圣寿无疆 หน้าแรก
HakkaPeople(Thai) ชุมชนชาวฮากกา Hakka people .  
ที่ใดมีตะวันขึ้น ที่นั้นมีชาวจีน ที่ใดมีชาวจีน ที่นั้นมีเค่อเจียเหริน hakkapeople.com

เจิงจื่อ 曾子 ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น จอมปราชญ์ของชาวจีน ต้นตระกูล เซี่ยงเจ๊น

เจิงจื่อ 曾子 Céngzi   มีนามรองว่า จื่ออวี๋ เป็นชาวเมืองหนานอู่ (ปัจจุบันคือมณฑลชานตง  เมืองเจียงเสียง)  

ในปลายยุคชุนชิว เป็นนักคิดและนักการศึกษาในประวัติศาสตร์ของชาติจีน อีกทั้งยังเป็นผู้สืิบทอดและผู้ถ่ายทอดหลักธรรม 

คนสำคัญของ ขงจื้อ 孔子

เจิงจื่อ เกิดเมื่อ 505 ปีก่อนคริสตกาล  เป็นปีที่ 15 ในสมัยพระจ้าโจวจิ้นหวาง แ่ห่งราชวงศ์โจว

บิดาชื่อ เจิงเตียน เป็นศิษย์ยุคแรกของขงจื้อ   ในวัยเด็กทำงานในไร่นาและได้รับการศึกษา

ที่ดีเลิศจากครอบครัว  เมื่ออายุ 17 ปี ได้ติดตามเล่าเรียนกับ ขงจื้อ  เจิงจื่อ ยืนหยัดแนวคิด

การขัดเกลาตนเองเรื่อง การทบทวนตนเองวันละสามครั้ง  และได้รับการถ่ายทอดความคิดจาก

ขงจื้อ ทั้งหมด  ท่านได้ใช้เวลาเดินทางไปแคว้นต่าง ๆ เป็นเวลาสั้น ๆ แต่ใช้่ชีวิตที่รัฐหลู่และรัฐเว่ย

นานที่สุด ช่วงเวลาส่วนใหญ่จะใช้ไปกับการสั่งสอนศิษย์และการเขียนหนังสือคำสอน ถึงแก่กรรม

เมื่ออายุ 71 ปี  ศพของท่านตั้งอยู่ที่เชิงเขาหนานอู  เมืองเจียงเสียง มณฑลชานตง ประเทศสาธารณรัฐ

ประชาชนจีน  

 

**ที่มา หนังสือชีวประวัติและผลงาน จงเซิ่งกง เจิงจื่อ  มูลนิธิศิริจันทร์สัมพันธ์ จัดพิมพ์โดยคณะกรรมการสมัยที่

16***

          


ตั้งค่าการแสดงผลความคิดเห็น

Select your preferred way to display the comments and click "Save settings" to activate your changes.

คติธรรมคำสอน ของเจิงจื่อ

 บทที่ 14 หยุดรถเพราะแม่ 

มีอยู่ครั้งหนึ่ง เิจิงจื่อ ออกเดินทางไปยังรัฐเจิ้ง จนมาถึงสถานที่แห่งหนึ่งที่ชื่อว่า ตรอกชนะแม่ เจิงจื่อคิดว่าในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง  ก็ต้องกตัญญูต่อบิดามารดา ไฉนเลยจะแสดงความอวดอ้างต่อหน้ามารดาได้ ดังนั้นแล้วจึงชักรถม้ากลับอ้อมไปทางอื่น ผู้คนบนท้องถนนจึงสรรเสริญในคุณธรรมของ เจิงจื่อ

 

บทที่ 17 ทบทวนสามประการ

เจิงจื่อให้ความสำคัญกับการเอาใจใส่ตนเองเป็นพิเศษ มีข้อเรียกร้องต่อตนเองและพยายามพัฒนาตนเองอย่างเข้มงวด  ท่านกล่าวว่า ทุกวันข้าพเจ้าจะต้องทบทวนตนเองหลายครั้งว่าเมื่อทำงานให้ผู้อื่นนั้น เราพยายามอย่างเต็มที่แล้วใช่หรือไม่ เมื่อคบค้ากับมิตรสหายนั้น เราได้จริงใจแล้วใช่หรือไม่   วิชาที่ครูถ่ายทอดให้นั้นเราได้ทบทวนแล้วใช่หรือไม่

บทที่ 18 ขยันหมั่นเพียร

เจิงจื่้อศึกษาเล่าเรียนได้ผลดีเป็นพิเศษ ท่านกล่าวว่า สุภาพชนควรใช้เวลาอันมีค่าเพื่อศึกษาเล่าเรียน เมื่อมีเวลาที่เหมาะสมก็ควรศึกษาเล่าเรียน สำหรับปัญหาที่ยากเข็ญนั้น ไม่ต้องหลบเลื่ยง ส่วนปัญหาที่ง่ายดายนั้น ก็ต้องไม่ปล่อยผ่านพ้นไป เพื่อที่จะขัดเกลาตนเอง ในยามกลางวันไม่ว่าการงาน หรือการเรียนจะยุ่งเพียงใด ยามกลางคืนก็ต้องทบทวนพฤติกรรมตนเองว่าถูกต้องเหมาะสมหรือไม่

บทที่่ 19  ไต่ถามอาจารย์

เมื่อครั้งที่เจิงจื่อเป็นนักเรียนนั้น กับเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผ่านมานั้นจะต้องทำให้เข้าใจชัดเจน ท่านกล่าวว่า เมื่อไม่รู้ก็ต้องศึกษา เมื่อสงสัยก็ต้องซักถาม เมื่อคิดจะไปให้ถึง ก็ต้องถือเอาผู้มีคุณธรรมเป็นแบบอย่าง  ทุกครั้งที่ท่านอยู่ข้างกาย ขงจื้อ ล้วนตั้งคำถามมากมาย

 

บทที่ 21  วิธีศึกษา  (ผมเองชอบบทนี้มาก )

อย่างไรจึงจะสามารถศึกษาได้สัมฤทธิ์ ข้อเรียกร้องของเจิงจื่อที่มีต่อตนเองคือ  สุภาพชนศึกษาเล่าเรียนแล้ว ก็กลัวว่าศึกษายังไม่มากพอ เมื่อศึกษาได้มากแล้ว ก็กลัวว่ายังไม่ได้ใส่ใจฝึกฝน เมื่อใดฝึกฝนแล้ว ก็กลัวว่ายังไม่เข้าใจถ่องแท้ เมื่อเข้าใจไม่ถ่้องแท้ ก็กลัวว่าไม่อาจนำมาใช้ได้ในทางปฏิบัติ เมื่อสามารถนำมาใช้ในทางปฏิบัติแล้ว สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดคือ การถ่อมตัว  สุภาพชนเมื่อศึกษาเล่าเรียนแล้วสามารถบรรลุหลักห้าประการนี้ ถือว่าใช้ได้แล้ว

ที่มา . หนังสือประวัติและผลงาน จงเซิ่งกงเจิงจื่อ มูลนิธิศิริจันทร์็สัมพันธ์ฺ  บรรยายไทยโดย  อ.ปรีดา อัครจันทโชติ

รูปภาพของ มังกรฮากกา

อ่านแล้วร

อ่านแล้วรู้สึกภาคภมูิใจ ในบรรพบุรุษมากครับ ถึงแม้ผมจะเป็นคนรุ่นหลัง ขอขอบคุณสำหรับบทความดีๆมากนะครับ

คติธรรมคำสอนของ 曾子 ต่อ

บทที่ 24 ปัญหาศรัทธาธรรม

เจิงจื่อ ขอรับการชี้แนะจากเยี่ยนจื่อ ว่า  ในยุคโบราณเคยมีคนแบบนี้ไหม คนที่เบื้องบนไม่กล้าทัดทานกษัตริย์  เบื้องล่างไม่คำนึงถึงไพร่ฟ้า  กลับหลบเร้นอยู่ในเขาลึก  แล้วกลายเป็นผู้ทรงศีลธรรม    เยี่่ยนจื่อ ตอบว่า คนเหล่านี้ได้แต่อ้างคำพูดไปเปล่า ๆ  เบื้องบนไม่กล้าทัดทานกษัตริย์  เบื้องล่างไม่คำนึงถึงไพร่ฟ้า  กลับหลบเร้นกายในเขาลึก  คนแบบนี้ไฉนเลยจะกลายเป็นผู้ทรงศีลธรรมไปได้เล่า

(ความหมาย ก็คือ คนที่จะนับได้ว่าเป็นผู้ทรงศีลธรรม จะไม่เพิกเฉย นิ่งดูดาย เขาจะไม่หลบจากผู้คน  เขาจะให้ความใส่ใจไพร่ฟ้าประชาชน  กล้าทัดทานสิ่งที่ผู้ปกครองทำไม่ถูก ตามธรรมนองคลองธรรม)

 

บทที่ 25  วาทะของเยี่ยนจื่อ

เจิงจื่อกำลังจะออกจากรัฐฉี กลับสู่้รัฐหลู่  เยี่่ยนจื่อได้มาส่งและกล่าวว่า มอบทรัพย์สินแก่ผู้คน  มิสู้มอบคำพูดที่มีประโยชน์  รากดอกกล้วยไม้ที่แช่ในเต้าเีจี้ยวเนื้อกวาง  เมื่อเวลาล่วงเลยไปอาจพอเพียงแลกม้าได้หนึ่งตัว  ทั้งนี้มิใช่ว่ารากดอกกล้วยไม้มีรสชาติ หากแต่เต้าเจี้ยวเนื้อกวางที่แช่ต่างห่าง  ที่มีรสชาติ ฉะนั้นแล้วสุภาพชน  เมื่อหาที่พักอาศัยจึงพึงเลือกสถานที่  ออกเดินทางพึงเลือกทิศทาง  รับราชการจึงพึงเลือกกษัตริย์

(หมายถึง คำแนะนำที่ดี มีค่ากว่าเงินทอง  เปรียบเสมือนให้ปลากับ สอนวิธีหาปลา  คำแนะนำที่ดีจะมีสร้างคุณประโยชน์มากมาย หากนำไปปฏิบัติ เปรียบรากดอกกล้วยไม้ กับเต้าเจี้ยว เมื่อต่างแยกกัน คุณค่าแต่ละอย่างมีเพียงน้อยนิด แต่พอเอาทั้งสองอย่างมาอยู่รวมกันกลับเพิ่มค่าขึ้นมาอย่างมาก ดังนั้น คนฉลาดต้องเลือกอยู่ในที่ที่เหมาะสม  เดินทางในทิศทางที่ถูกต้อง  แม้จะรับราชการก็ต้องเลือกผู้ปกครองที่ดี จึงจะเกิดคุณค่าอย่างเพิ่มพูน  -อธิบายความโดย นิธิวดี มณีวัฒนา)

 

บทที่ 28  ปฏิเสธของกำนัล

กษัตริย์แห่งรัฐหลู่  ได้ยินว่า เสื้อผ้าของเจิงจื่อ ทั้งเก่าและขาด  จึงให้คนนำของมาประทาน  แต่เจิงจื่อยืนยันที่จะปฏิเสธ  ท่านกล่าวว่า  ผู้รับของกำนัลที่ผู้อื่นหยิบยื่นให้  มักจะต้องเกรงกลัวผู้มอบให้ตน  ผุ้มอบของกำนัลให้ มักจะรับแกผู้รับของจากตน  พระราชทานของกำนัลโดยไม่รังแกข้าพเจ้า  แต่ข้าพเจ้าจะไม่เกรงกลัวพระองค์ได้หรือ ..

คติธรรมคำสั่งสอนของเจิงจื่อ ต่อ

ตอนที่ 30  ขอบคุณครูสั่งสอน

เรื่องที่เจิงจื่อ ถางเอารากของแตงขาด และถูกฟาดด้วยไม้เท้าของบิดา  ได้ยินไปถึงหูของ ขงจื้อ  ขงจื้อจึงกล่าวอย่างโกธรกริ้วว่า เจิงเซิน เอาตัวเข้ารับการบันดาลโทสะของบิดา  หากเจ้าถูกตีจนตายก็จะทำให้บิดาเจ้าแบกรับชื่อเสียงอันฉาวโฉ่  นี่ย่อมเป็นเรื่องอกตัญญูอย่างฉกาจฉกรรณ์   ภายหลังเจิงจื่อ ได้ฟังคำพูดนี้จึงกล่าวว่า  ศิษย์ได้ทำเรื่องผิดมหันต์เสียแล้ว  ครั้นแล้วก็คาราวะแสดงความขอบคุณ ขงจื้อ

 

บทที่ 44  ยกย่องสรรเสริญศิษย์

กงหมินเซวียนเล่าเรียนกับเจิงจื่อ  สามปีไม่ได้อ่านตำราจิงจื่อจึงถามเหตุผล กงหมินเซวียน ตอบว่า ไฉนเลยศิษย์จะกล้าไม่ศึกษาเล่า ศิษย์อาจารย์ยามอยู่ในบ้าน  เมื่อบิดามารดาอยู่ด้วย  ท่านก็ไม่ตวาดสุนัข หรือม้า เสียงดัง  เมื่อปฏิบัติต่อแขกเหรื่อก็ล้วนเคารพการประหยัดมัธยัสถ์  แต่ใช่ว่าต้อนรับอย่างขอไปที  เมื่ออยู่ในครอบครัวก็ปฏิบัติต่อเบื้องใต้อย่างเข้มงวด แต่ไม่ทำร้ายพวกเขา   ศิษย์เองชื่นชมสามประการนี้  แม้ได้ศึกษาเล่าเรียนจากอาจารย์ แต่ยังไม่อาจบรรลุได้  เจิงจื่อจึงขอโทษเขาโดยกล่าวว่า ข้าเองยังสู้เจ้าไม่ได้ เจ้านั้นกำลังศึกษาอยู่จริง ๆ

บทที่ 48  ปฏิเสธโหย่วรั่ว

ภายหลังขงจื้อมรณกรรม  บรรดาศิษย์ต่างก็ไว้ทุกข์ให้ท่านเป็นเวลาสามปี  เมื่อผ่านพ้นไปสามปี จื่อก้ง  จื่อจาง จื่อโหย่ว  ถือว่า โหย่วรั่วมีรูปลักษณ์คล้ายขงจื้อ ก็คิดจะนำธรรมเนียมที่แสดงความเคารพต่อขงจื้อ มาเคารพโหย่วรั่ว  และพยายามให้เจิงจื่อเห็นดีด้วย  แต่เจิงจื่อกล่าวว่า  ไม่ได้  นี่ก็เหมือนการทดน้ำจากแม่น้ำฉางเจียงสุ่ยเข้ามา  เหมือนดวงตะวันแห่งฤดูร้อนที่แผนแสงพ้นไป  ท่านอาจารย์ผู้เฒ่าช่างขาวพิสุทธิ์จนไม่อาจจะเพิ่มเติมความขาวไปมากกว่านั้นได้อีกแล้ว  ใครเล่าจะไปเปรียบท่านขงจื้อได้

 

บทที่ 53  ละอายจึงคายปลา

มีครั้งหนึ่ง  เจิงจื่อ รับประทานปลาดิบ  รู้สึกว่ารสชาตินั้นช่างล้ำเลิศ จึงได้คายปลาดิบออกมา  คนอื่นถามท่านถึงสาเหตุที่ทำเช่นนั้น  ท่านกล่าวว่า  มารดาของข้าพเจ้ายามมีชีวิตมิรู้รสชาติของปลาดิบ  นึกถึงมารดาที่ไม่เคยรับประทานอาหารที่มีรสชาติเช่นนี้ขึ้นมา  จิตใจก็รุ้สึกปั่นป่วน  ดังนั้นจึงคายออกมา

บทที่ 57  ฆ่าสุกรรักษาสัตย์  (ผมชอบบทนี้มาก ไว้สำหรับเตือนตัวเองเวลาสอนลูก)

ภรรยาของเจิงจื่อจะไปตลาด  บุตรชายก็ร้องไห้จะตามไปด้วย  ภรรยาของเจิงจื่อจึงกล่าวว่า  เจ้ากลับเถิืด ประเดี๋ยวมารดากลับมา จะฆ่าหมูตุ๋นเนื้อให้เจ้ากิน   เมื่อภรรยาของเจิงจื่อกลับมาจากตลาด  ก็พบเจิงจื่อจับสุกรมัดเท้าเรียบร้อย  ภรรยาของท่านก็รีบปรี่เข้ามาแล้วกล่าวว่า  ข้าเพียงแต่ล้อลูกเล่นเท่านั้น   เจิงจื่อตอบว่า  เด็กนั้นยังไม่รู้เหตุรู้ผล  จึงต้องเรียนรู้จากบิดามารดา  เวลานี้เจ้าโกหกเขา  นั่นก็เท่ากับเจ้าสอนลูกให้หัดโกหกคน ดังนั้นแล้วจึงจับสุกรฆ่าเป็นอาหารเสีย

รูปภาพของ Besu

เจิงจื่อ 曾子

ท่านเป็นบรรพบุรุษของคนแซ่  ด้วย
ถ้าไม่มีท่านไหงก็คงไม่เกิด ^  ^

 
hakka@hakkapeople.com    คุณความดี แด่บรรพชนและชาวฮากกาที่ฮึกเหิม Hakkapeople.com by Hakka Pakchong Association... Powered by Drupal