ในประวัติศาสตร์ชาติจีน ยุคของประเทศจีนใหม่ มีช่วงที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติจีนอยู่ช่วงหนึ่ง คือช่วง “ปฏิวัติใหญ่ทางวัฒนธรรม” หรือ “อู๋ฉ่านเจียจี๋ เหวินฮว่าต้าเก๋อมิ่ง” ที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า ปฏิวัติวัฒนธรรม หรือ เหวินฮว่าต้าเก๋อมิ่ง โดยมีผลซึ่งเกิดจากการปฏิวัติวัฒนธรรมนี้คือการเกิดขึ้นของผู้มีบทบางในการเมืองการปกครองซึ่งผู้คนชาวจีนพากันเกลียดชังกันทั่วประเทศคือ “แก๊งค์สี่คน” หรือ “ซื่อเหรินปาง” ที่นำโดย นางเจียงชิง ภรรยาของประธานเหมาเจ๋อตง ซึ่งในช่วงเหตุการณ์อันเลวร้ายนี้ เกิดขึ้นในระหว่างช่วงปี ค.ศ. 1966 หลังจากประเทศจีนใหม่ถือกำเนิดเกิดขึ้นมาได้ 17 ปีแล้วมาสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1976 หลังจากเหมาเจ๋อตงเสียชีวิต และ “แก๊งสี่คน” ซี่งเป็นกลุ่มผู้นำคนสำคัญของการปฏิวัติวัฒนธรรมถูกจับยัดใส่กรงโดยการนำการปฏิวัติโค่นล้มโดยท่านจอมพล “ยับเกี้ยนยิง” หนึ่งในสิบจอมพลคนสำคัญของประเทศจีนใหม่ ที่เป็นชาวฮากกาอำเภอเหมยเสี้ยน (หมอยเย้น) เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร ขอเชิญสมาชิกทุกท่าน โปรดติดตามได้แล้ว ณ บัดนี้.......
หลังจากการอสัญกรรมของท่านนายกโจวเอินไหล ประชาชนจีนที่ถูกกดดันโดยแก๊งสี่คนและมีความอัดอั้นตันใจ จึงถึงคราวระเบิดขึ้นมาโดยเช้าวันที่ 5 เมษายน ประชาชนพากันหลั่งไหลมายังจัตุรัสเทียนอันเหมินเป็นจำนวนมาก จากพันเป็นหมื่น จากหมื่นเป็นแสนและแต่ละคนล้วนนำเอาพวงหรีดมาตั้งไว้ที่อนุสาวรีย์วีรชนกลางจัตุรัสเทียนอันเหมิน โดยมีพวงหรีดกองสูงเป็นภูเขาเลากา ประชาชนได้นำเอาพวงหรีดมาไว้อาลัยท่านนายกโจวที่พวกเขารัก และเคารพบูชาเนื่องในวันเทศการชิงหมิง (เชงเม้ง) และเป็นการเสียดสีพวกของนางเจียงชิง
ต่อมาในวันที่ 7 เมษายน (ค.ศ.1976) ได้มีแถลงการณ์ของพรรคและรัฐบาลประกาศว่าคณะกรรมการกรมการเมืองมีมติแต่งตั้งให้ หวากว๋าเฟิง (หัวโก๊ะฝง) ดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการกลางของพรรคและนายกรัฐมนตรี และสั่งปลดรองนายกรัฐมนตรีเติ้งเสี่ยวผิงโดยให้ปลดออกจากทุกตำแหน่ง ซึ่งเป็นการถูกปลดเป็นครั้งที่สอง และครั้งนี้เป็นการปลดที่รุนแรงโดยยังคงไว้เพียงสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เพียงอย่างเดียวว่ากันว่า เหมาเจ๋อตงพูดว่า “ให้เขาเอาบัตรสมาชิกพรรคไว้อวดลูกหลาน”
หลังจากเติ้งเสี่ยวผิงถูกปลดแต่ท่านไม่ได้ถูกโดดเดี่ยว บรรดานายทหารและผู้นำพรรคที่หลงเหลืออยู่จากการปฏิวัติยังคงเป็นกำลังใจ และคอยผลักดันอยู่ โดยเฉพาะท่านจอมพลยับเกี้ยนยิงของพวกเรา ได้เข้าพบปะหารือกับเติ้งเสี่ยวผิง (ในขณะนั้นท่าน่าจอมพลยับดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม และท่านประธานกองทัพปลดปล่อยประชาชนจอมพลจูเต๋อได้เสียชีวิตไปแล้ว) โดยจอมพลยับได้ชักชวนให้เติ้งไปพบปะกับประธานเหมาด้วยกัน แต่เติ้งปฏิเสธพร้อมกับกล่าวว่าตนเองได้เตรียมตัวไว้แล้วที่จะเผชิญกับสิ่งที่เลวร้ายที่สุด แต่ท่านจอมพลยืนยันว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ท่านกับบรรดาสมาชิกพรรครุ่นอาวุโสทั้งหลายก็จะสู้กันต่อไป เติ้งเห็นด้วยและทั้งสองก็ตกลงกันว่าจะต่อสู้กันจนถึงที่สุดและจะต้องระมัดระวังถึงวิธีการที่จะใช้ต่อสู้กันด้วย เติ้งเสี่ยวผิงได้เปิดเผยให้จอมพลยับเกี้ยนยิงได้รู้เป็นคนแรกว่าก่ อนที่ท่านนายกโจวจะลาจากโลกนี้ไปได้เคยหารือถึงปัญหาที่จะกำจัดแก๊งสี่คนไว้ด้วยและท่านนายกโจว ได้กำชับท่านเติ้งว่า ให้ระมัดระวังเกี่ยวกับวิธีการที่จะใช้จอมพลยับจึงรับปากกับเติ้ง และหลังจากนั้นท่านก็ได้ส่งเติ้งขึ้นเครื่องบินทหารจากปักกิ่งหลบไปยังมณฑลกว่างตงซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของท่านยับ มีขุนพลสี่ซืออิ่วสมญา “ทหารเหล็กเฒ่า” ซึ่งเป็นลูกน้องคนสนิทของท่านจอมพลยับ คอยรอรับเติ้งและอารักขาอย่างปลอดภัย (ถึงเวลานี้ไหงคิดเอาเองว่าขุนพลเฒ่าคงจะพาเติ้งเสี่ยวผิงหลบไปอยู่ที่หมู่บ้านเปี่ยงชุนอำเภอหมอยเย้นของท่านจอมพลก็เป็นได้เพราะไหงเคยไปเห็นรูปที่บ้านของจอมพลยับที่นั่น) โดยตอนแรกสี่ซืออิ่วได้พาเติ้งมาหลบพักอยู่ที่ ไป๋หยุนซาน “ภูเมฆขาว” ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองกว่างโจวห่างออกไปราว ๆ 25 กิโล
เหมาเจ๋อตงสิ้นลมไปเมื่อเวลาตีหนึ่งกว่า ๆ ของวันที่ 9 กันยายน 1976 ประเทศจีนได้มีพิธีไว้ทุกข์อย่างเป็นทางการต่อความตายของเหมา ระหว่างวันที่ 11 – 18 กันยายน แต่เบื้องหลังพิธีการต่าง ๆ ก็คือ แผนการเตรียมการเข้ายึดอำนาจของแก๊งสี่คนของท่านจอมพลยับ นางเจียงชิงอ้างกับคณะกรรมการกลางพรรคอย่างหน้าด้าน ๆ ว่า เหมาเจ๋อตงจะให้นางดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการของพรรคคอมมิวนิสต์ และต่อมาแก๊งสี่คนได้เข้าควบคุมสื่อมวลชนส่วนกลางของประเทศได้ อันเป็นไพ่ใบสำคัญที่จะปลุกระดมพวกกองกำลังอาสาสมัครเรดการ์ด โดยพวกทั้งสี่ได้หวังที่จะขยายกำลังออกไปหลาย ๆ พื้นที่ของประเทศ แต่ฐานกำลังที่สำคัญของพวกนี้อยู่ที่เซี่ยงไฮ้ซึ่งอยู่ในความควบคุมของสมาชิกแก๊งทั้งสี่คือ นางเจียงชิง จางชุนเฉียว หวางหงเหวิน และเหยาเหวินหยวน
เป็นเรื่องที่โชคดีของท่านจอมพลยับ ที่นายกรัฐมนตรีหุ่นของประธานเหมา คือ หวากว๋อเฝิง เลือกที่จะเกรงกลัว และเข้าข้างท่านจอมพล (ซึ่งเป็นเรื่องที่ท่านยับเกี้ยนยิงอ่านออกมาตั้งแต่แรก) โดยที่เติ้งเสี่ยวผิงถูกกำจัดออกไป บรรดาสมาชิกพรรคอาวุโสที่หลงเหลืออยู่ จึงพากันหันมาฝากความหวังไว้ที่ท่านจอมพลยับของเรา และพร้อมที่จะสนับสนุนเท่าที่สามารถจะทำได้โดยที่พวกแก๊งทั้งสี่ไม่รู้ตัว
แผนการปฏิวัติของท่านยับเกี้ยนยิง เป็นไปอย่างฉับไว และมีประสิทธิภาพ โดยในวันที่ 6 ตุลาคม เวลาสองทุ่มตรงสมาชิกคณะกรรมการทหารของพรรค ผู้บัญชาการทหารประจำกองบัญชาการต่าง ๆ กองบัญชาการกองทัพบก เรือ อากาศ รวมถึงกองกำลังชายฝั่งและกองกำลังรักษาพรมแดนล้วนได้รับคำสั่งให้เตรียมพร้อมเพื่อปฏิบัติการและตอบโต้การใช้กำลังของแก๊งสี่คนได้อย่างฉับพลันทันที
แผนการของยับเกี้ยนยิงได้เลือกเอาจังหวะที่หวากว๋อเฟิงได้เรียกประชุมคณะกรรมการประจำกรมการเมืองในวันที่ 6 ตุลาคม ซึ่งจะเริ่มประชุมในเวลาสองทุ่มเช่นกัน เมื่อถึงเวลาประชุม หวากว๋อเฟิงกลับลุกขึ้นอ่านแถลงการณ์ของคณะปฏิวัติ โดยมีท่านจอมพลยับเกี้นนยิงเป็นหัวหน้า ระบุว่าบัดนี้ คณะผู้ก่อการ ได้ทำการปฏิวัติยึดอำนาจจากแก็งสี่คนได้เรียบร้อยแล้ว......โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง บัดนี้ได้ยึดอำนาจจากแก๊งสี่คนได้เรียบร้อยแล้ว คณะปฏิวัติได้ระบุความผิดของแก๊งสี่คนในการคัดค้านพรรคและประกอบอาชญากรรมต่าง ๆ เยอะแยะมากมาย จึงให้ควบคุมตัวไว้เพื่อทำการสอบสวนและดำเนินคดีต่อไป นายจางชุน เฉียว ยอมให้จับแต่โดยดี ถัดมาหวางหงเหวินพยายามต่อสู้ขัดขืน แต่ทหารที่จับใช้กำลังสยบได้โดยง่ายอย่างลูกแมว เหยาเหวินหยวนเป็นคนที่สามที่พยายามอ้อนวอนคัดค้าน เมื่อถูกมัดแล้วก็เงียบไป คนสุดท้ายของแก๊งสี่คนที่แสบที่สุดก็ได้แก่นางเจียงชิงเมื่อทหารจับนางได้ นางก็ได้ส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดด่ากราดบริภาษไม่หยุดปากแม้จนกระทั่งถูกส่งตัวไปยังเรือนจำฉินเฉิง เสียงด่าทอของนางก็ยังดังจากห้องขังไปอีกนานเป็นชั่วโมง ๆ จนถึงที่สุดนางก็ได้ตัดสินใจผูกคอตายไปในห้องขังนั่นเอง ส่วนที่เหลือถูกตัดสินยิงเป้าไปพบกับยมบาลกันทั้งสี่คน
หลังจากนั้นกองกำลังคณะปฏิวัติก็ได้เข้าควบคุมสถานีวิทยุและโทรทัศน์ สำนักงานหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ แล้วท่านจอมพลยับก็ได้โทรศัพท์ไปบอกเพื่อนจอมพลที่ยังเหลืออยู่ทุกท่านมีท่านสือเซียงเฉียนกับเนี่ยหยงเจิน แล้วก็ท่านหลี่เซียนเนี่ยนกับเฉินหยุนสมาชิกอาวุโสของพรรค จนถึงหูเย่าปังมือขวาของเติ้งเสี่ยวผิง และแล้วท่านยับเกี้ยนยิงก็รีบโทรศัพท์ไปบอกข่าวดีให้กับเติ้งเสี่ยวผิงให้รีบกลับมารับตำแหน่งต่าง ๆ ตามเดิม
ตามแผนการของท่านจอมพลยับ การจับกุมพวกแก๊งสี่คนยังไม่มีการเปิดเผยออกไปทางสื่อให้ประชาชนทราบ คงยังปิดข่าวกันให้เป็นที่พิศวงงงงวยของฝ่ายพรรคพวกของแก๊งสี่คน โดยเฉพาะฐานกำลังของแก๊งที่เซี่ยงไฮ้ได้แต่วุ่นวายใจเพราะผู้นำคนสำคัญ ๆ เดินทางไปตามข่าวคราวที่ปักกิ่งแล้วก็หายไปเฉย ๆ ไม่ได้ข่าวคราว ไม่มีการติดต่อกลับ ถามใครก็ไม่รู้เรื่อง พยายามส่งคณะผู้แทนไปปักกิ่งเพื่อสอบถาม ก็ปรากฏว่าหายต๋อมไปอีก จะเคลื่อนไหวอะไรก็ไม่ได้ เพราะหัวโจกไม่ได้สั่งมา ได้แต่รอคอยและคาดเดาเหตุการณ์ไปเรื่อยเปื่อย ท่านจอมพลได้รอเวลาอยู่หลายวันจึงได้ประกาศให้ประชาชนได้รับทราบกันทั่วประเทศ ในวันที่ 10 ตุลาคม ได้มีการแถลงการณ์อย่างเป็นทางการว่า “เพื่อให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการกลางเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม เติ้งเสี่ยวผิงได้กลับมาดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ทุกตำแหน่งดังเดิม” และวันที่ 21 ตุลาคม ได้มีการแถลงอย่างเป็นทางการว่าแก๊งสี่คนได้ถูกจับกุมไว้หมดแล้ว ปรากฏว่า จตุรัสเทียนอันเหมินแน่นขนัดมืดฟ้ามัวดินไปด้วยประชาชนจีนเป็นล้านคนที่มาฉลองชัยชนะกันด้วยความชื่นชมยินดี ในวันที่ 24 ตุลาคม ชาวเซี่ยงไฮ้ก็ออกมาฉลองกันตามถนนหนทางเป็นล้านคนเหมือนกัน บรรดาเรือที่จอดเทียบท่าต่างพากันเปิดหวูดพร้อมเพรียงกันดังขรมไปหมด ประมาณว่าชาวจีนทั่วประเทศราว 50 ล้านคน ออกมาชุมนุมและเดินขบวนแสดงความยินดีกันทั่วทั้งประเทศ ร้านรวงต่าง ๆ ที่ขายเหล้าก็มีผู้คนแห่ไปซื้อเหล้าจนหมดร้านภายในชั่วเวลาเพียงสองสามชั่วโมงเท่านั้น นับเป็นการฉลองกันอย่างแท้จริงต่อข่าวที่ทุกคนมีความยินดีทั่วหน้ากัน
นับเป็นการอวสานของการปฏิวัติวัฒนธรรม และเติ้งเสี่ยวผิงที่มีความเก่งฉกาจในเรื่องการพัฒนาประเทศโดยเป็นทายาทและความหวังของท่านนายกรัฐมนตรีโจวเอินไหลและบรรดาสมาชิกอาวุโสของพรรคที่พากันปฏิวัติก่อร่างสร้างประเทศมาด้วยกัน จนในที่สุดประเทศจีนใหม่ก็ปรากฏความยิ่งใหญ่อลังการ มาให้พวกเราได้เห็นกันมาจนกระทั่งทุกวันนี้
ส่วนท่านจอมพลยับเกี้ยนยิง หลังจากปฏิวัติสำเร็จท่านก็ยังคงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมของรัฐบาลจีนเหมือนเดิม นับได้ว่าท่านมีคุณูปการต่อท่านเติ้งเสี่ยวผิงและประเทศจีนใหม่ตลอดจนถึงประชาชนจีนทั่วทั้งประเทศ พวกเราในฐานะที่เป็นชาวฮากกาเป็นลูกหลานของท่านจอมพลยับเกี้ยนยิง จึงรู้สึกพากภูมิใจในความดีงามของท่านจอมพลยับเกี้ยนยิงของพวกเราตลอดจนกาลนาน
หมายเหตุ ถ้าสมาชิกท่านใดมีโอกาสได้เดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านที่เหมยโจว โปรดเดินทางไปยังตำบลเปี่ยงชุน ไปเยี่ยมบ้านเกิดของท่านจอมพล ที่ปัจจุบันเปิดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงผลงานของท่านเพื่อเติมเสริมความรู้และความภาคภูมิใจในบรรพบุรุษชาวฮากกาของพวกเรา ขอบคุณที่ติดตามอ่านจนจบ ครับ.
รวบรวมและเรียบเรียงจาก หนังสือ ประวัติศาสตร์จีน ของ ทวีป วรดิลก สำนักพิมพ์สุขภาพใจ
จัดรูปให้ครับ
จัดรูปให้ครับผม
และที่ไร่ชา
ดูรูปอื่นๆ เพิ่มเติมได้ใน ตอนที่ 7 จอมพลยับ + ไร่ชา
ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ
ข้อมูลดีจริงๆครับ ช่วงที่เกิดเหตุการณ์นี้ ผมได้รับรู้ และก็ซาบซึ้งในบุญคุณของท่าน ยับเกี้ยนยิน ครับ และผมก็ได้ผ่านหน้าบ้านท่าน หลายครั้ง แต่ก็ไม่มีโอกาส ได้เข้าไปชมบ้านของท่าน เคยแต่ไปพักที่ ไร่ชาของตระกูลยับ ที่เย้นหย่อง ไร่ชาชื่อ เย้นหน่ำเฟย (เป็นโรงแรมแบบรีสอร์ท ทำรูปทรงแบบถู่โหลว) ครับ