圣寿无疆 หน้าแรก
HakkaPeople(Thai) ชุมชนชาวฮากกา Hakka people .  
ที่ใดมีตะวันขึ้น ที่นั้นมีชาวจีน ที่ใดมีชาวจีน ที่นั้นมีเค่อเจียเหริน hakkapeople.com

จักรพรรดิ์หงซิ่วฉวน-จักรพรรดิ์ที่เป็นชาวฮากกา (2)

รูปภาพของ ยับสินฝ่า

          กลับมาอ่านกันต่อนะครับว่า เมื่อหงซิ่วฉวนล้มป่วยลงแล้วกลับคืนสู่ความปกติของร่างกายแล้ว หงซิ่วฉวนจะดำเนินชีวิตของตนต่อไปอย่างไร.....(เริ่มเรื่องในหนังสือประวัติศาสตร์จีน-ทวีป วรดิลก หน้า 588-)

..........หงล้มป่วยลงครั้งนี้กินเวลาถึง 40 วัน แต่พอหายป่วยแล้ว ร่างกายและความคิดจิตใจของเขาเองก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าอัศจรรย์ แทนที่จะเป็นนักศึกษาหนุ่มผู้อ่อนแอ ไม่กล้าขัดใจใครและก็หวั่นไหวง่าย หงซิ่วฉวนกลายมาเป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นในตนเองอย่างแรงกล้า พร้อมที่จะเป็นผู้นำของคนทั้งหลาย เรือนร่างดูเหมือนจะสูงใหญ่กว่าเดิม คำพูดของเขาภายในชุมชนที่หงอยู่มาตั้งแต่เกิดก็ทรงไว้ซึ่งอำนาจผิดกว่าแต่ก่อน ชาวบ้านทั้งหลายล้วนเชื่อฟัง อย่างไรก็ดี โรคความสำคัญตน ตลอดจนมีความเชื่อมั่นในตนเองอย่างแรงกล้านี้ยังต้องรอเวลา เพราะหงเองยังปราศจากเข็มทิศชี้นำ ตราบจนเวลาล่วงไปถึง 7 ปี เมื่อหงอายุได้ 30 ปีในปีค.ศ. 1843 พอดีมีญาติคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกันมาหาหงที่บ้าน พบหนังสือคำสอนศาสนาคริสต์ในหิ้งหนังสือที่หงทิ้งได้โดยบังเอิญญาติของหงคนนั้นเห็นแปลกก็เลยหยิบมาส่งให้หงดู เมื่อหงอ่านหนังสือนี้โดยละเอียดแล้ว ก็มาหวนนึกไปถึงญาณทรรศนะของตนเมื่อตอนจับไข้จึงเกิดความกระจ่างขึ้นมา ชายชราสวมเสื้อคลุมดำที่ตนพบนั้นก็คือพระผู้เป็นเจ้านั่นเอง ทรงเป็นผู้ส่งหงซิ่วฉวนให้ลงมายังโลกมนุษย์พร้อมด้วยดาบก็เพื่อมอบหมายภารกิจศักดิ์สิทธิ์ให้หงกำจัดปีศาจร้ายให้หมดสิ้นไปจากโลกมนุษย์ โดยดาบที่พระเจ้าทรงประทานให้นี้ ทั้งนี้ก็เพื่อกอบกู้โลกแห่งคริสตศาสนจักร ในฐานะที่หงเป็นน้องชายของจีซัสไครสต์ โดยญานทรรศนะของตน หงซิ่วฉวนถือว่า คริสตศาสนาของชาวตะวันตกนี้ แต่เดิมเป็นคำสอนทางศาสนาของชาวจีน เคยแพร่หลายมาก่อนขงจื้อเสียอีก โดยที่พระผู้เป็นเจ้าทรงบันดาลให้อาณาจักรสวรรค์ของพระองค์ได้มาสถิตย์อยู่ในอาณาจักรจีน "เพราะฉะนั้น อาณาจักรจีนจึงเป็นที่ประทับของพระบิดามาตั้งแต่ก่อนที่พระบิดาจะเสด็จมายังโลกมนุษย์ครั้งใหม่นี้เสียอีก อาณาจักรจีนจึงเป็นอาณาจักรของพระบิดา หากแต่มีปีศาจร้ายป่าเถื่อนลักลอบเข้ามาในอาณาจักรสวรรค์ของพระองค์ ด้วยเหตุนี้ พระบิดาจึงทรงมีประกาศิตให้ข้ามายังโลกนี้ เพื่อทำลายปีศาจร้ายให้พินาศไปให้จงได้"

          ปีศาจร้ายที่หงซิ่วฉวนเชื่อมั่นว่า ถูกพระเจ้าลิขิตมาให้ตนเป็นคนกำจัดนี้ ไม่ใช่ชาวยุโรป แต่เป็นชาวแมนจูผู้ซึ่งจากการรุกรานครั้งหลังสุดของคนป่าเถื่อนที่หงพบเห็นนั้น แมนจูเจตนาที่จะไม่ให้ชาวจีนได้ล่วงรู้ถึงความเป็นจริงที่ว่า คริสตศาสนาคือหลักธรรมที่แท้ ต่อเมื่อประชาชนสามารถกำจัดปีศาจร้ายแล้วรื้อฟื้นศาสนาดั้งเดิมของตนขึ้นมาใหม่ เมื่อนั้น ยุคแห่งมหาสันติ - สันติภาพอันยิ่งใหญ่(ไท่ผิง) ก็จะมาถึง แล้วโลกนี้ก็จะสมัครสมานกันด้วยเอกภาพของสกลจักรวาลและภราดรภาพ-ความรักกันฉันพี่น้อง

          เมื่อหงซิ่วฉวนมีศรัทธาแก่กล้าในพระเจ้ายิ่งขึ้นทุกที ก็สามารถชักจูงใจให้ผู้อื่นเห็นคล้อยตามไปด้วย ต่อมา หงก็ทำพิธีล้างบาปด้วยการหลั่งน้ำรดศรีษะของกันและกัน ปากก็ท่องถ้อยคำทำนองสวดที่ว่า "เมื่อชำระล้างบาปออกไปจนหมดสิ้นแล้ว เราก็สลัดของเก่าทิ้ง และรับของใหม่เข้ามาไว้แทน" จากนั้น หงก็ก่อตั้งสมาคมนับถือพระเจ้า (ไป้ซั่งตี้ฮุ่ย) ขึ้น บุคคลแรกที่เชื่อถือศรัทธาและให้ความสนับสนุนหงอย่างแข็งขันได้แก่เฝิงหวินซาน เพื่อนสนิทของหงที่เคยเรียนหนังสือโรงเรียนเดียวกันมาและก็เป็นครูเหมือนหงด้วย

          ความมุ่งหมายของหนังสือ "สุนทรกถาเพื่อปลุกเร้ายุคสมัย" ที่หงได้รับแจกมาและก็มีความเชื่อถือศรัทธาอย่างแน่นแฟ้นหลังจากได้อ่านโดยละเอียดแล้วนั้น ก็เช่นเดียวกับหนังสือที่เผยแพร่คำสอนของศาสนาคริสต์ทั้งหลาย โดยสอนให้ประชาชนยกย่องนับถือ "พระผู้สร้าง " หรือ "พระเจ้าที่แท้จริงพระองค์เดียว" ยืนยันว่า ความสุขที่แท้จริงอยู่บนสรวงสวรรค์ หาใช่ในโลกมนุษย์ไม่ มนุษย์เราสมควรรักศัตรูของตน ฯลฯ หงซิ่วฉวนตีความคำสอนของศาสนาคริสต์แตกต่างออกไป เขาถือว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงไว้ซึ่งความดีงาม ส่วนเทวรูปต่าง ๆ ที่ผู้คนนับถือบูชากันนั้น แท้จริงก็คือปีศาจร้าย ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ทำไมชาวนาถึงไม่สามัคคีกัน ยึดมั่นในพระผู้เป็นเจ้า ต่อต้านขงจื้อ, จักรพรรดิ์(แมนจู) ตลอดจนปีศาจร้ายอื่น ๆ ให้หมดสิ้น ? ในเมื่อมันเป็นบ่อเกิดแห่งความชั่วร้าย โดยที่มนุษย์เราเกิดมาเท่าเทียมกัน แล้วทำไมชาวนาถึงไม่ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อความเสมอภาคกัน ในเมื่อความเสมอภาคดังกล่าวถูกกำจัดไปช้านานมาแล้ว ?

          การตีความจากคำสอนทางศาสนาของหงซิ่วฉวนนี้ ถ้าแยกเอาคำสอนที่เกี่ยวกับพระเจ้าออกไป เนื้อหาที่เหลืออยู่ก็คือ คำเรียกร้องให้ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อกำจัดจักรพรรดิ์แมนจู ตลอดจนปีศาจร้ายซึ่งได้แก่ผู้ที่สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน เพื่อจุดหมายปลายทางคือความเสมอภาคนั่นเอง โดยนัยนี้ ไป้ซั่งตี้ฮุ่ยหรือสมาคมนับถือพระเจ้า ถ้าถอดเสื้อคลุมทางศาสนาออกไป ก็คือองค์การจัดตั้งทางการเมืองที่มุ่งโค่นชนชั้นปกครองนั่นเอง แล้วยังมีอุดมการณ์ที่คัดค้านคำสอนขงจื้อถึงขนาดประณามอย่างไม่ยอมอยู่ร่วมโลกกันด้วย ตามปกติ หงจะพกกระบี่ยาว 3 เชี๊ยะ (ราว 3 ฟุต) ติดตัวเสมอ กระบี่นี้มีอักษรจารึกไว้ว่า "พิฆาตปีศาจร้าย" ยิ่งกว่านี้ เมื่อความเชื่อมั่นในตนเองแรงกล้าขึ้น หงก็แสดงความเป็นปฏิบักษ์ต่อขงจื้อโดยเปิดเผย ด้วยจการทำลายศิลาจารึกคำสอนขงจื้อเก่าแก่ที่ติดตั้งอยู่ที่โรงเรียนที่หงสอนนั้นเอง ผลก็คือ หงถูกทางโรงเรียนไล่ออก ในฤดูใบไม้ผลิปีค.ศ. 1844 หงชวนเฝิงหวินซานเพื่อนสนิทไปยังกุ้ยผิงกับกุ้ยเสี้ยนในมณฑลกว่างซี เพื่อเผยแพร่ศาสนาใหม่และหาสมาชิกของสมาคมต่อไป มีผู้สมัครเป็นสมาชิกสมาคมนับถือพระเจ้าราว 100 เศษ ถึงฤดูหนาวก็กลับไปกว่างตง ทิ้งงานที่กว่างซีให้เฝิงหวินซานดำเนินการต่อไป

          ระหว่างค.ศ. 1845 - 1846 หงซิ่วฉวนเขียนหนังสือเผยแพร่ศาสนาตามความเข้าใจของตนหลายเรื่อง มีชื่อต่าง ๆ กัน อาทิ "อนุศาสน์ว่าด้วยความหลุดพ้น" "อนุศาสน์ว่าด้วยการปลุกโลกให้ตื่น" ฯลฯ เนื้อหาสำคัญตามข้อเขียนของหงก็ได้แก่ การประณามความทุกข์ทรมานและความเสียหายร้ายแรงจากการที่ผู้คนพากันยอมรับนับถือในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ หงระบุอย่างชัดเจนว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวได้แก่ จักรพรรดิ์, ขุนนาง, เจ้าที่ดิน ฯลฯ ซึ่งประชาชนจะต้องต่อสู้และทำลายให้จงได้ "สรรพสิ่งภายใต้สวรรค์ มีพระบิดาองค์เดียวกัน เพราะฉะนั้น มวลมนุษย์จึงเป็นสมาชิกในครอบครัวเดียวกัน" "จักรพรรดิ์มีความชอบธรรมอันใดถึงได้รวบเอาสรรพสิ่งไว้ในกำมือของตนแต่ผู้เดียวจนหมดสิ้น?" และ "ภายในมหาสมุทรทั้งสี่ ทุกคนเป็นพี่น้องกัน" ถ้อยคำดังกล่าว ความจริงก็เป็นคำพังเพยของชาวจีนช้านานมาแล้ว

          หงซิ่วฉวนกลับมากว่างซีอีกครั้งหนึ่งเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1847 ปรากฏว่า เฝิงหวินซานทำงานได้ผล สมาคมนับถือพระเจ้ามีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาก ส่วนใหญ่อยู่ตามบริเวณภูเขาจื่อจิงซานในกุ้ยผิง ดินแดนแถบนี้แห้งแล้งกันดารมาก นอกไปจากการทำไร่ไถนาแล้ว ชาวบ้านก็มีอาชีพตัดฟืนบ้าง เผาถ่านบ้าง เมื่อหงไปถึงบริเวณภูเขาจื่อจิงซานนั้น สมาคมนับถือพระเจ้ามี่สมาชิกระหว่าง 2,000-3,000 คน ส่วนใหญ่อยู่กระจัดกระจายกันตามท้องที่ต่าง ๆ เช่น เซี่งโจว,ซุนโจว, อู๋โจว, ผิงหนาน ฯลฯ ซึ่งอยู่ติด ๆ กัน เมื่อถึงฤดูหนาวปีเดียวกัน ก็มีผู้มีความสามารถมาสมัครเป็นสมาชิกหลายคนซึ่งต่อไปจะเป็นแกนนำของสมาชิกส่วนใหญ่ได้แก่ หยางซิ่วชิงคนเผาถ่านกับเซียวเฉากุ้ยคนตัดฟืน ทั้งสองคนนี้เคยเป็นกุลีขนของมาก่อน ภายหลังต้องว่างงานเพราะเส้นทางการค้าเปลี่ยนใหม่มุ่งไปที่เซี่ยงไฮ้แทนเส้นทางเดิม แล้วยังมีซึต๊ะไค (สือต้าคาย-ยับสินฝ่า) ลูกชายเจ้าที่ดินอายุเพียง 19 ปีผู้มีความสนใจในการสู้รบเป็นพิเศษ วุ่ยจายฮุยเจ้าที่ดินและนายทุนเงินกู้ผู้มั่งคั่งซึ่งได้นำเงินมามอบให้หงซิ่วฉวนเพื่อเป็นทุนถึง 100,000 ตำลึง ทั้งสี่คนนี้เป็นชาวแคะทั้งสิ้น เนื่องจากได้ผู้นำที่มีความสามารถมาร่วมด้วย สมาชิกของสมาคมจึงยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว

          ในปีค.ศ. 1850 จักรพรรดิ์เต้ากวงสิ้นพระชนม์ ราชโอรสขึ้นครองราชย์แทนทรงพระนามว่าเหวินจง มีชื่อรัชกาลว่า เสียนฟง (ค.ศ.1850-1861) ปรากฏว่าสมาชิกของสมาคมนับถือพระเจ้ามีจำนวนถึง 10,000 คน จึงมีการฝึกฝนการสู้รบกันและก็สร้างอาวุธเพื่อใช้ในสงครามอย่างแข็งขัน สมาชิกของสมาคมแผ่ขยายออกไปหลาย ๆ ท้องที่ โดยมีฐานที่มั่นอยู่ที่บริเวณภูเขาจื่อจิงซาน สมาชิกส่วนใหญ่เป็นชาวนาที่ยากจนและก็มีมากที่ฐานะถึงขั้นล้มละลาย มีสลัด, สมาชิกสมาคมลับอย่างซานเหอกับเทียนตี้ฮุ่ยและพวกเหมียวชนชาติส่วนน้อยมาร่วมด้วย ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1850 สมาชิกมาชุมนุมกันที่หมู่บ้านจินเถียนตีนเขาจื่อจิงซาน แต่ละคนก็ได้นำเอาสิ่งของมีค่าของตนมาสมทบเป็นทุน มากน้อยตามแต่ฐานะของแต่ละคน กองทุนของสมาชิกนี้เรียกว่า "เซิ่งโค่ว" หรือ "คลังสมบัติศักดิ์สิทธิ์" เป็นคลังสมบัติของส่วนรวม มีทั้งเงินทอง,เสื้อผ้าและอาหาร ขณะเดียวกันก็มีการจัดตั้งหน่วยสู้รบขึ้นประกอบด้วยนักรบทั้งชายและหญิงมีฐานะเท่ากัน มีการแยกค่ายนักรบชายกับค่ายนักรบหญิงออกจากกัน หงซิ่วฉวนได้วางระเบียบวินัยไว้อย่างเข้มงวดกวดขัน ห้ามทุจริตคอร์รัปชั่น,ห้ามสูบฝิ่น, ห้ามสูบยาเส้น ข่มขืนผู้หญิงมีโทษถึงประหารชีวิต เช่นเดียวกับการสูบฝิ่น และก็มีการประกอบพิธีทางศาสนากันด้วย สมาชิกชายให้ตัดหางเปียซึ่งเป็น "เครื่องหมายข้าทาสแมนจู" ทิ้ง ให้ไว้ผมยาวแทน กบฏที่มีชื่อเสียงอย่างเป็นทางการว่า "ไท่ผิงเทียนกว๋อ" นี้ ชาวบ้านทั่วไปเรียกกันว่า "กบฏผมยาว" อีกชื่อหนึ่ง

          การชุมนุมกันตลอดจนมีการฝึกการสู้รบกันของคนจำนวนหมื่นนี้ ย่อมก่อให้เกิดกิตติศัพท์เลื่องลือไปไกลจนถึงราชสำนักแมนจู จนเป็นที่เพ่งเล็งของราชสำนักยิ่งกว่ากบฏพวกอื่น โดยที่เมื่อเสียนฟงเพิ่งครองราชย์ใหม่ ๆ ก็ได้เรียกหลินเจ๋อสีขุนางผู้สามารถกลับจากอีลี่เพราะโทษเนรเทศกรณีปราบฝิ่น ให้มารับหน้าที่ปราบกบฏที่กว่างซีนี้ แต่หลินเจ๋อสีถึงแก่กรรมเสียก่อนที่จะเดินทางมาถึงบริเวณก่อการกบฏที่ภูเขาจื่อจิงซานนี้ กำลังทหารกองแรกที่รัฐบาลแมนจูส่งมาปราบเมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ. 1850 ก็ปรากฏว่า ถูกนักรบสมาคมนับถือพระเจ้าโจมตีจนแตกพ่ายไป ตัวแม่ทัพถูกฆ่าตาย ถึงวันที่ 11 มกราคม ค.ศ. 1851 หงซิ่วฉวนมีอายุครบ 38 ปีพอดี หงพร้อมด้วยผู้นำทั้งหลายก็มาชุมนุมกันที่หมู่บ้านจินเถียน มีเฝิงหวินซาน, หยางซิ่วชิง, เซียวเฉากุ้ย, ซึต๊ะไค, วุ่ยจางฮุ่ยและคนอื่น ๆ พร้อมด้วยสมาชิกสมาคมนับถือพระเจ้ามีจำนวนทั้งสิ้น 30,000 คน หงซิ่วฉวนก็ได้ประกาศสถาปนา "ไท่ผิงเทียกว๋อ" หรือ "อาณาจักรเมืองแมนแดนมหาสันติ" อันเป็นสังคมอุดมการณ์ที่ตนจะสร้างขึ้นเป็นเป้าหมาย ตั้งตนเป็น "เทียนหวาง" หรือ "กษัตริย์สวรรค์" จากนั้นก็เคลื่อนกำลังจากหมู่บ้านจินเถียนรุดหน้าไปตามบริเวณพรมแดนกว่างซี-กว่างตง ในฤดูใบไม้ร่วงปีเดียวกันก็มุ่งขึ้นเหนือ ยกทัพบุกตะลุยขึ้นไปเรื่อย ๆ นับแต่นี้เป็นต้นไปจนถึงอวสานของกบฏไท่ผิง พอจะแบ่งได้เป็น 2 ขั้นตอน กล่าวคือ ขั้นตอนแรก ในระหว่างค.ศ. 1850 ถึง 1856 อันเป็นช่วงที่ไท่ผิงยกทัพขึ้นเหนือ สามารถพิชิตหนานจิงแล้วสถาปนาอาณาจักรขึ้นที่หนานจิง โดยเปลี่ยนชื่อเป็นเทียนจิง (เมืองหลวงสวรรค์) ถึงปีค.ศ. 1856 ไท่ผิงถึงจุดรุ่งโรจน์สูงสุดทางทหาร สามารถยึดดินแดนส่วนใหญ่ของมณฑลหูเป่ย และครอบครองทั้งมณฑลเจียงซีกับอานฮุยสามารถทำลายค่ายใหญ่ทั้งเหนือและใต้ที่ล้อมเมืองหลวงสวรรค์จนพินาศ หลังจากนั้น ไท่ผิงก็ถึงยุคเสื่อม สถานการณ์ทางทหารมีแต่ทรงและทรุดจนถึงสลาย ระหว่างค.ศ. 1856 ถึง 1864 

          ระยะต้นของขั้นตอนแรก ทัพหน้าของไท่ผิงสามารถยึดหย่งอันเมืองสำคัญได้ในตอนปลายเดือนกันยายน ค.ศ. 1851 ทำการริบทรัพย์เจ้าที่ดินหมดแล้วเรียกร้องชาวนาไม่ให้ชำระค่าเช่า ฯลฯ แล้วตั้งยศและตำแหน่งบรรดาขุนพลคนสำคัญ ๆ ให้หยางซิ่วชิงเป็นตงหวาง (เจ้าบูรพา) เซียวเฉากุ้ยเป็นซีหวาง (เจ้าปัจฉิม) เฝิงหวินชานเป็นหนานหวาง (เจ้าทักษิณ) วุ่ยจางฮุยเป็นเป่ยหวาง (เจ้าอุดร) ซึต๊ะไคเป็นหยีหวาง (เจ้าปีกทัพ) ในบรรดา "หวาง" หรือเจ้าทั้งหมดที่นับว่ามีความสำคัญและฐานะรองลงมาจากเทียนหวางคือหงซิ่วฉวนมีคนเดียวได้แก่ หยางซิ่วชิงหรือตงหวางซึ่งเป็นผู้อำนวยการ หรือผู้ควบคุมพวกเจ้าทั้งหลาย ฐานะของหยางซิ่วชิงเท่ากับแม่ทัพใหญ่ของกองทัพไท่ผิง  หงซิ่วฉวนเป็นกษัตริย์หรือประมุขของไท่ผิง 

          นับตั้งแต่เดือนกันยายน ค.ศ. 1852 เป็นต้นมา กองทัพไท่ผิงก็ได้สู้รบกับกองทหารรัฐบาลมาโดยตลอด เพิ่งมาหยุดยั้งที่หย่งอันซึ่งมีการแต่งตั้งขุนพลคนสำคัญ ๆ ทำการริบทรัพย์เจ้าที่ดินบังคับให้ส่งมอบเงินและข้าวแก่คลังศักดิ์สิทธิ์ของไท่ผิง แล้วยังประกาศใช้ปฏิทินใหม่เรียกว่าปฏิทินสวรรค์โดยถือเอาวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1852 เป็นวันเริ่มต้นปีที่หนึ่งของอาณาจักรไท่ผิง ระหว่างนั้น กำลังทหารรัฐบาลก็ได้ล้อมเมืองหย่งอันไว้จนถึงเดือนเมษายน ค.ศ.1852 กองทัพไท่ผิงก็ตีฝ่าวงล้อมของกำลังทหารรัฐบาลออกมาได้ แล้วยกกำลังเข้าโจมตีกุ้ยหลินเมืองหลวงของกว่างซี(ในสมัยนั้น-ยับสินฝ่า) แต่ไม่มีปืนใหญ่จึงไม่สามารถถล่มกำแพงกุ้ยหลินให้ทลายลงได้ กองทัพไท่ผิงบุกขึ้นเหนือต่อไป โดยยกเข้ามณฑลหูหนาน ในการสู้รบกันหน้าประตูฉางซาเมืองหลวงของหูหนาน เซียวเฉากุ้ยต้องเสียชีวิต กองทัพไท่ผิงพยายามโจมตีฉางซาอยู่ 2 เดือนเศษแต่ไม่สามารถพิชิตได้ จึงหันมาบุกเมืองเอี๊ยะโจวแทน เมื่อยึดเอี๊ยะโจวได้ก็ได้อาวุธ,  ปืนใหญ่และกระสุนจำนวนมาก จากนั้น กองทัพไท่ผิงก็บุกเข้ามณฑลหูเป่ย ยึดอู่ชางเมืองหลวงของมณฑลได้ในตอนกลางเดือนมกราคม ค.ศ. 1853   

กองทัพไท่ผิงมีกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บัดนี้มีทหารทั้งสิ้นถึง 500,000 เศษ ได้มุ่งหน้าบุกไปด้านตะวันออกทั้งทางบกและทางน้ำเป็นกองทัพใหญ่ ในเดือนกุมภาพันธ์ก็ยึดได้เมืองสำคัญ 2 เมืองบนฝั่งแม่น้ำฉางเจียงคือจิ้วเจียงกับอานชิ่ง   กองทัพไท่ผิงรุกประชิดหนานจิงเมืองสำคัญทางใต้ของแมนจูในวันที่ 8 มีนาคม หลังจากสู้รบกับทหารรัฐบาลที่รักษาเมืองอย่างดุเดือดแล้วก็บุกเข้ายึดหนานจิงได้ แล้วกองทัพไท่ผิงก็บุกต่อไปโดยรวดเร็ว ยึดจินเจียงกับหยางโจวได้ในตอนต้นเดือนมีนาคมนั้นเอง ผู้นำไท่ผิงตกลงใจตั้งมั่นที่หนานจิง โดยสถาปนาหนานจิงเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรไท่ผิงเทียนกว๋อ เปลี่ยนชื่อหนานจิงเป็นเทียนจิง (เมืองหลวงสวรรค์) หงซิ่วฉวนในฐานะเทียนหวางหรือ "กษัตริย์สวรรค์" เข้าเมืองหลวงของอาณาจักรไท่ผิงในวันที่ 29 มีนาคม ค.ศ. 1853 สวมมงกุฏทอง ฉลองพระองค์ลายมังกร ประทับเสลี่ยงทองมีคนหาม 16 คน ชาวเมืองหนานจิงเรียงรายกันต้อนรับมีจำนวนราว 100,000 เศษ

          การที่ผู้นำไท่ผิงมาตัดสินใจหยุดยั้งโดยตั้งมั่นที่หนานจิงนี้ เป็นการตัดสินใจที่มีผลในทางยุทธศาสตร์อย่างสำคัญยิ่ง เพราะเท่ากับชี้ขาดโชคชะตาของอาณาจักรไท่ผิงทั้งอาณาจักร โดยที่บัดนี้ บรรดาผู้นำที่ถือกำเนิดและเติบโตขึ้นมาด้วยความยากจนในดินแดนทุรกันดาร ได้มาดำรงชีวิตอย่างเจ้าที่มีแต่ความอุดมสมบูรณ์จนถึงหรูหราฟุ้งเฟ้ออย่างที่ชีวิตและตระกูลของตนไม่เคยคิดฝันกันมาก่อน หงซิ่วฉวนซึ่งเป็นลูกชาวนาและเป็นครูที่ยากจน บัดนี้ได้เป็นกษัตริย์อยู่ในพระราชวังซึ่งเดิมเป็นที่ประทับของจักรพรรดิ์ราชวงศ์หมิง ทางด้านพลรบที่เป็นสมาชิกสมาคมนับถือพระเจ้ามาแต่ดั้งเดิมซึ่งมีจำนวนราว 10,000 เศษนั้นเล่า ก็มีวรรณะพิเศษเหนือกว่าพลรบธรรมดาที่สมัครเข้าร่วมภายหลัง ล้วนได้มามีชีวิตในดินแดนอันอุดมสมบูรณ์บนฝั่งแม่น้ำฉางเจียงที่ต่างไปจากดินแดนอันแห้งแล้งและกันดารในกว่างซี กองทัพไท่ผิงได้บุกผ่าไปตามดินแดนอันกว้างขวางทำลายสถาบันชนชั้นปกครองของแมนจูลงมากมาย แต่น่าเสียดายที่ไม่พยายามสร้างฐานที่มั่นของตนให้เข้มแข็งมั่นคงเป็นปึกแผ่นขึ้นมาเลย ดินแดนดังกล่าว เมื่อถูกกำลังทหารฝ่ายรัฐบาลโจมตีกลับก็มักหันไปเข้ากับฝ่ายรัฐบาลแมนจูโดยง่าย ผลก็คือ กำลังทหารฝ่ายรัฐบาลสามารถสร้างค่ายใหญ่ขึ้นทั้งสองฝั่งแม่น้ำฉางเจียง เป็นภัยคุกคามหนานจิงเมืองหลวงของอาณาจักรไท่ผิงมาโดยตลอด ทั้ง ๆ ที่ไท่ผิงยังสามารถครอบครองบริเวณตอนกลางอันอุดมสมบูรณ์ของสองฝั่งแม่น้ำฉางเจียงไว้ได้ ยังผลให้อาณาจักรไท่ผิงเทียนกว๋อตั้งมั่นอยู่ได้ถึง 10 ปี

          จะอย่างไรก็ตาม ทั้ง ๆ ที่ได้มีการสถาปนาอาณาจักรไท่ผิง โดยมีเมืองหลวงที่เป็นอิสระอยู่แล้ว ไท่ผิงยังไม่ยอมละทิ้งเป้าหมายดั้งเดิมของตนซึ่งได้แก่การโค่นราชสำนักแมนจูที่หงซิ่วฉวนถือว่าเป็นปีศาจร้ายมาทำลายอาณาจักรจีน ไท่ผิงก็ได้ส่งกองทัพแรกซึ่งมีกำลังทหาร 30,000 คน บุกภาคเหนือโดยมุ่งพิชิตปักกิ่งเมืองหลวงของแมนจูให้จงได้ แล้วต่อมาก็ได้ส่งกองทัพที่ 2 มุ่งไปยึดครองบริเวณที่ราบลุ่มของแม่น้ำฉางเจียง ผลปรากฏว่า กองทัพแรกที่บุกภาคเหนือซึ่งยกไปในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1853 ต้องประสบความล้มเหลว อาจเป็นเพราะผู้นำไท่ผิงประมาณศักยภาพในการสู้รบของทหารฝ่ายรัฐบาลต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากตนเคยประสบชัยชนะจนถึงขั้นยึดหนานจิงได้ กองทัพซึ่งมีกำลัง 30,000 คน แม้ว่าจะบุกขึ้นไปจนถึงเทียนจิน(เทียนสิน-ยับสินฝ่า)ใกล้ ๆ กับปักกิ่งก็ต้องประสบอุปสรรคมากมายและต้องสูญเสียกำลังไปมากด้วย ข้อเสียเปรียบประการสำคัญของไท่ผิงก็คือ ทหารของตนเป็นชาวใต้ไม่คุ้นกับอากาศหนาวจัดของภาคเหนือ แล้วยังถูกโจมตีด้วยกองทหารม้าแมนจูที่เคลื่อนไหวได้คล่องแคล่ว มีประสิทธิภาพในการสู้รบสูงอย่างที่ทหารไท่ผิงไม่เคยเผชิญมาก่อน ปรากฏว่า กองทัพไท่ผิงถูกทหารม้าฝ่ายรัฐบาลกระหน่ำจนตั้งตัวไม่ติดกำลังหนุนที่ส่งไปช่วยก็ถูกกองทหารฝ่ายรัฐบาลกวาดล้างจนย่อยยับ หลังจากตั้งมั่นอยู่ที่เทียนจินได้ปีเศษ กองทหารฝ่ายรัฐบาลก็โจมตีจนพินาศ ความสำเร็จของฝ่ายรัฐบาลครั้งนี้ทำให้ราชสำนักแมนจูมีขวัญและกำลังใจดีขี้น โดยเฉพาะเสียนฟงจักรพรรดิ์นั้นเสวยไม่ได้บรรทมไม่หลับมาโดยตลอดนับแต่ไท่ผิงยกทัพบุกขึ้นมาทางกว่างซี นับเป็นโอกาสแรกที่ทำให้ราชสำนักแมนจูมีเวลาหายใจ สามารถตั้งหลักขึ้นมาได้ใหม่

          กองทัพที่สองของไท่ผิงที่ยกไปทางด้านตะวันตกนั้น เคลื่อนทัพไปในเดือนพฤษภาคมไล่ ๆ กับกองทัพแรกที่บุกภาคเหนือ กองทัพที่สองไม่ได้ประสบชะตากรรมอย่างกองทัพแรก สามารถสู้รบกับกองทหารฝ่ายรัฐบาลอย่างก้ำกึ่งกัน ต่างฝ่ายต่างผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะตลอดเวลา 3 ปี ส่วนใหญ่เป็นการสู้รบเพื่อเข้ายึดครองอู่ฮั่นซึ่งได้แก่เมืองสำคัญทั้ง 3 ของมณฑลหูเป่ยบนฝั่งแม่น้ำฉางเจียงคือ อู่ชาง, ฮั่นหยาง และ ฮั่นโข่ว ไท่ผิงยกทัพเข้ายึดได้ก่อน แต่ก็ต้องเสียให้ฝ่ายรัฐบาล อนึ่ง ในการสู้รบช่วงชิงอู่ฮั่นนี้เองที่กำลังทหารไท่ผิงต้องเผชิญกับกำลังทหารฝ่ายรัฐบาลที่กลายมาเป็นศัตรูผู้เข้มแข็งที่สุดของตน โดยที่กำลังทหารรัฐบาลนี้ ไม่ใช่กองทหารแมนจูแปดธงที่เคยมีประสิทธิภาพในการสู้รบมาในอดีต หากแต่เป็นกองกำลังอาสาสมัครชาวจีนที่พวกเซินซื่อมณฑลหูหนานได้จัดตั้งขึ้นเพื่อทำการสู้รบกับกำลังทหารฝ่ายไท่ผิงโดยเฉพาะ กำลังอาสาสมัครที่ว่านี้ที่มีชื่อเสียงที่สุดได้แก่กองทัพหูหนานซึ่งแม่ทัพคนสำคัญคือ "เจิงกว๋อฝาน" (ค.ศ. 1811-1872) เจิงเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ของราชสำนักแมนจู มีตำแหน่งเป็นรองเสนาบดีกระทรวงพิธีการ เป็นสาวกของขงจื้อผู้ยึดมั่นในคำสอนอย่างเคร่งครัด เกลียดชังกบฏไท่ผิงที่ทำลายศิลาจารึกคำสอนของจื้ออย่างเข้ากระดูกดำเจิงได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่จัดตั้งพวกอาสาสมัครในมณฑลหูหนานเพื่อต่อต้านไท่ผิงและก็ทำการฝึกอบรมการสู้รบจนมีความชำนาญ แล้วก่อตั้งขึ้นเป็นกองทัพเมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1853 กองทัพนี้ได้รับความช่วยเหลือด้านการเงินจากพวกเซินซื่อซึ่งก็คือชนชั้นปกครองของมณฑลหูหนานนั่นเองและรายได้ประจำของทหารกองทัพนี้ก็สูงกว่าทหารรัฐบาลโดยทั่วไปด้วยนายทหารระดับผู้บังคับบัญชาล้วนแล้วแต่เป็นพวกเซินซื่อในหูหนานทั้งสิ้น แม้ว่า กองทัพนี้จะได้จัดตั้งขึ้นมาเหมือนเป็นกองทัพส่วนตัวของเจิงกว๋อฝานซึ่งแต่เดิม ราชสำนักแมนจูไม่เคยยินยอมอย่างเด็ดขาด แต่กบฏไท่ผิงครั้งนี้ทำให้ไม่มีทางเลือก ในเมื่อกองทัพแปดธงของแมนจูเองหมดสิ้นประสิทธิภาพในการสู้รบไปแล้ว

          มีผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์จีนชาวตะวันตกบางคนเห็นว่า จุดอ่อนที่สำคัญของกบฏไท่ผิงอยู่ที่การทำลายคำสอนของขงจื้อซึ่งทำให้พวกเซินซื่อโดยทั่วไปหันมาเป็นศัตรู เพราะพวกนี้ล้วนเป็นสาวกของขงจื้อ ยกย่องเทิดทูนคำสอนของขงจื้อสืบต่อกันมาตามประเพณี พวกนี้เองที่ป้องกันประเพณีความเชื่อถือในลัทธิขงจื้อเอาไว้ ทรรศนะดังกล่าว วิโตลด์ ร็อดซินสกี้ไม่เห็นด้วย ร็อดซินสกี้อธิบายว่า ในขณะที่ความจริงมีอยู่ว่า ศาสนาคริสต์ของไท่ผิงที่มีต้นกำเนิดมาจากชาวตะวันตกนั้นได้ปลุกเร้าความเกลียดกลัวชาวต่างประเทศของพวกเซินซื่อทั้งหลาย และก็ได้หยาบหยามต่อความเทิดทูนและศรัทธาในขงจื้อของพวกเซินซื่อทั่วไป แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญของปัญหา ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า กบฏไท่ผิงสนับสนุนการต่อสู้เจ้าที่ดินของชาวนา แม้ว่า การสนับสนุนดังกล่าวจะไม่เป็นระบบและไม่ถึงกับสม่ำเสมอ แต่ไท่ผิงก็ได้ริบทรัพย์สมบัติของเจ้าที่ดินส่วนใหญ่ เพราะเหตุนี้ต่างหากที่พวกเซินซื่อที่มักจะอยู่ในตระกูลเจ้าที่ดินพร้อมใจกันต่อต้านไท่ผิง ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันค่าเช่าและทรัพย์สมบัติของตน ลำพังการทำลายศิลาจารึกคำสอนของขงจื้อนั้นยากที่จะมีผลถึงกับทำให้พวกเซินซื่อพยายามก่อตั้งกองกำลังอาสาสมัครต่อต้านไท่ผิงขึ้นได้

          ร็อดซินสกี้เห็นว่า เป็นการยากที่จะเชื่อว่า การต่อต้านและเป็นปฏิปักษ์ต่อแมนจูอย่างร้ายแรงของไท่ผิงจะไม่ได้รับความสนับสนุนจากพวกเซินซื่อเสียเลย โดยเฉพาะลัทธิชาตินิยมของพวกเซินซื่อที่ยังมีแฝงฝังอยู่ ถ้าหากทรัพย์สมบัติของพวกเซินซื่อจะไม่ถูกไท่ผิงแตะต้องเลยแม้แต่น้อยพวกนี้ก็น่าจะหันเหทิศทางของตนโดยไม่หันไปสนับสนุนราชสำนักแมนจูอีกต่อไป พวกเซินซื่ออาจเข้าร่วมกับไท่ผิงในฐานะที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นฝ่ายชนะ ทั้ง ๆ ที่ไท่ผิงมีอุดมการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวและตนก็ชิงชังรังเกียจอยู่ด้วย กรณีเช่นนี้มีตัวอย่างมามากแล้วในอดีตจะอย่างไรก็ตามไท่ผิงเองในขั้นนี้ก็ไม่ได้พยายามแม้แต่น้อยที่จะดึงเอาชนชั้นที่สามารถชี้ขาดผลของสงครามมาเป็นฝ่ายตน แม่แต่จะให้เข้าร่วมรัฐบาลที่ตนจัดตั้งขึ้นใหม่ในหนานจิง เพราะฉะนั้นในการต่อต้านไท่ผิง พวกเซินซื่อก็ได้กลายมาเป็นกำลังหลักในการค้ำจุนระบอบการปกครองของแมนจูชาวต่างชาติที่กำลังจะล่มสลายอยู่แล้วให้ตั้งหลักขึ้นมาได้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง

 

(โปรดติดตามตอนต่อไป อวสานอาณาจักรไท่ผิง)

 

 

 

 

 

 


 
hakka@hakkapeople.com    คุณความดี แด่บรรพชนและชาวฮากกาที่ฮึกเหิม Hakkapeople.com by Hakka Pakchong Association... Powered by Drupal