![]() |
|
![]() |
|
|
||||||||
|
จุดจบของอาณาจักรไท่ผิง (3)![]() เรามาอ่านกันต่อในตอนจบนี้กันนะครับว่า ทำไม อาณาจักรไท่ผิงและหงซิ่วฉวนถึงได้พบกับจุดจบ ทั้ง ๆ ที่มีความรุ่งเรืองและรุกคืบขึ้นเหนือไปเรื่อย ๆ และตอนจบจะจบยังไง เชิญติดตามกันต่อครับ.... ยุคเสื่อมจนถึงอวสานของไท่ผิง..........(หน้า 595 ในหนังสือเล่มเดียวกัน) หลังจากที่ได้สู้รบมาตลอดเวลา 3 ปีซึ่งส่วนใหญ่ประสบชัยชนะ ถึงปีค.ศ. 1856 ไท่ผิงก็ประสบความสำเร็จสูงสุดทางทหาร ได้เข้ายึดครองดินแดนด้านตะวันออกของมณฑลหูเป่ย, ดินแดนส่วนใหญ่ของมณฑลเจียงซีกับอานฮุยซึ่งสองมณฑลนี้ได้ชื่อว่า มั่งคั่งที่สุดและสำคัญที่สุดของอาณาจักร แล้วยังสามารถทำลายค่ายใหญ่เหนือกับค่ายใหญ่ใต้บนฝั่งแม่น้ำฉางเจียงของฝ่ายรัฐบาลที่เป็นภัยคุกคามเมืองหลวงของไท่ผิงมาโดยตลอด จากอู่ฮั่นไปจนถึงเจิ้นเจียง เรือนับจำนวนแทบไม่ถ้วนขึ้นล่องตามแม่น้ำฉางเจียงซึ่งเป็นเส้นโลหิตใหญ่ เชื่อมโยงดินแดนส่วนต่าง ๆ ของอาณาจักรไท่ผิงเข้าด้วยกัน ธุรกิจการค้าก็เฟื่องฟู ทั้ง ๆ ที่ยังมีการสู้รบกันโดยตลอด เป็นการแสดงให้เห็นถึงว่า ศัตรูภายนอกของไท่ผิงซึ่งได้แก่ กำลังทหารฝ่ายรัฐบาล ยังไม่เป็นอันตรายร้ายแรงเท่าศัตรูภายใน อันได้แก่ ความขัดแย้งแตกแยกกันภายในระหว่างผู้นำของไท่ผิงเอง ต้นตอของความแตกแยกที่เป็นตัวการสำคัญคือ หยางซิ่วชิงหรือตงหวาง "เจ้าบูรพา" ซึ่งกุมอำนาจสูงสุดทั้งทางทหารและการเมือง เท่ากับดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่และอัครมหาเสนาบดีควบคู่กัน ขณะเดียวกัน หยางซิ่วชิงก็มีความทะเยอทะยานที่จะมีฐานะและความสำคัญเทียบเท่าหงซิ่วฉวนผู้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์สวรรค์ ในตอนที่หยางซิ่วชิงโจมตีค่ายใหญ่ใต้ของฝ่ายรัฐบาลแตกนั้นก็มีความกำเริบขึ้นมาก ถึงขนาดเรียกร้องทำนองบังคับให้หงซิ่วฉวนตั้งให้ตนเป็นว่านซุ่ย (ทำนองพระพันวษา) ซึ่งเป็นคำเรียกอย่างยกย่องกษัตริย์หรือจักรพรรดิ์ของจีน ขณะเดียวกัน ก็ให้ตั้งบุตรชายของตนเป็นว่านซุ่ยด้วย เพื่อที่จะได้สืบต่อความเป็นกษัตริย์ของตนต่อ ๆ กันไปไม่สิ้นสุด หงซิ่วฉวนย่อมอ่านเจตนาของหยางซิ่วชิงออกแต่ยังไม่อาจทำอะไรออกนอกหน้า เพราะหยางซิ่วชิงกุมอำนาจสูงสุดอยู่ จึงทำเป็นว่าตกลง โดยจะตั้งหยางซิ่วชิงให้เป็นว่านซุ่ยในวันเกิดของหยางที่จะถึงคือ วันที่ 23 กันยายน ค.ศ. 1856 แล้วหงก็ลอบส่งหนังสือไปถึงวุ่ยจางฮุยกับซึต๊ะไคให้รีบกลับมาเมืองหลวงเพื่อกำจัดหยางซิ่วชิงเสีย วุ่ยจางฮุยเองก็มีความทะเยอทะยานที่จะเป็นใหญ่ขึ้นมาแทนหยางซิ่วชิง จึงลอบนำทหารของตน 3,000 คน กลับเข้ามาในเมืองหลวงในตอนกลางคืนของวันที่ 1 กันยายน พอย่ำรุ่งก็นำกำลังทหารของตนบุกวังของหยางซิ่วชิง แล้วฆ่าหยางซิ่วชิง, ลูกเมียญาติพี่น้องตลอดจนทหารของหยางซิ่วชิงทั้งหมด ปรากฏว่า ซากศพกองพะเนิน เลือดนองไปทั้งวัง ทหารของหยางซิ่วชิงหนีรอดไปได้ก็มีซึ่งวุ่ยจางฮุยไม่ยอมลดละ สั่งทหารของตนตามล่าและฆ่าให้หมด ภายในชั่วเวลา 2 เดือนเศษ ทหารของหยางซิ่วชิงถูกฆ่าตายไปทั้งสิ้นถึง 20,000 คน ครั้นเมื่อวุ่ยจางฮุยขึ้นกุมอำนาจ การณ์กลับปรากฏว่า โหดร้ายทารุณยิ่งกว่าหยางซิ่วชิงเสียอีก มีผู้ไม่พอใจกันมาก ยิ่งกว่านี้ วุ่ยจางฮุยยังวางแผนที่จะสังหารซึต๊ะไคซึ่งเป็นแม่ทัพที่สามารถที่สุดของไท่ผิงด้วยอีกคนหนึ่งซึต๊ะไครู้ตัวจึงรีบหนีออกไปจากเมืองหลวงในตอนกลางคืน ปรากฏว่า ในคืนนั้นเอง วุ่ยจางฮุยก็ได้ส่งกำลังทหารของตนบุกวังของซึต๊ะไคแม้ว่าจะไม่พบตัว ก็ได้ฆ่าลูกเมียญาติพี่น้องของซึต๊ะไคจนหมด แล้วส่งทหารของตนออกติดตามเพื่อสังหารซึต๊ะไคให้จงได้ ซึต๊ะไคหนีไปหนิงกัวในมณฑลอานฮุย ส้องสุมกำลังจนได้ทหารจำนวนมาก เตรียมตัวกลับมาแก้แค้นวุ่ยจางฮุยต่อไป แต่วุ่ยจางฮุยก็อยู่ในอำนาจได้ไม่นานเพราะหงซิ่วฉวนเองไม่ไว้วางใจ หงสั่งกองทหารที่ยังภักดีต่อตนให้จับกุมวุ่ยจางฮุยรวมทั้งกองทหารของวุ่ยแล้วทำการสังหารจนหมดสิ้น ขณะนั้น สันนิษฐานกันว่า หงซิ่วฉวนเองคงจะอยู่ในสภาพจิตไม่ปกติ เป็นโรคหวาดระแวงผู้คนไปหมดทุกคน เมื่อซึต๊ะไคเดินทางกลับมาถึงเมืองหลวงของไท่ผิงในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1856 โดยที่ประชาชนทั่วไปในเมืองหลวงพากันแสดงความชื่นชมยินดี ยกย่องซึต๊ะไคเหมือนเป็นวีรบุรุษที่มากอบกู้อาณาจักรไท่ผิง หงซิ่วฉวนก็เลยไม่ไว้วางใจซึต๊ะไคขึ้นมาอีกคนหนึ่ง ถึงขนาดตั้งพี่ชายของตน 2 คนให้มีอำนาจกำกับซึต๊ะไคในการบริหารไท่ผิงซึ่งได้แก่หงเหรินฟะหรือเจ้าอันกับหงเหรินต๊ะหรือเจ้าฟูโดยที่พี่ชายทั้งสองของเทียนหวางไม่มีความสามารถและก็มีความประพฤติเลวทราม มีความละโมบซึต๊ะไคทนไม่ได้ ก็เลยคิดแยกตัวออกจากกษัตริย์สวรรค์ ถึงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1857 ซึต๊ะไคอ้างว่า เทียนหวางหรือกษัตริย์สวรรค์เป็นผู้ที่มีนิสัย "ทั้งขี้ระแวงและขี้ริษยา" จึงออกมาเสียจากเมืองหลวง โดยนำกำลังทหารของตนออกจากเทียนจิงไปโดยเปิดเผย โดยที่กำลังทหารภายใต้บังคับบัญชาของซึต๊ะไคเป็นทหารที่ดีที่สุดของไท่ผิง ผลก็คือ ไท่ผิงต้องอ่อนแอลงอย่างมาก อย่างไรก็ดี แม้ว่า กำลังทหารของซึต๊ะไคจะมีถึง 200,000 เศษ และก็ทำการสู้รบกับทหารรัฐบาลมาในระหว่างทางด้วย แต่เนื่องจากซึต๊ะไคไม่มีจุดหมายปลายทางในการเดินทัพ ถึงจะมีทหารจำนวนมากก็เท่ากับจำนวนน้อย เพราะในที่สุดก็เกิดแตกแยกกัน เมื่อไปถึงกว่างซีในปีค.ศ. 1860 ทหารส่วนใหญ่ทั้งนายและพลก็แยกตัวออกมาจากซึต๊ะไคกลับไปหาหงซิ่วฉวน โดยเป็นกำลังหลักให้หงซิ่วฉวนในการสู้รบกับทหารรัฐบาลต่อไป ส่วนซึต๊ะไคก็ได้นำทหารไม่กี่หมื่นที่ยังภักดีต่อตน มุ่งหน้าไปยังเสฉวนเพื่อตั้งตัวเป็นกษัตริย์ที่นั่นในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1863 ซึต๊ะไคนำทหารของตนจากหยุนหนานข้ามแม่น้ำจินซา รีบรุดไปถึงแม่น้ำต้าตูเพื่อข้ามแม่น้ำนี้เข้าเสฉวนต่อไป แต่ซึต๊ะไคต้องมาจนมุม เพราะมีกำลังทหารฝ่ายรัฐบาลรออยู่แล้วข้างหน้าและก็มีทหารรัฐบาลตามมาติด ๆ ข้างหลังด้วย ผลที่สุดซึต๊ะไคยอมมอบตัวซึ่งก็ถูกจับประหารชีวิตพร้อมทั้งบุตรชาย ส่วนกำลังทหารของซึต๊ะไคถูกล้อมฆ่าในบริเวณแม่น้ำต้าตูจนตายหมดในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1863 นั้นเอง จากความขัดแย้งจนถึงแตกแยกกันในระหว่างผู้นำของไท่ผิง ในที่สุด ก็เหลือหงซิ่วฉวนหรือเทียนหวาง "กษัตริย์สวรรค์" แต่องค์เดียวที่ยังคงเป็นประมุขของไท่ผิงอยู่ ยังผลให้กำลังทหารฝ่ายรัฐบาลทำการรุกรบและโจมตีไท่ผิงตามบริเวณที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์รุนแรงยิ่งขึ้น ทั้งด้านเหนือและใต้ของลุ่มแม่น้ำฉางเจียงนับตั้งแต่ปีค.ศ. 1858 เป็นต้นมา ทั้งอานชิงและหนานจิง "เมืองหลวงสวรรค์" ต้องถูกคุกคามอย่างหนัก ถึงขนาดกองทหารรัฐบาลรุกเข้ามาจนถึงชานประตูเมืองทีเดียว เจิงกว๋อฟานกับบรรดาผู้นำทางทหารฝ่ายรัฐบาลพากันชื่นชมยินดี ถึงขนาดคาดกันว่าไท่ผิงจะยืนหยัดต่อสู้ต่อไปได้ไม่ถึงปี แต่ผู้นำทางทหารที่มีความสามารถซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ของไท่ผิงก็ได้ก้าวขึ้นมาแทนที่ผู้นำรุ่นแรก มีเฉินอิ๊เฉิง (ค.ศ.1836-1862), หลี่ซิ่วเฉิง (ค.ศ.1824-1864) และคนอื่น ๆ เฉินอี๊เฉิงเป็นทหารไท่ผิงที่มีทั้งความสามารถและกล้าหาญ เข้าร่วมกับไท่ผิงมาตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี หงซิ่วฉวนแต่งตั้งเฉินอี๊เฉิงให้เป็นแม่ทัพในยามไท่ผิงเกิดวิกฤตร้ายแรงเนื่องจากขาดแม่ทัพเพราะฆ่ากันเองจนตายไปด้วยกัน ไท่ผิงเปิดฉากการรุกใหญ่อีกครั้งหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นการรุกที่ประสบชัยชนะเป็นครั้งสุดท้าย เฉินอี๊เฉิงนำกำลังทหารไท่ผิงเข้าโจมตีค่ายใหญ่เหนือของรัฐบาลในตอนปลายเดือนกันยายน ค.ศ. 1858 จนแตกพ่าย แล้ววันรุ่งขึ้นยังยกกำลังเข้าโจมตีกำลังทหารค่ายใหญ่ใต้ที่ยกมาช่วยค่ายใหญ่เหนือจนย่อยยับ จากนั้นก็ยกกำลังบุกผูโข่ว โดยแยกทหารเข้าโจมตีพร้อมกันทั้งด้านหน้าและด้านหลังผลปรากฏว่า ค่ายใหญ่เหนือซึ่งมีกำลังถึงแสนกว่าคนต้องแตกยับเยิน กำลังทหารไท่ผิงยกขึ้นไปทางหยางโจวในตอนต้นเดือนตุลาคม แม่ทัพฝ่ายรัฐบาลถึงกับทิ้งเมืองหลบหนีไป ไท่ผิงสามารถทำลายการปิดล้อมของฝ่ายรัฐบาลได้สำเร็จ ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน เจิงกว๋อฟานทุ่มกำลังเข้าโจมตีซานเหอที่ไท่ผิงสร้างป้อมปราการไว้โดยรอบ เฉินอี๊เฉิงนำกำลังทหารรีบรุดไปถึงและก็เข้าโจมตีกองทัพหูหนาน ทหารไท่ผิงที่รักษาป้อมปราการก็ยกกำลังออกโจมตีกระหนาบ กองทัพหูหนานต้องแตกพ่าย ทั้งหลี่ซุปินแม่ทัพและเจิงกว๋อหัวน้องชายของเจิงกว๋อฟานต้องเสียชีวิตในการรบ ชัยชนะครั้งนี้ ยังผลให้เฉินอี๊เฉิงได้รับแต่งตั้งจากหงซิ่วฉวนให้เป็นอิงหวางหรือเจ้าผู้กล้า หลี่ซิ่วเฉิงได้รับแต่ตั้งเป็นจงหวาง "เจ้าผู้ภักดี" ในเดือนเมษายน ค.ศ.1859 หงเหรินกัน (ค.ศ.1822-14864) ลูกพี่ลูกน้องของหงซิ่วฉวนซึ่งนับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ เคยไปอยู่ที่ฮ่องกงและก็เป็นผู้ที่สนใจศึกษาวิชาความรู้ของชาวตะวันตก โดยได้ศึกษาวิชาการหลายอย่าง ทั้งดาราศาสตร์, คณิตศาสตร์และปฏิทินสากล(ตะวันตก) ที่เซี่ยงไฮ้ ได้เดินทางมาถึงเทียนจิงเมืองหลวงของไท่ผิง หงซิ่วฉวนแต่งตั้งให้เป็นกันหวางหรือ "เจ้ากัน" และก็มอบหมายให้ทำงานด้านการเมือง หงเหรินกันผู้นี้เป็นผู้นำคนเดียวของไท่ผิงที่มีความรู้เรื่องโลกภายนอก พยายามเสนอแผนปรับปรุงแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของไท่ผิง โดยเขียนขึ้นเป็นบทประพันธ์มีชื่อว่า "ชี้นำใหม่ต่อรัฐบาล (ไท่ผิง)" หงเหรินกันถือหลักว่า ความมั่งคั่งของประเทศชาติอยู่ที่การใช้คน และการกำหนดนโยบาย จะต้องสร้างพื้นฐานให้เข้มแข็งด้วยการกำหนดนโยบายรวมอำนาจไว้ส่วนกลาง ห้ามการแบ่งพรรคแยกพวก ตั้งตัวเป็นก๊กเป็นเหล่า ฯลฯ ในด้านเศรษฐกิจ หงเหรินกันเรียกร้องให้พัฒนาการขนส่งและคมนาคม ด้วยการสร้างทางรถไฟและทางหลวง ฯลฯ เสนอให้สร้างระบบการคลังด้วยการเปิดธนาคาร, พิมพ์ธนบัตร ฯลฯ หงซิ่วฉวนสนใจแผนพัฒนาหรือความจริงเป็นโครงการสร้างไท่ผิงให้ทันสมัยและเห็นด้วยเป็นส่วนใหญ่ต่อแผนพัฒนาดังกล่าว แต่ก็สรุปว่า แผนพัฒนานี้ยังทำไม่ได้ในปัจจุบันนี้ เพราะพวกปีศาจร้ายจะฉวยโอกาสให้เกิดแตกแยกขึ้น จะต้องรอจนกว่ากำจัดปีศาจร้ายได้หมดแล้ว โดยที่ระหว่างนั้น ไท่ผิงถูกทหารรัฐบาลกดดันอย่างหนักหน่วง มีกำลังทหารยกมาตั้งมั่นที่ค่ายใหญ่ได้อีก หงซิ่วฉวนจึงมอบให้หงเหรินกันรับผิดชอบทางด้านการทหารซึ่งเป็นปัญหาร้ายแรงเฉพาะหน้า แผนพัฒนาจึงค้างอยู่เพียงนี้เอง หงเหรินกันเสนอแผนยุทธศาสตร์ในที่ประชุมผู้นำทางทหารไท่ผิงเมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1860 ให้ไท่ผิงยกทัพไปยึดซูโจว, หังโจวและเซี่ยงไฮ้ทางบริเวณตอนล่างของแม่น้ำฉางเจียง แล้วจึงบุกเข้ายึดมณฑลเจียงซีและหูเป่ยบริเวณตอนกลางของแม่น้ำฉางเจียงให้ได้ ถ้าทำได้เช่นนี้ กำลังทหารของรัฐบาลก็ไม่อาจคุกคามอานชิ่งซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มีผลถึงหนานจิงโดยตรงอีกต่อไป กองทัพไท่ผิงก็ได้ยกไปทางตะวันออก ยึดเมืองต่าง ๆ ได้ตามลำดับ ภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน ก็สามารถครอบครองดินแดนส่วนใหญ่บริเวณตอนใต้แม่น้ำฉางเจียงไว้ได้ ถึงขนาดตั้งมณฑลอูฟูขึ้นมาใหม่ โดยมีซูโจวเป็นเมืองหลวง ระหว่างที่กองทัพไท่ผิงกำลังมีชัยรุกคืบหน้ามาเรื่อย ๆ ตระเตรียมเข้าโจมตีเซี่ยงไฮ้นั้น ในวันที่ 26 พฤษภาคม ค.ศ. 1860 เซอร์เฟรเดอริค บรู๊ซ ทูตบริติช กับเดอ บูร์บูล็อง ฑูตฝรั่งเศสก็ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันว่า จะป้องกันเซี่ยงไฮ้ด้วยกำลังอาวุธ บรุ๊ซได้ส่งรายงานไปถึงกระทรวงการต่างประเทศบริติชประณามกองทัพไท่ผิงว่าเป็นเหล่าโจรผู้ร้ายพวกที่เข้าร่วมล้วนมาจากชนชั้นที่เป็นอันตรายของจีนทั้งสิ้น ต่อมา ในเดือนมิถุนายน เฟรเดอริค ทาวเซนด์ วอร์ด ทหารรับจ้างและนักเสี่ยงโชคชาวอเมริกัน (ค.ศ. 1831-1862) ก็ได้ติดต่อกับพวกพ่อค้าจีนในเซี่ยงไฮ้ เสนอว่าจะระดมทหารรับจ้างชาวยุโรปมาช่วยสู้รบกับกบฏไท่ผิง โดยให้พ่อค้าจีนสนับสนุนเงินและอาวุธ ถ้ายึดเมืองไหนได้ จะได้รางวัลเป็นเมือง ๆ ไป พวกพ่อค้าจีนตกลง การจัดตั้งขึ้นเป็นกองกำลังสู้รบนี้ หน่วยแรกมีชื่อว่า "กองกำลังปืนเล็กยาว" มีชาวต่างชาติ 200 คน และชาวจีน 2-300 คน กองกำลังนี้ยกไปตีซ่งเจียงที่อยู่ห่างจากเซี่ยงไฮ้ราว 30 ไมล์เมื่อเดือนมิถุนายนแต่ล้มเหลว เมื่อกลับมาเซี่ยงไฮ้ วอร์ดก็ได้จัดตั้งกองกำลังของตนใหม่โดยใช้อาวุธใหม่ ๆ ทันสมัยจำนวนมาก มีกองทหารชิง 7,000 คนเป็นกองหลัง ได้โจมตีซ่งเจียงอีกในตอนกลางเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1860 และก็ยึดได้ วอร์ดได้รับเงินรางวัล 133,000 เหรียญเงิน ต้นเดือนสิงหาคม วอร์ดนำกองกำลังของตน มีทหารแมนจู 10,000 คนสนับสนุน โจมตีเมืองชิงปู้สองครั้งแต่ประสบความล้มเหลวทั้งสองครั้ง วอร์ดเองได้รับบาดเจ็บ ในวันที่ 17 สิงหาคม กองทัพไท่ผิงก็ได้เข้าโจมตีเซี่ยงไฮ้ หลี่ซิ่วเฉิงนำทหารไท่ผิง 3,000 คนบุกเข้าตัวเมืองหลังจากกวาดล้างทหารชิงบริเวณชานเมืองหมดสิ้นแล้ว เมื่อทหารไท่ผิงไปถึงประตูเมือง ทหารต่างชาติก็ระดมยิงจนหลี่ซิ่วเฉิงต้องนำทหารของตนถอยออกมา ไม่ได้สู้รบด้วย ทางด้านกองทัพไท่ผิงหลังจากพิชิตด้านตะวันออกแล้ว ก็มุ่งเข้าพิชิตด้านตะวันตกต่อไป โดยแยกกันเป็น 2 ทัพ กอบทัพหนึ่ง เฉินอี๊เฉิงเป็นแม่ทัพมุ่งขึ้นทไปทางเหนือของแม่น้ำฉางเจียง จากอานฮุยเข้าหูเป่ย ส่วนอีกทัพหนึ่ง หลี่ซิ่วเฉิงเป็นแม่ทัพบุกลงทางใต้ของแม่น้ำฉางเจียง ผ่านเจียงซีเข้าหูเป่ยแล้วมาบรรจบกันที่อู่ฮั่นตามแผน แต่เมื่อกองทัพแรกของไท่ผิงยกมาถงหวงโจว ห่างจากฮั่นโข่วเพียง 50 กิโลเมตร ก็พอดีกันกับเซอร์แฮร์รี่ปาร์คส์ กงสุลบริติชซึ่งเดินทางมาฮั่นโข่วเพื่อรวบรวมข่าวกรองว่าด้วยสถานการณ์ตามบริเวณแม่น้ำฉางเจียง ได้เดินทางมาพบเฉินอี๊เฉิงที่หวงโจวพร้อมกับพ่อค้าบริติช 2 คน โดยบอกกับเฉินอี๊เฉิงว่า เมืองทั้งสามคือ อู่ชาง, ฮั่นหยางและฮั่นโข่ว เป็นศูนย์กลางของการค้าที่มีผลประโยชน์ใหญ่หลวง การค้าย่อมจะเสียหาย ถ้าเพียงแต่เมืองใดในสามเมืองนี้ถูกไท่ผิงยึดได้ด้วยเหตุนี้จึงแนะนำเฉินอี๊เฉิงให้ปลีกตัวออกมาเสียจากเมืองทั้งสามนี้ โดยที่กองทัพไท่ผิงทั้งสองทัพยังไม่เข้ามาบรรจบกัน เซอร์แฮรี่ปาร์คส์จึงอ้างว่ากองทัพไท่ผิงอีกกองทัพหนึ่งก็ยังไม่อาจบุกเข้าไปในมณฑลเจียงซีได้เลย ลำพังกองทัพเฉินอี๊เฉินย่อมไม่อาจสู้รบกับกำลังทหารรัฐบาลที่อู่ชางได้ และในขณะเดียวกัน กองทหารรัฐบาลที่อานฮุยก็อาจยกเข้าโจมตีกองทัพของเฉินอี๊เฉิงทางด้านหลังได้ด้วย ตามหลักฐานของทางจีนเองอ้างว่า เหตุผลของแฮรี่ปาร์คส์นี้ทำให้เฉินอี๊เฉิงลังเล จึงเลื่อนการโจมตีอู่ฮั่นออกไป แล้วทำหนังสือถามไปทางเมืองหลวงของไท่ผิงเพื่อขอคำสั่งก่อน ครั้นเมื่อถึงกำหนดเวลาที่กองทัพทั้งสองของไท่ผิงจะมาบรรจบกันตามที่ตกลงกันไว้แล้วเฉินอี๊เฉิงไม่ได้รับข่าวจากหลี่ซิ่วเฉิงเลย ด้วยความห่วงใยสถานการณ์ด้านอานชิ่ง เฉินอี๊เฉิงจึงถอนกำลังทัพของตนกลับไปอานฮุยในตอนกลางเดือนเมษายน ครั่นเมื่อคำสั่งจากเมืองหลวงมาถึงโดยให้รุกคืบหน้าไปอู่ฮั่นตามแผนเดิม เฉินอี๊เฉิงก็ได้นำทัพออกไปจากหูเป่ยแล้ว ทางด้านหลี่ซิ่วเฉิงเองก็ยกทัพมาล่าช้ากว่าที่กำนหดไว้เดิมด้วย เพราะกว่าจะเคลื่อนทัพออกไปจากบริเวณซูโจว-ฉางโจวก็ล่าไปถึงเดือนตุลาคม ยิ่งกว่านี้ ระหว่างเดินทัพ หลี่ซิ่วเฉิงยังสนใจที่จะได้ทหารใหม่เข้ามาสมทบ จนละเลยกำหนดเวลาที่นัดหมายไว้กับเฉินอี๊เฉิง ปรากฎว่า กองทัพหลี่ซิ่วเฉิงมีทหารมากขึ้นรวมทั้งสิ้นเป็นจำนวนถึง 500,000 เศษ แต่มาถึงอู่ชางเอาในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1861 ล่าช้ากว่ากำหนดที่นัดกันไว้ถึง 2 เดือน นับแต่นี้ กำลังทัพไท่ผิงก็อยู่ระหว่างทรงกับทรุด ไม่อาจกอบกู้หรือแม้แต่จะรักษาสถานการณ์ทางทหารให้คงเดิมได้ มีแต่จะเสื่อมทรามไปทุกทีจนถึงกาลอวสาน (โปรดติดตามตอนอวสานใน อวสานอาณาจักรไท่ผิง-หงซิ่วฉวนสิ้นพระชนม์) »
|
|
hakka@hakkapeople.com
คุณความดี แด่บรรพชนและชาวฮากกาที่ฮึกเหิม
|
Hakkapeople.com by Hakka Pakchong Association... Powered by Drupal |
ความคิดเห็นล่าสุด
8 hours 59 min ก่อน
11 hours 43 min ก่อน
17 hours 22 min ก่อน
18 hours 22 min ก่อน
18 hours 54 min ก่อน
18 hours 56 min ก่อน
19 hours 12 min ก่อน
21 hours 17 min ก่อน
21 hours 8 min ก่อน
1 วัน 7 hours ก่อน