-ซ- มิ่งมงคลร้อยรัดคติจีน 8 เซน
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เซน (禅, ぜん) หรือ นิกายเซน เป็นชื่อญี่ปุ่นของพุทธศาสนา นิกายมหายาน โดยมีต้นกำเนิดจากประเทศอินเดีย
และผ่านมาทาง ประเทศจีน เกาหลีและเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับอิทธิพลมาจากลัทธิขงจื๊อและลัทธิเต๋า
จากประเทศจีนในช่วงระหว่างที่เผยแผ่มาสู่ญี่ปุ่น การฝึกตนของนิกายเซน เน้นที่การนั่งสมาธิเพื่อการรู้แจ้ง
ในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 นอกจาศาสนาพุทธนิกายเซน เซนยังได้เป็นปรัชญาในการดำรงชีวิต และรู้จักกันทั่วโลก
โดยแสดงถึงแนวทางการใช้ชีวิต การทำงาน และศิลปะ เซนเป็นสาขาหนึ่งของพุทธศาสนา
ซึ่งยึดถือหลักปฏิบัติธรรมตามหลักของพระพุทธเจ้า ตามหลักของอริยสัจ 4 และ มรรค 8 เซน
ได้รับการยอมรับจากบุคคลที่ไม่ใช่พุทธศาสนิกชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลนอก ทวีปเอเชีย
ที่สนใจในเซนสามารถศึกษาและปฏิบัติธรรมได้ และได้เกิดนิกายสาย
ย่อยออกมาที่เรียกว่าคริสเตียนเซน คำว่า เซน (禅) ในภาษาญี่ปุ่นมาจากคำว่า ฌาน (禪)
ในภาษาจีนที่มาจากภาษาบาลีอีกต่อหนึ่ง ซึ่งหมายถึงการเข้าฌาน
ลำดับพระสังฆปรินายกฝ่ายเซน
พระอริยสงฆ์สาวกผู้ซึ่งได้รับการถ่ายทอดชี้ธรรม ด้วยวิถีแห่ง
"จิต สู่ จิต" แต่ละรุ่นๆ จะได้รับมอบ บาตร จีวร สังฆาฏิ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เป็นสัญญลักษณ์สำคัญของตำแหน่ง 釋迦牟尼佛
พระศรีศากยมุนีพุทธเจ้า การถ่ายทอดธรรมดังกล่าวมีพระอริยเจ้า
แต่ละสมัยรับช่วงสืบทอดกันลงมาโดยลำดับดังนี้
- 初祖訶迦葉尊者 พระมหากัสสปเถระ
- 二祖阿難陀尊者 พระอานนท์เถระ
- 三祖商那和修尊者 พระสันนวสะเถระ
- 四祖優婆□多尊者 พระอุปคุปด์เถระ
- 五祖提多迦尊者 พระธริตกเถระ
- 六祖彌遮迦尊者 พระมัจฉกะ
- 七祖婆須密尊者 พระวสุมิตรเถระ
- 八祖佛陀難提尊者 พระพุทธนันทิเถระ
- 九祖伏馱密多尊者 พระพุทธมิตรเถระ
- 十祖脅尊者 พระปารศวะเถระ
- 十一祖富那夜奢尊者 พระปุณยยศัสเถระ
- 十二祖馬鳴大士 พระอัศวโฆษ มหาโพธิสัตว์
- 十三祖迦毗摩羅尊者 พระกบิลเถระ
- 十四祖龍樹尊者 พระนาคารชุน มหาโพธิสัตว์
- 十五祖迦那提婆尊者 พระคุณเทวเถระ
- 十六祖羅侯羅多尊者 พระราหุลตเถระ
- 十七祖僧伽難提尊者 พระสังฆนันทิเถระ
- 十八祖伽耶舍多尊者 พระสังฆยศัสเถระ
- 十九祖鳩摩羅多尊者 พระกุมารตเถระ
- 二十祖闍夜多尊者 พระชยเถระ
- 二十一祖婆修盤頭尊者 พระวสุพันธุเถระ
- 二十二祖摩拏羅尊者 พระมนูรเถระ
- 二十三祖鶴勒那尊者 พระฮักเลนยศัสเถระ
- 二十四祖師子尊者 พระสินหเถระ
- 二十五祖婆舍斯多尊者 พระวสิอสิตเถระ
- 二十六祖不如密多尊者 พระปุณยมิตรเถระ
- 二十七祖般若多羅尊者 พระปรัชญาตาระ
- 二十八祖菩提達磨大師 พระโพธิธรรม
โดย ลำดับที่ 28 (สายชมพูทวีป) คือพระโพธิธรรม เมื่อท่านเดินทางเผยแพร่พุทธศาสนาเข้าสู่จีน
ที่นี่เองการอ่านชื่อออกเสียงว่า "โพธิธรรม" หรือ "โบ-ตะ-มะ" ที่คนไทยรู้จักกันในนาม "ตั๊กม้อ"
ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งวัดเส้าหลิน นับเป็นพระสังฆปรินายกฝ่ายเซนองค์แรกในจีน ต่อมาเมื่อ
สืบทอดพระสังฆปรินายกองค์ที่ 3 (ฝ่ายจีน) จึงได้เผยแพร่เข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น
วัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นที่ชาวต่างชาติรู้จักกันดี ได้แฝงเอาพุทธปรัชญา
แบบเซนไว้อย่างแนบแน่น เช่น พิธีชงชา อิเคบานะ(การจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่น)
วิถีซามุไร คิวโด(การยิงธนูแบบญี่ปุ่น) แม้แต่แนวทางการเล่นโกะหรือหมากล้อมแบบญี่ปุ่น เป็นต้น
เซน (zen) รู้ กับ ทำ นั้นช่างห่างไกลกันเสียเหลือเกิน
เซน ( zen )
เซน ในภาษาจีนกลางออกเสียงว่า ฉาน มาจากคำว่า ฌาน
[禅] 佛教 “禅那” 的简称,巴利语 Jhāna 的音译。梵语是 Dhyāna 。
จากข้อความข้างบน แปลได้ดังนี้
(ฉาน) พระเรียก "ฉานน่า" มาจากคำบาลีว่า Jhāna (คือคำว่า ฌาน)
. สันสฤตคือ Dhyāna (คำว่า ธยาน ध्यान )
***********
禅,是一种思考,一种表现,是集合的智慧结晶。禅之所以要突破,
便是为了明确生老病死不可避免的事实,以无畏之精神全身心去投入,
去认识,去了解,去体验,于其中发现秘密之所在,
如何在有限的“生之旅” 而不为五欲八风所迷惑,使自我意识转变成由看破而放下,
获得一个圆满的大自在!禅的思考是:逆境来时顺境因,
人情疏处道情亲;梦中何必争人我,放下身心见乾坤。
เซน คือ ความคิด เซน คือ การแสดงออก เซน คือ การรวมของความรู้ทั้งปวง
เซน ทำให้พบความจริงที่เราหลีกหนีไม่ได้ คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย และเผชิญหน้ากับมันได้อย่างกล้าหาญ
เป็น การปรับตัว เป็นความเข้าใจ เป็นประสบการณ์ของตนเอง ในการค้นหาความลับที่จะไม่ถูกจำกัดด้วย
ความต้องการทั้ง5 (รวย สวย ดัง กิน นอน) และโลกธรรม8 (ลาภ ยศ ......)
" เซน " คือวิธีแห่งการรู้แจ้งอันสมบูรณ์ ใครก็ตามที่ได้ปฏิบัติเซน ย่อมสามารถเข้าถึง การรู้อย่างฉับพลัน และใช้ชีวิตใหม่ในสถานะแห่งพุทธะ
เซนอยู่ในชีวิตประจำวันนั่นเอง เป็นชีวิตตามธรรมดาๆ แต่ก็ไม่ใช่ธรรมดาตามธรรมดาที่เราเข้าใจกันอยู่โดยปกติทั่วไป
ที่จริงเซนนั้นก็เหมือนกับการตื่นนอน ล้างหน้า แปรงฟัน กินอาหาร อาบน้ำ ล้างถ้วย ล้างชาม
อันเป็นกิจวัตรสามัญประจำวันของคนเรา ดำเนินไปตามครรลองที่มันควรจะเป็นเท่านั้นเอง
วิธีการปลุกเร้ากายใจให้สดชื่นนั้น คือ ถึงเวลาหิวก็กินข้าว ถึงเวลาอ่อนเพลียก็นอน
ซึ่งเป็นท่วงทำนองของธรรมชาติ ที่ตัวตนจะดำรงอยู่ ณ ที่นี้อย่างแท้จริงอยู่เสมอ
จงใช้ชีวิตอยู่กับเหตุ ทิ้งผลไว้ให้แก่กฎอันยิ่งใหญ่ของจักรวาล
จุดมุ่งหมายของเซน คือการทำให้เราตระหนักว่าไม่มีตัวตน
ใช้ชีวิตอยู่ในโลก แต่อย่าให้ฝุ่นของโลกเกาะติดได้ เหมือนดอกบัวเกิดในโคลนตม แต่ไม่ติดโคลนตมฉันนั้น
ชีวิตนี้แสนสั้น เราย่อมไม่อาจที่จะใช้ชีวิตที่มีเวลาอยู่นี้ ไปในการขบคิดใคร่ครวญเรื่องทางอภิปรัชญา
อย่างไม่มีวันสิ้นสุด เพราะอภิปรัชญาไม่อาจนำไปสู่สัจจะอันยิ่งใหญ่ได้เลย ชีวิตของเราจะสูญเปล่า
หากเราหลีกหนีการใช้ชีวิตตามความจริง เมื่อไปอยู่ในโลกแห่งความคิดอันล้ำลึกแล้ว เราก็จะเป็นเพียงวิญญาณพเนจ
หากยังวุ่นวายอยู่ด้วยความคิดว่ามีหรือไม่มี ชีวิตก็จะสูญเปล่าไปเสีย ให้ดูทุกข์ และความไม่มีทุกข์ ที่มีอยู่ในใจ
จึงจะเข้าถึงธรรมที่ปราศจากทุกข์ได้ ปาฏิหาริย์ที่แท้ อยู่ในชีวิตประจำวันธรรมดาๆ นี่เอง ให้กิจวัตรประจำวันดำเนิน
ไปตามครรลองของมันอย่างเป็นธรรมชาติ ชีวิตคุณมีอยู่เพียงขณะเดียว อดีตก็ละไปแล้ว อนาคตก็ยังมาไม่ถึง
ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด คนเราสามารถมีชีวิตอยู่ได้ ก็แต่ในขณะปัจจุบันเท่านั้น เดี๋ยวนี้ คือสิ่งที่เรา เป็น มันไม่สามารถจะเป็น
เป้าหมาย หรือ ภาวะ ที่เราจะต้อง มุ่ง ไปให้ถึง เดี๋ยวนี้ คือการกระทำ หรือ ความเคลื่อนไหว
ซึ่งปรากฏอยู่ในขณะนี้ ก่อนที่ ความคิด จะปิดบังมันไว้เสีย ถ้าเราพบความผิดในบุคคลอื่
เราเองก็ตกอยู่ในความผิดนั้นด้วยเหมือนกัน เมื่อผู้อื่นทำผิด เราไม่จำเป็นต้องเอาใจใส่
เพราะมันจะเกิดความผิดขึ้นแก่เราเอง ในการที่จะไปรื้อหาความผิด ทุกๆ ครั้งที่มีการเตือนตนเองให้ถ่อมตน
อัตตาของตนก็จะขยายทั้งแง่ขอบเขตและกำลัง ความถ่อมตนที่แท้จะเกิดขึ้นเมื่อเราไม่ได้นึกถึงความถ่อมตน
วิปัสสนานั้นไม่ใช่การให้ความสำคัญแก่ตนเอง หรือการปฏิเสธละทิ้งตนเอง มันจะมีประโยชน์อะไร ที่จะมานั่งอภิปรายกันว่า
ต้นหญ้าและต้นไม้ตรัสรู้ได้อย่างไร ปัญหามันอยู่ที่ว่า ตัวท่านเองนั่นแหละ จะสามารถบรรลุถึงการตรัสรู้ได้อย่างไร
ยึดมั่นคราใดเป็นทุกข์ครานั้น การปฏิบัติทุกอย่างต้องมาลงที่ความไม่ยึดมั่นถือมั่น สิ่งใดหรือเรื่องใดที่ปฏิบัติแล้ว
ยิ่งทำให้เกิดยึดมั่นถือมั่นมากยิ่งขึ้น ถือว่าผิดแล้ว
การตรัสรู้ธรรมหรือไม่ หาได้อยู่ที่การปฏิบัติเข้มงวด หรือเคร่งครัดเป็นเวลานานไม่
แต่ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติถูกต้องหรือไม่ต่างหาก
ระหว่าง รู้ กับ ทำ นั้นช่างห่างไกลกันเสียเหลือเกิน
คำของปรมาจารย์รุ่นแรกสุดของเซ็น มีอยู่ 4 ประโยค
1. พ้นจากการบัญญัติ
2. เข้าถึงไม่ได้ด้วยการเรียนตามตำรา
3. ลัดตรงเข้าสู่ใจ
4. มองดู ( รู้ ) พุทธะก็เกิด
ฮวงโป
ไม่มีอะไรจะต้องลุถึง เพียงแต่ลืมตาตื่นเท่านั้นสิ่งๆ นั้นก็จะปรากฏแก่เธอ
( การลืมตาตื่นเพื่อเห็นสิ่งที่เต็มบริบูรณ์อยู่แล้วตรงหน้านั้น ไม่ได้หมายถึงการเริ่มลอกกิเลสเป็นชั้นๆ
จนลอกหมดแล้วจึงตื่น แต่จิตนั้นเอง คือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ทันทีที่มีสติสัมปชัญญะ ไม่หลง ไม่เผลอ
จิตปราศจากการครองคลุมของโมหะ เมื่อนั้นคือการตื่น หรือการรู้ ที่เราพูดถึงกันบ่อยๆ นั่นเอง
จิตที่ปราศจากโมหะ มีความรู้ตัว จะเห็นประจักษ์ธรรมต่อหน้าต่อตา เริ่มจากธรรมในฝ่ายที่เกิดดับ
หรือสังขตธรรม จนปัญญาแก่รอบ สามารถปล่อยวางธรรมในฝ่ายที่เกิดดับได้ ก็จะเข้าไปรู้จักธรรมในฝ่ายที่ไม่เกิดไม่ดับ
ดังนั้น ทันทีที่รู้ ก็คือทันทีที่ตื่น พ้นจากภาวะหลับฝันทั้งที่ลืมตา และทันทีที่ตื่น จิตก็ถึงความเบิกบาน
อันเป็นคุณสมบัติของจิตเอง ไม่ใช่รู้แล้วลอกกิเลสเป็นชั้นๆ ไปจนหมด จึงตื่น จิตรู้ หรือจิตตื่
มีความเบิกบานในตัวเอง ปลอดภัยอยู่ท่ามกลางความแปรปรวนและไฟกิเลส เหมือนลิ้นงู
ในปากงู เหมือนดอกบัว ที่ไม่เปื้อนด้วยโคลนตม )
คนพาล ย่อมหลีกเลี่ยงปรากฏการณ์ภายนอก แต่ไม่หลีกเลี่ยงความคิดปรุงแต่ง
คนฉลาดย่อมหลีกเลี่ยงความคิดปรุงแต่ง แต่ไม่หลีกเลี่ยงปรากฏการณ์ภายนอก
ท่านฮวงโป เดินเข้าไปในหอพระ เห็นรินไซ (หลินจิ) กำลังนั่งสัปหงกอยู่ ท่านฮวงโปเลยเอาไม้เท้าไปกระทุ้งพื้น
พอรินไซเห็นก็แกล้งทำเป็นหลับต่อ พระอีกองค์นึงนั่งอยู่ใกล้ๆแต่ไม่สัปหงกกลับโดนท่านฮวงโปดุเอาว่า
เอาแต่นั่งฟุ้งซ่านอยู่ได้ แล้วฮวงโปก็หันไปชมรินไซที่กำลังสัปหงกอยู่ว่า ปฏิบัติดี
รินไซ
เหมือนคนคิดว่าหัวของตัวเองหาย เมื่อเขาหยุดมองหาหัวของตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตาย เขาพบว่าไม่มีสิ่งใดต้องค้นหา
ก็รินไซนี่แหละครับ ที่ไปหาฮวงโปแล้วโดนกระบองตี เรื่องนี้ที่ผมเคยถามหลวงอา เพราะอ่านแล้วไม่เข้าใจเลย
ท่านว่าธรรมะไปถามคนอื่นได้ไง หาได้ที่ตัวเอง ตอนหลังท่านฮวงโปก็มอบให้รินไซสืบทอดคำสอนต่อ
ท่านฮวงโปให้คนใช้ไปเอาตราประทับที่ได้จากอาจารย์ไปจ้างมาให้รินไซ
(ตราประทับที่แสดงว่าท่านผู้นั้นสมควรได้รับการสืบทอดคำสอนไปยังรุ่นต่อไป
สืบทอดกันมาเป็นรุ่นๆ พอฮวงโปสั่งคนใช้ให้ไปเอามา ท่านรินไซก็บอกให้คนใช้เอาไฟมาเผาด้วย
โพธิธรรม
อะไรเกิดขึ้นที่จิตก็ให้รู้ไป ไม่ต้องไปแบ่งแยกให้ค่าว่า อันนี้ถูก อันนี้ผิด ถ้าหลุดพ้นจากการให้ค่าพวกนี้ได้ ก็จะเข้าใจจิตได้
เค็งเซ็น
สิ่งที่ตาเธอเห็นอยู่นั่นแหละคือความจริง (ปรมัตถ์) ธรรมทั้งปวงก็คือปรมัตถ์ เธอจะต้องหาอะไรอีกเล่า
จ้าวโจ
บางที ก็มีพระมาถามว่า 'ผมถึงจุดที่ไม่ยึดถืออะไรแล้ว ผมจะต้องทำอย่างไรครับ' ท่านก็ตอบว่า 'ก็ทิ้งมันไว้ตรงนั้นสิ'
มีพระมาถามว่า 'ถ้าบรรลุถึงนิพพานแล้ว จิตจะเป็นยังไงครับ' ท่านอาจารย์บอกว่า 'ทำให้ถึงตรงนั้นก่อน แล้วฉันจะตามไปบอก'
พระองค์นึงถามอาจารย์จ้าวโจว่า 'ที่เมืองจีนใครเป็นอาจารย์องค์แรกครับ' ท่านจ้าวโจว่า 'ท่านโพธิธรรม'
'แล้วท่านอาจารย์เป็นอาจารย์อยู่ในลำดับที่เท่าไรครับ' 'ฉันอยู่นอกลำดับ' 'อยู่นอกลำดับแล้วตกลงอยู่ไหนครับ'
'อยู่ในหูเธอ' เข้าใจว่า พระองค์นั้นโดนดุเรื่องถามอยู่นั่นแหละ ก็พูดให้ฟังอยู่นี่แล้วยังไปสงสัยอะไรมากมาย
คืออาจารย์องค์นี้ท่านมักจะใช้คำพูดให้ศิษย์หลุดออกมาจากความสงสัย อ่านดูศิษย์ท่านแต่ละคนช่างซักช่างถามเสียเหลือเกิน
โจซู
มีพระรูปหนึ่งไปถามท่านโจชูว่า ตัวเองปฏิบัติแบบนี้แล้วถูกรึเปล่า ท่านโจชูบอกว่าเริ่มปฏิบัติได้ก็ดีแล้วนี่
(ท่านไม่ตอบว่าถูกหรือผิดเลย) คำสอนพระท่านส่วนใหญ่จะเน้นให้ลูกศิษย์ละวางการให้ค่าสิ่งต่างๆ
ที่เป็นคู่ๆ ว่า นี่ดี นี่ไม่ดี นี่ก้าวหน้า นี่ถอยหลัง อะไรทำนองนี้
อิ๊กคิวซัง
เหตุแห่งความทุกข์ และความเศร้าหมองที่เกิดขึ้นในชีวิต ล้วนเกิดจากจิตที่เต็มไปด้วยอัตตา
Zen in the Martial Arts
สติที่เป็นสติสัมโพชฌงค์ ก็คือสติที่มีเองทุกขณะ โดยไม่ต้องออกแรงตั้งใจให้มีสติ
และมีอยู่เองโดยไม่มีความต้องการที่จะให้มีสติ เพราะเห็นว่าสตินั้นมีประโยชน์
การบรรลุธรรม หมายความอย่างง่ายๆ ถึงการตระหนักในความกลมกลืนกัน
อันไม่อาจแบ่งแยกออกได้ในชีวิตประจำวัน ความรู้อันแท้จริงแล้วต้องผ่านประสบการณ์ตรง
เราจะอธิบายรสน้ำตาลได้อย่างไร การบรรยายด้วยวาจาไม่อาจให้ความรู้สึกได้ การจะรู้รส
ต้องมีประสบการณ์กับมัน ปรัชญาของศิลปแขนงนี้ ไม่ใช่ว่าจะ
ครุ่นคิดออกมาได้เอง จะต้องมีประสบการณ์ ดังนั้น จึงช่วยไม่ได้ที่ถ้อยคำเป็นเพียงการนำความหมายไปได้บางส่วนเท่านั้น
รู้จักคนอื่นเป็นความฉลาด รู้จักตนเองเป็นการตรัสรู้
- เล่าจื๊อ
เมื่อคุณแสวงหา คุณไม่อาจพบมั
- บททายของเซน
คุณต้องเรียนรู้วิธีดำรงชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่อดีตหรืออนาคต เซนสอนว่า ชีวิตต้องยึดขณะปัจจุบัน
โดยการอยู่กับปัจจุบัน คุณต้องสัมพันธ์กับตนเอง และสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มที่ ต้องไม่ทำให้พลังของคุณกระจายไป
ต้องพร้อมเสมอในปัจจุบัน ไม่มีความเสียใจต่ออดีต โดยการคิดถึงแต่อนาคต ก็ทำให้ปัจจุบันเบาบาง
ลง เวลาที่จะดำรงอยู่คือ "เดี๋ยวนี้"
- อาจารย์หาน
ล่องลอยไปตามกระแส ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จงปล่อยให้จิตใจเป็นอิสระอยู่
ด้วยความเป็นกลาง ด้วยการรับรู้สิ่งที่กระทำอยู่นั้น นี่เป็นสิ่งสูงสุด
- จวงจือ
จิตใจไม่ควรอยู่ที่ใดเป็นการเฉพาะ
- ต้ากวน
เวลาทำอะไร ทำให้ดี ขอให้ทำให้ไม่มีที่ติ ทำให้สุดความสามารถของคุณ แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญที่สุดด้านศิลปการต่อสู้
จะใช้เวลาหลายปีเรียนรู้เทคนิค และการเคลื่อนไหว นับร้อยท่าจนชำนาญ แต่ในยกหนึ่งๆ
แชมป์จะใช้เทคนิคสี่หรือห้าอย่างซ้ำแล้วซ้ำอีก เทคนิคเหล่านี้ เป็นเทคนิคที่เขาทำได้ดีเลิศ ไม่มีที่ติ ทั้งเขารู้ว่า เขาพึ่งเทคนิคเหล่านั้นได้
หยุดเปรียบเทียบตัวเองตอนสี่สิบห้ากับยี่สิบหรือสามสิบ อดีตเป็นมายา
คุณต้องเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน และยอมรับว่า ตัวเองเป็นอะไรตอนนี้ สิ่งที่คุณขาด
คือความยืดหยุ่น กับความปราดเปรียว ที่คุณต้องสร้างเสริมขึ้นมาด้วยความรู้ และการฝึกหัดอย่างคงเส้นคงวา
- บรุซ ลี
ปริศนาเซน และการสอน โดยการไม่สอน ไม่พูด
ถ้าท่านอ่านมาถึงตรงนี้ เกิดปัญหาขัดแย้งมากมาย นั่นเพราะท่านไปติด อยู่กับสมมติของภาษา ติดอยู่กับสิ่งที่รู้อยู่ก่อน
มองไม่ออกถึงแก่น ของสิ่งที่เป็นจริง “การรู้ของจริง กับการจำของจริงมาพูด ” มันเป็นคนละเรื่องกัน ของจริงจะต้องรู้อย่างเดียวกัน
(ของจริงในที่นี้คือ สภาวะ) แต่อาจอธิบายด้วยสำนวนภาษาที่ต่างกัน ผู้มีปัญญาเท่านั้นจึงจะเข้าใจกันได้
ผู้รู้ใช้ภาษาสมมติ แบบไม่แยแส เป็นตัวของตัวเอง เพราะรู้แจ้งเห็นจริงด้วยตัวเอง มิได้จำคำที่ไหนมาพูด
เมื่อจะสอนใครจึงรู้ถึงข้อจำกัด และ ความสามารถของสมมติภาษา จะสร้างความสับสนทางการตีความมากกว่า
จะเกิดประโยชน์ในการปฏิบัต ปริศนาธรรมของเซน ไม่ได้ให้มีไว้หาคำตอบเป็นสำคัญ แต่มีไว้สำหรับช่วงท้ายที่สุด
ในการตระหนักรู้ ว่าทำไม คนสอนถึงให้ปัญหานี้มา เพราะ ณ. จุดนั้น ผู้เรียนจะเข้าใจว่า อะไรคือ ต้นเหตุของความทุกข์ทั้งปวง
ปริศนาธรรมมีไว้เพื่อเปลี่ยนคนให้เป็น โสดาบัน ด้วยตัวของตัวเองเท่านั้น ไม่ได้มีไว้เพื่อทำผู้ขบคิดให้เป็น
อรหันต์ แต่หลังจากเป็นโสดาบันแล้ว จะพอมองออกเองว่า จะเดินไปจนสุดทางทำได้เช่นไร
เมื่อนั้นปริศนาธรรมก็จะทำหน้าที่ต่อคนๆนั้นโดยสมบูรณ์
__________________
บทเพลงแห่งเซน
"การมีอยู่" ไม่ใช่ "การมีอยู่
"การไม่มีอยู่" ไม่ใช่ "การไม่มีอยู่"
หากพลาดจากกฏนี้ไปแม้เพียงเท่าเส้นผม
จุดหมายก็จะอยู่ห่างไกลถึงพันไมล์
เมื่อลืมตาตื่นขึ้นสู่ความเป็นจริง
ความดีที่เป็นรูปแบบใดๆย่อมไม่ปรากฏ
บุญกุศลที่ทำด้วยความยึดมั่น
ย่อมนำความเพลิดเพลินยินดีมาให้
แต่ก็เหมือนกับการยิงลูกศรขึ้นไปในอากาศ
เมื่อหมดแรงมันก็ตกลงมาที่พื้นอีก
จงทำงานตามลำพังเสมอ
จงเดินตามลำพังเสมอ
ศากยบุตรล้วนยากจนทางกาย
แต่ไม่ยากจนในวิถีทางแห่งเซน
เขาสวมเสื้อผ้าที่เก่าขาดเสมอ
แต่ย่อมแฝงเพชรอันมีค่ามิได้อยู่ภายใน
แม้ว่าจะใช้มันอย่างอิสระเพื่อช่วยผู้คนที่ผ่านพบ
ย่อมไม่มีทางที่จะใช้ได้หมดสิ้น
เมื่อไม่เข้าใจความหมายอันล้ำลึกของสรรพสิ่ง
สันติสุขแท้จริงของจิตใจก็ถูกรบกวนไม่ให้มีอยู่
การเปิดใจรับผัสสะและความคิดอย่างเต็มที่
ด้วยดวงจิตที่ตระหนักรู้ เป็นสิ่งเดียวกับธรรมชาติเดิมแท้.
บุญกุศลที่ทำด้วยความยึดมั่น
ย่อมนำความเพลิดเพลินยินดีมาให้
แต่ก็เหมือนกับการยิงลูกศรขึ้นไปในอากาศ
เมื่อหมดแรงมันก็ตกลงมาที่พื้นอีก
การเปิดใจรับผัสสะและความคิดอย่างเต็มที่
ด้วยดวงจิตที่ตระหนักรู้ เป็นสิ่งเดียวกับธรรมชาติเดิมแท้
เซน ... สอนอะไร ?
..............................................................................
หากได้มีโอกาสดูหนังสือต่างๆเกี่ยวกับเซน จะเห็นว่า
มีเขียนออกมาให้อ่านกันพอสมควร
และเห็นออกมาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นโกอาน เป็นนิทานเซน
เป็นการ์ตูนเซน หรือปรัชญาเซน
หรือ ... การอธิบายเซน
ในบรรดาหนังสือเซนในบ้านเราที่โดดเด่น ก็จะมี
สูตรของเหว่ยหล่าง ที่แปลโดนท่านพุทธทาส
.............................................................................
ขอเริ่มการสนทนาง่ายๆ ดังนี้
(1) แต่ละท่านรู้จัก "เซน" อย่างไรบ้าง
(2) หัวใจของเซนคืออะไร หลักการ แนวทาง การปฏิบัติ ที่สำคัญ เป็นอย่างไร
(3) เซน เหมาะสำหรับบุคคลทั่วไปหรือไม่
(4) เราจะได้ประโยชน์จาก เซน ได้อย่างไรบ้าง
(5) เซน มีอันตราย หรือข้อควรพึงระวัง อย่างไรหรือไม่
อุบาย ก็คือ อุบาย ไม่ใช่เป้าหมาย
หากเข้าใจ ใช้ได้ ใช้เป็น ก็เกิดประโยชน์ ก้าวหน้าต่อไปได้
........................................................................
อาการของจิต ก็เป็นเพียงแต่อาการเท่านั้น
ความคิด ความเห็นก็เช่นกัน
.........................................................................

รูปจาก http://shantam.files.wordpress.com/2008/06/zazen6.jpg
เต่าหินตาบอด
"โอ้เต่าเอ๋ยขอถามความสักอย่าง
ดูท่าทางของเต่าเรานึกขำ
ตัวเป็นหินตาก็บอดยอดเวรกรรม
มีพระธรรมอยู่บนหลังยังไม่รู้"
"มนุษย์เอ๋ย! เราจะบอกกรอกหูเจ้า
ตัวเราเองแหละคือธรรมตำตาอยู่
ธรรมของเจ้าคือตำราบ้าพอดู
ธรรมของตูคือตัวตูอยู่ที่ธรรม
ที่เป็นหินหมายถึงเย็นอย่างนิพพาน
เพราะประหารอวิชชาไยว่าขำ
ความหนวกบอดยอดสงบลบล้างกรรม
เป็นความว่างมีประจำอยู่ร่ำไป
อันตำรานั้นมิใช่พระธรรมเลย
คิดดูเถิดคนเอ๋ยอย่าไถล
จะมีธรรมกันบ้างช่างกระไร
คว้าเอาไว้แต่คัมภีร์ดีนักเอย ฯ"
เมื่อเธอเห็นถูกในความไร้สาระของชีวิต
เมื่อเธอคิดดีไม่ปราถนาเป็นผู้เบียดเบียน
เมื่อเธอไม่ทำร้ายผู้อื่นด้วยคำพูด
เมื่อเธอกระทำแต่ความดีไม่เบียดเบียนผู้อื่น
ทั้งทางกาย..ทางวาจา..ทางใจ
เมื่อนั้นเธอก็มีศาสนาอยู่ในใจเกือบสมบูรณ์แล้ว
โดยมิต้องสมมุติบัญญัติข้อธรรมใดๆ
จิตวิญญาณของเธอได้เดินมาครึ่งทางของเซนแล้ว
เซนมีอยู่ในทุกขณะ
ที่เธอคิด...พูด...และกระทำ
ด้วยความสำรวมระวัง
ในสิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย
เพราะหัวใจของเซนคือการปล่อยวาง
เห็น...เหมือนไม่เห็น
รู้...เหมือนไม่รู้
ละทิ้งความปรุงแต่ง...ด้วยสติ
แล้วเธอจะเข้าใจเซนเอง...ด้วยจิตวิญญาณของเธอ
ก่อนที่เธอจะศึกษาเซน
เธอควรเห็นในความวุ่นวายไร้สาระ
ของความซ้ำซากจำเจในชีวิต
และความไม่สงบสุขของจิตใจ
เมื่อไม่มีอาหารใดทำให้เธอรู้สึกอร่อย
เมื่อไม่มีที่อยู่ใดทำให้เธอเย็นสบาย
เมื่อไม่มีอาภรณ์ใดทำให้เธอรู้สึกดี
และก่อนที่เธอจะตาย
โดยไม่รู้คุณค่าของชีวิตที่แท้จริง
เมื่อนั้นเธอควรได้มาเรียนรู้"เซน"
เซนจะสอนให้เธอมีความสุขอย่างง่ายดาย
ในทุกๆลมหายใจที่อ่อนละมุนของเธอเอง
แค่เธอหลับตาลง
พร้อมกับหายใจช้าๆและลึกๆ
อย่างมีสติที่ว่างเปล่าและปล่อยวาง
เธอก็อาจจะสัมผัสกับ"เซน"สมมุติโดยไม่รู้ตัวแล้ว.
__________________
...ลมหายใจแห่งการสร้างบารมี...
ขอให้ดวงจิตทุกดวงจงมีแต่ความสุข
__________________
...ลมหายใจแห่งการสร้างบารมี...
ก่อนศึกษาและปฏิบัติเซน
ภูเขาก็มองดูเป็นภูเขา
แม่น้ำก็มองดูเป็นแม่น้ำ
รถก็มองดูเป็นรถ
แต่ในขณะที่กำลังเรียนรู้เซน
ภูเขามองดูเป็นแม่น้ำ
แม่น้ำมองกลับเป็นภูเขา
รถมองเป็นเศษเหล็ก
หลังจากที่เข้าใจเซน
ภูเขาก็เป็นภูเขาในแบบของมัน
แม่น้ำก็เป็นแม่น้ำในแบบของมัน
รถก็เป็นรถในแบบของมัน
...เช่นนั้นเอง...ตถตา...
http://geocities.com/zenrepa/
Zen เป็นการผสมผสาน(ปรับตัว)ของแนวคิดวิธีการพุทธจากอินเดียกับวิถีชีวิตของจีน
แนวทางของพุทธจากอินเดีย จะเน้น homeless life คือ การมีชีวิตแบบพรหมจรรย์
แบบบรรชิต เน้นการหลุดพ้น การเป็นอิสระจากโลก ... ในส่วนของปรัชญาก็ลึกซึ้งต้องใช้หลักภาษาที่ซับซ้อน
มีการวิเคราะห์ การตีความหมาย ในขณะที่วิถีชีวิตของชาวจีนนั้นอยู่กับวิถีชีวิตปกติธรรมดา
ยังติดอยู่กับโลก กิจกรรมต่างๆทางโลก การสัมผัสอยู่กับความหลากหลายของสิ่งต่างๆ
有了禅心,就能随遇而安。在生活里面有也好、无也好、多也好、少也好、
大也好、小也好。有了禅心,就不会斤斤计较世间上的五欲尘劳
、
เมื่อมีเซนในใจ สภาพรอบตัวทุกอย่างก็เรียบง่าย จะมีก็ดี หรือจะไม่มีก็ดี
มากก็ดี น้อยก็ดี จะใหญ่ก็ดี จะเล็กก็ดี ทุกอย่างย่อมดีหมด
ใจที่มีเซน จะไม่เข้าไปกอดรัดความต้องการทั้ง5ของมนุษย์
(ร่ำรวย สวยหล่อ เด่นดัง ความเอร็ดอร่อย ความหลับเพลิดเพลินหลงใหล)
无门就是入禅之门
ไร้ประตู ก็คือ ประตูทางเข้าของเซน
เป็นภาพจาก: www.tamdee.net/note/view.php?No=1232
วิธีเผชิญความทุกข์ที่ดีที่สุด
ต้องเผชิญกับมันด้วยความเข้าใจและด้วยความสุภาพ
ไม่ใช่คอยปลอบประโลมไปวันๆ
หรือเอาแต่คอยหลบหลีกปัญหาความทุกข์อยู่ร่ำไป
การเผชิญหน้ากับความทุกข์อย่างซื่อๆ
ด้วยความนิ่มนวลจะเป็นความสุขและละเอียดอ่อน
จะไม่เป็นความแข็งกร้าวหรือแข็งกระด้างแต่อย่างใด
และคนทั่วไปมักคิดว่าผู้ที่เข้าใจชีวิตจะเป็นผู้ที่มีจิตใจแข็งกระด้าง
เนื่องจากเป็นคนที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับใคร! แต่เซนไม่ใช่เช่นนั้น
เรื่องราวของอาจารย์ โสเอน ชากุ อาจารย์เซนชาวญี่ปุ่นผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง
คงจะทำให้เราสามารถมองเห็นวี่แววของเซนในเรื่องนี้ได้บ้าง
ภาพจาก: www.junjaowka.com/webboard/showthread.php?t=20141
1. ปล่อยวางอย่างเซน
ใครคนหนึ่งที่บอกกับเราว่า “พี่ควรจะปล่อยวางเสียบ้าง เพราะพี่แบกทุกอย่างเอาไว้เยอะเกินไป
และไหล่ของพี่กำลังจะรับน้ำหนักนั้น ไม่ไหว” พร้อมกับยื่นหนังสือชื่อ "ปล่อยวางอย่างเซน" ให้เรา....
เซน...คือพุทธ... พุทธศาสนาเราดีๆ นี่เอง “อนิจจัง ทุกขัง
อนัตตา” พุทธสอนอย่างนี้.. เซนก็บอกไว้อย่างนี้เหมือนกัน...
- ยึดมั่นคราใด เป็นทุกข์ครานั้น
- ชีวิตที่มีค่า ดูได้จากเนื้อหาสาระ ไม่ใช่ดูที่รูปแบบที่สวยหรู
- รู้จักปลง รู้จักยอม รู้จักเย็น
- ต้องมั่นใจให้ได้ ว่าไม่มีอะไรได้ดังใจเรา
- การปลง เป็นการยุติเรื่องนั้นให้หยุดอยู่แต่แค่นั้น
- ชีวิตที่ประสบความสำเร็จ กับชีวิตที่ร่ำรวย มันคนละเรื่อง กัน
- เพราะไม่รู้ตัวอยู่เสมอๆ พอความคิดเกิดขึ้นก็ตั้งตัวไม่ ติด พลัดตกลงไปในกระแสแห่งความคิด
ภาพจาก: www.dhammachak.net/board/viewtopic.php?t=369
สำหรับ นิกายเซน ได้กล่าวมาแล้วว่า เซนเป็นผลผลิตของความคิดแบบจีน คนจีนไม่สู้สนใจปัญหา
ทางปรัชญาเหมือนคนอินเดีย ดังนั้น เซนจึงแตกต่างจากพุทธศาสนา แบบอินเดียในแง่ที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องกรรม
การเกิดใหม่ หรือสังสารวัฎ เท่าที่กล่าวมานี้หลายท่านอาจนึกภาพออกว่า เมื่อพูดถึงเรื่องปัญหา
กำเนิดของจักรวาล เซนคงไม่สนใจปัญหานี้แน่น เพราะขนาดพุทธศาสนาแบบอินเดียซึ่งสนใจ
ปัญหาทางปรัชญายังไม่สนใจปัญหาที่ว่า นี้ เซนซึ่งไม่สนใจปัญหาปรัชญาเลยคงไม่สนใจปัญหาที่ว่านี้แน่
ผู้เขียนเองก็เคยคิดเช่นนั้น จนกระทั่งได้มาศึกษาความคิดของอาจารย์เซนท่านหนึ่ง
จึงรู้ว่าตนเข้าใจผิด ในนิกายเซนมีกระแสความคิดบางสายสนใจปัญหาที่ว่านี้และได้ให้คำตอบต่อปัญหา
ที่ว่านี้ไว้ เจ้าของความคิดที่ว่านี้คือท่านฮวงโป (Huang Po,- ๘๕๐ A.D)
อาจารย์เซนคำสำคัญอีกคนหนึ่งในสมัยราชวงศ์ถัง ขอให้เรามาดูข้อความต่อไปนี้
ท่านครูบาได้กล่าวกับข้าพเจ้าว่า :
พระพุทธเจ้าทั้งปวงและสัตว์โลกทั้งสิ้นไม่ได้เป็นอะไรเลย นอกจากเป็นเพียงจิตหนึ่ง
(One Mind)นอกจากจิตหนึ่งนี้แล้วมิได้มีอะไรตั้งอยู่เลย
เป็นภาพจาก: www.thaioctober.com/forum/index.php?topic=995...
ปัญญา-ศาสตราวุธ
"ใช้ชีวิตอยู่ในโลก แต่อย่าให้ฝุ่นของโลกเกาะติดได้"
ศาสตราวุธ คือ ของมีคมที่ใช้เป็นอาวุธสำหรับ "ตัด"
ปัญญา คือ ศาสตราวุธ หมายถึงปัญญาดุจของมีคมเพื่อใช้สำหรับตัดปัญหา เพื่อความสิ้นทุกข์
ปัญญาไม่ใช่ "ความรู้" ต้องกำหนดแยกแยะให้ชัด
ในทางพระพุทธศาสนา ปัญญามี 3 ประเภทคือ
สุตมยปัญญา คือ ปัญญาได้จากการฟัง ฟังมากๆ ก็รอบรู้มาก เกิดปัญญามาก
จินตามยปัญญา คือ ปัญญาได้จากการขบคิด ตรึกตรองมากๆ ก็เกิดปัญญา
ภาวนามยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการเพ่งภาวนา อบรมให้มีขึ้น
ปัญญา ต้องรู้ชัดว่า โลกนี้ยึดมั่นเข้าแล้วเป็นทุกข์ ไม่มีอะไรได้ดังใจเรา
ทุกสิ่งมีแต่ความเปลี่ยนแปลงเป็นกฎหลักเป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย
ไม่มีอะไรเป็นตัวตนเที่ยงแท้ของเรา ไม่มีอะไรอยู่ในังคับของเรา ทุกสิ่งว่างจากความ
หมายแห่งความเป็นตัวตน ฯลฯ ใช้ชีวิตอยู่ในโลกแต่อย่าให้ฝุ่นของโลกเกาะติดได้
เหมือนดอกบัวเกิดในโคลนตม แต่ไม่ติดโคลนตมฉันนั้น
ที่สุดของชีวิตอยู่ที่ตรงนี้ อย่าไปห่วงอย่างอื่นจนเสียการ
" ตราบใดที่ยังยึดติดอยู่กับการเกิดการตาย ย่อมไม่มีทาง
รู้แจ้งได้ การจะรู้แจ้งได้นั้น ผู้นั้นต้อง เห็นแจ้ง ใน ธาตุแท้
ของตัวเองให้ได้ก่อน การไม่เห็นแจ้งใน ธรรมชาติที่แท้แห่งตน
แล้วพูดพล่ามเรื่องธรรมะ เรื่องกฎแห่งกรรมจึงเป็นสิ่งไร้สาระ
พุทธะย่อมไม่ฝึกอะไรที่ไร้ประโยชน์ พุทธะไม่ยึดติดในกรรม
และผลของกรรม การพูดว่าพุทธะได้บรรลุอะไรบางอย่าง
เป็นการดูแคลนพุทธะโดยแท้ "
- ตั๊กม้อ -
ศาสนาพุทธได้เข้ามาเผยแพร่ในจีนก่อนตั๊กม้อเดินทางมาถึงประเทศจีน เป็นเวลา
หลายร้อยปี มีการแปลคัมภีร์ศาสนาพุทธจากภาษาสันสกฤตเป็นภาษาจีนออก
มามากมาย แต่เซนก็ไม่เคยถือกำเนิดก่อนหน้าตั๊กม้อนั่นอาจเป็นเพราะมี ความ
แตกต่างทางวัฒนธรรมจิตวิญญาณ ค่อนข้างมาก ระหว่าง จิตลักษณะแบบจีน
กับ จิตลักษณะแบบอินเดีย จึ งทำให้ก่อนหน้าตั๊กม้อ ศาสนาพุทธยังเป็นแค่
ศาสนาต่างชาติ สำหรับสังคมจีนอยู่ดี แม้จะมีคำสอนอันล้ำลึกและน่าสนใจ
อยู่มากก็ตาม
จะว่าไปแล้วเซนบังเกิดขึ้นมาได้เพราะเป็น ผลลัพธ์ของการหลอมรวม กันระหว่าง
ศาสนาพุทธของอินเดียกับวัฒนธรรมจีน หรือเป็นผลที่ได้มาจากการหลอม รวมกัน
ระหว่างจิตลักษณะแบบจีนกับจิตลักษณะแบบอินเดียนั่นเอง ซึ่งกลายออก มาเป็น
ผลงานอันล้ำเลิศ ซึ่งรวมปมเด่นของสองวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่เข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน
อย่างที่ประเทศอินเดียซึ่งเป็นมาตุภูมิของศาสนาพุทธแท้ ๆ ก็ยังให้ กำเนิดนิกายอย่าง
เซนออกมาไม่ได้โดยตรง อย่างดีก็ให้กำเนิดยอดคนและยอดครู อย่างท่านนาคารชุน
ซึ่งทั่วโลกยอมรับว่าเป็นมหาบุรุษของ ศาสนาพุทธที่ยิ่งใหญ่ที่สุด หลังการเสด็จ
ปรินิพพานของพระพุทธเจ้าเท่านั้น
ถัดจากท่านนาคารชุนลงมา ท่านโพธิธรรม ตั๊กม้อ ถือว่า เป็นยอดคนรุ่นหลัง
ที่โดดเด่นที่สุด ตามตำนานว่ากันว่า ท่านเป็นโอรสของกษัตริย์เมืองหนึ่งทาง
อินเดียตอนใต้ ความที่ท่านมีสติปัญญาล้ำเลิศเหนือคนธรรมดา ทำให้ตั้งแต่วัยหนุ่ม
ท่านก็สามารถมองทะลุถึงความจริงทางโลก ว่าไม่มีใครรอดพ้นความตายไปได้
ต่อให้ ยิ่งใหญ่หรือร่ำรวยแค่ไหนก็ตาม ด้วยเหตุนี้ท่านจึงหันมาสนใจเรื่องศาสนา
หรือเรื่อง จิตวิญญาณตั้งแต่วัย หนุ่มจนถึงกับตัดสินใจออกบวชเพื่อแสวงหาหนทาง
ในการหลุดพ้น
ว่ากันว่า คุรุของเจ้าชายโพธิธรรมที่ช่วย ให้พระองค์ทรงมีดวงตาเห็นธรรม ได้
มิใช่บุรุษ แต่เป็นสตรีใช่ภิกษุ แต่เป็นภิกษุณีรูปหนึ่ง และนางเองเป็นคนสั่ง
ให้ศิษย์ของนางหรือพระโพธิธรรมออกไปเผยแพร่ธรรมที่ประเทศจีน เพราะแม้ศาสนา
พุทธได้เข้ามาเผยแพร่ในจีนอยู่ก่อนแล้ว กว่าหกร้อยปีก่อนที่ตั๊กม้อหรือท่านโพธิธรรม
จะไปถึง แต่สิ่งที่เข้ามานำมาเผยแพร่นั้น มันเป็นแค่ พุทธศาสตร์ เท่านั้น ยังหาใช่
พุทธธรรมไม่ เนื่องเพราะผู้ที่เข้ามาเผยแพร่พุทธศาสนาในจีนก่อนหน้าตั๊กม้อนั้น
แม้เป็นผู้รอบรู้ในพระไตรปิฎกก็จริง เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่เปี่ยมไปด้วยความ
เมตตาก็จริง แต่ก็ยังมิใช่บุคคลที่สามารถถ่ายทอดพุทธธรรมของพุทธะได้
ตอนที่พระโพธิธรรม หรือตั๊กม้อเดินทางไปถึงประเทศจีนนั้น ทั่วประเทศ จีนมีวัด
ของศาสนาพุทธอยู่แล้วถึงสามหมื่นกว่าแห่ง และมีจำนวนพระสงฆ์ที่บวชแล้ว
อยู่ถึงสองล้านรูป ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยเลย แม้พิจารณาจากมาตรฐานของยุคนี้อาจ
กล่าวได้ว่า ตั๊กม้อมาถึงเมืองจีนในช่วงเวลาที่พอเหมาะที่มีเงื่อนไขรองรับการ
ก่อกำเนิด ศาสนาพุทธนิกายเซนก็ว่าได้
คน ๆ หนึ่งที่อยู่ในเงื่อนไขที่สามารถเลือกคุรุที่เป็นภิกษุผู้บรรลุธรรมที่มี อยู่หลายรูป
แต่กลับเจาะจง เลือกคุรุที่เป็นภิกษุณีแทน และตัวเองก็สามารถบรรลุ ธรรมได้ด้วยเช่นกัน
การกระทำของคนผู้นี้ต้องการจะบอกอะไร ? ใช่หรือไม่ว่า เขา คนนี้เป็นยิ่งกว่าสาวก
ของพระพุทธองค์ที่มีความกล้า มีความเป็นตัวของตัวเองสมกับเป็นปรมาจารย์แห่ง
เซนอันเป็นศาสนาพุทธที่ปรับเข้ากับวัฒนธรรมของจีน และ ซึมซับส่วนที่เป็นแก่นเป็น
หัวใจของวัฒนธรรมจีน ซึ่งก็คือ เต๋า เข้ามาไว้ในตนได้อย่างดี
นิทานปรัชญาเซน
นิทาน ปรัชญาเซนนับเป็นวัตรกรรม ทางปัญญาที่พุทธศาสนานิกายเซนมอบให้เป็น
มรดกทาง ปัญญาของประชาคมโลก ลักษณะเฉพาะของนิทานปรัชญาเซนก็คือ
เป็นเรื่องเล่าสั้นๆ เกี่ยวกับประสบการณ์ในการฝึกปฏิบัติในสำนักเซนระหว่าง
อาจารย์กับศิษย์ หรือเป็นเรื่องเล่าทั่วๆ ไปที่เกิดขึ้นในจีน หรือญี่ปุ่น อันเป็นแผ่นดิ
มาตุภูมิที่เซนถือกำเนิดขึ้นก่อนจะมีวิวัฒนาการแพร่หลายไปยัง ส่วนต่างๆ ของโลก
นิทานปรัชญาเซนมีอยู่เป็นจำนวนมากมายหลายร้อย เรื่อง แต่ละเรื่องแม้จะมี
เนื้อหาแตกต่างกัน แต่เป้าหมายลงรอยเป็นหนึ่งเดียวกัน นั่นคือเน้นให้ผู้ศึกษาตื่
จากความหลับใหลในศาสนา ลัทธินิกาย ทฤษฎี ศาสตร์ หลักการ รวมทั้งความยึด
มั่นถือมั่นในสิ่งมากมายหรือเปลือกแห่งชีวิตอย่างกิน กาม เกียรติ เงินตรา อำนาจ
ราชศักดิ์ และความหลงเพลินในโลกียารมณ์และทรัพย์สมบัติอย่างสุดโต่ง
กล่าวอย่าง สั้นที่สุด นิทานเซนทุกเรื่องมุ่งไปที่การปลุกให้คนตื่นจากความโง่ หั
มาดำรงชีวิตอยู่ในปัจจุบันขณะด้วยปัญญาบริสุทธิ์อย่างรู้ตัวทั่วพร้อมทุก นาทีแห่งชีวิต
อย่างไรก็ตามแม้จะได้ชื่อว่าเป็น "นิทาน" แต่หลายเรื่องมีเค้ามูลแห่ง ความจริง
ปรากฏอยู่และเคยเกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ ที่จะได้อ่านกันต่อไปนี้ เป็นเพียง
ตัวอย่างบางเรื่องที่เห็นว่าน่าสนใจ ยกมาให้อ่านกันสิบเรื่องก่อน แบ่งเป็นนิทาน
เซนที่มีแหล่งกำเนิดอยู่ในญี่ปุ่นหกเรื่อง
ส่วนอีกสี่ เรื่องเป็นปฏิปทาของครูบาอาจารย์ฝ่ายไทยที่มีชีวิตอยู่ร่วมสมัยกับเรานี่
เอง ได้แก่ ปฏิปทาของท่านพุทธทาสภิกขุ ผู้เคยได้ชื่อว่าเป็นนาครชุนแห่งเถรวาท
ที่นำพุทธศาสนานิกายเซนมาเผยแผ่ให้คน ไทยได้รู้จักเป็นอันดับต้นๆ ก่อนจะมีคน
ไทยหันมาให้ความสนใจเซนอย่างล้นหลามเช่นในปัจจุบัน ตามด้วยปฏิปทาของ
หลวงพ่อชา สุภัทโท หรือ
พระโพธิญาณเถร และปฏิปทาของหลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ ผู้มีลีลาการสอน
ละม้ายคล้ายกับครูบาอาจารย์ฝ่ายเซนมากที่สุดรูปหนึ่งที่ผู้ เขียนเคยรู้จัก
ชาล้นถ้วย
ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่นแวะไปหาอาจารย์นัน
อินถึงที่วัด ท่านนันอินรินชาต้อนรับ
ศาสตราจารย์ชื่อดังสังเกตเห็นว่า ท่านนันอินรินชาจนล้นถ้วย คิดว่าท่านเผลอจึง
ออกปากเตือน
"อาจารย์ ชาล้นถ้วยแล้วขอรับ"
"ถ้วยชานี้ก็เหมือนกับโยมนั่นแหละ เจริญพร"
"เหมือนยังไงขอรับ"
"ก็ถ้าโยมไม่ทำถ้วยของโยมให้ว่างเสียก่อน อาตมาจะถ่ายทอดเซนให้กับโยมได้
อย่างไร"
=============================================
คอลัมน์ Dhamma intrend
โดย ว.วชิรเมธี
ความคิดเห็นล่าสุด
9 hours 16 min ก่อน
11 hours 59 min ก่อน
17 hours 38 min ก่อน
18 hours 39 min ก่อน
19 hours 11 min ก่อน
19 hours 13 min ก่อน
19 hours 29 min ก่อน
21 hours 33 min ก่อน
21 hours 24 min ก่อน
1 วัน 8 hours ก่อน