าเป็นลูกของเตี๊ยอีกคนหนึ่ง 
เป็นลูกแทนไหง 

     หากไหงมีโชค 
ก็จะกลับมาเยี่ยมเตี๊ยและครอบครัว  เมื่อถึงเมืองไทยแล้ว 
ไหงจะพยายามเขียนจดหมายมาแจ้งให้เตี๊ยและทุกคนในครอบครัวได้ทราบ

                                             รักและเคารพเตี๊ย

                                                 
อาซ้ง"

     อ่านจดหมายจบ 
อาชุ้นนถอนใจเฮือกใหญ่ก่อนจะบ่นออกมาว่า  "นี่ไหงได้ทำอะไรลงไป"

     อาชุ้นจ้องไปที่ตุ๊งกว๊าซึ่งนั่งก้มอยู่ตรงหน้า 
"ไหงไม่ทราบเรื่องของหงีกับสิ้วยิ้นจริงๆ  ที่ไหงทำไปก็เพราะเห็นว่าทั้งคู่เหมาะสมกัน  ไหงเห็นแก่ตัวจริงๆ 
ไหงขอโทษด้วยนะตุ๊งกว๊า"

     "ไม่เป็นไรหรอกเตี๊ย  ไหงเองก็มีส่วนผิดที่ไม่ได้ปรึกษาผู้ใหญ่"

     "สิ่งใดที่ไหงทำแล้วเป็นการแก้ไขความผิดครั้งนี้ได้  ไหงจะรีบทำ"

     คำพูดที่อาชุ้นพูดต่อหน้าตุ๊งกว๊าในวันนั้น 
ไม่ใช่เป็นการพูดเพื่อเอาใจเพื่อนลูกชาย  หากแต่เป็นคำพูดที่มีผลจริงในอีกสามวันต่อมา  เมื่ออาชุ้นเดินทางไปพบอาฮุย 
เล่าเรื่องที่อาซ้งหนีไปเมืองไทยด้วยเหตุที่หาทางเลี่ยงการแต่งงานกับสิ้วยิ้น 
และเล่าความจริงเรื่องความสมพันธ์ระหว่างสิ้วยิ้นกับตุ๊งกว๊าให้ฟัง 
แม้จะสับสนในเบื้องต้นแต่ในที่สุดอาฮุยก็เข้าใจในเจตนารมณ์ของอาชุ้น 
จึงสนับสนุนวิธีการแก้ไขความผิดของอาซุ้นเต็มที่  โดยไม่ขัดข้องที่อาชุ้นจะเปลี่ยนตัวเจ้าบ่าวจากอาซ้งมาเป็นตุ๊งกว๊า

     และข่าวนั้นกลายข่าวดีที่สุดของบ้านตุ๊งกว๊า 
เมื่ออาชุ้นแวะไปบอกด้วยตัวเอง  ฝุกยิ้นกล่าวขอบคุณอาชุ้นไม่ขาดปาก

     "ไหงทำผิดมาครั้งหนึ่งแล้ว  ไหงรับปากจะแก้ไขความผิดและทำตามที่อาซ้งขอร้อง 
ถ้าหงีไม่ขัดข้อง  ไหงจะขอเป็นเถ้าแก่สู่ขอสิ้วยิ้นให้ตุ๊งกว๊าเอง 
และขอเป็นเจ้าภาพร่วมในงานแต่งด้วย"

     "ด้วยความยินดีเลย  อาชุ้น  ตุ๊งกว๊าไม่มีเตี๊ย  ได้หงีเป็นเตี๊ยในงานแต่งก็จะเป็นพระคุณ"

     "หงีเห็นตุ๊งกว๊ามาแต่เล็ก  เอ็นดูเหมือนลูกคนหนึ่งมาตลอด 
การที่จะช่วยให้กื๋อมีครอบครัว  ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร"

     หลังจากตกลงกันได้แล้ว 
งานแต่งงานระหว่างสิ้วยิ้นกับตุ๊งกว๊าก็ถูกจัดขึ้นอย่างง่ายๆ 
ตามประเพณีนิยมของหมู่บ้าน  อาชุ้นเป็นเจ้าภาพร่วมกับฝุกยิ้น 
กำไลหยกที่หมุกกว๊าเตี๊ยของตุ๊งกว๊ามอบให้กับฝุกยิ้นในวันแต่งงานเมื่อหลายสิบปีที่แล้วถูกนำมาเป็นสินสอดในการแต่งงาน 

     แต่งงานแล้ว 
สิ้วยิ้นก็ย้ายมาอยู่บ้านตุ๊งกว๊าตามประเพณีนิยมของชุมชนนั้น 
สิ้วยิ้นเข้าช่วยงานในครอบครัวได้มาก  โดยเฉพาะเรื่องการดูแลงานบ้านและดูแลฝุกยิ้นที่ป่วยกระเสาะกระแสะมาตลอด

 

รูปภาพของ มะไฟ

หนี้รักหนี้แผ่นดินตอนที่๕

ตอนที่ ๕ ภายหลังจากตุ๊งกว๊ากับสิ้วยิ้นอยู่กินฉันสามีภรรยากันได้เกือบปี  เช้าวันหนึ่ง  ทั้งแม่และตุ๊งกว๊าก็ได้รับข่าวดีเมื่อซินแสที่ถูกตามมาดูอาการป่วยของสิ้วยิ้น  หลังจากตรวจอาการอย่างละเอียดแล้วบอกว่า      "กื๋อ  (สรรพนามที่สามหมายถึงเธอหรือเขา)  ไม่ได้ป่วยไข้อะไรหรอก  แต่กื๋อกำลังแพ้ท้อง"

     ตุ๊งกว๊างุนงงกับศัพท์นั้นเล็กน้อย  แต่แม่ของตุ๊งกว๊าเข้าใจความหมายทันที  ฝุกยิ้นจึงเป็นฝ่ายอธิบายให้ตุ๊งกว๊าฟังต่อว่า

     "สิ้วยิ้นจะมีลูกให้หงี  อาตุ๊ง"     นั่นล่ะ  ตุ๊งกว๊าถึงจะแทบกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ  แต่เพียงครู่เดียวอารมณ์ของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน  เขาเกิดอาการกังวลตามมาติดๆ  โดยไม่มีใครทราบว่าเกิดอะไรขึ้น      หลังจากวันนั้นมาร่วมสัปดาห์  ตุ๊งกว๊าก็ยังมีอาการสองอารมณ์ต่อเนื่องกันเช่นเดิม  สิ้วยิ้นไม่ค่อยได้สังเกต  จึงได้พบอารมณ์ดีของตุ๊งกว๊าไม่ค่อยได้เห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไป  แต่ฝุกยิ้นเข้าใจในทุกสีหน้าและอาการของลูกชาย  จึงสามารถจับอารมณ์ที่เปลี่ยนไปโดยการแสดงออกทางแววตาของตุ๊งกว๊าได้       ในค่ำคืนหนึ่ง  ขณะที่สิ้วยิ้นกำลังจัดที่นอนให้ฝุกยิ้น  ตุ๊งกว๊าออกมานั่งรับลมหน้าบ้าน  ฝุกยิ้นฉวยโอกาสนั้นเดินเลี่ยงออกไปนั่งใกล้ๆ  นางหาโอกาสจะคุยกับลูกชายเพียงลำพังมาหลายวันแล้ว

     "อาตุ๊ง  หมู่นี้เม้  ( แม่)  สังเกตดูเห็นหงีหน้าหมองๆ  มีอะไรหนักใจหรือเปล่า"     "ไม่  ไม่มีอะไรหรอกเม้  ไหงอาจจะเหนื่อยไปหน่อย"

     ฝุกยิ้นลูบไหล่ลูกชายเบาๆ  พลางปลอบใจ      "อาตุ๊ง  เม้เลี้ยงหงีมาแต่เล็ก  หงีเป็นคนยังไงทำไมเม้จะไม่รู้  เรื่องเหนื่อยน่ะหงีเหนื่อยมาทุกวันแหละ  แต่หงีก็ไม่เคยเงียบอย่างงี้  หงีมีอะไรหนักใจก็บอกเม้มาเถอะ"     ตุ๊งกว๊านิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง  ก่อนจะเริ่มเอ่ยขึ้นว่า

     "ไหงไม่เคยปิดอะไรเม้ได้เลยจริงๆ"     "หงีหนักใจเรื่องอะไรเล่าให้เม้ฟังบ้างได้ไหม  เพื่อเม้จะช่วยบรรเทาได้บ้าง"

     "ความจริง  มันก็ไม่เชิงหนักใจหรอกเม้  เพียงแต่ว่าไหงอาจจะคิดมากไปเอง"     "เรื่องอะไรล่ะ"  แม่ของตุ๊งกว๊าถามรุกต่อ

     ตุ๊งกว๊าถอนใจทีหนึ่ง  ก่อนเผยสิ่งที่หนักใจออกมา  "ก็เรื่องลูกนี่แหละ"     "อ้าว"  แม่ของตุ๊งกว๊ามีอาการตกใจ  "หงีไม่ดีใจหรอกหรือที่จะได้ลูก"

     "ก็ดีใจอยู่หรอกเม้"

     "แล้วหงีหนักใจเรื่องอะไรล่ะ"     "เม้ก็รู้ว่าตอนนี้ฐานะเราเป็นอย่างไร  และนับวันจะย่ำแย่ลงเรื่อยๆ" 

     "ไหงก็เลยคิดว่า  หากมีลูกมาให้เป็นภาระเลี้ยงดูอีกคนจะทำให้ลำบากใจมากขึ้น"     "ไหงไม่อยากเห็นลูกต้องอดๆ  อยากๆ  ใจหนึ่งไหงก็ดีใจที่จะได้ลูก  แต่ใจหนึ่งก็ห่วงเขากลัวว่าจะได้รับความลำบาก  ไหงสับสนจนบอกไม่ถูกเลยเม้"

     ฝุกยิ้นจับบ่าลูกชาย  แล้วจ้องหน้าก่อนพูดช้าๆ     "ตุ๊งกว๊า  หงีฟังเม้นะ  เราจะห้ามคนเกิดนะไม่ได้หรอกลูก  มันเป็นลิขิตฟ้าน่ะ  มนุษย์เราแต่ละคนต่างมีชะตากรรมของตัวเอง  ไม่ว่าเม้  ตุ๊งกว๊า  หรือลูกของอาตุ๊งก็ต่างมีชะตากรรมเป็นของตัวเอง  เขาถูกกำหนดให้เกิดมาในสภาพอย่างนี้ก็ต้องเป็นอย่างนี้  หงีอย่าไปคิดให้หนักใจเลย  อีกอย่างหงีลองดู  บางครอบครัวที่เขามีฐานะย่ำแย่กว่าเรา  เขาก็สามารถเลี้ยงดูลูกให้เติบโตได้  อาตุ๊ง  หงีเป็นคนขยัน  จะไปกลัวอะไรกับเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น  เรื่องข้างหน้าปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตเถอะ  อย่าไปกังวลล่วงหน้า  เพราะบางทีเรื่องที่เรากังวลอาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้"     ตุ๊งกว๊าค่อยๆ  ใคร่ครวญตามที่ผู้เป็นแม่ชี้แนะก็เห็นจริงดังว่าจึงรู้สึกโล่งอกความสับสนอลม่านอยู่ในอกหลายวันที่ผ่านมา  ก็ค่อยๆ  ลดน้อยลง  เรื่องที่สองแม่ลูกปรึกษาหารือกันอยู่นั้น  หาใช่เป็นเรื่องที่รู้กันระหว่างสองแม่ลูกไม่  เพราะว่าสิ้วยิ้นได้เดินมาได้ยินเข้าพอดี  เธอทันได้ฟังและได้รู้ความหนักใจของสามีด้วย     ค่ำคืนนั้น  หลังจากพาฝุกยิ้นเข้านอนแล้ว  สิ้วยิ้นก็ค่อยๆ  ขยับไปนอนลงใกล้ๆ  กับตุ๊งกว๊าอย่างเคย  และเมื่อนอนลงเรียบร้อย  สิ้วยิ้นก็ปล่อยให้เวลาผ่านไปเพียงครู่ใหญ่ก็ค่อยๆ  เอ่ยขึ้น     "โก๊  (พี่ชาย)  ไหงรู้ว่าโก๊หนักใจเรื่องที่จะมีลูก"

     ตุ๊งกว๊าสะดุ้งโหยง  เพราะคิดไม่ถึงว่าสิ้วยิ้นจะล่วงรู้ความรู้สึกที่เขาอุตส่าห์แบกรับไว้เพียงลำพังมาหลายวัน

     "หงีรู้ด้วยเหรอ"     สิ้วยิ้นยกมือวางบนอกตุ๊งกว๊าแล้วกล่าว  "ไหงจัดที่นอนเสร็จจะไปตามอาเม้  บังเอิญไปได้ยินเข้าพอดี  โก๊คงไม่ว่าไหงสอดรู้หรอกนะ"     "ไม่หรอก  ไหงซะอีกที่คิดอะไรไม่เข้าท่า  ทำให้หงีพลอยไม่สบายใจไปด้วย"

     "ถ้าโก๊คิดว่าเรื่องนั้นเป็นความผิด  ไหงก็ผิดด้วย  เพราะไหงก็คิดหนักใจเหมือนโก๊นั่นแหละ  แต่เมื่อได้ยินอาเม้พูด  ไหงก็โล่งใจ"     "สิ้วยิ้น  ไม่ใช่เพราะโก๊ไม่อยากมีลูกหรอกนะ  แต่ว่าโก๊เห็นว่าตอนนี้เราลำบากจริง  สถานการณ์บ้านเมืองก็นับวันจะแย่ลงๆ"

     "หงีเข้าใจโก๊นะ  เอาเถอะอย่างที่เม้ว่านั่นล่ะถูกต้อง  อย่าเพิ่งกังวลกับเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น  ไม่แน่ลูกคนนี้อาจจะนำโชคนำลาภมาให้เราก็ได้"

     ตุ๊งกว๊าลืมตายิ้มกว้างในความมืด  เขาจับมือสิ้วยิ้นบีบเบาๆ  พลางกล่าว  "สิ้วยิ้น  ขอบใจนะที่หงีเข้าใจโก๊"     จากวันนั้นมา  แม้จะคิดตามที่แม่แนะนำ  แต่ก็มีบ้างบางครั้งที่ทั้งสิ้วยิ้นและตุ๊งกว๊าจะเผลอเป็นกังวลอีก  แต่ก็เพียงไม่นานก็สามารถจะขจัดความกังวลนั้นไปได้  หลังจากนั้นประมาณ    เดือน  ในเช้าวันหนึ่งสิ้วยิ้นก็คลอดลูกออกมาเป็นผู้ชายซึ่งเป็นทารกที่สมบูรณ์  ตัวขาวอ้วนท้วน  สุขภาพแข็งแรง  ร้องให้เสียงดังตั้งแต่หลุดออกมาจากท้องแม่     พลันที่ได้เห็นลูกชาย  ตุ๊งกว๊าก็ลืมความกังวลใจไปหมดสิ้น  มีแรงใจขึ้นมาอย่างประหลาด  การมาคลอดของทารกน้อยอันเป็นสายเลือดของเขา  เป็นเสมือนยาวิเศษทางใจที่เยียวยาอาการกัลวลและห่อเหี่ยวไปหมดสิ้น  เขาขจัดความกังวลทั้งมวลได้หมดสิ้นอย่างฉับพลัน  และพลันจิตใจอิ่มเอิบดังได้ลาภก้อนมหึมา  ไม่เพียงแต่ตุ๊งกว๊าเท่านั้นที่มีความรู้สึกเช่นนั้น  ทุกคนในบ้านก็ความรู้สึกไม่ต่างจากนั้นเท่าไหร่      การมาของทารกน้อยคนนี้  จึงเหมือนลาภก้อนโตของทุกคนในครอบครัวจริงๆ  ด้วยเหตุนี้  ฝุกยิ้นจึงตั้งชื่อให้ลูกชายคนแรกของตุ๊งกว๊าว่า  "ไถ่ฝัดฉอย"  อันมีความหมายว่า  มีโชคลาภมหาศาล  ทารกน้อยไถ่ฝัดฉอยนำโชคนำลาภมาให้ครอบครัวตุ๊งกว๊าได้จริงๆ  เพราะเมื่อบรรดาญาติๆ  ของสิ้วยิ้นซึ่งส่วนใหญ่จะมีฐานะค่อนข้างดีกว่าครอบครัวญาติๆ  ของตุ๊งกว๊าทราบเรื่องก็ต่างมาเยี่ยมและมีข้าวของมารับขวัญหลานคนใหม่กันทั่วหน้า     แม้ว่าญาติๆ  ของตุ๊งกว๊าจะมีฐานะลำบากไม่ต่างกัน  ก็ยังอุตส่าห์เจียดข้าวของที่มีมารับขวัญหลานชายคนนี้  ในช่วงนั้น  ฐานะการเงินและความเป็นอยู่ของครอบครัวตุ๊งกว๊าจึงดีขึ้นมาจากปกติได้บ้าง  จนเมื่อทารกน้อยไถ่ฝัดฉอยอายุได้ประมาณหนึ่งเดือน  อาสุ้น  พี่ชายคนโตของสิ้วยิ้น  ซึ่งได้แต่งงานแยกออกไปสร้างครอบครัวอยู่ที่ต่างหมู่บ้าน  ก็ได้แวะมาเยือนครอบครัวน้องสาว  เพื่อฉวยโอกาสมาเยี่ยมหลานคนใหม่ด้วย  ปกติอาสุ้นกับครอบครัวของตุ๊งกว๊าไม่ค่อยสนิทสนมกันนัก  เนื่องจากว่า  อายุของอาตุ๊งกับอาสุ้นนั้นห่างกันพอสมควร  เติบโตไม่ทันกัน  เพราะอาสุ้นเป็นลูกชายคนโตของครอบครัวอาฮุย  มีอายุไล่เลี่ยกับพี่สาวคนโตของตุ๊งกว๊า  และต่างได้แต่งงานมีครอบครัวแยกเรือนออกไปในเวลาไล่เลี่ยกัน  อาสุ้นเป็นพี่สิ้วยิ้นคนโตก็จริง  แต่เพราะต้องเดินทางไปหางานทำไกลบ้านอยู่เนืองๆ  จึงได้ข่าวหลานชายคนใหม่ช้ากว่าใคร  ประกอบกับมีงานติดพันจึงเดินทางมารับขวัญหลานคนใหม่ได้หลังสุดในบรรดาพี่น้องของสิ้วยิ้น      อาสุ้นมาเยือนครอบครัวตุ๊งกว๊าพร้อมกับถือของฝากประเภทของกินของใช้มารกมือ  และเขาฉวยโอกาสร่วมทานอาหารมื้อเย็นกับน้องเขย  และในขณะที่ร่วมวงอาหารกันนั้นเอง  ตุ๊งกว๊าได้สอบถามถึงเรื่องการงานของอาสุ้น  อาสุ้นจึงตอบว่า

     "เสร็จงานที่ค้างอยู่  ไหงคิดว่าจะต้องจากบ้านไปทำงานแดนไกลแล้ว  ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้กลับมา  จึงจะฉวยโอกาสสังสรรค์กับหงีเสียหน่อย"

     "โก๊จะไปทำงานที่ไหนเหรอ"     "มีพรรคพวกมาชวนให้ลองไปหางานทำที่สิงคโปร์"

     "สิงคโปร์"  ตุ๊งกว๊าอุทานเสียงค่อนข้างดัง     "อืม  เห็นพรรคพวกที่เขาเคยไปมาบอกว่า  งานดีเงินดี  มีช่องทางทำมาหากินเยอะ  ไหงก็อยากจะลองไปเสี่ยงโชคดูสักครั้ง  เพื่อสบช่องทางจะได้มาชักชวนหงีไปด้วย"

     "สิงคโปร์นี่มันอยู่ที่ไหนกัน"  ตุ๊งกว๊าถามด้วยความสนใจ     "มันเป็นเกาะอยู่ท้ายแหลมมลายู  แต่ตอนนี้พวกอังกฤษยึดครองอยู่ที่นั่น  เป็นเมืองท่า  การค้าการขายรุ่งเรืองมาก  ได้ข่าวว่ามีคนจีนเดินทางไปตั้งรกรากกันมาก  เห็นว่ามีช่องทางทำมาหากินได้เยอะ"

     ตุ๊งกว๊านั่งฟังอย่างสนใจ     "สนใจจะไปด้วยไหมล่ะอาตุ๊ง"

     ตุ๊งกว๊าเงียบในการนิ่งคิด 

รูปภาพของ มะไฟ

ตอนที่ ๖  

ตอนที่ ๖   "ว่าไงล่ะ  อาตุ๊ง"  อาสุ้นถามขึ้นหลังจากเห็นตุ๊งกว๊านิ่งเงียบไปนานเกินควร

     "ไหงก็อยากจะลองไปเสี่ยงดวงด้วยอยู่หรอก  แต่ติดปํญหาที่ว่ามีภาระข้างหลังมากเกินไป  เม้ก็อายุมาก  แล้วก็เจ็บออดๆ  แอดๆ  มาหลายปี  ส่วนสิ้วยิ้น  ก็เพิ่งคลอดลูกใหม่ๆ  ก็ต้องช่วยประคองกันไปก่อน  อีกอย่างไหงเพิ่งจะมีลูกคนแรกก็อยากจะอยู่กับลูกไปสักพักก่อน"  ตุ๊งกว๊าตอบไปตามเหตุผลที่คิดได้ตอนนั้น     "ก็จริงของหงีนะ  ไหงก็ชวนไปตามมารยาทอย่างนั้นแหละ"     หลังจากวันนั้นมา  ไม่ถึงเดือน  ตุ๊งกว๊าก็ได้ข่าวว่า  อาสุ้นได้เดินทางไปเสี่ยงดวงที่สิงคโปร์จริงๆ  อาสุ้นมีภาระทางบ้านค่อนข้างน้อย  เพราะลูกๆ  ก็ต่างเติบโตพอที่จะช่วยเหลือครอบครัวได้บ้างแล้ว  ส่วนหมุ่ยฟ้าเมียของอาสุ้น  ก็ไม่ติดลูกอ่อนจึงสามารถดูแลครอบครัว  รับภาระทางบ้านแทนอาสุ้นได้     หลังคลอดเสร็จแม้จะมีลูกอ่อนติดพัน  แต่สิ้วยิ้นก็พยายามจะทำหน้าที่การงานตามปกติ  โดยฝุกยิ้นจะเป็นฝ่ายที่อาสาเลี้ยงหลานเอง  แม้ว่าตัวเองไม่ค่อยแข็งแรงแต่ฝุกยิ้นก็มีความสุขที่ได้ทำหน้าที่ช่วยเลี้ยงหลาน  และดูเหมือนว่าไถ่ฝัดฉอยจะติดย่าพอๆ  กับติดแม่  ส่วนตุ๊งกว๊าก็พยายามจะออกไปหาทำงานนอกบ้าน  แต่งานทุกอย่างดูเหมือนจะยิ่งเลวร้ายลง  เพราะจีนในขณะนั้นเต็มไปด้วยปัญหาการแก่งแย่งช่วงชิงอำนาจกัน  และการขัดแย้งกันเองในหมู่ผู้นำ  มูลเหตุก็มาจาก  ภายหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์  ที่อยู่ในอำนาจของราชวงศ์ชิงมาสู่ระบอบประชาธิปไตย  ซึ่งนำโดย  ดร.ซุนยัดเซน  ความไม่พร้อมของระบอบใหม่ ประกอบกับความกว้างใหญ่ไพศาลของแผ่นดินจีน  ทำให้กลุ่มคนที่กุมอำนาจอยู่ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์  ซึ่งส่วนใหญ่คือขุนศึกในภูมิภาคต่างๆ  อันมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงการปกครองก็เกิดแย่งชิงกันเป็นใหญ่  เกิดการขัดแย้งกันเอง  กลายเป็นศึกภายในที่ลุกลามส่งผลเสียมากขึ้นๆ  กลุ่มชนชั้นผู้นำจึงมีหน้าที่หลักในการปกป้องคุ้มครองและช่วงชิงอำนาจกัน  ไม่มีเวลามาดูแลทุกข์สุขของราษฎรเท่าที่ควร  ราษฏรทั้งแผ่นดินจึงมีสภาพเสมือนถูกทอดทิ้งให้เผชิญชะตากรรมเพียงลำพังชั่วขณะ  การช่วยเหลือจากภาครัฐดำเนินไปด้วยความลำบาก  โดยเฉพาะในชนบทห่างไกลอย่างหมู่บ้านเก็กไซของตุ๊งกว๊าแล้ว  ยิ่งเหมือนถูกปล่อยให้โดดเดี่ยว  แต่เพราะประสบการณ์ที่ผ่านความทุกข์ยากมาหลายชั่วคน  อีกทั้งสายเลือดของชาวเก็กไซได้สืบสานความเข้มแข็งอดทนมาด้วย  ทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ประคองชีวิตไปได้  แม้จะอยู่ในสภาพทุกข์ยากและลำบากกว่าสภาพปกติ 

 

     ตุ๊งกว๊าพยายามจะหางานทำ  ใช้ความรู้ความสามารถที่ได้รับมาจากเตี๊ย  คืองานช่างก่อสร้าง  แต่เมื่อสภาพเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ในภาวะแสนจะฝืดเคืองเช่นนั้น  ไม่มีใครมีกำลังทรัพย์พอที่จะก่อสร้างบ้านเรือนหรืออาคารสถานที่ใหม่ๆ  งานช่างก่อสร้างที่ตุ๊งกว๊าถนัด  จึงเกือบจะไม่ได้ใช้เลย  เท่าที่มีก็เป็นงานซ่อมแซมของเก่าเสียมากกว่าจะสร้างใหม่  แต่ตุ๊งกว๊าก็ไม่ย่อท้อพยายามจะหางานอื่นแม้เป็นงานที่ต้องใช้แรงงานแทนงานฝีมือเขาก็ทำ  หรือต้องเดินทางไปหางานทำที่หมู่บ้านไกลๆ  โดยได้รับค่าตอบแทนที่ต่ำมาก  ตุ๊งกว๊าพยายามทุกวิถีทางที่จะหารายได้มาจุนเจือครอบครัว  และนำพาทุกชีวิตให้ผ่านพ้นวิกฤติให้ได้     ส่วนสิ้วยิ้น  เมื่อสามารถทำงานได้ตามปกติแล้ว  ก็พยายามจะเสนอตัวออกไปช่วยงานตุ๊งกว๊า  แต่ตุ๊งกว๊าปฏิเสธด้วยเห็นว่าลำพังงานที่ผู้ชายอย่างเขาทำได้ก็แสนจะหายาก  สิ้วยิ้นจึงพยายามเพาะปลูกพืชผัก  แต่เหมือนผีซ้ำด้ามพลอย  แผ่นดินจีนในขณะนั้นนอกจากจะวุ่นวายเดือดร้อนจากสถานการณ์ผลัดใบในทางระบอบปกครองแล้ว  ฝนฟ้าก็มาพลอยมาทอดทิ้งแผ่นดินไปด้วย  เกิดภาวะแห้งแล้งต่อเนื่องกันมา  ทำให้การเพาะปลูกไม่ได้ผลเต็มที่ถึงขนาดบางครั้งไม่ได้ผลเลย  ครอบครัวของตุ๊งกว๊าเผชิญชะตากรรมแร้นแค้นอย่างสาหัส  เมื่อไถ่ฝัดฉอยมีอายุครบหนึ่งขวบปี  สถานการณ์ของครอบครัวก็ยิ่งย่ำแย่ลง  เมื่อฝุกยิ้นที่ป่วยออดๆ  แอดๆ  มาหลายปีแล้ว  เกิดล้มหมอนนอนเสื่อลุกเดินไม่ไหวอีก  หลายคนลงความเห็นว่า  อาจจะเป็นเพราะอาหารการกินที่ไม่สมบูรณ์มานาน  ตุ๊งกว๊าโทษตัวเองจนแทบจะหนีหายไปจากโลก  แต่เมื่อมองลูกชายกับความอุตสาหะของสิ้วยิ้น  ก็ไม่สามารถหักใจจากลาไปได้  ยิ่งได้แรงใจจากสิ้วยิ้นคอยเพิ่มทำให้มีแรงต่อสู้ชีวิตต่อไปได้     ฤดูหนาวของปีนั้นมาเยือนเร็วกว่าปกติ  และเมื่อเริ่มหนาวก็หนาวมากทันที อันเป็นผลต่อเนื่องมาจากความแห้งแล้งหนักหน่วงที่เป็นมาก่อนหน้านั้น  ฤดูหนาวปีนั้น  หลายครอบครัวต่างต้องทนความหนาวเหน็บอย่างหนักหน่วง  เพราะว่าไม่สามารถหาเชื้อเพลิงมาก่อไฟไล่หนาวได้เพียงพอ   ครอบครัวของตุ๊งกว๊าก็ไม่ต่างกัน  ฝุกยิ้นที่ล้มหมอนนอนเสื่ออยู่ก่อนหน้านั้นหลายเดือน  ยิ่งได้รับความทรมานจากอากาศหนาว  ตุ๊งกว๊าพยายามทุกวิถีทางที่จะหาเชื้อเพลิงมาจุดไล่หนาวให้แม่  เขาเสียสละแม้กระทั่งเครื่องใช้ไม้สอยบางอย่างที่เป็นไม้  และปัจจุบันไม่ได้ใช้ประโยชน์แต่เครื่องใช้พวกนั้นก็มีน้อย  จึงสามารถให้ความร้อนไล่หนาวได้เพียงไม่นานนัก  แม้ว่าร่างกายจะโรยราเต็มที่  แต่จิตใจของฝุกยิ้นเข็มแข็งมาก  พยายามพูดจาให้กำลังใจแก่ลูกและลูกสะใภ้อยู่เสมอๆ      ในค่ำคืนของฤดูหนาวที่แสนจะหนาวเหน็บ  สิ่งหนึ่งที่สิ้วยิ้นจะช่วยสามีได้คือออกท้องไร่ท้องนาหาเศษไม้เศษหญ้า  หรือแม้แต่ใบไม้ที่ร่วงหล่น  เอามาทำเชื้อเพลิงสำหรับผิงไฟ  เพื่อให้ความอบอุ่นแก่แม่สามี  ตุ๊งกว๊ารู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของภรรยา  เขาย้ำบอกตัวเองอยู่เสมอว่า  การที่เลือกแต่งงานกับสิ้วยิ้นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิต  แต่เขาก็อดโทษตัวเองไม่ได้  เมื่อนึกได้ว่าการแต่งงานกับสิ้วยิ้น  เป็นการนำพาสิ้วยิ้นมาลำบาก     แทบจะทุกคืน  ฝุกยิ้นขอให้สิ้วยิ้นนำไถ่ฝัดฉอย  หลานชายคนโปรดมานอนใกล้ๆ  เพราะว่าจะได้รับความอบอุ่นจากเปลวไฟที่สองผัวเมียพยายามหาเชื้อเพลิงมาก่อไฟให้  แต่แล้วในคืนที่ต้องทนหนาวนั้นเอง  วันรุ่งขึ้นชีวิตของสมาชิกในครอบครัวของตุ๊งกว๊าก็เหลือน้อยลง  สิ้วยิ้นร้องเสียงลั่นบ้าน  เมื่อไปพบไถ่ฝัดฉอยนอนอยู่ข้างๆ  ย่า  แล้วเห็นว่าฝุกยิ้นได้นอนนิ่ง  ตัวแข็ง  เมื่อเอามือไปแตะจะปลุกให้ตื่น  ก็พบความเย็นชืดของร่างกาย  จึงร้องเรียกหาตุ๊งกว๊าลั่นบ้านแต่ย่ำรุ่ง

     "โก๊  รีบมาดูเม้  เร็ว"      เสียงเรียกของสิ้วยิ้นทำให้ตุ๊งกว๊าดีดตัวจากที่นอนเหมือนถูกผลัก  และผลุนผลันเข้าไปถึงข้างเตียงของแม่อย่างรวดเร็ว  เมื่อได้เห็นอาการของแม่ก็ร้องไห้โฮออกมา 

     "เม้  เม้"     ร่างของฝุกยิ้นนอนสงบนิ่งเหมือนกับหลับสนิท  แต่ทั้งสิ้วยิ้นและตุ๊งกว๊ารู้ว่าตอนนี้ร่างนั้นไร้วิญญาณแล้ว  ฝุกยิ้นได้เสียชีวิตลงในช่วงใดช่วงหนึ่งของค่ำคืนนั้นเอง  ข่าวการตายของฝุกยิ้นสร้างความเสียใจให้กับเพื่อนบ้านพอสมควร  แต่คนทั้งหลายก็เข้าใจสถานการณ์  อีกทั้งปีนั้นถือเป็นปีพิเศษที่มีคนเสียชีวิตมากกว่าปกติโดยเฉพาะผู้สูงอายุ  ศพของฝุกยิ้นถูกนำไปประกอบพิธีทางศาสนา  แม้ว่าจะอยู่ในฐานะลำบากอย่างไร  แต่ตุ๊งกว๊าก็พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะจัดงานศพให้แม่ได้ครบตามประเพณี 

รูปภาพของ maxkung

มาต่อไวๆๆ

มาต่อไวๆๆนะครับผมคนนึงที่ติดตามอ่านครับ

รูปภาพของ มะไฟ

ขอข้ามไปตอนที่ ๘ ตอน๗ ไฟล์เสีย

ตอนที่ ๘

 เมื่อตุ๊งกว๊ากับสิ้วยิ้นนำความนั้นไปปรึกษากับอาฮุย  ผู้เป็นพ่อตา 
อาฮุยก็เห็นด้วย  และอนุญาตให้ลูกสาวและลูกชายคนเล็กย้ายมาอยู่เป็นเพื่อนพี่สาว 
ในระหว่างที่ตุ๊งกว๊าเดินทางไปทำงานที่สิงคโปร์

     เมื่อตกลงกันได้แล้ว 
ตุ๊งกว๊าก็รีบไปแจ้งให้อาสุ้นทราบทันที  อาสุ้นก็ไม่มีอะไรขัดข้อง 
เพียงแต่สั่งให้ตุ๊งกว๊ารีบเตรียมตัว  เพราะเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันก็จะได้ออกเดินทางแล้ว   

     ตุ๊งกว๊าก็เร่งเตรียมการณ์ 
โดยเริ่มจากซ่อมแซมบ้านให้มิดชิดเรียบร้อย  เตรียมข้าวของเครื่องใช้จำเป็นไว้ให้สิ้วยิ้น  และวันหนึ่งเขาก็พาสิ้วยิ้นกับไถ่ฝัดฉอยเข้าไปในเมือง 
เพื่อจะหาซื้อข้าวของจำเป็น 

     ขณะที่เดินหาซื้อข้าวของอยู่ในตลาดในเมืองนั้น 
ตุ๊งกว๊าเดินผ่านหน้าร้านถ่ายรูป  จึงนึกขึ้นได้ว่า 
ตั้งแต่ไถ่ฝัดฉอยเกิดมาก็ไม่เคยได้ถ่ายรูปไว้เลย  เขาจึงบอกสิ้วยิ้นว่า

     "สิ้วยิ้น  ไหงว่าเราไปถ่ายรูปครอบครัวไว้เป็นที่ระลึกดีไหม"

สิ้วยิ้นหันไปเห็นป้ายร้านถ่ายรูปพร้อมกับที่ได้ยินตุ๊งกว๊าชวน 
เธอเห็นด้วยกับข้อเสนอนั้น  จึงได้แต่พยักหน้า

"ก็ดีเหมือนกัน"

     ตุ๊งกว๊าพาลูกเมียเข้าไปในร้านนั้น 
แจ้งความประสงค์ให้เจ้าของร้านทราบ  หลังจากนั้นไม่กี่นาที 
สามคนพ่อแม่ลูกก็ถูกช่างภาพนำไปแต่งตัวใหม่  แล้วพามานั่งที่หน้าฉาก  ซึ่งทางร้านจัดเตรียมไว้ 
เมื่อจัดท่านั่งได้เรียบร้อยแล้ว  ช่างภาพก็ถอยไปประจำยังหลังกล้อง 
ตะโกนให้สัญญาณ  ๒-๓  คำ  ก็เกิดมีแสงแฟลชสว่างวาบขึ้น  เป็นอันว่าการถ่ายรูปครอบครัวของตุ๊งกว๊าสำเร็จลง  แต่ช่างก็นัดให้มารับรูปในอีก    วัน  ถัดไป  ข่าวเรื่องที่ตุ๊งกว๊าจะตามอาสุ้นไปทำงานที่สิงคโปร์เป็นที่ทราบกันของบรรดาเพื่อนบ้านในเวลาอันรวดเร็ว 
ซึ่งหลายคนเห็นด้วยกับการตัดสินใจ  เพราะว่าในช่วงนั้นต่อเนื่องไปถึงก่อนหน้าเป็นหลายปีมาแล้ว 
ที่ชาวจีนจากหมู่บ้านในชนบทต่างๆ  ได้อพยพลงเรือไปเสี่ยงดวงในต่างแดน 
ทุกวันที่ท่าเรือจะมีชาวจีนอำลาบ้านเกิดลงเรือไปเสี่ยงโชคในต่างแผ่นดินกันเต็มลำเรือทุกวัน 
ข่าวการอพยพเป็นข่าวที่แพร่หลายที่สุด  ว่ากันว่าบางหมู่บ้าน 
ผู้คนที่แข็งแรงสมบูรณ์ต่างอพยพออกจากหมู่บ้านเกือบหมด 
ในหมู่บ้านคงเหลือแต่คนแก่  และเด็กๆ

     เมื่อไปรับภาพถ่ายมาแล้ว 
ตุ๊งกว๊าก็เอาไปติดไว้กลางบ้าน  ในค่ำคืนนั้นเอง 
ขณะที่นอนอยู่ด้วยกัน  เขาได้บอกสิ้วยิ้นว่า

"สิ้วยิ้น  ไหงขอโทษด้วยนะที่ทิ้งหงีไว้  ความจริงไหงไม่อยากทิ้งหงีกับลูกไปไหนหรอก 
แต่สถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไรหงีก็เห็น  หากเราอยู่กันอย่างนี้ต่อไป  มีหวังอดตายทั้งสามคนพ่อแม่ลูก 
หรือไม่ไถ่ฝัดฉอยรอดมาได้ก็คงจะไม่สมบูรณ์นัก  ไหงไปเสี่ยงโชคที่สิงคโปร์ได้เงินได้ทองก็จะส่งมา  อีกอย่างหากพบโอกาสดีเห็นว่าทางโน้นทำมาหากินได้คล่องกว่า  น่าอยู่กว่า  ไหงก็จะมารับหงีกับลูกไปอยู่ด้วยกัน"

     "ไหงเข้าใจโก๊  โก๊อย่าคิดมากเลย  ขอเพียงแต่โก๊ไม่ลืมเราสองแม่ลูก  ไหงก็พอใจแล้ว 
โก๊อย่าห่วงพวกเราเลย  พวกเราอยู่กันได้"

     ตุ๊งกว๊าพลิกกายไปโอบกอดสิ้วยิ้นในความมืด 
เขากระชับร่างเธอแน่น  ขณะที่กล่าวว่า

"ไหงให้สัญญาว่า  ไหงจะไม่ทิ้งหงีกับลูก  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น 
ไหงจะกลับมา  จะกลับมาอยู่กับหงี 
หรือไม่ก็จะมารับหงีกับลูกไปอยู่ด้วยกัน"

     "ไหงเชื่อใจโก๊"

แม้ว่าจะปากจะพูดไปเช่นนั้น  แต่สิ้วยิ้นก็อดใจหายไม่ได้  คืนนั้น 
เธอคิดมากจนนอนไม่หลับ  เมื่อสังเกตเห็นว่าตุ๊งกว๊าหลับไปแล้ว 
เธอแอบร้องไห้คนเดียว  สิ้วยิ้นเข้าใจว่า 
เธอนอนร้องไห้คนเดียว  แต่ความจริงตุ๊งกว๊าก็ยังนอนไม่หลับเขาได้ยินเสียงร้องไห้กระซิกๆ 
ของสิ้วยิ้น  แต่ก็แกล้งทำเป็นหลับ 
ซึ่งหากสิ้วยิ้นจุดตะเกียงดูก็พบว่า  ที่สองตาของตุ๊งกว๊าก็มีน้ำตาไหลออกมา    
ยิ่งใกล้วันเดินทาง  ตุ๊งกว๊าก็ยิ่งใจหาย 
เขาไม่ออกจากบ้านไปไหน  พยายามอยู่กับลูกเมียให้มากที่สุด 
พยายามอุ้มไถ่ฝัดฉอยให้บ่อยที่สุด  และอยู่ใกล้สิ้วยิ้นให้มากที่สุดในแต่ละวัน 

     จนกระทั่งค่ำคืนที่จากลา 
แม้สิ้วยิ้นจะบอกให้ตุ๊งกว๊าเข้านอนแต่หัวค่ำ  แต่ความจริงคนที่นอนหลับไปแต่หัวค่ำคงมีเพียงไถ่ฝัดฉอยเท่านั้น 
ส่วนตุ๊งกว๊ากับสิ้วยิ้นต่างนอนนิ่งเงียบ  ต่างคนต่างคิด  และหาจังหวะพูดปลอบใจ 
ให้กำลังใจซึ่งกันและกันเป็นช่วงๆ  และสิ้วยิ้นมักจะสรุปว่า

     "พรุ่งนี้  โก๊ต้องเดินทางแล้ว  นอนหลับเสียเถอะ"

แต่กระนั้น  ตุ๊งกว๊าก็ไม่สามารถข่มให้หลับได้ 
แม้ตอนกลางวันดูเหมือนว่าเขาง่วงหนักอยู่  ร่างกายอ่อนเพลียอยู่พอสมควร  แต่ใจก็พะวงจนไม่สามารถข่มตาให้หลับได้

     จนตกดึกเลยเที่ยงคืนไป 
ทั้งตุ๊งกว๊าและสิ้วยิ้นก็เผลอหลับไปในท่าที่นอนโอบกอดกัน 
แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมง  ตุ๊งกว๊าก็ตื่นขึ้นมา 
และนอนครุ่นคิดลืมตาโพลงอยู่ในความมืดที่จวนจะสว่าง  เมื่อเห็นว่าสิ้วยิ้นยังหลับสนิทอยู่  เขาตัดสินใจค่อยๆ 
ยกมือสิ้วยิ้นออกเบาๆ  แล้วลุกขึ้นไปนั่งอยู่ที่มุมห้อง 
นั่งมองสองแม่ลูกนอนหลับ  ราวกับว่าเขาจะดูลูกเมียให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ 

     ด้วยเหตุนี้ 
เมื่อสิ้วยิ้นตื่นขึ้นมาในเช้าตรู่วันนั้น  จึงได้เห็นตุ๊งกว๊านั่งมองเธออยู่แล้ว 

"โก๊ตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่" 
สิ้วยิ้นถามพลางบิดตัว

ตุ๊งกว๊ายิ้มแห้งๆ  และเลี่ยงตอบไปว่า  "ก่อนหน้าหงีไม่นานหรอก" 

     เมื่อสิ้วยิ้นลุกขึ้นทำธุระส่วนตัว 
ระหว่างนั้นตุ๊งกว๊าก็เอนตัวลงนอนใกล้ๆ  กับไถ่ฝัดฉอย 
สักครู่เมื่อไถ่ฝัดฉอยก็ตื่นขึ้นมา  จึงยกขึ้นอุ้มและพาเดินออกมาหน้าบ้าน 
สิ้วยิ้นเร่งเตรียมอาหารเช้า  ขณะที่ตุ๊งกว๊าอุ้มไถ่ฝัดฉอยพาเดินไปรอบๆ 
บ้าน  ส่วนข้าวของเครื่องใช้ที่จะนำติดตัวไป 
สิ้วยิ้นได้เตรียมไว้ให้ตั้งแต่เย็นวานแล้ว  และตามหมายกำหนดการ  วันนี้ตุ๊งกว๊าจะต้องไปสมทบกับอาสุ้นที่บ้านแต่เช้าตรู่ 
แล้วก็จะไปลงเรือที่ท่าเรือในเมืองซัวเถาด้วยกัน 

     ครั้งแรกสิ้วยิ้นอยากจะไปส่งตุ๊งกว๊าที่ท่าเรือ 
แต่ตุ๊งกว๊าบอกว่า  ไม่ควรฝากลูกไว้กับใคร 
หากจะพาลูกไปด้วยลูกจะลำบาก  และเขาเป็นห่วงตอนสองแม่ลูกกลับบ้าน 
จึงขอให้ไม่ต้องไปส่ง  ให้ส่งกันที่บ้านก็พอ 
สิ้วยิ้นตกลงตามนั้น 

     แต่เมื่อเตรียมข้าวของเสร็จในเช้านั้น 
พอถึงเวลาตุ๊งกว๊าต้องเดินทาง  สิ้วยิ้นกลับเสนอว่า 

"โก๊  ไหงขอไปส่งโก๊ที่ต้นหลิวบนดินกลางหมู่บ้านนะนะ 
โก๊ต้องผ่านทางนั้นอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ"

"ต้นหลิว"  ตุ๊งกว๊าพูดเบาๆ  และคิดตาม  เขารู้สึกตัวตอนนั้นเอง  เขาลืมต้นหลิวต้นนั้นไปนานมากแล้ว

     ต้นหลิวต้นที่เขากับสิ้วยิ้นได้พบกันครั้งแรก 
และเกิดความรักต่อมา  สิ้วยิ้นเคยไปเยือนต้นหลิวนั้นอยู่บ้าง 
แต่  ๒-๓  ปีมานี้ 
ไปค่อนข้างน้อยลง  เขาเองยิ่งเหมือนแดนต้องห้าม 
แทบจะไม่ได้ไปเยือนเลย

"ว่าไงล่ะโก๊  ไหงไปส่งที่นั่นได้ไหม"  สิ้วยิ้นถามซ้ำ 
หลังจากเห็นว่า  ตุ๊งกว๊าเงียบหายไปนานผิดปกติ

     "ก็  ก็ดี"

ด้วยคำอนุญาตนั้น  เมื่อถึงเวลาออกจากบ้าน  สิ้วยิ้นจึงได้ช่วยถือห่อเสื้อผ้าออกมา 
และตุ๊งกว๊าได้อุ้มไถ่ฝัดฉอย  สองผัวเมียออกจากบ้านมาพร้อมกัน 
เมื่อพ้นเขตชายคาบ้าน  ตุ๊งกว๊าหันไปมองบ้านตัวเองแล้วก็อดใจหายไม่ได้ 
เพราะตั้งแต่เกิดมาเขาอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้  และไม่เคยจากบ้านนี้ไปไหนนานๆ  ไม่เคยจากไปแดนไกลมาก่อน 
ตุ๊งกว๊าหยุดมองบ้านอยู่ครู่หนึ่ง  ก่อนจะตามสิ้วยิ้นไป 
สองผัวเมียเดินตามกันไปเงียบๆ  ผ่านผู้คนที่คุ้นเคยกันก็แวะทักทายกันบ้าง 
ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ทักทายจะอวยพรให้ตุ๊งกว๊าเดินทางโชคดี  และตุ๊งกว๊าก็จะจากลาด้วยคำกล่าวขอบคุณ  สำหรับบางคนที่เป็นเครือญาติหรือสนิทคุ้นเคยกันมากๆ 
เขาก็จะกล่าวฝากฝังสั่งเสียให้ช่วยดูแลสิ้วยิ้นด้วย

     สองผัวเมียมาหยุดลงที่ใต้ต้นหลิวพร้อมกัน 
และได้เปลี่ยนของที่ต่างถือกันมาตรงนั้นเอง  สิ้วยิ้นส่งห่อผ้าให้ตุ๊งกว๊า  ขณะที่ตุ๊งกว๊าส่งไถ่ฝัดฉอยให้สิ้วยิ้น 
แล้วทั้งคู่ยืนจ้องหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง

     "โก๊คงต้องไปแล้วล่ะ  เดี๋ยวอาสุ้นจะรอนาน" 
ตุ๊งกว๊าบอกสิ้วยิ้น

และตอนนั้นเอง  สิ้วยิ้นนึกขึ้นได้ว่าได้เวลาที่จะมอบของสำคัญให้กับตุ๊งกว๊า 
ของสำคัญที่ว่านั้นเธอเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืน  โดยที่ตุ๊งกว๊าไม่รู้เลย  สิ้วยิ้นจึงล้วงห่อผ้าเช็ดหน้าออกมา 
แล้วยื่นให้ตุ๊งกว๊า

     "นี่ของสำคัญที่ไหงตั้งใจจะมอบให้หงี"

ตุ๊งกว๊ามองห่อผ้านั้นงงๆ  แต่ก็รับไป

"โก๊ไม่ลองเปิดดูก่อนเหรอ" 
สิ้วยิ้นบอกเมื่อเห็นตุ๊งกว๊ายังยืนถือและจ้องมองอยู่อย่างงงๆ

     ตุ๊งกว๊าจึงค่อยๆ 
เปิดห่อผ้าเช็ดหน้าออกดูก็พบว่าสิ่งที่ถูกห่ออยู่คือ  กิ่งไม้ท่อนหนึ่ง  ขนาดยาวกว่านิ้วเล็กน้อยไม่เกิน 
5-6  นิ้ว 

     "กิ่งไม้  นี่กิ่งไม้อะไรกัน" 
ตุ๊งกว๊าถามงงๆ

"กิ่งไม้อนุสรณ์ความรักของเรา"

"กิ่งไม้อนุสรณ์ความรัก" 
ตุ๊งกว๊าทวนคำช้าๆ

     สิ้วยิ้นจึงต้องอธิบายที่มาของกิ่งไม้นั้นว่า

"ใช่แล้ว  โก๊จำได้ไหมว่า  เราพบกันครั้งแรกที่ใต้ต้นหลิวต้นนี้ไ

"จำได้  วันนั้นไหงตามอาซ้งมาที่นี่ 
ได้พบกับหงี"

     "และวันนั้น  ลมแรงมาก  พัดกิ่งไม้ใหญ่ลงมากิ่งหนึ่ง  โก๊รับได้ 
แต่โก๊ให้ไหงเอาไปให้แม่ทำฟืน  แต่ก็หักปลายมันไว้ท่อนหนึ่ง 
เพื่อเอาไว้ดูแทนหน้าโก๊  และหลังจากนั้นตอนที่เตี๊ยอาซ้งจะให้ไหงแต่งงานกับอาซ้ง 
ไหงได้อธิษฐานกับกิ่งไม้นี้ว่า  ขอให้ไหงได้สมหวังในความรักกับโก๊ 
แล้วก็สมหวังจริงๆ  ไหงจึงถือว่านี่เป็นกิ่งอธิษฐานเป็นของสำคัญของครอบครัวเรา 
เวลาทุกข์ใจไหงมักจะอธิษฐานกับกิ่งไม้นี้"  สิ้วยิ้นเล่าความสำคัญของกิ่งไม้นั้นให้ตุ๊งกว๊าฟังอย่างละเอียด

     ตุ๊งกว๊าคิดทบทวนตามก็จำความได้ทุกอย่าง 
แต่ไม่เคยทราบว่าสิ้วยิ้นได้หักกิ่งไม้กิ่งนี้ไว้ 

"เมื่อเราต้องจากกันวันนี้ 
ไหงไม่มีของมีค่าอะไรให้กับโก๊  จึงขอมอบกิ่งไม้นี้ให้โก๊แทน 
เพื่อโก๊จะได้เอาไปดูแทนหน้าไหงกับลูก"

     ตุ๊งกว๊าจ้องกิ่งไม้ในมืออยู่นิ่งนาน 
จนในที่สุดก็ตัดสินใจหักกิ่งไม้นั้นออกเป็นสองท่อน  แล้วยื่นท่อนหนึ่งคืนให้สิ้วยิ้นพร้อมบอกว่า

     "เมื่อเป็นของสำคัญของเราก็ควรแบ่งกันเก็บรักษาไว้  กิ่งไม้ที่เพิ่งหักออกมานี้เคยต่อกันอยู่  ซึ่งเมื่อสมัยที่มันต่อกันอยู่เราได้อยู่กันพร้อมหน้า 
วันนี้เราต้องจากกัน  มันก็หักและแยกจากกัน 
ไหงให้สัญญาว่าไหงจะนำมันกลับมาพร้อมกับไหง  จะเอามันมาต่อเข้ากันไว้เหมือนเดิม  เหมือนครอบครัวเราที่จะกลับมาอยู่กันพร้อมหน้า"

     ตุ๊งกว๊าพูดยังไม่ทันจบ 
สิ้วยิ้นก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่จึงปล่อยให้ปราดออกมา  และด้วยหยาดน้ำตานั้นทำให้ตุ๊งกว๊าอดร้องไห้ออกมาไม่ได้  แล้วสองผัวเมียโผเข้ากอดกัน  โดยมีไถ่ฝัดฉอยอยู่ตรงกลาง 
ตุ๊งกว๊าและสิ้วยิ้นยืนกอดกันกลมอยู่ใต้ต้นหลิวครู่หนึ่ง 
ก่อนจะแยกจากกัน  ตุ๊งกว๊าตัดสินใจหอมแก้มลูกชายแรงๆ 
ทีหนึ่ง  แล้วจูบผมที่กลางกระหม่อมของสิ้วยิ้น 
ก่อนจะหักใจเดินออกไป      สิ้วยิ้นขยับขึ้นไปยืนบนดินนินที่สูงขึ้นไปอีกหน่อย  เพื่อจะได้ยืนมองตุ๊งกว๊าจากไปให้ได้นานที่สุด  ตุ๊งกว๊าลงจากเนินดินใต้ต้นหลิวไปแล้วก็หันมามองอีกครั้ง  พบว่า  สิ้วยิ้นยืนอุ้มไถ่ฝัดฉอยส่งสายตามองตามไป 
ภาพร่างของตุ๊งกว๊าที่เดินจากไปค่อยๆ  เล็กลงๆ 
ตามระยะห่างที่ตุ๊งกว๊าเดินไป  และในที่สุดก็หายไปจากสายตาของสิ้วยิ้นเมื่อเขาเลี้ยวหายไปในเส้นทางที่ลดต่ำลงไป

     แม้ภาพตุ๊งกว๊าหายไปแล้ว 
แต่สิ้วยิ้นก็ยังยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานโข  จนกระทั่งไถ่ฝัดฉอยส่งเสียงร้องออกมา  เธอจึงค่อยๆ 
เดินกลับบ้านอย่างอ่อนเรี่ยวแรง  ซึ่งที่บ้านนั่น 
ตอนนี้ทั้งมุ้ยติ๋นและอาฮิ้น  น้องสาวและน้องชายมารออยู่แล้ว.

 

รูปภาพของ มะไฟ

ตอนที่ ๑๐

ตอนที่ ๑๐

 

   ตุ๊งกว๊าเข้าพักที่ห้องพักคนงานในโรงงานทำเต้าหู้เตี่ยนสงได้ประมาณสองชั่วโมง 
ก็ได้พบกับเจ้าของโรงงาน  คืออาเตี่ยน 
ซึ่งตอนที่ตุ๊งกว๊าเดินทางไปถึงนั้น  อาเตี่ยนไม่อยู่ที่โรงงานเพราะกำลังไปส่งเต้าหู้และถั่วงอกให้กับลูกค้าที่ย่านชุมชนคนจีน 
ซึ่งความจริงอาเตี่ยนไม่ได้มีหน้าที่หลักในการส่งของ  หน้าที่ส่งของแต่เดิมเป็นของอาสุ้นกับลูกจ้างคนหนึ่ง  แต่เมื่ออาสุ้นเดินทางกลับจีนเพื่อไปเยี่ยมครอบครัว  เพื่อกันตำแหน่งนั้นไว้  อาเตี่ยนจึงไม่รับใครเข้าทำงานแทน 
เขาทำหน้าที่นั้นแทนเสียเอง  เพื่อรอให้อาสุ้นกลับมาสานต่อได้ 
ด้วยเหตุนี้ในตอนสายของวันนั้น  เมื่อเขากลับมาจากส่งของ 
เห็นอาสุ้นยืนอยู่ในโรงงานก็ดีใจใหญ่  จึงร้องทักไปแต่ไกล

     "อ้าว!  อาสุ้น  กลับมาแล้วเหรอ"

อาสุ้นยกมือไหว้ปลกๆ  พลางเดินน้อมตัวเข้าไปหา

"ใช่!  โก๊ 
เพิ่งกลับมาถึงเมื่อเช้านี้เอง"

     "เออดี  ไหงคอยหงีจะแย่อยู่แล้ว  ตอนหงีไม่อยู่ไหงยุ่งมาก"

"ต้องขอโทษโก๊เตี่ยนด้วย 
ที่ไหงไปเสียนานหน่อย"

"ไม่เป็นไรหรอก  ว่าแต่งานทางบ้านเรียบร้อยไหมล่ะ"

"เรียบร้อยทุกอย่างโก๊"

     ตุ๊งกว๊า 
ซึ่งแต่เดิมนั่งอยู่  เมื่อเห็นมีคนมาคุยกับอาสุ้นก็ลุกขึ้นยืนเก้ๆ 
กังๆ  อยู่ตรงนั้น  จะทักทายอาเตี่ยน  ก็ยังไม่รู้จักกัน 
อาสุ้นยังไม่ได้จังหวะแนะนำ  จนกระทั่งอาเตี่ยนหันไปเห็น 
จึงถามอาสุ้น

"อ้าวแล้วนั่น  พาใครมาด้วยล่ะ"

     ตุ๊งกว๊าฉวยโอกาสที่อาเตี่ยนหันมามอง 
รีบยกไหว้ปลกๆ

"อ้อ!  นั่น 
อาตุ๊ง  เป็นน้องเขยไหง  อยู่ทางโน้นไม่มีงานทำ  กื๋ออยากจะมาเสี่ยงโชคที่นี่ 
ขอตามไหงมาไหงก็เลยพามาด้วย"

"อ้อ!  ก็ดีๆ 
แล้วดูการดูงานไว้หรือยังล่ะ"

     "ยังเลย  ตอนนี้ไหงก็อยากจะรบกวนขอให้กื๋อพักกับไหงไปก่อน 
ระหว่างนี้ก็จะหางานให้กื๋อทำ"

อาเตี่ยนตบบ่าอาสุ้นเบาๆ  พลางพูด  "ไม่เป็นไร  จะพักนานแค่ไหนก็ได้  ญาติหงีก็เหมือนญาติไหงนั่นแหละ 
มีอะไรขัดข้องก็บอกไหงได้"

"ขอบคุณโก๊เตี่ยนมาก" 
ตุ๊งกว๊าเพิ่งพูดเป็นคำแรก

     และด้วยคำอนุญาตนั้น 
คืนนั้นตุ๊งกว๊าจึงได้นอนหลับบนแผ่นดินสิงคโปร์  ภายใต้ร่มไม้ชายคาของโรงงานอาเตี่ยน 

คืนแรกตุ๊งกว๊านอนไม่ค่อยหลับสนิทนัก 
มีสองสาเหตุที่คอยกวนใจ  หนึ่งความคิดถึงบ้าน 
คิดถึงลูกเมีย  และสองอาการเคว้งคว้างในสมอง 
ซึ่งเกิดจากการเดินทางทางทะเลหลายวัน  ทำให้สมองถูกรบกวนเป็นระยะๆ 
แต่อย่างไรก็ตามในเช้าวันถัดมา  ตุ๊งกว๊าก็ตื่นขึ้นพร้อมๆ 
กับอาสุ้นและคนงานที่พักในโรงงานแม้ว่าตัวเองจะไม่มีหน้าที่ใดๆ 
ในโรงงานนั้น  แต่อาตุ๊งก็เกรงใจ 
และรู้สึกละอายใจที่จะนอนนิ่งอยู่  ขณะที่คนอื่นๆ 
ตื่นขึ้นไปทำงานอยู่โครมครามแต่ย่ำรุ่ง  เขาจึงตามอาสุ้นเข้าไปในโรงงานเต้าหู้

     "อาสุ้น  มีอะไรจะให้ไหงช่วยทำไหม"

อาสุ้นเองก็เข้าใจความรู้สึกของน้องเขย 
จึงพยายามหางานที่เห็นว่าตุ๊งกว๊าพอจะทำได้ให้  ซึ่งเป็นงานที่ไม่สร้างความวุ่นวายให้กับคนอื่นๆ  ด้วย

"เอางี้  หงีไปขนฟืนมาคอยใส่เตาก็แล้วกัน"

     หน้าที่แรกในโรงงานทำเตาหู้ 
หรือถือว่าเป็นงานแรกบนเกาะสิงคโปร์ของตุ๊งกว๊า  ก็คืองานคอยเติมฟืนให้หม้อต้มเต้าหู้ในโรงงานเต้าหู้ของอาเตี่ยนนั่นเอง 
นอกจากงานนั้นแล้ว  ต่อมาตุ๊งกว๊าก็พยายามจะอาสาทำงานที่เห็นว่าตัวเองทำได้ 
ซึ่งงานต่อมาของเขาก็คือ  ผ่าไม้ฟืนเตรียมไว้ 
ตุ๊งกว๊าทำหน้าที่ฝ่าฟืนอยู่ได้   
วัน  อาเตี่ยนไปถึงเห็นก็แอบยืนมองเงียบๆ 
อยู่ครู่หนึ่ง  อาเตี่ยนสังเกตอากัปกิริยาในการทำงานของตุ๊งกว๊า 
ก็บอกตัวเองได้ว่า  หนุ่มคนนี้เอาการเอางานดี 
เขาจึงมีแก่ใจจะฝากงานให้กับตุ๊งกว๊าในตอนนั้นเอง  และเมื่อเริ่มมีความคิดเช่นนั้น  อาเตี่ยนก็เริ่มมองหางานที่เห็นว่าเหมาะสมกับตุ๊งกว๊าให้ 
โดยเขาได้แจ้งความในใจของเขาให้ตุ๊งกว๊าและอาสุ้นทราบในตอนเย็นวันหนึ่งว่า

     "อาสุ้น  ไหงจะลองมองหางานที่เห็นว่าเหมาะกับน้องเขยหงีนะ"

ทั้งอาสุ้นและตุ๊งกว๊าต่างมองหน้าด้วยความดีใจ

     "ความจริงแล้ว  ไหงก็อยากจะได้กื๋อไว้ทำงานด้วย 
แต่ตอนนี้ค่าใช้จ่ายโรงงานยังมากอยู่  จึงต้องให้กื๋อไปทำงานข้างนอกก่อน 
สักวันหนึ่งเมื่อไหงจะขยายกิจการต้องการคนงานเพิ่ม  ไหงจะไปรับกื๋อมาทำงานด้วย"  อาเตี่ยนอธิบาย

     "ไม่เป็นไรหรอกโก๊  แค่นี้ก็ถือว่าโก๊มีพระคุณกับไหงและอาตุ๊งมากแล้ว" 
อาสุ้นพูดจากใจจริง

"เรื่องนั้นน่ะไม่ต้องคิดมากหรอกอาสุ้น 
เราคนจีนด้วยกัน  พลัดบ้านพลัดเมืองมาเหมือนกัน 
มีอะไรช่วยเหลือกันได้ก็ต้องช่วยเหลือกัน  เรื่องงานน่ะ  ไหงจะค่อยๆ  สอบถามเพื่อนๆ  ให้  ถ้าเห็นว่าเหมาะสมแล้วไหงจะค่อยจะส่งไป"

"ขอบคุณโก๊เตี่ยนมาก  ขอบคุณ  ขอบคุณ  ขอบคุณ" 
ตุ๊งกว๊ายกมือไหว้ปลกๆ  พลางพร่ำขอบคุณไม่ขาดปาก

     ระหว่างที่พักรองานอยู่ที่โรงงานทำเต้าหู้ของอาเตี่ยน 
ตุ๊งกว๊าไม่เคยดูดาย  เขาอาสาทำงานเท่าที่ทำได้จนไม่ว่าง 
เหมือนกับคนงานคนหนึ่งของโรงงาน  ระหว่างนั้นเอง 
อาสุ้นก็พยายามที่จะหาจังหวะพาเขาไปเที่ยวข้างนอกในที่ไกลๆ 

เพื่อจะให้ได้ศึกษาข้อมูลและรู้จักที่ทางในสิงคโปร์  โดยเขามักจะพาตุ๊งกว๊าติดตามไปตอนที่ไปส่งเต้าหู้และถั่วงอกตามร้านต่างๆ 
ตุ๊งกว๊าจึงได้เห็นบรรยากาศทั่วๆ  ไปของสิงคโปร์ 
แต่กระนั้นเขาก็ยังได้เห็นแค่เพียงในชุมชนคนจีนเท่านั้น 
เขารู้จากอาสุ้นว่า  สิงคโปร์ตอนนี้มีฐานะเป็นอาณานิคมของอังกฤษ 
แม้จะเป็นของประเทศมลายู  แต่ก็อยู่ภายใต้การปกครองของคนอังกฤษ 
ซึ่งตอนนั้นมีผู้ว่าการรัฐเป็นคนอังกฤษ  สิงคโปร์มีฐานะเป็นเกาะๆ 
หนึ่ง  มีผู้คนหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่ 
ที่มากที่สุดก็เป็นชนพื้นเมืองคือ  ชาวมลายู 
ที่รองลงมาและนับวันจะเพิ่มมากขึ้นๆ  ก็คือ 
คนจีนที่ทยอยอพยพกันไปขึ้นเกาะเพิ่มขึ้นๆ  ทุกวัน  ชาวมลายูจะอาศัยอยู่ตามเขตชนบทรอบนอก 
ส่วนใหญ่มีอาชีพทำไร่ทำสวน  และการประมง 

คนจีนที่ไปถึงใหม่ๆ  บางคนก็ไปเป็นลูกจ้างของชาวมลายูเหล่านั้น 
แต่พอมีเงินเก็บและมีโอกาส  ส่วนใหญ่คนจีนพวกนั้นก็จะกลับมาค้าขายในเขตชุมชน 
ทำให้ชุมชนคนจีนมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  และนับวันจะขยายกว้างออกๆ 
ในขณะที่คนอังกฤษซึ่งถือว่าเป็นชนชั้นปกครองนั้นมีจำนวนน้อย 
แต่ส่วนใหญ่จะมีอำนาจและมีฐานะดี  นอกจากพวกที่รับราชการมีหน้าที่ต่างๆ 
ในการปกครองแล้ว  ส่วนหนึ่งก็จะทำการค้า 
ซึ่งก็เป็นการค้าระหว่างประเทศที่ขายผ่านท่าเรือ  มีไม่มากนักที่ประกอบอาชีพทำสวนพริกไทย  และเครื่องเทศในเขตรอบนอกของชุมชน

     ตกกลางคืน 
อาสุ้นมักจะเล่าถึงประวัติความเป็นมาของสิงคโปร์ให้ตุ๊งกว๊าฟัง 
ทำเหมือนกับที่อาเตี่ยนเคยเล่าให้เขาฟัง  อาเตี่ยนเคยบอกว่า  หากจะหากินในแผ่นดินนี้ 
ก็ควรจะรู้จักแผ่นดินนี้ให้พอสมควร  ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องหนึ่งที่ควรรู้ 
เพราะจะเป็นข้อมูลสำคัญที่ทำให้สามารถกำหนดกฎเกณฑ์อะไรต่างๆ 
ได้  ด้วยเหตุนี้อาสุ้นจึงจำประวัติศาสตร์ของสิงคโปร์ได้ค่อนข้างดี 
สามารถนำมาเล่าต่อให้ตุ๊งกว๊าฟังได้ค่อนข้างละเอียด  ประวัติสิงคโปร์ที่อาสุ้นเล่าให้ตุ๊งกว๊าฟังมีประมาณว่า

     สิงคโปร์เป็นเกาะๆ 
หนึ่ง  ตั้งอยู่ที่ปลายแหลมที่เรียกว่า 
แหลมมลายู  แต่เดิมมีชื่อเรียกว่า 
ทุมาสิค  (เทมาเส็ก)  เป็นที่อาศัยของชนพื้นเมือง  และต่อมาด้วยความที่เป็นเกาะยื่นออกไปจากปลายแหลม 
จึงเป็นจุดเด่นให้นักการเดินเรือที่เดินเรือค้าขายในทะเลภูมิภาคนั้น 
ได้ใช้เป็นจุดสังเกต  แล้วก็พัฒนาไปเป็นจุดพักชั่วคราวของนักเดินเรือจากแดนไกล 
แล้วพัฒนาต่อไปเป็นจุดพักสินค้าของพ่อค้าทางเรือที่ค้าขายผ่านเส้นทางนั้น 
ซึ่งตอนนั้นที่บริเวณนี้อยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์ในดินแดนมลายูโบราณ 
ซึ่งต่อมากษัตริย์โบราณราชวงศ์นี้มีชื่อในทางประวัติศาสตร์ว่า 
ปาเล็มบัง  ซึ่งมีฐานปกครองสำคัญอยู่ทางเกาะสุมาตรา 
เคยมีอำนาจแผ่ขยายมาถึงดินแดนทางใต้ของประเทศสยาม 

กินรวบอำนาจไปถึงสุราษฎร์ธานี  ในยุคที่ชาวไทยเรียกกันว่า 
ศรีวิชัย  ซึ่งต่อมากษัตริย์ปาเล็มบังเหล่านี้ก็ถูกกษัตริย์สยามรุกรานจนพ่ายแพ้และเสียดินแดนปกครองบางส่วนไป 
กษัตริย์จากปาเล็มบังพระองค์หนึ่ง  เมื่อพ่ายแพ้สูญเสียอำนาจแก่กษัตริย์สยาม 
ก็อพยพมาหาดินแดนใหม่  ก็ได้มาขึ้นเกาะที่เกาะทูมาสิคนี้ 
วันหนึ่งพระองค์ทอดพระเนตรเห็นสัตว์ชนิดหนึ่ง  ลักษณะเหมือนสิงโต  กำลังเล่นน้ำอยู่หน้าเกาะ 
จึงตรัสถามคนติดตามว่าสัตว์อะไร  คนติดตามทูลว่า 
เป็นสิงโตน้ำ  (สิงโตทะเล)  กษัตริย์ปาเล็มบังพระองค์นั้นจึงได้เปลี่ยนชื่อสถานที่แห่งนั้นเสียใหม่ว่า 
"สิงคปุระ"  แล้วก็จัดตั้งเป็นนครรัฐขึ้นอยู่ภายใต้การปกครองของพระองค์ 
จนต่อมา  ได้เกิดมีกลุ่มกษัตริย์เรืองอำนาจกลุ่มใหม่อันเป็นเชื้อสายฮินดู 
ได้ล้มล้างและแย่งชิงดินแดนอันเคยอยู่ในการปกครองของกษัตริย์กลุ่มปาเล็มบัง 
ที่รู้จักกันในเวลาต่อมา  กษัตริย์กลุ่ม 
"มัชฌปาหิต" 

ผู้สถาปนาราชอาณาจักรมัชฌปาหิต  ก็เข้ามาทำศึกยึดดินแดนสิงคโปร์ไปอยู่ภายในปกครองได้ 
แต่เพียงไม่นานนัก  ก็เกิดมีกลุ่มกษัตริย์จากประเทศข้างเคียงที่เรียกว่าสยาม 
ได้แผ่อำนาจกินพื้นที่ของดินแดนที่เคยเรียกว่าศรีวิชัย 
ข้ามคร่อมดินแดนที่เคยอยู่ในเขตปกครองนครปาเล็มบัง  หรือลังสุกะเก่า  (ส่วนหนึ่งของมลายู) 
เข้าไปถึงสิงคโปร์  ก็ได้ปกครองสิงคโปร์อยู่ระยะหนึ่ง 
จนต่อมาก็ได้เกิดมีกษัตร์ย์กลุ่มใหม่ที่เป็นเชื้อสายมลายูซึ่งรู้จักกันว่า 
"มะละกา"  เพราะมีเขตปกครองศูนย์กลางอยู่ที่เมืองมะละกา 
กษัตริย์มะละกาก็แผ่อำนาจออกไปรอบเขต  ทางใต้ก็สามารถแย่งดินแดนในเขตปกครองของสยามไปได้หลายแห่ง 
จึงได้ยึดสิงคโปร์ไว้ในปกครองได้  

     กษัตริย์หรือสุลต่านมะละกาปกครองสิงคโปร์อยู่นาน 
จนกระทั่งเข้าสู่ยุคล่าอาณานิคมกลุ่มประเทศจากตะวันตกยาตราทัพเข้าบุกดินแดนแทบเอเชียเพื่อขยายอำนาจและตักตวงทรัพยากรธรรมชาติกลับประเทศ 
กลุ่มประเทศในเอเชียต้องสูญเสียอำนาจการปกครองให้กับกลุ่มนักล่าอาณานิคมหลายประเทศ 
ในเขตปกครองของกษัตริย์มะละกาได้ถูกนักล่าอาณานิคมจากประเทศโปรตุเกสเข้ารุกราน 
และยึดอำนาจการปกครองจากกษัตริย์มะละกาไปได้ในที่สุด  ดินแดนที่เคยอยู่ในการปกครองของมะละกาจึงตกอยู่ในอาณานิคมของโปรตุเกสทั้งหมด 
รวมทั้งเกาะสิงคโปร์ด้วย  การปกครองสิงคโปร์รวมตลอดไปถึงดินแดนที่เคยอยู่ในอำนาจของสุลต่านมะละกาจึงตกอยู่ในการปกครองแบบอาณานิคม 
กล่าวคือ  แม้ให้อำนาจแก่สุลต่านหรือกษัตริย์เดิมปกครองต่อ 
แต่ก็ปกครองได้ภายในอำนาจของเจ้าของอาณานิคม 

     โปรตุเกสปกครองสิงคโปร์ในฐานะอาณานิคมอยู่ได้ไม่นานนัก 
ก็ถูกนักล่าอาณานิคมจากประเทศเดนมาร์ก  หรือชาวดัตช์มารุกรานและแย่งชิงไปได้ 
หลังจากนั้นชาวดัตช์ก็ปกครองสิงคโปร์ในฐานะอาณานิคมของตน 
ในระหว่างที่ชาวดัตช์ปกครองสิงคโปร์อยู่นั้น  สิงคโปร์ถูกใช้เป็นสถานที่พักสินค้าจากยุโรปและตะวันตก  กำลังเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย  จนข่าวไปเข้าหูนักล่าอาณานิคมอีกประเทศหนึ่ง 
คือประเทศอังกฤษ  หลังจากส่งคนมาสอดแนมและเห็นว่า 

เกาะสิงคโปร์เหมาะที่จะตั้งสถานีการค้า  ก็ได้วางแผนจัดส่งนักสำรวจเข้าไปคนหนึ่ง 
ชื่อ  เซอร์  โทมัส 
แสตมฟอร์ด  บิงก์เลย์  แรฟเฟิลส์  เพื่อทำการสำรวจดินแดนนั้น 
และด้วยข้อมูลที่เซอร์  โทมัส 
แสตมฟอร์ด  บิงก์เลย์  แรฟเฟิลส์  สำรวจได้และส่งไปรายงาน 
ทำให้อังกฤษตัดสินใจตั้งสถานีการค้าอังกฤษขึ้นที่สิงคโปร์ 
แรกเริ่มก็อยู่ในปกครองอาณานิคมดัตช์  แต่ต่อมาอังกฤษก็วางแผนสนับสนุนให้กลุ่มอำนาจเดิมต่อสู้กับชาวดัตช์จนสามารถไล่ชาวดัตช์ไปได้ 
ปลดปล่อยสิงคโปร์ไปสู่อำนาจของกลุ่มกษัตริย์มะละกาอีกครั้ง 
ที่ต่อมารู้จักกันในนามมะละยู  หรือมาเลเซีย 
แต่ก็เป็นเพียงแผนงาบเหยื่อของอังกฤษเท่านั้น 

สิงคโปร์ปลอดจากการเป็นเมืองอาณานิคมอยู่ได้เพียงระยะสั้นๆ  ก็ต้องตกเป็นดินแดนอาณานิคมของนักล่าอาณานิคมอีกครั้ง 
เมื่ออังกฤษตัดสินใจยึดดินแดนมลายูทั้งหมดไว้เป็นอาณานิคมของตน 
เมื่ออังกฤษยึดสิงคโปร์ไว้ในอาณานิคมได้แล้ว  ก็ได้ขยายเขตการปกครองขึ้นที่สิงคโปร์  ด้วยว่า 
สิงคโปร์เป็นเมืองท่า  เหมาะแก่การขยายกิจการท่าเรือ 
อังกฤษจึงได้ตั้งสถานีการค้าในรูปแบบบริษัทใหญ่ขึ้น  และยกสิงคโปร์เป็นเขตปกครองพิเศษของอังกฤษ  โดยให้คนอังกฤษเป็นผู้ปกครองเบ็ดเสร็จเด็ดขาด 
สิงคโปร์มีรูปแบบการปกครองเช่นนั้นอยู่จนตอนที่ตุ๊งกว๊าเดินทางไปถึง 
ซึ่งหมายถึงว่า  เมื่อตุงกว้าอยู่บนเกาะสิงคโปร์แห่งนี้ 
ก็จะต้องเป็นพลเมืองที่อยู่ในอำนาจการปกครองของผู้ว่าการที่เป็นคนอังกฤษ

     "เมื่ออังกฤษมาปกครองที่นี่ได้เด็ดขาดแล้ว  เพื่อให้อำนาจมั่นคงอังกฤษก็ได้ตั้งกองกำลังทหารขึ้นเป็นค่ายใหญ่ 
โดยให้ตั้งอยู่ที่อีกเกาะหนึ่งซึ่งอยู่ติดกัน  แล้วเปลี่ยนชื่อเกาะนั้นเสียใหม่ว่า  "เซ็นโตซา" 
ค่ายทหารอังกฤษอยู่ห่างจากที่นี่ไปประมาณ    กิโลเมตร  ที่ค่ายทหารอังกฤษไม่ได้มีแต่คนอังกฤษ 
แต่มีทหารรับจ้างที่อังกฤษที่ขนมาจากประเทศอื่นๆ  ที่อังกฤษปกครองอยู่อีกหลายประเทศ  เช่น 
อินเดีย  มลายู  เป็นต้น"

     อาสุ้นสรุปสถานการณ์ปัจจุบันของสิงคโปร์ให้ตุ๊งกว๊าฟัง 
ขณะที่นั่งฟังอาสุ้นเล่าประวัติความเป็นมาของสิงคโปร์  ตุ๊งกว๊าแทบจะไม่ได้ถามแทรกเลย  และตุ๊งกว๊ารู้สึกทึ่งกับความจำของอาสุ้นในตอนนั้นเอง 
แทบจะไม่น่าเชื่อว่า  คนจีนจากแดนไกล 
มีการศึกษาเพียงพื้นฐานที่ผู้ปกครองจีนกำหนดจะมีความแตกฉานในเรื่องประวัติศาสตร์ของดินแดนอื่นได้ดีขนาดนี้ 

"โก๊นี่เก่งนะ  รู้เรื่องประวัติศาสตร์สิงคโปร์อย่างกะประวัติประเทศตัวเองเลย"

     "มันจำเป็นอาตุ๊ง  ถ้าเราจะอาศัยหรือหากินอยู่ในประเทศนี้ 
ก็ต้องรู้เรื่องประวัติศาสตร์ของเขาไว้บ้าง  เพื่อจะได้นำไปประยุกต์ใช้กับการงานในอนาคต"

     ตุ๊งกว๊าพยักหน้าหงึกๆ 
ระหว่างนั้น  อาเตี่ยนก็เดินเข้าไปหา 
พลางร้องทักไปแต่ไกล

"อ้าว!  ว่าไงพี่เมียน้องเขยคู่นี้ 
นั่งปรึกษาอะไรกัน  เห็นหน้าดำคร่ำเครียดเชียว"

"เปล่าหรอกโก๊  ไหงกำลังเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ของสิงคโปร์ให้อาตุ๊งฟัง  ก็ประวัติศาสตร์ตามที่โก๊เคยเล่าให้ไหงฟังตอนที่เดินทางมาสิงคโปร์ใหม่ๆ 
นั่นแหละ"

     อาเตี่ยนนั่งร่วมวงอีกคน 
แล้วพูดว่า  "ดีแล้วล่ะ 
การมาอยู่บ้านเมืองคนอื่นก็ควรจะรู้เรื่องประวัติเขาบ้าง 
อีกอย่างตอนนี้  ไหงมีข่าวดีมาบอก"

ทั้งตุ๊งกว๊าและอาสุ้นหน้าชื่นขึ้นทันที

     "ก็เรื่องงานของอาตุ๊งน่ะ  ไหงไปเจองานอย่างหนึ่งเข้าเห็นว่าเหมาะกับอาตุ๊งก็เลยลองฝากๆ 
ดู  ปรากฏนายเขาต้องการ  แต่ก็ไม่แน่ใจว่าอาตุ๊งจะทำได้หรือเปล่า  เลยต้องมาปรึกษากันก่อน"

     "งานอะไรเหรอโก๊"  อาสุ้นถาม

"อาสุ้น  หงีจำอาจง 
เจ้าของภัตตาคารจงฝาได้ไหม"

     อาสุ้นครุ่นคิดครู่เดียวก็พยักหงึกๆ 
พร้อมบอกว่า  "อ้อ!  จำได้ๆ"

"นั่นล่ะ!  ที่ภัตตาคารของอาจง  เขาต้องการลูกมือในครัว 
ไหงเห็นว่า  อาตุ๊งน่าจะทำได้จึงลองฝากดู"

"แต่ไหงทำอาหารไม่เก่งนะโก๊" 
ตุ๊งกว๊ารีบออกตัว

     "ไม่ใช่ให้หงีไปทำอาหาร  เขาแค่ต้องการผู้ช่วย 
ไปช่วยเตรียมฟืน  เตรียมผัก 
ซักล้างอะไรพวกนี้ล่ะ  หงีน่าจะทำได้"

อ้อ!  ถ้างานอย่างนั้นไหงทำได้"

     "งั้นก็ดี  เป็นอันว่าหงีจะรับทำงานนี้ใช่ไหม"

ตุ๊งกว๊าพยักหน้ารัว  พลางตอบ  "ทำ  ไหงทำได้แน่"

     เมื่อตกลงกันได้แล้ว 
อาเตี่ยนก็หันไปสั่งกับอาสุ้นว่า

"งั้นพรุ่งนี้  อาสุ้น  ตอนที่ไปส่งถั่วงอก  หงีเอาอาตุ๊งไปด้วย  แล้วก็ให้เริ่มงานได้เลย"

อาสุ้นพยักหน้าหงึกๆ  "ได้  โก๊ได้".

 

 
hakka@hakkapeople.com    คุณความดี แด่บรรพชนและชาวฮากกาที่ฮึกเหิม Hakkapeople.com by Hakka Pakchong Association... Powered by Drupal