圣寿无疆 หน้าแรก
HakkaPeople(Thai) ชุมชนชาวฮากกา Hakka people .  
ที่ใดมีตะวันขึ้น ที่นั้นมีชาวจีน ที่ใดมีชาวจีน ที่นั้นมีเค่อเจียเหริน hakkapeople.com

มาดูข้อมูลที่น่าสนใจของประเทศจีนกัน (2)

รูปภาพของ ยับสินฝ่า

          ในตอนที่แล้วเอ่ยถึงบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ที่เป็นฮ่องเต้ มาจนถึงสมัยของพระนางซูสีไทเฮาผู้สร้างสีสันให้กับประวัติศาสตร์จีนในช่วงนี้ ทั้งเจ็บ ทั้งแสบ ทั้งมัน ตลกโปกฮาแบบหัวเราะไม่ออก ร้องไห้ไม่ได้ นับว่าพระนางเป็นบุคคลสำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์ชาติจีนคนหนึ่งจริง ๆ

          ก่อนที่จะเข้าเรื่อง ไหงขอออกตัวก่อนว่า ข้อมูลมันมีเยอะมาก หนังสือประวัติศาสตร์จีนที่ใช้ประกอบมีตั้งพันสามร้อยกว่าหน้า ดังนั้น การเขียนอาจไม่เป็นไปตามลำดับ อาศัยความรู้และความจำเขียนออกมาก่อน โดยจะพยายามเขียนเป็นสำนวนของตัวเองให้มาก และสอดแทรกเกร็ดประวัติศาสตร์ที่ไหงรู้เข้าไปด้วย ส่วนที่จำเป็นต้องอ้างอิงจากหนังสือก็จะใส่เครื่องหมายคำพูด แล้วบอกที่มา อีกอย่างหนึ่ง ไหงจะใช้วิธีค่อย ๆ พิมพ์ ไป แล้วส่งเข้าโปรแกรมไป (โดยที่เนื้อหายังไม่จบ ขอความกรุณาท่านที่ติดตาม กลับเข้ามาอ่านอีกครั้ง จนกว่าจะจบไปในแต่ละตอนนะครับ ตอเซี้ย)

          สภาพภูประเทศ    ก่อนที่จะเข้าถึงเรื่องบุคคลสำคัญ ขอวกกลับมาที่เรื่องของภูมิประเทศกันก่อน

          จากการที่จีนมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล สภาพภูมิประเทศจึงมีความหลากหลายซับซ้อน ทางด้านตะวันตก เป็นพื้นที่สูงสุด มีที่ราบสูง ชิงไห่-ธิเบต มณฑลชิงไห่ เป็นพื้นที่ ที่มีความแปลกประหลาดมหัศจรรย์มาก และมีประชากรเบาบาง เนื่องจากพื้นที่เต็มไปด้วย ทุ่งหญ้า หิมะ พื้นที่โล่งกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา และมีทะเลสาบธรรมชาติที่เยอะแยะมากมายรวมถึงมีทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีนด้วย นั่นคือทะเลสาบชิงไห่หู ประชากรส่วนใหญ่ของชิงไห่เป็นชาวธิเบตเผ่าต่าง ๆ นอกนั้นก็เป็นชาวฮั่นทางแถบตะวันออกของมณฑล ที่ราบสูงชิงไห่-ธิเบต สูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 4,500 เมตร มีเนื่อที่กว้างใหญ่ไพศาลถึง 2,300,000 ตารางกิโลเมตรเป็นที่ราบสูงที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดและสูงที่สุดในโลก ยอดเขาเอเวอร์เรสบนเทือกเขาหิมาลัย จีนเรียกว่า "จู่หมู่หลังหม่า" ตั้งอยู่ระหว่างพรมแดนจีนกับเนปาล ดังนี้นสภาพภูมิประเทศของจีนจะสูงสุดทางด้านตะวันตกแล้วค่อย ๆ ลดต่ำลงมาเรื่อย ๆ ทางทิศตะวันออกเหมือนขั้นบันไดจนจรดชายฝั่งทะเล

          แม่น้ำสายสำคัญ ของจีนก็จะไหลจากทิศตะวันตกมายังทิศตะวันออกจนถึงฝั่งทะเล แม่น้ำที่สำคัญที่สุดและยาวที่สุดของจีน มี 2 สายดังได้กล่าวไปในตอนที่แล้ว คือแม่น้ำหวงเหอ กับแม่น้ำฉางเจียง (แยงซีเกียง)

          แม่น้ำเหลืองหรือแม่น้ำหวงเหอเป็นต้นกำเนิดอารยธรรมจีนโบราณ ตรงบริเวณชายฝั่งแม่น้ำเหลืองด้านนอกของนครเจิ้งโจว เมืองเอกของมณฑลเหอหนาน มีรูปปั้นปฏิมากรรมยุคใหม่ เป็นรูปสตรีให้นมลูกในอ้อมอก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ว่าแม่น้ำหวงเหอเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดและหล่อเลี้ยงประชาชนชาวฮั่นมาตั้งแต่นมนานกาเล น้ำในแม่น้ำหวงเหอเป็นสีเหลืองจนเรียกกันว่าแม่น้ำเหลืองก็เพราะว่าดินบริเวณสองฝั่งแม่น้ำเป็นสีเหลือง ที่เรียกว่า "หวงถู่-ดินเหลือง" เนื่องจากทรายและฝุ่นจากทะเลทรายโกบีบนที่ราบสูงมองโกเลียถูกกระแสลมพัดพามา บริเวณนี้จึงเรียกว่า "ที่ราบสูงดินเหลือง" อันเป็นต้นกำเนิดอารยธรรมจีนเหนือ มองไปทางไหนจะเห็นดินและภูเขาเป็นสีเหลืองไปหมด ดินแดนที่ราบสูงดินเหลืองประกอบไปด้วยมณฑล กานสู หนิงเซี่ย ส่านซี และซานซี บริเวณนี้จะเห็นบ้านเรือนที่ขุดเข้าไปในภูเขา เรียกว่า "หยาวต้ง-บ้านถ้ำ" ซึ่งเป็นบ้านที่ชาวฮั่นในบริเวณนั้น ขุดลึกเข้าไปในภูเขาเพื่อใช้เป็นห้องต่าง ๆ เพื่ออยู่อาศัย ปากถ้ำเป็นประตูบ้าน และมีลานโล่งหน้าบ้านสำหรับทำกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการตากเสื้อผ้า ตากเนื้อและผัก ไว้เก็บกินยามฤดูหนาว ในอดีต สมัยประธานเหมานำกองทัพปลดแอกประชาชนเดินทัพทางไกลมาหบุดถึงบริเวณนี้ ที่เมือง เอี๋ยนอาน แล้วสถาปนาเป็นเมืองหลวงของกองทัพแดง สภาพของเมืองนี้เต็มไปด้วยบ้านถ้ำ อันเป็นชัยภูมิที่เหมาะแก่การหลบพัก ทัพกว๋อหมินต่างหรือญี่ปุ่นนำเครื่องบินมาทิ้งระเบิดทีไรก็หาได้ระคายผิวของผู้นำและทหารแดงไม่ เนื่องจากทุกคนหลบมุดเข้าถ้ำกันไปหมดนั่นเอง ปัจจุบัน เมืองเอี๋ยนอาน เป็นเมืองท่องเที่ยวและเมืองประวัติศาสตร์ของพรรคคอมมิวนิสต์ที่สำคัญ แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติเข้าไปเที่ยวชมเป็นล้าน ๆ คน ในบริเวณที่เป็นสถานที่พำนักของ เหมาเจ๋อตง โจวเอินไหล จูเต๋อ รวมทั้งเติงเสี่ยวผิงกับมาดามจั๋วหลิน และ เหมาเจ๋อตงกับนางเจียงชิง ก็ได้ประกอบพิธีแต่งงานกันที่นี่ ไหงขอแนะนำว่า ท่านที่ชอบประวัติศาสตร์การต่อสู้ของคอมมิวนิสต์จีนกับกว๋อหมินต่างและสงครามจีน-ญี่ปุ่น ควรไปเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้ เพราะมีการอนุรักษ์ มีพิพิธภัณฑ์แสดงรูปภาพในอดีตให้ชมกัน

          ออกนอกเรื่องมาเสียไกล เข้าเรื่องแม่น้ำเหลืองกันต่อ แม่น้ำหวงเหอหรือแม่น้ำเหลืองมีความยาว 5,464 กิโลเมตร เป็นน้ำที่ยาวเป็นที่สองของจีนรองจากฉางเจียง ต้นกำเนิดของน้ำเหลืองอยู่บนภูเขาบายันฮาร์ที่บริเวณด้านเหนือของมณฑลชิงไห่ ไหลผ่านชิงไห่ ธิเบต กานสู หนิ่งเซี่ย มองโกเลียใน ส่านซี ซานซี (บริเวณนี้เป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างส่านซีกับซานซีด้วย) เหอหนาน และไปออกทะเลที่ ซานตงบริเวณอ่าวโป๋ไห่

          แม่น้ำสำคัญคู่กับแม่น้ำเหลืองก็คือแม่น้ำฉางเจียงนั่นเอง แม่น้ำยาวนี้ นับว่ายาวสมชื่อ เพราะยาวถึง 6,300 กว่ากิโลเมตร นับเป็นอันดับสามของโลกรองจาก ไนล์ และ อเมซอน ฉางเจียงเป็นเส้นเลือดใหญ่ของจีน เพราะทั้งกว้างและลึก สะดวกแก่การคมนาคมขนส่งทางเรือ เพราะสามารถลอยเรือลำใหญ่ได้จากเฉิงตูเมืองเอกของเสฉวนที่อยู่ลึกเข้าไปในทิศตะวันตกของประเทศ ไปจนออกทะเลที่หวงผู่เชี่ยงไฮ้ได้สบาย ๆ ต้นกำเนิดของฉางเจียง อยู่ที่ยอดเขาใหญ่ของเทือกเขาตงกูลา ของชิงไห่ ไหลลงใต้ผ่านชิงไห่ เสฉวน หยุนหนาน (เรียกแม่น้ำจินซาเจียง) วกเข้าเสฉวน มาหยุนหนาน หูเป่ย หูหนาน เจียงซี อานฮุย และเจียงซู ออกสู่ทะเลที่เซี่ยงไฮ้

          แม่น้ำเหลืองเป็นต้นกำเนิดอารยธรรมจีน แม่น้ำฉางเจียงจึงเปรียบเสมือน จุดที่อารยธรรมจีนบรรลุ นิติภาวะ และเป็นจุดที่หล่อเลี้ยงประชาชาติจีน  ชาวจีนมีคำเรียกบริเวณดินแดนทางใต้แม่น้ำฉางเจียงว่า "เจียงหนาน" เป็นดินแดนที่ดินฟ้าอากาศชุ่มฉ่ำ เหมาะแก่การเพาะปลูก มีฝนตกชุก ทำนาได้ปีละ สองสามครั้ง ช่วงเวลาเพาะปลูกยาวนานกว่าภาคเหนือ นอกจากนี้มณฑลที่อยู่ทางใต้ของฉางเจียงเช่นกว่างตง ยังอุดมไปด้วยสัตว์น้ำ ชาวกว่างตง ไม่ว่า จะเป็น แต้จิ๋ว ฮากกา โดยเฉพาะชาวกว่างโจว เป็นที่ยกย่องว่าเป็นนักกิน อาหารกว่างตงขึ้นชื่อว่าเลิศรสกว่าอาหารของมณฑลทั้งหลาย

          มีคำกล่าวขัน ๆ ของชาวจีนติดต่อกันมายกย่อง 4 เมืองของจีนว่าเป็นสุดยอดของแต่ละด้าน คือ ถ้าจะกินอาหารต้องไปกินที่กว่างโจว ถ้าจะอยู่ต้องไปอยู่ที่หางโจว (บริเวณเจียงหนาน) เพราะมีทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงาม จนกวีจีนทุก ๆ คนมีคติว่าจะต้องมาหางโจวให้ได้อย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต ถึงจะเป็นกวีเอกที่สมบูรณ์  หางโจวมีชื่อเสียงในฐานะเป็นเมืองที่สวยงามเป็นเอกของจีน ชาวจีนมักจะเอ่ยคู่กับซูโจวที่ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของเจียงซู (บริเวณเจียงหนานเช่นกัน)  ซูโจวมีชื่อเสียงว่ามีสวนดอกไม้มากมายและก็สวยงาม ขึ้นชื่อลือชามากว่าพันปี แต่ชื่อเสียงที่เป็นเมืองเอก 1 ใน 4 ของจีนนั้นกลับเป็นว่า เป็นเมืองที่มีสตรีสวยงามมาก พูดจาไพเราะน่าฟัง จนมีคำพังเพยว่า คนซูโจวทะเลาะกัน ยังน่าฟังกว่าคนกว่างตงหรือคนซานตงทักทายกัน (คงนึกภาพออกเนาะ) ดังนั้น คำกล่าวของคนจีนจึงกล่าวว่า ถ้าจะแต่งงานต้องไปแต่งที่ซูโจว  เพราะจะได้เจ้าสาวที่สวยงาม ความสวยงามคลาสิคของหางโจวกับซูโจวนี้ จึงมีคำกล่าวมาแต่โบราณว่า "ซ่างโหย่วเทียนถาง เซี่ยโหย่ว ซู-หาง" (หมายถึงหางโจวกับซูโจว) ท่านทวีป วรดิลก ได้ถ่ายทอดออกมาเป็นคำกลอนไทยลงในหนังสือประวัติศาสตร์จีนของท่านไว้ดังนี้ "เบื้องบนฟ้ามีสวรรค์อำไพ ในดินแดนนี้ไซร้มี หัง-ซู"

          เมืองเอก อันดับ 4 ของชาวจีนได้แก่ หลิ่วโจว ในมณฑลฝูเจี้ยน เมืองนี้ได้ชื่อว่ามีไม้ชั้นดีเหมาะแก่การทำโลงศพ เพราะดังนี้ ที่คนจีนว่าไว้ว่า จะไปอยู่ที่หางโจว ไปแต่งานที่ซูโจว ไปกินข้าวที่กว่างโจว แล้วเมื่อป่วยใกล้ตาย ก็จะไปตายที่หลิ่วโจว เพราะศพของตัวเองจะได้นอนในโลงไม้เนื้อดีที่สุดของจีน คำพูดติดต่อกันมา ถึงเรื่องราวของ 4 เมืองเอกก็เป็นไปด้วยประการฉะนี้

          (หมายเหตุ-ไหงเคยไปที่กว่างโจวมา 2 ครั้ง พูดถึงบรรดาร้านอาหาร และภัตตาคารต่าง ๆ เขาจะมีสัตว์เป็น ๆ โชว์อยู่หน้าร้าน ตั้งแต่ตู้ปลา กุ้ง หอย ตะพาบน้ำ แม้กระทั่งเต่า งูเห่างูจงอาง และ สัตว์ป่าบางชนิดเช่น ตะกวด ตัวนิ่ม และท่านเชื่อไหมครับว่า มีทั้งแมว และหมา (สัตว์ทั้งหมดยังเป็น ๆ อยู่ทุกตัว) นอนอยู่ในกรง ให้นักกินชี้นิ้วสั่ง ว่าจะเอาสัตว์ชนิดใดปรุงเป็นอาหารมาเสิร์ฟ-ภาพเหล่านี้เมื่อ 15 ปีก่อนแล้วนะครับ ปัจจุบันคิดว่าไม่น่าจะมี และที่สำคัญ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รัฐบาลกลางของจีน ได้ออกกฏหมายห้ามรับประทานสุนัขและแมว ได้เรียบร้อยแล้ว โล่งใจไปเสียทีสำหรับคนรักสัตว์ทั้งหลาย ภาพพจน์ของชาวจีนทั้งหมดจะได้ดีขึ้นด้วย-สาธุ)

          บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์จีน ในยุค 150 ปีลงมา

          นับตั้งแต่ 150 ปีลงมาจนถึงปัจจุบัน มีบุคคลที่มีความสำคัญ ในแต่ละด้าน มากมายหลายคน (บุคคลสำคัญที่จะเอ่ยถึงนี้ มิได้หมายความว่าจะมีคุณงามความดีทุกคน บางคนก็เป็นตัวร้าย เหมือนในละคร แต่เป็นบุคคลที่สร้างสีสันให้กับประวัติศาสตร์ ความเป็นไปในสังคมจีน ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ อาจจะกล่าวได้ไม่ครบทุกท่านแต่อาจจะนำเอาช่วงประวัติศาสตร์ของบุคคลท่าน นั้น ๆ  มาเขียนเป็นตอน ๆ ไป)

          ในช่วงปลายสมัยราชวงศ์ชิง บุคคลสำคัญก่อนที่จะถึงด๊อกเตอร์ซุนจงซาน ขอกล่าวถึงคนต่าง ๆ ที่มีบทบาทในทางความคิดที่จะเปลี่ยนรูปแบบการปกครองให้ทันสมัย แต่ไม่สามารถสู้กับพระนางซูสีไทเฮาได้ บุคคลเหล่านี้ได้แก่ ฮ่องเต้กวางสู (ฮ่องเต้องค์นี้มีชีวิตที่อาภัพอย่างอัศจรรย์พันลึก วันหลังจะเขียนเป็นซีรีเฉพาะให้อ่านกัน) คังโหย่วเหวย ผู้นำการปฏิรูปที่สำคัญ เหลียงฉีเชา ศิษย์คนสำคัญของคังโหย่วเหวย และถานซึ่อถง ผู้ซึ่งมีอุดมการณ์การปฏิรูปจนถึงกับต้องสละชีวิต บุคคลสามท่านนี้ ได้ลักลอบพบกับกษัตริย์กวางสู เพื่อวางแนวทางการปฏิรูป (เป็นการปฏิรูปการปกครอง มิได้หมายถึงการเลิกล้มระบบกษัตริย์ ) เพื่อให้ทันสมัยดั่งประเทศตะวันตก แต่ทั้งหมดถูกฝ่ายอนุรักษ์นิยมของนางซูสี ปราบเสียจนราบคาบ นับว่าเป็นการจุดประกายเริ่มต้นแนวทางของการเปลี่ยนประเทศจีน

          ย้อนไปถึงตอนที่กล่าวว่าฮ่องเต้กวางสูจะสิ้นพระชนม์ เนื่องจากขณะนั้น พระนางซูสีกำลังทรงป่วยหนักเนื่องจากความชรา ขณะเดียวกันนางยังได้กักบริเวณกวางสูอยู่แต่ภายในพระตำหนัก พอนางรู้ตัวว่าตนเองไม่รอดแน่ จึงสั่งการให้คนสนิทนำยาพิษไปบังคับให้ฮ่องเต้กวางสูดื่ม จึงสิ้นพระชนม์ สนมเอกสองคนพี่น้องที่อยู่เคียงข้างกวางสูจนวาระสุดท้ายจึงพร้อมใจกันกระโดดลงบ่อน้ำที่อยู่ข้างตำหนักฆ่าตัวตายไปพร้อมกัน (ท่านที่มีโอกาสได้ไปเที่ยวชมพระราชวังต้องห้ามของจีน ผ่านไปยังบ่อน้ำที่สองนางสนมกระโดดลงไปตายคงทราบดีเพราะไกด์ที่นำทางจะบรรยายอย่างละเอียด)

          พอฮ่องเต้กวางสูสิ้นพระชนม์ได้เพียงวันเดียว  วาระสุดท้ายของพระนางไทเฮาผู้อื้อฉาวก็มาถึง แต่ก่อนจะตายยังไม่วายหวงอำนาจ นางได้มีโองการแต่งตั้งให้เจ้าชาย ผู่อี้ ซึ่งเป็นโอรสของเจ้าชายไจ้ฉุน น้องเขยของพระนาง ขึ้นครองราชย์ในปี ค.ศ.1908 ขณะที่มีอายุเพียง 3 ขวบ (เจ้าชายไจ้ฉุนเป็นน้องชายของฮ่องเต้กวางสู) แต่งตั้งได้ไม่กี่วัน ทรราชหญิงผู้ยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์จีนก็สิ้นพระชนม์ ทำให้เจ้าชายฉุนพ่อของผู่อี้ เป็นผู้สำเร็จราชการแทน อ้อ นางซูสีไทเฮา ตายเมื่อ วันที่ 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1908

          บุคคลสำคัญผู้ปฏิวัติสาธาณรัฐ

          ฮ่องเต้ผู่อี ได้ขึ้นครองราชย์ มีชื่อรัชการว่า ซวนถ่ง ( ค.ศ 1908 - 1911)  โดยมีเจ้าชายฉุน ผู้บิดาเป็นผู้สำเร็จราชการแทน หลังจากนั้นอีกเพียงสามปี บุคคลสำคัญที่สุดของพวกเรา ก็ได้ปฏิวัติได้สำเร็จ เปลี่ยนแปลงการปกครองของราชอาณาจักรจีน ซึ่งปกครองโดยกษัตริย์ มากว่า 3 พันปี มาเป็นการปกครองแบบสาธารณรัฐ พระเอกของเราท่านนี้คือ   "ด๊อกเตอร์ซุนจงซาน" ปูชนียบุคคลชาวฮากกาของพวกเรา (ประวัติศาสร์ในช่วงนี้จะยังไม่ขอกล่าวถึงจะเขียนถึงประวัติของท่านเพียงอย่างเดียวก่อน)

          ด๊อกเตอร์ซุนจงซาน นักปฏิวัติชาตินิยมที่มีอุดมทัศน์ในการปฏิวัติจีน ซึ่งภายหลังได้ปฏิวัติโค่นล้มราชวงศ์ชิงสำเร็จแล้ว ก็ได้สถาปนาสาธารณรัฐจีนขึ้น ซึ่งท่าน ก็ได้รับการยกย่องจากประชาชนและประวัติศาสตร์จีนว่าเป็น "บิดาแห่งสาธารณรัฐจีน" (เกร็ดประวัติศาสตร์เกี่ยวกับท่านซุนจงซาน ถึงแม้ว่าท่านจะเป็นผู้ก่อตั้งพรรคประชาราษฏร์หรือ"กว๋อหมินตั่ง" แต่ท่านก็ได้รับการยกย่องจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนว่าเป็นบิดาแห่งประเทศจีนเช่นกัน จะเห็นได้จากภาพถ่ายหลาย ๆ ภาพ ในการประชุมของแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์ในช่วงต่อสู้กับเจียงไคเช็ค จะมีรูปภาพของท่านซุนจงซานแขวนอยู่ด้านบนของฉากห้องประชุม ภายหลังเมื่อสถาปนาประเทศจีนใหม่ได้แล้ว ภาพของท่านซุนจงซาน ยังติดอยู่บนอาคารสภาประชาชนจีนอีกด้วย)

          ดร.ซุน มีชื่อเดิมว่า ซุนเหวิน เกิดเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ.1866 ในหมู่บ้านซุยเฮิง อำเภอเซียงซานทางทิศใต้ของนครกว่างโจว ซึ่งภายหลังอำเภอนี้ได้เปลี่ยนชื่อและยกระดับขึ้นเป็นเมือง ชื่อว่าเมืองจงซานเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่นักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ ซุนจงซาน เป็นลูกของชาวฮากกาที่เป็นชาวนา พ่อแม่มีลูกทั้งหมด 6 คน ตายไปสองคน เหลือ 4 คนเป็นชาย 2 หญิง 2  เนื่องจากชาวนาในเซียงซานมีฐานะยากจน จึงมีธรรมเนียมอยู่ว่าจะต้องออกไปทำมาหากินยังต่างประเทศ ครอบครัวของ ท่านซุนก็เช่นเดียวกัน ซึ่งมีที่นาอยู่เพียงเล็กน้อย อีกทั้งยังต้องเช่านาเขาทำด้วย ซุนเหมย พี่ชายของท่าน จึงได้เดินทางไปฮาวายตั้งหลังที่ โฮโนลูลู ตั้งแต่เมื่ออายุ 15 ปี จนกระทั่งสร้างตนเองจนเป็นนักธุรกิจที่มั่งคั่งภายหลัง นับว่าท่านผู้นี้มีส่วนให้ท่านซุนเหวินมีโอกาสในการศึกษา และสำเร็จเป็นนักปฏิวัติได้

          ด๊อกเตอร์ซุนเข้าโรงเรียนเมื่ออายุได้หกขวบ เล่าเรียนตำราคลาสิคจีนอย่างเด็กจีนทั่วไป  แต่ไม่ได้ใช้เวลาศึกษาตำราจีนอย่างลึกซึ้ง เนื่องจากเกิดมาภายหลังที่กบฏไท่ผิงของท่านหงซิ่วฉวนถูกปราบราบคาบเพียงสองปี เรื่องราวของกบฏไท่ผิงภายใต้แกนนำของหงซิ่วฉวนชาวฮากกาผู้ซึ่งสามารถตั้งตนเป็นฮ่องเต้ได้นี้ ซึ่งท่านซุนก็ได้ยินแต่เรื่องราวของกบฏไท่ผิงและหงซิ่วฉวนซึ่งเป็นชาวฮากกาเช่นเดียวกับตน จนมีความใฝ่ฝันว่า โตขึ้นจะเป็นหงซิ่วฉวนผู้นำกบฏคนทื่สองให้จงได้  เมื่ออายุได้ 13 ปี ท่านก็ได้ออกเดินทางไปหาพี่ชายกับแม่ที่ฮาวาย เมื่อปี ค.ศ. 1879 ได้มีโอกาสเห็นเรือกลไฟใหญ่ ๆ ความเจริญมากมาย ชีวิตที่มีแต่ความอุดมสมบูรณ์ และการเก็บภาษีที่เป็นธรรม แตกต่างห่างไกลกันราวกับฟ้ากับดินเมื่อเที่ยบกับชาวนาจีน ท่านซุนได้เข้าเรียนที่โรงเรียนไอโอเลนีซึ่งเป็นโรงเรียนของทางการศาสนาคริสต์นิกายแองกลิคาน จากการที่ท่านมีความขยันหมั่นเพียร หัวดี และมีมารยาทดีมาก ท่านจึงเป็นที่รักของอาจารย์ใหญ่และครูสอนภาษาอังกฤษ จนสอบไล่ในวิชาไวยากรณ์อังกฤษได้รางวัลยอดเยี่ยม  สามารถกล่าวได้ว่า ท่านซุนจงซานเป็นนักเรียนจีนรุ่นแรกในยุคนั้น ที่ได้มีโอกาสศึกษาวิชาต่างประเทศแท้ ๆ อิทธิพลของการศึกษานั้นจึงได้ถูกฝังอยู่ในจิตใจของท่านอย่างล้ำลึก ท่านเติบโตมาด้วยวิถีแห่งชาวตะวันตก มีความเป็นนักศึกษาจีนที่ยึดมั่นในลัทธิขงจื่อน้อยกว่าคนหนุ่มจีนในรุ่นเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด

          (ขออนุญาตจบตอนนี้ และเริ่มกันใหม่ในตอน "ซุนยัดเซ็น" พระเอกของชาวฮากกา) 


 
hakka@hakkapeople.com    คุณความดี แด่บรรพชนและชาวฮากกาที่ฮึกเหิม Hakkapeople.com by Hakka Pakchong Association... Powered by Drupal