圣寿无疆 หน้าแรก
HakkaPeople(Thai) ชุมชนชาวฮากกา Hakka people .  
ที่ใดมีตะวันขึ้น ที่นั้นมีชาวจีน ที่ใดมีชาวจีน ที่นั้นมีเค่อเจียเหริน hakkapeople.com

บิดาแห่งประเทศจีน 中国 国父 "ด๊อกเตอร์ซุนจงซาน-พระเอกของชาวฮากกา" (จบ)

รูปภาพของ ยับสินฝ่า

           ในตอนที่แล้วได้กล่าวถึงท่านซุนจงซาน เรามาดูประวัติชีวิตของการปฏิวัติของท่านกันต่อครับ

           ส่ามปีต่อมา เมื่อท่านได้เรียนจบได้รับประกาศนียบัตรแล้ว และได้รางวัลที่สองในการสอบไวยากรณ์อังกฤษจากกษัตริย์ฮาวาย(สมัยนั้นฮาวายยังไม่ได้ถูกรวมเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา) ท่านซุนก็ได้ไปเรียนต่อที่วิทยาลัยโอฮาอู ของฮาวาย แต่ซุนเหมย เริ่มไม่ไว้ใจในความประพฤติของน้องชาย ที่นับวันก็ยิ่งทำตัวใกล้ชิดชาวตะวันตกเข้าไปทุกที ถึงขนาดคิดจะเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์  ซุนเหมยจึงส่งข่าวไปให้พ่อ แม่ ทราบ เมื่อท่านซุนอายุได้ 18 ปี ในปี ค.ศ.1883 ท่านซุนก็ถูกส่งกลับบ้านโดยไม่มีตั๋วกลับฮาวายมาด้วย

          ซุนจงซานได้ใช้ชีวิตมาคนละอย่างห่างกันไกลกับชีวิตชาวนาจีนที่ยากจนล้าหลัง และก็งมงายเชื่อถือในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่านจึงมีความเบื่อหน่ายชิงชังในความเชื่อถือศรัทธาแบบเก่าของชาวนาจีนที่เป็นวัฒนธรรมประเพณีติดต่อกันมาช้านาน วันหนึ่ง ท่านได้ชวนเพื่อนสนิทคนหนึ่งไปแสดงฤทธิ์เดชให้ชาวบ้านเห็น โดยท่านซุนเข้าไปหักแขนของเจ้าพ่อปุ่นเถ่ากงที่ทำด้วยไม้ที่ชาวบ้านนับถือว่าศักดิ์สิทธิ์ ผลก็คือ ท่านซุนโดนชาวบ้านด่าเสียยับเยิน หวิดที่จะโดนรุมประชาฑัณท์ จนพ่อแม่ต้องรีบส่งท่านไปเรียนหนังสือต่อที่ฮ่องกง

          ท่านได้เข้าเรียนที่โรงเรียนไดโอเอซาน โฮม ที่ฮ่องกงเป็นเวลาหนึ่งปี เพื่อฟื้นฟูภาษาอังกฤษ แล้วจึงไปเข้าเรียนที่ควีนคอลเลจ อันมีชื่อเสียง ในเดือนเมษายน ค.ศ.1884 ในปีเดียวกันนี้ ท่านซุนก็ได้เข้ารับศิลมหาสนิทเป็นคริสตศาสนิกชนโดยสมบูรณ์ แต่แม้ท่านจะเปลี่ยนศาสนา เรียนภาษาอังกฤษ และคุ้นเคยกับชีวิตชาวตะวันตกมาหลายปี แต่ท่านก็ยังเป็นลูกชายที่ยังเชื่อฟังพ่อแม่ และในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกันนั้น ท่านซุนก็ได้เดินทางกลับบ้าน เพื่อแต่งงานกับเจ้าสาวที่พ่อแม่เลือกให้ เธอเป็นลูกของพ่อค้าชื่อ หลี่มู่เจิน (เกิด ค.ศ.1867 เสียชีวิต 1952) เมื่อแต่งงานแล้วก็กลับไปเรียนต่อที่ฮ่องกงตามเดิม ส่วนหลี่มู่เจินก็อยู่กับพ่อแม่สามีต่อไป ท่านมีบุตรกับภรรยาคนนี้ อยู่ 3 คน เป็นชายหนึ่งหญิงสอง บุตรชายมีชื่อว่า "ซุนเคอ" ต่อมาภายหลังท่านผู้นี้ได้เป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งในปีกซ้ายของพรรคกว๋อหมินตั่ง

          เมื่อเกิดสงครามจีน-ฝรั่งเศส ท่านซุนก็ได้เกิดความสลดรันทดใจในชะตากรรมของประเทศชาติที่ต้องตกเป็นเหยื่อการรุกรานที่ไม่เป็นธรรมของมหาอำนาจต่างชาติและก็ได้เคียดแค้นชิงชังราชวงศ์ชิงในฐานะต้นเหตุแห่งความอัปยศและความพ่ายแพ้ เมื่อท่านมีอายุได้ 19 ปี ซุนจงซานก็ได้เขียนบันทึกไว้ใน อัตชีวประวัติของท่านว่า "ข้าพเจ้าได้ตกลงใจเด็ดขาดแล้วที่จะทำการโค่นล้มราชวงศ์ชิง นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ข้าพเจ้าก็ใช้สถานศึกษานั้นเองเป็นที่โฆษณา ใช้วิชาแพทย์เป็นปัจจัยในการเข้าไปสู่โลก"(จากหนังสือประวัติศาสตร์จีนของทวีป วรดิลก-หน้า743)

          ท่านซุนจงซานจบการศึกษาที่ควีนส์คอลเลจใน ปี ค.ศ.1886 อายุได้ 20 ปีพอดี แล้วเข้าศึกษาวิชาแพทย์ต่อที่โรงเรียนการแพทย์ป้อชีที่นครกว่างโจว ขณะเดียวกันก็พยายามศึกษาหาความรู้ด้านจีนโดยเฉพาะ โดยศึกษาประวัติศาสตร์ 24 ราชวงศ์ของจีน ระหว่างนี้ ท่านได้พบกับคน ๆ หนึ่งซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นเพื่อนสนิทชื่อ "เจิ้งซื่อเหลียง" เป็นผู้มีการติดต่อกับสมาคมลับต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง ซุนกับเจิ้งมักแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันครั้งละนาน ๆ ถึงเรื่องของการปฏิวัติจีน เจิ้งได้สมัครใจช่วยท่านซุนด้วยการติดต่อหาแนวร่วม และเพื่อน ๆ ของตนที่เป็นสมาชิกสมาคมลับต่าง ๆ และทำงานใต้ดินด้วย ปีต่อมา ซุนได้เปลี่ยนสถานศึกษาโดยย้ายไปเรียนที่วิทยาลัยการแพทย์เพื่อชาวจีนในฮ่องกง เพราะมีหลักสูตรดีกว่า และที่ฮ่องกงก็มีเสรีภาพในการเคลื่อนไหวด้านการปฏิวัติเพราะไม่อยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาลชิงเหมือนในกว่างโจว ระหว่างนั้น ในด้านหนึ่ง ท่านก็ได้รับการศึกษาอบรมในวิชาวิทยาศาสตร์และการแพทย์จาก ดร.เจมส์ แคนต์ลี คณะบดีอย่างเข้มงวดกวดขัน อีกด้านหนึ่ง ท่านก็ได้ใช้สถานที่ ๆ ท่านเล่าเรียนนั้นเองเป็นที่ทำการในการดำเนินการปฏิวัติไปด้วย ท่านซุนเดินทางไปมาระหว่างฮ่องกงกับมาเก๊าบ่อย ๆ เพื่อติดต่อเรื่องการปฏิวัติ

          หลังจากาการเรียนแพทย์ได้ 5 ปี ท่านก็จบการศึกษาโดยสอบไล่ได้ที่หนึ่ง แล้วจึงได้มาประกอบวิชาชีพการแพทย์ในมาเก๊า เมื่อ ค.ศ.1892 แต่แล้ว ท่านซุนจงซานได้เป็นแพทย์ที่มาเก๊าได้ไม่นาน ทางการมาเก๊าก็ขัดข้อง เนื่องจากท่านไม่ได้รับการรับรองในวุฒิทางการแพทย์เหมือนผู้ที่จบแพทย์จากโปรตุเกส  (กรณีนี้เป็นเรื่องการเมืองเนื่องจากโปรตุเกสต้องการแก้เผ็ดอังกฤษที่ปกครองฮ่องกงที่ไม่รับรองวุฒิทางการแพทย์จากผู้ที่จบในมาเก๊า โดยไม่อนุญาตให้ประกอบวิชาชีพแพทย์ในฮ่องกง ) ท่านซุนจงซานของเราจึงกลับไปเป็นแพทย์ที่กว่างโจวหลังจากที่อยู่มาเก๊าได้เพียงปีเศษ (ปัจจุบัน คลีนิคของด๊อกเตอร์ซุนจงซานยังคงได้รับการอนุรักษ์เป็นอย่างดีในฐานะอนุสรณ์สถานเนื่องจากเป็นที่ทำงานของท่านในนครกว่างโจว-ไหงได้ไปเยือนมาแล้วแต่ละวันมีนักท่องเที่ยวเข้าชมกันเป็นจำนวนมาก)

          ในการเป็นแพทย์ที่กว่างโจว ท่านซุนก็ได้รักษาประชาชนตลอดจนบริจาคยาโดยไม่คิดมูลค่า เป็นการสร้างแนวร่วมและความสัมพันธ์อันดีกับมหาชน ที่นี่ท่านยังได้พบกับนักพรตเต๋ารูปหนึ่ง ซึ่งชรามากแล้ว นักพรตรูปนี้เคยทำงานรับใชหลินเจ๋อสวี ขุนนางสำคัญผู้มีคุณูปการในการปราบปรามการค้าฝิ่นของชาวตะวันตกในกว่างโจว จนก่อให้เกิดสงครามฝิ่นขึ้นครั้งแรก นักพรตรูปนี้แนะนำท่านซุนว่า การจะปฏิวัติจีนสำเร็จได้ก็ต้องได้รับความช่วยเหลือและร่วมมือจากสมาคมลับทั้งหลาย ท่านจึงได้เรียนรู้การจัดตั้งและที่ตั้งของสมาคมลับหลายแห่งในกว่างโจว โดยให้เจิ้งซื่อเหลียงเพื่อนสนิทเป็นผู้ติดต่อกับสมาคมลับต่าง ๆ ต่อไป

          ส่วนที่ฮ่องกง เป็นเหล่งบันดาลใจให้กับท่านซุนได้มาก เพราะแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการปกครองภายใต้อังกฤษ บ้านเมืองสะอาดเรียบร้อย ตรงกันข้ามกับบ้านเกิดของท่าน ว่าทำไมมันถึงได้แตกต่างกันมากนัก ทั้ง ๆ ที่อยู่ห่างกันแค่ 50 ไมล์เท่านั้น ท่านซุนยังทราบอีกว่า กว่างโจว เมืองหลวงของกว่างตง มีการทุจริตคอรัปชั่นมากมาย ข้าราชการจีน ยิ่งตำแหน่งสูงขึ้นไปเพียงใด ความรับผิดชอบก็น้อยลงไปเพียงนั้น ไม่เท่านี้ การทุจริตและรายได้ยิ่งมีมากขึ้นไปด้วย ตลอดเวลา สี่พันปีของอารยธรรมจีน ไม่มีเมืองไหนที่จะมีการปกครองที่ดีและมีประสิทธิภาพอย่างฮ่องกงเลย ทั้ง ๆ ที่ อังกฤษปกครองมาได้เพียงสามสิบกว่าปีเท่านั้น ความแตกต่างดังนี้เป็นเหมือนไฟที่แผดเผาให้ท่านซุนมีความปราถนาอย่างแรงกล้าที่จะโค่นรัฐบาลแมนจูลงให้ได้

          ต่อไปนี้จะว่าเรื่องราวในกิจกรรมและกระบวนการขายแนวความคิดการปฏิวัติของท่านซุนจงซานแต่โดยย่อ และสรุป ส่วนเนื้อหาใจความที่สำคัญ ๆ ในบางช่วง จะเขียนโดยละเอียด เพื่อไม่ให้บทความนี้ยาวเกินไป

          เมื่อคิดได้ดังนี้ ท่านด๊อกเตอร์ซุน จึงได้พยายามหาแนวร่วม โดยการเข้าพบและติดต่อบรรดาบุคคลที่มีแนวความคิดสมัยใหม่ มีหัวก้าวหน้า และมีความรู้ ในระยะเริ่มแรก ท่านแทบไม่พบกับความสำเร็จเลย ครั้งหนึ่ง ท่านตัดสินใจเข้าเมืองปักกิ่ง เขียนจดหมายแนะนำตัวให้กับ หลี่หงจาง อัครมหาเสนาบดีของแมนจู แต่กลับไม่ได้รับความสนใจจากหลี่และไม่ได้เข้าพบกับหลี่หงจางเลย

          ผลที่สุด ท่านซุนจึงกลับไปหาเป้าหมายที่ท่านได้คิดไว้ตั้งแต่ตอนแรกว่าจะปฏิวัติ คือไปพบกับบรรดาชาวจีนโพ้นทะเลทั่วโลก โดยเริ่มที่ฮาวายก่อน ภายใต้การ่ช่วยเหลือจากซุนเหมยพี่ชาย ท่านได้ตั้งสมาคม "ชิงจงฮุ่ย" (ฟื้นชีวิตจีนใหม่) เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน คศ.1894 ได้สมาชิกเริ่มแรก 112 คน ระหว่างที่ท่านกำลังจะเดินทางไปอเมริกาเพื่อเผยแพร่อุดมการณ์ เพื่อน ๆ จากฮ่องกงเรียกท่านกลับฮ่องกงโดยด่วน เนื่องจากเกิดสงครามจีน-ญี่ปุ่น ขึ้น (ครั้งแรก) สถานการณ์จะเป็นประโยชน์ในการปฏิวัติ ท่านจึงไปถึงฮ่องกงและได้ตั้งที่ทำการสมาคมซินจงฮุ่ย เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 1895 และมีสาขาย่อยออกไ ปตามมณฑลต่าง ๆ ในจีนด้วย  สมาชิกที่เข้ามาในสมาคม จะต้องปฏิญานตนว่า "ต้องขับแมนจู กอบกู้เอกราช สถาปนาสาธารณรัฐขึ้น"

         ในระยะนี้แผนการณ์ในการปฏิวัติที่กว่างตงในระหว่างสงครามจีน-ญี่ปุ่นเกิดความล้มเหลว แผนที่จะยึดกว่างตงจึงล้มไม่เป็นท่า ท่านจึงหนีกลับฮ่องกง ปรากฏว่า ทางการฮ่องกง ได้ทำตามคำขอของรัฐบาลแมนจู โดยไม่ให้ท่านพำนักอยู่ในฮ่องกง ท่านจึงหนีไปที่ญี่ปุ่นตามคำแนะนำของ ดร.แคนต์ลี เพื่อนสนิทอีกคนหนึ่ง เมื่อไปถึงเมืองโกเบท่านได้อ่านหนังสือพิมพ์ที่นั่นโดยลงข่าวว่า ซุนอี้เซียนทำการปฏิวัติ จึงเป็นสิ่งที่ท่านพอใจมาก เพราะไม่ได้ใช้คำว่า กบฏ ท่านจึงเดินทางไปโยโกฮ่าม่า เพื่อตั้งสาขาสมาคม ซินจงฮุ่ย โดยได้รับความร่วมมือกับนักปฏิวัติชาวญี่ปุ่นที่มีความเห็นอกเห็นใจนักปฏิวัติจีน และนับตั้งแต่บัดนั้น ท่านได้ตัดหางเปียอันเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นทาสแมนจู และแต่งกายแบบชาวตะวันตก แล้วจึงเดินทางไปฮาวาย เพื่อหากำลังทุนและกำลังคนเพื่อทำการปฏิวัติต่อไป

         ในช่วงแรกของการหาแนวร่วมการปฏิวัตินี้ ท่านซุนไม่ได้รับการตอบสนองที่ดีจากผู้ใดเลย ท่านไปอเมริกา ตั้งสาขาสมาคมซินจงฮุ่ย ก็ปรากฏว่า ชาวจีนส่วนใหญ่ที่นั่น ต่างที่จะสนใจทำมาค้าขายมากกว่าอุดมการณ์ ท่านก็ได้เดินทางต่อไปยังอังกฤษ  ท่านได้ไปพบกับอาจารย์เก่า คือ ดร.แคนลีย์ ซึ่งก็ได้จัดการหาที่พักให้ ท่านซุนอยู่อังกฤษเพื่อตั้งใจศึกษาวิชาการต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ในการปฏิวัติจีนต่อไป เรื่องค่าใช้จ่ายไม่มีปัญหาเพราะมีซุนเหมยพี่ชายให้การสนับสนุนอยู่

         วันที่ 11 ตุลาคม ขณะที่ท่านเดินไปตามถนนได้พบกับชายชาวกว่างตงคนหนึ่ง ทักทายและชวนคุยด้วย แล้วพยายามเชื้อเชิญท่านซุนไปยังที่พักของตน แต่ท่านปฏิเสธ ขณะเดียวกันก็มีชายจีนอีกหนึ่งคนเดินเข้ามาประกบ ชวนคุยอีก พอเดินไปถึงอาคารเลขที่ 49 ประตูก็เปิดออก ชายสองคนนั้นก็ได้ผลักท่านซุนเข้าไปในอาคาร ผลปรากฏว่าอาคารแห่งนี้เป็นที่ทำการสถานเอกอัครราชฑูตจีน ประจำอังกฤษ  ท่านได้พบกับที่ปรึกษาสถานฑูตซึ่งเป็นชาวอังกฤษวางท่าทางเขื่องโข ระบุชื่อ ซุนเหวิน ซึ่งเป็นชื่อดั้งเดิม ของท่านอย่างถูกต้อง บอกกับท่านซุนว่า ท่านมีค่าหัวถึง 7,000 ปอนด์สเตอริง จะต้องถูกส่งตัวจากลอนดอนไปจีน เพื่อรับโทษฐานก่อการกบฏ ซึ่งผลมีอยู่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือ "ตัดหัว" ท่านได้พยายามขอความช่วยเหลือจากชาวอังกฤษที่ทำงานในสถานฑูต โดยอ้างว่านับถือคริสตศาสนาเช่นเดียวกับชาวอังกฤษทั้งหลาย จน่คนรับใช้ชาวอังกฤษคนหลังสุดสงสารได้นำจดหมายไปให้ดร.แคนต์ลี

          เมื่อ ดร.แคนต์ลีไปขอความช่วยเหลือจากตำรวจสกอตแลนด์ยาร์ต  ก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะเป็นสถานฑูตต่างประเทศ เมื่อหันไปหาหนังสือพิมพ์ไทม์ก็ถูกปฏิเสธอีก แต่โชคดีที่หนังสือพิมพ์เดะโกล๊ป เห็นตรงข้าม วันรุ่งขึ้นจึงพาดหัวใหญ่ว่า "นักปฏิวัติจีนถูกลักพาตัวในลอนดอน" ยังผลให้ชาวอังกฤษตื่นเต้นกันไปทั่วกรุงลอนดอน หน้าสถานฑูตจีนมีผู้คนมาจับกลุ่มกันเต็ม ความรู้สึกของคนอังกฤษเริ่มก่อตัวออกมาเป็นประชามติ จนกระทั่ง ลอร์ด แซลสบิวรี่ รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ ต้องติดต่อไปยังสถานฑูตจีน ให้ปล่อยท่านซุนเสีย แต่สถานฑูตพยายามปฏิเสธ แต่ในที่สุดก็ต้องจำนนต่อการกดดันของชาวอังกฤษ หลังจากท่านถูก จับกุมอยู่ 12 วัน ฑูตจีนก็ยอมปล่อยตัวท่านซุนออกมาท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้องของชาวอังกฤษที่มาลุ้นอยู่ที่หน้าสถานฑูต ท่านซุนจึงกลายมาเป็นบุคคลผู้โด่งดังแพร่หลายเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในบรรดาชาวจีนโพ้นทะเลทั่วโลก โดยเฉพาะในไชน่าทาวน์ของประเทศต่าง ๆ (รวมทั่งที่เยาวราชเราด้วยท่านเคยมาหาเสียงอยู่ครั้งหนึ่ง ขณะนี้ชาวเยาวราชกำลังจัดตั้งพิธภัณฑ์รำลึกการมาของท่าน โดยเฉพาะท่านได้เคยเข้ามาเยี่ยมสมาคมฮากกาที่พาดสายด้วย)

          ขณะที่ท่านอยู่ในลอนดอนนั้น ท่านถือโอกาสศึกษารัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ เกษตรกรรม วิชาการทหาร และอื่น ๆ ในห้องสมุดบริติชมิวเซียม เป็นเวลา 9 เดือนเศษ แล้วเดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ ในยุโรปอีกราวสองปี เพื่อศึกษาแนวทางทางการเมือง และสังคม ท่านได้พบกับผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรม การปฏิรูปสังคม ท่านมีแนวความคิดที่จะทำให้จีนหลุดพ้นจากพันธนาการต่าง ๆ ที่เป็นอยู่ในขณะนั้น ท่านจึงได้พัฒนาข้อคิดที่ว่าการปฏิวัติสังคมต่อเนื่องกับการปฏิวัติชาติกับประชาธิปไตยที่ได้คิดไว้ก่อนแล้ว อันเป็นพื้นฐานของการเขียนออกมาเป็นตำราหลักการของลัทธิไตรราษฏร์ อันมีชื่อเสียงโด่งดัง ได้แก่ หมินจู่อี้(ลัทธิชาตินิยม) หมินฉวนจู่อี้(ประชาธิปไตย) หมินเซิงจู่อี้(สังคมนิยม)  หลักการสามประการนี้ ต่อมาได้กลายมาเป็นปรัชญาการปฏิวัติของท่านและบรรดาสมาชิกพรรคปฏิวัติภายใต้การนำของท่าน (หลักการสำคัญสามประการนี้ ท่านอาจารย์ ปรีดี เกษมทรัพย์ ได้นำมาแปลเป็นตำราในภาษาไทย ใช้ชื่อว่า "ลัทธิไตรประชา-ซานหมินจู่อี้ ของด๊อกเตอร์ซุนยัดเซ็น)

          ท่านซุนได้สร้างชื่อเสียงและวางหลักการที่เป็นแนวทางการปฏิวัติจีนไว้แล้ว เมื่อท่านเดินทางไปญี่ปุ่นอีกครั้งหนึ่ง มาในครั้งนี้ ชื่อเสียงของท่านมาถึงก่อนตัวเสียอีก ยิ่งกว่านี้ คนหนุ่มชาวญี่ปุ่นที่มีแผนที่เรียกว่า "แพนเอเชีย" กำลังเสาะหาผู้นำจีนที่สามารถและมีความตั้งใจที่จะสร้างจีนขึ้นมาใหม่ให้ทันสมัย ก็มาพบคนจีนที่มีคุณสมบัติที่ว่านี้ซึ่งก็คือด๊อกเตอร์ซุนนั่นเอง ท่านซุนได้ใช้นามในการปฏิวัติว่า "นากายาม่า" หรือ "จงซาน" ในภาษาจีน แปลตรงตัวว่า "ภูเขาลูกกลาง"

          ถึงตอนนี้ขอตัดทอนตอนต่าง ๆที่ เยิ่นยาวออกไป สรุปว่า ในช่วงแรก ๆ ที่ท่านกลับไปจีน ท่านไม่ได้รับการตอบสนองจากชาวจีนในประเทศส่วนใหญ่อย่างแท้จริง ซึ่งมีหัวอรุรักษ์นิยม แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น กบฏอี้เหอถวน "กบฏนักมวย" ขึ้น เกิดความวุ่นวายต่าง ๆ ในแต่ละมณฑล ในระยะเวลาคาบเกี่ยวกันนี้ ท่านก็ได้จัดตั้งกองกำลังปฏิวัติขึ้นมาด้วย เหตุการณ์ ในจีนช่วงนี้เกิดความสับสนวุ่นวายไปหมด จากจุดนี้เอง ภาพลักษณ์ของท่านซุนจงซานก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในสายตาของสาธารณชน สายตาชาวจีนเปลี่ยนเป็นมองท่านซุนอย่างชื่นชม ยกย่อง ในฐานะที่ท่านเป็นบุคคลที่รักชาติอย่างแท้จริง มุ่งมั่นทำการปฏิวัติ บรรดานักศึกษาในจีนและญี่ปุ่นต่างในการสนับสนุนท่านซุนกันอย่างแข็งขัน

        การปฏิวัติจีนดำเนินไปอย่างเข้มข้น ในระยะเวลา 3-4 ปี ก่อนที่จะถึงปี 1911 อันเป็นความสำเร็จของการปฏิวัติ ทั้งนี้ ขอขยายความว่า การปฏิวัติโค่นล้มราชวงศ์ชิงเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐจีน ไม่ได้เกิดจากท่านซุนเพียงคนเดียว จากการรวบรัดตัดตอน สรุปอีกครั้งหนึ่งว่า ท่านมีแนวร่วม ที่เป็นวีรบุรุษวีรสตรี (เช่นชิวจิ่น-ซึ่งภายหลังจะเขียนเรื่องราวของเธอให้อ่านกันต่อไป) ในช่วงนี้ มีการพยายามปฏิวัติยึดอำนาจตามมณฑลต่าง ๆ แต่ยังไม่สำเร็จ ...................

          ต่อมา กลางเดือนตุลาคม ค.ศ.1911 อวสานของราชวงค์ชิงก็เริ่มต้นขึ้น ขณะที่ด๊อกเตอร์ซุนพำนักอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่งในแดนเวอร์ รัฐโคโลราโด ก็ได้รับโทรเลขจากหวงชิง(ผู้นำการปฏิวัติอันดับสองรองจากท่านซุนและเป็นมือขวาของท่านด้วย) แต่เนื่องจากความเหน็ดเหนือย ท่านจึงยังไม่ได้ถอดรหัสอ่าน ก็หลับไปก่อน พอรุ่งเช้า เมื่อออกมาที่ล๊อบบี้เพื่อทานอาหารเช้า ก็ได้เห็นพาดหัวข่าวตัวโตของหนังสือพิมพ์อเมริกันว่า "นักปฏิวัติจีนยึดอู่ชางได้แล้ว" ท่านจึงรีบมาถอดรหัสโทรเลขออกดู  แล้วจึงส่งโทรเลขให้หวงชิงโดยสั่งงานไปต่าง ๆ โดยที่ท่านไม่ได้มีความตื่นเต้นหลงไหลไปกับผลสำเร็จ ไม่ว่าจะอย่างใด ท่านยังคงออกเดินทางไปยัง่ตะวันออกของอเมริกาตามกำหนดเดิม แล้วจึงข้ามไปอังกฤษและฝรั่งเศส เพื่อหยั่งท่าทีของมหาอำนาจทั้งสองที่ยังรับรองรัฐบาลแมนจูอยู่  ระหว่างที่อยู่กรุงลอนดอน วันหนึ่งในเดือน พฤศจิกายน ค.ศ.1911 ขณะนั่งพูดคุยกับ ดร.แคนต์ลี ผู้ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนทั้งอาจารย์ ท่านซุนก็ได้รับโทรเลขฉบับหนึ่ง เมื่อท่านอ่านจบแล้วพับเก็บ ท่านซุนก็พูดกับ ดร.แคนต์ลีว่า "ผมเพิ่งได้รับเชิญให้เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐจีนเดี๋ยวนี้เอง"

          ด๊อกเตอร์ซุนจงซานเดินทางออกจากอังกฤษกลับเข้าจีนอีกครั้งหนึ่ง  แต่ครั้งนี้  ไม่ใช่อาชญากรที่มีค่าหัวและโทษประหารชีวิตรออยู่  หากแต่มาในฐานะวีรบุรุษคนแรกของประชาชนจีน ที่สามารถนำการปฏิวัติกำจัดราชวงศ์ชิงของชาวแมนจู หลังจากที่ได้ครองอำนาจเหนือประชาชนจีนมา 268 ปี................

         (บทสรุปของยับสินฝ่า---การปฏิวัติครั้งนี้ประสบความสำเร็จในวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1911 เป็นวันที่ 10 เดือน 10 จึงเรียกกันว่า "สองสิบ" โดยที่ปี ค.ศ.1911 นี้ ทางจันทรคติจีน ชาวจีนเรียกกันว่า "ปีซินไฮ่" การปฏิวัติที่เริ่มที่อู่ชางนี้จึงเรียกกันว่า "การปฏิวัติซินไฮ่"  ภายหลังจากการปฏิวัติสำเร็จนั้น ไม่ได้หมายความว่า คณะปฏิวัติของด๊อกเตอร์ซุนจงซานจะสามารถรวบรวมมณฑลต่าง ๆ ภายในจีนเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ ท่านได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐจีนเพียงชั่วระยะเวลาคร่าว ๆ เท่านั้น และเป็นไปแบบรักษาการเสียมากกว่า เหตุเป็นเพราะว่า ยังมีตัวละครตัวเป้งแห่งประวัติศาสตร์จีนในยุคนั้น ซึ่งนับว่า ชั่วช้าเลวทรามเสียยิ่งกว่าทรราษฏร์บางคนในประวัติศาสตร์จีนเสียอีก มันผู้นั้นคือ "หยวนซื่อไข่" ผู้ซึ่งทรยศคนทั้งแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นพระนางซูสีไทเฮา ฮ่องเต้กวางสู ท่านซุนจงซาน ประวัติของคนผู้นี้โอกาสต่อ ๆ ไปจะนำมาเขียนให้ได้ความรู้กัน

          ผลสำเร็จของการปฏิวัติซินไฮ่ในช่วงสิบกว่าปีแรกนั้น นับว่าวุ่นวายสับสนอลหม่านอย่างน่าดู จนกระทั่ง ท่านด๊อกเดอร์ซุนจงซานถึงแก่อสัญกรรม ในปี ค.ศ. 1925 ก่อนที่ท่านจะสิ้นลม ท่านได้ฝากพินัยกรรมเป็นคำพูดไว้ว่า ขอให้อำนาจต้องเป็นของประชาชน(เหมือนกับพระราชดำรัสของล้นเกล้ารัชกาลที่ 7 เลยเนาะ) แล้วแผ่นดินจีนยุคสิ้นท่านด๊อกเตอร์ซุน เริ่มเป็นปึกแผ่นอีกครั้งหนึ่งโดยการนำของ เจี่ยงเจี้ยสือ ทหารองครักษ์ของท่านซุน ที่ท่านมีความไว้วางใจและเป็นคู่เขยกันอีกด้วย ความดีของเจี่ยงเจี้ยสือ ในความคิดเห็นของไหงมีเพียงอย่างเดียวในตอนที่ท่านซุนมีชีวิตอยู่ก็คือเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์ต่อท่านซุนด้วยความจริงใจ ภายหลังการสิ้นของท่านซุนแล้ว เจี่ยง ก็ถือโอกาส สถาปนาตนเองเป็นประธานาธิบดีจีน รวบรวมจีนให้เป็นปึกแผ่นขึ้นมาได้ และมีรัฐบาลมหาอำนาจต่าง ๆ ให้การยอมรับ แต่เจี่ยงก็ปกครองประเทศแบบ เผด็จการ และต้องต่อสู้กับกองทัพของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และร่วมมือกับกองทัพของพรรคคอมมิวนิสต์จีนประกาศสงคราม จีน-ญี่ปุ่น ประวัติศาสตร์จีนในช่วงนี้น่าศึกษามาก......

         อนึ่ง หลังจากที่โค่นล้มราชวงศ์ชิงได้สำเร็จ จักพรรดิ์ผู่อี้และพระราชวงศ์รวมถึงขันทีและข้าหลวงต่าง ๆ ยังคงได้รับสิทธิให้พำนักอยู่ในพระราชวังต้องห้ามต่อไปได้อีกหลายปี จนกระทั่ง ขุนศึก เฝิงอี้เสียง  เข้ามาขับไล่ออกไปจากพระราชวังหลวง ผู่อี้จึงไปอาศัยอยู่ทางภาคอีสานซึ่งเป็นดินแดนของชาวแมนจู และต่อมาเป็นจักรพรรดิ์หุ่นของประเทศหม่านจูกว๋อ ของญี่ปุ่น ขุนศึกเฝิงอี้เสียงนี้เป็นผู้รักชาติคนหนึ่ง ภายหลัง ได้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน ต่อสู้กับเจี่ยงเจี้ยสือ ท่านได้รับสมญาว่า นายพลคริสเตียน เพราะนับถือศาสนาคริสต์

          ประวัติของท่านด๊อกเตอร์ซุนจงซานในด้านการปฏิวัติจึงมีเพียงเท่านี้ แต่ยังขาดเรื่องในด้านของความรัก และด้านครอบครัวท่าน ซึ่งจะมิเอ่ยถึงไม่ได้ คือภรรยาท่าน ซ่งชิ่งหลิง บุคคลสำคัญที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ประเทศจีนใหม่(คอมมิวนิสต์) ไหงจะเขียนถึงต่อจากเรื่องนี้ ดังนั้น ในเรื่องด๊อกเตอร์ซุนจงซาน-พระเอกของชาวฮากกา จึงขอจบแต่เพียงเท่านี้ - ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่าน-ตอเซี้ย )


 
hakka@hakkapeople.com    คุณความดี แด่บรรพชนและชาวฮากกาที่ฮึกเหิม Hakkapeople.com by Hakka Pakchong Association... Powered by Drupal