圣寿无疆 หน้าแรก
HakkaPeople(Thai) ชุมชนชาวฮากกา Hakka people .  
ที่ใดมีตะวันขึ้น ที่นั้นมีชาวจีน ที่ใดมีชาวจีน ที่นั้นมีเค่อเจียเหริน hakkapeople.com

ภาพวาดดั่งเนรมิตรจิตรกาลจีน

รูปภาพของ เฉินซิ่วเชง

ตะลอนมั่วทัวร์ปักกิ่ง 

ตอน เทียนชวี่ต้านเชวี่ย

ภาพวาดแบบจีนโบราณที่มีความยาวถึง 53 เมตร

 

บนชั้น 3 ของศูนย์จัดแสดงนิทรรศการการวางแผนชุมชนเมืองมหานครปักกิ่ง 

หรือ Beijing Urban Planning Exhibition Center ที่ถนนเฉียนเหมินตง (ต้าเจี้ย)

Qianmendong Dajie  ที่เพิ่งจะโพสต์เรื่องไปหลังสุด

จะมีการแสดงภาพวาดแบบจีนโบราณที่มีความยาวต่อเนื่องถึง 53 เมตร

ภาพนี้เขียนโดยศิลปินจีนที่ชื่อ ลิ่วหงควน Liu Hongkuan

ซึ่งปีนี้ก็จะมีอายุครบ 70 ปีแล้ว ชื่อภาพเป็นคำภาษาจีน 4 คำ

คือ เทียน ชวี่ ต้าน เชวี่ย Tian Qu Dan Que แปลเป็นไทยก็คงได้ว่า

ถนนวิมานสวรรค์กับหมู่พระราชวังงามเลิศ เป็นภาพเขียนบรรยากาศของเมืองปักกิ่ง

ในช่วง พ.ศ. 2473-2483 ขนาดความสูง 70 ซม.

ภาพวาดนี้เป็นแบบพาโนรามา เขียนถึงผู้คนและสิ่งก่อสร้างในปักกิ่งยุคนั้น

ตามแนวเส้นตรงของสถานที่จริง ๆ ที่ยาวเกือบ 8 กม. เริ่มตั้งแต่ประตูหย่งติ้ง

ไปจนสุดปลายทางที่หอกลองกับหอระฆัง งานนี้ต้องอาศัยทั้งการศึกษาค้นคว้า

การลงไปร่างแบบภาพจากสถานที่จริง ในภาพจะมีผู้คนที่หน้าตาไม่ซ้ำกันประมาณ 5,000 คน

และอาคารสิ่งก่อสร้างที่ไม่ซ้ำแบบกันอีกประมาณ 100 หลัง ใช้เวลาหมดไป 5 ปี จึงวาดภาพได้สำเร็จ

การวาดภาพแบบจีนโบราณที่มีการกำหนดควบคุมแบบนี้

เขาจะมีชื่อเรียกว่าเป็นศิลปะภาพวาดแบบเจี้ยหัว Jiehua หรือ Boundary Painting

ไม่รู้ว่าภาษาทางศิลปะบ้านเราเรียกว่าอย่างไร แต่ถ้าแปลตรง ๆ ตัวก็คงได้ว่า

ภาพวาดแบบมีขอบเขต ว่ากันว่าภาพวาดภาพนี้เป็นภาพวาดแบบจีนโบราณ

ที่เรียกว่า Boundary Painting ที่มีความยาวมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ภาพวาดเริ่มต้นที่ทางด้านทิศใต้ของเมืองปักกิ่ง ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็คงเป็นถนน

ที่ชื่อ หย่งติ้งเหมินเหน่ยต้าเจี้ย Yongdingmennei Dajie มีสะพานข้ามลำคลองที่ใช้คนขุด

แต่ไม่รู้ว่าเขาเรียกชื่อคลองอะไร

ประตูหย่งติ้งเหมิน Yongdingmen เป็นประตูกำแพงเมืองชั้นนอกของเมืองปักกิ่ง

มีมาตั้งแต่ พ.ศ.2096 มาพังลงเมื่อตอนที่มีการสร้างถนน แล้วถูกสร้างขึ้นใหม่เมื่อสองสามปีมานี่เอง

ชุมชนที่อยู่ถัดจากประตูหย่งติ้งเหมินเข้าไป

 

จากนั้นเดินผ่านประตูเข้าสู่พื้นที่หอบูชาฟ้าเทียนถาน ซึ่งบ่งบอกถึงการเป็นศูนย์กลางของจีนในโลกมนุษย์แห่งนี้

ลานหยวนซิวรูปวงกลมซ้อนกันอยู่ 3 ชั้น ที่ฮ่องเต้จะต้องมาเซ่นไหว้ฟ้าในฤดูหนาว และทำพิธีขอฝนในช่วงฤดูร้อน

ตำหนักหวงฉงอี่ หรือตำหนักเทพสถิตย์ เป็นสถานที่เก็บรักษาแผ่นป้ายเทพเทวดาต่าง ๆ

กำแพงทรงกลมรอบ ๆ ที่นักท่องเที่ยวมักจะไปยืนกระซิบคุยกันคนละฝั่งกำแพง

แค่พูดเบา ๆ คนที่เอาหูแนบกำแพงก็จะได้ยิน

สะพานตันปี้เป็นทางเดินระหว่างลานหยวนซิวที่จะไปตำหนักฉีเหนียนเตี้ยน สะพานของจริงยาวประมาณ 360 เมตร

 

ตำหนักฉีเหนียนเตี้ยน หรือตำหนักสักการะ เป็นตำหนักเอกของหอบูชาฟ้าเทียนถาน

สร้างเมื่อ พ.ศ.1963 ใช้เป็นที่บวงสรวงฟ้าเมื่อย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิ เพื่อขอให้พืชพันธุ์ธัญญาหารมีความอุดมสมบูรณ์

แล้วก็เดินทะลุออกทางถนนที่ปัจจุบันคือถนนเทียนถานลู่ Tiantan Lu ไปตัดกับถนนหย่งติ้งเหมินเหน่ยต้าเจี้ย

ถัดขึ้นไปทางด้านทิศเหนือเป็นบริเวณที่เรียกว่า จินหยูชรื่อ Jinyuchi

ตรงนี้จะมีคูน้ำอยู่แห่งหนึ่งชื่อว่า หลงซู่โกว Longxugou หรือ คูน้ำหนวดมังกร

ใกล้กันมีโบสต์คริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ชื่อ ฉูซื่อโข่ว Zhushikou เป็นโบสถ์เล็ก ๆ

ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่ ตรงใกล้ ๆ กับสี่แยกถนนเหลียงกวงต้าเจี้ย Liangguang Dajie ตัดกับถนนเฉียนเหมินต้าเจี้ย Qianmen Dajie

ข้ามถนนไปก็จะเป็นย่านการค้าเฉียนเหมิน Qianmen ที่วุ่นวายเต็มไปด้วยผู้คน

ร้านขายสรรพสินค้าชื่อ อี้จ้าว Yizhao เป็นร้านที่เปิดตัวเมื่อ พ.ศ.2478

ขายสินค้าที่ส่งมาจากเซี่ยงไฮ้และญี่ปุ่น มีสำนักงานตัวแทนทางการค้าอยู่ที่โอซาก้าด้วย

พวกร้านค้าอื่น ๆ จะต้องมาซื้อพวกเครื่องสำอางจากญี่ปุ่นผ่านร้านนี้

 

ฝั่งถนนด้านบนของภาพตรงนี้เป็นที่ตั้งของโรงหนังจงเหอ Zhonghe

ใกล้ ๆ กันเป็นร้านขายสินค้าประเภทอาหารหมักดองชื่อ ลิ่วปิจู Liubiju

ร้านนี้มีชื่อเสียงยาวนานมากว่า 400 ปี ที่คนปักกิ่งส่วนใหญ่จะรู้จัก จนกลายเป็นยี่ห้อสินค้าพวกผักดอง

ของดอง และซอสปรุงรส อยู่จนทุกวันนี้  ฝั่งตรงข้ามถนนด้านล่างของภาพ

เป็นร้านที่มีชื่อเสียงเรื่องเกี๊ยวชื่อร้าน ตู้อี้ฉู้ Duyichu ที่ฮ่องเต้เคยแอบมาเสวย

แล้วรุ่งขึ้นก็ให้คนนำป้ายที่พระราชทานชื่อมามอบให่กับเจ้าของร้าน ถึงได้รู้กันว่าคนที่มาเมื่อคืนเป็นฮ่องเต้

 

ฝั่งถนนด้านบนของภาพตรงนี้เป็นที่ตั้งของร้านขายหมวกที่มีชื่อเสียงชื่อ เซิงซี่ฝู Zhengxifu

ที่ยังมีร้านจำหน่ายอยู่หลายสาขาจนถึงทุกวันนี้ ใกล้ ๆ กันเป็นร้านอาหารที่มีชื่อเสียง

ในเรื่องเนื้อแกะชื่อ อี้เถียวหลง Yitiaolong ฝั่งตรงข้ามถนนด้านล่างของภาพเป็นร้านอาหาร

ที่มีชื่อเสียงเรื่องเป็ดปักกิ่งชื่อ ฉวนจูเต๋อ Quanjude ร้านอาหารพวกนี้ทุกวันนี้ยังขายกันอยู่

 

เรื่องราวของการค้าขายบนถนนเฉียนเหมิน  มีความเป็นมาจากการที่ถนนตั้งอยู่ปากประตู

ที่จะเข้าสู่ตัวเมืองปักกิ่ง ก็เลยมีการเปิดเป็นตลาดสดซื้อขายพืชผัก เนื้อสัตว์ และอาหาร

จากนั้นก็พัฒนาขึ้น เนื่องจากคนที่มาสอบจอหงวน ข้าราชการที่ย้ายเข้ามาทำงานที่ปักกิ่ง

หรือคนที่มาติดต่อธุระ ก็ต้องมาหาซื้อของ มาหาที่กินข้าว มาหาที่พักผ่อนหย่อนใจแถวนี้

ร้านค้าและร้านอาหารต่าง ๆ ก็เลยทะยอยเข้ามาเปิด ตามด้วยโรงงิ้ว โรงหนัง

จนกลายสภาพเป็นย่านการค้าสำคัญของกรุงปักกิ่งในสมัยต่อมา

 

ซุ้มประตูไม้ห้าช่องขนาดใหญ่ที่หัวถนนเฉียนเหมิน ว่ากันว่าเป็นซุ้มประตูไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของเมืองปักกิ่ง

 

บริเวณด้านหน้าหอประตูเฉียนเหมิน ซึ่งเป็นประตูเมืองปักกิ่งชั้นใน

สมัยนั้นยังมีลำคลองซึ่งต้องทำสะพานข้าม มีทางรถรางที่แยกเป็น 2 ทางซ้าย-ขวา

อ้อมตัวหอประตูเฉียนเหมิน เดี๋ยวนี้เป็นถนนให้รถวิ่งไปหมดแล้ว

เป็นศูนย์รวมต้นทางของรถเมล์หลายสาย คล้าย ๆ กับแถว ๆ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิบ้านเรา

หอประตูเฉียนเหมิน Qianmen ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของจตุรัสเทียนอันเหมิน

เป็นประตูหน้าของกำแพงเมืองชั้นในกรุงปักกิ่ง สร้างขึ้นมาตั้งแต่ พ.ศ.1982

ปัจจุบันยังมีสภาพที่สมบูรณ์และมีความสวยงามแบบดั้งเดิม ที่เห็นเป็นหอนาฬิกาสูง ๆ นั้น

เป็นสถานีรถไฟเฉียนเหมินทางด้านฝั่งตะวันออกของเมืองปักกิ่ง เรียกว่าทางรถไฟสายจิงเฟิง

Jinfeng ที่จะไปเมืองเสิ่นหยาง

ประตูเจิ้งหยางเหมิน Zhengyangmen สร้างเมื่อ พ.ศ.1964 ปัจจุบันนี้ยังมีอยู่

ทางทิศเหนือด้านหลังประตูเจิ้งหยาง เป็นย่านถนนฉีพ่าน Qipan

ที่มีความหมายว่า กระดานหมากรุก เดี๋ยวนี้น่าจะเป็นพื้นที่ทางด้านทิศใต้ของจตุรัสเทียนอันเหมิน

 

ประตูจงหัวเหมิน Zhonghuamen สร้างมาตั้งแต่สมัยของฮ่องเต้หย่งเล่อ (พ.ศ.1945-1967)

ในราชวงศ์หมิง ตอนที่มีการขยายจตุรัสเทียนอันเหมิน คณะที่ปรึกษาจากสหภาพโซเวียตได้แนะนำให้รื้อออก

ซึ่งก็ได้มีการรื้อถอนเมื่อ พ.ศ.2497 ต่อมา ภายหลังการอสัญกรรมของท่านประธานเหมาเจ๋อตง

พื้นที่บริเวณนี้ได้ใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างหอรำลึกท่านประธานเหมา เมื่อ พ.ศ.2519

  

บริเวณที่เป็นจตุรัสเทียนอันเหมินในปัจจุบัน ซึ่งเป็นจตุรัสที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่

กว่าจตุรัสของประเทศอื่น ๆ ในโลก ความกว้างจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก 500 เมตร

ความยาวจากทางทิศเหนือไปทิศใต้อยู่ที่ 880 เมตร คิดเป็นพื้นที่ก็จะได้ถึง 440,000 ตารางเมตร

 

จากจตุรัสเทียนอันเหมินข้ามถนนฉางอานมาก็จะเป็นหอประตูเทียนอันเหมิน Tiananmen 

ของเดิมสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิงเมื่อ พ.ศ.1960 ในสมัยของหย่งเล่อฮ่องเต้

ซึ่งเป็นผู้ที่ให้สร้างพระราชวังโบราณ หรือพระราชวังต้องห้ามขึ้น เพื่อใช้เป็นที่ประทับเมื่อย้ายมาจากเมืองนานกิง

ด้านหน้ามีสะพานข้ามธารน้ำเล็ก ๆ เรียกว่าสะพานจินฉุ่ยเฉียว Jinshui Qiao ส่วนที่เห็นเป็นเสาแท่ง ๆ

มีชื่อเรียกว่า หวาเปียว Huabiao ยอดบนของเสาแกะสลักเป็นรูปมังกรที่นั่งมาเหนือบัลลังก์เมฆ

สมัยนั้นที่หน้าประตูยังไม่ได้แขวนภาพท่านประธานเหมาไว้อย่างเดี๋ยวนี้

บริเวณที่เคยเป็นหอบูชาผืนดินและธัญพืช มีชื่อเรียกว่า เสียนนองถาน Xian Nong Tan

ประตูต้วนเหมิน Duanmen ที่เป็นประตูคั่นกลางระหว่างหอประตูเทียนอันเหมินกับประตูอู่เหมิน ซึ่งเป็นประตูเข้าสู่ดินแดนพระราชวังต้องห้าม

ลานตรงนี้เป็นพื้นที่ด้านหน้าประตูเขตพระราชฐานชั้นนอก ใช้เป็นที่รวมพลเวลาที่จะยกทัพจับศึก

ฉลองชัยชนะจากการทำศึก และการรับเชลยศึก เดี๋ยวนี้มีร้านขายของที่ระลึก และที่ขายตั๋วเข้าชมพระราชวังต้องห้าม

 

ประตูอู่เหมิน Wumen เป็นประตูที่เข้าสู่เขตพระราชฐานชั้นนอก

ด้วยความที่เป็นประตูใหญ่ของพระราชวังหลวง ก็เลยต้องสร้างให้สูงกว่าประตูอื่น ๆ

ในพระราชวัง คือสูงถึง 35.6 เมตร กำแพงที่ยาวยื่นล้ำออกมาด้านหน้าของแนวประตูอู่เหมิน

ด้านบนจะมีหอรูปจตุรัส  ฝั่งทิศตะวันออกเป็นหอกลอง ส่วนฝั่งทิศตะวันตกเป็นหอระฆัง

สะพานตรงนี้เห็นบางคนก็เรียกว่า สะพานจินฉุ่ยเฉียว Jinshui Qiao

แต่บางคนเรียกว่า สะพานยู่ไต้เฉียว Yudai Qiao ที่แปลว่าเข็มขัดหยก มีอยู่ 5 สะพานด้วยกัน

ตรงกลางเป็นของฮ่องเต้ใช้ ถัดมาสองข้างขนาบเป็นของเชื้อพระวงศ์

ส่วนพวกขุนนางข้าราชบริพารก็ใช้กันอีก 2 สะพานที่เหลือ

ประตูไท่เหอเหมิน Taihemen มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง

สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1954 ด้านหน้าบันไดทางขึ้นสู่ประตูไท่เหอมีสิงโตหล่อด้วยทองสำริดในสมัยราชวงศ์ชิงคู่หนึ่งเฝ้าอยู่

พระที่นั่งไท่เหอเตี้ยน Taihedian เป็นพระที่นั่งที่อยู่แรกสุดในเขตพระราชฐานชั้นนอก

สร้างเมื่อ พ.ศ.1949 เป็นพระที่นั่งที่ใหญ่ที่สุดในจีน และยังเป็นสิ่งก่อสร้างด้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุดของจีนด้วย

เป็นสิ่งก่อสร้างที่มีความสูงที่สุดในแผ่นดินจีนสมัยที่ยังมีฮ่องเต้ ซึ่งมีข้อห้ามการก่อสร้างอาคารที่สูงกว่า

พระที่นั่งจงเหอเตี้ยน Zhonghedian เป็นพระที่นั่งองค์กลางในหมู่พระที่นั่ง 3 องค์

ในเขตพระราชฐานชั้นนอก และเป็นพระที่นั่งที่มีขนาดเล็กที่สุดในจำนวนพระที่นั่ง 3 องค์

สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1963 ลักษณะของพระที่นั่งคล้ายไปทางเก๋งจีน อาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส หลังคาชั้นเดียวรูปทรงปิรามิด

พระที่นั่งองค์ท้ายสุดในเขตพระราชฐานชั้นนอกคือ พระที่นั่งเป่าเหอเตี้ยน Baohedian สร้างเมื่อ พ.ศ.1963 เช่นเดียวกัน

ประตูเฉียนชิงเหมิน QianqingMen เป็นประตูทางเข้าสู่เขตพระราชฐานชั้นใน

ซึ่งเป็นตำหนักที่ประทับของฮ่องเต้ พระมเหสี พระราชวงศ์ฝ่ายใน และเหล่าสนมนางใน

สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิงเมื่อ พ.ศ.1963

 

เขตพระราชฐานชั้นในมีอาคารสำคัญตั้งเรียงกันอยู่จำนวน 3 หลัง ประกอบด้วย

พระตำหนัก 2 หลัง และพระที่นั่งอีก 1 หลัง เรียงตามลำดับคือ พระตำหนักเฉียนชิงกง

Qianqinggong ถัดไปคือ พระที่นั่งเจียวไท่เตี้ยน Jiaotaidian

ลักษณะคล้ายกับพระที่นั่งจงเหอ หลังสุดท้ายคือ พระตำหนักคุนหนิงกง Kunninggong

ทั้งหมดนี้ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1963

 

อุทยานหลวงยวี่ฮวาหยวน Yuhuayuan และหอประตูเซินหวู่เหมิน Shenwumen

หอประตูท้ายพระราชวังต้องห้ามที่ออกสู่ถนนจิงซานเฉียนเจี้ย Jingshanqianjie

ประตูนี้พระมเหสีและพระสนมจะใช้ออกไปร่วมงานพระราชพิธี สร้างเมื่อ พ.ศ.1963

บนหอประตูมีหอระฆังและหอกลองไว้เคาะและตีบอกให้คนในพระราชวังได้รู้เวลา

วัดต้าเกาซ่วน Dagaoxuan เป็นวัดในลัทธิเต๋า สร้างเมื่อ พ.ศ.1085

สวนจิงซาน Jingshan Park ที่ตั้งชื่อเรียกตามชื่อของภูเขาจิงซานที่อยู่ภายในสวน

ภูเขาลูกนี้ใช้แรงงานคนและสัตว์สร้างขึ้น ดินที่เอามาใช้สร้างก็คือดินที่ขุดทำคูน้ำล้อมรอบพระราชวังต้องห้าม

และลำคลองที่อยู่ใกล้ ๆ

 

ตำหนักโซวหวง Shouhuang อยู่ทางด้านทิศเหนือของเขาจิงซาน ใช้เป็นสถานที่กราบไหว้บรรพบุรุษของราชวงศ์

 

จากเขาจิงซานถ้าเดินไปทะลุประตูตี้อันเหมิน Dianmen ก็จะไปโผล่ออกที่ถนนตี้อันเหมิน

 

บริเวณนี้เป็นย่านที่ตั้งหอกลองและหอระฆัง อย่างที่มีสำนวนจีนบอกว่า

เฉินจงมู่กู่ แปลเป็นไทยได้ว่า ยามเช้าตีระฆัง ยามค่ำตีกลอง (เพื่อบอกเวลา)

 

ย่านสือช่าไห่ Shichahai และสะพานหยินติ้ง Yinding

บริเวณจุดเชื่อมต่อระหว่างทะเลสาบเฉียนไห่กับทะเลสาบโฮวไห่

ที่ปัจจุบันเป็นย่านร้านอาหาร ผับ และบาร์ ริมทะเลสาบ

ย่านถนนหยานไต้เซี่ยเจี้ย Yandaixiejie ที่ข้ามไปจากสะพานหยินติ้ง

เดี๋ยวนี้เป็นแหล่งชอปปิ้งและร้านอาหารตลอดเส้นทางประมาณ 300 เมตร

 

หอกลอง เรียกเป็นภาษาจีนว่า กู่โหลว Gulou มีมาตั้งแต่สมัยของฮ่องเต้กุบไลข่านแห่งราชวงศ์หยวน

เมื่อ พ.ศ.1815 โดนไฟไหม้ต้องสร้างขึ้นใหม่ถึง 2 หน ที่เห็นอยู่ทุกวันนี้เป็นการสร้างขึ้นใหม่

ในสมัยของฮ่องเต้หยงเล่อแห่งราชวงศ์หมิง เมื่อ พ.ศ.1963 มีความสูงเกือบ 47 เมตร

หอระฆัง เรียกเป็นภาษาจีนว่า จงโหลว Zhonglou ความสูงประมาณ 48 เมตร

เสียงตีระฆังบอกเวลาจากที่นี่ ได้ยินไปไกลในรัศมี 20 กม.

 

แล้วสุดท้ายปลายภาพของศิลปินก็จบลงด้วยภาพกำแพงกับนกที่โบยบินอยู่บนฟากฟ้า

เห็นแล้วก็อดเก็บเอามาคิดไม่ได้ว่า มนุษย์นั้นมีเสรีภาพ แต่บ่อยครั้งที่เราก็มักจะสร้างกำแพง

เพื่อล้อมกรอบตัวเราเอง หรือปล่อยให้คนอื่นมาสร้างกำแพงล้อมกรอบเรา

แล้วทำไมเราถึงได้ยอมให้มีแต่เพียงเจ้านกเสรีที่จะโบยบินข้ามกำแพงเหล่านั้นไป

 โดย http://www.oknation.net/blog/exit/2009/02/16/entry-1

รูปภาพ

 

ฝากดอกไม้หอมหอมมารองรับ

พร้อมทุกสรรพคำหวาน ที่ขานไข

บรรณาการแทนความห่วง จากดวงใจ

 

ด้วยรักและศรัทธาธรรม

เฉินซิ่วเชง http://www.prawinrat.com/

 รูปภาพ เจริญในธรรมนะเจ้าทุกท่าน  

    รูปภาพ

เวลา...ผ่านไป  เพียงใด ..ควรจดจำสิ่งใดอีก ???.

รูปภาพ

ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ


สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีเกิดขึ้นเป็นธรรมดา

สิ่งนั้นทั้งหมดมีดับเป็นธรรมดา

รูปภาพ
วันไหน ๆ ไม่สำคัญเท่าวันนี้


เป็นวันที่สำคัญกว่าวันไหน

ถึงพรุ่งนี้มะรืนนี้ดีอย่างไร

ก็ยังไม่สำคัญเท่าวันนี้

รูปภาพ

ปลิดปลิวลอยหล่นคว้าง...กลางหาว


แหงนพักตร์ผินดูดาว...แจ่มฟ้า

แสงเดือนสุกสกาว...พราวพร่าง

ลอยล่องลงแนบหล้า...ซบพื้นสิ้นลม

๏ ฝังจมลงสู่ห้วง...ความหลัง


ผิดถูกแลชิงชัง...ค่าไร้

กาลหมุนผ่านวัง-วนไปไม่พัก

เหลือแค่จำหลักไว้...เวิ้งกว้างดวงแข๚

รูปภาพ

กลิ่นปุปผชาติ ก็หอมทวนลมไม่ได้

กลิ่นจันทน์ กฤษณา หรือดอกมะลิ ก็หอมทวนลมไม่ได้

แต่กลิ่น(แห่งศีล)ของสัตบุรุษ หอมทวนลมได้ สัตบุรุษย่อมหอมฟุ้งขจรไปทั่วทุกทิศ

รูปภาพ

The perfume of flower blows not againts the wind,


nor does the fragrance of sandal-wood, Tagara and jasmine,

but the fragrance of the virtuous blows against the wind the virtuous man pervades all directions.

ขอบคุณ

สมาชิก ระดับ 1
รูปภาพ

 


 
hakka@hakkapeople.com    คุณความดี แด่บรรพชนและชาวฮากกาที่ฮึกเหิม Hakkapeople.com by Hakka Pakchong Association... Powered by Drupal