圣寿无疆  หน้าแรก
HakkaPeople(Thai) ชุมชนชาวฮากกา 泰國客家 Hakka people .  
ที่ใดมีตะวันขึ้น ที่นั้นมีชาวจีน ที่ใดมีชาวจีน ที่นั้นมีเค่อเจียเหริน(客家人) hakkapeople.com

เกร็ดประวัติศาสตร์จีนเล็ก ๆ น้อย ๆ ถาม-ตอบโดย วี่ฟัด-ยับสินฝ่า

รูปภาพของ YupSinFa

                 คุณวี่ฟัดโกครับ ไหงสังเกตว่า การแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างเราสองคน มีผู้ติดตาม (แฟนานุแฟน) อย่างน้อยเท่าที่ทราบ ก็มีซิ่วเซงเจ่เจ๋ ท่านนึงหละ

                 อย่ากระนั้นเลย เรามาร่วมแลกเปลี่ยนเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์จีน ศิลปวัฒนธรรม ความเป็นฮากกา รวมถึงเรื่องทั่ว ๆ ไปเกี่ยวกับจีน ที่หงีรู้แต่ไหงไม่รู้ และที่ไหงรู้ แต่หงีไม่รู้ ประโยชน์ก็คือเราทั้งสองคนจะได้แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน รวมถึงท่านอื่น ๆ จะได้รู้ไปกับเราด้วย

                 น่าสนุกดีนะครับ ไหงขอให้หงีเริ่มต้นก่อน แล้วไหงค่อยตอบหรือแสดงความเห็นเพิ่มเติมทีหลัง สลับสับเปลี่ยนกันไปเรื่อย ๆ อ้อ รวมถึงทุก ๆ ท่านที่สนใจและติตามร่วมแจมด้วยก็ได้ คิดว่าน่าจะสนุกดีเนาะ

                 (หมายเหตุ บทความโต้ตอบ อาจจะเป็นความเห็นส่วนตัว หรือความรู้ที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน แต่โดยรวม จะเป็นความรู้ที่มีที่มาชัดเจน แล้วจะมีการอ้างอิงถึงด้วยถ้าข้อมูลนั้นนำมาจากแหล่งอ้างอิง-ยับสินฝ่า)


รูปภาพของ YupSinFa

เรียนวี่ฟัดโก

             อาโกวี่ฟัด ไม่ทราบว่าหงีเห็นปล็อกที่ไหงเปิดใหม่นี้หรือยัง ถ้าเห็นแล้ว หงีกรุณาเปิดประเด็นต่าง ๆ ขึ้นมาก่อน เพราะตอนนี้ไหงยังนึกไม่ออก ว่าจะเริ่มที่เรืองอะไรก่อนดี อีกอย่างไหงกำลังจะเขียนเรื่องท่านด๊อกเตอร์ซุนจงซาน ให้เสร็จภายใน วันอาทิตย์ที่ 28 นี้ เพราะค้างมานานแล้ว ตอเซี้ย

รูปภาพของ YupSinFa

คำบรรยายเกี่ยวกับความเป็นมาของชาวฮากกาและสมาคมฮากกาในประเทศไทย

สมาคมจีนแคะ “สมาคมแห่งแรกในไทย”

ธีรวิทย์ สวัสดิบุตร

                   จีนแคะเมืองจีนกับจีนแคะในเมืองไทย นั้นมีความแตกต่างกันหลายประการ ซึ่งมีหลายสาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนั้น แต่ประเพณีบางอย่างก็ได้สืบทอดกันมาไม่ขาดสาย แม้จะไม่หวือหวา แต่ก็ยังคงเดิมอยู่ที่ช่วยกันรักษาความภาคภูมิใจต่อมาคำว่า “จีนแคะ” ต้องให้ความหมายเพื่อเข้าใจ สักเล็กน้อย คำว่า “แคะ” ตรงกับคำว่า “เค่อ” ในภาษาจีนกลาง แปลว่าแขกหรือผู้มาเยือน ซึ่งความหมายนี้มีพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ที่เล่าต่อกันมาหลายชั่วคน เหตุที่เรียกว่า “แขก” นั้น เป็นคำที่ชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีนใช้เรียกคนจีนที่ลงมาอาศัยอยู่ทางใต้ ตัองขอท้าวความเดิมว่า ในสมัยก่อนที่ราชวงศ์ฮั่นจะแตกนั้น คนจีนแทบจะไม่ได้อยู่ในเขตตอนใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียงเลยปล่อยให้แขก “พวกฮวน” อันหมายถึง ชนชาติส่วนน้อยเช่นพวกจ้วง ไต เวียดนาม และอื่น ๆ อาศัยอยู่ ดังนั้นทางราชการจีนในเวลานั้นจึงถือเอาสถานที่ห่างไกลเช่นนั้นเป็นที่สำหรับเนรเทศชาว “ฮั่น” ที่มีความผิด หรือไม่ก็พวกกบฏที่ต้องการส้องสุมกำลังต่อต้านราชวงศ์ก็หลบมาอยู่ในบริเวณนี้ และพวกที่หนีการรังแกของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่ทุจริตคอยรีดนาทาเร้น ก็เช่นเดียวกันเนื่องจากความรักอิสรภาพ ดังจะเห็นได้จากการที่ในประวัติศาสตร์จีนต่อ ๆ มาจะมีการสะสมกำลังของกบฏทางตอนใต้เพื่อยกกำลังไปตีเมืองหลวงที่ฉางอันบ้าง ไคฟงบ้าง ด้วยเหตุดังกล่าวนี้เอง คนที่เป็นชนชาติส่วนน้อยต่าง ๆ จึงเรียกคนจีนที่อพยพลงมานี้ว่า “เค่อ” หรือ “แคะ” อันเป็นการเรียกคนแปลกหน้า แต่เมื่อระยะเวลาผ่านมาคำนี้ก็เลือน ๆ ความหมายเดิมไป กลายเป็นคำใช้เรียกคนจีน กลุ่มหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในมณฑลกลางตุ้งคาบเกี่ยวมณฑลฮกเกี้ยน ซึ่งมีภาษาและวัฒนธรรมบางอย่างในการดำเนินชีวิตเป็นของตนเองแต่พวกจีนแคะ กลับเรียกตัวเองว่า “ฮากกา” ซึ่งก็มีความหมายเช่นเดียวกัน การกระจายของชาวจีนแคะไปอยู่ตามที่ต่าง ๆทำให้จีนแคะแยกออกเป็นสองกลุ่มง่าย ๆ คือ พวกแคะลึก กับแคะตื้น

                แคะลึก หมายถึง จีนแคะที่อยู่ในบริเวณที่อื่นๆ และเป็นชนกลุ่มน้อยในชุมชนอื่น ซึ่งก็มีความผิดแผกทางด้านภาษาที่ใช้บ้างแต่ก็รู้ว่าเป็นจีนแคะอยู่ สังเกตได้จากอาชีพจีนแคะนั้นจะมีความชำนาญในอาชีพทำเครื่องหวาย เครื่องเงิน ทอง เครื่องหนังต่าง ๆ เช่น รองเท้า ซึ่งบางอย่างมีความชำนาญ ที่ถ่ายทอดต่อกันมาไม่มีใครสู้ได้ ความรักอิสรภาพ ไม่ยอมอยู่ให้ใครรังแกของจีนแคะนั้นยังคงแสดงให้เห็นอยู่ต่อมาเป็นระยะ ๆ แม้จะเป็นพวกที่รักความสงบ นักปฏิวัติที่สำคัญของเมืองจีนอย่างท่านซุนยัดเซ็น หรือ ซุนจงซัน “บิดาของประเทศจีนยุคใหม่” ท่านเย่เจี้ยนอิงอดีตรัฐมนตรี กลาโหมและประธานสภาประชาชนของสาธารณรัฐประชาชนจีนก็เป็นแคะเหมือนกัน อยากทำความเข้าใจในที่นี้ว่า คำว่าจีนแคะ แต้จิ๋ว ฮกเกี้ยนหรือ ไหหลำนั้นไม่ได้หมายถึงแค่สถานที่ หรือชื่อเเซ่แค่นั้น แต่มีความหมายมากกว่านั้น เพราะวิถีชีวิตในสังคมจีนนั้นจะมีการอยู่รวมกลุ่มกันเป็นหมู่บ้าน เป็นเมืองซึ่งมีอาณาเขตพอสมควร คนที่อยู่ในชุมชนเหล่านั้นไม่ว่าจะมีแซ่อะไรก็ตามจะต้องทำความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในด้านการอยู่กินประจำวัน มีการแบ่งงานในความรับผิดชอบไม่ว่าจะด้านอาชีพการรักษาปลอดภัยของชุมชน การเสียภาษา การใช้น้ำชลประทาน ตลอดจนการปันส่วนเครื่อง อุปโภคบริโภคในยามจำเป็น เพราะคงเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าเมืองจีนนั้นความคงเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า เมืองจีนนั้นความแร้นแค้นมีอยู่มากและสงครามก็เกิดบ่อยเหลือเกิน ชุมชนจีนแบบนี้เองเป็นที่มาของคำว่าจีนแต้จิ๋ว จีนแคะ ไหหลำดังกล่าว ซึ่งภาษาทางด้านสังคมวิทยาก็กล่าวว่ามีลักษณะที่เรียกว่า “Clans” หรือจีนว่า “จู๋” ซึ่งต่างจากระบบ “วรรณะ” ของอินเดีย แต่ก็มีเป้าหมายไม่ต่างกันนักในด้านการสร้างความปลอดภัยแก่สมาชิกชุมชน สภาพทางสังคม อย่างนี้เองที่ติดตัวชาวจีนที่เดินทางออกมาจากแผ่นดินแม่มาแสวงหาทางออกของชีวิต คนจีนโพ้นทะเลเหล่านี้ก็อดไม่ได้ที่จะไปรวมกลุ่มกันขึ้นมาพึ่งพาอาศัยกันในรูปแบบที่เคยเป็นมา ในเมืองไทยเองจะเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ชัดเจนจากบรรดาสมาคมชาวจีนที่อยู่นับร้อยสมาคมจีนแคะเองก็เหมือนคนจีนอื่น ๆ โดยเฉพาะชาวจีนตอนใต้ที่อพยพออกจากเมืองแม่มายังเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ชาวจีนแคะนั้นอาชีพหลักตอนที่อยู่เมืองจีนนั้นก็คือการเกษตรกรรม เพราะดินแดนที่จีนแคะอาศัยอยู่นั้นอยู่ในหุบเขาตอนต้นแม่น้ำ มีเมืองเหมยเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับพวกแต้จิ๋ว ซึ่งอยู่ปลายแม่น้ำ แล้วย่อมไม่อาจแข่งขันความสามารถทางการค้ากับเขาได้ ส่วนความชำนาญเฉพาะอย่างนั้นก็สู้พวกตอนเหนือที่เก่งเรื่องทำเหมืองไม่ได้อีก ฉะนั้นจึงพบว่า อาชีพของจีนแคะรุ่นแรก ๆ ที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยจึงมักเป็นกรรมกรตามท่าเรือเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ต่อมาเมื่อจีนแคะที่เป็นพวกมีความรู้ขึ้นมาเช่นพวกหมอยาหรือพวกช่างฝีมือที่เคยผ่านโรงเรียนมาบ้างเดินทางเข้ามาก็ทำให้มีคนหลายอาชีพมากขึ้น เพราะว่ากันตามจริงเมืองเหมยนั้นก็ได้ชื่อว่าเป็นเมือง การศึกษาที่สำคัญเมืองหนึ่งของกวางตุ้ง และคนจีนแคะเองนั้นก็เป็นนักศึกษาหาความรู้ที่เก่งคนหนึ่ง แต่ก็มักจะมุ่งเป็นขุนนางจอหงวนหรือซิ่งไฉกัน จึงไม่เก่งการค้าเท่าที่ควร

                   ในวันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๑ ชาวจีนแคะกลุ่มหนึ่งที่ทำธุรกิจในเมืองไทย ๓๐ คน ได้เข้าร่วมลงลายมือชื่อเพื่อทำหนังสือยื่นต่อพระยาสุขุมนัยวินิตเพื่อขอตั้งสโมสรการค้า อย่างเป็นทางการ โดยขอให้พระยาสุขุมวินิตเป็นผู้อุปถัมภ์และบำรุงสมาคม เมื่อได้รับหนังสือแล้ว พระยาสุขุมนัยวินิตได้นำเรื่องขึ้นกราบบังคม ทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพิจารณาโดยได้เสนอความเห็นว่า “พวกชาติอื่น ๆ คอยดูพวกแคะอยู่เหมือนกัน ถ้าเป็นการเรียบร้อย ก็จะเอาอย่างบ้าง” ในการยื่นหนังสือครั้งนี้กลุ่มที่ขอตั้งได้แสดงตัวยืนยันความบริสุทธิ์ใจ โดยทำหนังสือว่าได้เลิกประพฤติตัวเป็นอั้งยี่เด็ดขาดและให้เจ้าหน้าที่กองตระเวนไปเก็บเครื่องสัญญาต่าง ๆ ที่มีอยู่ในที่ประชุมให้หมด ซึ่งทำให้สมเด็จฯกรมหลวงดำรงราชานุภาพ (ขณะนั้น) เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยทรงพิจารณาเป็นควรให้ตั้งสมาคมได้เพราะการเสนอนั้นไม่ขัดต่อกฏหมาย โดยมีเงื่อนไขว่าให้ตั้งเฉพาะที่กรุงเทพฯ และให้มีสมาชิกที่เป็นจีนแคะจากเมืองจีนและบุตรจีนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เองสโมสรจีนแห่งแรกจึงได้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๔๑ โดยใช้ชื่อว่า “สโมสรจีนกรุงเทพฯ” ที่ถูกต้องตามกฎหมายและรัฐบาลรับรองอย่างเป็นทางการ ต่อมาเมื่อเกิดปัญหาที่บีบรัด “ยิวแห่งบูรพทิศ” ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ทำให้บทบาทของสมาคมการค้าจีนต่าง ๆ ซบเซาลงไปและสมาคมจีนต้องหันมาดำเนินงานในด้านสังคมสงเคราะห์เพื่อให้สอดคล้องกับกฏหมายและไม่ถูกทางการเพ่งเล็ง ทำให้ความสัมพันธ์กับรัฐบาลเป็นไปโดยปกติ สมาคมจีนแคะแห่งประเทศไทยซึ่งมีนายเซียวเต็กซู เป็นนายกสมาคมคนแรกได้ดำเนินงานมาด้วยดีนับได้จนถึงทุกวันนี้ก็ ๕๐ ปี (นับแบบจีน) สำหรับผู้ก่อตั้งสมาคมรุ่นแรก ๆ ที่มีชื่อเสียงก็ได้แก่ต้นตระกูลล่ำซำ ต้นตระกูลห้างใต้ฟ้า เป็นต้น

                   สิ่งที่น่าภาคภูมิใจของสมาคมจีนแคะก็คือ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จมาเยือนสมาคม ซึ่งถือเป็นเกียรติยศที่สมาคมได้รับมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ งานหลักของสมาคมจีนแคะนั้น คุณเต็กไหง่ ผู้จัดการสมาคมที่เป็นติดต่อกันมานานถึง ๒๖ ปี เปิดเผยว่าเป็นงานสังคมสงเคราะห์ช่วยเหลือสมาชิกโดยมีโรงเรียนจิ้นเตอะตั้งอยู่ที่ทำการของสมาคมหลังโรงภาพยนตร์เทียนกัวเทียน โรงพยาบาลจงจินต์อยู่ที่หัวลำโพง โรงเรียนจิ้นเตอะนั้นเปิดสอนภาษาจีนกลาง ปัจจุบันมีนักเรียน ๔๐๐ กว่าคน โดยสมาชิกที่ส่งลูกหลานเข้ามาเรียนจะได้ลดค่าเล่าเรียนแต่ก็รับเด็กทั่วไปด้วยไม่จำเพาะเฉพาะสมาชิก ส่วนโรงพยาบาลนั้นสมาชิกสมาคม จะได้รับการลดค่ารักษา ๒๐ % ของค่ารักษาปรกติ นอกจากนั้นยังมีบริการจ่ายยาจีนฟรีแก่ผู้ที่สนใจไม่เลือกว่าจะเป็นใครอีกด้วยในด้านสังคม ทีมกีฬาฟุตบอลของสมาคมก็เคยมีชื่อเสียงเป็นที่ติดปากของแฟนฟุตบอลมานานแล้ว คือทีม “หวีฝ่อ” (แปลว่ารักสันติภาพ) ซึ่งภายหลังเปลี่ยนมาใช้ชื่อสมาคม ฮากกา แทน คุณเต็กไหง่ให้คำชี้แจงถึงการเปลี่ยนชื่อสมาคมจีนแคะเป็นสมาคมฮากกาแห่งประเทศไทยว่า  
     
                   “คำว่าจีนแคะนี่รู้จักกันแค่เมืองไทยในโลกนี้ที่ไหนไหนก็เรียกว่าฮากกากันทั้งนั้นแม้ฝรั่งก็เรียกว่าฮากกา ก็เลยเปลี่ยนชื่อให้เข้าใจกันเวลาทำกิจกรรมอะไร” ปัจจุบันสมาชิกของสมาคมฮากกาเข้ามาเนื่องจากสมาคมต่าง ๆ จังหวัดนั้นเดิมที่เป็นสาขาของสมาคมของกรุงเทพฯ ภายหลังได้เเยกออกไปตั้งเป็นสมาคมฮากกาของแต่ละจังหวัด ซึ่งสมาคมต่างจังหวัดที่ใหญ่มากก็อยู่ที่ตรัง เบตง หาดใหญ่ พิษณุโลก และอื่นๆ ทั่วทุกภาคของประเทศ การเป็นสมาชิกของสมาคมนั้นต้องเสียค่าสมาชิกคนละ ๔๐๐ - ๕๐๐ บาทต่อปี แต่กรรมการต้องเสียมากหน่อยคือ เดือนละ ๓,๕๐๐ บาท ต่อเดือน โดยเฉพาะประธานกิตติมศักดิ์ซึ่งช่วยงานของสมาคมมาโดยตลอดอย่างคุณเกียรติ คุณจรรย์สมร วัธนเวคิน นั้นนับได้ว่ามีส่วนช่วยงานของสมาคมด้วยดี นอกเหนือจากการดำเนินงานด้านในประเทศแล้วสมาคมฮากกายังมีการติดต่อกับสมาคมฮากกาในต่างประเทศทุกมุมโลกไม่ว่าในอินเดีย ไต้หวัน ญี่ปุ่น สหรัฐ นับพันเดินทางมาชุมนุมกัน นับได้ว่าเป็นการชุมนุมของจีนโพ้นทะเลครั้งใหญ่ในเมืองไทยอีกครั้งหนึ่งเหมือนกับที่สมาคมแต้จิ๋วโลกจัดในกรุงเทพฯ ในเวลาใกล้เคียงกัน แม้ว่าเมื่อเปรียบเทียบความยิ่งใหญ่ของสมาชิกแล้วกลุ่มแต้จิ๋วจะมากกว่า แต่อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นความสำคัญและสามัคคีของชาวจีนแคะหรือ “ฮากกา” โดยเฉพาะในเมืองไทย แน่นอนว่าการรวมกลุ่มกันเป็นสมาคมเพื่อทำการช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามธรรมเนียมตั้งแต่ครั้งอพยพมาจากเมืองจีนนานมาแล้ว เช่นนี้ เป็นสิ่งที่มีความหมายให้ชุมนุมเล็ก ๆ ซึ่งเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ของเมืองไทยได้เป็นที่พึ่งของสมาชิก แม้ว่าปัจจุบันคนจีนรุ่นหลังจะกลายเป็นไทยกันหมดแล้ว แต่ธรรมเนียมเก่าแก่เหล่านี้ก็ยังมีบทบาทที่จะดำเนินต่อไปอยู่และคงจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบให้เหมาะสมกับสภาพต่อไปในอนาคต

ข้อมูลจากหนังสือ "คนจีน ๒๐๐ ปี ภายใต้พระบรมโพธิสมภาร" หน้า ๑๑๐ - ๑๑๒

หมายเหตุ ไหงไปอ่านเจอในเว็บพันธ์ทิพย์ เห็นว่ามีประโยชน์และเพิ่มเติมความเข้าใจให้แต่ละท่านจึงได้คัดลอกมาให้ทุกท่านอ่านกัน

รูปภาพของ วี่ฟัด

ไหงก็ยังคิดไม่ออกเหมือนกัน สมาชิกลองเข้ามาคุยเข้ามาถามได้

                     ถ้าจะให้เฉพาะเจาะจงว่าจะให้ถุยเรื่องอะไร ไหงยังคิดไม่ออกเลย ส่วนมากไหงคิอะไรได้ปุ๊ปไหงก็พิมพ์ทันที

รูปภาพของ วี่ฟัด

เคยอ่านหนังสือ คือฮากกา คือจีนแคะ ของอาจารย์วรศักดิ์ หรือเปล่า

                      ไหงไม่เคยเห็นใครพูดถึงเลย หนังสือพอกเก็ดบุค ของสำนักพิมพ์มติชน " คือฮากกา คือจีนแคะ " ของอาจารย์วรศักดิ์ มหัตโนบล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันนี้พิมพ์ครั้งที่ 5 แล้ว เป็นหนังสือที่บอกเรื่องราวเกี่ยวกับชาวฮากกาค่อนข้างสมบูรณ์ทีเดียว

                      อาจารย์วรศักดิ์ มหัตโนบล เป็นชาวหาดใหญ่ มีบิดาเป็นชาวฮากกามาจาก ไท้ปู้ อาจารย์วรศักดิ์ เคยไปเยี่ยมบ้านบิดาที่ไท้ปู้มาครั้งหนึ่ง จึงเกิดแรงศรัธทา เขียนหนังสือนี้ขึ้น

                     ไม่ทราบว่าลูกหลานชาวฮากกาได้อ่านหรือเปล่า หนังสือออกมาหลายปีแล้ว ปัจจุบันพิมพ์ครั้งที่ห้าแล้ว ตอนช่วงออกใหม่ๆ ไหงซื้อมาแจกที่สมาคมฮากการาชบุรีหลายเล่ม เพื่ออยากให้ลูกหลานชาวฮากกาได้รู้จักตัวเอง เหมือนกับที่ซุนวูบอกว่า  " รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง "

                      ตอนไหงไปเหมยเซี่ยนใหม่ๆ ไหงก็เคยมีความคิดที่จะเขียนหนังสือเกี่ยวกับฮากกาเหมือนกัน แต่พอมาอ่านของอาจารย์วรศักดิ์ แล้วท่านทำได้ดีแล้วจึงยังไม่คิดเขียน

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

เป็นหนังสือที่คนฮากกาทุกคนควรอ่าน

ไหงเคยอ่านตั้งแต่ยังเป็นบทความลงในมติชนสุดสัปดาห์ พอรวมเล่มก็ซื้อและเก็บรักษาไว้อย่างดี น่ายกย่องผู้เขียนครับ

รูปภาพของ ท้ายแถว

บทความของ อ.วรศักดิ์

 เคยเห็นบทความของ อ.วรศักดิ์ ในเว็บนี้เหมือนกัน

ดูบล็อคของ อ.วรศักดิ์

รูปภาพของ วี่ฟัด

เล่าประสบการณ์ที่เดยเดินทาง แบบแบกแพ็กระหว่างถิ่นแต้จิ๋วกับฮากกา

                   ไหงเคยเดินทางไปเหมยเซี่ยนมาสี่ครั้ง ส่วนมากจะเป็นการพาพี่พาน้องไปเยือนบ้านเกิดของบิดาที่เหมยเซี่ยน เพื่อไห้วบรรพบุรุษ อากุ้ง อาโผ่ อากุงไหงเซี้ยงใช้  เป็นคนหมอยแย้น อาโผ่เซี้ยงบุญ ( แซ่อุน ในภาษาแต้จิ๋ว ซิ่งเวิน ในภาษาจีนกลาง แซ่เดียวกัย เวินเจียเป่า นายกรัฐมนตรีของจีน ) อาโผไหงเป็นคนฮิลแหน่น ( เฮงเล้ง แต้จิ๋ว ) ( ชิงหลิง จีนกลาง )

ฮิลแหน่นกับหมอยแย้น อยู่ติดๆกัน ระหว่างเมืองทั้งสองห่างกันประมาณ 30 กว่ากิโลเท่านั้น

                   แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งไหงแบกแพกไปลุยคนเดียวเลย โดยนั่งเครื่องไปลงที่ซัวเถา พอลงที่ซัวเถาก็ลุยแถวถิ่นแต้จิ๋วก่อน ตั้งแต่ซัวเถา เก็กเอี๋ยว เก็กไซ , แต้จิ๋ว 3 วัน แล้วจึงขึ้นรถไฟจากซัวเถาไปหมอยแย้น จากประสบการไหงรู้สึกว่า คนจีนจะมีปัญหาเรื่องการแย่งที่นั่งบนรถไฟหรือรถประจำทางมาก

เพราะเมืองจีนไม่ว่าขึ้นรถไฟหรือรถประจำทางจะมีเลขที่นั่ง แล้วจะมีพวกดื้อนั่งที่นนั่งมั่วแล้วทำไม่รู้ไม่ชี้ไม่สนใจอะไร แถวแต้จิ๋วเวลานั่งรถประจำทางหรือรถไฟ จะได้ยินเสียงล้งเล้งแทบทุกครั้งเรื่องแย่งที่นั่งกัน ที่นั่นเขาแย่งกันถึงขนาดฉุดดึงกันสารพัด  แต่พอมาถึงถิ่นคนฮากกาจะไม่ค่อยเห็นภาพแบบนั้น คนฮากการู้สึกอลุ่มอล่วยกว่า และไม่ค่อยมีพวกดื้อแบบไม่รู้ไม่ชี้แบบคนแต้จิ๋ว และคนฮากการู้สึกมีความยิ้มแย้มแจ่มใสกว่า และมีความช่วยเหลือเกื้อกูลกว่าคนแต้จิ๋วมาก

                  นี่เป็นประสบการโดยตรงของไหงจึงเล่าสู่กันฟัง

 

วีฟัดโก๊

ขอแก้หน่อย  กลัวว่าคนอื่นอ่านจะไม่เข้าใจ

เที่ยวแบบแบกแพ็ก  ควรเขียนว่า  เที่ยวแบบแบ็คแพ็ค  (back- pack หรือ back-packet)

การท่องเที่ยวแบบสบายๆ เอากระเป๋าหรือเป้ใส่หลังแล้วเดินทาง

รูปภาพของ YupSinFa

เพิ่มเติมจากของวี่ฟัดโก

          "หนังสือ คือ ฮากกา คือ จีนแคะ" เว็บมาสเตอร์ ได้นำมาใส่ไว้บนหน้าเว็บแล้วตั้งแต่แรกเลยนะครับ ที่หัวข้อ บทความของสถาบันฮากกาศึกษา ของอาจารย์วรศักดิ์ นั่นแหละครับ ไหงก็ได้อ่านผลงานของท่าน จากในชุมชนนี้เช่นกัน ขอแนะนำว่า สมาชิกใหม่ท่านใดที่ยังไม่เคยได้อ่าน กรุณาเข้าไปอ่านดู แล้วท่านจะทราบข้อมูลของพวกเรา เป็นอย่างดี รู้สึกว่ามีลิงค์ไปที่เว็บศูนย์ฮากกาศึกษาด้วยนะ

           ประสบการณ์ในเมืองจีน โดยเฉพาะที่กว่างตง ในส่วนของคนแต้จิ๋ว ไหงไม่เคยสัมผัส แต่ก็นึกภาพออกว่า ชาวแต้จิ๋วพูดจากันเสียงดังโล้งเล้ง แต่ที่ไหงมีประสบการณ์โดยตรง คือ ชาวกว่างโจว หรือชาวกว่างตงที่พูดภาษายับ ท่านเหล่านี้ (ถ้าท่านใดเป็นชาวไทยเชื้อสายกวางตุ้งมาอ่านพบก็ขออภัยด้วยนะครับ) มีลักษณะนิสัยดุดัน แข็งกระด้าง ไหงไปซื้อหนังสือ ในเมืองกว่างโจว คนขายจะถามว่า หนี่เย้าเส่อเมอ ถามแบบตะคอก ๆ นะครับ พอไหงบอกจะเอาเล่มนั้น เล่มนี้ เขาก็ไปหยิบมาวาง ปึก(เสียงดัง) ไหงก็เลยควักเงินมาวาง โปะ เหมือนกัน นี้เป็นเพียงตัวอย่างเดียวนะครับ ไม่อยากเล่ากรณีอื่นต่อเดี่ยวจะเสียความสัมพันธ์กับพี่น้องกว่องสิ่ว

          เปรียบเทียบกับชาวฮากกาแล้ว เสริมจากวี่ฟัดโก (ไม่ได้ยกย่องพวกเราเองนะครับแต่นี้เป็นเรื่องจริงที่พวกเราควรภูมิใจ) ชาวฮากกามีนิสัยคล้าย ๆ คนไทยครับ อ่อนน้อมเยือกเย็น เป็นกันเอง จิตใจเมตตาโอบอ้อมอารี ไปลามาทัก ไหงอยู่ที่เหมยเสี้ยนแล้วมีความรู้สึกอบอุ่นมาก ๆ ไหงจึงปวารนาตัวไว้ว่า อนาคต หากลูกไหงเรียนจบมีอาชีพการงานที่มั่นคงสามารถเลี้ยงไหงได้แล้ว ไหงจะไปใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่นั่น บ้านเมืองของเรา (จังหวัดเหมยโจว) พูดถึงเฉพาะที่เหมยเสี้ยนก็แล้วกันนะครับ ธรรมชาติสดใสสวยงาม ตามบ้านนอก มีบ้านเรือนแบบฮากกาเก่า ๆ อยู่มากมายหลายแบบ ทั้งเป็นตึก ทั้งเป็นรูบวงกลมเหมือนหย่งติ้ง แต่มีชั้นเดียว ทั้งเป็นรูปเกือกม้า บางชุมชน ตั้งอยู่บนภูเขา ลดหลั่นกันลงมา สวยงามเหลือเกิน โดยเฉพาะ ที่บ้านเกิดของอากุงไหง เป็นหมู่บ้านตระกูลยับ อยู่ในหุบเขา จากตัวเมืองเปี่ยงชุนจะเดินทางไปไม่มีถนน จะต้องนั่งเรือจากแม่น้ำหันเจียงเข้าไป หมู่บ้านอยู่ในป่ามีท่าเทียบเรือ โอ้โห สุดแสนสวยงามเหลือเกิน ธรรมชาติบริสุทธิ์จริง ๆ มีแต่ภูเขาเป็นฉาก มีบ้านเรือนกระจายอยู่ตามเนินเขาเป็นหลัง ๆ มีทุ่งนากระจายอยู่บริเวณหน้าหมู่บ้าน สวยงามสุดจะบรรยายจริง ๆ ครับ

รูปภาพของ YupSinFa

เสียดายมาก

        ไหงอุตส่าห์เขียนถึงเรื่อง มาดาม ซุนยัดเซ็น (ซ่งชิ่งหลิง) จนจบ อย่างยากลำปาก ปรากฏว่า ส่งความเห็นเข้าไปแล้ว กลับหลุดหายไปเสีย น่าเสียดายมาก เขียนจากความนึกคิดเลยเชียว ไม่ได้เปิดตำรา ไม่เป็นไร เดี๋ยวจะหาเวลาเขียนใหม่ แต่คงไม่สวยงามเหมือนคราวเขียนครั้งแรก (ยับสินฝ่า)

รูปภาพของ อาฉี

ซุนยัดเซ็น

ถ้าส่งสำเร็จแล้วไม่น่าหายไปได้

ไม่รู้ว่าใช่เรื่องนี้หรือเปล่า

บิดาแห่งประเทศจีน 中国 国父
"ด๊อกเตอร์ซุนจงซาน-พระเอกของชาวฮากกา"

 

ในการเขียนเรื่องยาว แนะนำให้เขียนและบันทึกลงในเครื่องตัวเองก่อน เช่นใช้โปรแกรม Start/All Programs/Accessries/Notepad) ที่สามารถทยอยเขียนบันทึกไปเรื่อยๆ (ไม่จำเป็นต้องต่อเน็ดตลอดเวลา) และตรวจทาน จัดคำจัดย่อหน้าได้คล่องตัวกว่า  เมื่อเขียนเสร็จแล้วแล้วค่อย copy มาแปะลงส่งขึ้น เพราะถ้าเกิดอุบัติเหตุ Net สะดุดขณะกดส่ง จะได้มีสำเนาไม่ต้องเสียเวลาพิมพ์ใหม่หมด

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

เรียน คุณยับสินฝ่า

ขอแนะนำให้พิมพ์แล้ว save เป็นไฟล์ word หรือ notepad ไว้ แล้วค่อย copy > paste ไปลงใน webboard อีกทีหนึ่งครับ.

รูปภาพของ วี่ฟัด

ไช้วี่ฟัด

  
ไหงมีชื่อว่า ไช้วี่ฟัด (ชิมฮัก ) หรือ ไช้วุ่ยฟัด (ป้านซานขัก ) หรือ ไช่เหว่ยฟา ( ผู้ทงฮั่ว ) หรือ ฉั่วอุ้ยฮวด ( แต้จิ๋ว )

  
คำว่า วี่ ( ฉิมฮัก ) , วุ่ย ( ป้านซานขัก ) , เหว่ย ( ผู้ทงฮั่ว ) , อุ้ย ( แต้จิ๋ว ) แปลว่า ยิ่งใหญ่ , กว้างใหญ่ , ไพศาล

  
คำว่า ฟัด ( ฉิม , ป้านซานขัก ) ฟา ( ผู้ทงฮั่ว ) ฮวด ( แต้จิ๋ว ) แปลว่าเจริญ ร่งเรือง

ดังนั้นชื่อไหง " วี่ฟัด "จึงควรแปลว่า ความเจริญที่ยิ่งใหญ่ไพศาล

 

     คนฮากกาจะมีการตั้งชื่อเป็นรุ่นๆ รุ่นของไหงเป็นรุ่น " ฟัด " ดังนั้นรุ่นไหงไม่ว่าลูกพี่ลูกน้องของไหง ( ศุกปักจุงคี้ ) จึงมีคำว่า " ฟัด " อยู่ในชื่อทุกคน

ส่วนรุ่นลูกไหงมีชื่อรุ่นว่า " ฟี " หรือ " เฟย " ในภาษาผู่ทงฮั่ว แปลว่า " บิน " นั่นเอง ( ฟีกีเตอฟี ) ( เฟยจีเตอเฟย ) 

รุ่นอาปักไหงใช้ชื่อรุ่นว่า " คอย " หรือ " ไค " ในภาษาผู้ทงฮั่ว ซึ่งแปลว่า " เปิด " นั่นเอง ( ไคเหมินเตอไค ) อาปักไหงมีชื่อว่า หยุนคอย หรือหวินไค ซึ่งแปลว่าเมฆเปิด ไหงยังมีอาศุกชื่อว่า หยี่คอย หรือหวี่ไค ซึ่งแปลว่า ฝนเปิด

ไหงจึงขอเสนอประวัติศาสตร์ส่วนตัวของไหงมาเล่าสู่กันฟัง

รูปภาพของ YupSinFa

ขอบคุณทุกท่านที่แนะนำ

                ไหงเสียดายมากเกี่ยวกับเรื่องของ ท่าน ซ่งชิ่งหลิง แต่ไม่เป็นไร ยังจำได้ เดี๋ยวจะเขียนใหม่ ไหงใช้คอมไม่ค่อยเป็น แต่ตอนนี้ สามารถให้ลูกสาวคนโต ช่วยให้ได้แล้ว ต่อไปไหงจะใช้วิธีที่คุณจอยหยิ่นฮยุ่ง แนะนำ คือ save เป็นไฟล์ word ก่อน จะได้ไม่มีปัญหา ขอขอบคุณ คุณจอง มาก ๆ นะครับ

                ชื่อของไหงก็เช่นกัน มีเป็นรุ่น ๆ รุ่นอาปาไหง  ใช้ชื่อรุ่นว่า เส้า (ฉิ่ม) 肇 เจ้า (ผู่ทง) ส่วนรุ่นไหง ใช้ชื่อรุ่นว่า ชอง (ฉิ่ม) 昌 ชาง (ผู่ทง) ส่วนไหงใช้ชื่อนอกบ้านว่า 新华 สินฝ่า (ฉิ่ม) ซินหวา (ผู่ทง) เพราะไหงนิยมจีนใหม่ มาก ๆ จึงตั้งชื่อตัวเอง ว่า ซินหวา มาได้สิบกว่าปีแล้ว และใช้อย่างเป็นทางการ ยกเว้น ใช้ภายในครอบครัวก็ใช้ชื่อ ที่อากุงตั้งให้

รูปภาพของ YupSinFa

มาดามซุนยัดเซ็น(ท่านซ่งชิ่งหลิง)

              ในตอนที่ไหงเขียนเรื่อง ด๊อกเตอร์ซุนจงซาน พระเอกของชาวฮากกา จบไปแล้วนั้น ไหงยังไม่ได้เขียนถึงบุคคสำคัญซึงเป็นภริยาคู่ทุกข์คู่ยากของท่าน ที่ท่านซุนไปไหน ภริยาท่านนี้ก็จะติดตามไปด้วยไม่ห่างกาย

              อันที่จริง ท่านซุน มีภรรยาอยู่แล้วที่บ้านนอก ภายหลังมีลูกกับภรรยาคนแรก เป็นผู้ชาย ชื่อว่า "ซุนเคอ" ซึ่งมีบทบาททางการเมืองภายหลังที่ ด๊อกเตอร์ซุนถึงแก่อสัญกรรมแล้วชั่วระยะหนึ่ง 

              ภายหลัง ท่านซุน ได้แต่งงานอย่างเป็นทางการกับ "ซ่งชิ่งหลิง" พี่สาวคนโตของสามพี่น้องตระกูลซ่ง อันโด่งดังของประเทศจีน สามสาวนี้ เป็นบุตรสาวของ ชาร์ลี ซ่ง มหาเศรษฐีชาวไห่หนาน  น้องสาวคนเล็ก ชื่อ ซ่งอ้ายหลิง แต่งงานกับ ดร.ข่งเสียงซี มหาเศรษฐีจีนอีกคนหนึ่ง ภายหลังได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของรัฐบาลนายพลเจี่ยงเจี้ยสือ    ท่าน ซ่งชิ่งหลิง ตอนแรก เธอเป็นเลขานุการของท่านด็อกเตอร์ซุนจงซาน และบิดาของเธอ ซึ่งก็คือ ชาร์ลี ซ่ง เป็นทั้งนายทุนผู้สนับสนุนการปฏิวัติ และเพื่อนสนิทของท่านซุน ซ่งชิ่งหลิง มีอายุห่างกว่าท่านซุน ถึง ยี่สิบกว่าปี แต่ด้วยบุพเพสันนิวาส หรือ เป็นเนื้อคู่กันมาก่อน จากการที่เธอได้ทำงานใกล้ชิดกับท่านซุน ทำให้เธอได้ซึมซับเอาความรักชาติและจุดยืนของท่านซุนไว้เต็มหัวใจจึงเกิดเป็นความศรัทธาปนกับความรัก ท่านซุนเองก็เช่นเดียวกัน ก็คงจะนึกชอบท่านซ่งชิ่งหลิงเป็นทุนอยู่แล้ว หญิงชายเมื่ออยู่กันสองต่อสองย่อมมีความเข้าใจกัน (ท่านซ่งชิ่งหลิงเป็นสุภาพสตรีที่มีความสวยสดงดงามมาก สวยกว่าน้องสาวของเธอทั้งสามคมตั้งมากมาย หากท่านใดมีรูปถ่ายของท่านซ่งชิ่งหลิง ในวัยสาว หรือแม้ตอนสูงอายุก็ตาม จะเห็นว่า ท่านเป็นสุภาพสตรีที่สวยงามมาก)

          การแต่งงานของทั้งสองท่าน เป็นไปท่ามกลางความคัดค้านของญาติพี่น้อง แต่ด้วยความเด็ดเดี่ยว แน่วแน่ของท่าน ชิ่งหลิง และความเกรงใจต่อท่าน ซุน ชาร์ลีซ่ง จึงต้องยอมให้บุตรสาวสุดที่รัก แต่งงานกับ ท่านด๊อกเตอร์ซุนจงซานสำเร็จ

         สามพี่น้องตระกูลซ่ง เป็น 3 สตรี ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในสมัยสาธารณรัฐจีน ก่อนจะสถาปนาประเทศจีนใหม่ พวกเธอ เกิดที่ อำเภอเหวินชาง ในเกาะไห่หนาน ปัจจุบันยังมีบ้านเกิดของท่านเป็นพิพิธภัณฑ์ ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม พี่สาวคนโต ชื่อ ซ่งชิ่งหลิง แต่งงานกับท่านซุน น้องสาวคนกลาง ซ่งเหม่ยหลิง แต่งงานกับ จอมพลเจี่ยงเจี้ยสือ องค์รักษ์ของท่านซุน น้องสาวคนเล็ก ชื่อ ซ่งอ้ายหลิง แต่งงานกับ ดร.ข่งเสียงซี มหาเศรษฐีชาวจีนอีกคนหนึ่ง ภายหลังได้เป็นรัฐมนตรีคลังในรัฐบาลของจอมพลเจี่ยงเจี้ยสือ

         ขอกล่าวถึงน้องสาวคนกลาง คือ ซ่งเหม่ยหลิง สุภาพสตรีท่านนี้ สวยรองลงมาจากพี่สาวคนโต แต่มีความเฉลียวฉลาด มีไหวพริบทางการเมือง เธอได้แต่งงานกับ จอมพลเจี่ยงเจี้ยสือ ซึ่งนับว่า เหมาะสมกันราวกิ่งทองกับใบหยก เธอเปรียบเป็นสตรีเหล็ก เป็นเสมือน คู่คิด คู่ใจ และกุนซือให้กับจอมพลเจี่ยง เธอเลือกเส้นทางเดินตามนโยบายของสามี คือเป็นเผด็จการที่ทรงอำนาจและต่อสู้กับก้งฉานต่าง (พรรคคอมมิวนิสต์จีน) อย่างแข็งขัน มีเกร็ดประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่ง ในระหว่างสงครามกลางเมือง ของก้งฉานต่าง กับ กว๋อหมินต่าง ได้เกิดกรณีซีอาน อันโด่งดัง (โอกาสหน้าจะเขียบให้อ่าน) โดยทื่ สองจอมพลหนุ่ม คนหนึ่งจำชื่อไม่ได้เพราะไม่ได้เปิดตำรา อีกคนคือ จอมพลจางเสวียเหลียง (จางซูเหลียง) บุตรชายของจอมพลจางจั๋วหลิน ขุนศึกแมนจูเรีย ที่จอมพลเจี่ยงเกรงอกเกรงใจมาก ได้จับตัว จอมพลเจี่ยงไว้ (ปฏิวัตินั่นเอง) กรณีนี้ ท่านโจวเอินไหลถึงกับต้องบินด่วนมาจาก เอี๋ยนอาน เพื่อล๊อบบี้สองจอมพล ไม่ให้ประหารจอมพลเจี่ยง (เนื่องจากจะเกิดความวุ่นวายทั่วประเทศจีนเพราะบรรดาขุนศึกต่าง ๆ จะประกาศตัวเป็นเอกราช และไม่มีคนที่มีบารมีมากพอที่จะควบคุมได้-นี้นับว่าเป็นความคิดที่กว้างไกลของเหมาจู่สีกั่บโจวเอินไหล) นอกจากนี้ท่านโจว ยังช่วยสองจอมพล กล่อมเจี่ยงเจี้ยสือ ที่ดื้อรั้น ให้ประกาศสงครามกับญี่ปุ่น จนจอมพลเจี่ยงยินยอม ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประกาศสงครามกับญี่ปุ่น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง (โอกาสต่อไปจะเขียนให้อ่าน) ซ่งเหม่ยหลิง เธอมีกุศโลบายที่แยบยลเมื่อรู้ข่าวว่า สามีของเธอถูกคุมตัวอยู่ที่ซีอาน เธอจับเครื่องบินไปหา พร้อมกับกระเป๋าเสื้อผ้านับสิบ ๆ ใบ

              ภายหลังจอมพลเจี่ยงแพ้สงครามกลางเมืองกับเหมาจู่สี เขาได้สั่งประหารจอมพลท่านนั้น(ที่ก่อกบฏซีอาน) แต่จอมพลจางเสวียเหลียง พร้อมภรรยา ถูกจอมพลเจี่ยงควบคุมตัวไปเลี้ยงที่ไต้หวัน โดยให้อยู่อย่างสบายในบ้าน(กักบริเวณ) จางเสวียเหลียงท่านนี้ มีอายุยืนมาก เพื่งเสียชีวิตได้สัก 10 กว่าปีมานี้เอง ท่านเป็นผู้ที่รัฐบาลจีนใหม่ให้เกียรติในฐานะวีรบุรุษของชาติท่านหนึ่ง (เหตุที่จอมพลเจี่ยงไม่ฆ่าจาง เพราะคงจะเอ็นดูที่เห็นมาตั้งแต่เด็ก ๆ และเคารพเกรงใจจางจั๋วหลิน บิดาจางเสวียเหลียงก็เป็นได้)

             ออกนอกเรื่องตั้งไกล ในบรรดา 3 พี่น้องตระกูลซ่ง นี้ ซ่งชิ่งหลิง ประชาชาติจีนถือว่าเป็น สตรีซ่ง ที่รักชาติอย่างแรงกล้า ซ่งเหม่ยหลิง ชาวจีนกล่าวว่า เป็นภรรยาของทรราษฏร์ ผู้ฉลาดเฉลียว ซ่งอ้ายหลิง เป็นเศรษฐีนี ผู้ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง

             ท่านซ่งชิ่งหลิง ติดตามสามีของเธอไปตลอดทุกที่ และเป็นคู่ชีวิต คู่คิดของท่านซุนมาโดยตลอดอายุการแต่งงานที่ได้อยู่ร่วมกันจวบจนวาระสุดท้ายแห่งชีวิตของท่าน ด๊อกเตอร์ซุนจงซาน ที่ด่วนจากโลกนี้ไปตั้งแต่ยัง ห้าสิบกว่า ๆ (ท่านจากโลกนี้ไปในปี ค.ศ. 1925) ในขณะที่ท่าน ซ่งชิ่งหลิงยังสาวสวย ก่อนที่ท่านซุนจะสิ้นใจ ท่านได้ฝากพินัยกรรมเป็นคำพูดไห้ไว้แก่ ซ่งชิ่งหลิง และ จอมพลเจี่ยง ขุนศึกคู่ใจ เกี่ยวกั่บแนวทางการปกครองรัฐจีนภายใต้ลัทธิไตรประชา ต่อมา เจี่ยงเจี้ยสือ ทรยศ รวบอำนาจ และเป็นเผด็จการ ปกครองประเทศอย่างเมามัน ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์ที่กำลังเจริญเติบโต มีแนวร่วมมากขึ้น จนกระทั่งสามารถตั้งกองทัพปลดปล่อยประชาชนขึ้นมาได้  ซ่งชิ่งหลิงก็เช่นเดียวกัน เธอจึงเป็นไม้เบื่อไม้เมากับน้องเขยคนนี้เป็นอย่างมาก ไหงอ่านในประวัติศาสต์ พบคำบริภาษจากซ่งชิ่งหลืงที่มีต่อจอมพลเจี่ยง เธอยังเป็นผู้นำในปีกซ้ายของพรรคกว๋อหมินต่าง ซึ่งมีแนวร่วม มากมายหลายคน (ปีกซ้ายกว๋อหมินต่าง ไม่นิยมแนวทางการบริหารประเทศของ เจี่ยงเจี้ยสือ และเป็นพันธมิตรกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนด้วย)

             ภายหลังจากที่ท่านด๊อกเตอร์ซุนจงซานถึงแก่อสัญกรรม มาดามซ่งชิ่งหลิง ได้ปฏิบัติตามแนวทางและปณิธานของท่านซุน เธอเป็นปรปักษ์กั่บ เจี่ยงเจี้ยสือ (ถึงแม้ว่าจะเป็นศัตรูทางการเมืองกับน้องเขยทั้งสอง แต่สามพี่น้องตระกูลซ่งก็ยังรักใคร่กลมเกลียวและไปมาหาสู่กันดี) มาดามซ่งชิ่งหลิง หันไปร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์ ในการต่อสู้สงครามกับญี่ปุ่น และเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามโลก แล้ว จีน ในฐานะฝ่ายสัมพันธมิตร จึงเป็นผู้ชนะสงครามต่อญี่ปุ่นด้วย (ญี่ปุ่นมีน้ำใจเป็นนักกีฬา เห็นว่า เจี่ยงเจี้ยสือและกว๋อหมินต่าง ไม่ตั้งใจสู้รบกับตน ตรงกันข้ามกับกองทัพลู่ที่ 8 ที่ท่านจอมพลจูเต๋อเป็นผู้นำ ได้รู้รบอย่างแกล้วกล้า ดังนั้น ญี่ปุ่นได้ถือว่า ตนเองพ่ายแพ้แก่พรรคคอมมิวนิสต์จีน มิได้แพ่ต่อรัฐบาลกว๋อหมินต่างไม่ เมื่อถึงคราวต้องชดใช้ค่า ปฏิกรสงคราม ญี่ปุ่นจึงมอบบรรดาอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ให้กับพรรคคอมมิวนิสต์จีน ฝ่ายเจี่ยงเจี้ยสือ ได้แต่มองตาปริบ ๆ (ประวัติศาสตร์ช่วงนี้วันหลังจะเขียนให้อ่าน) เป็นอันว่า ก้งฉานต่าง และเหมาจู่สี โจวจ๋งหลี่ และท่านจูเต๋อ ได้อาวุธจามญี่ปุ่นเข้ามาเพิ่มให้กับกองทัพฟรี ๆ อย่างมากมายก่ายกอง)

             ภายหลังสงครามจีน-ญี่ปุ่น แล้ว คอมมิวนิสต์กับกว๋อหมินต่าง ก็หันมาสู้รบกันอีก คราวนี้ ท่าน ซ่งชิ่งหลิง เป็นฝ่ายคอมมิวนิสต์เต็มใจ(ยังไม่เต็มตัว) ท่านเป็นผู้นำปีกซ้ายของกว๋อหมินต่าง ที่หันมาช่วยเหลือกับ ก้งฉานต่าง จวบจนภาวะสงครามเสร็จสิ้น เหมาจู่สี สามารถนำกองทัพปลดปล่อยประชาชน ขับไล่ กองทัพของจอมพลเจี่ยงออกไปได้ทีละเมือง ๆ ทีละมณฑล ๆ จนกระทั่ง ยาตราทัพเข้าสู่กรุงปักกิ่ง มีประชาชนมาเข้าแถวต้อนรับด้วยความยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่ง

             ในวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ.1949 ประธานเหมา ท่านโจวเอินไหล ท่านจอมพลจูเต๋อ ตลอดจนบรรดาผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีน รวมถึง บรรดาผู้นำปีกซ้ายของกว๋อหมินต่าง ได้ยืนบนพลับพลาเทียนอันเหมิน หากท่านใดที่มีภาพประวัติศาสตร์ในช่วงนี้ จะเห็นสุภาพสตรีวัยกลางคนที่สวยงามท่านหนึ่ง ยืนอยู่ระหว่างเหมาเจ๋อตงกับท่านโจวเอินไหล เธอผู้นั้นก็คือ ท่าน ซ่งชิ่งหลิงนั่นเอง ในตอนนี้ เหมาจู่สีประกาศอย่างสั้น ๆ ว่า 中华人民共和国 开释 了 "บัดนี้ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ถือกำเนิดขึ้นแล้ว"...................

             ภายหลังจากสถาปนาประเทศจีนใหม่แล้ว ผู้นำสูงสุดคือ เหมาเจ๋อตง เป็นประธานคณะกรรมการกลางโปลิตบูโร คนจีนทั่วไปนิยมเรียก เหมาจู่สี (จู่สี=ประธาน) โจวเอินไหลเป็นรองคณะกรรมการโปลิตบูโร และเป็นนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีต่างประเทศ คนจีนเรียกท่านว่า "โจวจ๋งหลี่" (จ๋งหลี่=นายกรัฐมนตรี) หลิวเส้าฉี เป็นกรรมการโปลิตบูโร และประธานาธิบดีแห่งสาธ่ารณรัฐ จอมพลจูเต๋อเป็น ประธานคณะกรรมาธิการการทหาร และประธานกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน จอมพลเย่เจี้ยนยิง เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ส่วนเติ้งเสี่ยวผิง เป็นรองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน (คณะกรรมการโปลิตบูโรเป็นตำแหน่งทางพรรค มีอำนาจสูงสุด )ส่วนตำแหน่งบริหารคือเหมาเจ๋อตง เป็นผู้บริหารสูงสุด รองลงมาจากเหมา ก็คือท่านนายกโจวเอินไหล (ท่านผู้นี้เป็นผู้ที่มีประวัติสดใสงดงามหมดจดปราศจากมลทินและความไม่ดี ท่านเป็นผู้ที่มีความดีงามเป็นอย่างยิ่ง ความรู้ก็สูงส่ง ยอมลดตัวลงมาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของเหมาจู่สี เหมาเกรงใจมาก เป็นผู้นำอันดับ 2 ของจีนในสมัยนั้น เป็นผู้ที่ประชาชนจีนรักมากที่สุดในประเทศ วันอสัญกรรมของท่าน มีบันทึกไว้ว่า ชาวจีนไม่ว่าหนุ่มหรือแก่ ไม่ว่าเด็กหรือคนชรา ไม่ว่า หญิงหรือชาย ต่างยืนร้องห่มร้องไห้กันทั่วกรุงปักกิ่งและทั่วประเทศ (คงเหมือนกับลันเกล้ารัชการที่ 5 สวรรคต) เอาไว้คราวหน้าจะเขียนเรื่องราวของท่านให้อ่าน)

              ส่วนท่านซ่งชิ่งหลิง ได้รับเกียรติให้เป็นประธานประเทศจีนใหม่ (เป็นตำแหน่งแรกและตำแหน่งเดียวเพี่อตั้งไว้ให้เป็นเกียรติแก่ท่าน) ทำหน้าที่เช่นเดียวกับประธานาธิบดี คือเป็นประมุขของประเทศ และท่านยังเคียงข้างนายกโจว ในการออกเยือนบรรดามิตรประเทศทั่วโลกด้วย

              รัฐบาลจีนใหม่จัดสถานที่พักรับรองให้แก่ท่านอย่างสมเกียรติยศของท่าน ในฐานะภริยาของบิดาประเทศ ปัจจุบัน บ้านพักของท่านได้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีผู้นิยมเข้าไปเยี่ยมชมมากที่สุดแห่งหนึ่งในปักกิ่ง มีที่ หนานจิง และเซี่ยงไฮ้ด้วย

              ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม กองทัพเยาวชนเรดการ์ด อันบ้าคลั่ง ได้บุกเข้าไปจะทำลายบ้านพักของท่านซ่งชิ่งหลิง และทำร้ายตัวท่าน ดีที่ท่านนายกโจวรีบมาถึงได้ทันเวลา ท่านนายกโจวพูดให้ข้อคิดแก่เยาวชนแดงผู้บ้าคลั่งเหล่านั้นว่า เธอเป็นมิตรที่ดีของพรรคคอมมิวนิสต์ เธอเป็นภริยาของท่านซุนจงซาน บิดาของประเทศเรา เธอเป็นผู้มีคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อพรรคคอมมิวนิสต์ เธอมิได้มีแนวทางทุนนิยม ฉันขอร้องพวกเธอทุกคน ขอให้ยกเว้นท่านซ่งชิ่งหลิงไปเสีย ......อะไรทำนองนี้ (ในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม เป็นช่วงทีสับสนวุ่นวายที่สุดช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์จีน 4000 ปี เป็นช่วงที่เลวร้ายที่สุด และไม่น่าเข้าใจที่สุด ในระยะเวลา 10 กว่าปี ของระยะเวลาอัปยศนี้ ท่านโจวเอินไหล ต้องคอยวิ่งไป ปกป้องบรรดาผู้นำพรรคคนนั้น คนนี้ ผู้ที่ก่อร่างสร้างประเทศจีนใหม่มาด้วยกัน ขณะที่ท่านโจวเองก็แทบเอาตัวไม่รอด เพราะเป็นโรคมะเร็งที่ลำไส้ ตอนนั้น เหมาจู่สี มีอาการแก่หง่อม ไม่รับรู้เรื่องราวใด ๆ เสียแล้ว หลังจากท่านโจวอสัญกรรมไม่นาน เหมาจู่สีก็ตายตามไป-ประวัติศาสตร์ช่วงนี้เอาไว้ค่อยเขียนให้อ่าน)

              ท่านซ่งชิ่งหลิงใช้ชีวิตอยู่ในประเทศจีนใหม่ ด้วยความรักชาติ เป็นท่านหนึ่งที่ประชาชนชาวจีนมีความรักและศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง ในช่วงใกล้ถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต ท่านได้ขอเข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีน ทางแกนนำพรรคทุกคน ต่างดีใจเป็นอย่างยิ่ง จัดพิธีสาบานตนเข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างสมเกียรติ (จงกว๋อก้งฉานต่าง) และหลังจากนั้นไม่นาน ท่านก็ถึงแก่อสัญกรรมตามไปพบกับท่านด๊อกเตอร์ซุนจงซานยังสวรรค์ชั้นฟ้า พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้จัดพิธีคำนับศพของท่านตามธรรมเนียมของพรรคอย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติ และทำการฌาปนกิจ(ธรรมเนียมคอมมิวนิสต์จีนใช้วิธีการเผาศพของสมาชิกพรรคทุกคนยกเว้นประธานเหมาได้ถูกดองศพไว้ในโลงแก้วเพื่อให้ประชาชนเข้าคารวะมาจนถึงทุกวันนี้) และอัฐิของท่านก็ได้ไปจารึกไว้ที่สุสานป้าเป่าซานชานกรุงปักกิ่ง มีชื่อและคำยกย่องสรรเสริญอยู่หน้าที่เก็บอัฐิดั่งเช่นผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ทุก ๆ ท่าน ที่ลาจากโลกนี้ไป (ป้าเป่าซานเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ยอดนิยมในปักกิ่งอีกที่หนึ่งที่เราควรจะไปเยี่ยมชมเนี้องจากจะได้เห็นป้ายชื่อหน้าที่เก็บกระดูกของท่านต่าง ๆ ตั้งแต่ โจวเอินไหล ซ่งชิ่งหลิง จูเต๋อ หลิวเส้าฉี หลิวป๋อเฉิง หลี่เซียนเนี่ยน ว่านหลี่ เติ้งเสี่ยวผิง ฯลฯ )

             ไหงไม่แน่ใจว่าอัฐิของท่านซ่งชิ่งหลิงได้แบ่งไปฝังรวมกับสุสานของท่านซุนจงซานที่หนานจิงหรือปล่าว ไม่แน่ใจ

             ขอกล่าวถึงซ่งเหม่ยหลิงบ้าง หลังจากที่ จอมพลเจี่ยงเสียชีวิต ท่านได้เดินทางไปอาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยที่ท่านไม่มีลูก จึงมีทายาทคนอื่นเป็นผู้ดูแล ท่านเป็นชาวจีนที่มีชื่อเสียงที่มีอายุยืนยาวมาก ท่านเสียชีวิตขณะอายุได้ ร้อยกว่าปี เมื่อประมาณไม่ถึง 10 ปีมานี้เอง.

             เรื่องราวของท่านซ่งชิ่งหลิง ก็จบเพียงเท่านี้ ขอออกตัวว่า เขียนขึ้นมาจากความทรงจำล้วน ๆ มิได้เปิดตำราเลย รับรองว่า ข้อมูลถูกต้อง ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือ ขอยกเป็นความบกพร่องด้านความจำ อย่างว่าแหละครับ ตู้หนังสือของไหง ที่มีหนังสือต่าง ๆ เกี่ยวกับจีน(ที่เป็นภาษาไทย) และหนังสือสำคัญ ๆ อื่น ๆ รวม ๆ สองร้อยกว่าเล่ม ถูกขโมยยกตู้ไปเลย นับว่าเป็นความสะเพร่าของไหงเอง เป็นความเสียดายอย่างใหญ่หลวงที่สุดในชีวิต ตอนนี้ก็กำลังตามเก็บซื้อเข้ามาเรื่อย ๆ อยู่ พยายามจะให้ครบ แต่ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ ตอเซี๋ย ยับสินฝ่า

รูปภาพของ อิชยา

ขอคำแนะนำ

ขอคำแนะนำเกี่ยวกับข้อมูล มาดามซ่งชิงหลิง

ซ่งชิงหลิง (宋庆龄) ภรรยา ดร.ซุน ยัดเซ็น
จากเนื้อหาที่โก๊ยับสินฝาเขียนนั้น ..ท่านซุน ได้แต่งงานอย่างเป็นทางการกับ "ซ่งชิ่งหลิง" พี่สาวคนโตของสามพี่น้องตระกูลซ่ง อันโด่งดังของประเทศจีน

ไหงไปอ่านตามเว็บต่าง ๆ .. ได้พบว่าข้อมูลไม่ตรงกับที่โก๊เขียน .. คือ มาดามซ่งชิงหลิง .. ไม่ใช่เป็นลูกสาวคนโต แต่เป็นลูกสาวคนรอง ..

ซ่งชิงหลิง (ค.ศ.1893 -1981) มีชื่อคริสเตียนว่า . . โรซามอนด์ (Rosamond)
เป็นบุตรสาวคนที่สอง . . ในตระกูลซ่ง
บิดาชื่อชาร์ลี . . เป็นนักธุรกิจผู้มั่งคั่ง
ชาร์ลี มีโอกาสได้รู้จัก กับ นายแพทย์
นักปฏิวัติผู้มีชื่อว่า . . ซุนเหวิน หรือ ซุนยัดเซ็น
ซุนจงซาน:孙中山 . . ต่อมาซุนยัดเซ็น
ร่วมก่อตั้งขบวนการกู้ชาติที่ชื่อ ถงเหมิงฮุ่ย (同盟会)



อ้างอิง ...freedom thing


ภาพถ่ายครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตา
เพียงภาพเดียวที่เหลืออยู่ ถ่ายเมื่อปี 1917
รูปภาพของ YupSinFa

ขอตอบคุณอิชยา

 

          ไหงดีใจมากครับ ที่มีผู้ติดตามอ่านงานเขียนของไหง่ นั่นเท่ากับว่าการที่นักเขียนคนหนึ่ง คนหนึ่ง ได้เขียนงานมาแล้ว มีผู้ติดตามอ่าน และยังได้กรุณา ท้วงติง ในข้อมูลที่ผิดพลาด เพื่อที่จะได้แก้ไขให้ถูกต้อง ที่สำคัญ หากข้อมูลที่ท้วงติงมานั้น ถูกต้อง หรือข้อมูลที่ผู้เขียน ไม่ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริง 

          ข้อมูลที่ผู้เขียน สื่อสารออกไป อย่างผิด ๆ จะทำให้ผู้อ่าน ที่ไม่ทราบข้อมูลที่ถูกต้อง จะพลอยคิดว่า ข้อมูลที่ผู้เขียน เป็นข้อมูลถูก หรือ ผิด อย่างไร

           ข้อมูลของ ท่าน ซ่ง ชิ่งหลิง ประธานประเทศจีนกิตติมศักดิ์ นั้น ตามที่คุณอิชยา ท้วงติงมา ถูกต้อง ครับ ท่านซ่งชิ่งหลิง เป็นบุตรสาวคนกลางของ ท่าน ชาลี ซ่ง มหาเศรษฐีชาวจีนฮากกา แห่งอำเภอเหวินชาง มณฑลไห่หนาน 

           3 ดรุณีตระกูลซ่ง มีพี่ใหญ่ คือ ซ่งอ้ายหลิง คนกลาง คือ ท่านซ่งชิ่งหลิง และน้องนุชคนสุดท้อง คือ ซ่งเหม่ยหลิง 

           ทั้งสามท่านยังมีน้องชายร่วมอุทรณ์เดียวกัน อีก 1 หน่อ คือ ซ่งจื่อเหวิน หรือ ทีวี ซ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลของจอมพลเจี่ยงเจี้ยสือ 

           ตรงนี้ไหงทราบข้อมูล แต่ว่านิ้วมันคงดีดแรงไปหน่อย หรือสมองสั่งการสับสน จึงทำให้ท่านซ่งชิ่งหลิง จากพี่รอง กลายมาเป็นพี่ใหญ่ไปเสียได้-อิอิอิ.

           ขอบพระคุณคุณอิชยา เป็นอย่างยิ่ง ครับ.

รูปภาพของ วี่ฟัด

มหัศจรรย์แห่งบร๊อกเก่าๆ

           พอกลับไปดูบร๊อกเก่าๆโต้ตอบระหว่างวี่ฟัดกับยับสินฝ่าเมื่อสองปีเกือบสามปีก่อนแล้วไหง่รู้สึกเลยว่าตอนนั้นเป็นยุคทองของการเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับฮากกาจริงๆ เนื้อหาเรื่องราวฮากกาเด็ดๆมากมายพรั่งพรูออกมาจากสมาชิกเว๊ปแต่ละท่านอย่างน่ามหัศจรรย์เพื่อตอบรับความกระหายใคร่รู้เกี่ยวกับเรื่องราวของฮากกาซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ยากที่จะมีคนคุยกัน จึงเหมือนเป็นการคุยกันดังๆให้คนอื่นๆได้ยินที่เราคุยกันด้วย 

            แต่พอระยะเวลาล่วงเลยไปเหมือนกับว่าเรื่องราวของความเป็นฮากกาพวกเราเขียนกันเกือบจะหมดสิ้นแล้ว แต่ไหง่ว่ายังไม่หมดหรอกครับยังมีเรื่องราวที่เป็นปกิณกะฮากกาอีกมากมาย แต่ปัจจุบันพวกเราเขียนถึงอัตลักษณ์ความเป็นฮากกาน้อยลงไปมาก ไหง่ยอมรับว่าไหง่เองก็เป็น แต่เรื่องงราวเก่าๆก็สามารถเอามาเล่ามาเขียนใหม่ก็ได้นะไม่เห็นผิดกติกาอันใด แต่ไม่มีใครมากระตุกต่อมฮากกาขึ้นมาอีก

             งั้นอายับสินฝ่าน่าจะเปิดประเด็นแบบบร๊อกนี้ขึ้นมาอีก คุยโต้ตอบเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ไหง่ว่าสนุกกว่ามาเขียนมาเล่าในละักษณะแบบเป็นทางการเสียอีก เขียนโต้ไปแย้งมา แบบอิสยาที่โต้แย้งมานี้ ได้ความคิดได้ความรู้มากว่าการเขียนไปเรื่อยๆซึ่งเป็นการเรียนรู้ประวัติศาสตร์แบบสมัยฝใหม่ที่มีการวิพากวิจารย์ได้  ไหง่ยังเชื่อว่าการโต้แย้งคือการสร้างปัญญา

              พออิสยาไปลากบร๊อกเก่าๆสมัยเมื่อเกือบสามปีมาทำให้เกิดการกระตุ้นต่อมฮากกาของไหง่ขึ้นมาเลย ลองกลับมาอ่านๆดูรู้เลยว่าเอ๊ะเราก็มีความรู้เหมือนกันน้า 

รูปภาพของ วี่ฟัด

ไช่อิงเหวิน ( tsai ing wen )

                          

       จับตาดู ไช่อิงเหวิน คนนี้ให้ดีๆ เธออาจเป็นประธาธิบดีหญิงคนแรกของใต้หวัน ( คู่แข่งคนสำคัญของประธาธิบดี หม่าอินจิ่ว แห่งพรรคกั๊วหมินตั่ง )

       ไช่อิงเหวิน เป็นชาวฮากกา เกิดในไต้หวัน เป็นหัวหน้าพรรค DPP ในปัจจุบัน ( พรรคเดียวกับเฉินสุยเปียน อดีตประธานาธิบดีของไต้หวัน )

        ไช่อิงเหวิน จบการศึกษาปริญญาตรีทางกฎหมาย จากมหาวิทยลัยแห่งชาติไต้หวัน , จบปริญญาโททางกฎหมายจากมหาวิทยลัย คอแนล ในสหรัฐอเมริกา และจบการศึกษาในระดับปริญญาเอก ( Ph.D ) จากอีโคโนมิคสคูล ออฟ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ

         ในการเลือกตั้งท้องถิ่นในไต้หวันล่าสุดนั้น พรรค ดีพีพี ของไช่อิงเหวินชนะพรรคกั๋วหมินตั่ง มาตลอด แต่นโยบายของพรรคดีพีพี ที่ชัดเจนคือไม่เอาต้าลู่ ( ไม่เอาจีนแผ่นดินใหญ่ ) ดังนั้นถ้าพรรคดีพีพี เกิดชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี ของใต้หวัน แล้วละก็ ความขัดแย้งระหว่างต้าลู่ ( จีนแผ่นดินใหญ่ ) กับไต้หวัน คงจะเกิดรุนแรงขึ้นอย่างแน่นอน

              จึงเอาเรื่องราวของหญิงแกร่งคนฮากกาแห่งไต้หวัน มาเล่าสู่กันฟังครับผม

        

รูปภาพของ วี่ฟัด

เรียนถามท่านเย่ซินหัว ( หวา )

         อยากเรียนถามท่านเย่ซินหวา ว่าชาลีซ่ง เป็นฮากกาหรือไม่ ไหงเคยได้ยินมานานแล้วว่า ชาลีซ่ง นั้นเป็นชาวฮากกา แต่ได้เข้าไปอยู่ในไห่หนาน ( ไหหลำ )

          จึงเรียนถามท่านเย่ซินหวา

รูปภาพของ YupSinFa

ตอบท่านวี่ฟัด

               ในเกาะไห่หนานนั้น ก็มีชาวฮากกาอาศัยอยู่เป็น หมู่บ้าน ๆ ทางตอนเหนือของเกาะ ไหงไม่มีข้อมูล และไม่เคยพบว่า ชาร์ลีซ่งเป็นชาวฮากกา ไหงอ่านหนังสือเรื่อง สามพี่น้องตระกูลซ่ง ก็ไม่พบว่า มีประวัติว่าเป็นชาวฮากกา ในอำเภอเหวินชาง (บุ่นเซียง) ของเก่าะไห่หนานก็มีชาวฮากกาอาศัยอยู่

               ในเรื่องนี้ก็นับว่าน่าคิดนะครับ ขอรบกวนหลาย ๆ ท่านที่พอจะทราบข้อมูล เรามาช่วยกันวิเคราะห์กันดีไหมว่า สามพี่น้องตระกูลซ่ง เป็นเชื้อสายฮากกาหรือปล่าว คุณมงคลหรือคุณแจวขิ้นสุ่ย เก่งภาษาจีน ลองช่วยเสริชเข้ากูเกิ้ลจีนดูสิครับว่า ท่านเกิดที่หมู่บ้านอะไรของอำเภอเหวินชาง และหมู่บ้านนั้น เป็นชาวฮากกาหรือปล่าว

              อีกอย่าง ไหงมีเพื่อนสนิท หนีมาจากเกาะไห่หนาน เป็นคนอำเภอเหวินชาง ตอนนี้ได้สัญชาติไทยแล้ว แต่อยู่ที่เชียงราย และบังเอิญไม่มีเบอร์โทร.ของกี๋ด้วย ถ้าเจอตัว ลองถามดู คงจะได้เรื่อง

              น่ายินดีที่สตรีเหล็ก ว่าที่ประธานาธิบดีไต้หวันเป็นชาวฮากกา แถมแซ่เดียวกับ หงาเก้อาผอ เสียด้วย แต่เสียดายที่เธอมีนโยบายไม่เอาจีนใหญ่ น่าเสียดาย เพราะไหง โปรต้าลู่มากกว่า ไต้หวัน และเห็นด้วยกับต้าลู่เกี่ยวกับไต้หวัน

รูปภาพของ วี่ฟัด

เรียนท่านเย่ซินหัว

ท่านเย่ชื่อเหมือนสำนักข่าวซินหัวของจีนเลย

ชาลีซ่งเป็นคนเหวินฉาง จริงๆด้วยรายละเอียดปรากฏตามข้างล่างนี้

宋嘉樹/宋嘉树 1863-1918; Wenchang, Hainan, Financier and staunch supporter in the early days of Kuomintang; Father of the Soong Sisters, who along with their husbands, were the most influential figures of China in the early 20th century

รูปภาพของ YupSinFa

วี่ฟัดโก

          ถ้าท่าน ซ่งชิ่งหลิง เป็นเชื้อสายฮากกา ที่ เหวินชาง จริง ๆ ก็นับว่าเป็นสิ่งที่น่ายินดีและภาคภูมิใจในบรรดาชาวฮากกาเรานะครับ ส่วนจะจริงแท้แน่นอนอย่างไร เราค่อยสืบเสาะกันต่อไปนะครับ

รูปภาพของ วี่ฟัด

อยากไปอยู่หมอยแย้นเหมือนท่านเย่

            ไหงอยากทราบว่า " หงาเก้อาผอ " คืออาผอข้างใหน ข้างพ่อหรือข้างแม่ ไหงพอทราบว่าถ้าข้างแม่จะเรียกว่า " ไว่ผอ " ใช่ใหม

            ไหงนี่แย่เป็นลูกคนฮากกาแท้ๆ 100 % ไม่มีเชื้อไทยอยู่เลย ( จีงไม่เคยมีมีบรรพบุรุษเป็นไพร่ ) แต่ไม่ค่อยรู้

             แต่ขณะนี้เวลาไหงไปที่บ้านญาติในหมอยแย้น ไหงได้เป็น " ศุขกุง " แล้วนะครับ

             ท่านเย่มีแนวความคิดเหมือนไหงเลย ขณะนี้ถ้าไปหมอยแย้น ไหงไปได้อย่างมากแต่อาทิตย์ อาทิตย์กว่าๆ เพราะมีงานที่จะต้องทำรออยู่อีกมาก ถ้ามีโอกาศรีไทร์จากงานบ้าง บางที่อาจไปอยู่หมอยแย้นปีละ 2 - 3 เดือนก็เป็นไปได้

              ที่หมอยแย้น อากาศดีมาก บ้านของพวกเราอยู่ริมภูเขาอยู่ห่างจากหมอยแย้นประมาณ 20 กว่ากิโล อาโกไหงเป็นภูมิแพ้เวลาอยู่เมืองไทย แต่พอไปหมอยแย้น อาการภูมิแพ้หายสนิทเป็นปลิดทื้ง  แต่เวลากลับมาเมืองไทยก็กลับมาเป็นใหม่

              ที่หมอยแย้นอาหารการกินก็ไม่แพง ถ้าหาย่งเท่วฟูกินข้างถนน บางที ย่งเท่วฟูถ้วยเดียวแค่หงวนเดียวเท่านั้น ข้าวอีกหงวน เบ็ดเสร็จแค่สิบบาทก็อิ่มแล้ว

               ในภัตราคารก็ไม่แพงถูกกว่าเมืองไทยครึ่งๆเลยทีเดียว ไหงพาญาติมากินในภัตราคารในหมอยแย้น สั่งอาหารฮากกาที่ดีที่สุดมา คนเกือบสิบคน บางทีไม่ถึงพันบาท

                ไหงมีเรื่องเล่าเกียวกับเข้าภัตราคารในหมอยแย้นเขาจะถามเราก่อนเลยว่า " เก้ว หยุก ยิ้ว อ๊อย หมอ " เก้วหยุกถือว่าเป็นอาหารพิเศษราคาแพงแต่ไหง อึม  ซิด  ท่านเย่ ซิดเก้วหมอ

รูปภาพของ YupSinFa

ตอบท่านวี่ฟัดโก

                 อาผอ คือ คุณย่า ซึ่งก็คืออาผอข้างพ่อ ส่วน ยาย คือ เว่ยผอ ถูกต้องแล้วครับ เว่ยกุง เว่ยผอ อะไรอย่างนี้

                 ไหงก็เป็น สุกกุง เหมือนหงีเหมือนกัน ญาติพี่น้องของไหงที่หมอยเย้น มีเยอะมาก (ญาติสายตรง) คือไหงมี ไท้ปัก กับ ไท้กู (ลุงใหญ-ป้าใหญ่ พี่ชายพี่สาวคนโตของพ่อ) และมีพี่สาวพี่ชายอีกหลายคน เมื่อก่อนตอนไหงไป ครั้งล่าสุด 17 ปีที่แล้ว เมืองหมอยจู กำลังมีการพัฒนาอย่างกว้างขวาง นึกไม่ถึงว่า เวลาผ่านไป 17 ปี ค่าครองชีพในหมอยเย้นยังเกือบเท่าเดิม นับว่าเป็นสิ่งที่น่ายินดีจริง ๆ

                 ถึงตอนนี้ แม้ว่า ไหงยังไม่มีโอกาสกลับบ้านหมอยเย้น แต่ยังติดต่ออาโก อาจี้ ทุกเดือน โดยเฉพาะรุ่นหลานไหง ตอนนี้ โตเป็นหนุ่มเป็นสาว อยู่ในวัยฉกรรจ์ หลายคน แต่ละคนก็ทำงานดี ๆ ทั้งนั้น ที่ไหงดีใจอยู่ทุกวันนี้และนับวันรอ ก็คือ หลานสาวของไหงคนหนึ่ง ได้งานทำดีมาก มีรายได้สูง จะพาญาติ ๆ กลับมาเมืองไทย มาหา อาผอไท้ (ทวด) ของเธอ และมาหา อาสุก(ตัวไหง) ในช่วงวันหยุดยาว เธอว่า อาจจะเป็นเดือน พฤษภาคมนี้ หรือ เดือนตุลาคม

                 เมื่อก่อน (17 ปีที่แล้ว) ทางเมืองไทย มี่ฐานะดีกว่าญาติพี่น้องที่หมอยเย้น แต่ปัจจุบันพลิกกลับเป็นตรงกันข้าม คือญาติพี่น้องที่หมอยเย้น มีฐานะดีกว่าพวกไหงที่เชียงใหม่ เป็นเพราะความรู้จากบรรดาหลาน ๆ ที่ได้ทำงานดี ดี

                 ไหงมี อุดมการณ์อันแน่วแน่ ที่จะไปใช้ชีวิตในหมอยเย้นให้ได้ ตอนนี้ ครอบครัวไหง(เฉพาะตัวไหง 4 พ่อ แม่ ลูก) มีฐานะแย่ที่สุดในบรรดาญาติพี่น้อง เนื่องจากไหงทำธุรกิจล้มเหลวมาหลายครั้ง แต่ตอนนี้ ดีมากแล้ว และสิ่งที่จะทำให้ไหง บรรลุความฝันที่จะเป็นไปได้ คือ ตัวลูกสาวไหงทั้งสองคน หงีเห็นหรือยัง คนเล็ก กำลังจะขึ้น ป.1 โรงเรียนจีนในเชียงใหม่ ไหงลงทุนในตัวลูกทั้งสองคน คือสอนเขาอย่างสุดความรู้ทั้งหมดของไหง และถ่ายทอดอุดมการณ์ให้กับพวกเขา ปลูกฝังเขาในด้านความเป็นจีน หงีเชื่อไหมว่า ลูกคนเล็ก ร้องเพลงจีนได้หลายเพลง รวมถึงเพลงชาติจีนก็ร้องได้ ไหงลงทุนด้านการเรียนให้แก่ลูก ซึ่งก็มีแนวโน้มว่า จะไปได้สวย เพราะลูกเรียนดีมาก ถ้านับลูกคนแรก เรียนจบและมีรายได้ ก็อีกประมาณ 11 - 15 ปี ไหงก็จะได้ทุนคืนจากลูก แล้วความฝันของไหง ก็คงจะบรรลุผลที่คิดไว้

                 หงีโอกาสดีมาก ที่มีโอกาสได้ไปหมอยเย้นอยู่บ่อย ๆ ไหงยินดีไปกับหงีด้วย ตอนไหงไปสองครั้งแรก ไปร้านก๋วยเตี๋ยวที่มีป้ายบอกว่า "เกี้ยวหยุกป้านเถ่ว" เพื่อนบอกว่า นี้เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ "เกี้ยว" ที่อร่อยที่สุดในเหมยโจว แล้วพวกเราก็พากันเข้าไปกินกัน ไหงมีนิสัยสอดรู้สอดเห็น ลุกเดินไปหลังร้าน มีกรง "เกี้ยว" มี เกี้ยวอยู่ในกรงเต็มไปหมด ตอนนั้นไหงยังหนุ่มน้อยอยู่ จึงไม่ค่อยรู้สึกอะไร แต่ถ้าเป็นเดี๋ยวนี้ ไหงคงจะสะเทือนใจเป็นอย่างมาก

                เป็นที่น่ายินดี ที่ตอนนี้ สภาจีน ออกกฏหมายมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา คือห้ามประชาชนจีน รับประทานเนือ้ สุนัข กับเนื้อแมว เป็นอันขาด นับว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งแล้วประเทศจีนในสายตาประชาคมโลกก็จะดูดีขึ้น ( เกี้ยว เป็นเนื้อที่ชาวฮั่นทั้วไปนิยมกินกัน แต่ แมว มีแต่ที่ กว่างตง เท่านั้น ที่เปิบกัน) นี้ว่าเฉพาะชาวเมืองทั่ว ๆ ไปนะครับ แต่บรรดาชาวส่วนน้อยในหยุนหนานในดงหนาป่าลึกคงยังเปิบกันอยู่ เพราะกฏหมายอาจจะเข้าไม่ถึง ก็ว่ากันไปเนาะ

               

รูปภาพของ เฉินซิ่วเชง

อ่านแล้วมีความสุข

ไหงไม่ได้แวะเข้ามาทักทายทุกท่านหลายวัน   แต่มั่นใจว่าหงี่ๆทุกคน  ต้องมีความสุขเช่นกัน  วันนี้ได้อ่านเรื่องพื้นฐานของชีวิต  ไหงก็ปลื้มแทนแล้วเจ้า  ไหงว่างๆเสาร์อาทิตย์ ก็มีคุณหมอบ้าง  วิศวะและผู้จัดการที่มีลูกหลานวัยเดียวกับหงี  เขาจะบอกต่อๆๆกันให้ไหงสอนศิลปะกับเด็กอันเป็นที่รัก  ที่ลำปางนิยมให้ลูกเรียนดนตรี กีฬา และวาดภาพช่วงปิดเทอม  เพราะเปิดเทอมจะเร่งเรียนพิเศษด้านอื่นๆๆกัน  ลูกคุณหมอบางคนก็ไม่เรียนอะไรเลย  ชอบเรียนศิลปะอย่างเดียวก็มี  แปลกๆๆดี  และไม่ยอมไปเรียนที่อื่น ติดไหงมากเรียนอนุบาลถึง ม.ต้น   พอม.ปลายก็มาติวครอสเพื่อสอบเข้าถาปัตย์กันอีก  สนุกเจ้าสอนลูกๆ  แต่หงีอย่าคาดหวังกับลูกมากเกินไป  เพราะเวลาข้างหน้า เราไม่ทราบว่าอะไรจะเกิดขึ้น  การทุ่มเทและเสียสละทุกด้าน  เป็นเรื่องที่พ่อกับแม่ควรกระทำและเป็นเนื้อนาบุญที่เราจักได้ในอนาคต  แต่ถ้าไม่เป็นดังหวัง  เราก็คิดว่าทุกอย่างเป็นเรื่องของกรรมที่ลิขิตไว้    เราทำดีที่สุดในชาติของการเป็นมนุษย์ชาตินี้แล้วนะเจ้า

รูปภาพของ วี่ฟัด

เรียนเย่เซียนเซิง

                      คุณเย่ซินหวามีอาผอ เซี้ยงไช้ ?  งั้นอาผอหงีก็เซี้ยงเดียวกับไหงซิถ้าไหงหาเวลาว่างๆบางทีไหงจะไปเยี่ยมหงีที่เชียงใหม่บ้าง

                      ไหงเคยไปเชียงใหม่มาเกือบสิบครั้งแล้ว เพราะไหงมีญาติพี่น้องทางอาผอไหงเซี้ยงบุญ ( ซิ่งเวิน ) อยู่ที่เชียงใหม่ กี่อยู่ที่ตลาดสมเพชร ร้านกราเซีย เดิมเป็นร้านขายรองเท้า แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็นร้านขายอาหารแล้ว

                  ช่วงสองปีนี้ไหงผ่านไปเชียงใหม่มาหลายหน แต่ไม่ค่อยได้แวะแค่ใช้เป็นทางผ่าน เพราะน้องชายไหงไปเป็นอัยการอยู่ที่แม่ฮ่องสอนไหงจึงไปเที่ยวแค่ที่ปาย และแม่ฮ่องสอน แล้วก็กลับราชบุรี ไม่ค่อยได้แวะเชียงใหม่เท่าไรเลย 

                   แต่ปัจจุบันน้องชายไหงย้ายไปเป็นอัยการที่จังหวัดจันทบุรีแล้ว คงไม่ค่อยมีโอกาศผ่านไปแถวนั้น แต่ไม่เป็นไรไหงจะหาโอกาศไปเยี่ยมญาติไหงที่ตลาดสมเพชร แล้วจะไปเยี่ยมอาผอด้วย

รูปภาพของ YupSinFa

ยินดียิ่งแล้วแขกแก้ว (จะ)มาเยือน (ท่านวี่ฟัด)

ไหงมีญาติ เป็น ถึง จอมพลและรัฐมนตรีกลาโหมของจีน แต่หงี มีญาติ เป็นถึง นายกรัฐมนตรีจีน โก้ไม่เบาเนาะ เราสองคนเนี่ย ร้านกราเซีย ไหงเคยจำได้ติดหูติดตา เดี่ยวนี้ขายอาหารเหรอ ไหงนึกไม่ออก ว่าจะเป็นร้านอะไร พอดีไม่ได้รู้จักกับเขา เป็นการส่วนตัวด้วย

บ้านไหงจะว่าไปก็อยู่ใกล้ตลาดสมเพชร คืออยู่หลังกำแพงประตูช้างเผือกน่ะส่วนบ้านอาผอ อยู่ นอกคูเมือง ตรงข้ามกับประตูท่าแพ เป็นชุมชนเก่าแก่ เรียกว่า บ้านฮ่อม หงีรู้จักถนนลอยเคราะห์ไหม ตรงนั้นแหละ หลังวัดลอยเคราะห์ เป็นบ้านของอาผอ

หงาเก้อาผอ ตอนนี้อายุได้ 93 ปีแล้ว หูไม่ได้ยิน ต้องพูดที่ข้าง ๆ หู (เหมือนเหมาเหมาต้องคอยกระซิบข้างหูเติ้งเสี่ยวผิงตอนมีผู้รายงานยังไงยังงั้น) หงาเก้อากุง แก่กว่า หงาเก้อาผอ ประมาณ 20 ปี อีกอย่าง ท่านค่อนข้างอายุสั้น เสียชีวิตเมื่อ อายุได้ 74 ปี ตอนนั้น ไหง อยู่แค่ ป.3 เอง เสียดายมากที่ไม่มีโอกาสได้รับความรู้จากอากุงเลย ท่านรักไหงมาก เพราะไหงเป็นหลานชายคนโต(ที่เกิดในประเทศไทย) ตอนเล็ก ๆ ไหงยังจำได้ ท่านพยายามสอนภาษาจีนกลางให้ไหง และสอนภาษาฮากกาให้ไหงด้วย ท่านเป็นนักบันทึก ไหงจำได้ว่า ชอบแอบค้นตู้อาผอ ก็จะเจอสมุดบันทึกของอากุงเขียนเรื่องราวต่าง ๆ เช่น วันเดือนปีเกิด ของไหง พร้อมตั้งชื่อให้ เป็นต้น ตอนนี้บันทึกเหล่านี้ อากูคนหนึ่ง ซึ่งเป็นน้องสาวถัดจาก หงาเก้อาปา เป็นคนเก็บรักษา คาดว่า ต่อไป ไหงจะต้องขอสืบทอดเพราะถ้านับตามอำนาจหน้าที่ ไหงจะต้องเป็นทายาท อันดับ 1 ในการรักษาประวัติศาสตร์ของครอบครัวอันนี้ไว้ (อากูที่ว่าไม่มีครอบครัว)

ที่ไหงบอกว่า ไหงมี อาไท้ปัก กับ อาไท้กู อยู่ที่ เหมยเสี้ยน นั้น จะเล่าให้หงีอ่าน ว่า เมื่อตอนท่านทั้งสองเกิด อากุง อาผอ อยู่ที่กรุงเทพ ไท้ปักไท้กู ก็จึงเกิดกรุงเทพ พอดี หงาเก้กุงไท้(ปู่ทวด) มาอยู่ที่เมืองไทยกับลูกชายด้วย(หงาเก้อากุง) ท่านมีภรรยาใหม่ด้วย ท่าน ได้พรากเอาอาไท้ปักกับอาไท้กูของไหง ไปจากอกของ ปา มา ของกี๋ (อากุงอาผอของไหง) เมื่อ เกือบ 80 ปีก่อน โดย อาไท้ปัก อายุ 5 ขวบ อาไท้กู อายุ 3 ขวบ โดยกุงไท้อ้างว่า จะนำไปเลี้ยงเป็นลูกที่หมอยเย้น และจะได้เรียนภาษาจีนไปด้วย (สมัยนั้นยังเป็นยุคสาธารณรัฐ) หงีคิดดู หัวอกของ หงาเก้อาผอ จะเป็นอย่างไร แค่นึก ก็ไม่อยากคาดเดาแล้ว พอไท้ปักไท้กู โตเป็นหนุ่มสาว ประเทศจีนใหม่ ก็กำเนิดขึ้น ไทย-จีนจึงติดต่อกันไม่ได้ไปพักหนึ่ง ในระยะนี้ อากุงไท้ กับอาผอไท้(บุญธรรม) ก็เสียชีวิตไป หงาเก้อากุง ซึ่งติดต่อ อาปา กับ ลูกชายลูกสาว มาโดยตลอด ก็ขาดการติดต่อไป จนกระทั่ง อาจารย์หม่อมคึกฤทธิ์ กับท่านชาติชาย นำคณะไปเปิดสัมพันธ์ อย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2514 ไทยจีน ก็กลับมาติดต่อกันได้อีกครังหนึ่ง หงาเก้อากุง กับ อาไท้ปัก ไท้กู ก็จึงกลับมาติดต่อกันได้อีก จนกระทั่ง อากุง เสียชีวิต ประมาณปี พ.ศ. 2520 บ้านเรา จึงขาดการติดต่อกับ ไท้ปัก ไท้กู อีกรอบหนึ่ง แต่ทางอาไท้ปัก ก็ได้พยายามจดหมายมาที่บ้านเรา ตลอดมา ก็อาศัย สมาคมฮากกา แปลให้ และเขียนส่งกลับไปให้ ทุลักทุเลพอสมควร อ้อ ไหงลืมบอกหงีว่า หงาเก้อากุง มีลูก 13 คน กับ หงาเก้อาผอ อยู่เมืองจีน 2 อยู่ในไทย 11 ตายเสียตอนเด็ก 2 เหลือ 9 ลูก ๆ ทุกคน อ่าน-เขียน-พูด จีนกลางไม่ได้เลย ยกเว้น หงาเก้อาผอ กับ อากูคนที่เป็นน้องสาวถัดจาก หงาเก้อาปา ที่พูดฮากกาได้ นี้นับเป็นความน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่อากุงอาผอไม่มีวิสัยทัศน์ในการพูดกับลูก ๆ เป็นภาษาฮากกา แม้แต่ภายใน่บ้าน

หลังจากนั้น การติดต่อจากทางพวกเรา ก็แทบไม่ได้ส่งไปให้ทาง แผ่นดินใหญ่อีกเลย แต่ยังคงมีจดหมายจากเมืองจีน ติดต่อมาเป็นระยะ ๆ พอไหงเรียน ปวช.ด้าน พณิชยการ มีการสอนภาษาจีน ด้วย ไหงมีโอกาสเรียน อยู่ 3 ปี ตามหลักสูตร (จู้ยิน) แถมเหล่าซือเป็นคนไต้หวันอีกต่างหาก เธอชาตินิยมมาก ด่าจีนแผ่นดินใหญ่ให้ฟังแทบทุกคาบเรียน ตั้งแต่นั้นมา ไหงจึงพออ่านออกเขียนได้ภาษาจีน (ไต้หวัน) และพอพูดกว๋อหยี่ ได้ (แต่ปัจจุบันไหงเลิกใช้กว๋อหยี่ ไหงใช้คำว่า ผู่ทงฮว่า และเริ่มศึกษาจีนใหม่ แบบ พินอิน)

เมื่อไหงเรียนจบ ไหงได้มีโอกาสได้รับเชิญให้เข้าร่วมคณะเยาวชนไทยเชื้อสายจีน กลับไปเยือนบ้านเกิดของบรรพบุรุษ โดยแยกเป็น ไหหนำ แต้จิ๋ว และ ฮากกา รู้สึกว่าจัดโดย รัฐบาลมณฑลกว่างตง พอทั้ง 3 คณะ เดินทางถึง กว่างโจว ก็มีการเลี้ยงต้อนรับ แล้วเข้าพัก ที่โรงเรียนภาษาและวัฒนธรรม ของกว่างโจว รุ่งขึ้น แต่ละคณะ ก็บิน ไป ตามเมืองของตัวเอง พวกเรา ชาวฮากกา ก็บินไปลงที่ หมอยเย้นกี๋ฉ่อง (ชื่อสนามบินในสมัยนั้น)

ก่อนที่ทุกคนจะไป เขาให้มีการลงทะเบียนเกี่ยวกับญาติที่มีอยู่ในหมอยเย้น หงีรู้ไหมว่า ไหงเพียงแต่ บอกชื่อแซ่ของอาไท้ปัก กับอาไท้กู เท่านั้น พอไหงถึงเหมยโจว มีการต้อนรับ แล้วพาเข้าพักที่โรงแรม ฝ่าเขี่ยว (หวาเฉียว) อาหารเที่ยงมื่อแรก หงาเก้ไท้ปัก กับ อาโกรอง ของไหง ปั่นจักรยานมาจากบ้านที่เปี่ยงชุน ระยะทางประมาณ เกือบยี่สิบกิโลได้มั้ง (แต่หงาเก้ไท้จี้มีบ้านอยู่ในตัวเมืองเหมยโจว) หงาเก้ไท้ปัก เป็นญาติคนแรก ของคณะเยาวฃนกลุ่มนี้ ที่เดินทางมาพบกับหลานชายของเขา ไหงขอให้หงีนึกภาพในตอนนั้น ไหงตื้นตันใจและปลื้มปีติจนร้องไห้หยุดไม่ได้ อาไท้ปัก กับ อาโก ได้รับเกี่ยรติให้ร่วมโต๊ะอาหาร ด้วย (ทราบว่า ทางคณะผู้จัด ได้แจ้งกำหนดการให้อาไท้ปักรู้ว่าจะมีการส่งตัวเด็ก ๆ กลับไปอยู่กับญาติ 3 วัน 3 คืน หลังจากทัศนศึกษาในเหมยโจวและเรียนรู้วัฒนธรรมฮากกาเบื้องต้นก่อน) อาไท้ปักจึงกลับไปเตรียมรวมญาติ และวางแผนพาไหงไปบ้านเกิด.....

เมื่อถึงเวลาที่แต่ละคนจะได้ไปอยู่บ้านญาติ ไหงถูกอาไท้ปัก พาไปตั้งหลักที่บ้าน หงาเก้ไท้กูก่อน (ลูกสาวคนโตของไท้ปัก) แล้วพวกเราก็เดินทางไปเปี่ยงชุน ไปพักบ้านอาไท้ปัก 1 ตืน ถึงตอนนี้ไหงเพิ่งได้พบหน้าอาไท้กูเป็นครั้งแรก และบรรดา อาจี้ อาโกของไหง ทุกคน ทุกคนแก่กว่าไหงหมดยกเว้นลูกชายคนเล็กของไท้กู อายุเท่าไหงเกิดปีเดียวกัน พักที่บ้านไท้ปัก 1 คืน ไหงพูดจีนกลางปนฮากกาอย่างกระท่อนกระแท่น พอรุ่งเช้า ทุกท่าน ก็พาไหงไปบ้านเกิดของอากุง โดยเดินเท้าจากหมู่บ้านของอาปัก (จำได้ว่าชื่อหมู่บ้าน หย่วนหล่อย) ไปลงเรือที่ท่าน้ำ เป็นแม่น้ำหานเจียงที่ไหลไปออกทะเลที่ซัวเถา บ้านเกิดอากุง ไม่มีถนนเข้าไป ต้องไปตามแม่น้ำ พอถึงก็ขึ้นที่ท่าเรือ เดินเท้าเข้าไปนิดหน่อยก็ถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน ทุกครั้งจะมีเสียงประทัดต้อนรับ ตลอดเวลา ที่ถึงจุดสำคัญ ที่ไหงตื่นเต้นก็คือว่า ที่ป้ายวิญญาน หน้าหมู่บ้านนั้น มีชื่อของ หงาเก้อากุงอยู่ด้วย เราไปจนถึงบ้านเกิดอากุง ซึ่งบัดนี้มีญาติห่าง ๆ ครอบครัวหนึ่ง พักอาศัยอยู่ ไหงได้เห็นบ้านของอากุง ตอนเด็ก ๆ ไปเห็นห้องที่อากุงเกิด ทุกสิ่งล้วนอนิจจัง ห้องนั้น เหลือเพียงผนังห้องที่พังลงมาครึ่งหนึ่งเหลือแค่ฟากเดียว พื้นห้อง กลายเป็นแปลงปลูกผัก เราอยู่กันที่นี่ค่อนวัน เพื่อทำพิธีไหว้ป้ายวิญญานบรรพชน

ขอเล่าแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน แล้วค่อยเล่าภาคสองต่อจากตอนนี้ เอาเป็นว่า ความสำเร็จที่หลานชายคนหนึ่งจากประเทศไทย มีโอกาสได้พบกับญาตืพี่น้อง เป็นเพราะการทำงานที่เอาจริงเอาจังของคณะทำงานที่เหมยโจว (คงรวมถึง ไหหนำ กับ แต้จิ่วด้วย) ซึ่งก็มีสำนักกิจการชาวจีนโพ้นทะเลเป็นหัวเรือใหญ่ น่ายกย่องในระบบการทำงานของเขา เพราะถึงแม้ว่า นายคนนี้ มีชื่อของ นายยับ และนางยับ... เขาก็ยังอุตส่าห์หาตัวพบและแจ้งข่าวดีให้ทราบ นับว่าเป็นระบบบริหารทะเบียนราษฎร์ที่ยอดเยี่ยมของจีนในสมัยนั้น (ซึ่งยังไม่มีคอมพิวเตอร์) ขอขอบพระคุณทีมงานทุกท่าน ที่ยังอยู่ในดวงใจไหงตลอดมา

รูปภาพของ วี่ฟัด

ฝาเขียวไท้ฮ้า

            ฝาเขียวไท้ฮ้าไหงก็เคยไปพัก เนื่องจากไหงเคยได้ยินไท้ปักไหงเล่า

ให้ฟังว่าตอนที่กลับไปหมอยแย้นเมื่อประมาณปี 2525 เดยไปพัก ไหงจึงอยากรู้ว่าเป็นอย่างไร จึงไปพักมาแล้ว

           ฝาเขียวไท้ฮ้าอยู่ใกล้กับหมอยกงเถียว สะพานข้ามแม่น้ำเหมยเจียง

ซึ่งถือเป็นสัญญลักษณ์ของหมอยแย้น

           หมู่บ้านของไหงมีชื่อว่า หมอยหลิมชุน ( หมู่บ้านป่าเหมย ) ในหมู่บ้านไหงมีคนเซี้ยงใช้ อยู่ประมาณ 700 กว่าคน รู้สึกว่าจะเป็นญาติพี่น้องของอากุงเกือบทั้งนั้น

           หมอยหลิมชุน เป็นหมู่บ้าน ตำบลซ้องกวนถ่อง ใกล้หมู่บ้านไหงมี

เขื่อน ( สุ่ยคู้ ) อยู่ด้วย ดังนั้นฮวงจุ้ยของกุงผอไหงจึงเข้าตามตำราว่าหลังเป็นเขา มีหน้าเป็นน้ำ หมู่บ้านไหงจึงมีอากาศดี น่าอยู่มาก

           คนในหมู่บ้านของไหงพอรู้ว่าไหงมาต่างมาเยี่ยมเยียนไหงมากและทุกคนจะชื่นชมไหงว่าไม่ลืมบ้านที่เมืองจีน บางบ้านก็มีญาติพี่น้องมาอยู่เมืองไทยแต่ไม่เคยกลับไปเยี่ยมบ้านที่เมืองจีนเลย บางคนถึงกับร้องห่มร้องให้ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจที่ญาติพี่น้องไม่เคยกลับไปเลย

           ปัจจุบันคนเมืองจีนไม่ค่อยขัดสนอะไรแล้วเนื่องจากมีช่องทางทำมาหากินมากขึ้น ญาติของไหงที่เมืองจีนส่วนมากจะเป็นลูกของอาศุก จึงเป็นลูกพี่ลูกน้องของไหง ( ศุกปักซุงคี้ )

            เดี๋ยวนี้ลูกๆของลูกพี่ลูกน้องของไหง เขามาทำมาหากินที่ตงก่วน

กิจการเจริญมาก ไหงก็เคยไปเยี่ยมเยียนกิจการของหลานๆไหงที่ตงก่วนมาแล้ว ตงก่วนเป็นเมืองใหญ่ที่เจริญมากอยู่ระหว่างกวางเจากับเซินเจิ้น และอยู่ใกล้สนามบินเซินเจิ้นเพียง 30 กิโลเท่านั้น

            หลานๆไหงมาค้าขายที่ตงก่วนมีฐานะดี มีรถเก๋งชั้นดีขับ จนสามารถส่งอาปาเขามาเที่ยวเมืองไทยมาอยู่กับไหงเกือบเดือน

           แล้วไหงจะเขียนมาเล่าให้ทุคนฟังอีก

 

รูปภาพของ YupSinFa

แนะนำเว็ปฮากกาในจีน

                  ไหงท่องไปในกูเกิ้ลจีน พบ เว็ปไซด์ของชาวฮากกาในประเทศจีน หลายเว็ปมาก เท่าที่จดไว้ และจำได้ ก็มีหลายเว็บ เมื่อก่อนเคยเข้าไปเว็บฮากกาต่าง ๆ เดี๋ยวนี้ลืมไป ก็มีหลายเว็บ เช่น ฮากกาเซี่ยงไฮ้ เดี๋ยวนี้จำไม่ได้ ว่าใช้ชื่ออะไร ตัวอย่างที่จะแนะนำ คือ

                  1.www.hakkaonline.com (เว็บนี้ใช้กูเกิลแปลเป็นไทยแล้วชื่อเหมือนเราเลยคือชุมชนฮากกา)

                  2.www.hakka360.com

                  3.www.gd1234.5d6d.com(เว็ปนี้บอกว่าเป็น เฉาซานฮากกา)

                  4.www.hakka21.com อ้อ นี่ไง ฮากกาเซี่ยงไฮ้

                  ลองเข้าไปเที่ยวแต่ละเว็ปดู แล้วใช้โปรแกรมแปลอัตโนมัติ ของกูเกิล ซึ่งแปลหลุดโลกไปเลย แปลไทยได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ เข้าใจตามตัวอักษร สัก 10 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้น ต้องใช้การคาดเดาด้วยภูมิปัญญาของเราเอง เนื่องจากไวยากรณ์ของจีน กับ ไทย มักจะสลับกัน ดังนั้น เราจะต้องแปลในใจเราอีกทีและคาดเดาว่า ประโยคนี้ ย้อนหน้าย้อนหลังแล้วเรียบเรียงเป็นประโยคในภาษาไทยว่า อย่าง ไร โดยรวมก็พออ่านเข้าใจ ตัวอย่างคำแปล ตลก ๆ เช่น อำเภอ อู่หัว แปลให้ว่า ห้าประเทศ ตอนแรกไหงก็งง อย่างนี้เป็นต้น

                  ไหงเที่ยวไปในเว็บฮากกาเหล่านี้ ได้ความรู้เพิ่ม จากที่เราเคยรู้ เช่น เขาบอกว่า ผู้นำประเทศต่าง ๆ ในโลก ที่เป็นชาวฮากกา นอกเหนือจากที่เราทราบอยู่แล้ว คือ หลี่เติงฮุย หลี่กวงโย่ว(ลีกวนยิว) ไหงพบว่า อดีตนายกรัฐมนตรีประเทศกายอานา (ในแอฟริกา) แซ่จอง ชื่อว่า Zhang Searcy กับกษัตริย์องค์แรกของมาเลเซีย (อันนี้น่าจะแปลผิด อาจจะเป็นสุลต่านหรือผู้ได้รับเกียรติให้เป็นสุลต่านทำนองได้รับเครื่องราชย์อิสริยาภรณ์อย่างนี้มากกว่าเนาะ) ชื่อ เย่เลย์

                 พวกหงีลองเข้าไปเที่ยวดู แล้วจะพบกับความปวดหัวและขบขันในการแปลของกูเกิล แต่ก็สนุกดีโดยภาพรวมแล้วพอเข้าใจ

                 มีของแถม สำหรับ แฟนเพลงจีน ขอแนะนำเว็ปฟังเพลงจีนฟรี หรือจะดาว์นโหลดมาฟังก็ได้

                 1.www.mp3baidu.com เว็ปนี้ดังมาก โหลดง่าย ไหงใช้มานานแล้วโหลดเก็บไว้ในเครื่องแล้วถ่ายลงมือถือติดตัวไว้ฟังได้สบายมาก

                 2.www.henan.chaina.cn

                 3.www.sowang.com

                 4.www.1ting.com เว็ปนี้เพลงใหม่ สนุกมาก เสียดายที่ยังโหลดไม่ได้

                 5.www.520music.com

                 6.www.youku.com

                 สำหรับผู้ที่มีดนตรีจีนในหัวใจลองเข้าไปท่องเที่ยวดู มีเพลงเพราะ ๆ ให้เลือกฟังมากมาย โดยเฉพาะไหง ชอบฟังเพลง หมินเกอ คือเพลงพื้นบ้านเพลงลูกทุ่ง ได้ฟังอย่างจุใจเลยทีเดียว เพลงป๊อบ เพลงวัยรุ่นก็มีนะ แต่ไหงไม่ชอบ ฟังไม่เป็น

                

 

รูปภาพของ YupSinFa

ไหงเป็นฮากกาแดงแต่ไม่ใช่เสื้อแดง

              อันที่จริงไม่ควรเอาการเมืองมาเกี่ยวข้องกับชุมชนของเรา นะ แต่ไหงอึดอัดและอยากออกตัวไว้ให้กับทุกท่านทราบว่า "ไหงเป็นชาวเชียงราย เชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเสื้อแดง และแถมอดีตนายกฯ ท่านนั้น ยังเป็นคนเชียงใหม่ แถมเป็น ฮากกาอีก คือ ตายายของเขา เป็นฮากกาเหมยเสี้ยน บ้านเดียวกับไหง ปู่กับย่า ของเขา เป็น ฮากกาฮงสุน แซ่คิว แต่ไหงไม่นิยมตัวเขาตั้งแต่เล่นการเมืองครั้งแรก ๆ รวมถึงไม่เคยเลือกพรรคของเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว"

              จึงขอออกตัวให้ทุกท่านทราบ ไหงเป็นชาวไทยเชื้อสายจีน ที่มีเสื้อสีชมพู และ ขาว ไหงรักพระเจ้าอยู่หัวกับพระราชินี เหมือนกับคนที่เกิดในประเทศไทยทุกคน และไหง ก็ไม่ใช่เสื้อเหลืองด้วย สรุปก็คือ ไหง ไม่โปรกลุ่มที่กำลังก่อความเดือดร้อนกลุ่มนั้น และไม่ศรัทธา อดีตนายกฯ บ้านเดียวกับไหง ไหงเชื่อในความเป็นจริง ตอเซี้ย

รูปภาพของ วี่ฟัด

ขอชื่นชมอุดมการณ์ของยับซินซาง

          ยับซินซางมีอุดมการณ์เหมือนไหงเช่นกัน  ไหงถูกปลูกฝังจากไท้ปัก ( บิดา ) ไหงมาตลอดตั้งแต่เล็กๆในเรื่องการจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ไทย ไท้ปักไหงบอกว่าที่ไท้ปักมาจากเมืองหมอยแย้นมาอยู่เมืองไทยตั้งแต่อายุ 14 ปีมีครอบครัวที่มีความสุข มีภูมิลำเนาที่อยู่อาศัยอันแสนอบอุ่นอุดมสมบูรณ์เพราะในหลวง

          ตั้งแต่เด็กๆที่บ้านไหงซึ่งเป็นร้านค้า พอถึงวันที่ 5 ธันวาคม และ 12 สิงหาคม ทุกปี ไท้ปักไหงจะต้องให้ไหงช่วยกันประดับประดาธงชาติ และประดับไฟ เสียแพรวพราว ซึ่งนอกจากสถานที่ราชการแล้วไม่ค่อยมีบ้านคนทั่วไปเขาทำกัน ตอนเด็กไหงคิดแบบเด็กๆ ว่าไท้ปักไหงทำไมเว่อจริงๆ

          และเมื่อถึงวันที่ 5 ธันวา ของทุกๆปี ไท้ปักไหงจะต้องดูพิธีสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ อย่างมีความสุข

          ไท้ปักไหงเคยเป็นประทานลูกเสีอชาวบ้าน ในสมัยนั้นประมาณปี 2517 และเคยเข้ารับพระราชทานธงลูกเสือชาวบ้าน ในฐานะประธานรุ่น ซึ่งเป็นที่ภูมิอกภูมิใจของไท้ปักไหงมาก

           บ้านไหงเป็นเอเย่นต์หนังสือพิมพ์ ในจังหวัดราชบุรี ไหงรู้จักเอเย่นต์หนังสือพิมพ์ในจังหวัดเชียงรายคนหนึ่ง ( ไม่ใช่ร้านมิวนิคบุ๊คตรงขนส่ง ) เคยไปปักกิ่งกับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐด้วยกันเมื่อปี 2536 เขาก็เป็นฮากกา หมอยแย้น เหมือนกัน ยับซินซาง รู้จักหรือเปล่า

            ไหงรักพระเจ้าอยู่หัว

          

          

รูปภาพของ YupSinFa

ตอบวี่ฟัดโก

                อันที่จริงในเมืองเชียงรายมีฮากกาหมอยเย้นเหมือนกัน แต่ที่ไหงสื่อออกไปว่ามีแต่ฮงสุนก็เป็นเพราะบรรดาฮากกาเชียงรายทุกคนบอกกับไหงว่า หมอยเย้นก็มี แต่ล้วนพูดป้านกันหมด ตกลงไหงเลยไม่รู้ว่าบ้านไหนเป็นหมอยเย้น (มีอาปักท่านหนึ่งร้านขายที่นอนในตลาดสถานีขนส่งทราบว่าท่านเป็นหมอยเย้น แต่ท่านชอบว่าท่านเป็นฮงสุนมากกว่า-คงเป็นเพราะพวกมากลากไปหรือเข้าเมืองตาหลิ่วอะไรทำนองนั้น) เอเย่นต์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐรายใหญ่อีกเจ้าหนึ่งอยู่ถนนธนาลัย เป็นฮากกาแต่ไหงจำชื่อร้านไม่ได้เสียแล้ว ไหงเป็นลูกค้าประจำสมัยอยู่เชียงราย

                จะเล่าเรื่องให้หงีทราบว่า สมัยอยู่เชียงราย (ปี 37 - 49) ไหงทำงานธนาคาร BBC สาขาอำเภอพานซึ่งมีฮากกามากมาย และสาขาเชียงราย (ไม่ทันร่วมขบวนการเขมือบกับเขาหรอกครับ) ไหงเป็นเจ้าหน้าที่พัฒนาสินเชื่อ หมายความว่า ต้องตามเก็บหนี้ NPL ที่ท่าน ราเกซ ท่านเกริกเกียรติ ท่านฉัฐวัตร์(อดีตสส.เชียงราย) ใช้สาขานี้เป็นฐานในการ ปั้นโคลนตม (ที่ใช้การอะไรไม่ได้) ร่วมกับที่ดิน ออกโฉนด แล้วร่วมกับ กำนันในท้องถิ่น ระดมชาวบ้าน มาเป็นเจ้าของโฉนด แล้วเอามากู้ ที่สาขา นาย ก นาย ข นาย ค ต่าง ๆ เอาชื่อเขามากู้ (อาจจะให้รายละ หมื่น สองหมื่น) ลองคิดดู หลายร้อยราย เป็นเงินกี่ร้อยล้าน เวรกรรมมีจริง ต่างคนต่างมีอันเป็นไปต่าง ๆ เริ่มจาก กำนัน เป็นเอดส์ตาย นายอดีต สส.หายไปจากสังคมไทยไปเลย ราเกซก็เห็นกันแล้ว เกริกเกียรติ อีกไม่นานก็จะถึงฎีกา อีกทั้งบรรดา ผู้จัดการเก่า ๆ ที่ร่วมด้วยช่วยกัน ป่านนี้เป็นคนหมดสภาพไปแล้ว คงแต่บรรดาอดีตพนักงานที่มีคุณธรรมยังอยู่อย่างสุขสบายและพอเพียงแถมมีเงินเก็บตั้งมากมาย

                 ไหงจึงมีหน้าที่ออกพื้นที่ทุก ๆ วัน ไม่ได้อยู่ในสำนักงานเลย ทำให้มีประสบการณ์ที่น่าประทับใจคือ ได้ไปทุกตำบล ทุกอำเภอ ของเชียงราย พื้นที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ ๆ เส้นทางหลัก เส้นทางหลวงระดับอำเภอ ระดับตำบล ไหงไปมาหมดแสกนทั่วทุกพื้นที่ของจังหวัด ภูดอยป่าเขาดัง ๆ ไหงถึงหมดแล้ว ทำให้ไหงรู้จัก วัฒนธรรมพื้นที่ของคนเชียงราย แต่ละอำเภอ คนล้านนาแต่ละที่ เชียงรายมีชาวไทยอีสานแท้ ๆ อยู่หลายอำเภอ พูดลาวกันเป็นหมู่บ้าน ๆ เลยนะ เขาเหล่านี้ อพยพมาจากอีสานได้ไม่เกิน 100 ปีที่ผ่านมานี้เอง ทำให้ไหงรู้จักพ่อค้า นักธุรกิจคนดัง ของเชียงราย ทั้งชาวจีนหยุนหนาน ไหงมีเพื่อนอยู่ก็หลายคน ชาวฮากกาในแต่ละอำเภอ ไหงรู้เกือบหมด (ไม่ได้รู้เป็นการส่วนตัว) ที่รู้จักเป็นการส่วนตัวก็มี ชาวไทยภูเขาที่สนิทกันก็มาก ที่ไหงภูมิใจก็คือการที่ไหงได้ทำงานตรงจุดนี้ทำให้ไหงได้รู้จักกับคนทุกประเภท บางคน (ที่เป็นชาวไทยเชื่อสายจีน หยุนหนาน ฮากกา แต้จิ๋ว แม้กระทั่งไทยเย้า ไทยม้ง) บุคคลในวงเล็บเหล่านี้ จากการที่เป็น NPL ไหงไปช่วยแนะนำวิธีแก้ปัญหา ทำให้จากการที่เขาล้ม เขากลับลุกขึ้นมาได้ หงีเชื่อไหม บางคนไม่เคยรู้ตัวมาเลยว่า เป็นหนี้โดยการซื้อที่จัดสรรกับธนาคาร ด้วยความเป็นคนจริง เขารีบค้าขายทำกำไร หาเงินมาปิดบัญชี (รู้ว่าที่อยู่ตรงไหนแต่ไม่สามารถเข้าไปถึงที่ของตัวเองได้-หงีคิดดู เลวขนาดไหน) บางราย จากเป็นหนี้ ปัจจุบัน ยืนหยัดเป็นเจ้าตลาดการค้าใบชารายใหญ่ที่สุดของเชียงราย เหล่านี้ เป็นสิ่งที่ไหงภูมิใจในการทำงาน แต่เมื่อธนาคารล้ม ไหงกลับทำธุรกิจส่วนตัว ได้บ้าง ล้มบ้าง (ล้มเป็นส่วนมาก) มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง เขาพูดกับไหงว่า คนเราฟ้าไม่ได้สั่งให้มาทำธุรกิจส่วนตัว มันจึงเป็นอย่างนี้ (ไหงเก็ตเลย) ท่านยกตัวอย่างด้วยนะ นายธนาคารใหญ่ของเชียงใหม่ท่านหนึ่ง เป็นผู้นำชาวไทยเชื้อสายจีนในเชียงใหม่ เป็นคนดีมาก ๆ อ่อนน้อมถ่อมตน ประหยัดมัทยัธท์ เสมอต้นเสมอปลาย เงินเดือนน่าจะเป็นแสน แต่ทำธุรกิจส่วนตัวล้มเหลว นี้เป็นธรรมที่น่าคิด แต่หงีไม่ต้องห่วงไหง ตอนนี้ไหงอยู่ตัวแล้ว จากการลองผิดลองถูก ลองแล้วลองใหม่ พลาดแล้วเริ่มใหม่ (ใหม่ทุกอย่างไม่ได้ทำธุรกิจเดิม) พอถึงจุดหนึ่ง ด้วยประสบการณ์ที่สอนเราบวกกับระยะเวลารวมทั้งวัยวุฒิที่มากขึ้น ทำให้เราคิดได้ มองเห็นปัญหา มองเห็นวิธีแก้ ทั้งทางเศรษฐกิจครอบครัว และทางธรรมะของพุทธศาสนา ทั้งความเชื่อของวัฒนธรรมไทย ทั้งคำสั้งสอนของในหลวง ทำให้ตอนนี้ ไหงกับครอบครัว 4 คน พ่อแม่ลูก อยู่กันได้อย่างสุขสบายและเพียงพอ

                  ที่เล่ามาเสียยืดยาวเพียงเพราะอยากสื่อให้หงีรู้ว่า ไหงรู้จักเชียงราย ดีอย่างไร เท่านั้นเอง ปัจจุบัน ไหงเป็นพ่อค้าเล็ก ๆ ซื้อมาขายไป กำไรเล็ก ๆ น้อย ๆ หากินกับเด็ก ๆ มีความสุขมาก งดอบายมุขทุกอย่าง (ปกติก็ไม่ชอบอยู่แล้วยกเว้นดื่มจัดเพียงอย่างเดียว) หันมาพึ่งพระธรรมและยึดมั่นคำสอนของในหลวง ถือศีล 5 ไหว้พระสวดมนต์เช้าค่ำ มีความสุขทางใจ

                  ส่วนที่ไหงว่า จุดยืนและอุดมการณ์ (น่าจะบอกว่าเป็นความฝันที่จะต้องทำให้สำเร็จมากกว่าเนาะ) คือ ถ้าปลดเกษียณตัวเองแล้ว (อีกไม่น่าจะเกิน 17 ปี) จะไป ๆ มา ๆ ระหว่าง จีน-ไทย ตั้งปณิธานไว้ว่า มีเงินเท่าไหร่ ก็จะไม่ไปเที่ยวที่ไหนเด็ดขาด ยกเว้น จีนจะขอไปให้ได้ทั้วประเทศ (ยกเว้นลาว-พม่า-เวียตนาม-ภูฏาน-อินเดียทางอัสสัม) แค่นี้แหละ มีความฝันอยากจะมีร้านอาหารไทยเล็ก ๆ ที่เหมยโจว พอเป็นพิธี

                  ไหงอยากบอกอีกว่า ไหงเป็นคน 4 วัฒนธรรม คือ ไทยล้านนา ไทยกลาง จีนกลาง และฮากกา เพราะไหงชอบประวัติศาสตร์ ชอบภูมิศาสตร์ ชอบวัฒนธรรมพื้นบ้าน ชอบวัฒนธรรมชนเผ่า ถึงแม้ว่า ไหงจะมีเชื้อไทยล้านนาเพียง 25 เปอร์เซ็นต์ แต่ทั้ง 4 วัฒนธรรมที่มีอยู่ในตัวไหง ไหงคิดเอาเองว่า วัฒนธรรมจีนกลาง ของไหง ด้อยกว่าอีก 3 วัฒนธรรมที่ว่า ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปไหงก็จะเริ่มเรียนจีนกลางพร้อมกันไปกับลูกที่ขึ้นชั้น ป.1 โรงเรียนจีนของเชียงใหม่ 6 ปี คิดว่า คงพอไปได้ ถ้าเขายังอยากอยู่ต่อ ก็อีก ม.1-2-3 หรือ 4-5-6 ถ้าเป็นไปได้ ลูกคนนี้ ตั้งเป้าหมายและวางแผนไว้ว่า จะขอทุนไปเรียนที่ม.ปักกิ่ง หรือ ชิงหวา (หงีอย่าต่อว่าไหงนะ ว่าทำไมเด็กอายุแค่ 6 ขวบ คิดไปได้ตั้งไกล แต่ไหงมั่นใจ ด้วยญาณวิถี และรู้จักตัวลูก อีกทั้ง แผนที่ไหงเริ่มวางไว้อย่างเป็นระบบ และเป็นขั้นตอน ไหงเข้าใจว่า คงไปถึง ไหงบอกได้อย่างไม่อายว่า ไหงเป็นคนไม่มีสตางค์ แต่ไหงยังมีกำลังความคิด และกำลังกาย รวมทั้ง ความเชื่อ(ศรัทธา) ในความพยายามและการปลูกผังที่เด็ก และที่สำคัญ ปัจจุบันนี้ มีทุนให้ขอตั้งมากมาย

                  ที่เล่ามาทั้งหมด อาจจะมองว่า เป็นเรื่องส่วนตัว แต่เราใช้เวทีตรงนี้ พูดคุยกัน ทำให้เกิดประโยชน์ ตรงที่ว่า สมาชิกทุกท่าน จะได้เห็น และรับรู้ ในประสบการณ์ หรือ ตัวตน ของแต่ละคน ความคิด จินตนาการ ฯลฯ และเกิดความรักใคร่สนิทสนมกัน โดยที่ไม่จำเป็นต้องนั่งคุยกันตัวต่อตัว ทุก ๆ วัน เพราะโลกเราทุกวันนี้ เป็นโลกไร้พรมแดนจริง ๆ เหมือนกับประตูทุกที่ของโดเรมอน ต่างกันเพียงแต่ว่า ใช้ตัวหนังสือหรือกล้อง ที่อยู่หน้าจอ ก็คุยกันได้ทุกมุมโลก นี้คือความดีของระบบคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต (ขอยกเครดิตให้เว็ปมาสเตอร์ชุมชนฮากกาด้วย อ้อ หงีเห็นหรือยัง เรามีชุมชนฮากกาที่เป็นภาษาจีนอยู่ในต้าลู่อยู่ด้วยนะทุกวันนี้ไหงกำลังสนุกกับการเสริชเข้ากูเกิ้ลจีน แล้วแปลเป็นไทย อ่านแล้วขำดี นี้ยังเป็นความบกพร่องของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ยังไม่สามารถแปลได้อย่างเป็นธรรมชาติ และไหงเชื่อว่า ไม่มีทางที่จะแปลได้อย่างเป็นธรรมชาติ เหมือนที่มนุษย์แปลหรอก จริงไหมครับ)

                 มีอะไรก็เปิดประเด็นมาอีกนะครับ ไหงชอบ ถ้าเข้าทางละก็ ตอบเสียยืดยาวเลย

ขอเสริมเรื่องสถาบันอีกหน่อยนะครับ ทุกวันนี้ แม้ลึก ๆ คิดเสียดายที่ไม่ได้เกิดในจีน แต่ความภูมิใจอย่างสูงสุด ในความเป็นคนไทย ก็คือ "ในหลวง" กับ "สมเด็จ" และทุก ๆ พระองค์ครับ ไหงรักท่านมาก ๆ รักจริง ๆ บางครั้ง อ่านข่าว ดู ทีวี น้ำตาไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง ที่เห็นพระองค์ท่าน ไหงอ่อนไหวมาก กับสถาบันอันเป็นที่เคารพอย่างสูงยิ่งของพวกเรา ทุกวันนี้ไหว้พระขอพร พระรัตนตรัย องค์ปฐมกษัตริย์ ทุกพระองค์ องค์นเรศวร องค์เสด็จพ่อ ร.5 พระสยามเทวาธิราช พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง โปรดคุ้มครอง พระองค์ท่านในหลวงและทุกพระองค์ ขอให้พวกบ้า ๆ นั้น เสื่อมสลายไปโดยเร็วจงมาช่วยกันขอพรกันเถอะครับ-ตอเซี้ย

รูปภาพของ วี่ฟัด

เกี่ยวกับเชียงใหม่

            ช่วงที่น้องชายไหงไปเป็นอัยการแม่ฮ่องสอน ไหงได้มีโอกาศไปทางเหนือบ่อยขึ้น แต่ไหงไม่เคยแวะเข้าไปในเชียงใหม่ เลย ไหงไปแม่ฮ่องสอนทันที

             เชียงใหม่เดี๋ยวนี้ไม่น่าเที่ยวแล้วแหละ มันดูน่ากลัวมากกว่า ไม่รู้อะไรของมัน แม้ไหงอยากไปเยี่ยมหลินปิง แต่ก็เปลี่ยนใจทุกครั้ง จึงใช้ติดตามดูทางทรูดีกว่า บ้านไหงชอบดูหลินปิงดูทุกวัน ดูไฮไลท์ว่าวันนี้หลินปิงทำอะไรบ้าง ไหงว่ายังมีสาระกว่า ไปรับรู้ข่าวพวกบ้าๆเสียอีก

             ส่วนที่จังหวัดราชบุรีนี้บอกได้เลยว่าเป็นเมืองสงบ สันติ อหิงสา

ไม่เหตุการณ์อะไร แต่ราชบุรีเป็นเมืองพันธมิตรนะจะบอกให้ ลองเดินเข้าไปในตลาดราชบุรี แล้วจะรู้ว่าคนราชบุรีดูเอเอสทีวีเกือบทุกบ้าน

              จังหวัดราชบุรีอยู่ห่างจากกรุงเทพเพียงชั่วโมงเดียว เป่านกหวีดปรีดเดียว เข้ากรุงเทพได้ทันที

รูปภาพของ อาฉี

อารยธรรม ยาวกว่าการเมือง

อารยธรรมของพวกเรา มีมายาวนานกว่าการเมือง ที่มีขึ้นมีลง

เราสามารถมีอุดมการณ์ได้ ติดตามสถานการณ์ได้ เราควบคุมความคิดเห็นทางการเมืองได้ แต่อย่าให้การเมืองมาควบคุมอารยธรรมที่ดีงามของเรา จะได้ไม่ขึ้นๆลงๆไปกับการเมือง

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

ไผ่ยังต่างสี




พอดีเมื่อ 3-4 วันก่อนได้ยินเพลงนี้ทางวิทยุ ความหมายดี แถมยังเพราะด้วย เลยไปหาเนื้อเพลงมาครับ

เพลง : ไผ่แดง
ศิลปิน : เทียรี่ เมฆวัฒนา
อัลบั้ม : เพลงประกอบละคร

ไผ่เป็นลำเป็นกลุ่มเป็นกอ ไผ่จะล้อเล่นลม
ไปตามทางที่เหมาะสม ไปตามทิศทางลม
ไผ่ต่างพันธุ์ต่างเผ่าต่างกอ
ไผ่ก็ยังต่างสี ดังผู้คนในสังคมเรานี่ ไยจะไม่ต่างกัน

* คนละทาง คนละอย่าง
คนละอุดมการณ์ แต่ก็มีจุดหมายเดียวกัน
เป็นเรื่องราวของชาวไผ่แดง บ้างก็รู้กันอยู่แก่ใจ
บ้างก็ฝันกันไป แต่จงจำไว้ก่อนจะสาย
อย่าให้ใครมาสนตะพาย

(ซ้ำ *)

แต่จงจำไว้ก่อนจะสาย อย่าให้ใครมาสนตะพาย

รูปภาพของ วี่ฟัด

แตกต่าง ( นิดหน่อย ) อย่าแตกแยก

               ปัญหาชิมฮัก กับ ป้านซานขัก แค่ภาษาแตกต่างกัน ( นิดหน่อย )

เถียงกันเป็นวรรตเป็นเวร

               สำหรับไหง ไหงยินดีในความแตกต่าง เพราะความแตกต่างเป็นช่องทางที่ให้ไหงได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆเพิ่มขึ้น

               ไหงพยายามพูดภาษาชิมฮัก ( ปกติพูดไม่ค่อยได้อยู่แล้ว ) ไหงพยายามพูดภาษาป้าซานขัก นี่แหละคือสิ่งวิเศษที่สุด ฮี้ไนหรอย - คี้ลี่วุ่ยหรอย โอ้โฮสนุก

               ไม่เฉพาะภาษาฮากกาเท่านั้น ไหงยังพยายามเรียนรู้ภาษาแต้จิ๋ว

และพอพูดได้บ้างเอาไว้พูดกับอาเจ็ก อาแปะ โอ๊ยสนุกอีกแล้วมีแต่เรื่องสนุก

ไหงเข้าไปเป็นกรรมการสมาคมเพื่อการกุศลของพวกคนแต้จิ๋ว เวลาประชุมเขาก็พูดแต่ภาษาแต้จิ๋วกัน ไหงต้องพยามยามฟัง ฟังไปฟังมามันรู้เหมือนกันนะ

               ไท้ปักไหงเป็นคนหมอยแย้นแท้ๆ แต่สามารถพูดภาษาแต้จิ๋วได้ดีไม่แพ้คนแต้จิ๋วเลยจนบางคนคิดว่า ไท้ปักไหงเป็นคนแต้จิ๋วเสียอีก

               ดังนั้นการได้เรียนรู้ภาษาต่างๆจึงเป็นเรื่องสนุกสนานน่ารื่นรมณ์

ยิ่งในปัจจุบันมีพวก พม่า มอญ เข้ามาอยู่ในสังคมไทยมากมาย ไหงจึงชอบคุยกับพวกพม่ามอญ เวลาเจอคนพม่า เขาจะทักทายว่า " มิงกลาบะ " ซึ่งแปลว่า " สวัสดี "   "  หรือ  " ทมินซาบาบิละ " แปลว่า " กินข้าวแล้วหรือยัง

ถ้ากินข้าวแล้ว จะพูดว่า " ซาบิบิ " ถ้ายังไม่กิน จะพูดว่า " มัตซายาเดวู " เป็นต้น

               เรื่องความแตกต่าง ( นิดหน่อย ) ของภาษา ไม่ใช่มีภาษาฮากกาอย่างเดียว แม้แต่ภาษากวางตุ้ง ( ไป่ฮั้ว ) ก็มีความแตกต่าง ( นิดหน่อย ) ของภาษาเหมือนภาษาฮากกา โดยภาษากวางตุ้งจะแบ่งเป็น  " ซ้ำยับ " และ " ซี้ยับ "  ภาษากวางตุ้งแบบซ้ำยับจะเป็นภาษาที่มีถิ่นอยู่ในตัวเมืองกวางเจา

ส่วนภาษาซี้ยับ มีถิ่นที่อยู่บริเวณนอกตัวเมืองกวางเจา แต่ไม่เห็นซ้ำยับ ซี้ยับของภาษากวางตุ้งเขามีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกันเหมือนภาษาฮากกาของเราเลย

                  ภาษาฮากกากับภาษากวางตุ้งมีความเหมือนกันมากๆ ไหงสังเกตุว่า เวลาไหงกับญาติไหงจากหมอยแย้น มาพักโรงแรมในกวางเจา เวลาเปิด TV ดูรายการภาษากวางตุ้ง คนหมอยแย้นจะดูอย่างสนุกสนานและรู้เรื่อง

ไหงเคยถามกี่ว่าทำไมฟังรู้ กี่บอกว่าคนฮากกาฟังภาษากวางตุ้งรู้ทุกคนแหละ

                 ตามความเห็นของไหง ไหงคิดว่าความแตกต่าง ( นิดหน่อย )

ของภาษานี่สิเป็นเรื่องน่าสนุกสนานและเป็นเสน่ห์ ที่น่าค้นคว้าหาความรู้ ถ้าภาษามันเหมือนๆกันหมดไหงคงเซ็งแย่

                ถ้าภาษาฮากกาในแต่ละท้องถิ่นม้นเหมือนกับหมดคงจะเซ็งเหมือนกัน  คงจะร้องเพลงซานเกอโต้ตอบกันระหว่าง ฟุงซุ้น หมอยแย้น

ไท้ปู้ อึ้งฝ่า ฮิลแหน่น สนุกแน่ๆ ( ยกตัวอย่างนี้อีกแล้ว แต่ที่ยกนี่เพราะมันชัดเจนที่สุด )

                แตกต่าง ( นิดหน่อย ) แต่อย่าแตกแยกเลยไหงขอร้อง ( กระทบกระเทือนจิตใจใครเปล่าก็ไม่รู้ เดี๋ยวโดนลบ )

น่าดู

ซี้ยับ

 

รูปภาพของ วี่ฟัด

คนฮากกาในราชบุรี

                    คนฮากกาในจังหวัดราชบุรีก็เหมือนกับคนฮากกาในจังหวัดอื่นๆคือน้อยกว่าคนแต้จิ๋วมาก แต่ก็จะมีที่อำเภอบ้านโป่งที่ทีคนฮากกาพอสมน้ำสมเนื้อกับคนแต้จิ๋ว หรือบางทีอาจจะมากกว่านิดหน่อย

                    ในจังหวัดราชบุรีมีอุตสาหกรรมที่มีชือเสียงคืออุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผา กับอุตสาหกรรมทอผ้า

                     อุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผาจะเป็นอุตสาหกรรมของคนแต้จิ๋ว ส่วนอุตสาหกรรมทอผ้าเป็นของคนฮากกา

                     อุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผาเป็นอุตสาหกรรมที่ดูเหมือนว่าจะเป็นสัญญลักษณ์ของราชบุรีไปแล้วคือ " โอ่งมังกร " จนคนทั่วไปรู้จักจังหวัดราชบุรีในนามว่า " ราชบุรีเมืองโอ่ง "

                     ส่วนอุตสาหกรรมทอผ้าเป็นอุตสาหกรรมของคนฮากกา อุตสาหกรรมทอผ้าของคนฮากการาชบุรี มีมานานกว่า 50 ปีแล้ว ในอดีตเมืองราชบุรีเป็นเมืองที่มีการผลิตผ้าขาวม้าอันเป็นที่นิยมของคนทั่วประเทศ หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า " ผ้าทอบ้านไร่ " ที่มีชื่อว่าผ้าทอบ้านไร่เนื่องจากสมัยก่อนโรงงานทอผ้ามักจะตั้งอยู่ในตำบลบ้านไร่ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี

แต่ปัจจุบันคนไทยใช้ผ้าขาวม้าน้อยลงมาก โรงงานทอผ้าในราชบุรีจึงต้องเปลี่ยนไปทอผ้าแบบสมัยใหม่อื่นๆเพื่มขึ้น แต่โรงงานทอผ้าขาวม้าก็ยังมีอยู่บ้าง

                  ชาวฮากกาที่มาตั้งโรงงานทอผ้าในจังหวัดราชบุรี ส่วนมากจะเป็นชาวฮากกาจากอำเภอฮิลแหน่น ( ชิงหลิง ) มีชาวหมอยแย้นบ้างนิดหน่อย ซึ่งปัจจุบันลูกหลานชาวฮากกาฮิลแหน่น ก็ยังสืบทอดเจตนารมณ์ ประกอบอาชีพโรงงานทอผ้าเหมือนเดิม แต่บางโรงงานขยายกิจการจนเป็นโรงงานทอผ้าที่เป็นอุตสาหกรรมขนานใหญ่มีเงินลงทุนร่วมพันล้านบาท

           นายกสมาคม ฮากการาชบุรี คนปัจจุบัน คุณบดินภัทร อธิบตระกูล ก็อยู่ในอุตสาหกรรมการทอผ้าที่มีเงินลงทุนร่วมพันล้านบาท คุณบดินภัทร

มีบิดาเป็นคนฮิลแหน่น เดินทางมาจากฮิลแหน่น มาตั้งโรงงานทอผ้าแถวสพานเหลือง กรุงเทพเมื่อเกือบ 70 ปี ก่อนต่อมาเมื่อประมาณปี 2500 จึงย้ายโรงงานมาตั้งอยู่ในจังหวัดราชบุรี

           สมาคมฮากกาในรุ่นแรกๆจึงเป็นการรวมตัวของคนฮากกาในวงการอุตสาหกรรมทอผ้าราชบุรีก่อนแล้วจึงขยายไปยังกลุ่มคนฮากกาอาชีพอื่นๆ

จนรวมตัวเป็น ชมรมชาวแคะราชบุรี จนจัดตั้งเป็น สมาคมฮากการาชบุรี ในปัจจุบัน

 

                   

รูปภาพของ YupSinFa

ความไม่สบายใจของคน(เวียง)เชียงใหม่

                    เมื่อคืนที่ผ่านมา (3 ทุ่มกว่า ของ 6 เม.ย) ไหงพิมพ์หัวข้อนี้เสร็จแล้วกดส่ง ปรากฏว่า เน็ตของไหง ล่มพอดี เสียอารมณ์ ไปเลย เช้านี้ จึง เขียน และส่งใหม่ คงไม่เหมือนเดิมไปมาก

                    วี่ฟัดโก อ๋าฉีโก อ๋าฉิ่นจี้ อ๋าหลิ่วไท้โก หยิ่นยุ้งเผิ่งยิว อาตี้ ม้วย เห่อ ไท้ก๋าหยิ่น

                    ไหงอยากตอบความเห็นเรื่อง "เกี่ยวกับเชียงใหม่" ของวี่ฟัดโก เพราะตรงกับความรู้สึกของไหงมากรวมถึงคนในเมืองเชียงใหม่ อีกเกือบ ทั้งหมด

                    ก่อนอื่นขอท้าวความเป็นมาของเชียงใหม่ ให้ ไท้กา ทราบก่อนพอคร่าว ๆ

                    ในอดีต บริเวณที่ตั้งของเมืองเชียงใหม่ เป็นที่อยู่อาศัยของ พวก ลัวะ หรือ ละว้า พอพญามังรายมาสร้างเมืองเชียงใหม่ จึงมีคนล้านนามาอยู่ วัฒนธรรมประเพณีของล้านนาบางอย่าง รับเอาของพวกลัวะ มาบ้าง (ปัจจุบัน ลัวะ อยู่ในป่าเขา แถบตะวันตกของเชียงใหม่ และในแม่ฮ่องสอนมีมาก) พญามังราย ทรงราชสมภพที่ โยนกนาคนครเชียงแสน มีแม่จ้าวอั้วมิ่งจอมเมือง (ธิดากษัตริย์เชียงรุ้งในสิบสองปันนา-ไตลื้อ) เป็นพระราชมารดา โยนกนาคนคร หรือ หิรัญนครเงินยาง ถือว่าเป็นราชอาณาจักรแรกของชาวล้านนา

                   ต่อมาพญามังราย มาสร้างเมืองเชียงรายและเชียงใหม่ เอาเชียงใหม่เป็นราชธานีของอาณาจักรล้านนา มีชื่อว่า "นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่" เชียงใหม่ เป็นเพียงสร้อย ของนาม นพบุรี เชียงใหม่ จึงหมายความว่า เมืองใหม่

                   พญามังรายเป็นปฐมกษัตริย์ของราชอาณาจักรล้านนา มีกษัตริย์ปกครองต่อมาในราชวงศ์มังรายอีกหลายพระองค์ รวมถึงมี พระราชชนนี ปกครองแทนยุวกษัตริย์ อยู่ช่วงรัชกาลหนึ่ง ถ้าจำไม่ผิดเป็นพระราชมารดาของพระเจ้าแสนเมืองมา (ราชชนนีองค์นี้ เป็นผู้สร้างพระประธานในวิหารหลวงวัดเจดีย์หลวงวรวิหารกลางเมืองเชียงใหม่ นามว่า พระอัษฐารถ) อีกพระองค์หนึ่งเป็น กษัตริย์ตรี (ผู้หญิง) ทรงพระนามว่า พระนางมหาเทวีจิรประภา ในช่วงนี้มีความเกี่ยวข้องกับอยุธยาดังตอนหนึ่งในภาพยนต์เรื่องสุริโยทัย ช่วงที่ล้านนารุ่งโรจน์ที่สุดอยู่ในสมัย พระเจ้าติโลกราช แห่งราชวงศ์มังราย ล้านนาเป็นมิตรประเทศกั่บ อยุธยา บางช่วง อาจจะเป็นประเทศราชคือส่งเครื่องราชบรรณาการแก่อยุธยาบ้างแต่โดยมากเป็นมิตรกันมากกว่าเป็นเมืองขึ้น

                   เมื่อพม่ายึดล้านนาได้แล้ว ล้านนาจึงตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า แต่ล้านนารับเอาวัฒนธรรมของพม่ามาน้อยมาก ๆ หรือแทบไม่รับเลย (แต่ยังมีบ้าง) จนถึงที่สุด สิ้นยุคราชวงศ์มังราย เชียงใหม่กลายมาเป็นเมืองร้างอยู่ช่วงหนึ่ง

                   มาถึงยุคพระยากาวิละ ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าตากสิน และ รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระยากาวิละ จึงทรงฟื้นเมืองเชียงใหม่ขึ้นมา และปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน (ณ เชียงใหม่) (ชื่อของราชวงศ์นี้เรียกกันในสมัยปัจจุบัน) ทรงเป็นมิตรประเทศกับกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นเมืองหน้าด่านของกรุงเทพ ขจัดอิทธิพลพม่าออกไปได้อย่างสิ้นเชิง ยุคแรกของพระยากาวิละ เชียงใหม่เป็นเมืองร้าง จึงต้องกวาดต้อนผู้คนมาจากที่ต่าง ๆ เรียกว่า ยุค "เก็บผักใส่ซ้า(ตะกร้า)เก็บข้าใส่เมือง) เมืองที่ไปกวาดต้อนมาจึงเป็น เมืองเชียงตุง และ เมืองเชียงแสน เป็นหลัก

                   ขอพูดถึงเชียงตุงก่อน ชาวเชียงตุง เป็นญาติสนิทของล้านนา เรียกตนเองว่า ไตขึน เชียงตุงเป็นเมืองเอกของรัฐฉานตะวันออก มีกษัตริย์ปกครองตนเอง คำว่า ไตขึน หมายความว่า ที่เมืองเชียงตุง มีแม่น้ำไหลผ่าน ซึ่งไหลขึ้นเหนือ ภาษาเชียงตุง คำว่า ขึ้น ออกเสียงว่า ขึน จึงเป็นที่มาของชื่อ "ไตขึน" นักวิชาการสติเฟื่องของไทยในอดีต ตึความว่า ไทยเขิน เรียกสิ่งประดิษฐ์ที่สานด้วยไม้ไผ่และเคลือบด้วยรัก ว่า "เครื่องเขิน" ซึ่ง ความหมายหลุดโลกไปเลย ชาวไตขึนหรือเชียงตุง ถูกกวาดต้อนมาอยู่ที่หมู่บ้านหมื่นสาร-ศรีสุพรรณ-นันทาราม ย่านถนนวัวลายที่มีชื่อเสียงด้านเครื่องเงินนั้นแหละภาษาไตขึน จึงเหมือนกับภาษาล้านนาทุกอย่าง ยกเว้นสำเนียงเท่านั้นที่เพี้ยนไปเพียงนิดเดียว คำศัพท์ทุกตัวพูดเหมือนกัน แต่เสียงวรรณยุกต์เพียนไป เช่น ขึ้น-ขึน เมือง-เมิง เวียง-เวง เป็นต้น นอกนั้นเหมือนกันสรุปว่าพูดคุยกันรู้เรื่องทุกประโยค ภาษาเขียนก็ใช้แบบเดียวกันเพี้ยนไปเล็กน้อย

                   สำหรับเชียงแสน ถูกกวาดต้อนมาหมดจนเกือบเป็นเมืองร้าง (มีผู้ไม่อยากไปหนีหลบเข้าป่าเลยรอด) เชียงแสนก็เช่นเดียวกัน พูดภาษาแบบ ไตขึน อาจจะเรียกว่าเป็นกลุ่มเดียวกันก็ได้ ชาวเชียงแสน นอกจากถูกกวาดมาอยู่ที่เชียงใหม่ ยังถูกแบ่งไปไว้ที่ ลพบุรี สระบุรี และราชบุรี จนกระทั่งทุกวั้นนี้หลายหมู่บ้านในบางอำเภอของ 3 จังหวัดนี้ พูดภาษาล้านนา มีวัฒนธรรมล้านนา (มีอยู่จริง ๆ ) พวกเขาทราบว่า บรรพบุรุษเป็นชาวเชียงแสน

                   กลับมาถึงคำว่า "โยนกนาคนครเชียงแสน" ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของชาวล้านนา ดังนั้น ไทล้านนา จึงถูกเรียกว่า "ไตโยน" หรือ "ไตยวน" โดยย่อมาจากคำว่า โยนก นั่นเอง นี้ไม่ได้หมายความว่าชาวล้านนาเรียกเองนะ แต่เป็นคำที่ชาวไตกลุ่มต่าง ๆ ในจีน พม่า ลาว อินเดีย เรียกพวกเราว่า "ไตยวน" จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องเป็นอย่างมาก

                   สำหรับเชียงแสน ต่อมากลายมาเป็นเมืองร้าง ชาวล้านนาเชียงใหม่ จึงถูกกวาดต้อนให้กลับไปฟื้นเมืองเชียงแสนบ้าง กลับไปกลับมา จึงขยายมาเป็นชาวล้านนาใน 8 จังหวัด และบางอำเภอของอุตรดิตถ์ ยกเว้น แม่ฮ่องสอน ไม่ใช่ไตยวน แต่เป็นไตโหลง หรือไทใหญ่ (โหลงหรือหลวงแปลว่าใหญ่)

                   ปัจจุบัน คนล้านนาเรียกตัวเองว่า คนเมือง ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนที่อยู่ในเมือง ถ้าเป็นคนที่อยู่ในเมือง จะเรียกว่า คนในเวียง (เวียงแปลว่าเมือง)

                   เกริ่นมาเสียหลายย่อหน้า มาถึงตอนนี้จะเข้าประเด็นเสียที เกี่ยวกับความไม่สบายใจและความเบื่อหน่ายต่อ สถานการณ์ในขณะนี้ คนในเวียงเชียงใหม่ รู้สึกเซ็ง เหมือนกับที่คุณวี่ฟัดว่าไว้จริง ๆ ครับ คนที่มีการศึกษา หรือ นักธุรกิจ พ่อค้า ต่าง ๆ ล้วนไม่เอา พวก แดง กันทั้งนั้น ยกเว้น ชาวรากหญ้าในเมือง และตามอำเภอต่าง ๆ

                   ทุกวันนี้ได้แต่มีความอึดอัด และท้อใจ ว่าเมื่อไหร่ จะกลับมาเหมือนเดิมเสียที ไหงเชื่ออีก อย่างว่า พวกที่เข้าใจและมีความเป็นกลางในเชียงใหม่ มีมากไม่น้อยไปกว่าพวก แดง เหมือนกัน

                 

รูปภาพของ YupSinFa

คำสอนของอากุง

                  นานมากแล้ว ไหงพบสมุดบันทึกของ หงาเก้อากุง เขียนด้วยลายมือภาษาไทย เป็นคำคมที่ไหงจำได้ติดตัวมาตลอด จนทุกวันนี้ ไหงพิมพ์คำคมนี้ ใส่กรอบอย่างดีติดไว้ข้างฝาบ้าน เพื่อให้ลูก ๆ ไหง เห็นทุกวัน ทุกวัน    ไม่ทราบว่าคำคม นี้ อากุงคิดขึ้นเอง หรือแปลจากบทกวีจีน ไหงไม่สามารถทราบได้ หากท่านใดทราบที่มา กรุณาไขข้อข้องใจด้วย.....

                  คำคมที่ว่า มีดังนี้.......

      ทางมาแห่งเกียรติ       คือ....."เงิน"

ทางมาแห่งเงิน                  คือ....."งาน"

ทางมาแห่งงาน                  คือ..."ความรู้"

ทางมาแห่งความรู้              คือ..."การศึกษา"

ความสำเร็จแห่งการศึกษา คือ.."ความขยันหมั่นเพียร"

                     ความหมายของคำคมนี้เห็นอยู่ในตัวของมันเองอยู่แล้ว คือคนที่มีเกียรติเป็นที่นับหน้าถือตาในสังคมคือคนที่มีเงิน คนที่มีเงินได้ จะต้องเป็นคนที่มีงานดี คนที่มีงานดีเงินมาก ๆ ได้ จะต้องเป็นคนที่มีความรู้ คนที่มีความรู้สูง ๆ ทำงานได้เงินเดือนมาก ๆ มีตำแหน่งใหญ่โต จะต้องเป็นคนที่มีการศึกษาสูง ๆ คนที่ประสบความสำเร็จในการศึกษาสูง ๆ จึงจะต้อง เป็นคนมี "ความขยันหมั่นเพียร"

               จากคำคมเพียง 5 บรรทัดนี้ หัวใจของมันที่มุ่งสอนลูกหลานจากอากุง ก็คือ "ความขยันหมั่นเพียร" อันเป็นสิ่งเริ่มต้น ของความสำเร็จทุกสิ่งทุกอย่าง และใช้ได้ตลอดชีวิต เป็นพื้นฐานของความสำเร็จต่าง ๆ จนกระทั่ง มีเงิน ได้นั่นเอง

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

อิทธิบาท 4

เป็นคำสอนที่ดีจริงๆ ตรงกับธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรื่อง หนทางสู่ความสำเร็จ ที่เรียกว่า อิทธิบาท 4 ข้อหนึ่งคือ วิริยะ เลยครับ (อิทธิบาท 4 ประกอบด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา).

รูปภาพของ วี่ฟัด

ฮากกาคือกลุ่มการเมือง

            ถ้าศึกษาประวัติศาสตร์ของชาวฮากกา  จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าชาวฮากกาคือกลุ่มการเมือง

            ดั้งเดิมชาวฮากกาคือกลุ่มคนกลุ่มเดียวกับกลุ่มที่ใช้ภาษาจีนกลาง ( ผู้ทงฮั่ว ) ในปัจจุบัน อาศัยอยู่บริเวณเขตจงหยวน ซึ่งถือเป็นเขตศูนย์กลางอำนาจและความเจริญของประเทศจีนในสมัยนั้น

            เขตจงหยวนนั้นถ้าในปัจจุบันคือเขตที่อยู่ระหว่างมณฑล เหอหนาน และมณฑลซ่านซี อันเป็นเขตเมืองหลวงเก่าของประเทศจีนในสมัยนั้น คือเมืองลั่วหยาง และเมืองซีอาน

            ทำไมกลุ่มชาวฮากกาถึงได้อพยพลงมาทางใต้โดยได้อพยพเป็นช่วงๆ ( ไม่ใช่หลินฮุ้ยน๊ะ ) ถึงห้าครั้ง

            ตามการศึกษาประวัติศาสตร์ของนักวิชาการจีนนั้นกล่าวว่า ชาวฮากกาคือกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์ รักความเป็นธรรม ไม่อดทนต่อการกดขี่ข่มเหง

( ไม่ไช่รักความเป็นธรรมเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้องน๊ะ ) จึงรวมตัวกันต่อต้านต่อ ผู้นำที่เป็นทรราชย์ และเมื่อถูกต่อต้านจากผู้นำทรราชย์

จึงต้องถอยหนีลงมาทางใต้ เพื่อรวบรวมกลุ่มคนเพื่อต่อสู้กับผู้นำซึ่งเป็นทราชย์ ดังกล่าว ( เหมือนนักศึกษาเข้าป่าสมัย 14 ตุลา )

                จึงเห็นได้ว่าคุณสมบัติพิเศษของกลุ่มชาวฮากกาคือการมีอุดมการณ์ทางการเมือง กล้าต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมในสังคมยุคนั้นๆ

ชาวฮากกาที่ทีคุณสมบัติดัวกล่าวมีอยู่นับไม่ถ้วน แต่ที่เห็นได้ชัดเจนคือ

                 หงซิ่วฉวนและพรรคพวกชาวฮากกา ผู้กล้าต่อสู้กับราชวงศ์ชิง

ซึ่งถ้าเป็นสมัยก่อน ชาวจีนทั่วไปคงคิดว่า หงซิ่วฉวน ไปฆ่าตัวตายชัดๆ แต่

หงซิ่วฉวน สามารถยึดเมืองต่างๆตั้งแต่ตอนใต้ จนไปถึงเมืองนานจิง ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าเลยว่า คนฮากกาซึ่งเป็นชาวบ้านจะสามารถทำได้ถึงขนาดนั้น

                  ซุนจงซาน ซุนจงซานมีอะไรหลายๆอย่างที่บังเอิญว่าจะไปละม้ายคล้ายครึงกับหงซิ่วฉวนมาก เช่นเป็นชาวฮากกาเหมือนกัน  และปีที่หงซิ่วฉวน ตายคือปีที่ซุนจงซานเกิดพอดี และในตอนเด็กๆเล็กๆ ซุนจงซานชอบบอกใครต่อใครในหมู่บ้านอำเภอจงซานว่าตนเองคือ หงซิ่วฉวน  คนจึงลือกันว่าหงซิ่วฉวนกลับชาติมาเกิดเป็นซุนจงซาน เพื่อมาล้มล้างราชวงศ์แมนจูให้สำเร็จ ซึ่งหงซิ่วฉวนทำไม่สำเร็จ แต่ซุนจงซานทำสำเร็จ

                   พรรคคอมมิวนิสจีนรุ่นแรกๆหรือคนที่เคยผ่านลองมาร์ชมามีชาวฮากกาอยู่มากมายตามทีทเราทราบดี ไม่ว่าจะเป็นจูเตอะ หรือเย่เจี้ยนอิงและยังมีอีกมากมาย

                    แม้แต่ในประเทศต่างๆเช่นไต้หวันหรือสิงค์โป ก็มีชาวฮากกาเข้าไปดำเนินการทางการเมืองมากมาย จนเป็นที่กล่าวขวัญ

                    ซึ่งชาวฮากกาดังกล่าวตามที่กล่าวมาแล้วแต่ละท่านต่างมีอุดมการณ์ทำเพื่อส่วนรวมอย่างชัดเจน มีเกียรติประวัติมากมาย ดังที่ซุนจงซานได้เคยให้คำขวัญที่สำคัญคือ  " เทียนเซี่ยเหว่ยกง "  

 

รูปภาพของ อาฉี

ยิวย่อง

ยิวย่อง 

นับว่าเป็นความภาคภูมิของชาวฮากกา ซึ่งเป็นชาติพันธุ์ ที่สนใจเรื่องการศึกษาจนเป็นซิ่วไฉ , จิ้งซื่อ , จองหงวน ซึ่งต้องเป็นผู้รู้เรื่องระบบการเมืองการปกครอง ที่เน้นความซื่อสัตย์ยุติธรรม ยึดมั่นในราชวงค์ และเป็นนักต่อสู้ สนองคุณแผ่นดินมาโดยตลอด และเป็นเหตุผลหลักที่ต้อง พลัดถิ่นมาแทนตนเองว่า  客家人

เพียงแต่บางเรื่อง เมื่อเวลาที่เหมาะสม ถึงจะสมควรกล่าว  เพราะผู้ชนะเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์ และบางเรื่องก็ยังเป็นอุดมการณ์  ที่ต้องเลือกเวลา สถานที่ ที่เหมาะสม ในการแสดงออกได้อย่างสมภาคภูมิ

คงจำตำนานเรื่อง ขนมไหว้พระจันทร์ กันได้ ที่ชาวฮั่น ใช้นัดหมายกัน โดยที่หน้าฉากไม่ระแคะระคายให้แมนจูรู้ตัว 

ดังนั้น ในยามคิมหันตฤดู จึงถือคติ ศึกในไม่ให้ออก ศึกนอกไม่ให้เข้า 

 

รูปภาพของ YupSinFa

"เทียนเซี่ยเหวยกง"

            เรียนวี่ฟัด โก เป็นเรื่องบังเอิญจริง ๆ ที่ไหงกำลังคิดจะเขียนคำคมของท่าน ซุนจงซานประโยคนี้พอดี " 天下外公 " แปลตามตัวอักษรว่า ใต้ฟ้า เป็นของมหาชน" แปลอย่างสละสลวยใกล้เคียงความหมายที่สุด คือ "แผ่นดิน เป็นของประชาชน" คำคมประโยคนี้ ท่านเขียนด้วยลายมือของท่านเองผ่านปลายภู่กันใหญ่ ในวาระใดวาระหนึ่ง ไม่อาจทราบได้ แต่แผ่นคำคมนี้ ได้ถูกนำไปแกะสลักเป็นป้าย ติดตั้งไว้ตามสถานที่สำคัญของท่าน เช่นที่บ้านเกิดในเมืองจงซาน ที่สุสานในหนานจิง เป็นต้น เป็นคำคมแห่งประวัติศาสตร์จีนที่ดีที่สุดในยุคใหม่นี้จริง ๆ

           ความเป็นคนฮากกาในสายเลือด นับตั้งแต่อดีตโบราณมา จนถึงปัจจุบัน มิอาจปฏิเสธได้ว่า กลุ่มของพวกเรา เป็นนักคิด นักเขียน นักการเมือง ครูบาอาจารย์ อำมาตย์ นักวิชาการชั้นหัวกะทิ นักการเมืองการปกครอง

          ไหงจำได้ว่า เคยอ่านเอกสารฉบับหนึ่ง (ไม่ขอยืนยัน) กล่าวว่า ภาษาฮากกาที่ว่าเป็นภาษาฮั่นบริสุทธิ์นั้น ใช้ในสมัยราชวงศ์ฮั่น ยุคสามก๊ก ที่มีเมืองลั่วหยาง เป็นเมืองหลวง เมืองนี้ในสำนวนสามก๊กฉบับภาษาไทย ออกเสียงว่า ลกเอี่ยง ถ้าใครเคยดูภาพยนต์สามก๊กเมื่อสิบกว่าปีก่อน ที่รัฐบาลจีนเป็นผู้สร้าง ในกองทัพของกวนอูหรือโจโฉ ท่านใดสักคนหนึ่ง มีธงประจำตัว ที่นอกจากจะเป็นแซ่ของแต่ละคนแล้ว ยังมีธงสัญลักษณ์ฮากกาอยู่ด้วย (ภาพยนต์ทีวีชุดนี้ไหงดูครบทุกตอน รวม 3 รอบ คบไม่ได้แล้วนะ)

        ไหงจึงอนุมานเอาว่า ชาวฮั่นกลุ่มที่อยู่บริเวณนี้ เริ่มอพยพลงใต้มาตั้งแต่สมัยสามก๊กเอานี่เองและลงมากันเป็นช่วง ๆ เป็นกลุ่มเป็นก้อน จนมาปักหลักเอาในที่ตั้งปัจจุบันนี้

        ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ชาวฮากกาเราเป็นนักการศึกษาและนักการเมืองที่มีอุดมการณ์รักชาติเริ่มต้นที่ หงซิ่วฉวนก็แล้วกัน (ไหงเขียนเรื่องนี้ไว้ชื่อเริ่องว่า "หงซิ่วฉวน" ฮ่องเต้ที่เป็นชาวฮากกา รู้สึกจะมี 3 ตอนจบ กรุณาตามไปอ่านได้ หงซิ่วฉวน เป็นชาวฮากกาแท้ ๆ ที่เกิดในอำเภอฮวาเสี้ยน มณฑลกว่างตง จนถึงเดี๋ยวนี้ ไหงดูแผนที่กว่างตงยังไง ก็ยังไม่พบอำเภอฮวาเสี้ยน สันนิษฐานว่าน่าจะเปลี่ยนชื่อใหม่ อาจจะเปลี่ยนเป็นเหมยเสี้ยนหรือปล่าว? หงซิ่วฉวน เป็นผู้นำกบฏชาวนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติจีน ความสำเร็จส่วนหนึ่ง คือ สามารถครอบครองพื้นที่ภาคใต้จากกว่างตง ขึ้นไปจนถึงแม่น้ำฉางเจียง สถาปนาอาณาจักรไท่ผิงเทียนกว๋อ หรือ เมืองแมนแดนมหาสันติ ได้ ตั้งตนเป็นฮ่องเต้ได้ แต่ด้วยที่มีกุนซือ และบรรดาขุนศึกแต่ละคน ล้วนขาดยุทธวิธีและประสบการณ์ จนรัฐบาลชิง สามารถปราบปรามได้ในที่สุด แล้ว หง ก็กินหญ้าแทนข้าว จนตายไป

        ท่านซุนจงซานเกิดในวันที่หงซิ่วฉวนสิ้นชีพ อาจจะเป็นท่านหง มาเกิดก็ได้ ของอย่างนี้ใครจะไปรู้ดีกว่า สวรรค์ ใช่ไหม แถมทั้งสองท่าน ยังนับถือคริสตศาสนาเหมือนกันอีกด้วย ท่านซุน พ่อตาก็เป็นคริสต์ ภรรยาก็เป็นคริสต์ (ภายหลังยกเลิกนับถือศาสนาเพราะเข้าพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งห้ามนับถือศาสนา)

        เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ชาวฮากกา โดยเฉพาะพวกฉิ่ม เป็นนักวิชาการ กับนักการเมืองเป็นส่วนใหญ่ ทั้งในประเทศจีน และ โพ้นทะเล ในประเทศไทยของเรา ลองวิจัยสำรวจข้อมูลกันดูสิ ว่า นายแพทย์ต่าง ๆ อาจารย์มหาวิทยาลัยต่าง ๆ นักปกครอง นักกฏหมาย ที่มีชื่อเสียง และไม่มีชื่อเสียง มีชาวฮากกาอยู่มากมายหลายท่าน ยกตัวอย่างมหาวิทยาลัยที่ไหงเรียน คณะบริหาร ไหงก็รู้ว่ามีอาจารย์เป็นฮากกาอยู่ตั้งหลายท่าน  ส่วนอาชีพที่ถนัด คือ ช่างตัดเย็บเสื้อผ้า ที่ภรรยาไหงยึดเป็นอาชีพหลักมาเกือบยี่สิบปี ช่างหนัง ช่างตัดเย็บรองเท้า ส่วนด้านการค้าการธุรกิจ มักจะเป็นความถนัดของ ฮากกาฮงสุนเสียมากกว่า

        ลองเรียบเรียงบุคคลดัง ๆ ของไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในทุกทุกด้านสาขา ตามความรู้ที่ไหงพอทราบ ว่ามีคนดังชาวฮากกาในไทยท่านใดบ้าง เรียงลงมาตามลำดับ ลองดูเล่น ๆ เนาะ ส่วนท่านใดที่มีความรู้เพิ่มเติม ช่วยเสริมได้

        1.ไหงได้ยินว่า พระยาอนุมานราชธน (เสถียรโกเสศ) เป็นชาวฮากกา (ท่านนี้เป็นนักปกครองและนักเขียนชื่อดังในสมัยรัชกาลที่ 6 - 7)

        2.ปู่ของคุณบัญชา ล่ำซำ ชื่อ อึ้งยุกเหลียง (ถ้าผิดขออภัยชาวล่ำซำด้วย) รวมถึงพ่อของคุณบัญชา ตัวคุณบัญชา ล่ำซำ คุณบัณฑูร ล่ำซำ ลูกของคุณบัญชา ล่ำซำ และรวมถึงบรรดาล่ำซำรุ่นที่ 5 ที่ 6 ในทุกวันนี้ที่เป็นเซเลเบรตี้โด่งดังในสังคมไทย

       3.คุณยินดี ลิ่วเฉลิมวงศ์ น้องสาวของคุณบัญชา นักธุรกิจสตรี และนักสังคมสงเคราะห์

       4.คุณมีเซียม ยิบอินซอย นักประติมากรรมที่ยิ่งใหญ่ของไทย ในสมัยต้นรัชกาลในหลวงภูมิพล

       5.คุณเกียรติ - คุณจรรย์สมร วัธนเวคิน ท่านเป็นอย่างไร คิดว่าทุกท่านล้วนทราบดี

       6.คุณหญิงณัฐิกา วัฒนเวคิน อังอุบลกุล นักธุรกิจสตรีชื่อดัง และนักสังคมสงเคราะห์

       7.คุณผิน คิ้วคชา (คิ้วไพศาล) เจ้าของอาณาจักรภูเก็ตแฟนตาซีที่โด่งดัง ด้วยสัญลักษณ์ดวงตาทั้งสองข้างหยีได้อย่างน่ารักมาก

       8.คุณประภัสท์ โพธิวรคุณ อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

       9.คุณวิกรม กรมดิษฐ์ นักธุรกิจแนวปรัชญาจีน ที่ประสบความสำเร็จด้วยหลักการทางธุรกิจผสมปรัชญาจีน (ตะวันออก)

       นึกไม่ออกแล้ว ขอให้ทุกท่านช่วยเสริมให้ไหงด้วย 

หมายเหตุ ลืมเขียนถึงเรื่องครอบครัวตระกูลของไหง อากุงไหง เป็นนักวิชาการ พูด อ่าน เขียน ได้ 4 ภาษา คือ ผู่ทงฮว่า ฮากกาฟ้า ไทยกลาง และ ภาษาอังกฤษ ท่านเป็นอาจารย์ และนักบัญชี ให้กับบริษัทใหญ่ ๆ ของชาวฮากกา (เคยทราบว่าท่านเคยเป็นผู้จัดการภัตตาคารห้อยเทียนเหลาที่เยาวราชด้วย ถ้าไปกรุงเทพอีกครั้ง ไหงจะลองเข้าไปขอประวัติดูว่าเขาจะมีเก็บไว้หรือไม่) เป็นซินซางในโรงเรียน ลูก ๆ ของท่าน ตั้งแต่อาปาไหง รวมถึง อาสุก อากู ทุกคน ล้วนทำงาน หงาเก้อาปา ทำงานธนาคาร สุกกู ที่เหลือ เป็นเหล่าซื้อข้าราชการไทย อีกคนเป็นตำรวจ รวมถึงรุ่นไหง ที่ทำงานรัฐวิสาหกิจและบริษัทเอกชนใหญ่ ๆ กันทุกคน ยกเว้นไหงคนเดียว ที่เป็นพ่อค้า และ ทำอาชีพอิสระ ในทุกวันนี้

           ขอเสริมอีกนิด ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาหลายร้อยปี สตรีฮากกา ไม่รัดเท้าเหมือนสตรีฮั่นกลุ่มอื่น ๆ เลยครับ อันนี้ข้าน้อย ขอยืนยัน

 

 

รูปภาพของ วี่ฟัด

เทียนเซี่ยเหวยกง ( ต่อ )

              ไหงได้ซื้อภาพของท่านซุนจงซานขนาดใหญ่ มาจากร้านหนังสือซินหวา ที่หมอยแย้น ซึ่งชื่อร้านเป็นลายมือของเหมาจู่สี ร้านหนังสือ ซินหวาตั้งอยู่ตามเมืองใหญ่ๆทั่วประเทศจีน ใต้ภาพของท่านซุนจงซานมีลายมือของท่านเขียนว่า " เทียนเซี่ยเหวยกง " ซึ่งท่านน่าจะหมายถึงประเทศชาติเป็นของส่วนรวมของทุกคน มิใช่ให้คนหนึ่งคนใดมาแสวงหาผลประโยชน์สร้างความโลภแต่เพียงผู้เดียว เหมือนประเทศด้อยพัฒนาบางประเทศที่มีรูปร่างเหมือนขวาน

               รูปของท่านซุนจงซานจึงติดเด่นเป็นสง่าอยู่ที่ สมาคมฮากการาชบุรี  โดยไหงอยากให้ชาวฮากการาชบุรี จดจำความเสียสละเพื่อส่วนรวม และรักประเทศชาติยิ่งชีพ ( ไม่ใช่รักชีพยิ่งชาติ ) เชื่อใหมว่าคนฮากกาส่วนมากไม่ทราบว่า บิดาของประเทศจีน ( กั๋วฟู่ ) ผู้นี้เป็นคนฮากกา อันเป็นที่น่าภาคภูมิใจยิ่งนัก

               ส่วนเรื่องหงซิ่วฉวน นั้นท่านเป็นคนหวาเสี้ยน นั้น อำเภอหวาเสี้ยนเป็นอำเภอ ซึ่งอยู่บริเวณชานเมืองกวางเจา เมื่อเดือนที่แล้ว ไหงได้หนังสือแนะนำเมืองกวางเจา ได้มีการแนะนำสถานที่น่าเที่ยวบริเวณเมืองกลางเจา อำเภอหวาเสี้ยน บ้านเกิดของหงซิ่วฉวน ก็เป็นสถานที่หนังสือฉบับนั้นแนะนำ

              นอกจากนี้หนังสือยังได้แนะนำสุสานทหารซึ่ง เย่เจี้ยนอิง นำกำลังทหารเข้าต่อสู้กับทหารกั๋วหมินตั้ง ( เจียงเจี่ยสือ ) ซึ่งถือว่าเย่เจี้ยนอิง ได้ประกาศตัวเป็นปฏิปักษ์กับกั๋วหมินตั้งเป็นครั้งแรก โดยเย่เจี้ยนอิง ได้ชักชวนคนจากเหมยเซี่ยน และชาวฮากกา เข้าร่วมต่อสู้ดังกล่าวด้วย ซึ่งมีคนตายจากการสู้รบกว่าห้าพันคน ซึ่งในสุสานนี้มีอนุสาวรีย์ประกาศความกล้าหาญของเย่เจี้ยนอิง อยู่ด้วย

                ตามประวัติของหงซิ่วฉวน ซึ่งเป็นชาวฮากกา การศึกษาเล่าเรียนคืออาภรณ์อันล้ำค่าที่ห่อหุ้มตัวของผู้ชายชาวฮากกาทุกผู้ทุกนามอยู่แล้ว หงซิ่วฉวนก็เช่นกัน หงซิ่วฉวนก็ศึกษาเล่าเรียนดูตำรับตำราอยู่ที่อำเภอหวาเซียน

เพื่อเตรียมสอบซิ่วไฉ เพื่อจะได้มีโอกาศเข้ารับราชการอันเป็นสุดยอดความปรารถนาของชายชาวฮากกาทั้งมวล เพื่อเป็นเกียรติแก่ตนและวงศ์ตระกูล

                 เมื่อถึงคราวสอบหงซิ่วฉวนก็เดินทางเข้าเมืองกวางเจาเพื่อทำการสอบซิ่วไฉ ปีแรกสอบไม่ได้ ไม่เป็นไรหงซิ่วฉวนก็กลับบ้านเพื่อไปตระเตรียมเพื่อมาสอบใหม่ในปีหน้า

                  แต่พอสอบปีที่สอง ปีที่สามก็ไม่ได้ จนเป็นที่กลัดกลุ้มของหงซิ่วฉวนมากจะกลับบ้านก็อับอายชาวบ้านที่อำเภอหวาเซียน หงซิ่วฉวนจึงตระเวณอยู่ในเมืองกวางเจาเกือบเดือน ไม่ยอมกลับบ้าน

                  จนวันหนึ่งหงซิ่วฉวนเดินอยู่ในเมืองกวางเจาด้วยความท้อแท้นั้น ก็ได้พบมิชชันนารี่ผู้หนึ่ง ซึ่งกำลังเดินเผยแพ่ศาสนาคริสอยู่ในกวางเจา

และมิชชั่นารี่ผู้นั้นได้ให้คำภีไบเบิลแก่หงซิ่วฉวนหนึ่งเล่ม หงซิ่วฉวนก็รับคำภี

ใบเบิลมาโดยไม่ได้สนใจอะไร

                  อีกไม่กี่วันหงซิ่วฉวนก็กลับบ้าน แต่ก็ไม่ได้สนใจในคำภีใบเบิล

ได้แต่เอาคำภีใบเบิลเก็บไว้เฉยๆ จนต่อมาหงซิ่วฉวนได้นำคำภีใบเบิลมาอ่าน

แล้วจึงคิดว่าตนเป็นน้องชายของพระเยซุ จึงรวบรวมคนขึ้นต่อสู้กับราชวงศ์ชิง

                   ขอจบเท่านี้ก่อน ( ประกาศภาวะฉุกเฉินแล้ว ) มาช้าดีกว่าไม่มา

             

รูปภาพของ YupSinFa

กำลังดีใจกับภาวะฉุกเฉิน

              ขอขอบคุณวี่ฟัดโก ที่ให้ความกระจ่างเรื่องอำเภอฮวาเสี้ยน ที่แท้ก็อยู่ในปริมณฑลของกว่างโจวนี่เอง นับว่า ชาวฮากกาที่หนาแน่นในเหมยเสี้ยนและหย่งติ้งแล้ว น่าทึ่งก็คือ มีฮากกากระจัดกระจายอยู่ทั่วมณฑลกว่างตง บางส่วนของกว่างซี และทางเหนือของเกาะไห่หนาน

             เกี่ยวกับเรื่องของท่านหงซิ่วฉวน ไหงได้เขียนไว้โดยละเอียด โดยแบ่งเป็น 3 ตอน มีข้อมูลที่อ้างอิงจากหนังสือประวัติศาสตร์จีน ของท่านทวีป วรดิลก มิได้เขียนจากความทรงจำเหมือนบางหัวข้อ

             ส่วนตัวไหง มีความเคารพรักและเทิดทูนท่านซุนจงซานมาก ถือเป็นปูชนียบุคคลประจำตัวไหงเป็นมหาบุรุษและรัฐบุรุษประจำตัวไหงมานาน ประมาณว่าไหงอายุได้สัก 17 ปี ก็รู้เรื่องราวของท่านแล้ว ไหงจึงมีรูปภาพของท่าน ใส่กรอบ ติดข้างฝาบ้านมาเป็นเวลานานมากแล้ว ถือว่าเป็นลัทธิบูชาตัวบุคคลก็แล้วกันเนาะ อีกท่านหนึ่ง ที่ไหงรักและเคารพมาก ๆ ดั่งชาวต้าลู่ทุก ๆ คน เพราะไหงอ่านประวัติของท่านมาโดยละเอียด บุคคลท่านนี้ คือ "โจวจ๋งหลี" หรือ นายกรัฐมนตรีโจวเอินไหล ปูชนียบุคคลของประวัติศาสตร์จีนใหม่ ท่านเป็นบุคคลที่งดงามสดใสมาก รูปหล่อ อุดมการณ์แรงกล้า การศึกษาสูงมาก พูดได้หลายภาษา ไม่มีความด่างพร้อยในชีวิตของท่านเลยแม้แต่นิดเดียว ท่านเป็นผู้นำคอมมิวนิสต์จีน เพียงผู้เดียว ที่ประชาชนจีนใหม่ ทั้งประเทศ รักและเคารพบูชามากที่สุด มากกว่าประธานเหมาเสียอีก ไหงยืนยัน (เปรียบเหมือนกับคนไทยรักในหลวงในปัจจุบันนี้) อีกไม่นานไหงจะเขียนเรื่องราวของท่านโจวจ๋งหลี่ให้อ่านกัน ด้วยความรับผิดชอบ ไหงจะต้องแม่นยำ ก่อนที่จะเขียนออกมาได้

            ไหงยังไม่มีโอกาสไปจีน จึงไม่สามารถหารูปภาพของท่านโจวมาได้ แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ อีกไม่กี่วัน ไหงจะเสริชเข้ากูเกิ้ลจีน หาท่านโจวเอินไหล คงจะมีรูปภาพสวย ๆ ของท่านเซฟมาแล้วเอาไปปริ้นท์เป็นรูปภาพที่ชัดเจนสวยงามได้ไม่ยาก

            ภริยาของท่านโจวจ๋งหลี่ คือ ท่านเติ้งอิ่งเชา ท่านผู้นี้ เป็นสุภาพสตรีที่งดงามมากในด้านจิตใจและอุดมการณ์อันแรงกล้าต่อการปฏิวัติเปลี่ยนประเทศ ท่านนับว่าเป็นเนื้อคู่ของท่านโจวจ๋งหลี่อย่างแท้จริง ถ้าจะว่ากันตามตรง ท่านโจวเอินไหล เป็นสุภาพบุรุษที่รูปหล่อมาก ๆ แต่ท่าน เติ้งอิ่งเชา เป็นสุภาพสตรีที่รูปร่างหน้าตา สุดแสนจะธรรมดา คนเรานั้น หากจะรักกันจริง จะรักที่ความเป็นตัวตนของคน ๆ นั้น มากกว่ารูปร่างหน้าตา ท่านเป็นภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของท่านโจวมานานหลายสิบปี จวบจนกระทั่งท่านโจวถึงแก่อสัญกรรมในเดือน กรกฎา 1976 เหมาเจ๋อตง ตามท่านไปใน เดือน กันยายน 1976 เช่นเดียวกัน ท่านโจวนี่เอง ที่เป็นต้นแบบแปลนแนวความคิดในการพัฒนาประเทศ ให้กับเติ้งเสี่ยวผิง ในระยะปฏิวัติวัฒนธรรม ท่านโจว จะปรึกษากับเติ้งเสี่ยวผิงตลอด เกี่ยวกับการพัฒนาประเทศหลังจากหมดยุคของท่านกับเหมาจู่สี แม้แต่ตอนล้มป่วยหนัก ได้ปรึกษาหารือกับเติ้งอย่างลับ ๆ มาโดยตลอด โดยมีท่านยับเกี้ยนยิน เป็นตัวประสาน ท่านปกป้องเติ้งกับครอบครัว ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม โดยให้ออกชนบท เพื่อหนีห่างจากศูนย์การนำพรรค ถึง 2 ครั้ง 2 ครา (ครั้งหลังเป็นการช่วยของท่านจอมพลยับ) ดังนั้น ความสำเร็จของเติ้งเสี่ยวผิง และความสำเร็จของจีนในทุกวันนี้ มาจากวิสัยทัศน์ของท่านโจวจ๋งหลี่ผู้นี้เอง เติ้งเป็นคนเก่ง และรับเอาแนวคิดของโจว มาปฏิบัติให้สำเร็จเป็นรูปธรรมเท่านั้น

              ส่วนท่านเติ้งอิ่งเชา หลังจากกลายเป็นม่ายแล้วในยุคปัจจุบัน (ท่านเป็นผู้สูงวัยที่มีความแข็งแรงและอายุยืนมากท่านหนึ่ง) ท่านได้ทำหน้าที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคฯจีน ไปเยี่ยมเยือนประชาชนตามที่ต่าง ๆ ดุจดังประมุขของประเทศ ประชาชนจีนทั้วไป รักและเคารพท่านมาก ขนานนามให้ท่านว่า "เติ้งอิ่งเชา---หว่อเหมินเตอเติ้งต้าเจี่ย" หมายความว่า ท่านเติ้งอิ่งเชา พี่ใหญ่เติ้งของพวกเรา ท่านน่ารักมาก เคยถวายการรับเสด็จสมเด็จพระเทพฯ ก่อนที่ท่านจะลาโลกนี้ไป และเคยเดินทางมาเยือนประเทศไทยตามคำเชิญของรัฐบาลไทยด้วย

             เหมาเจ๋อตง เคยพูดกับนางเจียงชิงว่า "เธอเห็นท่านโจวเอินไหลกับสหายเติ้งอิ่งเชาไหม-ฉันล่ะอิจฉาชีวิตแต่งงานของพวกเขาจริง ๆ " สำหรับเติ้งเสียวผิงแล้ว ท่านมีความสนิทสนมกับสองสามีภรรยานี้มาก และให้ความเคารพมากด้วย ท่านเติ้งอิ่งเชาลาจากโลกนี้ไปก่อนเติ้งเสี่ยวผิงสักไม่กี่ปี เดิ้งถึงตามไปสมทบ

             ท่านโจวจ๋งหลี่กับท่านเติ้งอิ่งเชา จากผลของการสู้รบ ทำให้ท่านเติ้ง ต้องแท้งลูก และไม่สามารมีลูกได้อีก ทั้งสองท่าน จึงรับลูก ๆ ของบรรดานักปฏิวัติร่วมชาติ ที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชา มาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ดุจดังลูกที่แท้จริง หนึ่งในบุตรบุญธรรมของทั้งสองท่าน ที่เติบโตทางการเมืองมีตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีจีนท่านหนึ่ง ท่านผู้นั้นคือ "อดีตนายกรัฐมนตรีหลี่เผิง"นั่นเอง หลี่เผิงจบวิศวกรรมพลังน้ำจากมหาวิทยาลัยชิงหวา นับว่าเป็นบุตรบุญธรรมคนหนึ่งที่ท่านทั้งสองรักมากและส่งเสียจนจบศาสตร์ชั้นสูง และไม่ทำให้ท่านผิดหวังเลย (หลี่เผิงเป็นบุตรกำพร้าเนื่องจากบิดาของเขาสละชีพไปในการปฏิวัต-ยับสินฝ่า)

             

รูปภาพของ YupSinFa

ซินหวาจื้อเตี้ยนหรือปล่าว

               ไหงทราบว่า ทุกเมืองใหญ่ ๆ มีร้านหนังสือของรัฐบาลขายอยู่มีหนังสือแทบทุกประเภท ไหงเคยไปที่ทั้งกว่างโจวกับที่เหยโจว จำชื่อร้านชัวร์ ๆ ไม่ได้ น่าจะชื่อว่า ซินหวาจื้อเตี่ยน หรือปล่าว แต่ซินหวาจื้อเตี่ยน เป็นตำราว่าด้วย ดรรชนีของจีน คล้าย ๆ พจนานุกรม เล่มเล็ก ๆ ไหงเคยซื้อมาใช้ติดต่อกันลหลายปี จนหายไป

               ร้านซินหัวที่ว่านี้ ในเหมยเสี้ยน อยู่ตรงห้าแยกริมแม่น้ำเหมยเจียงหรือปล่าว ถ้าจำไม่ผิด เดินเลยจากโรงแรมหวาเฉียวตรงสะพานไปอีกไม่ไกลก็ถึงห้าแยก ร้านซินหวานี้อยู่ตรงขวามือ ส่วนในกว่างโจวจำได้ว่า อยู่ที่ถนนปักกิ่ง อันคึกคักมาก คนเดินเป็นพัน ๆ คนสองข้างทาง ไม่รู้มากันจากไหน เหมือนมดเหมือนปลวก

              อ้อ วี่ฟัดโก ไหงจำได้แล้ว หลังจากพิมพ์ไป ๆ ร้านชื่อ กว๋อจี้ซูเตี้ยน ใช่ใหม่ หาใช่ร้านซินหวาไม่ หรือว่า มีร้านเปิดใหม่ ชื่อซินหวา ไหงทราบว่า กว๋อจี้ซูเตี้ยน เป็นร้านหนังสือของรัฐบาลกลาง มีในเมืองใหญ่ ๆ แทบทุกเมือง กว๋อจี้ แปลว่า แห่งชาติ ซูเตี้ยน ก็คือร้านหนังสือ รวมความว่า "ร้านหนังสือแห่งชาติ" ไหงไปชอปมาแล้ว เคยซื้อหนังสือวิจัยความเป็นมาของชาวฮากกา จัดพิมพ์โดยสำนักงานแห่งหนึ่งในเหมยเสี้ยน รู้สึกว่าเป็นหนังสือที่ดีมาก ๆ แต่อย่างว่า หายไปเสียแล้ว

 

รูปภาพของ วี่ฟัด

ร้านซินหัวชูเตี้ยน

              ร้านนี้ถ้าจากฝาเขียวไท้ฮ้า แล้วเดินข้ามสะพาน เหมยกงเถียว ไปประมาณ 500 เมตร เป็นร้านหนังสือใหญ่ ใหญ่กว่าร้านหนังสือในเมืองไทยมาก เป็นตึกประมาณ 5 - 6 ชั้นขายหนังสือทุกชั้น

          ไหงเคยถ่ายรูปมาแล้วให้เหล่าซือดู เหล่าซือบอกว่าชื่อร้าน " ซินหัว "

เป็นแบบลายมืออันลือชื่อของเหมาเจ๋อตง ( เหล่าซือเป็นคนกวางเจา )

          หนังสือความเป็นมาของชาวฮากกาไหงก็เคยเห็นจากร้านนี้ เป็นหนังสือเล่มหนาๆ เหมือนหนังสือพุทธธรรม ของท่านปยุต ไหงเคยเปิดดูแล้วมีความรู้เกี่ยวกับฮากกาที่ละเอียดมาก แต่ไม่ได้ซื้อมาเนื่องจากตอนนั้นภาษาจีนไหงไม่ค่อยแข็งแรง ถ้าไหงมีโอกาศไปอีกไหงจะซื้อมาให้ได้

          ที่สมาคาฮากกา ราชบุรี มีคนเรียกร้อง อยากให้ไหงจัดทัวร์ไปเที่ยวถิ่นฮากกา และหย่งติ้ง ถู่โหลมาก

           มีคนฮากกาท่านผู้หนึ่งคือคุณวิโรจน์ อัจฉริยศรีพงศ์ อดีตนายกสมาคมฮากกา ท่านเป็นหมอยแย้น ขณะนี้ท่านมีอายุประมาณ 78 ปีแล้ว ท่านประกอบธุรกิจเกียวกับจิวเวอรี่ มีโรงงานผลิต ส่งออกจิเวอรี่ด้วย ท่านมีร้านขายเพชรพลอยชื่อ " เจมส์พาวิลเลี่ยม " มีสาขาทั้ง สยามพารากอน และเอ็นโพเลี่ยม แหล่งไฮโซ

            ทั้งอาปักและอาเมของท่านเดินทางมาจากหมอยแย้น ท่านเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนตอนท่านยังยากจนมาก ไม่มีปัญญาพาอาปักกับอาเมไปหมอยแย้น แต่ตอนนี้ท่านร่ำรวยมีเงินทองมหาศาลแต่อาปักและอาเม ก็เสียหมดแล้ว

             ท่านจึงอยากไปหมอยแย้นสักครั้ง ท่านบอกชื่อภูมิลำเนาของอาปักอาเมของท่านแต่ไหงจำไม่ได้ ไหงจะไปสอบถามท่านเพื่อขอให้ท่านยับซินซาง ช่วยหาในแผนที่ บางทีอาจได้ไปหมอยแย้นอีกภายในปีนี้

             ถ้าไหงได้ไปไหงจะซื้อหนังสือดังกล่าวมาฝากท่านยับซิบซาง

ในวันที่ 26 เมษายน - 2 พฤษภาคมนี้ไหงจะไปคุนหมิง - ต้าลี่ - ลี่เจียง แต่ไปกับทัวร์ แต่คิดว่าคงไม่มีเวลาไปดูหนังสือตามร้าน ถ้ามีเวลาจะลองไปดู

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

ภาพร้านซินหัวซูเตี้ยน

ชื่อร้าน

ร้านในเหมยโจว (ในเน็ตเค้าว่านะครับ ไม่ได้ถ่ายเอง).

รูปภาพของ วี่ฟัด

ด้วยความเคารพ ขอท้วงติงคำว่า เหว่ย

             

 

             รูปซุนจงซานแบบนี้ไงที่ไหงซื้อมาจากหมอยแย้นมาติดเด่นเป็นสง่าที่สมาคมฮากการาชบุรี

              天下外公 ตัวเหว่ยไม่ใช่ตัวนี้ครับ ตัวนี้คือตัวไว่ แปลว่านอก เช่นไว่กั๋ว ( ต่างประเทศ ) ไว่ผอ ( ยาย ) คอมพิวเตอร์ไหงพิมพ์ภาษาจีนไม่ได้

              เหว่ยคือตัวนี้ 为 ซึ่งแปลว่าเพื่อ

               มีคำคมที่ซุนเค่อบุตรของซุนจงซาน เคยเขียนและมีชื่อเสียงอีกประโยคหนึ่งคือ " จู้เหรินเหวยเล่อ "  (การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เพื่อนำมาซึ่งความสุข ) จึงขอเอวังด้วยประการฉะนี้ สาธุ

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

ภาพ เทียนเซี่ยเหวยกง

 

ภาพจาก http://static.ytrip.com

รูปภาพของ เฉินซิ่วเชง

ไหงจั้งจ่อนหรอย....

รายงานตัวนะเจ้า   กลัวตกข่าวตกเทรนสาระของท่านทั้งหมดไม่เท่าทัน   สนุกมากเจ้าได้เข้ามาอ่านทุกสาระ  ไหงกลับมาจากการติดตามไปบันทึกภาพเกี่ยวกับวัฒนธรรมการบวชลูกแก้ว  และขานขวัญนาค พร้อมทั้งการบวชพระ 150 รูปที่วัดเวียงกาหลง  อ.เวียงป่าเป้า  จ.เชียงราย  5-6 เมษายน2553 ซึ่งเราจะบันทึกภาพและเสียงนำมาตัดต่อกัน  เพื่อนำเสนอวิจัย แห่งชาติต่อไป   โดยความร่วมมือกับมช.  ม.พายัพ  และม.โยนกเป็นแกนนำ   

ช่วงนี้ปิดเทอมแต่ทุกมหาวิทยาลัยเรียมงานภาระการสอน  วิจัยให้กับสถาบัน  แล้วแต่ภาระของอ.แต่ละท่านที่รับกันมา  ไหงคงได้ลงพื้นที่เต็มตัวอีกครั้ง  วันที่ 12-23 เมษายน2553นี้  แต่คราวนี้ไหงถือโอกาสบวชเขมะฯเสียเลย  ตั้งใจบวช 12 เมษานี้ให้อาเมไหง    และไหงจะได้ใช้เวลาว่างจากการปฏิบัติที่ว่างจริงๆ  ในการวาดภาพสเก็ตภาพโดยรวม  ลงสีน้ำเป็นภาพวิวที่สะท้อนให้เห็นรากเหง้าวัฒนธรรม   ที่เกาะเกี่ยวกันมากับคำว่าขนบธรรมประเพณี    นำเสนอในแนวทางศิลปะ  ไม่ใช่การพีเซ็นต์แบบอักษร    ซึ่งเราจะจัดเตรียมการรีเสริดสไตร์ใหม่    เพื่อให้คณะ สถาปัตย์ได้เป็นใช้แนวทาง    แบบอักขระศิลป์ตามแบบกวีพุทธธรรมที่มีมาก่อนของวัดนี้  

ไหงได้ไอเดียมาจากแก่นของฮากกาที่นี่  ทุกครั้งของการเข้ามาอ่าน   ทุกเรื่องราวไหงมีความเห็นว่าศูนย์กลางศาสตร์และศิลป์  จะได้รับการเคลื่อนไหว  และเลื่อนย้ายมาสุวรรณภูมิ  โดยลูกหลานชาวไทยที่มีบรรพชนแบบจีนนี่แหละเจ้า   ไหงเรียนรู้แบบหงีทั้งหมด   แต่ไหงจะดีไซน์ให้เกิดอัตรลักษณ์สไตร์ใหม่   ที่น่าจะความเหมาะสมและยืดหยุ่นกับเมืองไทย  และคงไม่เกี่ยวข้องกับคลื่นใต้น้ำสีต่างๆๆ  เวลานี้    

บ้านเมืองควรพัฒนาตามแบบรากเหง้าที่ควรจะเป็น  การเมืองวุ่นวาย   แต่ขนบธรรมเนียมประเพณีกลับยังอยู่   และอยู่ได้แบบศรัทธามหาชน   น่าศึกษาว่าแท้จริงมนุษย์เรายึด   บารมีและเกรียติยศชื่อเสียง   เงินทองจริงหรือไม่    ความสุขอยู่ตรงไหนต่างหาก 

คนจีนเคยรบราฆ่าฟันเพื่อการปกครอง  แต่ไม่มีใครอยู่จนกระทั่งบัดนี้  มีแต่อักษรจารึกเท่านั้น  เป็นเพียงความรู้สึกแห่งการรับรู้และทราบซึ้ง  ช่วงที่ได้รับ   แต่หลังจากนั้นควรกลับมาดูตัวตน   ของตนเอง     ว่าทำได้ระลึกได้แบบนั้นหรือไม่อย่างไร    และจะใช้ชีวิตกับโลกที่แสนวุ่นวายได้แบบพอดี    ได้อย่างไรดีหนอ   

 ช่วยกันทุกฝ่ายช่วยกันระดมสมองระดมการคิดแก้ปัญหาด้วยกัน  จงจะทำให้พวกเราอยู่บนแผ่นดินนี้  และทดแทนคุณของแผ่นดินร่วมกัน  ไหงเชื่อว่าคนหลายคนที่มีฝี่มือจะออกมา   ชื่อเสียงของหงีจะช่วยขับเคลื่อนการเมือง  ไหงขอคุณพระศรีรันตรัยจงช่วยดลบันดาลให้ทุกท่านร่วมคิดร่วมทำ    อย่าเบื่อหน่ายทุกสิ่ง ทุกอย่าง    เพื่อเมืองไทยที่รักของเรานะเจ้าทุกท่าน

รูปภาพของ อาฉี

ขออนุโมทนาในบุญฯ

ขออนุโมทนาในบุญกุศล ที่ท่านจะมีโอกาสได้บวชฯ ด้วยครับ

รูปภาพของ วี่ฟัด

เทียนเซี่ยเหว่ยกง เหว่ยแปลว่า เพื่อ

                 คำว่าเหว่ย ความหมายคือ เพื่อ ในกระทู้ของไหงเป็นแบบตัวย่อ

ส่วนในรูปกระทู้ของจ้องหยินฮยุ่ง เป็นแบบตัวเต็ม ( ฝ่าถิ่นจื้อ )

                 เทียนเซี่ยเหว่ยกง จึงน่าจะแปลว่า ไต้หล้าเพื่อส่วนรวม

                 มีบริษัทจีนอยู่บริษัทใหญ่บริษัทหนึ่งที่เข้ามารับติดตั้งระบบโทรศัพท์ในประเทศไทยชื่อ ว่าบริษัท หัวเหว่ย ซึ่งน่าจะแปลว่า เพื่อจีน

หลานสาวไหง ( ลูกพี่สาวไหง หลานไหงจบภาษาจีนจากเซี้ยงไฮ้และต้าเหลี่ยน ปัจจุบันอยู่บริษัททรู ) เคยทำงานอยู่บริษัทนี้ในประเทศไทย

                  ปาย ปาย........

รูปภาพของ YupSinFa

ไหงพิมพ์เหวยผิดไปจริง ๆ (ขออภัย)

                     มิได้แก้เก้อนะ แต่ด้วยความใจร้อน ไหงตั้งใจ พิมพ์ คำนี้  为 แต่กลับไปกดเลือกเอาคำที่แปลว่า "นอก" ไปเสียนี่ ปล่อยไก่ไปเป็นตัวเลย ฮิฮิ

                     天下为公   ประโยคนี้ เทียนเซี่ย คือ ใต้ฟ้า เหวย ก็คือ เพื่อ กง คือ ส่วนรวม มีผู้แปลไว้หลายสำนวน ไหงเคารพคำที่ทุกท่านแปล ส่วนไหงชอบคำแปลที่ว่า ใต้หล้าเป็นของประชาชน หรือ แผ่นดินเป็นของประชาชน อย่างนี้ ครับ

                    ขอขอบพระคุณที่นำภาพท่านซุนภาพนี้มาติดให้ ไหงชอบภาพนี้มาก เป็นภาพที่สวยงามและตั้งใจถ่ายอย่างเป็นทางการ คลาสิคมาก ต่อไปไหงจะโหลดแล้วเอาไปพิมพ์ใหม่ เพราะที่บ้านไหงมันเล็กไปและสีซีดไปแล้ว   

รูปภาพของ วี่ฟัด

ซินหัวชูเตี้ยน

               ไช่เลยครับรูปที่จ๊องซินซางได้นำมาลงไว้ นี่เขาไม่น่าเรียกว่าร้านหนังสือ ( ชูเตี้ยน) น่าจะเรียกว่าอาคารหนังสือ ( ชูโหลว ) เพราะทั้งตึกขายหนังสืออย่างเดียว

               นี่แสดงให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่าคนจีนโดยเฉพาะคนฮากกาเป็นคนชอบศึกษาหาความรู้มากแค่ใหน

                ชื่อร้าน " ซินหัว " นี่แหละเป็นตัวหนังสือจีนแบบลายมือของเหมาเจ๋อตง ที่มีชื่อเสียง

หวัดดีครับ ผมเป็นสมาชิกใหม่มีเชื้อสายจีนแคะกับไทยครับ

ผมอยากถามผู้รู้ภาษามากเลยครับพอดีอยู่กับอากุง อาโภ อาปา ได้เรียนรู้บางคำแต่อ่านภาษาจีนไม่ออก อยากช่วยให้แปลชื่อว่ามีความหมายอย่างไร พออ่านบทความข้างบนรุ่นของผมน่าจะเป็น จั้น ใช้นำหน้าชื่อครับ

ชื่อผมออกเสียงว่า จั้นชง อยากทราบความหมายครับแปลว่าอย่างไร แล้วภาษาอื่นมีชื่อเรียกว่าอย่างไรครับ ขอบคุณมากครับ

 

รูปภาพของ YupSinFa

คุณลูก5

                    อากุงหงี น่าจะเป็นรุ่นที่ 2 ในเมืองไทย ไม่น่าจะมาจากเมืองจีนเนาะ หงี่บอกว่า ชื่อ จิ้นชง ไม่มีใครสามารถบอกหงีได้เลยว่า ความหมายเป็นอย่างไร หงีจะต้อง พิมพ์ แซ่ และ ชื่อ จั้นชง มาให้สมาชิกเขาดู ถ้าเครื่องหงีพิมพ์อักษรจีนไม่ได้ หงีต้องใช้วิธีเขียน แล้วแสกนมาใส่ลงในช่องความคิดเห็นนี้ เราถึงจะบอกความหมายให้หงีได้ เพราะอักษรจีน คำเดียว มีตัดอักษรที่ออกเสียงเหมือนกันหลายตัว อีกทั้งเขียนทับศัพท์มาเป็นภาษาไทย ยากต่อการคาดเดาว่า เสียงในภาษาจีนที่แท้จริงเป็นตัวไหน และอยู่ในสำเนียงอะไร

                   ขอเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่อง ลายมือของ เหมาจู่สี ครับ เหมาจู่สีเป็นคนที่มีลายมือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก ไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใครเลย ไหงคิดเอาเองว่า ลายมือของท่าน ออกในแนวอาร์ต ๆ แนวศิลปิน ที่สำคัญ มองแล้วรู้เลยว่า เป็นลายมือเหมาเจ๋อตง ไหงไม่ได้โม้นะ เพราะไหงอ่านหนังสือประวัติศาสตร์จีน ที่มีตัวอย่างลายมือของเหมา มากมาย รวมทั้ง สรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตง ที่ท่านบุญศักดิ์ แสงระวี นำมาแปลเป็นไทย

                   เหมาจู่สี จึงเป็นทั้งนักปกครอง ผู้นำ นักการทหาร นักการเมือง นักยุทธศาสตร์ และศิลปินเจ้าบทเจ้ากลอน คนหนึ่งของจีน ความดีของท่านที่ไหงชื่นชอบ คือ ท่านมิได้ผ่านการศึกษาขั้นสูงเลย ว่าไปแล้ว ท่านจบประมาณระดับ ปวช.เท่านั้น และเคยทำงานเป็นครูประชาบาลอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง หลังจากได้ตัดสินใจที่จะหาแนวทางของลัทธิใหม่ จึงได้ตัดสินในค้นคว้าศึกษาเล่าเรียนด้วยตัวเองจากห้องสมุดใหญ่ ๆ ในมณฑลต่าง ๆ ภายหลังเข้าร่วมขบวนการตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ เหมาก็ยังศึกษาเล่าเรียน ลัทธิมาร์-เลนิน จนแตกฉาน การเรียนของท่าน ไม่มีที่สิ้นสุด ท่านเรียนจนเกือบจะถึงวาระสุดท้ายของชีวิต  ไหงมีภาพถ่ายเตียงนอนของเหมา ซึ่งเป็นเตียงไม้ปูด้วยฟูก ประมาณ 5 ฟุต และครึ่งหนึ่งของเตียง มีหนังสือที่คงค้างการอ่านอยู่ถึงครึ่งเตียง อีกครึ่งเตียงเหมาใช้เป็นที่นอน (ในห้องพักที่จงหนานไห่) เสียดายที่ไหงไม่มีเครื่องแสกน ไม่อย่างนั้นทุกท่านก็จะได้เห็นภาพ

                  สรุปตามความเห็นส่วนตัว นี้คือ เอกลักษณ์ อย่างหนึ่ง ของมหาบุรุษ

 

รูปภาพของ YupSinFa

จ๊องหยิ่นยุ้ง-เชิญคุยกันหน่อย

                    หยิ่นยุ้งเล่าชง ขออภัย คนจีนถ้าไม่สนิทกันเขาจะไม่ทักทายกันด้วยชื่อ แต่ไหงว่าเราเป็นไทยเชื้อสายจีน คงไม่ว่ากันนะ อีกอย่าง เล่าชง ก็เป็นคำเรียกที่ให้เกียรติแก่กันมาก (ไม่รู้ว่าหงีหรือไหงรู้จีนมากกว่ากัน เล่าชง หรือ เหล่าชวุง หมายถึง ท่านพี่ หรือ อาวุโส เหมือนในสำนวนกำลังภายในน่ะ)

                    ไม่ทราบว่าหงีหรือไหงที่เกิดก่อนกัน เอาเป็นว่า ไหง 42 ก็แล้วกันนะ ไหงเห็นหงีหน่วยก้านดี เขียนข้อความชัดเจน ตรงไปตรงมาดีมีเหตุผลน่าอ่าน เหมือนวี่ฟัดโกอีกท่านหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ก็พูดคุยกับไหงอยู่บนชุมชนนี้นี่แหละ เพราะไท้กา ทุกท่าน จะได้เห็น ได้อ่านไปด้วย เป็นการเพิ่มเติมเสริมภูมิแลกเปลี่ยน ความรู้ซึ่งกันและกัน

                    หงีเป็นคนกรุงเทพฯ เหรอ ตอนนี้ย้ายบ้านมาอยู่บ้านใหม่ที่ไหนแล้ว หงีพักอยู่กับใคร ปาแม อากุงอาผอ ยังอยู่หรือปล่าว หงีทำอาชีพอะไร มีครอบครัวแล้วหรือยัง ขอโทษนะที่ถามเรื่องส่วนตัวในที่สาธารณะ ในเมื่ออยากเป็นเพื่อนกันก็ต้องรู้จักกันก่อน จริงไหม

                    ตอบมานะ ตอนนี้กำลังออนไลน์อยู่

 

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

ตอบ ยับสินฝ่าซินซ้าง

ขอโทษด้วยครับ ไหงเพิ่งได้อ่านกระทู้ของหงีตอน 4 ทุ่ม ไหงเซี่ยวฟู่ ปีนี้ย่าง 48 ยังโสด และพักอยู่กับอาปัก อาแม้ ล่อแท้ และล่อม่อย ทำธุรกิจส่วนตัวอยู่

ตอนเด็กๆ ไหงสนิทกับอาม่ามาก เพราะเป็นหลานชายคนโต อาม่าของไหงพูดไทยไม่ได้เลยสักคำ เลยได้ ขักว้อย จากอาม่ามามากพอสมควร (อาม่าของไหงเสียตอนไหงอายุ 15) ไหงโชคดีที่อาม่าส่งเข้าเรียนโรงเรียนจีนตั้งแต่เด็ก ตอน ป.1-ป.4 เรียนภาษาไทยกับภาษาจีน (ระบบจู้อิน) ป.5-มศ. 2 ตอนกลางวันเรียนภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ ตอนค่ำเรียนภาษาจีน หลังจากนั้นก็ทิ้งภาษาจีนไปกว่า 20 ปี จนกระทั่ง 5-6 ปีที่เพิ่งผ่านมา จึงได้มีโอกาสกลับมาเรียนภาษาจีนอีก (ระบบพินอิน กับเหล่าซือจากเป๋ยอวี่) ตอนนี้เลิกเรียนไปประมาณปีกว่าแล้วครับ

อ้อ... โรงเรียนที่ไหงเรียนตอน ป.1-4 ชื่อ โรงเรียนกงลี้จงซัน (公立中山学校-กงลี่จงซันเสวียเซี่ยว) มีชื่อ ท่านซุนจงซานเซียนเซิง อยู่ในชื่อโรงเรียนอย่างนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าไหงต้องได้ยินเรื่องของท่านซุน มาตั้งแต่เด็กแน่ๆ

รูปภาพของ วี่ฟัด

คนฮากกาที่อยู่รอบๆเมืองกวางเจา

                   ตามที่ไหงเคยเดินทางท่องเที่ยวในบริเวณกวางเจา เซินเจิ้น ตงก่วน ซึ่งตามอุปนิสัยของไหง ไหงชอบทักทายผู้คน และบอกกับผู้สนทนาทุกคนว่า ไหงซี่อเค่อเจียเหริน จนได้พบคนฮากกาด้วยกันมากมาย

                    ไหงได้พบกับคนฮากกาที่มีภูมิลำเนาอยู่บริเวณกวางเจาหลายคน และเมื่อพบไหงจะถามว่า ชื่อฟั่นภาษาฮากกาที่บ้านคุณพูดว่าอย่างไร ปรากฏว่าคนฮากกาที่มีภูมิลำเนาอยู่ที่กวางเจา เขาพูดแบบ ชิมฮัก คือ ซิดฟั่น

                     ส่วนคนฮากกาที่อยู่ หย่งติ้ง ถู่โหลว พูดแบบปั้นซานขัก คือ

ซิดผ่อน

                    จึงขอรายงานประสบการณ์ตรงที่ไหงได้ไปพบมาด้วยตัวเอง

รูปภาพของ อาคม

ถูกต้องครับ

วีฟัดกอ เที่ยวแบบเจาะลึกจริงๆ ทางด้านตะวันออกของกวางเจาพูดชิมขักสำเนียง เฟ่ยจิว ครับ

รูปภาพของ วี่ฟัด

ชาวฮากกาทั้งผองพี่น้องกัน

                   ตามที่ไหงชอบท่องเที่ยว เพื่อตามหาพี่น้องชาวฮากกา จนได้พบพี่น้องชาวฮากกาในที่ต่างๆมากมายไม่ว่าจะเป็นชาวฮากกามาจากที่ใดแต่เมื่อได้พบความรู้สึกของความเป็นพี่เป็นน้องมันแผ่ซ่านอยู่ทุกอนูเนื้อของไหงด้วยความยินดี

                   ที่ไกลที่สุดไหงเคยพบชาวฮากกาที่อยู่ที่ " ตาฮิติ " นอกจากนั้นไหงเคยพบชาวฮากกาที่อยู่บริเวณต่างๆของมณฑลกวางตุ้งมากมาย

                   ไหงจึงมีความคิดว่าพวกเราชาวฮากกาน่าจะออกไปพบชาวฮากกาในที่ต่างๆ เพื่อจะได้ค้นพบความเป็นจริงอันเปี่ยมด้วยมิตรภาพของพี่น้องชาวฮากกาด้วยกันทั้งมวล

                    ถ้าชาวฮากกาอยู่เพียงลำพังและจินตนาการด้วยตนเองว่าชาวฮากกาน่าจะเป็นอย่างนั้นน่าจะเป็นอย่างนี้ มันก็เหมือน " ฮากกาในกะลา "

                    ดังนั้นชาวฮากกาต้องเผยอกะลาออกมาดูบ้างว่าชาวฮากกาในโลกนี้เขาทำอะไรกันบ้าง

                    客家世界 Hakka World  ( ชาวฮากกาทั้งผองพี่น้องกัน )

 

รูปภาพของ อาคม

หนักเอาเบาสู้

คนฮากกาที่อพยพไปที่ ตาฮิติ รุ่นแรกๆเป็นแรงงานทำไร่ฝ้ายช่วงสงครามกลางเมืองของอเมริกา ส่วนที่ไปอินโดนีเซียรุ่นแรกๆเมื่อ200กว่าปีก่อน เป็นแรงงานเหมืองแร่ดีบุก ทอง ซึ่งบางเกาะมีประชากรฮากกาเกือบครึงฃองประชากรทั้งเกาะเช่นที่เกาะ บางกา ที่อยูระหว่างเกาะสุมารตรากับบอร์เนียว ซึ่งฝั่งด้านตะวันตกฃองบอร์เนียวมีฮากกาอยู่หนาแน่นเช่นกัน จะเห็นได้ว่าฮากการุ่นแรกๆนั้น เป็นผู้ใช้แรงงานที่ตรากตำลำบากมาก และที่อยูในมาเลเซียก็เช่นกัน ทำเหมืองดีบุก ยางพารา ซึ่งนายทุนก็เป็นพวกฝรั่งในอินโดนีเซียเป็นพวกดัช มาเลเซียก็พวกอังกฤษ และสุลตาลทั้งหลาย ฉะนั้นภาษาฮากกาสามารถได้ยินโดยทั่วไปในย่านนี้

รูปภาพของ YupSinFa

ตอบอาจ๊องยี้โก

                 ไหงคิดเอาเองว่า ในชุมชนนี้ มี อาโกสรภูมิ เป็นไท้โก คุณอาคม คุณมลคล เป็นไท้โก คุณสิทธิพร ก็หงาเก้ไท้โก ส่วน คุณอาฉี คุณวีฟัด และหงี น่าจะเป็น หงาเก้ยี่โก เนาะ

                 ยินดีอย่างยิ่งครับ หงีเล่นตบตากันนี่ เอารูปสมัยหนุ่มหล่อ(หรือว่าปัจจุบัน?) ไหงเห็นแล้วคิดว่าหงีเป็นคนวัยประมาณ 27 - 32 ประมาณนี้ และทึ่ง ว่าหงีทรงความรู้ด้านภาษาเป็นอย่างยิ่ง ไหงขอเฉลย ว่า ที่ไหงสนใจหงี เพราะความทรงความรู้ของหงีนี้แหละ (คนละด้านกับวี่ฟัดโก นั่น เขา เก่งเรื่องความรู้รอบตัวเนื่องจากมีโอกาส โกอินเตอร์บ่อย ๆ  และอาฉีโก ทรงความรู้ด้านวัฒนธรรม และคอมพิวเตอร์สุดยอด) รวมถึง ความหล่อเหลาของหงี ทำให้สะดุดตาไหง แต่น่าเสียดาย หงีอายุ 48 แล้ว ตุ้ยปู้ฉี ทำมัยยังไม่มีครอบครัวล่ะ   ไหงเห็นหงีหล่อ และมีความรู้ พอดีหลานสาวไหง จะมาจากต้าลู่ เพื่อมาเยี่ยมไหง และ อากูผอ อาคิวกุง อาผอไท้(ทวด) และ น้อง ๆ ของ กี๋ อยากจะแนะนำให้หงีรู้จัก (หลานสาวของไหงคนนี้สวยมาก ขอโทษ ที่อวดคนในตระกูลตัวเอง แต่น้องเขาสวยจริง ๆ เหมือนดาราจีนเลย อายุ 27 ปี หลานคนนี้ เรียนดีกว่า หลาน ๆ คนอื่น ตอนนี้ทำงานอยู่ที่ เมืองจงซาน เงินเดือน 8000 กว่าหยวน ก็เกือบ ห้าหมื่นบาทไทยเลยเนาะ เธอจะมาในเดือนตุลาคมนี้

                  ไหงก็เป็นคนอย่างนี้แหละครับ คิดอะไรก็สื่อออกมาตรง ๆ อย่าถือสากันนะ ถือว่า พวกเราเป็นมิตรสนิท ญาติชิดใกล้ กัน พูดคุย(เขียน-อ่าน) กันอยู่ทุกวัน แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กัน หงีมี E-mail ไหม บางที ไหงมีปัญหาด้านภาษา อาจจะอยากเขียนไปถามหงี

                  มีเรื่องดี ๆ ก็เขียนมาให้กันอ่านเรื่อย ๆ นะครับ ตอเซี้ย

 

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

สินฝ่า

ขอเรียกตาม ก๊ออาคม ก็แล้วกันนะครับ

หงีจ้อหม่าอั้นหว่อยก้อง ไหงว่า หงีและทุกคนที่หงีเอ่ยชื่อมาต่างหากที่เป็นผู้ทรงภูมิความรู้ตัวจริง และน่าสนใจมากตรงที่จุดเด่นของแต่ละท่านที่มีความหลากหลาย (ตอนนี้ไหงพยายามติดตามทุกๆ กระทู้อยู่)
รูปที่เห็น ไหงถ่ายไว้เกือบ 4 ปีแล้ว (ปลายปี 49) ตอนนี้ ผมของไหงจะค่อนข้างสั้น แล้วจะส่งเมล์ให้ดูครับ
ที่ยังโสดอยู่ คิดว่าคงจะเพราะยังไม่เจอคนที่ใช่ และขอบคุณหงีมากที่จะกรุณาแนะนำให้รู้จักกับหลานสาวของหงี
ไหงเห็นด้วยกับก๊ออาคมว่า หงีคงจะน้องๆ โจวเหวินฟะ หรือไม่ก็ หลิวเต๋อหัว ล่ะน่า
ต๊อเฉี่ย!

รูปภาพของ YupSinFa

อาฉีโก

               ช่วงนี้ไหงกำลังมีความสุขกับการฟังเพลง ตามเว็ปเพลงจีนต่าง ๆ อย่างที่ไหงบอก เขาล๊อคไม่ให้เราก็อปปี้ได้ แต่เขาบริการให้ฟังฟรี และเลือกเพลงโหลดเข้ามือถือของจีน ฟรี ไม่ไม่รู้ว่า วิธีลิ้งค์เข้ามาที่เว็ปของเราจะต้องทำอย่างไร

               เข้าใจว่า อยู่ด้านบนของหน้าจอ บริเวณ แถบกูเกิ้ล หรือปล่าว ที่บอกว่า "แบ่งปัน" ใช่หรือไม่ ไหงไม่กล้าลองทำเพราะกลัวมันจะรวน

               ช่วงนี้หงีเป็นอย่างไรบ้าง ปากช่องเป็นทางผ่านของเสื้อแดงนี่นา ที่นั่นวุ่นวายหรือปล่าว

รูปภาพของ อาฉี

เหตุการณ์ปรกติ

ทางนี้ เหตุการณ์ปรกติ (ไม่มีเหตุอะไร)

การลอง copy ที่อยู่ (ตรงช่อง URL Address [http://....             ] ข้างบนแถบเครื่องมือ) ของหน้าที่หงีดูอยู่ ส่งมา จะตามไปดูให้

ถ้าเป็นข้อความและ Link ส่วนใหญ่ จะใช้วิธีระบายเลือกส่วนที่ต้องการ copy มาวางในนี้ได้ ถ้าเขามีให้คลิก แบ่งปัน ส่วนใหญ่เขาจะแสดง Link ให้ Copy มาวางได้โดยตรง

ก็ขอดูหน้าที่แนะนำให้ตามไปดู จะได้บอกได้ตรงประเด็นครับ

รูปภาพของ YupSinFa

วี่ฟัดโก

                 ดีใจกับหงีด้วยที่จะได้ไปท่องเที่ยวยังดินแดนที่สวยงามที่สุดยอดแห่งหนึ่งของจีน หยุนหนาน ได้ชื่อว่าเป็นมณฑลมหัศจรรย์ มีความแตกต่างหลากหลาย ใต้สุดที่เป็นแคว้นปกครองตนเองไตลื้อสิบสองปันนา บรรยากาศเหมือนล้านนา ต้าหลี่ ก็สุดสวย โดยเฉพาะหญิงสาวชาวไป๋ สวยงามเหลือเกิน ส่วนลี่เจียง สุดยอด แชงกลีล่า ไหงอยากไปมาก เพราะสนใจวัฒนธรรมตงปา ของชาวน่าซี ที่อาศัยอยู่ในลี่เจียง ไหงอยากฟังดนตรีตงปามาก

                ถ้าหากหงีมีโอกาสได้เข้าร้านหนังสือจริง ๆ ไหงอยากขอความช่วยเหลือหงี กรุณาซื้อหนังสือ "ซินหวาจื้อเตี่ยน" มาให้ไหงหน่อย เพราะที่ไหงซื้อมามันหายไปแล้ว ไหงคงรอหลานสาวที่จะมาเดือนตุลาซื้อมาให้ไม่ไหว เพราะบางอย่างจำเป็นต้องรีบใช้ อีกอย่าง ถึงลี่เจียงฝากซื้อซีดีเพลงตงปาของชาวน่าซีด้วยนะครับ (ไหงบ้าดนตรีจีนมาก ๆ มันซึมอยู่ในกระแสเลือดไหงทั่วทั้งตัว ไหงชอบฟังเพลงโบราณจีน คลาสิคจีน พื้นบ้านจีน ลูกทุ่งจีน ) ที่หยุนหนานนี้มีดนตรีไพเราะหลายชุดมาก เพราะว่าเป็นถิ่นของชนกลุ่มน้อยที่มากที่สุดของจีน ตอนนี้ที่ไหงกำลังพิมพ์อยู่ ก็ฟังเพลงจากเว็ปเพลงจีนไปด้วยแต่เสียดายที่โหลดไม่ได้เขาล๊อคไว้

                ถ่ายภาพมาลงให้กันดูด้วยนะครับ ส่วนที่ไหงขอความช่วยเหลือจากหงี เดี๋ยวไหงจะส่งที่อยู่ไปให้ หงีก็ส่งมาเป็น พกง.เก็บเงินปลายทางก็ได้ สะดวกดี ตอเซี้ย             

                

รูปภาพของ อาคม

สินฝ่า

เห็นหงีชินพูไหงว่าไท่กอ ไหงก็เลยเรียกชื่อหงี สินฝ่า เห็นว่าจะสั่งซื้อ สินฝ่าชื่อเตี่ยม ถ้าจะเอาด่วนก็บอกมาเดี่ยวจะจัดให้ครับ พอดีจะมีเพื่อนมาประมาณวันที่19นี้ และเลยมาเที่ยวเชียงใหม่ไหงมาด้วยครับ

จะได้เจอตัวจริงๆ เห็นลูกสาวสองคนน่ารักอย่างนี้ คุณพ่อก็น้องๆโจวเหวินฝ่าแน่ๆ 555.

รูปภาพของ วี่ฟัด

เรียนยับซินซาง

                      ในตัวไหงนี่มีดนตรีเต็มเปี่ยมอยู่ในหัวใจอยู่แล้ว ไท้ปักไหงชอบดนตรีและเล่นดนตรีได้หลายชนิด ทำให้ไหงซีมซับเสียงดนตรีตั้งแต่เด็กๆ  ไหงเล่นซอด้วงตั้งแต่เด็ก พอโตอีกหน่อยตอนม.ศ 1 ก็เล่นกีต้าร์ เพราะเด็กสมัยไหง ไม่ค่อยมีอะไรให้เลือกเล่นมากเหมือนเด็กสมัยนี้ เมื่อก่อนแถวบ้านไหงมีกีต้าร์อยู่ตัวเดียว เด็กๆแถวนั้นเล่นเป็นกันเกือบทุกคน

                      ปัจจุบันไหงก็ยังเล่นทั้งซอด้วง และกีต้าร์อยู่ตลอด และเมื่อประมาณ 4 - 5 ปีนี้ไหงไปที่ร้านขายเครื่องดนตรีแถวจังหวัดนครปฐม เห็นเขามี ไวโอลินขาย ไหงลองยืมเจ้าของร้านมาลองสีดูปรากฏว่าไหงสามารถสี เพลง ลาวดวงเดือน ได้ทันทีโดยไม่เคยจับไวโอลินมาก่อนในชีวิต ( เพลงนี้ไหงสีซอด้วงได้ตั้งแต่เด็กๆ )

                      ไวโอลิน จึงเป็นเครื่องดนตรีประจำของไหงมาตั้งแต่นั้นมา และทุกวันอาทิตย์ เวลา 12.30 น. ไหงก็จะไปเรียน ไวโอลิน กับ ครู ซึ่งเป็นลูกหลานคนฮากกาที่ราชบุรี  ครูที่สอนไหงนี้เป็นนักเรียนทุนในโครงการณ์ ส่งเสริมนักดนตรีคลาสสิคของสมเด็จพระพี่นาง ฯ โดยได้รับทุนไปเรียนดนตรีที่ประเทศเยอรมันนี และยังเป็นนักดนตรีวง BSO. ( บางกอกซิมโฟนี่ออเครสต้า ) ด้วย

                      ไหงจึงเป็นคนบ้าฟังเพลงคลาสสิค ฟังมานานแล้วตั้งแต่เด็กๆ สมัยก่อนไหงชอบฟังรายการเพลงคลาสสิค ของคุณพิชัย วาสนาส่ง มาก

                       เวลาไหงไปต่างประเทศ ไหงจะชอบไปตามร้านขายซีดี แล้วกว้านซื้อซีดีเพลงคลาสสิคมาบางที 20 - 30 แผ่น เพราะที่จีนหรือเวียดนามจะถูกมาก

                       มีเพลงคลาสสิคของจีนที่ไหงชอบมากที่สุด คือเพลง " เหลียงจู้ " หรือที่ชอร์บราเด้อมาสร้างเป็นหนังชื่อไทยว่า " ม่านประเพณี " ที่มีพระเอกนางเอกชื่อ  " เหลียงซานป๋อ กับ จู้อินไถ "

                       ซินหัวจื้อเตี่ยน ( พจนานุกรมของซินหัว ) จื้อเตี่ยน หรือฉือเตี่ยน ไหงเคยไปซื้อฉืนเตี่ยนมาฝากเหล่าซือในเมืองไทย บ่อยๆ OK เลยครับ

                     

รูปภาพของ อาคม

ปักเหงียนกุยซิ่ว

ขอขยายงานศพสีแดง ผู้ทีสามารถมีอายุอยู่ถึง100ปี เมื่อจากไปก็จัดงานศพเป็นสีแดงทุกอย่าง รวมไปถึงธูปเทียนด้วย มีสื่งรื่นเริงสำราณใจได้ บางคนเอาคาราโอเกะมาร้องกันในงานก็มี ถือเป็นงานมงคล

แฃกหรือญาติมิตรที่มาในงานใส่สีอะไรก็ได้ จะไม่ใส่สีดำกัน ถือว่าให้เกียรติแก่ผู้ล่วงลับ ซึ่งหาได้ไม่มากทีจะมีอายุถึง100 โดยส่วนใหญ่จัดที่อายุ95ปีฃึ้นไป โดยเพื่ม(ลุ่น)อายุให้ได้101ปีหรือกว่านั้น

ฉะนั้นงานศพแดงส่วนมากก็จะเป็นงานใหญ่ มีลูก หลาน เหลนเยอะ แฃกก็เยอะ เจ้าภาพก็ต้องเหนื่อยเป็นธรรมดา

ส่วน เฉินเหล่าซือ ถามว่ามีประวัติความเป็นมาอย่างไรนั้น เมื่อฃ้าผู้รู้น้อยถามผู้รู้ หรือค้นพบจากหนังสือที่ไหนได้แล้ว ก็จะมาให้ความกระจ่างอีกครั้ง ครับ

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

เสริม ปักเหงียนกุยซิ่ว

(百年归寿-ตัวย่อ 百年歸壽-ตัวเต็ม) อาปักของไหงเรียกงานแบบนี้ว่า ฝุง (แปลว่า แดง) ฮ่อสื่อ ในขณะที่งานศพธรรมดาทั่วไปจะเรียกว่า พัก (แปลว่า ขาว) ฮ่อสื่อ ไหงเคยถามอาปักว่าทำไมจึงเรียกงานศพว่า พักฮ่อสื่อ (เพราะคำว่า ฮ่อสื่อ แปลว่า งานมงคล) อาปักยกตัวอย่างว่า เวลามีคนถามว่าจะไปไหน คนตอบก็สามารถตอบได้โดยไม่กลัวว่าคนถามจะรู้สึกไม่สบายใจว่า ขื้อพักฮ่อสื่อ นั่นเอง ไหงว่านี่แสดงถึงความละเอียดอ่อนและความฉลาดของการใช้ภาษาของพวกเราชาวฮากกา.

รูปภาพของ เฉินซิ่วเชง

ขอบคุณ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

ใช่แล้วไหงมักจะได้ยินผู้ใหญ่สั่งกำชับว่า  ตระกูลไหงอายุยืน  ให้ถือฝุงซามจ๊อกคื้อ (ให้

ถือทำเนียมสวมใส่เสื้อแดง)  จะมีรุ่นละกี่คน จำได้ว่าอาผอของไหง  จากเวชพงฯ ฮกอัน

ตึ้ง  และกลุ่มค้าข้าวที่สุพรรณและราชบุรี       จัดพิธีกรรมกงเต็กให้อาแจ๋ของอากงไหง

อีกสามท่านที่มาจากเมืองจีน  และได้รับดินพระราชทานจากพระเจ้าอยู่หัว  เห็นรูปแล้ว

ไหงงง    ทำไมมากมายแบบนั้นต้องเอาภาพมาเรียงกันสามภาพยาวๆๆ   จึงจะเห็นหน้า

ญาติครบ   ไหงอายุประมาณแปดขวบเท่านั้นที่ได้ไปงาน    ทราบแต่ว่าทุกท่านอาแจ๋

ของอากง ดุมาก  เคยเห็นภาพอากงไว้ผมเปียยาว  โกนแบบชาวฮั่น ที่เห็นในทีวี  ที่บ้าน

ในกทม. ยังขำคิดว่าอากงเล่นงิ้ว   ถามถึงท่านบอกมาตัดเปียทิ้งที่เมื่องกอก(บางกอก)

จำได้เท่านี้เองนะเจ้า ประเพณีอย่างอื่นไม่เคยถามเพราะไหงยังเด็กมาก  แต่เคยถามว่า

ทำไมต้องไหว้พระจันทร์  ท่านเล่าเรื่องขนมซ่อนมีดของชาวฮั่นให้ฟัง ไหงภูมิใจที่ได้มี

สายเลือด   พระจันทร์ตามตำราฮั่น  ของเรา  แต่ไหงก็บอกว่าเลิกไหว้เถิด  เพราะฝรั่ง

มันขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์แล้ว  ท่านโมโหมากที่ไหงบอกแบบนั้น    ฮามากคืนนั้น....

รูปภาพของ เฉินซิ่วเชง

จะรอลุ้นปักเหงียนกุยซิ่ว

ขอบคุณมากไหงจะรอลุ้นจากหงีนะเจ้า  จะได้อธิบายให้ญาติมิตรชาวไทยเข้าใจ  บางครั้งไหงก็อธิบายไม่ถูกต้อง  แถมท้ายด้วยอากงไหงได้สั่งการ  ให้แจกตังค์ลูกหลานให้ครบทุกคนด้วยแบ้งค์ใหม่เรียงตัวเลข  ที่มาจากแบ้งค์โดยตรง     คราวนี้ละลุ้นกันสุดโกร่งว่าอากงให้เลขอะไรกับใคร    ท่านให้เป็นขวัญถุง    เก็บไว้กับกระเป๋าสตางค์ว่า  ได้มาจากคนที่อายุยืนที่สุด   และไม่มีโรคภัยมาเยือน   แถมอากงไหงเป็นคนถือศิลบริสุทธิมาก  ทำงานให้สมาคมคนจีน    อุทิศชีวิตการทำงาน  โดยไม่เคยมีเงินเดือนตลอดชีวิต   เงินที่หาได้ของท่านมาจากกิจการวิ่งรถเมล์เขียว  เชียงราย-เชียงใหม่  ท่านมีความสุขกับงิ้ว   กับการดูแลเครื่องดนตรีทุกประเภทที่อยู่ที่สมาคมฮ่องสุน    รักษาไว้  ขาดท่านดูวงการเส้นเสียงของลำปางเงียบเหงา   และเศร้าสร้อยมาก 

โก๊อาคม

ไหง นานแล้วหลายปีก่อนเคยไปงานศพเป็นสีแดง  เกิดสงสัยมากเพราะไม่เคยเจอ

เลยถามพวกผู้ใหญ่ ซึ่งแต่ละคนตอบไป คนละอย่าง คนละทางแทบจะไม่เหมือนกัน

มาวันนี้ก็ยังสงสัยอยู่  น่าที่จะมีใครที่รู้จริงจริงตอบให้รู้  จะได้ช่วยเผยแพร่เรื่องจริงต่อให้

หลี่ สา ตี้ เชี่ยง หงี ก้อง ฉุด หลอย ปุ้น ไถ่ ก๊า เท้น

รูปภาพของ YupSinFa

โกอาคมและวี่ฟัดโก

               ยินดีและขอขอบพระคุณมาก ๆ ครับ ทั้งสองท่าน เอาเป็นว่า โกอาคมจะมาเชียงใหม่ ไหงขอรบกวนเรื่อง ซินหวาจื้อเตี่ยน จากโกอาคมก็แล้วกันนะครับ คาดว่า วี่ฟัดโกคงจะอ่านเจอบล๊อกนี้เนาะ วี่ฟัดโกจะเดินทางไปหยุนหนาน สิ้นเดือนเมษาโน่น แต่โกอาคมจะมาเชียงใหม่ก่อน คงจะในช่วงกลางเดือนนี้ใช่ไหมครับ ไหงยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่จะได้ต้อนรับ อาโก อาคม

               ส่วนวี่ฟัดโกไหงขอให้เที่ยวให้สนุกนะครับ แต่ว่า กว่าหงีจะไปเรายังได้คุยกันอีกตั้งหลายวันอยู่นี่นา เรื่องรสนิยมในการฟังเพลง ทราบแล้ว ว่าเราสองคนมีรสนิยมในการฟังเพลงเหมือน ๆ กันมาก นอกจากเพลงจีนทุกประเภท ยกเว้น เพลงป๊อป(วัยรุ่น) ไหงชอบฟังทั้งนี้น โดยเฉพาะ หมินเกอ ซานเกอ จิงจวี้ ส่วนเพลงสากล ไหงชอบเพลงคลาสิคแบบซิมโฟนีออเครสต้า ของโมสาร์ท บีโธเฟ่น และเพลงคลาสิคที่เขาทำเสียงดนตรีในแนวใหม่(ไหงไม่รู้ว่าเขาเรียกว่าอย่างไร) กับเพลงบรรเลงแนวธรรมชาติ และเพลงแจ๊ส  ส่วนเพลงไทย ชอบที่สุดคือ เพลงชาติ สรรเสริญพระบารมี สดุดีมหาราชา รวมทั้งเพลงพระราชนิพนธ์ทั้งหมดทุกองค์

              โชคดีที่ตอนนี้โลกไร้พรมแดน ไหงเลยมีความสุขกับการฟังเพลงจีน เพราะ ๆ ทั้งอัลบัม จากเว็บไซด์ที่เขาจัดให้ฟัง

              อาโกอาคมครับ ถึงเชียงใหม่ ติดต่อไหงได้ ที่ 085-6242088 ตอเชี้ยครับ

รูปภาพของ อาคม

ซินฝ่า ชื่อเตี่ยม หล่อยแหล่

ซินฝ่า เขาซื้อเล่มพกพามาให้ ไหงจะมาเชียงใหม่วันที่ 29 นี้พักเพียงคืนเดียว พาพ่อแม่พรรคพวกจากเซี่ยงไฮ้มาไหว้พระ ไหว้พระธาตุ ขอถามว่า โรงแรมใหม่ๆใจกลางเมืองเจ้าของไม่ใส่เสื้อสีที่คนส่วนใหญ่ไม่เอา แบบ 4 ดาว ช่วยแนะนำหน่อยครับ

ตอเชี้ย

รูปภาพของ YupSinFa

ซิ่วเซงเจ่เจ๋

          เพิ่งคุยโทรศัพท์วางสายกันไปหยก ๆ กลับมาบ้านปรากฏว่าออนไลน์กันทั้งสองคนเลยนะครับ ก็ถือโอกาส บอก ที่อยู่ E-mail ให้ อาจี้ และไท้กา ทราบด้วยเลยก็แล้วกันนะครับ

                        Morakot.alfalfa@gmail.com

          อาจี้เชงอยากคุยกับไหงในประเด็นที่ละเอียด สามารถเขียนมาทางนี้ได้เลยครับ เผื่อถ้าบังเอิญไหงพอจะรู้ เกี่ยวกับเรื่องที่หงีวิจัยเครื่องปั้นเวียงกาหลง อาจจะบอกหงีได้ไงครับ

รูปภาพของ เฉินซิ่วเชง

เรียนคุณอาคม

ไหงอยากทราบประวัติการแต่งชุดแดง  ในงานเคารพศพ  ที่ลำปางมีอากงไหงคนเดียวที่จัดได้ ครื้นเครงมาก  คนมากมาย เพลงสะล้อซอซึงเต็มไปหมด   อีกงานเป็นของผู้หญิงอายุไม่ถึงแต่สมาคมฮองสุน  บวกให้  ปีนั้นจึงมีสองแดง  ที่คนมากันราวกับงานงิ้ว และญาติมากันทุกจังหวัด  แซ่ตั้งในลำปางมีมาก  บวกกับแซ่ฉั่ว(อาม่าไหง) แซ่อึ้ง  แซ่ว่อง  แซ่เล้า  และอีกหลายแซ่วงใน  ไหงจำไม่ได้ทั้งหมด  แต่ญาติทำไมมากจริงๆ  จนไหงคิดว่าคนเรานี่เก่งมากที่ผลิตประชากรกันได้แบบนี้  หุหุ  น่าเอาเวลาไปผลิตอะไรที่มันยิ่งใหญ่กว่ามาแย่งกันกิน  แย่งกันใช้  สงสัยไหงเบื่อนะเจ้า  ต้อนรับกันจนลืมว่าตัวเองเป็นคนอยู่หรือเปล่า  แต่สนุกนะเจ้าสนุกมาก  เผอิญว่าญาติเป็นสส.จากบุรีรัมย์  ได้เดินทางมาด้วย  และญาติจากกทม.มาอีกส่วน  ทุกคนมีร้านค้าและกิจการใหญ่โตในแผ่นดิน เก่งมาก  ทั้งบู๊และบุ๋น  คุณอาคมคงทราบรายละเอียดเรื่องชุดแดง  ตอบให้พวกเราได้มีความรู้เรื่องนี้บ้างก็ดี  เผื่ออายุยืนได้ป่านนั้น  ไหงจะได้เตรียมชุดงิ้วสีแดง  ให้ตนเอง  ไว้แบบอาไท่ไหง  เตรียมมาจากเมืองจีน  สวยมาก มีหมวกมุกด้วยนะเจ้า  ไหงทึ่งกับบรรพบุรุษมาก  ที่เอาความเชื่อมาร้อยรัดเป็นประเพณีนิยมที่น่ายกย่องในเผ่าพันธุ์ของตนเอง  ได้แบบนี้  ว่าแล้วก็คิดถึงทุกท่านที่จากไป  ไหงคิดถึงอากงอาม่าไหงมากที่สุด  เพราะท่านนำไหงไปเลี้ยงตั้งแต่วัยเพียงสองเดือน  ด้วยวิธีดูรายมือ สืบชะตาและดูรอยตำหนิที่แขนทั้งสองของไหง  ไหงจึงถูกคัดกรองมาไว้เป็นอันดับหนึ่งที่ท่านถ่ายทอด  และให้สืบต่อไป  ตามที่ท่านฝากความฝันไว้ที่ตระกูลเฉินลำปางนะเจ้า 

รูปภาพของ มะไฟ

แซ่เฉิน

แซ่เฉิน นี่คือเซี่ยงฉิน เห่หมอ พอดีอาม่าไหง กับเมียไหงเซี่ยงฉิน น่าจะแซ่เฉินในภาษาจีนกลาง แซ่ตันในภาษาแต้จิ๋ว ใช่ไหมครับ ส่วนเรื่องการแต่ชุดแดงในงานศพ สมัยอาปักกุ๊ง อากุ๊ง และเซ่กู๊โฝไหงซึ่งเสียชีวิตเมื่ออายุเกินร้อย ลูกหลานก็แต่งชุดสีแดง สีชมพู คนมางานก็ห้ามแต่งขาวดำ ห้ามทุกข์โศก ต้องดีใจเพราะถือว่าอายุยืน คนมางานพอกินข้าวต้มเสร็จก็จะเอาถ้วยชามกลับบ้าน เจ้าภาพต้องซื้อถ้วยชามใหม่ทุกวันเลย ไม่แน่ใจว่าเป็นประเพณีนี้เหมือนกันหรือเปล่าครับ
รูปภาพของ เฉินซิ่วเชง

แฮ่...ไหงเซี่ยงฉิน

อากงไหงเรียกว่าเฉินซิวเชง  ระลึกถึงห้าเมษา  วันเชงเม้ง  จึงไม่เคยจัดวันเกิดเลยตลอดชีวิต  แปลกแต่จริงนะเจ้า  คุณโกมะไฟ(นี่ก็ชื่อแปลกแท้) หลานสาวคนแรกของท่านด้วยสิ  ไหงพึ่งพบหน้าคุณเอก(ยับสินฝา)  เมื่อเช้าวันนี้ที่เชียงใหม่  ดีใจที่ได้รู้จักเพราะเป็นศิษย์สำนักเดียวกัน  (เรียนเทคโนภาคพายัพ) กื๋อเด็กบัญชีส่วน ไหงเด็กออกแบบผลิตภัณฑ์   แต่ไม่รู้จักกันเพราะไหงจบก่อนปวส. จึงมาต่อที่กทม. กล่าวถึงงานศพอากงไหง  สีแดง สีเหลืองได้หมดละเจ้าในงาน  แต่ประเพณีกินเสร็จเอาถ้วยกลับ  ไม่พบเห็นที่ลำปาง  เพราะพวกเราจะจัดงานที่มูลนิธิลำปางสงเคราะห์  เท่านั้นอาหารก็สั่งมา..หรือจ้างแม่ครัวมาทำกัน  จึงไม่มีใครเอาถ้วยจานชามกลับ  และแทบจะไม่มีใครทานอาหารในงานศพด้วยซ้ำ  ต้องจ้างโต๊ะจีนมาจัดกัน  อย่างดีเท่านั้นจึงจะร่วมทานด้วยกัน  งานครั้งนั้นทราบว่าค่าอาหารตกวันละหลายหมื่นบาท  เพราะอากงท่านเคยสั่งว่า ท่านจะเลี้ยงอย่างดีให้ทุกคน  ท่านเป็นกรรมการที่นั่น  และเรื่องอาหารดนตรี  ท่านไม่ให้บกพร่อง  ยอดเยี่ยมมาก  สนุกสนานไม่มีใครไม่มา  มารวมกันแน่นหนาทุกคืนทุกวัน  เหมือนไม่ใช่งานศพ 
รูปภาพของ มะไฟ

การกินข้าวต้ม

การกินข้าวต้มและเอาชามกลับ สำหรับงานศพคนที่อายุเกินร้อย แถวบ้านไหงเขาถือว่าต้องมากินไม่มีคนไหนไม่กิน และต้องเอาถ้วยชามไปล้างและเก็บกลับบ้านเพื่อเป็นสิริมงคล เพื่อจะได้มีอายุยืนเหมือนผู้ล่วงลับครับ คนแคะแถวบ้านก็จะทำอย่างนี้ทุกครั้ง บางทีอายุ 90 กว่าขึ้นไปเขาก็ทำครับ อย่างอาโผไหงตายตอนอายุ 94 ปี เขาก็ทำ แต่ไม่แต่งสีแดง ให้ลูกหลานใส่สีฟ้าทั้งหมด ตระกูลไหงรุ่นใหญ่อาโผไหงอายุสั้นที่สุดคือ 94 ปี ส่วนทางท้องเดียวกับอากุ๊ง อากุ๊งไหงอายุสั้นที่สุด100 ปีพอดี แต่เตี่ยไหงกับแปลก เจออุบัติเหตุตายตั้งแต่อายุ 60 ปี ตอนนี้น้องเตี่ยไหงก็ยังอยู่เกือบหมด อายุ เกือบ80 ทุกคนแล้ว แต่ไหงว่าเกิน 80 ก็โชคดีมหาศาล แค่ 70 ขึ้นก็พอเนาะ

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

ตี๋ชิ่ง

ไม่รู้ว่าเที่ยวนี้ วี่ฟัดก๊อ ได้ไปตี๋ชิ่ง 迪庆 (หรือ แชงกรีล่า香格里拉) ด้วยหรือเปล่า เพราะไม่เห็นในรายการ

ต้าหลี่-ลี่เจียง-ตี๋ชิ่ง เป็นที่ๆไหงอยากจะพาอาปักกับอาแม้ไปเที่ยวมากที่สุด รองลงไปคือจิ่วไจ้โกว

รูปภาพของ วี่ฟัด

จ๊อกซินซาง

              เห็นตามโปรแกรมทัวร์ เขาระบุว่า คุนหมิง-ต้าลี่-ลี่เจียง-แชงกรีล่า ด้วย ไหงเคยไปแต่คุนหมิงเมื่อประมาณสิบกว่าปีก่อน ( ปี 2539 )

             ไปคราวก่อนไหงยังรู้สึกว่าคุนหมิงเจริญมากมาก อีกสิบกว่าปีต่อมาไหงนึกไม่ออกว่ามันจะเจริญมากขึ้นแค่ไหน

            เมืองจีนเที่ยวกันไม่จบไม่สิ้น ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งที่ 12 - 13 แล้วที่ไหงได้ไปเมืองจีน

            เวลาไหงไปต่างประเทศไหงมักติดเน็ตบุ๊ค ( มันเล็กเหมาะแก่การพกพา ) ไปด้วยเสมอ เพื่อจะได้ติดตามข่าวเมืองไทย ไม่อย่างนั้นไม่รู้เรื่องอะไรเลย เดี๋ยวนี้ตามโรงแรมที่ไหนก็มีสายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในโรงแรมให้ ไปเมืองจีนก็ยังคุยกันได้ ไปเที่ยววันนี้ ส่งรูปให้ดูได้ทันที

           

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

วี่ฟัดก๊อ

น่าอิจฉาอาก๊อจริงๆ ไหงจะคอยดูรูปนะครับ.

รูปภาพของ YupSinFa

เรื่องของจักรพรรดิ์"ผู่อี้"(ปูยี)

วันนี้ อยากลับสมองดูบ้างจึงขอเล่าเรื่องอดีตฮ่องเต้องค์สุดท้ายของประวัติศาสตร์จีน คือ จักพรรดิ์ไอ้ซิงเจียวหลอ ผู่อี้ แห่งราชวงศ์ ชิง โดยใช้ความทรงจำทั้งหมด มิได้เปิดตำราแต่อย่างใด หากผิดพลาดเกี่ยวกับข้อมูล ขออภัยผู้อ่านด้วย หากท่านใดทราบ กรุณาเพิ่มเติมเสริมในส่วนที่ขาดตกบกพร่อง มาอ่านกันเลยครับ

               บรรพบุรุษของพวกกษัตร์ราชวงศ์ชิง ที่ข้ามด่านซานไห่กวานเข้ามายึดกรุงปักกิ่งได้ เป็นแมนจู หัวหน้าเผ่า นับเริ่มกันที่ นู่เอ๋อร์ลาฮาฉี ซึ่งเป็นผู้ที่รวบรวมชาวแมนจูต่าง ๆ เข้าร่วมกันเป็นปึกแผ่นตั้งตัวเป็นหัวหน้าหรือฮ่องเต้ของชาวแมนจู นู่เอ๋อร์ลาฮาฉี เป็น พ่อหรือ ปู่ของ ซุ่นจื้อ จักพรรดิ์องค์แรกของ อาณาจักรต้าชิง ไม่แน่ใจ พวกราชวงศ์ชิง มีแซ่ หรือ นามสกุลว่า "ไอ้ชิงเจียวหลอ...ตามด้วยชื่อ เช่น "ไอ้ชิงเจียวหลอ นู่เอ๋อร์ลาฮาฉี"

              ชื่อของฮ่องเต้แต่ละรั่ชกาลเป็นชื่อรัชกาล มิได้เป็นชื่อของ องค์ฮ่องเต้แต่ละคนไม่ นับตั้งแต่ซุ่นจื้อ เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ ชิง แล้ว ต่อมาก็มีฮ่องเต้อีกหลาย ๆ องค์ สืบเชื้อสายกันตามมาในราชอาณาจักร์ต้าชิง ในที่นี้จะขอเล่าถึงเรื่องของ ฮ่องเต้คนสุดท้ายแห่งอาณาจักรต้าชิง

             ก่อนที่พระนางฉือซีไท่โฮ่วจะสิ้นลม นางได้มีโองการ แต่งตั้ง ไอ้ชิงเจียวหลอ ผู่อี้ โอรสของเจ้าชายไจ้ฉุน น้องชายของอดีตฮ่องเต้กวางสู อายุ 3 ขวบ เป็นกษัตริย์ บุคคลเหล่านี้ซึ่งก็คือหลาน ๆ ของพระนางฉือซีนั่นแหละ บางองค์เป็นบุตรลับ ๆ เสียด้วยซ้ำไป เจ้าชายไจ้ฉุนเป็นน้องเขยของพระนางเล่าว่าพระนางพลาดเป้า เกิดมีครรภ์ขึ้นมา จึงป่วยการเมืองเกือบปี พอคลอดขจึงประกาศว่าเป็นโอรสของน้องสาว

             ผู่อี้ มีอายุได้ 3 ขวบ ก็ได้เป็นฮ่องเต้แล้ว โดยมีไจ้ฉุนพระบิดาเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในขณะนั้น นอกวัง หรือทั่วอาณาจักร ได้เกิดการตื่นตัวในการปฏิวัติของด๊อกเตอร์ซุนจงซานกันแล้ว ผู้อี้เป็นชื่อสามัญขององค์ฮ่องเต้ ส่วนชื่อรัชกาล ไหงจำไม่ได้เสียแล้ว เอาเป็นว่า ผู่อี้ครองบัลลังก์ได้ไม่ถึง 10 ปี ก็เกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองล้มล้างราชอาณาจักรต้าชิงกว๋อได้สำเร็จ ผู่อี้ก็ยังคงได้รับสิทธิให้อยู่ภายในวังหลวงและเจริญเติบโตเรื่อยมา อีก สิบหรือยี่สิบกว่าปี

             ผู่อี้มีพระสนมอยู่ 2 องค์ อาศัยอยู่ด้วยกันในพระราชวังต้องห้าม เหตุการณ์ต่าง ๆ ภายนอกวั่งมิอาจรับรู้ได้ ว่าประเทศสาธารณรัฐจีนในขณะนั้น วุ่นวายสับสนเพียงใด อยู่มาวันหนึ่ง มีขุนศึกคนหนึ่งบุกเข้ามาในพระราชวังต้องห้าม แล้วขับผู่อี้ พร้อมครอบครัวออกไปจากพระราชวัง รวมที้งบรรดาพระญาติข้าราชบริพาร ขันที ต่าง ๆ ล้วนถูกขับออกจากวังหลวงทั้งหมด สภาพของผู่อี้ตอนนั้น จึงเปรียบเสมือนบ้านแตกสาแหรกขาด ข้าราชบริพาร ขันที เชื้อพระวงศ์ ญาติพี่น้องต่าง ๆ ล้วนแยกย้ายกันออกไปหาชีวิตใหม่เอาตัวรอดกันไป ผู่อี้และสองภรรยา จึงต้องออกจากวังหลวงไป เข้าใจว่า อาณาจักแมนจูกว๋อตั้งได้พอดี ญี่ปุ่นจึงเห็นเป็นโอกาส รับเอา ผู่อี้ ไปเป็น ฮ่องเต้หุ่น ให้ตัวเองเชิดเล่นเอาตามสบาย

            ขุนศึกที่ขับไล่ผู่อี้ออกจากวังต้องห้ามคนนี้ ประวัติศาสตร์ได้จารึกชื่อว่าเป็นบุคคลท่านหนึ่งที่มีความรักประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง ท่านได้รับสมญานามว่า "นายพลคริสเตียน" เพราะนั่บถือศาสนาคริสโปรแตสแตนท์ นายพลท่านนี้มีนามว่า "เฝิงอี้เสียง" บุคคลท่านนี้ ได้เป็นขุนศึกในสมัยต้นสาธารณรัฐจีนต่อมาสมัยจอมพลเจี่ยงครองอำนาจ ท่านก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของขุนศึกในภาคเหนือ เฝิงอี้เสียง ขุนศึกผู้รักชาติท่านนี้ต่อมาเข้าร่วมกับก้งฉานต่างหรือพรรคคอมมิวนิสต์ในการสู้รบกับเจี่ยงเจี้ยสือและกองทัพญี่ปุ่น ท่านได้สละชีพเพื่อชาติไปในที่สุด

            กลับมาเล่าถึงผู่อี้และครอบครัว เขาได้รั่บการแต่งตั้งเป็นกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรหม่านโจวกว๋อของญี่ปุ่น ไปพำนัก ณ วังในเมือง เสิ่นหยาง เมืองเอกของมณฑลเหลียวหนิงและเป็นเมืองหลวงหม่านโจวกว๋อในขณะนั้น โดยมิได้ทำประโยชน์สิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากเป็นประธานในพิธีการต่าง ๆ ภายใต้การควบคุมของญี่ปุ่น

            ภายหลังญี่ปุ่นแพ้สงคราม หม่านโจวกว๋อจึงได้กลับเป็นของจีนตามเดิมในช่วงนี้ไหงจำไม่ได้ว่าผู่อี้มีความเป็นอยู่อย่างไร ที่ไหน แต่ทราบว่า ผู่อี้ มีความเป็นตัวกูของกู หรืออัตตาสูงมาก ถือว่า ตนเอง เป็นถึงกษัตริย์ สืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์ที่เคยยิ่งใหญ่ของจีน

            ต่อมาเมื่อเหมาจู่สี นำกองทัพปลดปล่อยประชาชน ยึดพื้นที่ของประเทศจีนได้ทั้งหมด จอมพลเจี่ยงพากองทัพกว๋อหมินต่างอพยพไปเกาะไต้หวัน ไปไม่ไปเปล่า ได้ขนทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดินไปด้วยหลายพันหลายหมื่นชิ้น แต่ก็ต้องยกความดีให้กับเจี่ยง เพราะไม่ได้ถือเป็นสมบัติส่วนตัว ปัจจุบันสมบัติเหล่านั้นตั้งแสดงอยู่ในภิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติไต้หวัน

           ส่วนผู่อี้ ถูกกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนจับได้ และตั้งข้อหาเป็นอาชญากรสงคราม เขาได้เข้าไปอยู่ในเรือนจำ และถูกพิพากษาลงโทษให้ติดคุกอยู่ น่าจะราว ๆ ยี่สิบกว่าปี ตลอดเวลาที่อยู่ในเรือนจำ ผู่อี้ จะต้องปฏิบัติกิจกรรมเหมือน ๆ กับนักโทษการเมืองคนอื่น ๆ ถูกกำหนดให้เรียนความรู้เรื่องจีนใหม่ ความเป็นมาของลัทธิคอมมิวนิสต์ อบรมสั่งสอนบ่มเพาะให้รู้จักประเทศจีนใหม่ ให้เกิดความรักชาติรักประเทศซินจงหวา กระบวนการอันนี้พูดตรง ๆ ก็คือ ล้างสมองนั่นเอง เมื่อ ถึงกำหนดพ้นโทษ หรือรัฐบาลจีนเห็นว่า ความคิดของผู่อี้ เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงแล้ว (อย่างใดอย่างหนีง) จึงได้รับการปล่อยตัว แต่รัฐบาลก็มิได้ละเลยถึงชีวิตความเป็นอยู่ของผู่อี้ ซึ่งตอนนี้มีวัยเริ่มเข้าสู่วัยชรา อายุได้ หกสิบปีกว่า ๆ จึงจัดบ้านให้ผู่อี้พำนักอาศัยอยู่ในกรุงปักกิ่ง และหางานให้ผู่อี้ทำ ซึ่งเป็นงานเบา ๆ คือเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลสวนสาธารณะ แห่งหนึ่ง ได้เงินเดือนพอเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ ผู่อี้ในช่วงนี้มองเห็นแสงสว่างแห่งชีวิต และสัจจะธรรม ยอมรับเอาแนวความคิดของลัทธิคอมมิวนิสต์มีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การต่อสู้ ที่ตัวเองมองไม่เห็นในอดีต ผู่อี้จึงได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างเรียบง่ายและมีความสุขทางใจ ในที่สุด ถ้าจำไม่ผิด ผู่อี้ได้รับเกียรติจากรัฐบาลจีนในขณะนั้น แต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภาปรึกษาการเมืองแห่งชาติ (วุฒิสมาชิกจีน) และเมื่อถึงเวลาแห่งสังขาร ผู่อี้จึงถึงแก่อนิจกรรมไป ประมาณทศวรรษที่ 1960 ก่อนเกิดการปฏิวัติใหญ่ทางวัฒนธรรม

              ขอพูดถึงเรื่องราวของน้อง ๆ ของผู่อี้ ผู่อี้มีน้องชายคนหนึ่ง ชื่อว่า ผู่เจี๋ย ผู่เจี๋ยก็เช่นเดียวกันกับพี่ชาย คือได้ถูกจับกุมและเป็นเชลยสงคราม เมื่อพ้นโทษออกมาแล้ว ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงปักกิงกับครอบครัวอย่างมีความสุข ผู่เจี๋ย กับบรรดาน้องสาวของผู่อี้ ได้มีโอกาสใช้ชีวิตมาในช่วงสมัยปัจจุบันมีโอกาสได้เห็นความเจริญของประเทศจีนใหม่ ผู่เจี่ยก็ได้รั่บเกียรติจากรัฐบาลคอมมิวนิสต์ แต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภาปรึกษาการเมืองของจีนเช่นเดียวกัน

             เข้าใจว่า ในขณะนี้ ทศวรรษ 2010 บรรดาน้องชายน้องสาวของผู่อี้คงลาจากโลกนี้ไปแล้วทุกท่าน คงจะเหลือรุ่น ลูก หลาน เหลน เป็นสามัญชนกันไปหมด อ้อ ผู่อี้ ไม่มีลูกกั่บ ภรรยาทั้งสองคน

เรื่องราวของผู่อี่ก็จบเพียงเท่านี้ -   เขียนขึ้นมาจากความทรงจำ

ขอบคุณอาโกครับ

สวัสดีครับ อากุงผมที่ได้ทราบจากอากูใหญ่เล่า แต่ผมจำได้บางส่วนอากุงมาอยู่เมืองไทยที่ปากนำโพ แล้วค่อยไปรับอาโภที่เมืองจีนกลับมาด้วยกันครับ แต่ไม่มีใครที่จะช่วยแปลชื่อให้เลยครับ เลยสงสัยมานาน แซ่อากุงแซ่ฉิ่นครับ ส่วนลายอักษรผมรู้เพียงแต่ชื่อที่ออกเสียงครับ ถ้าให้คนในสมาคมเขียนจะทราบไหมนะ ส่วนอาโกผมก็อยากรู้แปลว่าไร อืมรบกวนีกเรื่องครับเมื่อเช็งเม้งผมไปไหว้สงสัยอักษรหน้าจั่วปี่ที่ฮวงซุ้ย อยากทราบหมายความว่าอย่างไรจะทำไรบ้างครับ รบกวนอาโกอีกแล้วครับ  ลืมแนะนำไหงชื่อ ชง แซ่ฉิ่น อายุ 30 ปีครับ เป็นคนปากน้ำโพ นครสวรรค์ ครับ เห็นสิงโตฮากกาตั้งแต่เกิดเลยครับ ขอร่วมแลกเปลี่ยนนะครับ ถ้ามีไรให้ช่วยบอกได้เลยครับ ขอบคุรครับ 

รูปภาพของ YupSinFa

คุณ ลูก5 หมายถึง อาโกคนไหนเอ่ย?

ไหงอ่านกระทู้ของหงีไม่ค่อยเข้าใจ อากุงของหงีมาไทย อยู่ที่ปากน้ำโพ แล้วกลับไปรับอาโกที่เมืองจีนกลับมาอยู่ด้วย? อาโกที่ว่า นี้ คือ อาโกของหงี หรือ อาโกของอากุงของหงี ถ้าอย่างงี้หงีต้องเรียกเขาว่า อาปั๊กกุง ไม่มีใครช่วยแปลชื่อให้ นั้น หมายถึงชื่อของใคร ตอนนี้ อากุงและอาโกที่หงีว่า ยังมีชีวิตอยู่หรือปล่าว ที่หงีถามมา หมายถึงชื่อของหงี หรือชื่อของ อากุงของหงี

หงี เซี้ยง ฉิ่น ภาษาจีนกลาง ออกเสียงว่า เฉิน  แต้จิ๋วออกเสียงว่า ตั้ง ในภาษาฮากกา เซี้ยงฉิ่น จึงต้องเป็น ฮากกาหมอยเย้น หรืออำเภอต่างๆ ในเหมยโจว ยกเว้น อำเภอฮงสุน ซึ่งใช้อีกสำเนียงหนึ่ง

หงีถ่ายรูปอักษรของบรรพบุรุษหงีที่จั่วปี่ หน้าฮวงซุ้ย ที่นครสวรรค์ก็มีสมาคมฮากกานี่ หงีก็เอาไปให้ผู้จัดการเขาช่วยอ่านให้ก็ได้ ครอบครัวหงีไม่ได้เป็นสมาชิกฮากกานครสวรรค์หรอกหรือ คุณฉิ่นชง ฉิ่น ไม่มีปัญหา รู้อยู่แล้วว่าต้องเขียนเป็นตัวนี้  陈 ส่วนชง ไม่รู้ว่าตรงกับตัวไหน หงีไปถามฮากกานครสวรรค์ดูนะ ส่วนในชุมชนนี้ ถ้าหงีมีข้อมูลหรือตัวอักษร ก็สามารถเข้ามาถามได้ หงีเป็นสมาชิกใหม่ ไหงขอยินดีต้อนรับหงี ในนามสมาชิกทุกท่าน ที่นครสวรรค์ก็มีสมาชิกชุมชนของเรา เป็นผู้ใหญ่ใจดีมากท่านหนึ่ง คือท่านสิทธิพร หยกรัตนศักดิ์ หงีมีอะไรสนใจอยากถามเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับความเป็นฮากกา หรือความเป็นชาติจีน ก็ถามเข้ามาได้ แต่แรกเริ่มนี้ ขอแนะนำให้หงีเข้าไปอ่านตามหัวข้อต่าง ๆ ที่สมาชิกเก่า ๆ ก่อน ๆ เขาเขียนไว้ หงีก็จะได้รับความรู้รวมทั้งความบันเทิงไปในตัวด้วย

สวัสดีครับอาโกทุกๆท่าน

หายไปนานเลยครับ พอดีงานยุ่งนิดหน่อยครับ และได้คำแนะนำมากมายเลย ส่วนภาษาแคะพอฟังได้บ้างครับ แต่พูดได้นิดหน่อยครับอาปาหัดให้บ้างเล็กน้อย ส่วนคำแนะนำอาโกทุกท่านน้อมรับครับ ไหงอยู่นครสวรรค์ถ้ามีไรให้ช่วยเหลือยินดีครับ ไหงอยากรู้ธรรมเนียมประเพณีของฮากกาศึกษาได้ที่ไหนครับ รบกวนอีกแล้วครับ จากลูก 5
รูปภาพของ YupSinFa

ตอบคุณลูก5

          ยินดีอย่างยิ่งในการกลับมาครับ ธรรมเนียมประเพณีฮากกาศึกษาที่อาโกลูก5 อยากรู้นั้น ทั้งหมดทั้งมวลได้ถูกอัดอย่างค่อนข้างครบและละเอียดอยู่ในชุมชนฮากกาของเรานี้เองแหละครับ

          ลองค่อย ๆ เปิดอ่านดู ให้ดูตรงฟังก์ชั่นด้านซ้ายและขวา จะมีการจัดหมวดหมู่ในหัวเรื่องต่าง ๆ คลิ๊กเข้าไปตามอ่านได้เลยครับ เนื่องจากชุมชนของเราเปิดมาได้หลายปีแล้ว ตอนนี้กำลังเป็นหนุ่มใหม่ไฟแรง จึงมีเรื่องราวอัดแน่นกันมากพอสมควร เว็ปมาสเตอร์ท่านทำหมวดหมู่ง่ายแก่การติดตามไว้แล้ว ลองเข้าไปอ่านดูนะครับ อยากรู้อะไรเขียนถามหน้าจอได้ครับ

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

สินฝ่าซินซ้าง

ไหงอ่านกระทู้ของ คุณลูก5 ตอนแรกก็งงๆ อยู่เหมือนกัน ต้องขึ้นไปอ่านกระทู้เก่าที่คุณลูก5 เขียนไว้เมื่อวันที่ 08/04/2010 ด้วย ถึงได้ถึงบางอ้อ

กื๋อเขียนคำว่า อาผอ (แม่ของอาปา) เป็น อาโภ (สะกดด้วยตัว ภ.สำเภา) ไหงเข้าใจว่าอย่างนั้นนะครับ.

รูปภาพของ YupSinFa

อ๋อเป็นอย่างนี้เอง

                ความหมายของกี๊ อาผอ กี๋เขียนเป็น อาโภ เมื่อ 11-1-2010 ก็เขียนอย่างนี้ ตอนนี้เราเข้าใจกี๋แล้วตัวอักษรมันเล็กไป เราสายตายาวเลยอ่านเป็น ก.ไก่ เนาะ เดี๋ยวรอ กื๋อ ตอบมาอีกที่ หงีช่วยตอบให้ กื๋อ หน่อยนะครับ อาฮยุ่งโก

รูปภาพของ webmaster

เทคนิค แสดงตัวใหญ่

ขอแทรกนอกเรื่อง  จากหัวบล๊อกฝากไว้ หน่อยนะ  (ไว้วันหลังจะทำรวม Tip ใส่ไว้ที่วิธีใช้)

ขอเสนอเทคนิค เกี่ยวกับการใช้งานบนเว็บ สักเล็กน้อยเผื่อเป็นประโยชน์ สำหรับผู้ยังไม่รู้ (ผู้รู้แล้วขอผ่าน)

Tip 1
เราสามารถทำให้หน้าเว็บเราแสดง อักษรตัวใหญ่ขึ้นเพื่อให้อ่านง่าย หรือเล็กลงเพื่อให้แสดงเนื้อหาได้หมากขึ้นได้ โดย

  • กด [Ctrl] พร้อมเครื่องหมาย [+] เพื่อให้อักษรตัวโตขึ้น
  • กด [Ctrl] พร้อมเครื่องหมาย [-] เพื่อให้อักษรตัวเล็กลง


Tip 2 (อันนี้ใช้ในขณะพิมพ์ หรือแก้ไขข้อความ เท่านั้นนะ)


คือว่าขณะพิมพ์ข้อความ (cursor ยังอยู่ในช้องพิมพ์อักษร) ท่านสามารถ ใช้แป้น [Enter] เพื่อขึ้นย่อหน้าใหม่ได้ (เห็นบางท่านที่ไม่ทราบ อุตส่าห์ใช้เคาะเว้นวรรค เยอะๆ จนขึ้นบรรทัดใหม่ ซึ่งจะไม่พอดีสำหรับผู้ชมที่ ใช้หน้าจอหรือ Font คนละขนาดกัน)


แต่บางครั้งต้องการแค่ ขึ้นบรรทัดใหม่ ไม่ใช่ขึ้นย่อหน้าใหม่ (ที่ต่างคือ ระยะห่างระหว่างบรรทัดจะน้อยกว่าระยะห่างระหว่างย่อหน้า และไม่มีการเยื้องย่อหน้าอัตโนมัติ) ให้กด [Shift] พร้อม [Enter]


Tip 3 (อันนี้ใช้ในขณะพิมพ์ หรือแก้ไขข้อความ เท่านั้นนะ)
บางครั้งที่เราลองเล่นตัวใหญ่ ใส่สี ฯลฯ จนเละ หรือคัดลอกข้อความมาจากที่อื่น มักจะติด Format ของ Font มาด้วย  อยากแก้ไขกลับมาสู่ค่ามาตรฐาน เราสามารถ เลือกข้อความ(ใช้ mouse ลากระบายสี) บนข้อความนั้น แล้วคลิก Icon เพื่อลบ Format ที่ติดมากับตัวอักษรนั้น ปรับเป็นค่ามาตรฐานได้ (แก้แต่ Formatข้อความไม่ถูกลบ)


ก็หวังว่า Tip เหล่านี้ อาจเป็นประโยชน์สำหรับบางท่านได้บ้าง ไม่มากก็น้อย

ดู Tip อื่นๆ เพิ่มเติม  คลิกที่ วิธีใช้

รูปภาพของ วี่ฟัด

แบบลายมือเหมาเจ๋อตง

                  แบบลายมือของเหมาเจ๋อตง อันเป็นเอกลักษณ์ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร หวัดไช้ได้เลย

                  ไหงเคยเห็นลายมีอของเย่เจี้ยนอิง ซึ่งเป็นป้ายชื่อของ " ปิงหมาหย่ง " ที่ซีอาน หรือที่เรารู้ในนามว่า " สุสานจิ๋นซี " ในอินเตอเน็ต แต่ตอนนี้พยายามหาแต่ไม่พบเลย ใครมีช่วยนำมาฝากกันดูด้วย

                  ใครเคยไปวิหารเซียน ที่ชลบุรี จะพบป้ายลายมือของ " ซุนเคอ

" บุตรท่านซุนจงซาน ซุนเคอ เขียนว่า " จู่เหรินเหวยเล่อ " ( ช่วยเพื่อ่นมนุษย์จะนำมาซึ่งความสุข )  ซึ่งเป็นคำขวัญที่ไหงชอบที่สุดคำขวัญหนึ่งที่เดียว

อาชีพทนายความอย่างไหงมีโอกาศทำแบบนี้ได้ทุกวัน ถ้าเราจะทำและไม่เห็นแก่เงินจนมากเกินไป

                   ใครเคยเห็นหนังสือของศูนย์ศึกษาฮากา บ้างครับ ที่หน้าปกมีภาษาจีนเขียนว่า " ฮากกาหงิ่น " ท่านรู้หรือไม่ว่านั่นแหละเป็นลายมือของ

" เย่ส่วนผิง " บุตรของเย่เจี้ยนอิง อดีตเย่ส่วนผิงเคยเป็นผู้ว่าการมณฑลกวางตุ้ง ไหงว่าเป็นลายมือที่เขียนคำว่า " เค่อเจียเหริน " ได้สวยมากลายมือหนึ่งทีเดียว

                   ปาย ปาย

รูปภาพของ YupSinFa

ลายมือของเย่ส่วนผิง

                   เย่ส่วนผิง บุตรชายของท่านจอมพลเย่เจี้ยนอิง อดีตเคยเป็นผู้ว่าการมณฑลกว่างตงอย่างที่วี่ฟัดโกว่าไว้จริง ๆ ไหงจำได้ว่า ตอนไปในนครกว่างโจว เห็นป้ายต่าง ๆ ที่เป็นลายมือของท่านเย่ส่วนผิง มากมาย โดยเฉพาะ ที่โรงแรม ฮากกาไท้ฮ้า รถอยู่บนทางยกระดับ เห็นป้ายชื่อโรงแรมเป็นแนวตั้งลงมาจากตัวตึก เขียนโดยลายมือของท่านเย่ส่วนผิง

                  ท่านเย่ส่วนผิง ไหงจำได้เลา ๆ ว่า ตำแหน่งสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการ ท่านเป็นรองประธานสภาประชาชนจีน ใช่ไม่ใช่ไม่แน่ใจ แต่ว่าไหงจำอย่างนี้คร่าว ๆ วี่ฟัดโกถ้ารู้มากกว่าไหงกรุณาเสริมด้วย

                  เย่ส่วนผิงตอนนี้ไม่ทราบว่าใช้ชีวิตอยู่ที่ไหน คงไป ๆ มา ๆ ระหว่างเหมยโจว กว่างโจว ปักกิ่ง เนาะ ไหงเข้าไปดูเว็บไซด์ของชุมชนฮากกาของจีน เกี่ยวกับเรื่องหลานปู่ของยับเกี้ยนยิน สวยมากทีเดียว ไม่ทราบว่าเป็นบุตรสาวของเย่ส่วนผิงหรือไม่ เธอชื่ออะไรไหงลืมจดไว้ ทราบความว่าเธอเป็นดีไซน์เนอร์ชั้นนำของจีนในปัจจุบันนี้

                  เรื่องลายมือของผู้นำจีน ไหงคุ้นกับลายมือของเหมาจู่สีมากที่สุดและตอนนี้ก็มีสำเนาจดหมายของท่านอยู่หลายฉบับ อีกท่านหนึ่งคือลายมือของท่านด๊อกเตอร์ซุนจงซาน เคยเห็นลายมือของท่านเติ้งอิ่งเชา ภริยาของท่านนายยกโจวเอินไหล พี่ใหญ่เติ้งของชาวจีน โห ลายมือหวัดมาก เป็นลายมือประวัติศาสตร์ เขียนในวาระที่นิตยสารภาพจีน ออกฉบับภาษาไทย เป็นฉบับปฐมฤกษ์ ท่านเขียนว่า  中 泰 友 宜 万 古 长 青 เป็นประโยคที่ฮิตติดอันดับจีนไทยใช้กันมาจนกระทั่งบัดเดี่ยวนี้ ลายมือของท่านหวัดมาก ๆ อ่านแล้วเหมือนศิลปินเขียนลายสือจีนไปเลย  

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

ลายมือของเหล่าบุคคลสำคัญ

ลายมือของเย่เจี้ยนอิง

 

ลายมือของซุนเคอ

 

ลายมือของเย่เสวี่ยนผิง

 

ลายมือของเติ้งอิ่งเชา เหมาเจ๋อตง

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

ขออภัยในความผิดพลาด

ไหงต้องขออภัยผู้อ่านทุกท่านเป็นอย่างยิ่ง ในความผิดพลาดที่ได้บอกไปตอนแรกว่าภาพสุดท้ายด้านบนเป็นลายมือของเติ้งอิ่งเชา ซึ่งที่ถูกต้องแล้วต้องเป็นลายมือของเหมาเจ๋อตง (หรือเหมาจู่สี) ด้วยความรีบร้อนของไหง ประกอบกับ "ลายมือหวัด" ของเติ้งอิ่งเชาค่อนข้างจะหายาก พอเห็นเป็นลายมือที่หวัดและชื่อเติ้งอิ่งเชา (鄧穎超)ที่ท้ายจดหมาย จึงได้รีบนำมาลง

ขอบคุณสินฝ่าซินซ้างที่กรุณาทักว่าลายมือคล้ายของเหมาจู่สี ทำให้ไหงรู้สึกเอะใจขึ้นมา

ความจริงจดหมายฉบับนี้เป็นจดหมายที่ เหมาจู่สี เขียนขึ้น แล้วให้ เติ้งอิ่งเชา ถือไปส่งให้กับ ซ่งชิ่งหลิง ด้วยมือตนเอง เนื้อความในจดหมายมีดังนี้ครับ

慶齡先生:重慶違教,忽近四年。仰望之誠,与日俱增。茲者全國革命胜利在即,建設大計,亟待商籌,特派鄧穎超同志...

ความผิดครั้งนี้ไหงขอรับไว้แต่เพียงผู้เดียวครับ

รูปภาพของ วี่ฟัด

เนื่องด้วย เย่เจี้ยนอิง ป่ออู๋ก่วน

                    ไหงเคยไปเยี่ยมเยือนบ้านเกิดซึ่งท่านเย่เจี้ยนอิงได้ถือกำเนิดมาซึ่งปัจจุบันทางการจีนได้จัดสร้างเป็นพิพิทธภ้ณฑ์ ( เย่เจี้ยนอิงป่ออู๋ก่วน )

                     ในพิพิทธภัณฑ์ของท่าน ( เย่เจี้ยนอิงป่ออู๋ก่วน ) นั้น จะมีรูปภาพเก่าๆเล่าเรื่องราวตลอดชี่วิตของท่านเย่เจี้ยนอิง นอกจากนั้นยังมีข้าวของเครื่องใช้ที่ท่านได้เคยใช้ในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งเรียบง่ายมากไม่ฟุ้งเฟ้อ

                      และยังมีอีกส่วนหนึ่งคือมีป้ายเขียนหนังสือจีน ยกย่องสดุดี เกียรติประวัติของท่านเย่ซึ่งท่านได้กระทำมาตลอดชีวิตจากบุคคลสำคัญต่างๆมากมาย เช่น เติ้งเสี่ยวผิง ( ท่านเย่เจี้ยนอิงเสียชีวิตก่อนเติ้งเสี่ยวผิง ) , เจียงเจ๋อหมิน , หูจินเทา , เวินเจี่ยเป่า , และบุคคลชั้นนำของจีนอีกมากมาย ดังนั้นถ้าใครอยากศึกษาลายมือของบุคคลสำคัญของจีนภายหลังการอสัญญกรรมของท่านเย่เจี้ยนอิงแล้ว จะเดินดูอย่างเพลิดเพลินมากสำหรับคนรักภาษาจีน

                    คำกล่าวสดุดีซึ่งบุคคลสำคัญของจีนต่างๆ ได้กล่าวถึงท่านเย่เจี้ยนอิง ล้วนกล่าวถึงความรักชาติ เสียสละแก่ชาติโดยส่วนรวมอย่างแท้จริง ของท่านเย่เจี้ยนอิง ดังนั้นไหงซึ่งถือได้ว่าเป็นลูกหลานชาวหมอยแย้นคนหนึ่ง จะต้องยืนยงในอุดมการของท่านเย่เจี้ยนอิงด้วยความมั่นคง ไม่ท้อถอย                 

                    อย่าไปสนใจกับลูกหลานชาวหมอยแย้นบางคนที่กระทำการอันตรงกันข้ามกับปณิทานของท่านเย่เจี้ยนอิง รักชีพยิ่งชาติ แสวงหารักษาผลประโยชนเพื่อความร่ำรวยของมันท่ามกลางกลิ่นคาวเลือด ซากศพ แต่อีกไม่นานหรอกเวรกรรมจะต้องสนองแก่เขาอย่างแน่นอน ( ไม่เกินสิ้นเดือนเมษา ) กัมมุนาวัตตีโลโก กุ๊กกุ๊ก                            

                        

รูปภาพของ YupSinFa

วิเคราะห์ลายมือ

เห็นลายสือจีนของบรรดาบุคคลสำคัญแล้วรู้สึกสบายตา หากเป็นไปได้ อาฮยุ่งโกช่วยหามาลงให้มากกว่านี้ ไหงอยากเห็นลายมือของท่าน ซุนจงซาน ตอนเขียนประวัติส่วนตัวของท่าน 1 หน้ากระดาษ (เคยเห็นในหนังสือลัทธิไตรประชาซานหมินจู่อี้ที่ท่านปรีดี เกษมทรัพย์แปลไว้) อยากเห็นลายมือท่าน โจวจ๋งหลี่ อยากเห็นลายมือ ของเติ้งเสี่ยวผิง

ลายมือของท่านที่กล่าวมาข้างต้น ท่านซุนจงซาน จำได้ว่าเป็นลายมือที่เรียบร้อย คล้ายกับของท่านซุนเคอบุตรชายของท่าน ลายมือนายกโจว ไม่เคยเห็น ส่วนท่าน เติ้ง เคยเห็น ลายมือไม่ค่อยสวยเท่าไหร่

ทีนี้ไหงจะขอวิเคราะห์ลายมือข้างบนนี้เล่น ๆ ตามความรู้สึกของไหง ท่านยับเกี้ยนยิน ลายมือเรียบร้อย สวยงาม หนาแน่น มั่นคง  ท่านซุนเคอก็แนวเดียวกับยับเกี้ยนยิง แต่มีความเรียบร้อยและดูสวยงามกว่า จะเห็นได้ว่ายังเป็นอักษรจีนเก่าอยู่ ยับซ่วนผิ่ง ค่อนข้างสวย และออกแนวศิลป์นิด ๆ ส่วนของท่านเติ้งอิ่งเชา หวัดมาก คล้าย ๆ กับของท่านเหมาจู่สี แต่เหมาจู่สี ดูปั้บ รู้เลยว่าเป็นลายมือของเหมา เพราะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ลายมือของท่านเติ้งอิ่งเชา สวยงามมากเป็นศิลปะที่สวยงามอย่างยิ่ง ที่เห็นนี้ยังไม่ค่อยหวัดเท่าไหร่ มีใครอ่านของท่านเติ้งอิ่งเชาออกบ้างไหมเนี่ย ไหงอ่านออกแค่ ซินซาง สักคนหนึ่งที่ท่านเขียนถึง และรู้สึกว่ายังเป็นอักษรจีนเก่าอยู่นะ

รูปภาพของ YupSinFa

อยากกลับไปบ้านท่านแย่เจี้ยนอิงอีก

                  บ้านเดิมอากุงไหงอยู่เปี่ยงชุน ตำบลเดียวกันกับบ้านท่านยับเกี้ยนยิน ไหงเคยไปบ้านท่านจอมพลยับมาแล้ว 2 ครั้ง ซึ่งนานมากแล้ว ปัจจุบันคงมีการพัฒนาให้เจริญและทันสมัยมากขึ้นในส่วนของห้องจัดแสดง ส่วนบ้านเดิมยังคงรักษาไว้ ไหงได้เห็นห้องนอนของท่านยากเด็กและหนุ่ม เห็นห้องทำงานของท่าน เครื่องใช้ไม้สอยของท่าน จวบจนกระทั่งท่านออกจากบ้านไปศึกษาเล่าเรียนที่โรงเรียนนายร้อยหวงผู่จนได้เป็นผู้นำกองพลแห่งกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน

                  หากไหงได้กลับไปอีก คราวนี้ไหงจะลองสืบดูว่า สายตระกูลของไหง เกี่ยวข้องกับสายของท่านยับเกี้ยนยินหรือไม่ เพราะอย่างน้อย ก็อยู่ตำบลเดียวกัน แต่ตระกูลยับ ในหมอยเย้น มีมากมายเหลือเกิน บางที อาจจะไม่เกี่ยวกันก็ได้ ถึงอย่างไรก็ตาม เกี่ยว ไม่เกียว ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นใหญ่คือ ท่านเป็นชาวฮากกาคนสำคัญท่านหนึ่ง ที่พวกเราภูมิใจเท่านั้นเอง และอยากให้วิญญาณบรรพชนฮากกา รีบนำเอาวิญาณของชาวหมอยเย้นคนหนึ่งที่กำลังบ้าคลั่งอยู่ที่ดูไบ เอาออกจากร่างของเขาไปทำโทษได้แล้ว เพราะทำให้คนฮากกาเสียหายและอับอาย

รูปภาพของ อาคม

บ้าน ท่านยับเกี้ยมยิน อยู่ที่ เย้นหย่องจิ่น

จิ่น คือ ตำบล เปียงชุนจิ่นกับเย้นหย่องจิ่นอยู่ใกล้ๆกันห่างกันไม่น่าเกิน 10 กิโลเมตร บ้านท่านยับเกี้ยมยินอยู่ในเย้นหย่อง ไม่ไกลจากที่นี่ขึ้นเขาไปหน่อยก็จะถึง resort ไร่ชา เย้นหนำเฟย ซึ่งสร้างเรียนแบบ ถู่โหลว ห้องพักตกแต่งสวยมาก แต่กว้างกว่าห้องของถู่โหลวหลายเท่า มองจากระเบียงทิวทัศน์ที่เป็นไร่ชา เขาลูกแล้วลูกเล่า และหมู่บ้านชนบทที่กระทบกับแสงรุ่งอรุณดูน่าสุขใจจริงๆ แต่ราคาก็แพงเอากันเหมือนกันประมาณ 1000 กว่าหยวน เจ้าของก็ตระกูล ยับ เหมือนกัน

ในบริเวณเย้นหยองยังมีวัดดังอยู่วัดหนึ่งคือวัด หลิ่นกวงซื่อ

เข้าไปดูรูปได้ที่บล็อก ประสพการณ์ การร่วมเดินทางไปกับ spirit of asia ของอาฉี ตอนที่ 7 จอมพลยับ+ไร่ชา

รูปภาพของ YupSinFa

ไหงเคยไปแย้นหย่องมาแล้ว

              บ้านของท่านยับเกี้ยนยิน อยู่ติดกับเปี่ยงชุนจริง ๆ ไม่ไกลจากบ้านหงาเก้ไท้ปัก เลย ตอนนี้ไหงมีแผนที่เหมยโจว ที่อัพเดท เพราะหลานสาวส่งมาให้ รีสอร์ทไร่ชาไหงได้เห็นทางเว็ปไซด์และในยูทูบ นับว่าใหญ่โตมโหฬารดีจริง ๆ เจ้าของก็น่าจะเป็นเครือญาติหรือลูกหลานของท่านจอมพลก็ได้เนาะ

             หลิ่มกวงซื่อ ไหงได้ไปมาแล้ว เขาว่าเป็นวัดที่มีการออกแบบการก่อสร้างหลังคาบนวิหารพระประธานที่เยี่ยมยอด กล่าวคือโครงหลังคาจะเป็นเกลียวเหมือนก้นหอยแหลมขึ้นไปบนเพดาน ทั้งนี้เนืองจากจะได้ดูดเอาควันธูปที่คุกรุ่นให้ลอยวนขึ้นไปบนเพดานไม่ฟุ้งกระจายอยู่ทั่วไป

            บริเวณหน้าวัดมีสิ่งมหัศจรรย์อยู่สิ่งหนึ่ง ซึ่งอยู่เคียงคู่กับวัดมาตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง (แต่ไหงไม่ทราบว่ากี่ร้อยปีมาแล้ว คือ ต้นหลิว คู่หนึ่ง เวลาเรามองเข้าไปยังวัด ต้นหลิวฝั่งขวามือ มีกิ่งก้านสาขามีใบเจริญงอกงามอยู่เต็มไปหมด แต่ต้นหลิวที่อยู่ข้างซ้าย มีแต่กิ่งไม้ ไม่มีใบเหลืออยู่เลย แต่นักวิชาการยืนยันว่า เป็นต้นไม้ที่ไม่ตาย เพราะเนื้อไม้ยังอุดสมบูรณ์และมีการเจริญงอกงามเฉพาะกิ่งอยู่ตลอดเวลาเพียงแต่ว่าไม่มีใบอยู่เท่านั้น และที่สำคัญต้นไม้ตันนี้ก็ไม่ได้แห้งตายด้วย นับว่าเป็นความแปลกอย่างหนึ่งในเหมยโจว

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

ลายมือของเติ้งอิ่งเชา

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

ลายมือของเหล่าบุคคลสำคัญ (2)

ลายมือของซุนจงซาน

 

ลายมือของโจวเอินไหล

 

ลายมือของเติ้งเสี่ยวผิง

สวัสดีสงกรานต์ครับ

สวัสดีปีใหม่ไทย ทุกๆท่านครับขอให้พี่น้องชาวไทยเชื้อสายฮากกาทุกๆท่านมีแต่ความสุขความเจริญ

และเฮงๆ ในธุรกิจการงานนะครับ

                                                                          อาเป้หลานจีน

รูปภาพของ วี่ฟัด

พอสุ่ยเจี๋ยฮ่าว

            เทศการสงกรานต์ของไทยนี้เป็นที่รู้จักของชาวจีนมาก คนจีนจะรู้จักในนามของเทศกาล " พอสุ่ยเจี๋ย "

             สงกรานต์วันนี้ไหงได้มีโอกาสเดินทางไปที่วัดป่าสุนันทวราราม ของหลวงพ่อมิตสุโอะ  คเวสโก วัดอยู่ห่างจากจังหวัดกาญจนบุรี ไปทางไทรโยค ทองผาภูมิ ประมาณ 105 กิโลเมตร ได้ฟังเทศฟังธรรมย่อมเป๋นสิ่งวิเศษในยามนี้

             วัดหลิงกวงซื่ออยู่เลยบ้านเย่เจี้ยนอิงไปไม่เกิน 2 กิโลเมตรเท่านั้น

ที่หน้าวัดมีต้นหลิว เขาว่ามีอายุเกือบพันปีทีเดียว

              ที่จังหวัดราชบุรีก็มีฮากกาหมอยแย้นเซี้ยงยับหลายครอบครัว ส่วนมากจะมีฐานะที่มั่นคง แต่มีอยู่ครอบครัวหนึ่งที่ยากจนลูกๆประกอบอาชีพรับจ้างและถีบสามล้อ อาเมกี่มีอายุเกือบ 90 แล้ว ไหงจะเรียกกี่ว่าอาโผ  ถึงจะอายุเกือบ 90 แต่อาโผแข็งแรงมาก หูถึงจะตึงไปบ้างแต่พอพูดสัก  2 - 3 ครั้งกี่ก็ฟังรู้เรื่อง ไหงชอบไปคุยกับกี่เพราะอาโผพูดภาษาชิมฮักแบบหมอยแย้นแท้ๆ ซึ่งปัจจุบันจะหาคนที่เดินมาจากหมอยแย้นแท้ๆยากขึ้นทุกวัน

              ตอนที่ไหงรู้จักกี่ครั้งแรกเนื่องจากมีคนแต้จิ๋วในตลาดราชบุรีมาบอกไหงว่ามีคนแคะครอบครัวหนึ่งมีฐานะยากจนมาก ลูกชายเขาตาย ไม่มีเงิน ไหงจึงเข้าไปช่วย พอรู้ว่าเป็นหมอยแย้น จึงเหมือนกับญาติ จนรู้จักสนิทสนมจนไหงเรียกกี่ว่า " อาโผ " เวลากี่อยากจะไปหาลูกกี่ตามต่างจังหวัดไหงก็จะเป็นธุระขับรถพากี่ไปหา ในบางครั้งบางคราว

              ไหงจึงเหมือนผู้อุปการะกี่กลายๆ พอไหงไปหากี่ไหงก็จะให้เงินกี่ครั้งละ 1,000 บาท เหมือนเป็นค่าวิชา ในการได้หัดคุยกับกี่แบบรู้เรื่องมั่งไม่รู้เรื่องมั่ง แต่ไหงก็ยังสงสัยว่าชีวิตความเป็นอยู่ที่ค่อนข้างแร้นแค้น แต่กี่กลับมีอายุยืนและแข็งแรงมาก แต่คนมีฐานะดีๆ พออายุไม่เท่าไรก็แย่แล้ว

               คนฮากกาด้วยกันต้องช่วยกัน    " จู่เหรินเหวยเล่อ "

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

จู้กั๋วเหวยเล่อ

วี่ฟัดก๊อช่างเป็นคนที่มีน้ำใจจริงๆ

人人有责 เหริน เหริน โหย่ว เจ๋อ (ทุกๆ คนมีหน้าที่)

助人为乐 จู้ เหริน เหวย เล่อ (ช่วยเหลือคนอื่นให้มีความสุข)

แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็น ช่วยเหลือชาติให้มีความสุข (助国为乐 จู้ กั๋ว เหวย เล่อ) น่าจะเหมาะกว่าครับ.

รูปภาพของ YupSinFa

วี่ฟัดโกไหงอยากรู้ประวัติอาโผที่ราชรีอายุ90กว่า

                  วี่ฟัดโก ไหงเห็นหงีเขียนเรื่องอาผอ ที่อายุ 90 กว่า ท่านยังแข็งแรงมากอยู่ ไหงขอถามว่า ลูกแกตาย ตอนนี้ แกยังมีลูกเหลืออยู่อีกหรือไม่ แกมีหลานหรือปล่าว ท่านเป็นผู้ที่ลำบากยากจน ทำไม่ฮากการาชบุรีไม่เข้าไปดูแลบ้าง มีแต่หงีคนเดียว ที่หงีว่า บางครั้ง พาท่านไปเยี่ยมลูกที่ต่างจังหวัด ลูกของท่านอยู่ที่ไหน ทำไมไม่เลี้ยงดูท่าน ตอนนี้ อาผอท่านอยู่กับใคร

                  อาผอเป็นฮากกาหมอยเย้น บ้านเดียวกับไหง ไม่ทราบว่าอาผอ เซี้ยงหมะไก หงีกรุณาตอบไหงด้วย ไหงรู้สึกเป็นห่วงท่านและสะเทือนใจ เพราะไหง ชอบช่วยเหลือคนแก่ และเด็ก ๆ เมื่อปีการศึกษาทื่ผ่านมา ก็ได้ช่วยเด็ก ๆ ไป 3-4 คน

                 ขอรบกวนหงีช่วยเล่าให้ไท้กาฟัง(อ่าน)หน่อยนะ ถ้าเป็นไปได้ คิดว่าอาผอท่านลำบาก เราค่อยมาปรึกษากัน ไหงอาจจะขอให้หงี เปิดบัญชี เพื่ออาผอ ในนามของหงี เพื่อที่พวกเราทุกคน อาจจะสามารถช่วยท่านได้ คนละเล็กคนละน้อย

รูปภาพของ อาคม

ประเสริฐ ๆ จริง ๆ

ไนงอีกคนที่มีดวามคิดเดียวกันกับท่าน วีฟัด และ ยับซินฝ่า และอีกหลายๆท่าน ซึ่งโดยปกติไหงจะเข้าหาผู้สูงวัยผู้เฒ่าผู้แก่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่เรียกว่า ถ่งซานหล่อย ได้รู้ถีงการย้ายถิ่นฐาน การทำมาหากิน เป็นต้น

ข้อเสนอ ยับซินฝ่า ดีครับ จะได้ช่วยกันสนับสนุนกันต่อไปตามแต่กำลังของแต่ละท่าน

รูปภาพของ วี่ฟัด

เรียนยับซินซาง

                     ไหงไม่เคยถามว่ากี่ชื่ออะไร แต่กี่เคยเล่าให้ฟังว่าเคยลงเรือจากเมืองจีนมาแล้วไปอยู่สิงค์โปร์ แล้วตอนหลังมาอยู่ที่ราชบุรี กี่ยังอยู่กับลูกชายคนอื่นๆอีก 2 - 3 คน แต่ลูกชายกี่มีร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง จึงทำงานไม่ค่อยได้มาก สามีของอาโผก็เป็นหมอยแย้นตายไปกว่า 40  ปีแล้ว กี่จึงต้องต่อสู้เลี้ยงลูกตามลำพังมานานแล้ว

                     แล้วไหงจะสอบถามรายละเอียดอาโผ ว่ากี่ชื่ออะไร ที่หมอยแย้นอยู่ที่ไหน แล้วมาบอกรายละเอียดให้ไท้กาฟัง

                    

รูปภาพของ วี่ฟัด

ไหงรู้ความเป็นมาของฮากกา ตั้งแต่ปี 2536 แล้ว

                       ครั้งที่ไหงได้เดินทางไปปักกิ่งกับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเมื่อปี 2536 นั้นการต้อนรับถือได้ว่าเป็นแขกของรัฐบาลจีน มัคคุเทศน์จึงเป็นมัคคุเทศน์ระดับ วีไอพี. มัคคุเทศน์ของรถคันไหงชื่อ " เฉาชิ่งฉา " ( แซ่เดียวกับโจโฉ เฉาเฉา ) มัคคุเทศน์ผู้นี้ท่านทำงานอยู่ในกองบรรณาธิการของ " china pictorial " ( ซึ่งเป็นหนังสือประชาสัมพันธ์จีน พิม์หลายภาษาจำหน่ายไปทั่วโลกในประเทศไทยใช้ชื่อว่า " ภาพจีน " เดี๋ยวนี้ไม่เห็นแล้ว )

                     เฉาชิ่งฉา จบการศึกษาจากภาควิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยปักกิ่ง และได้มาเรียนในระดับปริญญาโทวิชาภาษาไทย ที่คณะอักษรศาสตร์

มหาวิทยาลัยศิลปากร ตอนที่มาเรียนในประเทศไทยนั้น เฉาชิ่งฉา ได้เล่าให้ไหงฟังว่าเพื่อนๆในเมืองไทยเรียกท่านว่า " เสาชิงช้า " เป็นที่สนุกสนานของเพื่อนๆ เฉาชิ่งฉา จึงเป็นคนจีนที่พูด เขียน อ่าน ภาษาไทยได้ดีมาก

                     เฉาชิ่งฉา ท่านมีสามีเป็นคนฮากกา ฮิลแหน่น ( ชิงหลิง )

จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งเหมือนกัน และทำงานอยู่ใน " china pictorial " เหมือนกัน เฉาชิ่งฉาได้นำหนังสือ chiness culture เล่มโตเป็นภาษาอังกฤษ มีภาพถ่ายมากมาย ซึ่งสามีของเฉาชิ่งฉา เป็นคนเขียนขึ้น ไหงจึงขอซื้อหนังสือนั้นมา นั่นเป็นครั้งแรกที่ไหงได้เห็นและรู้จัก " Tulou " ถู่โหลว ซึ่งเป็นเรื่องราวในหนังสือนั้น แค่เห็นภาพครั้งแรกไหงก็ตลึงพรึงเพริดว่าสักวันหนึ่งไหงจะต้องไปให้ได้ ( ปัจจุบันไหงเคยไปมาแล้ว )

                    หลังจากไหงได้กลับมาประเทศไทยแล้วไหงได้เขียนจดหมายติดต่อกับ เฉาชิ่งฉา และไหงได้สอบถามเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นมาของฮากกาทางจดหมาย เฉาชิ่งฉาได้ตอบจดหมายและเล่าเรื่องราวความเป็นมาของฮากกาอย่างละเอียด ทั้งเขียนรูปแผนที่เรื่องการอพยพของชาวฮากกา

ทั้งเฉาชิ่งฉายังกล่าวว่าหากจะศึกษาเกี่ยวกับการอพยพของชาวจีน ให้ดูการอพยพของชาวฮากกาเป็นกรณีศึกษา ( เสียดายว่าจดหมายฉบับนั้นได้สูญหายไปแล้ว )

                     ไหงคิดว่าจุดนี้นี่เองที่ทำให้ไหงมีแรงจูงใจที่จะศึกษาเรื่องราวของชาวฮากกาต่อ และได้เดินทางไปหมอยแย้นเพื่อติดตามหารากของตัวเองจนเจอ  จนเกิดความภาคภูมิใจในรากของตนซึ่งเป็นรากที่ดีมีวัฒนธรรมอันสูงส่ง เพื่อจะต่อยอดด้วยวัฒนธรรมอันสูงส่งเฉกเช่นเดียวกันกับราก...ต่อไป..ต่อไป อย่างไม่จบไม่สิ้น 

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

เย่ลั่วกุยเกิน

มีสำนวนจีนอยู่บทหนึ่งสอนให้เราไม่ลืมกำพืดของตัวเอง (树高千寸) 叶落归根 (ซู่เกาเชียนชุ่น) เย่ลั่วกุยเกิน แปลว่า (ไม้สูงพันนิ้ว) ใบร่วงหล่นคืนสู่ราก ครับ.

รูปภาพของ YupSinFa

ไหงเป็นสมาชิกนิตยสารภาพจีนตั้งแต่ฉบับปฐมฤกษ์

                  วี่ฟัดโกครับ ไหงอิจฉาหงีจริง ๆ ที่ได้คลุกคลีกับวงการสื่อมวลชน และได้มีโอกาสไปเยือนจีนอยู่บ่อย ๆ แต่ไหงคิดว่า โอกาสของไหง ที่จะทำได้อย่างหงี มันใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา แล้วละครับ

                  นิตยสารภาพจีน เป็นหนังสือที่ประชาสัมพันธ์ประเทศจีน ในทุก ๆ ด้าน เช่น การท่องเที่ยว ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลป วัฒนธรรม โบราณสถาน ชนชาติส่วนน้อย เมืองต่าง ๆ ร้อยแปดพันประการ โดยสื่อออกมาเป็นภาพถ่ายที่สวยงาม นิตยสารภาพจีน มีหัวในฉบับภาษาจีนว่า 中国 และออกเป็นภาษาสำคัญ ๆ ต่าง ๆ หลายสิบภาษา

                 ฉบับภาษาไทย ออกเป็นปฐมฤกษ์ ประมาณเดือน พฤศจิกายน 2533 (เดาเอาจากความทรงจำ) โดยมี บริษัท นานมี จำกัด เป็นผู้แทนจำหน่ายในประเทศไทย ส่วนตัวหนังสือ พิมพ์มาจากประเทศจีน พอดีที่เชียงใหม่ มีร้านขายหนังสือ ที่มาจากจีน ไหงจึงซื้อเก็บไว้ตั้งแต่ฉบับแรก และซื้อติดต่อกันมาทุกฉบับ ไม่เคยขาดเลย (ออกเดือนละเล่ม) ไหงซื้อติดต่อกันมาประมาณ 3-4 ปี ไม่แน่ใจจนกระทั่ง หนังสือหยุดพิมพ์ไปเลย ไหงโทร.ไปถามนานมี เขาบอกว่า คนอ่านน้อย น่าเสียดาย แต่ยังมีฉบับภาษาจีนขายอยู่ที่เยาวราชอยู่นะ อาวี่ฟัดโก หรือ ฮยุ่งโก ถ้าไปแถวเยาวราช ช่วยซื้อไว้สักเล่มสิ เขาออกเป็นรายเดือน (ตอนนี้ที่เชียงใหม่ก็เลิกขายแล้วหมายถึงฉบับจีนน่ะ) ถ้าซื้อมา กรุณาดูที่อยู่และมีเว็ปไซด์หรือไม่ ถ้ามี กรุณาขึ้นบล๊อค เพื่อไหงจะได้ส่งความเห็นไปว่า ขอให้กลับมาพิมพ์ฉบับภาษาไทยขึ้นมาอีก เพราะว่า ปัจจุบันนี้ ในประเทศไทย กระแสของความตื่นตัวเกี่ยวกับประเทศจีน มีสูงมาก เราควรเสนอไปในแนวทางนี้

                 ไหงซื้อเก็บไว้ ทุกฉบับ เป็นหนังสือที่ทรงคุณค่า และสวยงามมาก มีเรื่องของชาวฮากกาตั้งหลายฉบับ ต่างกรรมต่างวาระกัน ต่อมา เมื่อบางเล่มหายไป ไหงไปกรุงเทพ ก็ไปขอซื้อคืนที่นานมีบุ๊คที่เจริญกรุง (ร้านเก่า) ก็ซื้อได้ เล่มละ 5 บาท 10 บาท 15 บาท ตามความเก่าของปี เดี๋ยวนี้ได้ยินว่าไม่เหลือสักเล่มแล้ว

                 นิตยสารภาพจีน จึงมีคุณค่ามหาศาล และเป็นสมบัติอันล้ำค่าที่สุดของไหง ที่ไหงรักและภูมิใจมาก แต่มันก็ถูกขโมยไปทั้งกล่องหนังสือที่ไหงแพ๊คไว้ตอนย้ายจากเชียงรายมาเชียงใหม่นั่นแหละนี้คือเวรกรรมที่ไหงต้องทำใจ

                 ดังนี้น ไหงจึงขอความช่วยเหลือ อาโก ลองหาซื้อดูแถวเยาวราช ไหงยังเห็นมีขายอยู่เพื่อหาช่องทางติดต่อกองบรรณาธิการ ขอร้องให้เขาพิมพ์ฉบั่บภาษาไทยขึ้นมาอีก ดีไหมครับ ตอเซี้ย

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

นิตยสารภาพจีน

คิดว่าคงจะใช่เล่มนี้นะครับ

ฉบับที่พิมพ์ขายในจีนใช้ชื่อ  人民画报

หัวหนังสือเป็นลายมือใครคุ้นๆ ไหมครับ ยับสินฝ่าซินซ้าง

ใช่แล้วครับ เป็นลายมือของเหมาเจ๋อตงนั่นเอง

ติดต่อได้ที่ cnpictorial@gmail.com

อีเมลของผู้อำนวยการ:xubu61@163.com

เว็บไซต์: www.rmhb.com.cn

รูปภาพของ วี่ฟัด

ไปปักกิ่งครั้งแรกของไหง ( ต่อ )

             ตามที่ไหงได้เคยเล่าเกี่ยวกับการไปปักกิ่งครั้งแรกมาแล้ว ไหงจึงอยากจะเล่าต่อเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันในวันว่างๆ ( วันหยุดงาน )

             ในการไปปักกิ่ง ( ไปเมืองจีน ) ครั้งแรกของไหงกับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเมื่อปี 2536 มีการต้อนรับอย่างดีมาก เวลาขบวนรถของพวกเราจะเดินทางไปใหนจะมีรถตำรวจ ( กงอัน ) เปิดหวอนำเราไปตลอดทาง ไม่ว่าจะไปใหนตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่นั่น และเวลาไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวรถของพวกเราจะเข้าไปจอดภายในสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งโดยปรกติรถนักท่องเที่ยวทั่วๆไปจะต้องจอดภายนอกสถานที่ท่องเที่ยวและต้องเดินเข้าไป 

              นอกจากนี้ทางองค์การการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจีนได้ส่งเจ้าหน้าที่มาเป็นคอยดูแลบริการพวกเราอยู่ตลอดเวลา  ไหงยังจำได้ว่าอาเจ้ซึ่งเป็นเจ้าหน้าทีขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวของจีนนั้นอี่เป็นคนซัวเถา แต้จิ๋ว พวกคนแต้จิ๋วที่ไปด้วยกันจากเมืองไทยจึงคุยกับอาเจ้อย่างสนุกสนาน

               ช่วงปี 2536 เป็นช่วงระยะเวลาที่ผ่านเหตุการณ์ ชุมนุมเทียนอันเหมินไม่นานนัก ผู้ร่วมเดินทางจากเมืองไทยจึงยังติดใจเรื่องราวจึงสอบถามกับ เฉาชิ่งฉา มัคคุเทศน์ มากตอนอยู่ภายนอกรถเฉาชิ่งฉาดูไม่ค่อยกล้าพูด แต่พออยู่ในรถที่มีแต่เฉพาะคนไทย ที่มีคนจีนก็แค่คนขับรถอีกคน จึงทำให้เฉาชิ่งฉา กล้าพูดกล้าวิจารณ์รัฐบาลจีน บ้างพอหอมปากหอมคอ  นอกจากนั้นยังมีคำถามที่คนชอบถามเกี่ยวกับเหมาเจ๋อตง ซึ่งเฉาชิ่งฉาก็กล้าตอบกล้าวิพากวิจารณ์เหมาเจ๋อตงบ้างพอสมควร โดยเฉาชิ่งฉา บอกว่าความดีของเหมาเจ๋อตงก็มาก ความไม่ดีก็มี

                     ในการเดินทางไปครั้งนั้นพวกเราได้เดินทางไปดูงานและเยือนหนังสือพิมพ์ " ไช่น่า พีเพิล เดลี่ย์ " หนังสือพิมพ์อันดับหนึ่งของจีนด้วย

นอกจากนั้นได้ไปเคารพศพของท่านประทานเหมาเจ๋อตง ไหงจึงได้เคยไปเห็นตัว ( ไม่เป็น ) ของท่านประทานเหมาเจ๋อตงด้วยตาตนเองมาแล้ว

                     ไหงจึงขอจบเรื่องการเดินทางไปเมืองจีนครั้งแรกของไหง

ซึ่งทำให้ไหงประทับใจมากจนต้องไปเมืองจีนอีกหลายครั้ง บัดนี้กว่าสิบครั้งแล้ว

รูปภาพของ YupSinFa

วี่ฟัดโกและอาฮยุ่งโก

                       ขอคุยกับอาฮยุ่งโกก่อน นิตยสารภาพจีนที่เป็นหัวภาษาอังกฤษนั้น ใช่จริง ๆ ครับ ส่วนที่เป็นลายมือของเหมาจู่สี น่าจะอ่านว่า เหรินหมินซูเป้า เป็นหนังสือคล้าย ๆ นิตยสารภาพจีน หรืออีกนัยหนึ่งคือนิตยสารภาพจีน ที่พิมพ์จำหน่ายเผยแพร่ภายในประเทศจีนครับ ไหงเคยเห็นและเคยรู้มาอย่างนี้ ส่วนนิตยสารภาพจีน ฉบั่บหวาเฉียว คือส่งขายทั่วโลก จะใช้หัวหนังสือว่า จงกว๋อ ครับ ไหงเคยเห็น วิวัฒนาการของหัวหนังสือนิตยสารภาพจีนตั้งแต่อดีต โดยเขาเอาตัวอย่างลายมือของเหมาจู่สี ที่เขียนให้นิตยสารภาพจีน โดยเหมาจู่สี เขียนมาให้ 5 แบบ ให้เลือก ก็คือแบบที่ฮยุ่งโกยกมาให้ดูนั่นแหละครับ

                       ขอขอบพระคุณที่ช่วยหาช่องทางติดต่อนิตยสารภาพจีนให้ไหงได้นะครับ ตอเซี้ย

                       วี่ฟัดโกครับ อีกไม่กี่วันแล้วสินะครับที่หงีจะได้ไปเยือนดินแดนอันมหัศจรรย์และสวยงามของ เชียงกาลีล่า เมืองลี่เจียง ซึ่งเป็นเมืองโบราณ มรดกโลก ไปช่วยดูวัฒนธรรมตงปาของชนชาติน่าซี ให้ไหงด้วยนะครับ วัฒนธรรมตงปานี้ มีเอกลักษณ์โดดเด่น สวยงาม คลาสิค บรรยายไม่ถูก โดยเฉพาะดนตรีของชาวน่าซี น่าฟังมากครับ ส่วนต้าหลี่ คงได้เห็นหนองแส หรือ ทะเลสาบ(จำชื่อจีนไม่ได้เสียแล้ว) สาวชาวไป๋ สวยงามมากนะครับ หยิบมาฝากไหงสักคนได้ไหมครับ ฮิฮิ (อ๋อ น่าจะทะเลสาบเตียนฉือ?)

                       พูดถึงเรื่องไกด์คุณเฉา ที่วี่ฟัดโกเคยสัมผัสกับเธอ อยากรู้จังว่าเธอวิจารณ์เทียนอันเหมินว่าอย่างไร แต่คงไม่เหมาะที่จะมากล่าวถึงในที่นี้เนาะ ส่วนตัวไหง ไหงเห็นด้วยกับเติ้งเสี่ยวผิง ที่มีอำนาจสูงสุดในขณะนั้น เพราะ คนจีน 1100 ล้านคน ในสมัยนั้น คนเพียง สองสามแสน ที่กำลังก่อหวอด อาจจะนำมาซึ่งความวุ่นวายทั้งประเทศได้ เติ้งเสี่ยวผิง เคยได้รับบทเรียนอันเจ็บปวดมาจากขบวนการณ์เยาวชนเรดการ์ด ที่ควบคุมไม่ได้มาแล้ว จึงต้องสั่งการอย่างเด็ดขาด ตามแบบของการปกครองอย่างเบ็ดเสร็จ คือสั่งการให้ปิดเที่ยนอันเหมิน ปิดสัญญาน ดาวเทียม ล๊อคนักข่าวต่างประเทศ แล้วบดขยี้ผู้ชุมนุมอย่างรวดเร็วที่สุด ไม่เกิน 48 ชั่วโมง เทียนอันเหมิน ก็ราบเรียบ สะอาดตาดั่งเดิม ส่วนผู้ชุมนุมหายไปไหนหมด คงไม่ต้องเดาแล้วนะครับ อันนี้คือความจำเป็นของภาวะผู้นำที่จะต้องกล้าตัดสินใจเฉือนเอาเนื้อมะเร็งร้ายออกไปจากร่างกาย ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ ประเทศจีน คงไม่ยิ่งใหญ่อย่างเท่าทุกวันนี้หรอกนะครับ จึงเห็นได้ว่า ต่อมาภายหลัง ความนิยมในตัวเติ้งเสี่ยวผิง จึงมีมากมหาศาล คิดว่าชาวจีนเคารพเติ้ง มากกว่าประธานเหมาด้วยนะ รองลงมาจากโจวจ๋งหลี่ ซึ่งชาวจีนรักและเทิดทูน ชาวจีนให้สมญานามเติ้งเสี่ยวผิงว่า "วิศวกรผู้พัฒนาประเทศจีนใหม่" ส่วนผู้ที่ร่างพิมพ์เขียว ไหงเข้าใจว่า เป็นท่านนายกโจว กับ ท่านหลิวเส้าฉี ผู้อาภัพ

                   ผู้ที่กล้าวิจารณ์ เหมาจู่สี ว่ามีดี และ มีทั้งเสีย คือ เติ้งเสี่ยวผิงนี่เองครับ (แต่ภายหลังเหมาตายไปแล้วนะครับ) ท่านวิจารณ์อย่างเป็นทางการ ตามแบบฉบับของคอมมิวนิสต์ ว่า "ท่านเหมาจู่สี มีดี 7 ส่วน เสีย 3 ส่วน " ไหงเข้าใจว่า ดี 7 ส่วน คือการเป็นผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ และนำยุทธศาสตร์ในการสู้รบกับ กว๋อหมินต่าง จนยึดประเทศได้ (ก่อนที่เหมาจะขึ้นมาเป็นผู้นำสูงสุดได้เหมายังเป็นรองระดับ 3-4 ในศูนย์การนำอยู่นะครับ พอถึงช่วงเดินทัพทางไกล เหมาจึงแกล้งป่วยการเมือง ให้พลหาม แบกนอนเปลมาอยู่หลายวัน เหมาจึง ทำการ ปจว. และพอถึงเมือง จุนอี้ ได้มีการประชุมใหญ่เพื่อทบทวนสถานการณ์ในการนำ ปรากฏว่า เหมาเป็นผู้นำในการออกความเห็น ตลอดจนผู้นำทุกคนที่มีบทบาทในสมัยที่ประสบความสำเร็จในการสู้รบ เช่น โจวเอินไหล หลิวเส้าฉี จูเต๋อ เติ้งเสี่ยวผิง ฯลฯ ต่างอัด แกนนำพรรคอย่างเละเทะ ผู้แทนคอมมิตเทอร์น หรือคอมมิวนิสต์โลก ชาวเยอรมัน ชื่อ"หลี่เต๋อ" โดนจวกผ่านล่าม เสียยับเยิน นิ่งเงียบเป็นเป่าสาก เหตุการณ์ที่ผ่านมา จากการนำของแกนนำเหล่านี้ ซึ่งไหงไม่ได้เปิดตำรา จึงจำชื่อไม่ได้ นอกจาก หลี่เต๋อ และมติของการประชุมครั้งประวัติศาสตร์นี้ จึงได้เลือกตั้งให้ เหมา เป็นจู่สี มีจูเต๋อ เป็น ผู้บัญชาการกองทัพปลดปล่อยประชาชน โจวเอินไหลจำไม่ได้ คิดว่าท่านอยู่ในฐานะของท่านอยู่แล้ว การประชุมครั้งนี้ นับว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่สำคัญ นำสู่การเปลี่ยนแปลง ยุทธวิธีในการสู้รบกับ เจี่ยงเจี้ยสือ จากที่เคยรบอย่างสะเปะสะปะ มาเป็นการรบแบบยุทธวิธีกองโจร เอ็งมาข้ามุด เอ็งหยุดข้าแหย่ เอ็งแย่ข้าตี เอ็งหนีข้าตาม อันโด่งดัง

                การประชุมประวัติศาสตร์ครั้งนี้ จัดขึ้นที่เมืองจุนอี้ จึงเรียกว่า การประชุม จุนอี้ฮุ่ยยี้ ครับ

                ส่วนการวิจารณ์เหมาจู่สี ว่า เสีย 3 ส่วน นั่นก็คือ นำประเทศเข้าสู่ภาวะการปฏิวัติวัฒนธรรมอันล้มเหลวเลวร้ายที่สุดนั่นเองครับ

รูปภาพของ วี่ฟัด

คิดถึงท่านเย่เจี้ยนอิง

                                            

 

           เหตุการณ่ปัจจุบันทำให้ลูกหลานชาวหมอยแย้นอย่างไหงคิดถึงท่านเย่เจี้ยนอิงอย่างจับใจในฐานะที่ท่านเย่เจี้ยนอิงเป็น " วีรบุรุษ " ในการปราบแก๊ง 4 คน ในการปฎิวัติวัฒนธรรมในอดีต

             แก๊ง 4 คนก่อกรรมทำเข็ญให้กับชาวจีนทั้งประเทศอย่างแสนสาหัส ในระหว่างปี 1966 - 1976 มีผู้นำระดับสูงของจีนที่ได้ต่อสู้เพื่อประเทศจีนสร้างคุณงามความดีต่อชาติ ล้มหายตายจากไปมากมาย หรือเกือบม้วยมรณาอย่าง " เติ้งเซี่ยวผิง "

             จึงถือได้ว่าท่านเย่เจี้ยนอิงคือผู้สร้างคุณูประการให้กับประเทศชาติจีนแลประชาชนจีนอย่างใหญ่หลวงเหลือคณานับ ทำให้จีนได้กลับสร้างชาติขึ้นมาใหม่จนเป็นประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากที่สุดในโลกในกว่าสิบปีที่ผ่านมา และในอีกไม่เกิน 10 ปี จีนจะเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างแน่นอน

             ท่านเย่เจี้ยนอิงจึงเป็นที่รักของคนจีนทั่วไป ไม่เฉพาะแต่กลุ่มชาวฮากกาอย่างพวกเราเลย

             แม้แต่อาเจ๊ก อาแปะคนแต้จิ๋ว อี่ยังยกย่องเชิดชู " ยับเกี่ยมเอง " ซึ่งเป็นชื่อท่านเย่เจี้ยนอิงในภาษาแต้จิ๋ว มีอาเจ๊ก อาแปะ หลายคนมาเล่าถึงความกล้าหาญ การเป็นนักรบที่เก่งกล้าสามารถ ให้ไหงฟังอยู่บ่อยๆ

             ไหงว่าอีกไม่นานจะต้องมีผู้กล้าหาญ ผู้รักชาติ ศาสนา พระหากษัตริย์ อย่างเย่เจี้ยนอิง มากำจัด " แก๊ง 24 คน " ที่คอยปลุกปั่นทำลายชาติ ไทยของเราอย่างแน่นอน ( ไหงเชื่อของไหงอย่างนั้น ) 

รูปภาพของ YupSinFa

ยับเกี้ยนยินในความทรงจำของสินฝ่า

                    วี่ฟัดโกคิดถึงท่านยับเกี้ยนยิน มาก ๆ ไหง ก็มีความรู้สึกไม่น้อยไปกว่าวี่ฟัดโก ไม่ทราบว่าวี่ฟัดโก ได้อ่านเรื่องราวที่ไหงเขียนเกี่ยวกับท่านจอมพลยับ เรื่อง "ยับเกี้ยนยิน ผู้นำการปฏิวัติโค่นล้มแก๊งสี่คน" แล้วหรือยัง  ถ้ายัง ลองเข้าไปอ่านดู ไหงเขียนไว้อย่างสนุก โดยพยายามเน้นถึงความสำคั่ญของท่านจอมพลยับไว้ให้มาก

                    ขอเพิ่มเติมเกี่ยวกับท่านจอมพลยับ อีกสักหน่อย ด้วยเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ แถมด้วยข้อมูลในหนังสือประวัติศาสตร์จีน ขอ่งท่านอาจารย์ทวีป วรดิลก ที่ไหงยกย่องให้เป็นอาจารย์ของไหง เนื่องจากไหงเรียนประวัติศาสตร์จีน จากตำราของอาจารย์ท่าน

                    ในระหว่างการปฏิวัติวัฒนธรรมที่ยุ่งเหยิงสับสนวุ่นวายมากที่สุด คนที่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าและอ่อนระโทยที่สุด เพราะต้องคอยวิ่งไปวิ่งมาเพื่อปกป้องแกนนำพรรคที่ต่างคนต่างก็มีตำแหน่งภายในพรรคและตำแหน่งในการบริหารทางการเมือง ท่านนั้นคือ ท่านนายกโจว ท่านต้องไปคอยปกป้อง บรรรดาแกนนำ คอยไปห้ามปราม พวกเยาวชนเรดการ์ดอันบ้าคลั่ง ทันบ้าง ไม่ทันบ้าง สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง ส่วนที่สำเร็จคือได้วางแผนให้เติ้งเสี่ยวผิงถูกถอดออกจากทุกตำแหน่ง เนรเทศไปอยู่ส่านซี (ครั้งแรก) ในระยะหลัง ๆ ของการปฏิวัติวัฒนธรรม ช่วง ค.ศ. 1975-1976 อันเป็นปีแห่งการอสัญกรรมของท่านโจวจ๋งหลี่ ในเดือน กรกฎาคม และ เหมาจู่สี ตามไป ในเดือน กันยายน 1976

                    บุคคลผู้ที่ไม่เกรงกลัวเหมาจู่สี และเป็นเดือดเป็นแค้น แทนโจวจ๋งหลี่ เติ้งเสี่ยวผิง และแกนนำพรรคที่ได้รับการกระทำจนเสียชีวิต ท่านผู้นั้น คือ ท่านจอมพลยับเกี้ยนยิน ของพวกเราเอง จากตอนหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน บันทึกไว้ว่า "จอมพลเย่เจี้ยอิง ถึงกับบริภาษเหมาเจ๋อตง อย่างรุนแรง ใช้กำปั้นทั้งสองของมือ ทุบโต๊ะใส่ประธานเหมา จนกระดูกนิ้วมือซ้ายหัก"

                    บุคคลที่ได้เตรียมการในการกำจัดแก๊งสี่คนและก่อให้เกิดการสิ้นสุดการปฏิวัติวัฒนธรรมโดยได้พูดคุยกันอย่างลับ ๆ มี 3 ท่าน ในขณะที่ท่านนายกโจว อยู่ในระหว่างป่วยหนัก คือ ท่านนายกโจวเอินไหล จอมพลยับเกี้ยนยิน และเติ้งเสี่ยวผิง ท่านนายกโจว ได้ฝากแผนการณ์เอาไว้ ให้กับสองท่านหลัง เกี่ยวกับท่านจอมพล ให้ปฏิบัติในด้านการปราบปราม เกี่ยวกับเติ้งเสี่ยวผิง ได้ฝากฝังอนาคตของประเทศ ที่ท่านโจวจ๋งหลี่ กับท่านหลิวเส้าฉี และเติ้ง ได้ร่วมกัน ร่างพิมพ์เขียวไว้แล้ว จะเห็นได้ว่า นายกโจว กับ ท่านจอมพลยับ รักษา เติ้งเสี่ยวผิงไว้ ดุจไข่ในหิน

                    จากคำบอกเล่าของเติ้งเสี่ยวผิง ที่พูดไว้กับเหมาเหมาลูกสาว จนเธอนำมาเขียนไว้ในเรื่องป๋าเติ้งของฉัน เกี่ยวกับ จอมพล 10 คนของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน เติ้งบอกเหมาเหมาว่า ในบรรดาจอมพลทั้ง 10 ท่าน ท่านสนิทสนมกับ จอมพลหลิวป๋อเฉิง(หลิวป๋อเฉิงเป็นผู้นำกองพลที่...มีเติ้งเสี่ยวผิงเป็นเสนาธิการ) ซึ่งท่านทั้งสองได้ร่วมเดินทางสู้รบไปด้วยกันเคียงบ่าเคียงไหลไปไหนไปด้วยกันตลอดระยะเวลา 10 กว่าปี จนสถาปนาประเทศจีนใหม่ได้ หลิวป๋อเฉิง แก่กว่าเติ้งเสี่ยวผิง 12 ปี ทั้งสองคน นับว่าเป็นเพื่อนสนิทต่างวัยกัน

                    อีกท่านหนึ่งที่เติ้งเสี่ยวผิงบอกกับลูกสาว คือ ท่านจอมพลเย่เจี้ยนอิง ท่านบอกกับเหมาเหมาว่า จอมพลเย่เจียนอิง สนิทกับท่านมากที่สุด เพราะท่านได้ปกป้องครอบครัวของเรา ปกป้องป๋า จากการคุกคามของเรดการ์ด และพวกของนางเจียงชิง แต่ถึงอย่างไร ก็ยังหนักอยู่ไม่น้อย เพราะเจ้าอ้วน หรือเติ้งผู่เชา บุตรชายของเติ้งเสี่ยวผิง ถูกเรดการ์ดซ้อมแล้วโยนล่งมาจากตึกชั้น 4 จนพิการเดินไม่ได้มาจนถึงทุกวันนี้ เติ้งบอกกับเหมาเหมาต่อว่า ท่านจอมพลยับ ได้คุ้มครองป๋ากับพวกเรา โดยส่งพวกเรามาหลบภัยที่กว่างตง จนป๋าได้กลับปักกิ่งไปรับตำแหน่งตามเดิม

                    ไหงเคยเห็นรูปถ่ายคู่ระหว่างครอบครัวของท่านยับ กับ ท่านเติ้ง ถ่ายคู่กัน และต่างคนต่างอุ้มหลานตัวน้อย ๆ คนละคน เป็นรูปภาพที่น่าประทับใจ

                    ย่อหน้าต่อนี้ไปจะเป็นเนื้อหาในหนังสือประวัติศาสตร์จีนของอาจารย์ทวีป วรดิลกเกี่ยวกับท่านจอมพลยับเกี้ยนยิน

                    "โดยที่วันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1979 เป็นวันครบรอบ 30 ปี ของการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ประชุมเต็มคณะครั้งที่สี่ของคณะกรรมการกลาง เมื่อวันทื่ 25-28 กันยายนก็ได้พิจารณากันถึงต้นฉบับคำปราศรัยของ เย่เจี้ยนอิง ในฐานะประธานคณะกรรมการประจำของสมัชชาแห่งชาติของประชาชน ซึ่งเทียบเท่าประมุขของประเทศ จากคำปราศรัยของเย่เจี้ยนอิง ดังกล่าว เป็นที่ชัดแจ้งว่า คณะผู้นำของพรรคได้ทำการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ 30 ปีของสาธารณรัฐประชาชนจีนในเชิงวิจารณ์ตนเองระดับหนึ่ง สำหรับการประเมินผลของการปฏิวัติวัฒนธรรมตลอดเวลา 10 ปี ทางคณะผู้นำขอพรรคก็เห็นว่า ไม่สมควรเลื่อนออกไปอีก เพราะได้เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า การปฏิวัติวัฒนธรรม ได้ก่อให้เกิดความหายนะอย่างใหญ่หลวงยิ่งกว่าสมัยช่วงใด ๆ นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1949 เป็นต้นมา อย่างไรก็ดี จากคำปราศรัยของ เย่เจี้ยนอิง การวิเคราะห์และประเมินผลของการปฏิวัตวัฒนธรรมอย่างถี่ถ้วน ยังไม่ได้กระทำกัน และปัญหาใครเป็นผู้รับผิดชอบก็ยังค้างอยู่ ไม่ได้มีการวินิจฉัยกันด้วย" (ประวัติศาสตร์จีน-ทวีป วรดิลก หน้า 1321)

                     จากการวิเคราะห์ของไหง คณะกรรมการกรมการเมืองซึ่งนำโดย ท่านยับเกี้ยนยินในขณะนั้น ต่างน้ำท่วมปาก และรู้อยู่แก่ใจเองแล้วว่า ผู้ที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายของการปฏิวัติวัฒนธรรมนี้ ได้เริ่มต้นขึ้นโดย เหมาเจ๋อตง แต่ด้วยความเคารพและคุณูปการของเหมา บรรดาแกนนำที่ยังเหลืออยู่ จึงได้พยายามเลี่ยงการวิเคราะห์นี้ออกไปเสีย อีกประการหนึ่ง ตัวจักรสำคัญของการปฏิวัติวัฒนธรรม คือ จอมพลหลินเปียว ที่เตรียมการยึดอำนาจจากเหมาจู่สี พอแผนแตก จึงรีบขึ้นเครื่องบินหนีไปทั้งครอบครัว แต่กรรมติดจรวด เครื่องบินไปตก ตายยกลำ ในเขตมองโกเลียใน และต่อมาก็ได้มีการจับกุมและประหารแก๊งสี่คนเป็นที่เรียบร้อย

                     เติ้งเสี่ยวผิง จึงมิได้เห็นเป็นสาระสำคัญที่จะต้องชำระประวัติศาสตร์ให้เสียเกียรติภูมิของอดีตผู้นำ จึงได้เริ่มต้นพัฒนาประเทศอย่างขนานใหญ่จนกระทั่งประเทศจีนมีความสำเร็จอย่างที่พวกเราเห็นและภาคภูมิใจอยู่ในทุกวันนี้

                     อย่างไรก็ตาม กรณีเทียนอันเหมิน ใน ช่วง พ.ศ.2533 ไหงรู้สึกนิยมความกล้าหาญและเด็ดขาดของเติ้งเสี่ยวผิง ในการสั่งปราบสลายการชุมนุมอย่างสำเร็จเด็ดขาด ภายใน 48 ชั่วโมง เทียนอันเหมิน ก็กลับมาสวยงามสงบดังเดิมอย่างเป็นปกติ และปล่อยให้ระยะเวลาพิสูจน์ความเป็นจริง เพราะถ้าเติ้งเสี่ยวผิงไม่ทำอย่างนี้ คิดดูว่า กระแสแห่งการเรียกร้อง หากแผ่วงกว้างออกไปในแต่ละเมืองแต่ละมณฑล ความวุ่นวายจะเกิดขึ้นหนักหนาสาหัสเพียงไหน ประเทศจีน จะยังคงเป็นรัฐเดี่ยว อย่างทุกวันนี้ และมีความเจริญอย่างทุกวันนี้หรือ?

                     หันกลับมามองที่ไทยเราบ้าง เมื่อคืนนี้ นายกอภิสิทธิ์ได้หูตาสว่างขึ้นมาแล้ว สั่งปลดเทพเทือก แล้วมอบดาบอาญาสิทธิ์ให้ พลเอกอนุพงษ์ ไหงก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เหตุการณ์บ้านเราในขณะนี้ จะสำเร็จเหมือนเช่นท่านจอมพลยับ ปราบ แก้งสี่คน และ เหมือนเติ้งเสี่ยวผิง ปราบขบวนการเที่ยนอันเหมิน เฉือนเนื้อร้ายส่วนน้อย เพื่อรักษาร่างกายส่วนใหญ่ให้ดำรงไว้ เสียดายที่บาบกรรมในบ้านเราจรวดมันติดช้าเสียเหลือเกิน

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

รูปครอบครัวเติ้งเสี่ยวผิงและเย่เจี้ยนอิง

รูปภาพของ YupSinFa

บุคคลในภาพครอบครัวเติ้ง-เย่

                   ต้องขอขอบคุณอาฮยุ๋งโก ที่อุตส่าห์หาภาพครอบครัวเติ้ง-เย่ มาให้พวกเราได้เห็นกัน นับว่าเป็นภาพที่ประทับใจและอบอุ่นเป็นกันเองระหว่างทั้งสองครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง จะสังเกตุเห็นได้ว่า ท่านจอมพลยับเกี้ยนยิน ดูแก่กว่า ท่านวิศวกรเติ้ง มาก เพราะผมเปลี่ยนสีเป็นขาวไปก่อนแล้ว

                  บุคคลทั้งสี่ที่เห็นข้างหลังนั้น ด้านหลังของท่านยับซินซือ คือเหมาเหมาลูกสาวสุดที่รักของท่านเติ้ง กับพี่สาวของเธอซึ่งไหงจำไม่ได้ว่าชื่ออะไร ส่วนด้านหลังของท่านเติ้ง อาจจเป็นยับซ่วนผิ่ง กับภริยา เด็กทารกที่ผู้อาวุโสทั้งสองท่านอุ้มอยู่ ตามความคิดไหง ไหงสันนิฐานว่า ที่ท่านยับอุ้มอยู่น่าจะเป็นหลานปู่หรือหลานตาของท่านเติ้ง และเด็กทารกที่ท่านเติ้งอุ้มอยู่น่าจะเป็นหลานปู่ของท่านยับ

                 เอาไว้ว่าง ๆ ไหงจะลองเข้ากูเกิ้ลจีน เสิร์ชหารูปภาพที่ประทับใจของท่านเหล่านี้อีก ไหงเคยเสริชดูท่านโจวจ๋งหลี่มาแล้ว มีให้ชมตั้งมากมายเยอะแยะไปหมด

                 ไม่ทราบว่าไท้กาหยิ่นเคยเห็นภาพสิบจอมพลของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนกันครบทั้ง 10 หรือปล่าว เอาไว้ไหงจะหามาให้ชม ไหงว่า ท่านยับเกี้ยนยิน เป็นจอมพลที่หล่อมากที่สุด ท่านเป็นคนที่รูปหล่อมาก ๆ ส่วนท่านอื่น ๆ ล้วนหน้าตาธรรมดา ๆ ท่านจูเต๋อยิ่งแล้วใหญ่ รูปร่างใหญ่โตเทอะทะ ท่านจอมพลหลิวป๋อเฉิง ฉายาจอมพลตาเดียว เพราะท่านเสียตาไปข้างหนึ่ง

                สรุปว่า ในบรรดาผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนรุ่นก่อตั้งประเทศ บุคคลที่หล่อขั้นเทพ ไหงยกให้อยู่ 3 ท่าน อันดับ 1. มีสองท่านซึ่งไหงให้คะแนนเท่ากัน คือ ท่านโจวเอินไหล กับ ท่านเย่เจี้ยนอิง อันดับ 2. เป็นของท่านหลิวส้าวฉี และอันดับ 3.ไหงยกให้ประธานเหมา รูปหล่อเป็นอันดับสุดท้าย เหมาจู่สี ตอนหนุ่ม ๆ หน้าตาหล่ออย่างโจวเหวินฟะ เลยนะ แต่ตอนแก่หน้าตาโทรมไปมาก ๆ และหัวเถิกขึ้นไปมาก เลยลดความหล่อลง ส่วนท่านโจว ท่านเย่ และท่านหลิว หนุ่ม ๆ หล่อยังไง แก่แล้วก็ยังหล่ออย่างนั้น

 

รูปภาพของ วี่ฟัด

ฝากรูปเกี่ยวกับท่านเย่เจี้ยนอิง

                                               

          บ้านเกิดท่านเย่เจี้ยนอิง อยู่ข้าง " เย่เจี้ยนอิงป่ออู๋ก่วน "  เหมยเซี่ยน

  

จอมพลเย่เจียนอิงเดินทางไปเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการในฐานะผู้นำกองทัพประชาชนจีน

 

ท่านเย่ พักตากอากาศอยู่ที่ชายทะเล เกาะไหหลำ ( ไห่หนาน )

   

จอมพลเย่ ขณะกำลังปราศัยกับเหล่าทหาร   

  

ท่านเย่เจี้ยนอิงบนโต๊ะทำงานของท่าน

ye mingzi หรือ เปาเปา หลานปู่ท่านเย่เจี้ยนอิงดีไซด์เน่อร์ระดับโลก

 

รูปภาพของ YupSinFa

เย่เจี้ยนอิง-หลี่เซียนเนี่ยน

                     ไหงลืมบอกไปว่า ไหงสังเกตุว่า ท่านหลี่เซี่ยนเนี่ยน อดีตประธานาธิบดีจีนเมื่อสัก 10 กว่าปีมานี้ ในวัยชรา ท่านเหมือนกับท่าน เย่เจี้ยนอิงมาก ๆ คล้ายกันมากทีเดียว

                      ท่านหลี่เซียนเหนี่ยนเป็นแกนนำพรรครุ่นที่ สอง ประมาณอายุน้อยกว่าเติ้งเสี่ยวผิงนิดหน่อย ปัจจุบัน อสัญกรรมไปแล้ว

                      เด็กสาวหน้าตาบ๊องแบ้วหลานปู่ท่านเย่ ที่เป็นดีไซน์เนอร์ชื่อดัง เธอชื่อว่า เย่หมิงจี้

รูปภาพของ วี่ฟัด

จอมพลเย่เจี้ยนอิง กับท่านเติ้งเซี่ยวผิงกับมาดามเติ้ง

ไม่สามารถแสดงรูปขนาดย่อสำหรับ P4160027.JPGไม่สามารถแสดงรูปขนาดย่อสำหรับ P4160027.JPG 

                ภาพนี้เป็นภาพไหงถ่ายมาจากหนังสือ " เติ้งเสี่ยวผิงว่าด้วยการปฏิวัติวัฒนธรรม ฯ " เขียนโดยเติ้งหยง ภาพนี้เป็นภาพถ่ายภายหลังจัดการแก๊ง 4 คนสำเร็จ โดยท่านเย่เจี้ยนอิงให้ " โถวโถว " บุตรชายคนเล็กขับรถไปรับเติ้งเสี่ยวผิงและมาดามเติ้งมาคุยที่บ้านของท่านเย่จนดึก

                คือว่าไหงส่งรูปจากไฟล์ที่ถ่ายจากกล้องถ่ายภาพของไหงไม่เป็นลองเท่าไรก็ไม่สำเร็จ จึงใช้วิธีฝากไฟล์ภาพไปลงที่ window live ก่อนแล้วจึง copy มาลงตรงนี้ ต้องใช้ window live เป็นทางผ่าน ฝึกเอาไว้ก่อนเพื่อเวลาไป ต้าหลี่ ลี่เจียง จะได้ส่งรูปมาให้ดูสดๆจากที่นั่นเลย

รูปภาพของ วี่ฟัด

แก้ไขเรื่องรูปแล้ว และฝากรูปถู่โหลวด้วย

ไหงได้แก้ไขเรื่องรูปแล้ว ปรากฏว่าที่ไปฝากไว้ที่ window live ไหงไปกดสงวนสิทธิในการดูพอไมสงวนสิทธิ์เลยดูได้

จึงได้ทดลองส่งรูปมาอีกรูป ไหงได้ไปเที่ยวหมอยแย้นแล้วเลยไป " ถู่โหลว " เมื่อวันสงกรานต์ ปี 2551  นี่ไม่ใช่เสื้อแดงบุกถู่โหลน๊ะ
แต่เพราะเนื่องจากไหงคลั่งใคร้ "แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด" อย่างแรงตั้งแต่เด็กๆแล้ว ( ช่วงจอสต์ เบส บอบบี้ ชาร์ตัน ) มีเสื้อแมนยูฯเยอะมากแต่เดี๋ยวนี้ไม่กล้าไส่ ( สีแดง ) แล้ว
ชุดแข่ง ( ของแท้ ) ไหงซื้อไว้หมด เมื่อวานนี้สะใจมาก แมนฯยูชนะ เชลซีแพ้  
รูปนี้ไหงขยายใหญ่แล้วตั้งอยู่ในสำนักงาน ปรากฏว่าพอคนเห็นจะสนใจและสอบถามไหงคลอดว่า ถู่โหลว คืออะไร เป็นมาอย่างไร
ทำจากอะไร เหมือนไหงที่เคยเห็นครั้งแรกไหงก็ตลึงพึงเพริดเหมือนกัน
รูปภาพของ YupSinFa

รูปมันออกไม่ได้ครับวี่ฟัดโก(ฉีโกช่วยหน่อย)

                       ไหงชอบดูรูปภาพบรรดาผู้นำประเทศจีนใหม่ ทุก ๆ ท่าน ชอบมาก ๆ ไหงออกตัวเลยว่า ไหงบูชาและศรัทธาท่านเหล่านั้น อย่างสุดซึ้ง รองลงมาจากในหลวงและองค์ราชินีของเรา ไหงเคารพท่านเหล่านี้เหมือนญาติผู้ใหญ่

                       เมื่อวี่ฟัดโกส่งภาพมาไหงจึงดีใจ แต่ว่าภาพมันไม่ปรากฏ คุณอาฉีลองช่วยทำให้ภาพออกมาหน่อยนะครับ ตอเซี้ย

รูปภาพของ อาฉี

ช่วยไม่ไหว

เปิดไม่ได้เหมือนกัน และไหงไม่ได้ใช้ window live ด้วย ถ้ารูปเปิดกว้างให้ใครก็ชมได้ ก็น่าจะช่วยให้ผู้อื่นเข้าชมได้

หรือลองดูวิธีใส่รูปที่ http://hakkapeople.com/node/314 ติดขัดตรงไหนถามมาได้

รูปภาพของ YupSinFa

เกี่ยวกับภาพท่านเย่-เติ้ง

                       ได้เห็นภาพแล้วครับวี่ฟัดโก ดีใจมาก จะเห็นได้ว่า ท่านทั้ง 3 ในภาพนั้น มีอารมณ์ในความปีติยินดีแค่ไหน ที่ปัญหาทุกอย่างได้คลี่คลานจนสำเร็จ

                       ส่วนสุภาพสตรีในภาพนั้นคือท่านมาดามจั๋วหลิน หรือมาดามเติ้งเสี่ยวผิง ภริยาคู่ทุกข์คู่ยากของท่านเติ้ง ท่านเป็นชาวหยุนหนาน จบจากมหาวิทยาลัยชิงหวา เป็นนักวิทยาศาสตร์เคมี

                      ท่านจั๋วหลินมีบทบาทการนำในพรรคเคียงคู่สามีมาตั้งแต่สมัยสงครามยึดประเทศเฉกเช่นเดียวกันกับบรรดาภริยาของแกนนำทั้งหลาย

 
hakka@hakkapeople.com    คุณความดี แด่บรรพชนและชาวฮากกาที่ฮึกเหิม Hakkapeople.com by Hakka Pakchong Association... Powered by Drupal