![]() |
|
![]() |
|
|
||||||||
|
ไท่ผิงเทียนกว๋อ : ราชอาณาจักรและฮ่องเต้ที่เป็นชาวฮากกา (1)![]() มีใครเคยรู้บ้างไหมว่า ในช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติจีน เมื่อราว 200 ปีก่อน มีประเทศเกิดขึ้นมาในโลกนี้อีกประเทศหนึ่ง ซึ่งคนที่ก่อตั้งประเทศนี้ เป็นชาวฮากกาแท้ ๆ เรื่องราวของเขาจะเป็นอย่างไร ขอเชิญทุกท่านเข้ามาอ่าน บทความนี้ ซึ่งได้คัดลอกมาจากหนังสือ "ประวัติศาสตร์จีน" ของอาจารย์ทวีป วรดิลก ปรมาจารย์ด้านจีนศึกษารุ่นใหญ่ ในหน้า 585 - 626 โปรดติดตามได้แล้วครับ "กบถไท่ผิง...แม้เมื่อก่อนจะเกิดสงครามฝิ่น อาการของโรคร้ายอันนำมาซึ่งความไร้เสถียรภาพของสังคมจีนก็ได้ปรากฏขึ้นแล้ว ครั้นเมื่อเกิดสงครามฝิ่น โรคร้ายอื่น ๆ ก็แทรกซ้อนเข้ามาอีก ดังที่เคยกล่าวถึงมาแล้วในตอนก่อน ๆ ซึ่งได้แก่ จำนวนพลเมืองที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ปัญหาที่ดินทำกินเป็นปัญหาที่สร้างเดือดร้อนยิ่งขึ้นทุกที นักศึกษา - บันฑิตต้องว่างงาน เพราะไม่อาจเข้ารับราชการอย่างที่เคยปฏิบัติกันมา แล้วจำนวนคนสูบฝิ่นก็ยังสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทหารแปดธงของแมนจูที่เคยขึ้นชื่อลือชาในอดีตในประสิทธิภาพของการสู้รบก็เสื่อมทรามลงจนกลายเป็นอ่อนแอไป กำลังอาสาสมัครตามท้องถิ่นของชาวฮั่นเองมีบทบาทและความสำคัญขึ้นเป็นลำดับ อย่างชาวบ้านซานหยวนหลี่ในชนบทบริเวณรอบนอกกว่างโจว สามารถรวมตัวกันต่อต้านทหารอังกฤษเป็นเชลยจนมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว ขวัญของราชการก็เสื่อมทรามลงเป็นลำดับเท่า ๆ กับโรคร้ายคือทุจริตคอร์รัปชั่นที่ระบาดอย่างกว้างขวาง ผลร้ายจากสงครามฝิ่นในทางสังคมมีหลายประการ เพราะทำให้เกิดความไม่สงบขึ้นทั่วไปในดินแดนด้านตะวันตกเฉียงใต้ของอาณาจักร สมาคมลับซานเหอฮุ่ยสามารถปลุกระดมสมาชิกได้อย่างกว้างขวางในตอนกลางทศวรรษที่ 1840 โดยที่เรือรบบริติชได้ออกกวาดต้อนพวกโจรสลัดจนต้องหลบหนีการปราบปรามออกไปจากแถวฝั่งทะเลแล้วล่องมาตามแม่น้ำไปยังที่ดอนของมณฑลกว่างตงและกว่างซี ทางด้านพวกที่ก่อตั้งกันเป็นกองกำลังอาสาสมัครต่อต้านบริติชด้วยความรู้สึกชาตินิยมแรงกล้า หลังจากนั้นก็ไม่ยอมวางอาวุธ หันเข้าหาการปล้นสะดมต่อไป ความขัดแย้งดั้งเดิมที่เคยประทะกันด้วยกำลังอาวุธระหว่างวงศ์วารที่สืบต่อกันมาก็มักลุกลามกลายเป็นเหตุร้ายรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ภายในตัวเมืองกว่างโจวเอง อาชญากรรมก็สูงขึ้นควบคู่ไปกับอัตราคนว่างงานที่สูงขึ้นเป็นลำดับ ภายหลังสนธิสัญญาหนานจิงที่ยังผลให้เซี่ยงไฮ้กลายมาเป็นเมืองเปิดสำหรับค้าขายกับชาวต่างประเทศ การค้าส่วนใหญ่ของชาวจีนเองก็เปลี่ยนทิศทางขึ้นไปทางเหนือ ทำให้มีผลกระทบต่ออาชีพคนงานในที่ดอนเป็นเรือนหมื่นตรงตัว คนงานที่ว่านี้เป็นพวกลูกเรือและกุลีขนของที่เคยมีรายได้เลี้ยงชีวิตด้วยการเก็บใบชาและขนผ้าไหมลงเรือล่องมาทางมณฑลเจียงซีหรือไม่ก็แบกหามข้ามภูเขาทางมณฑลฟุเจี้ยน(ฮกเกี้ยน) การณ์จึงปรากฏว่า คนงานเหล่านี้ต้องว่างานไม่มีรายได้กัน อาการของโรคร้ายทางสังคมควบคู่มากับความตื่นตระหนกของชาวฮั่นทั้งหลายที่ว่า อาณาจักรจงกว๋อไม่ได้ใหญ่ยิ่งสูงส่งเหนือพวกคนป่าเถื่อนนอกอาณาจักรอีกต่อไปแล้ว พวกคนป่าสามารถมากับเหล็กลอยน้ำและก็มีอาวุธวิเศษ สามารถสังหารชาวฮั่นในระยะไกลได้ครั้งละมาก ๆ ด้วย ชาวกว่างโจวจับจ้องมองด้วยความพิศวงและตื่นตกใจ เมื่อเรือเนเมซิสของบริติชล่องเข้ามาตามลำน้ำอย่างกำแหงหาญแล้วจมเรือสำเภาจีนแทบทุกลำที่พบเห็นอย่างง่ายดาย ชาวกว่างโจวรู้อยู่แก่ใจแล้วว่า อาวุธของบริติชร้ายแรงเพียงไร แม้ว่าส่วนใหญ่จะเกลียดชังคนป่าเถื่อนแต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ตระหนักดีว่า แสนยานุภาพของพวกนี้เหนือกว่าอาณาจักรจงกว๋ออย่างแท้จริง จำเป็นต้องหาวิธีการใหม่ ๆ ถึงจะต่อสู้ได้ แม้ว่าจะต้องเรียนรู้จากคนป่าเถื่อนนั้นเองก็ตาม ในบรรดาชาวฮั่นกลุ่มต่าง ๆ ที่มีความรู้สึกอ่อนไหวและก็สามารถรับรู้ได้โดยเร็วถึงความเหนือกว่าของชาวตะวันตกก็ได้แก่พวกเคอะเจีย (สำเนียงแต้จิ๋วเรียก "แคะ" เคอะเจียก็คือครอบครัวของชาวแคะ) พวกแคะนี้อพยพมาจากทางเหนือบริเวณตอนใต้ปักกิ่งตั้งแต่สมัยจักรพรรดิราชวงศ์ซ่ง หนีการรุกรานของอาณาจักรจีนมาตั้งเมืองหลวงที่หังโจว ยุคที่เรียกกันว่าซ่งใต้หรือหนานซ่ง (ค.ศ.1127-1287)-(ถ้าอย่างนั้นหมายความว่าราชวงศ์ซ่งใต้หรือหนานซ่ง เป็นชาวฮากกา?-ยับสินฝ่า) ฟิตซเจอรัลด์(นักประวัติศาสตร์จีนผู้เชี่ยวชาญมาก-ยับสินฝ่า)ยืนยันว่า พวกเคอะตามดินแดน กว่างโจวที่รู้จักกันภายหลังว่าแคะนี้ อพยพมาจากทางเหนือในยุคนี้เอง ภาษาพูดของพวกแคะยังคงมีถ้อยคำของจีนเหนืออันเป็นภาษาของชาวปักกิ่งอยู่หลายคำไม่เปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ดี พวกแคะที่มาตั้งถิ่นฐานทำมาหากินในฐานะที่เป็นผู้อพยพมาจากทางเหนือมักถูกชาวกว่างโจวดั้งเดิมที่อยู่มาก่อนกีดกันถือว่าเป็นชนชาติส่วนน้อยที่เรียกกันว่าปึงตี้ตามสำเนียงแต้จิ๋ว (ภาษากลางเรียกว่าเปิ่นตี้) เนื่องจากพวกแคะมีความทะนงตนและก็ทะเยอทะยาน อัตราคนรู้หนังสือเมื่อเทียบกับชาวฮั่นพวกอื่นก็นับว่าสูงทีเดียว และพวกแคะก็มักสนับสนุนให้ลูก ๆ ของตนได้เรียนหนังสือกันยิ่งกว่าชาวฮั่นพวกอื่น ๆ พวกแคะมักประสบความสำเร็จในการสอบไล่เข้ารับราชการในอัตราสูง คงพูดสำเนียงดั้งเดิมของตนซึ่งมีส่วนคล้ายสำเนียงชาวปักกิ่ง ยังคงยึดถือขนบประเพณีของตนหลายอย่างที่แตกต่างไปจากชาวฮั่นทั่วไป ผู้หญิงแคะมีความเป็นอิสระยิ่งกว่าผู้หญิงปึงตี้ ไม่เคยรัดเท้า เนื่องจากมักทำงานในไร่นาเคียงบ่าเคียงไหล่กับผัวของตน และพวกแคะก็ไม่สนับสนุนระบบผู้ชายมีเมียหลายคนด้วยจากการทำไร่ไถนาด้วยกันทั้งผัวเมียนี้ พวกแคะจึงเป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจที่น่าเกรงขาม โดยเฉพาะในบริเวณที่ดินดีเหมาะแก่การทำไร่ไถนา พืชผลอุดมสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ ความระแวงแคลงใจจนถึงไม่ไว้วางใจและชิงชังจึงมักมีขึ้นในยามที่มีพวกแคะเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านพวกปึงตี้ถึงขนาดมีการอพยพหนีพวกแคะกันทีเดียว ครั้นเมื่อพวกแคะตอบแทนการแสดงความรังเกียจเหยียดหยามของพวกปึงตี้ด้วยการแสดงความดูหมิ่นเอาบ้าง จนเกิดทะเลาะวิวาทถึงรบราฆ่าฟันกัน (เซียะโถว) ในช่วงทศวรรษที่ 1850 การรบราฆ่าฟันกันระหว่างชุมชนปึงตี้กับแคะนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตกันเป็นร้อย ๆ พัน ๆ ทีเดียว ความลำบากยากแค้นของชนชาติส่วนน้อย ไม่ว่าจะถูกกดขี่ข่มเหงสักเพียงไร ก็ยากนักหนาที่จะได้รับความสนใจจากประวัติศาสตร์ ถ้าไม่ใช่เพราะบทบาทในการนำของพวกแคะในกบฏชาวนาที่ถือกันว่า ใหญ่ยิ่งที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติจีนที่มีกบฏชาวนามากมายหลายหลากมาโดยตลอด กบฏชาวนาใหญ่ยิ่งนี้มีชื่อว่า "ไท่ผิงเทียนกั๋ว" หรือ "เมืองแมนแดนมหาสันติ" อันเป็นสังคมอุดมการณ์ซึ่งผู้นำกบฏชาวแคะมุ่งมั่นจะสร้างขึ้น กบฏชาวนาครั้งนี้มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างไปจากกบฏชาวนาอื่น ๆ หลายประการ ไม่เฉพาะผู้นำคือ หงซิ่วฉวนเป็นชาวแคะเท่านั้น หากยังมีศรัทธายึดมั่นในศาสนาคริสต์ ประกาศตนนับถือพระเจ้าอย่างชาวตะวันตกซึ่งไม่เคยมีมาก่อนเลย ยิ่งกว่านี้ หงซิ่วฉวนยังเป็นผู้มีอุดมทัศน์ (vision) เชื่อมั่นว่าตนได้รับมอบภารกิจศักดิ์สิทธิ์จากพระเจ้า โดยมีจีซัส ไครสต์ เป็นพี่ชายของตน ความบันดาลใจของหงซิ่วฉวนนี้ นอกจากจะทำให้กบฏไท่ผิงเทียนกว๋อสามารถสร้างอาณาจักรอันเป็นอิสระของตนขึ้นในภาคใต้ของอาณาจักรจีนที่ยั่งยืนอยู่ได้ 11 ปี ยังกล่าวได้ว่า เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประวัติศาสตร์จีนในทศวรรษที่ 19 หลังจากกบฏไท่ผิงแล้ว ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะแยกพัฒนาการทางสังคมที่แน่นหนาของจีนออกมาเสียจากอิทธิพลภายนอกนานาประการ โดยที่กบฏไท่ผิงโดยตัวของมันเองนั้น เป็นผลมาแต่ความกดดันภายในสังคมที่ผสมผสานกันกับอิทธิพลหลายประการจากภายนอก ยังผลให้อนุศาสน์ของหงซิ่วฉวนที่ว่าด้วยการปฏิวัติจีนได้เชื่อมแนวคิดคลาสสิคดั้งเดิมของจีนเข้ากับหัวใจทางศาสนาของตะวันตก จนไม่อาจแยกออกจากกันได้ หงซิ่วฉวนเป็นลูกชาวนาแคะ เกิดในหมู่บ้านกวานลู่ผู่ อำเภอฮวาเสี้ยนในมณฑลกว่างตงเมื่อปี ค.ศ.1813 (อำเภอฮวาเสี้ยนและหมู่บ้านกวานลู่ผู่ไหง มองหาในแผนที่มณฑลกว่างตงหาเท่าไหร่ก็ไม่พบและไม่เห็นอนุสรณ์สถานหงซิ่ว ฉวนอยู่ในแผนที่ด้วยรบกวนท่านผู้รู้ช่วยชี้แนะด้วย อาจเป็นไปได้ที่ตำบลอำเภอในอดีตกับปัจจุบันไม่ตรงกัน-ยับสินฝ่า) พออายุได้ 6 ขวบก็เรียนหนังสือไปด้วยช่วยพ่อแม่ทำนาไปด้วย เมื่ออายุได้ 18 ปี ก็ได้เป็นครูประจำหมู่บ้าน ในปีค.ศ. 1835 เมื่ออายุได้ 21 ปี ได้ไปสอบไล่ที่กว่างโจวซึ่งถ้าสอบได้ก็จะได้เป็นซิ่วไฉ แต่หงซิ่วฉวนสอบตก ต่อมาในปีค.ศ. 1837 ได้ไปสอบที่กว่างโจวอีกครั้งหนึ่งซึ่งก็ปรากฏว่าสอบตกอีก ระยะนั้นเป็นเวลาก่อนเกิดสงครามฝิ่นเพียงสามสี่ปี ในกว่างโจวมีชาวตะวันตกหลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก วัตถุประสงค์สำคัญของชาวตะวันตกก็มีเพียง 2 ประการเท่านั้น แต่ก็ทำให้ชาวตะวันตกนั้นเอง แตกต่างกันเป็น 2 พวกเหมือนอยู่คนละโลกกัน ชาวตะวันตกพวกหนึ่งเป็นพ่อค้า พวกนี้บรรทุกสินค้าที่ทำรายได้ดีที่สุดคือ ฝิ่น เพื่อมอมเมาชาวจีนให้ตกนรก ส่วนอีกพวกหนึ่งเป็นมิชชันนารี มาจีนเพื่อทำหน้าที่ที่ตนถือเป็นภารกิจศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าของตนโดยชี้ทางขึ้นสวรรค์ให้ชาวจีน ไม่ทราบว่า ชาวตะวันตกพวกไหนจะได้บุญหรือได้บาปกันแน่ แต่ชาวจีนที่สูบฝิ่นนั้นต้องตกนรกแน่นอน ขณะที่หงซิ่วฉวนเดินไปตามถนนสายต่าง ๆ ในกว่างโจวด้วยความสิ้นหวังเพราะสอบไล่ตก บังเอิญพบนักเทศน์ชาวตะวันตกคนหนึ่งซึ่งกำลังเผยแพร่ศาสนาคริสต์ หงได้รับแจกหนังสือจากชาวตะวันตกผู้นี้เล่มหนึ่งเป็นภาษาจีนมีชื่อว่า "สุนทรกถาเพื่อปลุกเร้ายุคสมัย" เขียนโดยเหลียงอาฝาผู้ช่วยของโรเบิร์ต มอริสันมิชชันนารีชาวอังกฤษนิกายโปรเตสแตนท์คนแรกที่เดินทางมาจีน หนังสือที่เหลียงอาฝาเขียนขึ้นนั้น เป็นการนำเอาข้อความและนิยายต่าง ๆ ในคัมภีร์ไบเบิ้ลมาเรียบเรียงเสียใหม่ มีคำอธิบายพร้อมทั้งหมายเหตุประกอบ รวมเป็นหนังสือมีความยาวขนาด 100,000 คำ แบ่งเป็น 9 บรรพ หงซิ่วฉวนรับหนังสือมาแล้วก็ถือติดมือมาถึงบ้านในฮวาเสี้ยนไม่ได้สนใจอ่านอย่างจริงจังเพียงแต่พลิกผ่าน ๆ ตาแล้วทิ้วไว้บนหิ้ง ปีต่อมา หงซิ่วฉวนไปสอบไล่ที่กว่างโจวอีกซึ่งก็ตกอีกเป็นครั้งที่สาม ผลจากการสอบตกครั้งนี้ คงจะกระทบกระเทือนจิตใจของหงอย่างรุนแรงถึงกับล้มพับลงต้องว่าจ้างให้คนงานรับจ้างหาบหามแบกเก้าอี้หามมาส่งถึงบ้าน หงล้มป่วยลงเป็นเวลาเดือนเศษจับไข้และเพ้อไม่ได้สติ มีอาการประสาทหลอนถึงขนาดอาละวาดไล่ทุบตีปีศาจร้ายต่างๆ ระหว่างที่เพ้อนั้นเอง หงก็ได้กล่าวคำประณามขงจื้อว่า "ปีศาจร้ายกำลังก่อความยุ่งยากร้ายแรง เพราะคำสอนของขงจื้อล้วนแล้วแต่เหลวไหลทั้งสิ้น" บางครั้ง หงจะแผดเสียงออกมาดังลั่นว่า "ฆ่าปีศาจร้าย! ฆ่ามันให้หมด!" บางครั้งก็ท่องบทกวีที่ตนเองเคยเขียนไว้ ดังนี้ "เข้ายึดกุมอำนาจประกาศก้อง ขึ้นปกครองฟ้าดินทุกถิ่นฐาน พิทักษ์ธรรมฆ่าปีศาจพิฆาตมาร บำบัดทุกข์สุขศานติ์ปวงประชา ในระหว่างจับไข้เพ้อจนไม่ได้สตินี้ เมื่อหงตื่นขึ้นมาภายหลัง โดยญาณทรรศนะของหงเองที่ตนเองก็รู้สึกประหลาด หงจำได้ว่า ถูกนำตัวไปยังสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งเข้าใจขึ้นมาเองว่าเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ มีแสงสว่างเรืองโรจน์ไปทั่ว แล้วมีแพทย์มาทำการชำแหละ เปลี่ยนอวัยวะภายในของตนทั้งหมด จากนั้นก็ถูกนำตัวเข้าไปในห้องโถงที่มีลักษณะเหมือนท้องพระโรง มีชายชราผู้หนึ่งสวมเสื้อคลุมดำไว้หนวดทอง ส่งดาบมาให้ตนเล่มหนึ่งเพื่อสังหารปีศาจร้ายให้สิ้น แล้วชายชราเสื้อคลุมดำก็กล่าวคำตำหนิขงจื้ออย่างขุ่นเคือง ขงจื้อก็ยอมรับสารภาพผิดว่า ตนได้ประกอบอาชญากรรมที่ปราศจากชื่อออกมาด้วย แม้ว่าหงจะไม่รู้ว่า ชายชราสวมเสื้อคลุมดำเป็นใคร แต่การลงโทษขงจื้อก็ทำให้หงรู้ขึ้นมาได้ว่า ส่วนหนึ่งของมันมาจากการที่เขาสอบไล่ตกนั่นเอง ซึ่งการสอบไล่ตกของหงนี้ ขงจื้อจะต้องรับผิดชอบ เพราะการที่ขงจื้อรับสารภาพผิด ทั้ง ๆ ที่มีฐานะเป็นถึงปรมาจารย์ใหญ่ ย่อมแสดงอยู่ว่า หงซิ่วฉวนเองภายหลังสอบไล่ตกแล้ว ทั้งความคิดและจิตใจก็ได้ปฏิเสธคำสอนของขงจื้อมาโดยตลอด ซึ่งก็คือ ปฏิเสธต่อระบบที่ไม่ยอมรับในสติปัญญาความสามารถที่หงมีอยู่ แต่ในขณะนั้น ภายในความคิดจิตใจของหงซิ่วฉวนมีความขัดแย้งที่ยังไม่อาจแก้ไขได้ 2 ประการคือ เขามีหน้าที่ที่จะต้องทำลายโลกเก่าที่ขงจื้อสร้าง ขณะเดียวกัน เขาเองก็ยังไม่รู้เลย ไม่ว่าจะโดยญาณทรรศนะใด ๆ ว่า เขาจะมีอะไรมาแทนสิ่งที่เขาทำลายมันลงไป" โปรดติดตามอ่านในภาคต่อไปในชื่อว่า "จักพรรดิ์หงซิ่วฉวน" »
|
|
hakka@hakkapeople.com
คุณความดี แด่บรรพชนและชาวฮากกาที่ฮึกเหิม
|
Hakkapeople.com by Hakka Pakchong Association... Powered by Drupal |
ความคิดเห็นล่าสุด
26 min 17 sec ก่อน
17 min 32 sec ก่อน
10 hours 53 min ก่อน
13 hours 18 min ก่อน
13 hours 53 min ก่อน
21 hours 25 min ก่อน
1 วัน 8 hours ก่อน
1 วัน 10 hours ก่อน
1 วัน 10 hours ก่อน
1 วัน 14 hours ก่อน