|
บนชั้น 3 ของศูนย์จัดแสดงนิทรรศการการวางแผนชุมชนเมืองมหานครปักกิ่ง
หรือ Beijing Urban Planning Exhibition Center ที่ถนนเฉียนเหมินตง (ต้าเจี้ย)
Qianmendong Dajie ที่เพิ่งจะโพสต์เรื่องไปหลังสุด
จะมีการแสดงภาพวาดแบบจีนโบราณที่มีความยาวต่อเนื่องถึง 53 เมตร
ภาพนี้เขียนโดยศิลปินจีนที่ชื่อ ลิ่วหงควน Liu Hongkuan
ซึ่งปีนี้ก็จะมีอายุครบ 70 ปีแล้ว ชื่อภาพเป็นคำภาษาจีน 4 คำ
คือ เทียน ชวี่ ต้าน เชวี่ย Tian Qu Dan Que แปลเป็นไทยก็คงได้ว่า
ถนนวิมานสวรรค์กับหมู่พระราชวังงามเลิศ เป็นภาพเขียนบรรยากาศของเมืองปักกิ่ง
ในช่วง พ.ศ. 2473-2483 ขนาดความสูง 70 ซม.
ภาพวาดนี้เป็นแบบพาโนรามา เขียนถึงผู้คนและสิ่งก่อสร้างในปักกิ่งยุคนั้น
ตามแนวเส้นตรงของสถานที่จริง ๆ ที่ยาวเกือบ 8 กม. เริ่มตั้งแต่ประตูหย่งติ้ง
ไปจนสุดปลายทางที่หอกลองกับหอระฆัง งานนี้ต้องอาศัยทั้งการศึกษาค้นคว้า
การลงไปร่างแบบภาพจากสถานที่จริง ในภาพจะมีผู้คนที่หน้าตาไม่ซ้ำกันประมาณ 5,000 คน
และอาคารสิ่งก่อสร้างที่ไม่ซ้ำแบบกันอีกประมาณ 100 หลัง ใช้เวลาหมดไป 5 ปี จึงวาดภาพได้สำเร็จ
การวาดภาพแบบจีนโบราณที่มีการกำหนดควบคุมแบบนี้
เขาจะมีชื่อเรียกว่าเป็นศิลปะภาพวาดแบบเจี้ยหัว Jiehua หรือ Boundary Painting
ไม่รู้ว่าภาษาทางศิลปะบ้านเราเรียกว่าอย่างไร แต่ถ้าแปลตรง ๆ ตัวก็คงได้ว่า
ภาพวาดแบบมีขอบเขต ว่ากันว่าภาพวาดภาพนี้เป็นภาพวาดแบบจีนโบราณ
ที่เรียกว่า Boundary Painting ที่มีความยาวมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ภาพวาดเริ่มต้นที่ทางด้านทิศใต้ของเมืองปักกิ่ง ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็คงเป็นถนน
ที่ชื่อ หย่งติ้งเหมินเหน่ยต้าเจี้ย Yongdingmennei Dajie มีสะพานข้ามลำคลองที่ใช้คนขุด
แต่ไม่รู้ว่าเขาเรียกชื่อคลองอะไร
ประตูหย่งติ้งเหมิน Yongdingmen เป็นประตูกำแพงเมืองชั้นนอกของเมืองปักกิ่ง
มีมาตั้งแต่ พ.ศ.2096 มาพังลงเมื่อตอนที่มีการสร้างถนน แล้วถูกสร้างขึ้นใหม่เมื่อสองสามปีมานี่เอง
ชุมชนที่อยู่ถัดจากประตูหย่งติ้งเหมินเข้าไป
จากนั้นเดินผ่านประตูเข้าสู่พื้นที่หอบูชาฟ้าเทียนถาน ซึ่งบ่งบอกถึงการเป็นศูนย์กลางของจีนในโลกมนุษย์แห่งนี้
ลานหยวนซิวรูปวงกลมซ้อนกันอยู่ 3 ชั้น ที่ฮ่องเต้จะต้องมาเซ่นไหว้ฟ้าในฤดูหนาว และทำพิธีขอฝนในช่วงฤดูร้อน
ตำหนักหวงฉงอี่ หรือตำหนักเทพสถิตย์ เป็นสถานที่เก็บรักษาแผ่นป้ายเทพเทวดาต่าง ๆ
กำแพงทรงกลมรอบ ๆ ที่นักท่องเที่ยวมักจะไปยืนกระซิบคุยกันคนละฝั่งกำแพง
แค่พูดเบา ๆ คนที่เอาหูแนบกำแพงก็จะได้ยิน
สะพานตันปี้เป็นทางเดินระหว่างลานหยวนซิวที่จะไปตำหนักฉีเหนียนเตี้ยน สะพานของจริงยาวประมาณ 360 เมตร
ตำหนักฉีเหนียนเตี้ยน หรือตำหนักสักการะ เป็นตำหนักเอกของหอบูชาฟ้าเทียนถาน
สร้างเมื่อ พ.ศ.1963 ใช้เป็นที่บวงสรวงฟ้าเมื่อย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิ เพื่อขอให้พืชพันธุ์ธัญญาหารมีความอุดมสมบูรณ์
แล้วก็เดินทะลุออกทางถนนที่ปัจจุบันคือถนนเทียนถานลู่ Tiantan Lu ไปตัดกับถนนหย่งติ้งเหมินเหน่ยต้าเจี้ย
ถัดขึ้นไปทางด้านทิศเหนือเป็นบริเวณที่เรียกว่า จินหยูชรื่อ Jinyuchi
ตรงนี้จะมีคูน้ำอยู่แห่งหนึ่งชื่อว่า หลงซู่โกว Longxugou หรือ คูน้ำหนวดมังกร
ใกล้กันมีโบสต์คริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ชื่อ ฉูซื่อโข่ว Zhushikou เป็นโบสถ์เล็ก ๆ
ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่ ตรงใกล้ ๆ กับสี่แยกถนนเหลียงกวงต้าเจี้ย Liangguang Dajie ตัดกับถนนเฉียนเหมินต้าเจี้ย Qianmen Dajie
ข้ามถนนไปก็จะเป็นย่านการค้าเฉียนเหมิน Qianmen ที่วุ่นวายเต็มไปด้วยผู้คน
ร้านขายสรรพสินค้าชื่อ อี้จ้าว Yizhao เป็นร้านที่เปิดตัวเมื่อ พ.ศ.2478
ขายสินค้าที่ส่งมาจากเซี่ยงไฮ้และญี่ปุ่น มีสำนักงานตัวแทนทางการค้าอยู่ที่โอซาก้าด้วย
พวกร้านค้าอื่น ๆ จะต้องมาซื้อพวกเครื่องสำอางจากญี่ปุ่นผ่านร้านนี้
ฝั่งถนนด้านบนของภาพตรงนี้เป็นที่ตั้งของโรงหนังจงเหอ Zhonghe
ใกล้ ๆ กันเป็นร้านขายสินค้าประเภทอาหารหมักดองชื่อ ลิ่วปิจู Liubiju
ร้านนี้มีชื่อเสียงยาวนานมากว่า 400 ปี ที่คนปักกิ่งส่วนใหญ่จะรู้จัก จนกลายเป็นยี่ห้อสินค้าพวกผักดอง
ของดอง และซอสปรุงรส อยู่จนทุกวันนี้ ฝั่งตรงข้ามถนนด้านล่างของภาพ
เป็นร้านที่มีชื่อเสียงเรื่องเกี๊ยวชื่อร้าน ตู้อี้ฉู้ Duyichu ที่ฮ่องเต้เคยแอบมาเสวย
แล้วรุ่งขึ้นก็ให้คนนำป้ายที่พระราชทานชื่อมามอบให่กับเจ้าของร้าน ถึงได้รู้กันว่าคนที่มาเมื่อคืนเป็นฮ่องเต้
ฝั่งถนนด้านบนของภาพตรงนี้เป็นที่ตั้งของร้านขายหมวกที่มีชื่อเสียงชื่อ เซิงซี่ฝู Zhengxifu
ที่ยังมีร้านจำหน่ายอยู่หลายสาขาจนถึงทุกวันนี้ ใกล้ ๆ กันเป็นร้านอาหารที่มีชื่อเสียง
ในเรื่องเนื้อแกะชื่อ อี้เถียวหลง Yitiaolong ฝั่งตรงข้ามถนนด้านล่างของภาพเป็นร้านอาหาร
ที่มีชื่อเสียงเรื่องเป็ดปักกิ่งชื่อ ฉวนจูเต๋อ Quanjude ร้านอาหารพวกนี้ทุกวันนี้ยังขายกันอยู่
เรื่องราวของการค้าขายบนถนนเฉียนเหมิน มีความเป็นมาจากการที่ถนนตั้งอยู่ปากประตู
ที่จะเข้าสู่ตัวเมืองปักกิ่ง ก็เลยมีการเปิดเป็นตลาดสดซื้อขายพืชผัก เนื้อสัตว์ และอาหาร
จากนั้นก็พัฒนาขึ้น เนื่องจากคนที่มาสอบจอหงวน ข้าราชการที่ย้ายเข้ามาทำงานที่ปักกิ่ง
หรือคนที่มาติดต่อธุระ ก็ต้องมาหาซื้อของ มาหาที่กินข้าว มาหาที่พักผ่อนหย่อนใจแถวนี้
ร้านค้าและร้านอาหารต่าง ๆ ก็เลยทะยอยเข้ามาเปิด ตามด้วยโรงงิ้ว โรงหนัง
จนกลายสภาพเป็นย่านการค้าสำคัญของกรุงปักกิ่งในสมัยต่อมา
ซุ้มประตูไม้ห้าช่องขนาดใหญ่ที่หัวถนนเฉียนเหมิน ว่ากันว่าเป็นซุ้มประตูไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของเมืองปักกิ่ง
บริเวณด้านหน้าหอประตูเฉียนเหมิน ซึ่งเป็นประตูเมืองปักกิ่งชั้นใน
สมัยนั้นยังมีลำคลองซึ่งต้องทำสะพานข้าม มีทางรถรางที่แยกเป็น 2 ทางซ้าย-ขวา
อ้อมตัวหอประตูเฉียนเหมิน เดี๋ยวนี้เป็นถนนให้รถวิ่งไปหมดแล้ว
เป็นศูนย์รวมต้นทางของรถเมล์หลายสาย คล้าย ๆ กับแถว ๆ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิบ้านเรา
หอประตูเฉียนเหมิน Qianmen ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของจตุรัสเทียนอันเหมิน
เป็นประตูหน้าของกำแพงเมืองชั้นในกรุงปักกิ่ง สร้างขึ้นมาตั้งแต่ พ.ศ.1982
ปัจจุบันยังมีสภาพที่สมบูรณ์และมีความสวยงามแบบดั้งเดิม ที่เห็นเป็นหอนาฬิกาสูง ๆ นั้น
เป็นสถานีรถไฟเฉียนเหมินทางด้านฝั่งตะวันออกของเมืองปักกิ่ง เรียกว่าทางรถไฟสายจิงเฟิง
Jinfeng ที่จะไปเมืองเสิ่นหยาง
ประตูเจิ้งหยางเหมิน Zhengyangmen สร้างเมื่อ พ.ศ.1964 ปัจจุบันนี้ยังมีอยู่
ทางทิศเหนือด้านหลังประตูเจิ้งหยาง เป็นย่านถนนฉีพ่าน Qipan
ที่มีความหมายว่า กระดานหมากรุก เดี๋ยวนี้น่าจะเป็นพื้นที่ทางด้านทิศใต้ของจตุรัสเทียนอันเหมิน
ประตูจงหัวเหมิน Zhonghuamen สร้างมาตั้งแต่สมัยของฮ่องเต้หย่งเล่อ (พ.ศ.1945-1967)
ในราชวงศ์หมิง ตอนที่มีการขยายจตุรัสเทียนอันเหมิน คณะที่ปรึกษาจากสหภาพโซเวียตได้แนะนำให้รื้อออก
ซึ่งก็ได้มีการรื้อถอนเมื่อ พ.ศ.2497 ต่อมา ภายหลังการอสัญกรรมของท่านประธานเหมาเจ๋อตง
พื้นที่บริเวณนี้ได้ใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างหอรำลึกท่านประธานเหมา เมื่อ พ.ศ.2519
บริเวณที่เป็นจตุรัสเทียนอันเหมินในปัจจุบัน ซึ่งเป็นจตุรัสที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่
กว่าจตุรัสของประเทศอื่น ๆ ในโลก ความกว้างจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก 500 เมตร
ความยาวจากทางทิศเหนือไปทิศใต้อยู่ที่ 880 เมตร คิดเป็นพื้นที่ก็จะได้ถึง 440,000 ตารางเมตร
จากจตุรัสเทียนอันเหมินข้ามถนนฉางอานมาก็จะเป็นหอประตูเทียนอันเหมิน Tiananmen
ของเดิมสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิงเมื่อ พ.ศ.1960 ในสมัยของหย่งเล่อฮ่องเต้
ซึ่งเป็นผู้ที่ให้สร้างพระราชวังโบราณ หรือพระราชวังต้องห้ามขึ้น เพื่อใช้เป็นที่ประทับเมื่อย้ายมาจากเมืองนานกิง
ด้านหน้ามีสะพานข้ามธารน้ำเล็ก ๆ เรียกว่าสะพานจินฉุ่ยเฉียว Jinshui Qiao ส่วนที่เห็นเป็นเสาแท่ง ๆ
มีชื่อเรียกว่า หวาเปียว Huabiao ยอดบนของเสาแกะสลักเป็นรูปมังกรที่นั่งมาเหนือบัลลังก์เมฆ
สมัยนั้นที่หน้าประตูยังไม่ได้แขวนภาพท่านประธานเหมาไว้อย่างเดี๋ยวนี้
บริเวณที่เคยเป็นหอบูชาผืนดินและธัญพืช มีชื่อเรียกว่า เสียนนองถาน Xian Nong Tan
ประตูต้วนเหมิน Duanmen ที่เป็นประตูคั่นกลางระหว่างหอประตูเทียนอันเหมินกับประตูอู่เหมิน ซึ่งเป็นประตูเข้าสู่ดินแดนพระราชวังต้องห้าม
ลานตรงนี้เป็นพื้นที่ด้านหน้าประตูเขตพระราชฐานชั้นนอก ใช้เป็นที่รวมพลเวลาที่จะยกทัพจับศึก
ฉลองชัยชนะจากการทำศึก และการรับเชลยศึก เดี๋ยวนี้มีร้านขายของที่ระลึก และที่ขายตั๋วเข้าชมพระราชวังต้องห้าม
ประตูอู่เหมิน Wumen เป็นประตูที่เข้าสู่เขตพระราชฐานชั้นนอก
ด้วยความที่เป็นประตูใหญ่ของพระราชวังหลวง ก็เลยต้องสร้างให้สูงกว่าประตูอื่น ๆ
ในพระราชวัง คือสูงถึง 35.6 เมตร กำแพงที่ยาวยื่นล้ำออกมาด้านหน้าของแนวประตูอู่เหมิน
ด้านบนจะมีหอรูปจตุรัส ฝั่งทิศตะวันออกเป็นหอกลอง ส่วนฝั่งทิศตะวันตกเป็นหอระฆัง
สะพานตรงนี้เห็นบางคนก็เรียกว่า สะพานจินฉุ่ยเฉียว Jinshui Qiao
แต่บางคนเรียกว่า สะพานยู่ไต้เฉียว Yudai Qiao ที่แปลว่าเข็มขัดหยก มีอยู่ 5 สะพานด้วยกัน
ตรงกลางเป็นของฮ่องเต้ใช้ ถัดมาสองข้างขนาบเป็นของเชื้อพระวงศ์
ส่วนพวกขุนนางข้าราชบริพารก็ใช้กันอีก 2 สะพานที่เหลือ
ประตูไท่เหอเหมิน Taihemen มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง
สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1954 ด้านหน้าบันไดทางขึ้นสู่ประตูไท่เหอมีสิงโตหล่อด้วยทองสำริดในสมัยราชวงศ์ชิงคู่หนึ่งเฝ้าอยู่
พระที่นั่งไท่เหอเตี้ยน Taihedian เป็นพระที่นั่งที่อยู่แรกสุดในเขตพระราชฐานชั้นนอก
สร้างเมื่อ พ.ศ.1949 เป็นพระที่นั่งที่ใหญ่ที่สุดในจีน และยังเป็นสิ่งก่อสร้างด้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุดของจีนด้วย
เป็นสิ่งก่อสร้างที่มีความสูงที่สุดในแผ่นดินจีนสมัยที่ยังมีฮ่องเต้ ซึ่งมีข้อห้ามการก่อสร้างอาคารที่สูงกว่า
พระที่นั่งจงเหอเตี้ยน Zhonghedian เป็นพระที่นั่งองค์กลางในหมู่พระที่นั่ง 3 องค์
ในเขตพระราชฐานชั้นนอก และเป็นพระที่นั่งที่มีขนาดเล็กที่สุดในจำนวนพระที่นั่ง 3 องค์
สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1963 ลักษณะของพระที่นั่งคล้ายไปทางเก๋งจีน อาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส หลังคาชั้นเดียวรูปทรงปิรามิด
พระที่นั่งองค์ท้ายสุดในเขตพระราชฐานชั้นนอกคือ พระที่นั่งเป่าเหอเตี้ยน Baohedian สร้างเมื่อ พ.ศ.1963 เช่นเดียวกัน
ประตูเฉียนชิงเหมิน QianqingMen เป็นประตูทางเข้าสู่เขตพระราชฐานชั้นใน
ซึ่งเป็นตำหนักที่ประทับของฮ่องเต้ พระมเหสี พระราชวงศ์ฝ่ายใน และเหล่าสนมนางใน
สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิงเมื่อ พ.ศ.1963
เขตพระราชฐานชั้นในมีอาคารสำคัญตั้งเรียงกันอยู่จำนวน 3 หลัง ประกอบด้วย
พระตำหนัก 2 หลัง และพระที่นั่งอีก 1 หลัง เรียงตามลำดับคือ พระตำหนักเฉียนชิงกง
Qianqinggong ถัดไปคือ พระที่นั่งเจียวไท่เตี้ยน Jiaotaidian
ลักษณะคล้ายกับพระที่นั่งจงเหอ หลังสุดท้ายคือ พระตำหนักคุนหนิงกง Kunninggong
ทั้งหมดนี้ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1963
อุทยานหลวงยวี่ฮวาหยวน Yuhuayuan และหอประตูเซินหวู่เหมิน Shenwumen
หอประตูท้ายพระราชวังต้องห้ามที่ออกสู่ถนนจิงซานเฉียนเจี้ย Jingshanqianjie
ประตูนี้พระมเหสีและพระสนมจะใช้ออกไปร่วมงานพระราชพิธี สร้างเมื่อ พ.ศ.1963
บนหอประตูมีหอระฆังและหอกลองไว้เคาะและตีบอกให้คนในพระราชวังได้รู้เวลา
วัดต้าเกาซ่วน Dagaoxuan เป็นวัดในลัทธิเต๋า สร้างเมื่อ พ.ศ.1085
สวนจิงซาน Jingshan Park ที่ตั้งชื่อเรียกตามชื่อของภูเขาจิงซานที่อยู่ภายในสวน
ภูเขาลูกนี้ใช้แรงงานคนและสัตว์สร้างขึ้น ดินที่เอามาใช้สร้างก็คือดินที่ขุดทำคูน้ำล้อมรอบพระราชวังต้องห้าม
และลำคลองที่อยู่ใกล้ ๆ
ตำหนักโซวหวง Shouhuang อยู่ทางด้านทิศเหนือของเขาจิงซาน ใช้เป็นสถานที่กราบไหว้บรรพบุรุษของราชวงศ์
จากเขาจิงซานถ้าเดินไปทะลุประตูตี้อันเหมิน Dianmen ก็จะไปโผล่ออกที่ถนนตี้อันเหมิน
บริเวณนี้เป็นย่านที่ตั้งหอกลองและหอระฆัง อย่างที่มีสำนวนจีนบอกว่า
เฉินจงมู่กู่ แปลเป็นไทยได้ว่า ยามเช้าตีระฆัง ยามค่ำตีกลอง (เพื่อบอกเวลา)
ย่านสือช่าไห่ Shichahai และสะพานหยินติ้ง Yinding
บริเวณจุดเชื่อมต่อระหว่างทะเลสาบเฉียนไห่กับทะเลสาบโฮวไห่
ที่ปัจจุบันเป็นย่านร้านอาหาร ผับ และบาร์ ริมทะเลสาบ
ย่านถนนหยานไต้เซี่ยเจี้ย Yandaixiejie ที่ข้ามไปจากสะพานหยินติ้ง
เดี๋ยวนี้เป็นแหล่งชอปปิ้งและร้านอาหารตลอดเส้นทางประมาณ 300 เมตร
หอกลอง เรียกเป็นภาษาจีนว่า กู่โหลว Gulou มีมาตั้งแต่สมัยของฮ่องเต้กุบไลข่านแห่งราชวงศ์หยวน
เมื่อ พ.ศ.1815 โดนไฟไหม้ต้องสร้างขึ้นใหม่ถึง 2 หน ที่เห็นอยู่ทุกวันนี้เป็นการสร้างขึ้นใหม่
ในสมัยของฮ่องเต้หยงเล่อแห่งราชวงศ์หมิง เมื่อ พ.ศ.1963 มีความสูงเกือบ 47 เมตร
หอระฆัง เรียกเป็นภาษาจีนว่า จงโหลว Zhonglou ความสูงประมาณ 48 เมตร
เสียงตีระฆังบอกเวลาจากที่นี่ ได้ยินไปไกลในรัศมี 20 กม.
แล้วสุดท้ายปลายภาพของศิลปินก็จบลงด้วยภาพกำแพงกับนกที่โบยบินอยู่บนฟากฟ้า
เห็นแล้วก็อดเก็บเอามาคิดไม่ได้ว่า มนุษย์นั้นมีเสรีภาพ แต่บ่อยครั้งที่เราก็มักจะสร้างกำแพง
เพื่อล้อมกรอบตัวเราเอง หรือปล่อยให้คนอื่นมาสร้างกำแพงล้อมกรอบเรา
แล้วทำไมเราถึงได้ยอมให้มีแต่เพียงเจ้านกเสรีที่จะโบยบินข้ามกำแพงเหล่านั้นไป
โดย http://www.oknation.net/blog/exit/2009/02/16/entry-1

ฝากดอกไม้หอมหอมมารองรับ
พร้อมทุกสรรพคำหวาน ที่ขานไข
บรรณาการแทนความห่วง จากดวงใจ
ด้วยรักและศรัทธาธรรม
เฉินซิ่วเชง http://www.prawinrat.com/
เจริญในธรรมนะเจ้าทุกท่าน

เวลา...ผ่านไป เพียงใด ..ควรจดจำสิ่งใดอีก ???.

ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ
สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
สิ่งนั้นทั้งหมดมีดับเป็นธรรมดา
วันไหน ๆ ไม่สำคัญเท่าวันนี้
เป็นวันที่สำคัญกว่าวันไหน
ถึงพรุ่งนี้มะรืนนี้ดีอย่างไร
ก็ยังไม่สำคัญเท่าวันนี้
ปลิดปลิวลอยหล่นคว้าง...กลางหาว
แหงนพักตร์ผินดูดาว...แจ่มฟ้า
แสงเดือนสุกสกาว...พราวพร่าง
ลอยล่องลงแนบหล้า...ซบพื้นสิ้นลม
๏ ฝังจมลงสู่ห้วง...ความหลัง
ผิดถูกแลชิงชัง...ค่าไร้
กาลหมุนผ่านวัง-วนไปไม่พัก
เหลือแค่จำหลักไว้...เวิ้งกว้างดวงแข๚

กลิ่นปุปผชาติ ก็หอมทวนลมไม่ได้
กลิ่นจันทน์ กฤษณา หรือดอกมะลิ ก็หอมทวนลมไม่ได้
แต่กลิ่น(แห่งศีล)ของสัตบุรุษ หอมทวนลมได้ สัตบุรุษย่อมหอมฟุ้งขจรไปทั่วทุกทิศ
The perfume of flower blows not againts the wind,
nor does the fragrance of sandal-wood, Tagara and jasmine,
but the fragrance of the virtuous blows against the wind the virtuous man pervades all directions.
|
ความคิดเห็นล่าสุด
40 min 7 sec ก่อน
58 min 54 sec ก่อน
1 ชั่วโมง 24 min ก่อน
5 hours 11 min ก่อน
13 hours 14 min ก่อน
20 hours 30 min ก่อน
1 วัน 1 ชั่วโมง ก่อน
1 วัน 11 hours ก่อน
1 วัน 19 hours ก่อน
1 วัน 19 hours ก่อน