圣寿无疆  หน้าแรก
HakkaPeople(Thai) ชุมชนชาวฮากกา 泰國客家 Hakka people .  
ที่ใดมีตะวันขึ้น ที่นั้นมีชาวจีน ที่ใดมีชาวจีน ที่นั้นมีเค่อเจียเหริน(客家人) hakkapeople.com

คำพังเพย...

รูปภาพของ อาคม

大方之家 ไท้ฟองจือกา : ใจกว้าง มีเหตุผล

จะมาเพิ่มเรื่อยๆน่ะครับ หรือท่านใดมีดีๆก็ชี้แนะด้วยครับ

将心比心      จีอองซีมปี่ซีม  :  รู้ใจเขาใจเรา

便是佛心      เปี้ยนแฮ่ฟุดซีม :  เราก็สุขใจ (ใจเป็นพระ)

 

家和万事兴   กาฝอว้านซื่อฮิน : ครอบครัวมีความปรองดอง ก็มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง

 

家和日子旺   กาฝอหงิดจื่อว่อง : ครอบครัวมีความปรองดองวันๆก็มีแต่ความสดใสมีชีวีตชีวา

国和万事兴   เกว็ดฝอว้านซื่อฮิน : ประเทศมีความปรองดอง ก็จะมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง

 

有风方起浪 ยิวฟุงฟองขี่ล่อง : กระแสลมคือต้นเหตุการเกิดคลื่น

无潮水自平 หวูเฉาซุ่ยชื่อผิน : ไม่เกิดน้ำขึ้นน้ำลง ทะเลก็สงบราบเรียบ แสดงให้เห็นว่า ทุกสิ่งล้วนมีเหตุเกิดขึ้นมาก่อนทั้งสิ้น

 

好心好人家 โฮ่วซิมโฮ่วหงิ่นกา : คนมีจิตใจดี ก็ทำแต่สิ่งดีๆ

歪心歪自家 ไวซิมไวชื่อกา      : คนที่ไม่ซื่อสัตย์ คดโกง ก็ทำได้ทุกอย่างแม้กระทั้งโกหกตัวเอง เวรกรรมก็ตกแก่ตนเอง

 

这只耳朵进  ลีจักหงี่คุงงิบ    : เข้าหูนี้ 

那只耳朵出 ไก้จักหงี่คุงฉุด  : ออกหูนั้น ก็คือ เข้าหูซ้าย ทะลุหูขวา ไม่ใส่ใจฟังนั่นเอง

 

好花不常开  ฮ่อฝาปุดฉ่องคอย   : ดอกไม้ดีๆบางชนิดไม่บานให้เชยชมบ่อยๆ

好景不常再 ฮ่อกิ่นปุดฉ่องชอย   : ทิวทัศน์งามๆก็ยังไม่อยู่ให้เห็นตลอด แต่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และฤดูกาล แสดงว่า โอกาสดีๆไม่มีมาให้บ่อยๆ

 

得忍就忍 เต็ดงวุนชิ่วงวุน  : ถึงเวลาต้องอดกลั้น ก็ต้องอดกลั้น

得耐就耐 เต็ดหงั่ยชิ่วหงั่ย : ถึงเวลาต้องอดทน ก็ต้องอดทน

 

不忍不耐 ปุดงวุนปุดหงั่ย  : ถ้าไม่มีความอดทนอดกลั้น แล้ว

小事成大 แซ้ซื่อสรั่งไท่   : เรื่องเล็กก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่

 

生不认魂 ซังปุดงิ่นฝุน  : ตอนมีชีวิตอยู่ไม่ยอมรับความรับรู้ของตนเอง

死不认尸 สี่ปุดงิ่นซวี    : ตอนตายไปก็ไม่ยอมรับร่าง(ศพ) แสดงถึงคนที่ไม่ยอมรับผิด

 

看人看心 ค่อนหงิ่นค่อนซิม  : ดูคนให้ดูที่ใจ

听话听音 แทนฝ่าแทนยิม    : ฟังคำพูดให้ฟังเสียง  แสดงการคบค้าสมาคมกันต้องศึกษานิสัยกันให้ดี

 

 一方困难 หยิดฟองคุ่นหนัน  : ที่ใดที่หนึ่งมีปัญหา มีความทุกข์ยากลำบาก

八方支援   ปาดฟองจือแยน   : ความช่วยเหลือก็มาจากทั่วสารทิศ ที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ เหตุแผ่นดินไหวที่ เวิ่นชวน ซื่อชวน

 

眼颧六路   หงั่นกวานหลุกลู่    : สายตาคอยมองทั่วๆ

耳听八方   หงี่แทนปาดฟอง    :หูฟังแปดทิศ  ความหมายคือ เตรียมพร้อมกับเหตุการณ์ที่จะเกิด (alert ตลอด)

 

有借有还 ยิวเจี้ยยิวหวัน   : ยืมแล้วรู้จักคืน

再借不难 ไจ้เจี้ยปุดหนาน : ยืมอีกก็ได้อีก   ถ้ายืมแล้วไม่รู้จักคืน ใครจะกล้าให้ยืมอีก

 

夫妻爱好 ฟูชีอ้อยเฮ่า    : รักกันดีในชีวิตคู่

同偕到老 ถุ่งฮ๋าเต้าเหล่า : อยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่า ดั่งคำที่ว่า ถือไม้เท้ายอดทอง ตะบองยอดเพชร

 

老王卖瓜 เหล่าหว่องม่ายกวา  : ลุงหว่องผู้ขายฟักแฟงแตงกวา

自卖自誇 จื่อม่ายจื่อคัว         : ขายเองและป่าวร้องโฆษณาเอง ไม่ดีก็บอกว่าดี  แสดงว่า คนส่วนใหญ่ทำอะไรเข้าข้างตัวเอง และเพื่อตัวเอง

 

善有善報 ซ่านยิวซ่านเป้า  :  ทำดีได้ดี

恶有恶報 ออกยิวออกเป้า  :  ทำชั่วได้ชั่ว  

不是不報 ปุดซื่อปุดเป้า     :  ไม่ใช่ว่าทำดีแล้ว ไม่ได้ดี

日子末到 หงิดจือหมอเต้า  :   เวลานั้นยังมาไม่ถึงเท่านั้น ฉะนั้น จงทำดี จงทำดี

 

饥不择食 กีปุดชัดเซิด   :  ผู้หิวโหย เมื่อมีอาหารมา ไม่เลือกแล้วว่าอร่อยหรือไม่ ขอให้ได้กินอิ่ม

寒不择衣 ฮอนปุดชัดยี  :  ผู้หนาวเหน็บ เมื่อมีเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มมาให้ ก็ไม่เลือกว่าจะต้องสวย ขอให้ได้ใส่อบอุ่น

慌不择路 ฮวางปูดชัดลู่  :  ผู้ที่เจอสิ่งที่ทำให้ตกใจสุดขีด ก็วิ่งหนีเตลิดโดยไม่เลือกทิศเลือกทาง ขอให้ได้ไปให้พ้นไป

贫不择妻 ผินปุดชัดชี     :  ผู้ยากไร้หรือคนยากคนจน ก็จะไม่มีเงื่อนไขในการหาคู่ครอง  จะเห็นว่าสามชุดบนแสดงถึง  IN TIME OF NEED จริงๆ

 

画虎画皮难画骨  ฝ่าฝู่ฝ่าผีหนานฝ่ากุด  : วาดภาพเสือวาดได้แต่ผิวนอก ยากที่จะวาดกระดูกข้างใน เปรียบคนเรา รู้หน้ารู้การพูดการจา แต่ไม่รู้ในใจเขาคิดอย่างไร  

知人知口不知心   ตีหงิ่นตีแขว่วปุดตีซิม  : รู้หน้าไม่รู้ใจ

 

你走你的阳关道   หงีแจ่วหงีเก้หย่องกวานเท่า  :  คุณไปตามทาง ( superhighway )ของคุณ 

我走我的独木桥   ไหงแจ่วไหงเก้ทู่หมุกเขี่ยว   :  ฉันขอข้ามตามสะพานไม้เดี่ยวๆของฉัน หมายถึง ทางใครทางมัน

 

挂羊头卖狗肉  กว้าหย่องเถ่วม้ายเก่วเหงึอก  :  ทำธุรกิจแบบซ่อนเร้น เช่นหน้าร้านเปิดเป็นร้านเสริมสวย แต่หลังร้านขายอย่างอื่น ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่ไม่ถูกต้อง

 

远水救不了近火 แย่นสุ่ยกิ้วปุดเลี่ยวจิ้นฝ่อ  :  ไฟไหม้ไกล้ๆนี้แต่น้ำที่จะด้บอยู่ไกลก็ดับไม่ทัน ก็คือไม่ทันความต้องการอย่างเร่งด่วนนั่นเอง

 

不受苦中苦  ปุดซิ่วขู่จุงขู่  :  ถ้าไม่หนักเอาเบาสู้ อดกลั้นอดทนตรากตรำทำงานหนัก ทนความขมขื่น

难得甜中甜  หนันเต็ดเถียมจุงเถียม  :  ก็ยากที่จะได้รับสุขในบั้นปลาย คือความหอมหวาน

 

儿子有长进   เออจื่อยิวฉ่องจิ้น  :  ลูกๆมีความก้าวหน้า มีอนาคตที่ดี

老子心高兴  หล่อจื่อซิมเกาฮิ้น  :  ผู้เป็นพ่อแม่ ก็มีความสุข

 

有福同享   ยิวฟุกถุงเฮี่อง  :  มีสุขร่วมเสพ

有祸同当  ยิวฟ้อถุงตอง    :  มีทุกข์ร่วมต้าน

 

山立在地上   ซานคีชอยที่ซ่อง   :  ภูเขาตั้งอยู่บนดิน   

人立在志上   หงี่นคีชอยจี้ซ่อง    :  คนยืนอยู่บนความทรนงของตนเอง ( lofty aspiration )

 

双手难捉两条蟮  ซุงซิ่วหน่านจอกเหลี่ยงเถี่ยวซาน  :  สองมือยากที่จะจับปลาไหลสองตัว ทำนองเดียวกันกับ จับปลาสองมือ  

 

不入虎穴,焉得虎子 ปุดงิบฝู่เฮี้ยด แยนเต็ดฝู่จ่าย  :  ไม่เข้าถ้ำเสือ ไม่ได้ลูกเสือ ทำอะไรต้องใจถึงๆกล้าได้กล้าเสีย

 

 


ซิบ ฟุ้น ห้อ

ไหงจะขอเป็นแฟน ติดตามอ่านคนแรกเลยละครับ

รูปภาพของ เฉินซิ่วเชง

ต้อหรอย แทนหงี่ก้อง

 

ก้องฮ่อแทน   

ยิวหงินอั้นโตฟันคี่

ก้องต่อหงินซ่อยมุก  

ม่อฮ่อแทน   ปุนหงินว่าต้อ 

เสี่ยงคื่อเสี่ยงหรอย  

อ่อยจ้อต้อฮ่อหงิน   

หยิดย่อง  ก้องต้อไท่ซัง

  

 

ปุด ตุ้ย

อา เซี่ยว เจ๋ หงี ก้อง ช่อ เอ่า เอ๊น จ้อ หงิน อ้อย จ้อ หมัก ก้าย
สื่อ ช้อก หยุ่ง ลี้ หยิว หล่อย จ้อ หยุ่ง ลี้ หยิง หล่อย ก้อง
อื๋ม เห่ ไถ่ ซั้ง มา เหว ก้อง ก้อง ยิ้ว ลี้ หยิว ฉิ่ว ยิ้ว หงิ่น เท้น
ก้อง หมอ ลี้ หยิว ฉิ่ว ช้อก หงิ่น ม่า งี หว่า เห่ หม่อ เต้น
เท่า ไง เสียวง อ่า เห่ อ้อย งิบ คื่อ เหนี่ยม ออ นี้ ค่อน

ไหง หลอย

    多 見 多 聞      ตัว  เจี้ยน  ตัว  เหวิน             ยิ่ ง เ รี ย น ยิ่ ง รู้    ยิ่ ง ดู ยิ่ ง เ ห็ น

  路 遙 知 馬 力    ลู่    เหยา  จือ     ม่า     ลี่      ห น ท า ง        พิ สู จ น์ ม้ า 

  事 久 見 人 心    ซื่อ  จิ่ว     เจี้ยน  เหยิน  ซิน    ก า ล เ ว ล า    พิ สู จ น์ ค น

รูปภาพของ วี่ฟัด

หว่อเหมิ่นฮวนยิงหนิน

ฮวนยิงหนิน.........ฮวนยิงหนิน........ฮวนยิงหนิน..........ฮวนยิงหนิน....

ฮวนยิงหนิน..........ฮวนยิงหนิน.........ฮวนยิงหนิน.........ฮวนยิงหนิน

ฮวนยิงหนิน.........ฮวนยิงหนิน.........ฮวนยิงหนิน..........ฮวนยิงหนิน

         หว่อเหมิ่นฮวนยิงหนิน

ไต่ ปุย จื่ว

                       มหากรุณาธารณี
 นโมรัตนตรายาย นโมอารยะ อวโลกิเตศะวะรายะ
 โพธิสัตตวายะ มหาสัตตวายะ มหากรุณิกายะ โอม
สะวะละวะติ ศุททะนะตัสยะ นมัสกฤตวานิมางอาระยะ
 อวโลกิเตศะวะระลันตะภา นโมนิลากันถะ ศรีมหาปะฏะศะมิ
สระวาทวะตะศุภัม อสิยูม สะรวะสัตตวะ นโมปวสัตตวะ นโมภะคะ
 มะภะเตตุ ตัทยะถา โอมอวโลกา โลกาเต กาละติ
  อีศีลี มหาโพธิสัตตวะ สาโพสาโพ มะรามะรา
  มะศิมะศิ ฤธะยุ คุรุคุรุฆามัม ธูรูธูรูภาษียะติ
 มหาภาษียะติ ธาระธาระ ถิรินี ศะวะรายะ
ชะละชะละ มามะภามะละ มุธิริ เอหิเอหิ ศินะศินะ
อาละลินภะละศรี ภาษาภาษิน การะศะยะ หูลุหูลุมะระ
  หุลุหุลุศรี สะระสะระ สีรีสีรี สุรุสุรุ
พุทธายะพุทธายะ โพธายะโพธายะ ไมตรีเย นิละกันสะตะ
 ตริสะระณะ ภะยะมะนะ สวาหา สีตายะ สวาหา
 มหาสีตายะ สวาหา สีตายเย ศะวะรายะ สวาหา
นีลากันถิ สวาหา มะละนะละ สวาหา
ศรีสิงหะมุขายะ สวาหา สะระวะมหาอัสตายะ
สวาหา จักระอัสตายะ สวาหา
  ปัทมะเกสายะ สวาหา นีละกันเตปันตะลายะ
สวาหา โมโผลิศังกะรายะ สวาหา
  นโมรัตนตรายายะ นโมอารยะ อวโลกิเต
สะวะรายะ สวาหา โอมสิทธยันตุ มันตรา
ปะทายะ สวาหา
 
......................................................................................... 
           
(เป็นบทสวดของเจ้าแม่กวนอิม...แล้วยังจะมีบรรยายต่อ)
 

เวลา กับ นาฬิกา

                            ใคร ๆ ก็คิดว่า เวลา กับ นาฬิกา เป็นสิ่งที่คู่กัน

                           ซึ่งจริงจริงแล้ว  มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นซักหน่อย

                เวลา . . .                               นาฬิกา . . .

 เวลา  เดินไปข้างหน้า                            นาฬิกา   เดินอยู่กับที่ ( เข็ม )

 เวลา  เราไม่อาจย้อนกลับ                       นาฬิกา   เราหมุนย้อนกลับได้

 เวลา  เมื่อสูญเสียไปแล้วไม่อาจเรียกร้องคืน  นาฬิกา   เสียก็ซ่อม หรือซื้อใหม่ไปเลย

 เวลา  ได้มาฟรีๆไม่ต้องแลกกับอะไร            นาฬิกา   ยิ่งสวยยิ่งแพง ต้องใช้เงินซื้อมาทั้งนั้น

                              แ ล้ ว อ ย่ า ง นี้    มั น จ ะ คู่ กั น ไ ด้ ยั ง ไ ง 

                              เ มื่ อ มั น แ ต ก ต่ า ง    ข อ ถ า ม ห น่ อ ย . . .

 ถ้าไม่มีนาฬิกา จะรู้เวลามั๊ย ?  หรือ ถ้ามีแต่นาฬิกา แล้วไม่รู้จักเวลา  จะมีประโยชน์อะไร ?

 

少 見 多 怪

少 見 多 怪 กบในกะลา (เห็นน้อย  อวดรู้มาก)

คนเรายิ่งเห็นมาก ยิ่งประสบการณ์มาก  ก็จะเป็นคนฉลาด

แต่ถ้าเห็นน้อย ประสบการณ์น้อย  จะเป็นคนรู้น้อย (คนโง่)

ต้องเรียนรู้ให้มาก ดูให้มาก เห็นให้มาก สร้างสมประสบการณ์ให้มาก

แล้วจะเป็นคนประสบผลสำเร็จในการทำงานในชีวิต

รูปภาพของ YupSinFa

แผ่นดินสงบ-ประชาร่มเย็น

             ไหงยับสินฝ่า ความรู้น้อย แต่บทโคลงประโยคสั้น ๆ ที่นิยมเขียน ติดหูติดตา อยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศจีน ที่ไหงชอบ และคิดว่า น่าจะมีกับประเทศไทยในเวลานี้เหลือเกิน ประโยคฮิตติดลมบน ที่ว่า ทุกท่านต่างทราบดี มีดังนี้ครับ

              国 泰 民 安         ไหงแปลเอาเองว่า แผ่นดินสงบ ประชาร่มเย็น กว๋อไท่ หมินอัน เกว่ด ไท้ หมิ่น ออน

             ผิดถูกอย่างไร ขออาวุโส อาคมโก โปรดชี้แนะ -ข้าน้อย สินฝ่า

            

สำนวนภาษาพื้นบ้าน

食飽無事 (ซิด เป้า หมอ สื่อ) กินอิ่มไม่มีงานทำ ก็เลยหาเรื่องหาราวไม่เป็นเรื่องมาทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนรำคาญใจ

老兄老弟(ล่อ เฮี้ยวง ล่อ ถี่) เพื่อนฝูงที่คบหากันมาแต่เก่าก่อนตั้งแต่อายุยังน้อยซึ่งเป็นเพื่อนที่นิสัยใจคอตรงกัน คือเรียกแบบไทยก็คือ เพื่อนเก่า เพื่อนแก่

有天無日頭 (ยิว เที้ยน หมอ เงี้ยด เถวไกลปืนเที่ยง  ห่างไกลจากความเจริญ ความศิวิไล บ้านป่าเมืองเถื่อน กฏหมายเอื้อมไม่ถึง

有目哭無目汁 (ยิ้ว หมุก ว่อ หมอ หมุก จิบ) มีตาร้องไห้ไม่มีน้ำตา มีความเศร้าโศรกทุกข์ตรมมากมาย จนต้องร้องไห้เสียจนไม่มี น้ำตาจะให้ไหลออกมาอีกแล้ว ตรมจนร้องไม่ออกเหลือแต่เสียงอย่างเดียว

รูปภาพของ วี่ฟัด

คำนี้ไหงได้ยินบ่อย

食飽無事 บริเวณภูมิลำเนาของไหงคือจังหวัดราชบุรีอุดมไปด้วยคนแต้จิ๋ว คำนี้คนแต้จิ๋วเรียกว่า " เจี่ยป้าบ่อสี่อ " คือคนที่มีเวลาว่างมากชอบทำอะไรไม่เป็ยโล้เป็นพายหาเนื้อหาสาระอะไรไม่ได้ เหมือนคนบางพวกแถวราชประสงค์หรือเปล่าก็ไม่รู้

คำนี้ไหงจึงมีความคุ้นเคยมากมากเลย ไม่ได้อยู่ในฐานะถูกว่าน๊ะ แต่อยู่ในฐานะเคยว่าคนอื่นๆ

วีฟัดโก๊

ไหงต้องกราบขออภัยที่จะบอกว่า  ขอให้พวกเราคุยกันเฉพาะพวกเราในเวปของเรา

ขอร้องเถอะ  กรุณาอย่าไปกล่าวถึงบุคคลอื่นภายนอกในทางที่ไม่ดี

เราไม่สามารถทราบว่าคนภายนอกเป็นใครบ้าง?  ที่มีโอกาสเปิดเวปเราดู

อาจจะทำให้เวปเราเสื่อมเสียความเป็นกลางไป  ด้วยความปรารถนาดีครับ

รูปภาพของ วี่ฟัด

ตอบอาศุขสรภูมิ

                      กลางคืออะไร กลางคืออย่างไร คือ " Middle " หรือ คือ " Between " ถ้าเป็นกลางอย่างนี้ไหงไม่ทราบและไม่ขอแสดงความคิดเห็น

ตอบวีฟัด

ไหง  เพียงบอกว่าไม่ควรพาดพิงคนอื่นในทางไม่ดี

คนภายนอกที่ไม่ใช่คนชุมชนนี้  อาจจะ ขอบอก อาจจะ

มองชุมชนนี้เป็นฝักเป็นใฝ่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้

หงี น่าจะเข้าใจ  ถ้ายังไม่เข้าใจ ไหงก็ขอโทษแล้วก็ลืมเสียเถิด

 

เจียะ ป้า อู่ สื่อ

เรื่องภาษานี่ไหงว่าบางทีก็เข้าใจยากเหมือนกัน คือ ถ้าบอกว่า เจียะ ป้า บ่อ สื่อ จ่อ ก็เข้าใจ ทีนี้มาตัดคำว่า จ่อ ละไว้ในฐานที่เข้าใจ ทีนี้ เจียะ ป้า บ่อ สื่อ มันก็เลย กลายเป็น เจียะ ป้า อู่ สื่อ ราชประสงค์ เลยถึงได้วุ่นวายอย่างหงีว่าหรือเปล่าก็ไม่รู้ มีคำในสำเนียงแต้จิ๋วมาเล่าสู่กัน คือคำว่า ชุก ยิบ เผ่ง อัง คำนี้ ถ้าพูดสำเนียงเรา ไม่เป็นปัญหาแน่นอน ยังไงก็ ฉุด งิบ ผิน อ๊อน ทีนี้ สำเนียงแต้จิ๋ว ถ้าไปพูดเป็น ฉุก ยิบ เผ่ง อัง แค่เปลี่ยนจาก ช.ช้าง เป็น ฉ.ฉิ่ง ถ้าไปพูดกับอาเจ้ละก็ จะโดน อี ด่าเอา หงีชี่คื่อก้องค่อน ได้ผลประการไร ชี่ก้องหล่อยเท้นค่อน ก็แปลกดีเหมือนกัน...ป.ล เป็นเรื่องแปลกในภาษาที่นำมาเล่าสู่กันฟังในชุมชนเรา เพื่อให้รู้ว่า มันมีเรื่องอย่างนี้ด้วย 

เจียะ ป้า บ่อ สื่อ โบ่ย ...

แรกๆเลยนะคนแต้จิ๋วแถวไชน่าทาวน์กรุงเทพ บ่นว่า

เจียะ ป้า บ่อ สื่อ โบ่ย จ่อ เซ็ง ลี้

ซิดหล่าหมอฉื่อ อึ๋มจ้อเซ็นลี

ซวงม่าซวงต้า กื๋อ..เฉี่ยงยิวอั้นตอลิด

เฮ้อ หมอหยุ่ง

 

รูปภาพของ วี่ฟัด

เจี่ยป้าบ่อสื่อ (เพิ่มเติม)

                          เจี่ยป้าบ่อสื่อ คืออาการของคนว่างงานมากมาย วันวันไม่ได้ทำอะไร มีเวลาว่างมากมาย คอยจับผิดคนนู้นคนนี้ คนนู้นก็ผิด คนนี้ก็ผิด ข้าพเจ้าถูกแต่เพียงผู้เดียว จนคนอื่นเขากลัวกันหมดหายหน้าหายตากันไปหมดแล้ว
รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

ด้วยความเคารพ

日頭 = หงิด เถว, 熱頭 = เงี้ยด เถว

ขอบคุณหงีมากครับ

ขอบคุณหงีที่ช่วยแก้ไขให้ ไหงจะระวังคำต่อไปให้มากยิ่งขึ้น ถ้ามีพลาดอีก ก็ต้องขอให้หงีและทุกท่านช่วยชี้แนะแก้ไขอีกนะครับ เพื่อที่ผู้ศึกษาคำจะได้จำคำที่ถูก รวมถึงไหงด้วย เงี้ยดเถว (พระอาทิตย์),เงี้ยดสุ้ย (น้ำร้อน),เที้ยนสีเงี้ยด (อากาศร้อน), ตอเซี่ย ตอเซี่ย...
รูปภาพของ YupSinFa

ยอดคำคม

           ในบล๊อกนี้ ไหงไม่ค่อยได้เข้ามา แต่เข้ามาอัพเดทแล้ว รู้สึก ชื่นชมยินดีเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือ แต่ละท่าน เช่น อาคมโก ขิ้นสุ่ยโก และท่านอื่น ๆ ได้ให้ความรู้เรื่องคำพังเพย ซึ่งมีความหมาย ในทางที่ดี น่าใช้ โดยเฉพาะในยุคสมัยของประเทศไทย ในช่วงเวลานี้ ไหงขอบอกว่า ได้จด และคัดลอกไว้ เกี่ยวกับคำคม ในความเห็น ต่าง ๆ แต่ละท่าน ในบล๊อคนี้ ที่ไหงชอบ และ  โดนใจ มีมากมายหลายข้อความ ได้จด และบันทึกไว้ บ้างก็พิมพ์ ติดข้างฝาบ้าน เพื่อให้ลูก ได้อ่านเห็น ทุก ๆ วัน เพราะคำคม ของปราชญ์จีน ไหงชอบมากอยู่แล้ว ส่วนของไทย ไหงชอบพุทธธรรมในคำกลอน ของท่านอาจารย์ พุทธทาสภิกขุ ปูชนียาจารย์ด้านพุทธปราช์ท่านสำคัญ ของคนไทย
รูปภาพของ อาคม

แต่งงานกันในวงศาคณาญาติ

แต่งกันได้ หรือไม่ได้ คนแก่ท่านว่าไว้ว่า :

      กูคิวจี้ม้อย  กุดแถวชิน       

 ลีอองหยีจี้ม้อย ชิ่วหลู่เปียนหงิ่น

ความหมายก็คือว่า คนที่เรียกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งว่า อากู (อาผู้หญิง,ป้า) และอาคิว (น้าชาย,ลุง) จะแต่งงานกันระหว่างลูกหลานไม่ได้(กุดแถวชิน คือ สายเลือดใกล้ชิด) ส่วนต่างฝ่ายต่างเรียกอีกฝ่ายหนึ่งว่า อาหยี (น้าสาว,ป้า) นั้นถือว่าเป็นคนนอก ที่พูดว่า หลู่เปียนหงิ่น (คนข้างถนน) แต่งงานกันได้

แสดงถึงการมีอารยธรรมที่ดี และทำให้การดำรงอยู่ของชาติพันธุ์ของคนจีนเราสืบทอดต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้โลกใบนี้มีคนเชื้อสายจีนมากที่สุด

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

ขอเสริม ก๊ออาคม

กูคิวจี้ม้อย  กุดแถวชิน      
姑舅姊妹骨头亲
姑舅姊妹骨頭親




ลีอองหยีจี้ม้อย ชิ่วหลู่เปียนหงิ่น
两姨姊妹就路边人
兩姨姊妹就路邊人
รูปภาพของ อาคม

ตอเชี่ย ตอเชี่ย หยิ๋นฮวุง ฮวูง

ขอบใจมากๆ ได้ทั้งเจี๋ยนถี่ และฝันถี๋จื้อ ต้องยกให้หงีเป็น ล่อซื้อ (ไม่ใช่ให้ไปล่อซื้อยาอะไรหรอกน่ะ 55 จ้อซิ่นซ้าง หน่า)

ถุง เซี่ยง ก็ไม่ได้

ไหงเห็นมาก็คือ แม้แต่แซ่เดียวกันยังก็ห้ามแต่งงานกัน แถวบ้านไหงเองแหละ แซ่เดียวกัน ชอบพอกัน พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายก็ห้ามปราม ขัดขวางทุกวิถีทางที่จะไม่ให้อยู่กินกัน เพราะถือเป็นเรื่องอัปยศ สุดท้าย รักแท้ไม่แพ้แซ่ หนีไปอยู่กันเฉย ๆ พ่อแม่ฝ่ายหญิง ประกาศตัด พ่อแม่ลูกกัน ลูกสาวก็ใจเด็ด ตัดเป็นตัดกัน เวลาผ่านไป พ่อแม่ก็เสียชีวิต (ทีละคน) ก่อนเสียชีวิต ได้ห้ามขาด ไม่ให้ลูกสาว เหยียบเช้าบ้านมาเป็นอันขาด จนบ้านได้ย้ายไปเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว ลูกสาวก็ยังไม่เคยได้กลับไปบ้านเลย เวลานี้เจ้าตัวก็ยังอยู่...แต่ทุกวันนี้ที่ประเทศจีนเอง ได้เลิกธรรมเนียมอันนี้ไปแล้ว แซ่เดียวกัน มีแต่งกันได้ ไม่ห้ามแล้ว 

สำนวนพื้นบ้าน  

     知山知水不知深  知人知面不知心  (ตี ซั้น ตี๊ สุ้ย ปุต ตี ชิ้ม , ตี๊ หงิน ตี๊ เมี่ยน ปุด ตี ซิ้ม )  ภูเขาสายน้ำนั้นรู้ได้ แต่สูงเท่าไร ลึกเท่าไรสุดหยั่งรู้ รู้คน รู้หน้า แต่ยากจะหยั่งรู้ใจ ตรงกับสำนวนไทยว่า น้ำลึกหยั่งได้ น้ำใจหยั่งยาก

     做大事不要惜小費  (จ้อ ไถ่ สื่อ ปุด เยี่ยว เสียก เซี่ยว ฟุ่ย  จะทำการใหญ่ อย่าขี้เหนียวเสียดายค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ ตรงกับสำนวนไทยว่า ฆ่าควาย อย่าไปเสียดายเกลือ คือคนเราจะทำการใหญ่ทั้งที แล้ว ถ้ามามัวตระหนี่ขี้เหนียว เสียดาย ค่าใช้จ่าย เช่น พวกเบี้ยใบ้รายทางไม่ยอมจ่ายเสียบ้างแล้ว อาจจะทำให้ต้องเสียการใหญ่ได้     

     打做糜勿伊  (ต้า จ้อ เหมียน ม้อย กี่)  ตีซะว่ามันเน่าแล้ว ทิ้งมันซะ ไม่เอามัน คือเป็นเรื่องราวที่ทำใจไว้แล้ว หมายถึงว่าเรื่องราวนั้นเละเทะหมดจนแทบใช้การอะไรไม่ได้แล้ว แต่จะทิ้งเสียทีเดียวก็ยังไม่ได้จะเสียไปเปล่า ๆ เลยต้องดันทุรังทำมันขึ้นมา ทั้งที่ไม่หวังอะไรแล้ว แต่ถ้าได้ขึ้นมาก็ดี ถ้าไม่ได้ก็บอกไว้ว่าทำใจไว้แล้ว ชั่งมันไป   

     時到花就開  (สี ต้อ ฟ้า ฉิ่ว ค้อย)  เมี่อถึงเวลาของมัน ดอกไม้ก็ย่อมเบ่งบานเอง มีหลายสิ่งหลายอย่างในโลกเรา ไม่ต้องไปกังวลกับมันว่า เมื่อถึงเวลานั้น เวลานี้แล้วจะเป็นอย่างนั้นไหม จะเป็นอย่างนี้ไหม ยกตัวอย่างที่ชัดเจน เช่นพระอาทิตย์ ไม่ต้องไปลุ้นว่า มันจะขึ้นไหม จะตกไหม เมื่อเกิดมา ตายแล้วจะไปไหน(อันนี้คงต้องทำความดีละนะ จะได้เดาถูกว่าจะได้ไปไหน)

4 ไม่

          ไ ม่ น อ น ตื่ น ส า ย

          ไ ม่ อ า ย ทำ  กิ น

          ไ ม่ ห มิ่ น เ งิ น น้ อ ย

          ไ ม่ ค อ ย ว า ส น า

   ทำได้แค่นี้ก็พอสมกับที่ได้เกิดมา

คำสอนของอาป๊าไหง

        1.  ซื่อสัตย์   實  

        2.  ขยัน       努

        3.  อดทน     忍

        4.  ประหยัด  省

ถ้าทำดีไม่ได้  ก็ขออย่าทำชั่ว

รูปภาพของ วี่ฟัด

คำสอนของจอมพลถนอม ( ตอนไหงเด็กมากๆแต่พอจำได้ )

                  จงทำดี  จงทำดี จงทำดี ( แต่คนรุ่นก่อนๆชอบไปล้อเรียนกี่ว่า จงกลณี จงกลณี จงกลณี ) 

                  ถ้าคนรุ่นใหม่หรือพวกไม่ค่อยสนใจประวัติศาสตร์อาจจะงงว่า จงกลณีคือใคร ไหงจะเฉลยให้ จงกลณีก็คือ ท่านผู้หญิงจงกลณี กิตติขจร เมียกี่นั่นเอง

รูปภาพของ วี่ฟัด

คำขวัญภาษาอังกฤษบ้าง

             " If you don't live with the one you love , you should love the one you live "

              " ถ้าไม่ได้อยู่กับคนที่คุณรักก็ควรรักคนที่คุณอยู่ด้วย "

                ไม่มีทางเลือกอยู่แล้ว

โคลงโลกนิติ

       รักกันอยู่ขอบฟ้า เขาเขียว

  เสมือนอยู่หอแห่งเดียว ร่วมห้อง

  ชังกันบ่แลเหลียว ตาต่อ กันนา

  เหมือนขอบฟ้ามาป้อง ป่าไม้มาบัง  

รูปภาพของ YupSinFa

ขอแจมโคลงโลกนิติ

                                   โคลง โลกนิติ(อ่านว่า โลก-กะ-นิด)

                               "พระสมุทรสุดลึกล้น           คนณา

                                สายดิ่งทิ้งทอดมา              หยั่งได้

                                เขาสูงอาจวัดวา                 กำหนด

                                จิตมนุษย์นี้ไซร้                 ยากแท้ หยั่งถึง"

รูปภาพของ YupSinFa

"สวัสดี"

                          ไม่อยากเห็นไทยคิดผิดหรือถูก

                          ด้วยคือลูก-หลานไทยให้ตระหนัก

                          วางอาวุธ แล้วใส่ใจ ในความรัก

                          เพื่อทายทักกันให้ชัด "สวัสดี"

                                 พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ)

ท่านพระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) เชื่อว่าหลายท่านคงจำได้ ในบทเรียนวิชาภาษาไทย ช่วงสมัยเรียนมัธยม ท่านเป็นนักปราชญ์แห่งกรุงสยาม เป็นปรมาจารย์ด้านภาษาไทย เป็นผู้บัญญัติศัพท์ คำว่า "สวัสดี" ให้คนไทยได้ใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ เมื่อ วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เป็นวันคล้ายครบรอบ 70 ปี แห่งการอนิจกรรมของท่าน พระยาอุปกิตศิลปสาร(นิ่ม กาญจนาชีวะ) จึงขอเชิญบทกลอน ที่ท่านแต่ง เพื่อเป็นการ เผยแพร่ ให้คนไทย ได้รู้จัก และ ใช้ คำว่า "สวัสดี" ในการทักทายกัน เป็นที่น่าเหลือเชื่อว่า เหตุการณ์ที่ท่านแต่งขึ้น เมื่อ 70-80 ปีก่อน จะมาประเหมาะเจาะจงตรงกันกับเหตุการณ์ในวันนี้ ของ ปีนี้ ได้ อย่างอัศจรรย์?

         ขอขอบพระคุณ คุณ ปอง-เพียงหทัย ทายาทรุ่นหลาน ของท่าน.

รูปภาพของ YupSinFa

"ความฝันอันสูงสุด"

ขอกราบเรียนไท้ก๋าหยิ่นทุกท่านครับ ขอได้โปรด "อย่าอ่อนไหวที่จะแสดงความรักชาติ(ไทย) และ รัก-เทิดทูนในหลวง เลยนะครับ"--ตอเซี้ย.

ความฝันอันสูงสุด-เพลงพระราชนิพนธ์ของในหลวงที่ไหง่ชอบมากมาเป็นเวลานานมากแล้ว....

ขอฝันใฝ่ ในฝัน อันเหลือเชื่อ             ข้อสู้ศึก ทุกเมื่อ ไม่หวั่นไหว

ขอทนทุกข์ รุกโรม โหมกายใจ               ขอฝ่าฟัน ผองภัย ด้วยใจทะนง

จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด                       จะรักชาติจนชีวิตเป็นผุยผง

จะยอมตาย หมายให้ เกียรติดำรงค์          จะปิดทอง หลังองค์ พระปฏิมา

ไม่ท้อถอย คอยสร้าง สิ่งที่ควร                ไม่เรรวน พะว้าพะวัง คิดกังขา

ไม่เคืองแค้น น้อยใจ ในโชคชะตา            ไม่เสียดาย ชีวา ถ้าสิ้นไป

นี่คือ ปณิธาน ที่หาญมุ่ง หมายผดุง            ยุติธรรม อันสดใส

ถึงทนทุกข์ ทรมาณ นานเท่าใด                ยังมั่นใจ รักชาติ องอาจ ครัน

โลกมนุษย์ ย่อม จะดี กว่านี้แน่                เพราะมีผู้ไม่ยอมแพ้แม้ถูกหยัน

คงยืนหยัด สู้ไป ใฝ่ประจัญ                     ยอมอาสัญ ก็เพราะปอง เทอดผองไทย....

รูปภาพของ YupSinFa

"หัวใจที่ถูกทิ่มแทง"

            ไท้ก๋าหยิ่น ครับ จงภูมิใจ เถอะครับ บรรพบุรุษเรา นำเรามาอาศัยแผ่นดินทองผืนนี้เกิด จงภูมิใจเถอะครับ ที่เรามี "พ่อ" ที่ยิ่งใหญ่ อันเป็นที่รักยิ่ง ของพวกเรา อย่าอ่อนไหว ในการที่จะแสดงออก ในการ "รัก" แผ่นดิน แหลมทองผืนนี้ อย่าอ่อนไหว ในการที่จะแสดงออก ในการ "รัก" และ "เทิดทูน" "ในหลวง" อันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราเลยครับ บรรพบุรุษของเรา ได้อาศัยแผ่นดินทองผืนนี้ ในการอยู่อาศัย อย่างร่มเย็นเป็นสุข ทำให้พวกเรา ที่เกิดมาในภายหลัง อยู่เย็นเป็นสุข ตามไปด้วย บรรพบุรุษของพวกเรา มากมายหลายตระกูลแซ่ เคยได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณ มากมายหลายท่าน หลาย ๆ รัชกาล มาในวันนี้ แผ่นดินทองผืนนี้ ที่พ่อของเราองค์ปัจจุบัน ทรงเหน็ดเหนื่อย มามากถึง 65 ปีแล้ว......ขอให้พ่อของเรา ได้พักผ่อนในยามนี้ อย่างสุขสบายเถอะครับ ไท้ก๋าหยิ่นครับ อย่าอาย และอย่าอ่อนไหว ที่จะแสดงว่าพวกเรา รัก พระองค์ท่าน และ รัก แผ่นดินทองผืนนี้ที่เราได้อาศัยเกิด และเจริญเติบโตมาอย่างผาสุกเลยครับ     อย่าอาย และ อย่าอ่อนไหว ครับ.

            "หัวใจถูกแทงกี่ขั้ว  ตามตัวถูกฟันกี่แผล  ปู่ไทยตายไปกี่คนแน่ ไทยจึงได้แผ่มาถึงแหลมทอง   กระดูกไทยกระเด็นไปกี่ท่อน   เชิงตระกอนเผาไปกี่หน   คอขาดกันไปกี่คน   ไทยทุกคน   จึงได้ไทย ครอบครอง.......เสียเลือด กันไปเท่าไหร่   เสียใจ กันไปกี่ครั้ง   น้ำตาของไทยไหลหลั่ง   ทุก ทุก ครั้ง ที่ถูกเฉือนขวานทอง    จะเข่นฆ่ากันไปทำไม เราคือ คนไทยด้วยกันทั้งผอง   ไทย ฆ่า ไทย ให้ชาติอื่นครอง........วิญญานปู่ จะร้อง ไอ้ลูกหลาน จัญไร.......วิญญานปู่ จะร้อง ไอ้ลูกหลานจัญไร   วิญญานปู่ จะร้องไอ้ลูกหลาน  จัญไร."

ถึงใครจะไม่พอใจบทเพลงบทนี้ก็ตามหรือไม่ ไหง ได้แสดงออกแล้ว ซึ่งถึงความรักชาติไทย รักพระเจ้าแผ่นดินไทย เหมือนคนไทย อีก หกสิบกว่าล้านคน เหมือนคนไทย เชื้อสายต่าง ๆ ที่อยู่ร่วมบนผืนแผ่นดินไทย อยู่ภายใต้ร่มพระบรมธิสมภาร ของพระมหากษัตริย์ไทย   ไหง

รักประเทศไทย มากเท่า ๆ กับ ที่ ไหง   รัก   ประเทศจีน  แต่ ประเทศไทย มีดีกว่าประเทศจีนที่ไหงรัก อยู่อย่างเดียว นั่นก็คือ  "สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยอันเป็นที่รักยิ่ง"  ศรีษะนี้ มอบให้ในหลวง   นาย สินฝ่า เซี้ยง ยับ

หมายเหตุ-หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การแสดงออกในการรักชาติ รักสถาบัน ของไหง่ ในครั้งนี้ คงจะไม่ถูกแบน อีกนะครับ-Webmaster-ตอเซี้ย.

รูปภาพของ วี่ฟัด

เอาบ้าง

                       แบนเว็ปแบนได้ แต่จะแบนหัวใจที่รักชาติ รักศาสนา   รักพระมหากษัตริย์ นั้นยาก....ยาก......ยาก.....ยาก....ยาก...........ใช่ใหม ท่านเย่ซินหัว ( ลูกหลานจอมพลเย่เจี้ยนอิง )
รูปภาพของ อาคม

curfew

curfew = 宵禁 เซียวจิ่น

รูปภาพของ webmaster

ขออภัย

ขออภัยที่ ยกเลิก(ไม่ได้ลบ) การแสดงผล ในเรื่องที่เอ่ยชื่อพาดพิงบุคคลทางการเมือง ที่มีทั้งคนรัก-คนชัง

ทำให้ทางเว็บได้รับโทรศัพท์มาหลายทางในทำนองว่า อาจเป็นเหตุให้ มีผู้เสนอความเห็นโต้ตอบจนเกินจะควบคุม หรือไม่ก็หายหน้าไป แล้วมีครหาว่าการเมืองมาเกี่ยวข้อง มิใช้แบนโดยอารมณ์หรือ อคติส่วนตัว หรือไร้ความรู้สึก แต่ประการใดไม่ 

และในกรณีนี้ ได้โทรศัพท์ไปเรียนเจ้าของบล๊อกก่อนแล้ว ว่าขอให้พ้นระยะวิกฤตินี้ก่อนค่อยเสนอเรื่องทางการเมืองในเชิงประวัติศาสตร์ และได้รับอนุญาตแล้วจึงเก็บลง และขออภัยท่านที่เสนอความคิดเห็นในบล๊อกนั้น ไม่ได้เจตนาแบนแต่ประการใด เพียงแต่เมื่อปิดหัวเรื่อง ความคิดเห็นต่างๆจึงพลอยหายไปด้วย

 

หากต้องการกลับไปดู ก็ยังอยู่ไม่ได้ลบ (เพียงแต่ไม่ให้แสดงในหน้าหลักเท่านนั้น) ซึ่งในครั้งนี้ได้ปิดลงไป 2 หน้า คือ

  • บล๊อกต้นเรื่อง http://hakkapeople.com/node/453
  • หน้าของไหงเอง http://hakkapeople.com/front_page ที่ให้ปรากฏในหน้าแรกก่อนเข้าเว็บ เพื่อไม่ให้เอาเปรียบสมาชิก

การตัดสินใจใดๆ เราคิดว่าท่านเจ็บ เราก็ปวด  ท่านพูดไม่ออก เราน้ำตาตกใน ถ้าจะตัดสินใจลุยทั้งทีต้องลุยให้รู้ผล ถ้าพูดไปหวังผลอะไรไม่ได้ เราไม่จำเป็นต้องพูด

ถ้าศึกษาในประวัติศาสตร์ บรรพชนเราก็เคยอดทนมามากยิ่งกว่าเรา เช่น ในยามที่แมนจูได้เปรียบ ชาวฮั่นก็จำยอมด้วยความอดทน ยังยึดมั่นเทิดทูลในสายเลือดบรรพชนอย่างเหนียวแน่น และเมื่อวันไหว้พระจันทร์มาถึง ก็มีหมายนัดใต้ขนมไหว้พระจันทร์ ซึ่งชาวแมนจูไม่มีพิธีนี้ จึงไม่สามารถตั่งตัวต้านรับชาวฮั่นที่พร้อมเพียงกันได้

สำหรับบนเว็บนี้ รวมทั้งสมาคมองค์กรของชาวฮากกาทุกหน่วยงาน ต่างก็มีกฏว่าไม่ให้มีการเมืองมาเกี่ยวข้อง และโดยส่วนตัว ก็ยังถือคติเดิมในสถานการณ์ร้อนๆนี้ว่า ศึกในไม่ให้ออก ศึกนอกไม่ให้เข้า

แม้จะปวดร้าวอัดอั้น ทุกข์ยาก ก็จะพยามไม่ชักศึกเข้าบ้าน เรามาช่วยกันถ่ายทอดสิ่งที่ดีงาม เพื่อให้ชาวโลกเข้าใจเราในทางที่ดี และเป็นแบบอย่างให้ยุวชนได้ชื่นชมอย่างเต็มภาคภูมิ พฤติกรรมใดที่สังคมไม่ยอมรับ ย่อมไม่ได้รับการยอมรับจากวงค์ตระกูล บันทึกลงในประวัติศาสตร์ของบรรพชนอยู่ดี

ถ้าสมาชิกเห็นว่า เหตุผลไม่เพียงพอ สามารถแจ้งให้เรียกกลับคืนได้นะครับ

รูปภาพของ YupSinFa

ใช่แล้วคร๊าบวี่ฟัดโก

                    ไหงเป็นคนที่หัวรุนแรงในเรื่องของความรักชาติ รัก ประเทศไทย อย่างสุดหัวใจ  รัก พระเจ้าอยู่หัว อย่างสุดขั้วหัวใจ และตอนนี้ ก็ได้ ถวายศรีษะ ให้พระองค์ไปกับคุณพงษ์พัฒน์ เรียบร้อยแล้ว

                    ส่วนประเทศจีน ของอากุงไหง ไหง ก็รัก อย่างสุดใจ ไหงจึงรัก ประเทศจีน และประเทศไทย เท่า ๆ กัน แต่ประเทศไทย ไหงมีศูนย์รวมจิตใจของไหง่ มากกว่า ประเทศจีน คือล้นเกล้าเจ้าอยู่หัว ของพวกเรา ในปัจจุบันนี้   ส่วนที่ประเทศจีน คนที่ไหงรัก และเคารพบูชา ได้ลาจากโลกนี้ไปหมดแล้ว เช่น ท่าน ซุนจงซาน ท่านโจวเอินไหล ท่านหลิวส้าวฉี ท่านเย่เจี้ยนอิง ท่าน เติ้งเสี่ยวผิง ท่านจูเต๋อ ท่านซ่งชิ่งหลิง ท่านเติ้งอิ่งเชา ฯลฯ

รูปภาพของ YupSinFa

"กรรม"

ความรักมาตุภูมิและปิตุภูมิเป็นสมบัติหรือสามัญสำนึกที่มนุษย์ทุกคนในโลกนี้ทุกเผ่าพันธุ์มีอยู่ในตัวของแต่ละคนไม่มากก็น้อย  พวกเรา   ถูกบรรพบุรุษ  อพยพมาจากถ่องซาน ต้าลู่  มาอยู่ เสียมหลอ หรือสยามเมืองยิ้ม  ถ่องซาน หรือ ประเทศจีน จึงเปรียบเสมือน "ปิตุภูมิ" ของพวกเรา และ  "เสียมหลอ"  ก็เปรียบเสมือน  "มาตุภูมิ"  ของพวกเรา   ในการระบายความอัดอั้นตันใจ ของสถานการณ์ในบ้านของมาตุภูมิ ของพวกเรานี้ ถูกขอร้อง มิให้ เอ่ยนาม อดีตนายพันตำรวจโท และ อดีตนายกรัฐมนตรี คนนั้น ซึ่ง บังเอิญ  มาอาศัยแผ่นดินเกิดเหมือนกับพวกเรา และ บังเอิญ ที่เป็น ชาวไทยเชื้อสายฮากกา  แบบ พวกเรา เสียอีกด้วย จึงมีความยินดี ที่ไม่ได้เอ่ยนามเขาผู้นั้น ให้เป็นที่แสลงนิ้ว ในการกดแป้นพิมพ์

            ไหงมีความเข้าใจ และ เห็นใจ เว็ปมาสเตอร์ มาก ๆ ด้วยความจริงใจ และเคารพท่านมาก ๆ ดุจดั่งพี่ชาย แต่ไหง อยากจะสื่อให้พวกเรา ทราบว่า ไหง มีความไม่สบายใจ ที่ (บังเอิญ) คุณคนนั้น เป็น ฮากกาเหมือนกับพวกเรา และ ไหง อยากแสดงความรับผิดชอบ ในการที่จะ "สื่อ" ให้ ไท้ก๋าหยิ่น ทราบว่า เป็นเรื่อง บังเอิญ ที่ไหง ดันมาเกิดที่จังหวัดเดียวกันกับเขา  ไหง จึงมีความรู้สึก ผิด  ที่คนในจังหวัดไหง  ทำระยำตำบอนให้กับประเทศชาติมาตุภูมิของพวกเรา อย่างที่ไม่เคยมีครั้งใด ที่จะเลวร้ายเท่า กับเหตุการณ์ ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 นี้อีกแล้ว นับตั้งแต่ กรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และ 228 ปี แห่ง กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์ฯ   เป็นประวัติศาสตร์ที่เลวร้ายที่สุดของชาติไทย ที่ไม่เคยมีความโหดร้ายทารุน รุนแรง ขัดแย้ง กันอย่างบ้าระห่ำ มากกว่า วันที่ 19  พฤษภาคม 2553 นี้อีกแล้ว เหตุการณ์นี้ ยาวนานต่อเนื่อง มา สอง ปีกว่า และ จะต้องใช้เวลา อีกไม่รู้กี่ปี ประเทศสยาม ถึงจะกลับเข้าสู่ความเป็นเมืองยิ้ม สุข สงบ ร่มเย็น เหมือนดั่งเดิมอีก ความตรากตรำลำบากพระวรกาย ของในหลวง ที่ทรงมีให้แก่พวกเรามา ตลอดเวลา 65 ปี ถูก บรรดาท่านผู้กักขฬะเหล่านี้ ทำลายลงอย่างย่อยยับ ในชั่วพริบตา ประชาชนตาดำ ๆ ถูกล้างสมอง ด้วยคนที่เคยปกครองประเทศ มา ไม่เกิน 6 ปี อย่างท่านผู้นั้น  65 ปี ของพระเจ้าอยู่หัว  ถูก 6 ปี ของท่านผู้นั้น ทำลายลงอย่างเหลือเชื่อ?

                สรุป-ก็คือเป็นกรรม ของสยามประเทศ  จึงขออัญเชิญบทพระนิพนธ์ ขององค์สมเด็จพระญานสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก เรื่อง "ความเข้าใจเรื่องกรรม" มาให้ไท้ก๋าหยิ่น ลองอ่านดู

                "คำว่ากรรม แปลว่า กิจการที่คนกระทำทั้งด้วย กาย วาจา ใจ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเรากล่าวเจตนา(ความจงใจ) ว่าเป็นกรรม เพราะคนจงใจ คือ มีใจมุ่ง แล้วจึงทำ ทางกายบ้าง ทางวาจาบ้าง ทางใจบ้าง ฉะนั้น กรรม จึงคือกิจที่บุคคลจงใจทำด้วยเจตนาถ้าไม่มีเจตนาก็ไม่เรียกว่ากรรม อย่างเช่นว่า ไม่มีเจตนาเหยียบมดตาย เป็นต้น

                กรรมจะดีหรือไม่ดีก็สุดแต่ผลที่เกิดขึ้น จากกรรมนั้น ๆ ถ้าให้เกิดผลเป็นคุณเกื้อกูลแก่ตนเองและผู้อื่น ก็เป็นกรรมดีเรียกว่า กุศลกรรม ส่วนกรรมที่ให้เกิดผลเป็นโทษเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นให้เดือดร้อน เป็นกรรมชั่ว เรียกว่า อกุศลกรรม กุศลกรรมหรือกรรมดีเป็นกิจของคนฉลาด ในขณะที่อกุศลกรรมคือกรรมชั่วเป็นกิจของคนโง่ คนบาป

                ในทางพุทธศาสนา กรรมกล่าวโดยสรุปแล้ว ประมวลเป็นหลักใหญ่ได้ 3 ข้อดังนี้คือ

                1.พระพุทธศาสนาแสดงว่ามีกรรม ใครทำดีก็เป็นบุญกุศลติดตัวอยู่ และใครที่ทำชั่วก็จะเป็นอกุศล กรรมติดตัวอยู่เช่นกัน

                2.พระพุทธศาสนาแสดงว่ามีกรรมวิบาก คือผลของกรรม หมายถึงผลที่ดีเกิดจากกรรมที่ดี ผลที่ชั่ว เกิดจากกรรมที่ชั่ว ไม่สับสน เหมือนอย่างผลมะม่วงเกิดจากต้นมะม่วง ผลขนุนเกิดจากต้นขนุน หว่านพืชเช่นไร ก็ได้ผลเช่นนั้น

                3.พระพุทธศาสนาแสดงว่า สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน คือตัวเราเองทุกคน เป็นเจ้าของกรรม ที่เราทำ และเป็นเจ้าของผลกรรมนั้น ๆ ด้วย จะปัดกรรมที่ตัวเราเองทำหรือผลกรรมที่เราทำให้พ้นตัวออกไป หาได้ไม่ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อกรรมของตนเอง

               พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนให้หมั่นนึกคิดอยู่เสมอว่า เรามีกรรมเป็นของตน เป็นกรรมทายาท คือ เป็นผู้รับผลกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ และมีกรรมเป็นที่อาศัย

               พระพุทธเจ้าตรัสด้วยว่า กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและดีต่าง ๆ กัน......." (สาธุ-ขอโปรดทรงพระเจริญชนม์มายุยิ่งยืนนานเทอญฯ)

               คุณอัศศิริ ธรรมโชติ จากคอลัมน์ "กระจกเงา" หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ได้กล่าวว่า"อ่านแล้วผมคิดว่า ประเทศชาตินั้น ก็ไม่ต่างไปจากชีวิตของคนที่มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ และมีกรรมเป็นที่อาศัย สิ่งที่พบเผชิญอยู่และจะต้องเผชิญต่อไปก็คือ การผจญกรรม"

              ไหงขอเพิ่มเติมว่า พวกเรา ชาวไทยทุกคน ต่างล้วนมีกรรม ดั่งที่พระพุทธเจ้าตรัสและองค์สมเด็จพระสังฆราช ทรงบรรยายมา ว่า เรามีกรรมร่วมกันทุกคนทั้งประเทศ กรรม ที่ได้กระทำ ต่อ บุคคลท่านนั้น เมื่อชาติปางก่อน หรือ กรรม ที่ คนไทยทุกหมู่เหล่า จะต้องได้พึ่งอาศัย ได้ติดตาม และ ได้ชดใช้ หมดไปแล้ว ต่อไปนี้ พวกเราชาวไทยทุกคน ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา จะได้หมด กรรม กันไปเสียที ต่อไปนี้ ประเทศของเรา ก็จะต้องเริ่มได้รับประกายแห่งแสงสว่าง และได้เริ่มต้นใหม่ หลังจากที่เรา ยับเยิน ไป ในไม่กี่วันที่ผ่านมา........

             ในฐานะที่ 我们  ได้มาอาศัย ผืนแผ่นดินทองผืนนี้ เกิด และได้ดำรงคงอยู่มา อย่างเป็นปกติสุข ขอให้ 我们  ทุก ๆ ท่าน มาร่วมกัน พัฒนา มาตุภูมิ ของเรา ให้เจริญมั่นคงต่อไป เที่ยบเท่า หรือ ใกล้เคียงกับ ปิตุภูมิ ของเรา ดั่งที่ คนใน ปิตุภูมิ ของเรา เป็นห่วง มาตุภูมิของเราอยู่ในเวลานี้.......

(จบเสียทีกับการระบายความอัดอั้นตันใจเสียใจ-อโหสิกรรมและให้อภัย ต่อ คณะบุคคลที่กระทำการก่อการร้ายต่อบ้านเมืองของเรา---ต่อไปนี้ ก็ต้องให้แต่ละท่าน เข้าสู่กระบวนการ ของ "กฏแห่งกรรม" กันต่อไป ส่วน "ท่านผู้นั้น" ก็จำเป็นที่จะต้อง ปล่อยวาง ปล่อยให้เขา ได้รับ กรรม ที่เขาได้ทำไว้ ตามกฏแห่งกรรมเช่นเดียวกัน ไม่ช้า ก็ เร็ว-ตอเซี้ย)

ขอขอบพระคุณ คุณอัศศิริ ธรรมโชติ-หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก

กรรมใครกรรมมัน

กมฺมุนา วตตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตอนนี้กรรมของทุกคนในประเทศก็มาถึง อีกเปลาะหนึ่ง ก็ต้องดูกันไปอีกว่า กรรมจะไปลงณ.จุดใดต่อ คิดว่า กรรมต่าง ๆของประเทศ(ทุกท่าน ทุกคน) คงผ่านจุดสูงสุดของกร๊าฟไปแล้ว จากนี้ไปก็ กรรมใครกรรมมันแล้ว หดหู่มาก ผ่านเหตุการณ์บ้านเมืองมา จาก14ตุลา เรื่อยมา มีหนนี้แหละที่หดหู่ อึดอัด ลำบากใจที่สุด 
รูปภาพของ วี่ฟัด

กรรมคือการกระทำ

              ถ้าจะพูดถึงเรื่องกรรมตามหลักพุทธศาสนาแล้ว " กรรม " ก็คือ " การกระทำ " นั่นเองไม่ใช่เรื่องพิศดารอะไรเลย " กรรมดี " ก็คือ " การกระทำที่ดีๆ " นั่นเอง " กรรมชั่ว " ก็คือ " การกระทำที่ชั่วๆ " นั่นเอง

              ดังนั้นถ้าใครอยากมีกรรมดี ก็ต้องมีการกระทำที่ดี ถ้าใครไม่อยากมีกรรมไม่ดี ก็อย่าทำชั่วนั่นเอง ง่ายๆตรงไปตรงมาที่สุด

              ส่วนในเรื่องกรรมแบบแปลกๆนั้นมักจะไม่ใช่แนวคิดเรื่องกรรมแบบพุทธ พุทธแท้ต้องไม่เกี่ยวกับไสยศาสตร์ ไม่เกี่ยวกับการแก้กรรมชั่วให้เป็นกรรมดี เพราะมันทำไม่ได้อยู่แล้ว

               กรรมดีกรรมชั่ว กรรมดีกรรมไม่ดี จึงขึ้นอยู่กับการกระทำของเราว่าเรากระทำดีหรือกระทำชั่ว  อย่างไร

               ดังนั้น กมฺมุนา วตตี โลโก ( กุ๊กกุ๊ก -หนังเรื่องพ่อไก่แจ้ของเชิด ทรงศรี) นั้นจึงหมายถึงว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามการกระทำของตนเอง มิได้มีใครมาสร้างหรือดลบันดาลให้เลย ตัวเองทำกรรม ( การกระทำ ) อย่างไร ก็ต้องรับผลกรรม ( ผลจากการกระทำ ) ของตนฉันนั้น เช่นถ้าเราไปกระทำกรรมไม่ดีไปลักขโมยใคร เราอาจจะต้องรับผลกรรม ( ผลจากการกระทำ ) ที่ไม่ดีคือต้องรับโทษติดคุกตาราง เป็นต้น

               สรุปกรรมคือการกระทำนั่นเอง ส่วนความเชื่อในลักษณ์การรับกรรมชดใช้กรรมแต่ชาติปางก่อนเป็นความเชื่อแบบศาสนาพราหม์ ซึ่งความคิดแบบนี้แทรกเข้ามาอยู่ในส้งคมไทยมานับพันปีแล้ว

เห็นด้วยครับ

หลักศาสนาพุทธเรา นับแล้วน่าจะเป็นศาสนาที่สมบูรณ์ที่สุด และดีที่สุด เพราะง่าย ๆ ตรงไปตรงมาแบบที่หงีว่าลักปล้น ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต โดยเฉพาะการฆ่าคน ก็ต้องได้รับกรรมจากการกระทำของตนเองไปตามกฏหมายบ้านเมือง (หรือญาติพี่น้องเขามากระทำกลับ) ไม่ใช่ฆ่าคน แล้วสามารถล้างบาปได้ ศาสนาพุทธเราไม่มีแน่ แต่ไหงก็ไม่รู้ว่าความเชื่อแบบพราหมณ์ หงีมีความเห็นอย่างไร แล้วบทที่ว่า เต ชะ สุ เน มะ ภู จะ นา วิ เว มันเป็นเรื่องทศชาติ ของพระพุทธองค์ แต่ชาติปางก่อนทั้งสิบชาติ คุยนอกเรื่องสักนิด ปกติ ไหงเป็นคนที่ไม่ชอบเรื่องหวย (ยกเว้นสลากออมสิน) ไหงจำได้แต่เด็กเคยซื้อสักสอง สามครั้งได้ ทีนี้วันดีคืนดี กี๋มาให้ไหงฝันเห็นเลขตัวโต ๆ ห้างวดติด ๆ แล้วเลขตรง ๆ ทีนี้ไหงเลยไม่กล้าว่าพวกบ้าหวยอีกเลย 
รูปภาพของ วี่ฟัด

ดั่งคนอกตัญญู ( ประภัสสร เสวิกุล )

( บทความของประภัสสร เสวิกุลนักเขียนนวนิยายชื่อดังของประเทศไทยมีนิยายดังๆหลายเรื่องเช่น เวลาในขวดแก้วและขอหมอนใบนั้นที่เธอฝันยามหนุน ฯลฯ ได้เขียนบทความลงในเว็บไซด์อย่างเป็นทางการของท่านเอง http://www.psevikul.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539134546&Ntype=5 )

คุณธรรมเป็นเครื่องค้ำชูจิตใจมนุษย์ และทำให้มนุษย์เป็นสัตว์ที่ประเสริฐกว่าเดรัจฉานและคุณธรรมสำคัญประการหนึ่งซึ่งมนุษย์ยึดถือกันอย่างแน่นแฟ้นก็คือความกตัญญูรู้คุณ ซึ่งในสมัยโบราณนั้นขนาดข้าวสักจานน้ำสักขันก็จดจำกันไปตลอดชีวิต และยิ่งแผ่นดินเกิดหรือแผ่นดินที่อยู่อาศัยได้พึ่งพาทำมาหากินตั้งแต่เล็กจนโต ยิ่งต้องมีความกตัญญูเป็นอย่างสูง รวมทั้งมีความกตัญญูต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงเป็นร่มโพร่มไทรของพสกนิกรทุกหมู่เหล่าให้อยู่ร่วมกันด้วยความผาสุกร่มเย็นมาจนถึงทุกวันนี้ ทุกชาติและทุกศาสนาล้วนสอนให้คนรำลึกถึงบุญคุณของแผ่นดินที่ตนอาศัย ไม่ทำความเดือดร้อนแก่แผ่นดิน และหาทางตอบแทนแผ่นดินตามกำลังและโอกาส ถ้ายังไม่สามารถทำตรงจุดนั้นได้ ก็ขอเพียงแค่เป็นคนดีไม่ก่อปัญหาแก่บ้านเมือง เท่านี้ก็ถือได้ว่ามีความกตัญญูต่อแผ่นดินแล้ว ภาพของความจลาจลวุ่นวาย การตั้งแนวรบ การเผาอาคารสถานที่ การสังหารหรือรุมทำร้ายเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการตามหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่เราท่านได้เห็นจากสื่อต่าง ๆ ในระยะนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงการกระทำของคนบางกลุ่มที่ไม่มีความกตัญญูต่อแผ่นดินเกิด แผ่นดินที่อาศัย มุ่งหมายแต่จะทำร้าย สร้างความรุนแรง ความพินาศฉิบหายแก่บ้านเมือง เพื่อนำไปสู่สิ่งที่ตนต้องการ โดยไม่คำนึงถึงชีวิตและทรัพย์สินของผู้ร่วมชาติ หรือความเสียหายของประเทชาติ เราสามารถทำความเข้าใจได้ไม่ยากว่าสิ่งที่คนอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องการก็คือการระบายความเคียดแค้นที่สุมอยู่ในอก และให้คนที่เขาคิดว่าเป็นศัตรูได้รับการตอบแทนในสิ่งเดียวกัน เมื่อมีกลุ่มพันธมิตรฯ เสื้อเหลือง ออกมาขับไล่ท้ากสินได้ ก็มีกลุ่ม นปช.และเสื้อแดง ออกมาขับไล่อภิสิทธิ์ได้เหมือนกัน เมื่อพันธมิตรฯ เข้าไปใช้พื้นที่ในสนามบินสุวรรณภูมิ นปช.ก็เข้ามาใช้พื้นที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ เมื่อเขาถูกยึดทรัพย์ 4 หมื่นกว่าล้าน การชุมนุมและการจราจลก็จะทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียเงินไม่น้อยหรืออาจจะมากกว่าจำนวนเงินที่เขาถูกยึดไป เมื่อเขาต้องหลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกลางครัน คุณอภิสิทธิ์ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมานานก็จะต้องหล่นจากเก้าอี้ในลักษณะเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน และที่สำคัญ เมื่อเขาไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ก็จะต้องทำให้มีคนบางคนไม่มีแผ่นดินอยู่เช่นเดียวกันด้วยแต่สิ่งที่เราไม่สามารถทำความเข้าใจได้ก็คือ ทำไมคนที่มีความรู้อย่างคุณทักษิณถึงได้ไม่คิดบ้างว่า แผ่นดินที่คุณทักษิณกำลังทำร้ายทำลายอยู่ในเวลานี้ คือแผ่นดินที่คุณทักษิณถือกำเนิดขึ้นมาและเป็นแผ่นดินที่ให้ความร่มเย็นเป็นสุขแก่ครอบครัวคุณทักษิณมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินเงินทอง ที่คุณทักษิณมีอยู่ ก็ล้วนเกิดจากแผ่นดินนี้ทั้งสิ้น และหากใกล้ตัวคุณทักษิณมีกระจกพอที่จะส่องดูตัวเอง คุณทักษิณก็จะเห็นว่าสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับคุณทักษิณทั้งการเมืองและธุรกิจนั้น ล้วนเป็นเรื่องที่คุณทักษิณทำขึ้นมาเองทั้งสิ้น หากคุณทักษิณอยู่ในครรลองคลองธรรม ถือความสุจริต คำนึงถึงผลประโยชน์ของบ้านเมืองและประชาชนเป็นที่ตั้ง อนาคตของคุณทักษิณก็คงจะไม่วูบดับลงแบบนี้ คุณทักษิณอาจจะโกรธ อาจจะเคืองแค้น หรือกล่าวโทษใครต่อใคร ว่าเป็นศัตรู เป็นคนที่ทำร้ายคุณทักษิณจนไม่มีแผ่นดินจะอยู่เช่นในเวลานี้ แต่หากคุณทักษิณพิจารณาให้ถี่ถ้วนจะพบว่าศัตรูตัวจริงและคนที่ทำร้ายคุณทักษิณจริง ๆ นั้น คือตัวคุณทักษิณเอง ไม่ใช่ใครที่ไหนทั้งสิ้น และการที่คุณทักษิณกำลังทำร้ายประเทศไทยอย่างในเวลานี้นั้น ไม่ได้ช่วยทำให้คุณทักษิณดีขึ้นแม้แต่น้อย นอกจากจะได้ชื่อว่าเป็นคนอกตัญญูต่อแผ่นดินและต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวคนที่ขาดคุณธรรม ขาดความกตัญญูรู้คุณนั้น จะเรียกตัวเองว่าเป็นมนุษย์หรือสัตว์ประเสริฐไม่ได้หรอกครับ

 

.....................................

 

ลงพิมพ์ในนสพ.คม ชัด ลึก วันศุกร์ที่ 20 - เสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
รูปภาพของ YupSinFa

วี่ฟัดโก(เกี่ยวกับท่านประภัสสร)

             คุณประภัสสร เสวิกุล  เป็นนักเขียนนวนิยายในดวงใจของไหง รองจากท่านอาจารย์หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์  ปราโมช  ปรมาจารย์ด้านพหูสูตร ของประเทศไทย

            นวนิยายของคุณประภัสสร  ที่ไหงชื่นฃอบมากที่สุด และถือเป็นนิยายอันดับ 1 ในใจของไหง่ คือ "ชี้ค" ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ทำให้คนอ่าน มีความเข้าใจในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เป็นอย่างมาก   โดยเฉพาะน่าจะเหมาะกับ คนที่อ่อนแอ ท้อแท้ สิ้นหวัง เป็นนวนิยายที่จุดประกายให้มนุษย์เรามีความหวัง เห็นว่า คน  มีคุณค่า ให้ตนเอง สร้างคุณค่า ของตน ซึ่งเปรียบดั่งเม็ดทรายในท้องทะเล หากเราเลือกที่จะเป็นเม็ดทรายเล็ก ๆ ที่ถูกกระแสน้ำพัดพาไปทั่วทิศทั่วทาง โดยไม่มีคุณค่า  หรือ  คุณ จะเลือกเป็นทราย ที่ถูกหลอมเหลว เป็นแก้วเจียระไนที่สวยงาม.....นวนิยายเรื่องนี้ มีคุณค่า มีสีสัน มีรสชาติ และแฝงด้วยประวัติศาสตร์โลก ที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง  ไหงเคยหวังว่า ห่อนลี่หวูด หรือ ฮอลลีวู้ด น่าจะนำไปสร้างหนัง ถ้าเป็นหนัง แล้ว คงจะเป็นหนังที่โด่งดังและทำเงินได้ไม่น้อย

                ทุกวันนี้ ไหง ยังติดตามผลงานของท่าน ที่ คม ชัด ลึก ในคอลัมน์ วันเว้นวัน จันทร์-พุธ-ศุกร์ อยู่เป็นประจำครับ

รูปภาพของ อาคม

ทำไม ระเบิดขวด มีชื่อเรียกเหมือนเครื่องดื่ม

จะเห็นว่า ระเบิดขวด มีใช้ในทุกเหตุการณ์จราจล มีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า molotov cocktails ซึ่งชื่อนี้เกิดจากสงครามที่มีมุขตลกขบขัน คือสงคราม winter war (1939-1940) ระหว่าง สหภาพโซเวียตกับฟินแลนด์

ขณะนั้นรัฐมนตรีต่างประเทศของสหภาพโซเวียตชื่อ Vyacheslav Mikhailovich Molotov ช่วงสงครามได้ออกอากาศทางวิทยุว่า เครื่องบินโซเวียตได้ทิ้งอาหารให้ฝ่ายฟินแลนด์(แท้จริงก็คือระเบิดนั้นเอง) ซึ่งทางฝั่งฟินแลนด์ ก็พูดติดตลกว่า ตระกล้าขนมปัง จาก Molotov จากนั้นทางฝ่ายฟินแลนด์ก็เรียกระเบิดขวด ที่มีประสิทธิภาพซึ่งสามารถหยุดรถถังโซเวียตได้ว่า Molotov cocktails

lสงครามนี้ยังได้สร้าง นักแม่นปืนมือหนึ่งของโลกคือ ไซโม ฮายาซ (พลซุ่มยิง)สไนเปอร์ ได้สังหารทหารรัสเซียไป 542 ศพ ท่ามกลางอากาศเลวร้าย อุณหภูมิติดลบ 20-40 องศาเซลเซียส โดยสวมชุดพรางหิมะสีขาว ตลอดชีวิตของเขาสังหารคนไปแล้วกว่า 752 ศพ จนปัจจุบันไม่มีใครลบสถิติการสังหารของเขาได้

ไซโมเสียชีวิตในวันที่ 1 เม.ย.2002 ด้วยวัย 97 ปี

สำนวนพื้นบ้าน

除頭去尾(ชือ แถว คื่อ มุ้ย) ตัดหัวตัวหางเวลาทอดปลาเราจะตัดส่วนที่ไม่มีเนื้อทิ้งไปเหลือแต่เนื้อส้วนๆ

  
   長長拖拖
(
ชอง ฉอง ทอ ท้อ)ยาวยาวลากลากคือทำงานถูลู่ถูกังอู้งานเช้าชามเย็นชาม

  
   除三去四
(
ฉือ ซ้ำ คื่อ ซี่) หารสามลดสี่ขอลดราคาสินค้าต่อตรงโน้นลดตรงนี้ลดแล้วลดอีกหากไม่คิดให้ดีอาจลดให้จนขาดทุน

  
   豆芽韭菜
(
เถ่ว หงา กิ้ว ช่อย)ถั่วงอกกูไช่ลองมาผัดด้วยกันดูแล้วยุ่งไปหมดเหมือนหนังสือภาษาต่างประเทศที่เราไม่รู้จัก

  
   大船食
大風(ไถ่ สอน ซิด ไถ่ ฟุ้ง)เรือใหญ่โต้คลื่นลมแรงกิจการใหญ่หน่วยงานใหญ่ค่าใช้จ่ายก็เยอะ

เพิ่มสำนวนพื้นบ้าน

無相干(หมอเซียวงก๊อน)ไม่เป็นไร ไม่ถือสาพูดในเชิงอภัยมีน้ำใจเมื่ออีกฝ่ายผิดมาว่าไม่เป็นไรหรอก


順手牽羊
(สุ่นซิ่วเคี้ยนหยอง)ถือโอกาสจูงแพะคือได้ทีก็ถือโอกาสตักตวงผลประโยชน์ได้ทีขี่แพะไล่


熟過豆醬
(ซุกกวั้อเถ่วเจี้ยวง)สนิทสนมกันมากเพื่อนซี้ที่คบหากันมานานรู้ใจกันดี


相借問
(เซี้ยวงเจียวกมุ่น)โอภาปราศรัยกันยามเจอหน้ากันก็ถามสารทุกข์สุกดิบกัน


相聽呾
(เซียวงเท้นหว่า)เชื่อฟังกันไม่ขัดใจกันว่าอย่างไรว่าตามกัน

ความลับไม่มีในโลก

ความลับไม่มีในโลก

อย่างน้อยต้องมีคนรู้หนึ่งคน

คนชั่วไม่เคยได้ดีเพราะคนที่ทำย่อมรู้แก่ใจตัวเอง

สำนวนพื้นบ้าน

   亙日亙夜    ทั่ง หงิด ทั่ง หย่า ทั้งวันทั้งคืน เช่นขายอาหารทั้งวันทั้งคืน มีการเล่นทั้งวันทั้งคืน

   落雨荅滴     ล้อก หยี ตั๊บ เตียด  ฝนตกหยิม ๆ ฝนตกบาง ๆ ฝนตกเบา ๆ

   三更想牛夜反  ซำ กั๊ง เสียวง ปั้น หย่า ฟั่น ยามสามคิดกลางคืนเปลี่ยนใจ คิดเข้าคิดออก คิดไปคิดมา ไม่รู้จะเอาอย่างไรแน่

   蝕本生理  เซ็ด ปุ้น เซ็น ลี้  ธุรกิจขาดทุน คือทำในสิ่งไม่คุ้มกับการลงทุน

   順風得利  ซุน ฟุ้ง เต็ด หลี่่่่่่  ทิศทางลมราบรื่น  เวลาใครจะเดินทางไกล โดยเฉพาะทางน้ำด้วยแล้ว จะอวยพรให้ว่าให้ขึ้นรถลงเรือโดยสวัสดิภาพ

สำนวนที่ได้ฟังมา

    ไหงรับปากคุณอาคมไว้ ว่าจะลองรวบรวมสำนวนที่ เคยได้ยินมาบ่อย ๆ มาเก็บรวบรวมไว้ ก็ได้มาบ้างส่วนหนึ่ง ลองดูนะครับ

     เชียนเม็ด (หนึ่งกิโลเมตร) การกระทำสิ่งใดที่มันกลับกลายเป็นตรงข้ามไปได้ เช่นคิดว่าวันนี้อากาศน่าจะดี กลายเป็นฝนตกแต่เช้ายันเย็น ก็เลยสบถออกมาว่า เชียนเม็ด  

     สุยกีหม่อง (ช่างมันไป)

     คำไก๊ (สมควรแล้ว)

     หมอถิ่นช้อก (ยังไม่แน่นอน)

     ล่อนล่อนช่อนช่อน (ทำอะไรลวก ๆ ไม่ค่อยเรียบร้อย)

     ซับอื๋มซุก (ลวกไม่สุก) คนทำอะไรเพี้ยน ๆ ไม่ค่อยเต็มเต็ง

     ปั้นเต๊น (ตะเกียงครื่งดวง)ทำอะไรครื่ง ๆ กลาง ๆ ทำสิ่งที่น่าจะเป็นกลับไม่ทำ กลับทำในสิ่งไม่น่าจะเป็น

     นิดนุกไถ่ส่า (อาการสท้านกาย) อาจจะเป็นกระทบผิดอากาศ หนาวสท้าน อั้นปัสสาวะจนสท้าน

     เงี่ยวชู่หมุก เย่นก๊อผี่ กับป๊อจ้อย พักทู่งี่ (ตาหนู จมูกเหยี่ยว ปากคางคก หูกระต่าย) บุคคลใดมีอาการ สามสิบสองในร่างกายดังนี้ ให้ควรระวังหลีกเลี่ยงไว้

     หงินฉับหงิน กุ้ยฉับกุ้ย(คนคบคน ผีคบผี) บุคคลมีนิสัยเช่นใด ก็จะคบคนนิสัยเช่นนั้น

     ซำเลียวงชุ้งอื๋อมทุ้ง (น้ำหนักเบามาก ยังไม่ยอมแตะ) เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ คนเกียจคร้าน

     หงินต๊อ หยังกว้อฉ่อจั๊ด (รกคน ดีกว่ารกหญ้า)
         ควงหงินต๊อ ฉ่อจั๊ดเข่าหยัง (รกคนบ้า รกหญ้าดีกว่า)

รูปภาพของ กิ่มหมิ่น

หญิงสาวผู้น่ารักมาก

ซิบจี่อปุดเตี่ยมสุ่ย -สิบนิ้วไม่เตะน้ำ
รูปภาพของ อาคม

หญิงสาวผู้น่ารักจริงหรือ

กิ่มหมี่นกอ ช่วยอธิบายหรือขยายความ ซิบจื่อปุดเตี่ยมสุ่ย สิบนิ้วไม่แตะน้ำ ไหงว่า ไม่น่าจะเป็นหญิงสาวผู้น่ารัก สีบนิ้วยังไม่แตะน้ำ แล้วจะไปทำอะไรเป็น แต่ความหมายจริงๆ หมายถึงผู้หญิงที่เอาแต่ใจ เอาดีเข้าตัว เอาแต่ได้ เอาแต่ชนะ ผีดถูกอย่างไรมีท่านใดรู้ลึกกว่าช่วยชี้แนะด้วย

ที่กิ่มหมิ่นกอ ถามไหงในบล็อกของหลู่กิมฉ่อย(อาเลี่ยงจ่าย)ชามตาไก่ ว่า ตั้บไหล ไหงว่าหงีคงรู้ความหมายแน่ๆ คำนี้เป็นภาษาฟุ้ยจิวฮาก ตั้บไหล โดยทั่วๆไปแปลว่า เหนื่อย หมดเรี่ยวหมดแรง แต่ความหมายลึกๆจริงๆถ้าอธิบายกันแบบเห็นภาพเดี๋ยวโดนwebmasterลบแน่ๆ เอาเป็นว่า บ่มิไก้ ก็พอ อีกอย่างหงีเรียก ชามไก่ ว่าไกกุงหว่าน แต่ไหงเรียก แกกุงหว่อน คำว่าไก่ในฮากกาฝ่า ถ้าเป็นฟุ้ยจิวฮากเรียกว่า ไก ซึ่งอยู่ใกล้กันกับภาษากวางตุ้งที่เรียกว่า ไก้ ส่วนด้านตะวันออกขึ้นไปจากฟุ้ยจิวแล้วจะเรียกว่า แก

สำนวนที่ฟังมา(ต่อ)

       หมอลับ หมอคับ     (อยู่ ๆ ก็เป็นซะอย่างงั้น)

       มอฝุน หมอย่าง       (ไร้วิญญาณ ไร้เงา คือเรื่องราวที่ไม่มีจริง)

       แจ้วต้อมอฝุนหมอย่าง (หนีไปจนไร้ราองรอยแล้ว)

       จินจิ๊น ก้าก้า            (จริง ๆ หลอก ๆ เช่นเรื่องผีเจ้าเข้าทรง ไม่รู้จริง หรือหลอก มีจริงมีหลอก)

       ว่อหยา ว่อเจี้ย          (ร้องหาพ่อ ร้องหาแม่ คือคำเอะอะโวยวาย ไม่ฟังอีร้า ค้าอีรม)

       หมอหยุ่น                 (ดวงไม่มี)

       เยนก๊า                     (ทะเลาะเบาะแว้งบ้านแตกสาแหรกขาด)  

       เย้นซี่                      (ไอ้ขี้ยา)

       จุ้ยถุย                      (ไอ้ขี้เหล้า)

       จ้อสิน จ้อกุ้ย              (เป็นเทวดา เป็นผี คือทำเรื่องประหลาด ๆ ผิดมนุษย์มนา)

        ส้อห่อย                    (ใส่ความให้ร้ายแก่กัน)

        มอถิน หมอเหียด        (ทำงานทำการแบบไม่มีหยุด ไม่มีหย่อน)

        หยิดปุ้น หว่านหลี่        (ลงทุนน้อย ได้กำไรมาก)

        ฉุดงิบ ผินอ๊อน            (เข้านอกออกใน สวัสดิภาพปลอดภัย)

รูปภาพของ YupSinFa

เกี่ยวกับหมอ ๆ ครับ ขิ้นสุ่ยโก

มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาของคนเมืองเชียงใหม่(คนเชียงใหม่ในเมือง)เข้าใจว่า หลายท่านคงรู้จักโรงพยาบาลแม๊คคอร์มิค ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเก่าแก่ที่สุดของเมืองเชียงใหม่สังกัดสภาคริสตจักรในประเทศไทย ในอดีต สมเด็จพระมหิตลาธิเบศอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เคยเสด็จทรงฝึกงานแพทย์ที่นี่ น่ะครับ ดังนั้น โรงพยาบาลนี้ จึงมีแพทย์และพยาบาลที่เป็นมิชชันนารี ชาวอเมริกันเข้ามาเป็นแพทย์อาสา เป็นจำนวนมาก ฝรั่งพูดไทยสำเนียงเป็นอย่างไร คิดว่า ไท้ก๋าหยิ่น คงนึกออก

เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่า ขำ ขำ เกิดในสมัย อาผอ ยังสาว ๆ ก็แล้วกัน ภาษาล้านนา เชียงใหม่ หรือที่อื่น ๆ เวลาเป็นไข้ ไม่สบาย เราจะพูดกันว่า "เมื่อย" ไม่ได้หมายความว่า ปวดเมื่อย แต่ เมื่อย คำนี้ แปลว่า เป็นไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว เวียนหัว ตาลาย เอาเท่านี้ก็พอ ว่า "เป็นไข้" ก็แล้วกัน เพราะถ้าเป็นอย่างอื่น มันจะกลายเป็นคำศัพท์ คำใหม่ไป เมื่อย เป็นไข้ นะ เป็นไข้ เรื่องมีอยู่ว่า.....

ในสมัยโน้นนน มีเด็กหญิงสาววัยรุ่น สัก 14-15 คนหนึ่ง เป็นไข้ คุณพ่อคุณแม่ของเธอก็พามาหาหมอที่โรงพยาบาลแมคคอมิกแห่งนี้ พอถึงเวลาตรวจ บังเอิญโชคดี ได้ตรวจกับแพทย์ฝรั่งท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้หญิง แพทย์ท่านนี้ ก็พูดไทยได้พอสื่อสารเข้าใจ ท่านพูดเป็นภาษาไทยกลางผสมไทยล้านนา

ท่านถามเด็กหญิงสาว ว่า " 梅....(กรุณาอ่านเป็นภาษาฮากกา) ท่านถามยาน ๆ ว่า มอยยยยย มากไหมค๊ะ (ท่านคงหมายความว่า "เมื่อย" มากไหมคะ) เด็กหญิงคนนั้น ได้ยินอย่างนี้ ก็หน้าแดง กุมมือทั้งสองข้าง หน้าแดงก่ำ ไม่ใช่พิษไข้หรอก เธออายแล้วก็บิดตัวไป ๆ มา ๆ คุณหมอก็ถามอยู่นั่นแหละ เด็ก สาว จึงกัดฟันตอบไปว่า "มอก มะหล่อน ผ่อน แผ่น ค่ะ" (ก็ พอ กระหรอม กระแหรม ค่ะ) เอวังก็มีเพียงเท่านี้ ไท้ก๋าหยิ่น

รูปภาพของ อาคม

เดือนแห่งการแข่งขัน ฟุตบอลโลก

ช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลกก็ใกล้จะจบแล้ว การแข่งขันไม่ว่าจะแข่งอะไรกันก็มีฝ่านหนึ่งแพ้ ฝ่ายหนึ่งชนะ หรือไม่ก็เสมอ การค้าการขายก็เหมีอนกันลงทุนไปแล้ว ธุรกิจรุ่งเรืองหรือไปไม่รอด ก็อย่าท้อ สู้ต่อไป มีคำกล่าวที่ว่า :

                    胜不骄 , 败不馁   :  เซิ่งปูเจียว , ไป้ปูเน่ย

   ความหมายคือ ก้ามีชัยชนะ ก็อย่าหยิ่งผยอง , ถ้าเป็นฝ่ายแพ้ก็อย่าพึ่งหมดกำลังใจ จงสู้ต่อไป

รูปภาพของ อาคม

กงกรรมกงเกวียน

忘恩负义 ม่องเอนฟู่งี่  จีนกลาง ว่างเอินฟู่ยี่  :ลืมบุญคุณ หรือ ไม่รู้บุญคุณ และไม่รู้จักตอบแทนบุญคุณคน ถือว่าเป็นคนใช้ไม่ได้ พอดีวันนี้อ่านเจอเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ก็ขออนุญาตินำมาเล่าต่อ ไท่กาคงได้แง่คิดที่ดีที่จะดำรงอยู่อย่างถูกต้องของความเป็นคน เรื่องมีว่า..

  ครั้งหนึ่ง ณบ้านหลังหนึ่งมี สามี ภรรยา ลูกชาย และอาม่าแก่มากและไม่แข็งแรง มีอาการมือสั่นอยู่ตลอดเวลา ทำให้ถือของลำบาก โดยเฉพาะเวลาทานข้าวร่วมกับครอบครัว อาม่าจะถือชามข้าวได้ลำบาก และทำข้าวหกลงบนโต๊ะตลอดเวลา ลูกสะใภ้อาม่าก็รู้สึกหงุดหงิด และรำคาญใจกับเรื่องนี้มาก จึงปรึกษากับสามีว่า นางทนไม่ได้ที่เห็นอาม่าทานข้าวหกเลอะเทอะเกลือนโต๊ะ ทำให้ทานข้าวไม่ลง สามีก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะอาการมีอสั่นของแม่รักษาไม่หาย จากนั้นไม่กี่วัน

  ลูกสะใภ้ก็พูดกับสามีถึงเรื่องนี้อีกว่า จะไม่แก้ไขอะไรเลยหรือ นางทนไม่ได้แล้วน่ะ หลังจากโต้เถียงกันไปสักพัก สามีก็แก้ไขตามคำสั่งภรรยา นั่นคือ เมื่อถึงเวลาทานข้าว เขาก็จัดโต๊ะให้แม่นั่งแยกต่างหากตามลำพังคนเดียว โดยใช้ถ้วยข้าวเก่าๆ บิ่นๆ เพราะอาม่าทำถ้วยข้าวแตกบ่อยๆ

  เมื่อถึงเวลาทานข้าว อาม่าเศร้าใจมาก เพราะอาม่าก็ไม่มีปัญญาจะแก้ไขอะไรได้ อาม่านึกถึงอดีตทีเลี้ยงดูลูกชายด้วยความรัก ริ้นไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม ไม่เคยปริปากบ่นหรือย่อท้อต่อความเหนื่อยยาก เวลาทีลูกชายเจ็บไข้ นางก็ดูแลเขาเป็นอย่างดี เวลาที่เขามีปัญหานางก็ช่วยแก้ไปทุกครั้ง สภาพร่างกายที่ทรุดโทรมของนางเป็นที่รำคาญของลูกสะใภ้ในวันนี้ ก็คือผลจากการอดทนตรากตรำทำงานหนักมาเป็นเวลานานในวันก่อนๆ เพื่อให้ลูกชาย..หรือสามีของลูกสะใภ้ในวันนี้ ได้เล่าเรียน..มีความรู้..มีอาชีพการงานที่ทำให้ลูกเมียอยู่สุขสบาย..แต่อาม่าเสียใจมาก..รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า..ถูกทอดทิ้ง หลายวันผ่านไป..

   อาม่ายังคงเศร้าสร้อย ใบหน้าปราศจากรอยยิ้ม หลานชายตัวน้อยของอาม่า ซึ่งเฝ้าจับตาทุกอย่างมาโดยตลอด ก็เข้ามาปลอบใจและบอกคุณย่าว่า..เขารู้ว่าคุณย่าเสียใจมากแค่ไหน ที่ถูกพ่อแม่ของเขาปฎิบัติต่อท่านเช่นนี้ และเขาก็บอกท่านว่าเขามีวิธีที่จะทำให้อาม่าได้กลับไปทานข้าวร่วมกับทุกคนได้เหมือนเดิม ความหวังเริ่มเบ่งบานขึ้นในหัวใจของหญิงชรา

   นางถามหลานชายว่าจะทำอย่างไร เด็กน้อยได้แต่ตอบเพียงว่า “เย็นนี้ขอให้คุณย่าแกล้งทำชามข้าวของคุณย่าตกให้แตก เหมือนกับไม่ได้ตั้งใจครับ" อาม่าได้ฟังก็แสนจะแปลกใจ แต่หลานชายตัวน้อยก็ยืนกรานให้คุณย่าทำตามที่เขาบอก แล้วบอกว่าที่เหลือเป็นหน้าที่ของเขาเอง และแล้วเมื่อได้เวลาอาหารเย็น หญิงชราก็ตัดสินใจลองทำตามที่หลานพูดเพื่อจะดูว่า หลานชายมีแผนการอะไร นางจึงยกถ้วยข้าวใบเก่าที่เต็มไปด้วยรอยบิ่นขึ้นแล้วแกล้งปล่อยลงพื้น เหมือนกับทำหลุดมือ ถ้วยข้าวเก่าใบนั้นหล่นแตกกระจายไม่มีชิ้นดี!!!

   ลูกสะใภ้เห็นดังนั้น ก็ลุกขึ้นเตรียมจะด่าว่าอาม่าทันที แต่แล้วลูกชายตัวน้อยของเธอ กลับรีบชิงพูดขึ้นมาก่อนว่า ว้า...คุณย่า ทำไมทำชามแตกซะเละหมดเลยครับ นี่..ผมอุตสาห์ตั้งใจไว้ว่า..จะเก็บชามใบนี้ไว้ให้คุณแม่ผมใช้ต่อ แล้วเนี่ยผมจะเอาชามเก่าที่ไหนมาให้คุณแม่ผมใช้ตอนแกแก่เท่าคุณย่าละครับ??

   ลูกสะใภ้เมื่อได้ยินลูกชายพูดเช่นนี้ถึงกับอึ้งงงง หน้าซีด ด่าไม่ออกอีกต่อไป นางรู้สึกได้ทันทีว่า..ทุกสิ่งที่นางทำลงไปในวันนี้ ย่อมจะเป็นตัวอย่างให้ลูกชายของนางปฎิบัติต่อนางในวันข้างหน้า เมื่อนางแก่ตัวลงเช่นกัน นางรู้สึกอับอาย และสำนึกผิดต่อการกระทำของตัวเอง ตั้งแต่นั้นมา อาม่าก็ได้นั่งทานข้าวร่วมกันตลอด

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

ทำไม?

เคยมีคนเคยตั้งคำถามว่า

พ่อ (หรือแม่) คนเดียวเลี้ยงลูกตั้ง 10 คนได้  แต่ทำไมลูก 10 คนจึงเลี้ยงพ่อ (หรือแม่) แค่คนเดียวไม่ได้?

หยดน้ำจากชายคา

     ขอตอบแบบกึ่งฟันธงว่า คู่ชีวิต มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้เป็นเช่นนี้ไป ปกติคนเราทุกคน ไม่ว่าฝ่ายชาย หรือฝ่ายหญิง พ่อ แม่ เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก พอเติบโตมา ถ้าเป็นลูกที่มีกตัญญู มีคุณธรรม มักจะมีกตเวทีเป็นที่ปฎิบัติ ลูกเช่นนี้ ถ้าได้คู่ชีวิตที่ดีเสมอกัน พ่อ แม่ ที่แก่เฒ่า ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ของฝ่ายใด ย่อมได้อาศัยลูกดูแลในยามชราภาพอย่างไม่น่าจะมีปัญหาแน่

      แต่ถ้าพ่อแม่ใด มีลูกที่จิตใจไม่คงเส้นคงวา ถ้าได้คู่ชีวิต ที่เป็นดังที่กล่าวมาก็ยังจะช่วยให้ พ่อ แม่ ได้พึ่งพิงได้ในวัยชรา แต่ถ้าหากต่างฝ่าย ต่างไม่คงเส้นคงวา พอเห็น พ่อแม่ในวัยชรา แทนที่จะช่วยกันเตือนให้ดูแลท่าน กลับมาพูดถึงว่า คนชราน่าเบื่อ เกะกะบ้าน ไม่เจริญหูเจริญตา  ค่อย ๆ พูดไปเรื่อย ๆ พูดทุกวัน พูดวันเว้นวัน พูดเช้าพูดเย็น พูดเรื่องตาช้าง ตาเ็ล็นให้ฟังบ่อย ๆ อคติของผู้ฟัง ก็จะเริ่มเกิดเริ่มก่อ จากวันเป็นเดือน เป็นปี เป็นหลายปี เช่นนี้ วันหนึ่ง เส้นเชือกที่บอบบางก็จะขาดลงจนได้ แล้วก็จะเป็นเรื่องที่ว่า ทำไมลูกถึงเลี้ยงดูพ่อแม่ไม่ได้

      แต่ถ้าคนโสด กับพ่อ แม่ ไม่ค่อยจะมีปัญหาอะไรในเรื่องนี้ อยู่ที่มโนสำนึกของตนเองเป็นที่ตั้ง แต่ถ้าคนโสดที่มีคุณธรรม มีมโนสำนึก ไปแต่งกับคนโสด ที่มีคุณธรรมเหมือนกัน พ่อแม่ก็จะได้ที่พึ่งยามชรา แถมยังจะได้หลาน มาช่วยดูแลท่าน จิตใจของผู้เฒ่า ก็จะเบิกบาน มีลูก มีหลานคอยช่วยดูแล พูดคุย ช่วยเหลือยามเจ็บไข้ได้ป่วย เมื่อเห็นพ่อแม่มีความสุข ผู้เป็นลูกก็จะมีความสุขด้วย ถ้าได้หลานเป็นคนดี ผู้เป็นพ่อ แม่ ก็เชื่อได้เลยว่าตนเองยามชราเมื่อไร จะไม่ว้าเหว่แน่

      คำว่ากตัญญู กตเวที คือเครื่องหมายของคนดี มีคำของเราชาวจีนอยู่คำหนึ่งว่า หยิดเตี้ยมสุ้ย เตียมเตี๊ยมเตียด ความหมายคือ หยดน้ำจากชายคา หยดแล้วหยดเล่า จะหยดลงจุดเดิมเสมอไปไม่เปลี่ยน ซึ่งก็คือ กงกำกงเกวียน อย่างที่คุณอาคมตั้งมานั่นแหละ

รูปภาพของ เฉินซิ่วเชง

คิดถึง อากง/อาม่า/อาเม จังเลย..

อาม่าไหงชื่อ ป้อจู แซ่ฉั่ว  อากงไหงชื่อ ซู่ฟอง แซ่ตั้ง  สองคนเป็นไม้เบื่อไม้เมาที่น่ารัก  ทั้งบทบาทอาการต่างๆ  มีให้ลูกหลานเฮฮา  ทุกวันจนกระทั่งอาม่าไหงหนีหน้าไปก่อนด้วยโรคมะเร็งลำไส้  (ไหงพึ่งรับราชการที่  วท.โพธาราม เดือนที่สอง) ลาไปงานยังเกรงใจหลวง  แต่อาาม่าเป็นเหมือนแม่ไหงที่แท้จริง อุ้มไหงมาเลี้ยงตั้งแต่ในเดือน  เพราะท่านเชื่อคำทำนายที่มาจากเมืองจีน  เชื่อเส้นลายมือ  เชื่อว่าทกสิ่งกำหนดมาแล้ว  ไม่สามารถบิดพริ้วได้เลย  ไหงจึงมีสถานะเป็นน้องสาวคนสุดท้องของอาปาไหง(อาปาเป็นลูกชายคนแรก) พอดีว่าอาม่ามีลูกชายติดตามกันมาห้าคน  ไม่มีลูกสาว  ด้วยความเชื่อเรื่องว่าตายแล้วเกิด  ท่านจึงเลี้ยงไหงแทนลูกสาวที่ตายด้วยสาเหตุต่างๆ  ถึงห้าคน  ปรากฏว่าเป็นคนเดียวกันหมด  คือมาเกิดกับท่านไม่ได้  ต้องมาบรรจุท้องสะไภ้(อาเม/บัวรส แซ่เล้า) แทน แถมหวงมากอีกด้วยสิ  แม่ไหงเข้าใกล้ไหงไม่ได้เลย(ทำนองลูกสะไภ้แม่สามีที่ฉลาดเกินเหตุ)  555แต่ช่างเป็นชีวิตที่วนเวียนกับประเพณีที่เคร่งครัด  เป็นระบบ  เป็นอะไรที่คนสมัยใหม่ว่าแบบนี้คือการครอบงำแบบล้ำลึก  กรรมวิธีการดูแลแบบเข้มงวด  จึงทำให้สถาบันครอบครัวจีนศึกษา  เป็นที่น่ายกย่องเรื่องความกตัญญู  ความรับผิดชอบ ความเอื้ออาทรที่มีให้ต่อครัวเรือน  เป็นเหตุผลที่ทำให้ชาวจีนอพยพรุ่นแรกๆ  มีชื่อเสียงบุกเบิก  สร้างรากฐานให้ลูกหลานที่ใกล้เป็นคนไทยไปหมดแล้ว  ได้รู้ระลึกบุญคุณ ทุกวันนี้ไม่มีท่าน  แต่ทุกสิ่งที่ท่านสอน  แนะนำ ตักเตือน  เป็นจริงตามนั้น  และคงมีอีกหลายคนที่นี้ที่ยังมีอาเม อาปา  อาสุก อาผอให้ดูแล  แต่ของไหงเหลือน้อยแล้วละคร่า  ไหงไม่เคยหงุดหงิดที่จะดูแลคนจีนผู้ชราภาพ  เพราะครั้งหนึ่งท่านมีแรง  ท่านเฝ้าถนอมดูแลเราอย่างดี  ท่านชราด้วยสังขารเราจึงควรตอบแทนท่าน  เพราะไม่นานก็จากกันแล้ว  ไว้พบกันที่ปรายฟ้า  แต่บางครั้งสังคมบนโลกใบนี้ก็โหดร้ายกับอีกหลายคน  คนชราบางคนหลงบุญ  ทำให้ลูกหลานเดือดร้อนสาหัส  และไม่จบสิ้น  สมควรที่ถอยห่างให้พ้นภัยจากการตราหน้าว่าอกตัญญู  ไม่หลงบุญตามท่าน  จนกว่าชีวิตจะหาไม่ไปเป็นข้างๆๆ  ย่อมดีกว่าเป็นที่สุด  ท้ายนี้ไหงแปะรูปให้ดู  บรรพบุรุษของไหง  ที่น่ารักทุกคน  ทะยอยจากไปเพื่อพบกันใหม่แน่นอน

  อากงไหง  ซู่ฟอง แซ่ตั้ง  วันนั้นอายุครบ 100  พอดี  ท่านเสีย101 ปี

อาม่าไหง ป้อจู  แซ่ฉั่ว  แม่ครัวผู้ยิ่งใหญ่ประจำบ้าน  อาหารหลายสูตรเยี่ยมมาก

ต่อมาคือไหง อาหงี่สุก  อากง  โกเอ(ลูกชายซามสุก) และอาเมไหงเอง บัวรส แซ่ตั้ง(แซ่เล้า) วันที่ 30  กค.นี้ ครบรอบหนึ่งปีที่แม่หลวงของชุมชนบ้านท่าล้อ 

 

อาม่าเสียไปก่อนอากงหลายสิบปี..ไหงรับราชการปีแรกที่ราชบุรี..

อาเมไหง  ที่ใครๆก็บอกว่าไหงเหมือนท่านมาก..

คลิกชมภาพรวมๆๆได้ที่นี่..http://www.prawinrat.com/?page_id=85

 

สำนวนที่ฟังมา(ต่อ 2)

เพี่ยนงินอื๋มสิด หลอกคนไม่รู้จัก ทั้งที่ผู้ที่ฟังรู้อยู่แล้วเป็นอย่างดี ยังมาพูดให้มันผิดไปอีก    

อ๊อนน่อ ชมเชย คนทำดี คนทำถูกทำนองครองธรรม ก็จะบอกว่า ไหงช้อกอ๊อนน่อกี๋ คือไหงต้องชมเชยเขา      

จู้ยี่ คำช่วยชี้แนะ ช่วยพูด จัดการให้เรียบร้อย  

ชิ่วปิ้น นิสัยเสีย จะเป็นคำด่า ถ้าเห็นว่า บุคลนั้น ๆ ทำนิสัยไม่ดี    

เซียเหมียงเสด เสียชื่อเสียง คือนายคนนั้น ๆ ทำเรื่องไม่ดี ทำให้เสียชื่อเสียวแก่ตนเอง และวงศ์ตระกูล  

หวองปักเซ่เก้  ทะเลาะเบาะแว้ง มีเรื่องมีราว มีปากมีเสียงกัน  

เตี้ยวขัด คำด่าทอด้วยความขัดเคื่องเป็นอย่างยิ่ง โกรธด่าแบบหยาบ ๆ คาย ๆ    

หฮักซั้ง หฮักซุก   หลอกดิบ หลอกสุก คือผู้พูด พูดอย่างไม่รู้เวล่ำเวลา พูดไปอย่างไม่มียั้งคิด ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างที่พูดหรือไม่ก็ตาม แต่ผู้ฟัง ฟังเสร็จ ตกใจจนหน้าซีด หน้าเซียว เพราะการไม่รู้จักพูดยั้งคิด  

หมอยั่ง หมอเจียก ไม่มีรูป ไม่มีรอย  คือเรื่องที่พูดนั้น ไม่มีความจริงนั่นเอง

ซุยก๊าหนู คนที่ทำเรื่องไม่ดี จนต้องทำให้คนทั้งครอบครัวต้องพลอยได้รับคำติเตียน ด่าทอ จากบุคคลภายนอกด้วย คือ ตัวโชคไม่ดี 

รูปภาพของ อาคม

มีแต่วัตถุโบราณที่มีค่า ยิ่งเก่ายิ่งมีราคา

แต่คนเรายิ่งแก่ยิ่งเสื่อมค่า พอถึงเวลาก็ถูกปลดระวาง รถยนต์ก็เช่นกัน จึงมีคำพูดที่ว่า...

ล่อหงินสามหย่องวาย    หางหลู่แถวหนาตาย

              ออเหงี่ยวหลิมสิบหาย    ก้องฝ่าหมอหงินซิ่น

                                จินจิ๊นแห่ตั้มบ่าย

มีใครจะเถียงไหมครับ

สำนวนพื้นบ้าน

      教 死 無     เก๊าซี่หมอเปี้ยน   สอนให้ตายก็ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงแก้ไข   

     敢 死    ก้ำซี่    กล้าตายสู้ราคา ใจป้ำ ยอมใช้จ่ายอย่างไม่เสียดายเงินเพื่อให้ได้สิ่งต่าง ๆ ดังที่หวัง

     敢  敢 使    ก้ำซิดก้ำสื่อ   กล้ากินกล้าใช้ ใช้กับคนใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ชอบเที่ยวชอบกินถ้าไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ไม่ช้าก็ขัดสนแน่นอน

     呅 食   หงัดซิด   กัดกิน จงเกลียด จงชัง อาฒาตมาดร้ายคอยหาเรื่อง 

     吱  嘎  吼  กิกะเฮ้า    เอะอะโวยวาย  ในหมู่ฝูงชนตะโกนแผดเสียงแข่งกัน               

     鬼 手 鬼     กุ้ยซิ่วกุ้ยเกวียก   มือผีเท้าผี เป็นทั้งคำตำหนิและชมเชย  ด้านตำหนิคือชอบลักขโมย ทำของเสียหาย ทางชมคือปราดเปรียว เฉลียวฉลาด ทำงานว่องไว 

     鬼 抽 鬼    กุ้ยทิ้วกุ้ยต้ง   ผีชักกระแด่ว ใช้กับเด็กที่อยู่ไม่สุข เป็นการว่ากล่าวอย่างเอ็นดู คือเอะอะโวยวายมือบอนอยู่ไม่นิ่ง    

     過         กวั้อสีกวั้อหยุ่น   ผ่านเคราะห์ สิ้นโศรก  เป็นคำอวยพรว่า เรื่องร้าย ๆ ได้ผ่านไปแล้ว   

     過       กวั้วจี้   เผากระดาษ ในเทศกาลต่าง ๆ เช่นเชี้ยงเหมียง  จ้อคี่

         เกวียกซิ้ม   กลุ้มใจ กังวลใจ อึดอัดรำคาญใจไม่รู้จะทำอย่างไร    

     激 塞   เกวียกเส็ด   อุดอู้ อีรุงตุงนัง สถานที่คับแคบประหนึ่งว่ามีปัญหาพัวพันรุงรัง   

     矜        กวิงซั้งกวิ๊งซี่   เขี้ยวจัด เหลี่ยมจัด เห็นแก่ตัว เรื่องเสียไม่ยอม เรื่องได้จะรีบตะครุบ

รูปภาพของ อาคม

ปาดเงียดปั้น ปาดเงียดเจียด เทศกาลไหว้พระจันทร์

วันนี้ 中秋节จุงชิวเจียด หรือเรียกเป็นฝรั่งว่า มิดออธั่ม หรือ มูนเค็กเฟสธิวอล  คนไทยจะรู้แต่ว่าวันไหว้พระจันทร์ แต่ฮากกาเราเรียกได้หลายชื่อเช่น ปาดเงียดปั้น ปาดเงียดเจียด ปาดเงียดสิบอือม เซิดเงียดกวงเปี่ยง ก็ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับเทศกาลนี้ และอร่อยกับขนมไหว้พระจันทร์ ขอเสนอคำร้องที่เข้ากับเทศกาลนี้ดังนี้: 

                                  เยี่ยะกวางกวาง                                   พระจันทร์เดือนเพ็ญ

                         เยี่ยะกวางกวาง     เจ้ากู่ฉาง                    แสงจันทร์ส่อง ทั่วท้องนา

                                กู่ฉางซ่าง     ยีเหรินหมาง        ท้องทุ่งนั้น คนวุ่นกับการเก็บเกี่ยว      

                              จิงเหนียนเต้ากู่โซวเฉินห่าว                   ปีนี้เก็บเกี่ยวได้ผลผลิตดี

                               เจียเจียฮู่ฮู่เลอถาวถาว             ทุกทุกบ้านก็มีความสุขฉลองกันเต็มที่

 

                                      月光光   

                   月光光, 照谷场

                   谷场上, 衣人芒

                   今年稻谷收成好

                   家家户户乐陶陶.

                                            

                                                   

ถั่ม หลอย ฮยุ้ง ถี่

     เซว สิน หงี่ ว้อ เงีย มู่ ชิ้น ไถ่ หงิน,โอ้ย ส่ง กี๊ คื่อ ถอง ซั้น ไฉ่ เล้า เหลี่ยว เหล่ว ห้อ,ไหง่ แจว ชิ้น สุ้ย จก งี ไถ่ ก๊า หัง หลู่ " เล้า เหลี่ยว ชิน ซิ้ม   สุน ฟุ้ง เตด หลี่    หยิด หลู่ ผิน อ๊อน "

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน เป็นอย่างนี้นี่เอง!

ลู่เหยากับหม่าลี่ เป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน ลู่เหยามีศักดิ์เป็นพี่ เขาแต่งงานมีครอบครัวแล้ว หม่าลี่ เป็นผู้น้อง ยังไม่ได้แต่งงาน ลู่เหยามีฐานะยากจน ขณะที่หม่าลี่ฐานะร่ำรวย ด้วยเหตุนี้ ลู่เหยาจึงได้รับการอุดหนุนจุนเจือจากหม่าลี่เสมอ

วันหนึ่ง ลู่เหยาบอกหม่าลี่ว่า ตนเองต้องการไปแสวงโชคต่างเมือง อยากจะฝากให้หม่าลี่ช่วยดูแลภรรยาให้ หม่าลี่รับปาก บอกว่าเขาจะดูแลให้ ไม่ต้องเป็นกังวล 

ตั้งแต่นั้นมา ทุกครึ่งเดือนหม่าลี่จะสั่งให้คนรับใช้นำของกินของใช้ บรรทุกใส่รถม้าเต็มคันรถ นำไปให้กับภรรยาของลู่เหยา…

ภรรยาของลู่เหยา จึงคิดว่า เป็นเช่นนี้ก็นับว่าไม่เลว  ได้รับการโอบอุ้มดูแลยิ่งกว่าตอนที่อยู่กับสามีเสียอีก ไม่ต้องทำงานก็มีข้าวกิน มีเสื้อผ้าสวมใส่ ทำให้นางนึกขอบคุณสามีที่มีน้องร่วมสาบานที่ดีเช่นนี้ 

ครึ่งปีผ่านไป เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป คนรับใช้ของหม่าลี่ ไม่ได้นำของไปให้ภรรยาของลู่เหยาอีกแล้ว ครึ่งเดือนก็แล้ว หนึ่งเดือนก็แล้ว สองเดือนก็แล้ว ภรรยาของลู่เหยาจึงต้องขายข้าวของที่หม่าลี่เคยส่งไปให้เพื่อประทังชีวิต ไม่ถึงครึ่งปี ข้าวของทุกอย่างถูกขายจนหมด

นางจึงคิดจะทำงานเพื่อหาเลี้ยงตนเอง เนื่องจากนางเคยเรียนเย็บปักถักร้อยมาตั้งแต่เด็ก นางจึงลองเย็บรองเท้าผ้าที่คนสวมใส่กันเป็นประจำขาย

อาจเพราะว่า นางมีฝีมือดี หรือชาวบ้านต่างสงสารนาง ก็มิอาจทราบได้ ทำให้ชาวบ้านพากันแย่งซื้อรองเท้าของนาง จนขายหมดเกลี้ยงทุกวัน ไม่ว่านางจะตั้งราคาสูงเพียงใดก็ตาม 

พริบตาเดียว 10 ปีผ่านไป ลู่เหยาก็กลับมาในคืนหนึ่ง เมื่อเขารู้ว่า ตั้งแต่เขาจากไป หม่าลี่ไม่เคยมาดูแลภรรยาของตน และส่งของกินของใช้ให้เพียงครึ่งปี หลังจากนั้น ก็ไม่ได้ส่งของกินของใช้มาให้ภรรยาของตนอีกเลย

เขาทอดถอนใจ แล้วกล่าวว่า คนอยู่น้ำใจอยู่ เมื่อคนจากไปทุกอย่างก็เปลี่ยนไป 

เมื่อหม่าลี่ ทราบข่าวว่าลู่เหยากลับมา จึงส่งคนไปเชิญมาเลี้ยงต้อนรับ แต่ลู่เหยาปิดประตูไม่รับแขก หม่าลี่จึงไปเชิญลู่เหยาด้วยตนเอง เขาคุกเข่าอยู่ที่หน้าประตู จนลู่เหยาจำใจต้องไปที่บ้านของหม่าลี่

ระหว่างกินเลี้ยงกัน ลู่เหยาต่อว่าหม่าลี่ที่ไม่ดูแลภรรยาของตน ซึ่งเปรียบเสมือนพี่สะใภ้ของหม่าลี่ก็ไม่ปาน หม่าลี่จึงพาลู่เหยาเข้าไปที่สวนดอกไม้หลังบ้าน เขาเปิดประตูห้องใหญ่ห้องหนึ่งออก และเชิญลู่เหยาเข้าไป ลู่เหยาตกตะลึงจนตาค้าง เขาเห็นรองเท้าผ้ากองเต็มห้องไปหมด ลู่เหยาเข้าใจทันที เขาจึงก้าวถอยออกจากประตูด้วยความละอายใจ และก้มลงคุกเข่าอยู่ที่หน้าประตูบ้านของหม่าลี่ 

หม่าลี่รีบเข้าไปพยุงให้ลู่เหยาลุกขึ้น แล้วกล่าวว่า เรื่องที่พี่ใหญ่ฝากฝังให้ข้าดูแลพี่สะใภ้นั้น ข้าไม่เคยลืมเลย แต่นึกไม่ถึงว่า ครั้งนี้พี่ใหญ่จะไปเนิ่นนานถึงสิบปี เดิมทีข้าคิดจะอุดหนุนจุนเจือพี่สะใภ้ด้วยของกินของใช้บริบูรณ์ แต่อีกใจก็คิดว่าเมื่อนางได้มีกินมีใช้อย่างสุขสบาย วันๆไม่ต้องทำอะไร อาจเป็นเหตุให้นางก่อเรื่องที่มิดีมิงามขึ้นได้

ครั้นข้าจะไปดูแลนาง ก็เกรงว่าจะเป็นที่ครหา ให้นางเสียชื่อเสียง แล้วหากท่านกลับมา ข้าจะมาสู้หน้าท่านได้อย่างไร

แต่ก็น่านับถือที่พี่สะใภ้ รู้จักทำมาหากินด้วยความสามารถของนางเอง สมกับที่ข้าได้ตั้งใจไว้ ข้าจึงให้คนไปซื้อรองเท้าที่นางทำขายทุกครั้งไป 

ลู่เหยาได้ฟังแล้วก็ซาบซึ้งยิ่งนัก เขายืนจ้องหน้าหม่าลี่อยู่นาน สักพักจึงกล่าวประโยคหนึ่งขึ้นมาว่า
ลู่เหยา (หนทางไกล) รู้ใจหม่าลี่ (กำลังของม้า) กาลเวลาพิสูจน์ใจคน 
路遥知马力,日久见人心。

คำกล่าวจีนที่ว่า หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน จึงได้เผยแพร่สืบต่อกันเรื่อยมา โดยเราใช้คำพรรณานี้มองเห็นว่า การที่เราจะรู้อุปนิสัยใจคอของใครอย่างแท้จริงได้ ก็ต่อเมื่อได้อยู่ร่วมกับเขามาเป็นเวลานานพอสมควรแล้วนั่นเอง

คำกล่าวจีนที่ว่า

ห น ท า ง พิ สู จ น์ ม้ า    ก า ล เ ว ล า พิ สู จ น์ ค น 
                        
     路 遥 知 马 力 ,    日 久 见 人 心。
ขอยืนยันคำกล่าวนี้  ขอบคุณครับ จ๊องหยิ่นฮยุ่งโก๊

รูปภาพของ อาคม

ความลับไม่มีในโลก (จื่อเปาผ่อถ่าน)

คนแก่ชอบพูดว่า :

ฉีอ๋อง ยิว คุง      เปียก ยิว ร่อย        แกหล่อน แหยนๆ ผู ฉุด จ้อย

แปลได้ความว่า กำแพงมีรู ฝ่าบ้านมีร่อง  ไข่ไก่กลมๆยังมีปากลูกเจี้ยบโผล่ออกมา (ไข่ที่มีการฟักแล้ว)

        ความหมายก็คือ ความลับไม่มีในโลก จะช้าหรือเร็วเท่านั้น เดี๋ยวคนก็รู้ เหมือนเอากระดาษห่อถ่านที่เผาร้อนๆแดงๆ ผลจะเป็นอย่างไร (จื่อเปาผ่อถ่าน) ทำอะไรตรงไปตรงมาดีที่สุด

อย่าทำลึกลับ(ผูเตดจี่)

สู่ หล่อ ผอ คุ้ง เข่ว  ไม้แก่เกิดโพรงปม

 

หงิน หล่อ ตี ทุ้ง เถ่ว คนแก่รู้กระจ่าง

 

อา ซ่อ ฮับ จิ่น เต่ว

 

อา คม ฮับ สุ่ย เส่ว

 

หมายเหตุ

 

สองวรรคแรกเป็น คำคม

 

สองวรรคหลัง เป็นคำ(อา)คม 

 

 ต้อนรับตรุษจีน แถม ต้น หยก ให้ข้อหนึ่ง

 

ฮัก ก๊า อา สุก เถว ทุ้ง เถ่ว

 

ถี่ ถู ว้อย กี่ ลับ ลับ เข่ว

 

ฮับ ไหง่ ไซ่ หล่อย เหมวี่ยง ก๊อก ป่อย

 

บุก ค้า ตับ ฮ้อย ไก ฟุง เหน เต่ว 

ชมคน

จะชมใครก็ควรดู  ชมคนที่สมควรชม

จะติใครก็ควรรู้  ติคนที่สมควรติ

คนบางคนไม่ชอบให้ใครชม

คนบางคนไม่ชอบให้ใครติ

สรุปก็คือ  อย่าเที่ยว ชม หรือ ติ คนไปทั่ว

การชมคนที่ไม่ชอบให้ชม ก็อาจทำให้เสียเพื่อนได้

การติคนที่ไม่ชอบให้ติ  ก็อาจทำให้เราเสียหายและเสียเพื่อนได้

การทำอะไรอย่ารีบร้อน สุ่มสี่สุ่มห้า เหมือนหมากรุก ต้องระวังทั้งตาม้าและตาเรือ

รูปภาพของ วี่ฟัด

คำขวัญประจำหนังสือพิมพ์ " สยามรัฐ "

           ตามที่ได้เคยเล่าความเป็นมาของตัวเองอย่างไม่เคยปิดบังมาแล้วว่าข้าพเจ้าอยู่ในแวดวง ( คนขาย ) หนังสือพิมพ์ มีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้ติดตามอ่านมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ตั้งแต่อ่านหนังสือออก กล่าวคือตอนยังเรียนชั้นประถมศึกษาอยู่เลย คอลัมน์นิสที่ข้าพเจ้าโปรดปราณเป็นพิเศษก็ไม่ใช่ใครที่ใหน ก็คือ อาจารย์หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช นั่นเอง คอลัมน์ " ซอยสวนพลู " จึงเป็นคอลัมน์ที่ข้าพเจ้าจะต้องอ่านทุกวันไม่ได้ขาด หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ ตั้งมาตั้งแต่ปี 2493 จนปัจจุบัน นี้ก็ยังอยู่ ดังนั้นหนังสือพิมพ์ฉบับนี้จึงเป็นหนังสือพิมพ์ที่ร้านของข้าพเจ้าได้ขายก่อนที่ข้าพเจ้าจะเกิดลืมตาขึ้นมาดูโลกเสียอีก หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ก็คือหนังสือพิมพ์ " สยามรัฐ "  นั่นเอง

              บนหน้าปกตรงโลโก้ " สยามรัฐ " มีภาษาบาลีอยู่สองประโยคที่ข้าพเจ้าชอบมาก มันอยู่ตรงนี้มากว่าหกสิบปีแล้ว คำคำนั้นก็คือ

              "นิคคัณเห นิคคะหารหัง ปัคคัณเห ปัคคหารหัง"

               ซึ่งหมายความว่า   " ข่มคนที่ควรข่ม ชมคนที่ควรชม "

                จึงขอเอวังด้วยประ กา ร ช นี้ เจริญพร........... 

รูปภาพของ อาคม

ไม่ต้องทำอะไรเลย

วันก่อนได้ยินปักแมข้างบ้านว่าลูกชายเขาว่า หงีนี่จินจิ๊นเฮ่ :

       ออนล็อกหงิน ออนล็อกเหมื่ยง

       ผูหลออืมเซ่    เก่วเซเฉี่ยง

พอดีลูกชายว่าจะล้างรถ ไม่ทันได้ล้างฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก ชะเสียสะอาดก็ไม่ต้องล้าง ก็เลยเข้าทำนองนี้เลย

แปลได้ความว่า คนที่เอาสบาย คนที่มีชีวิตสดวกสบาย หม้อข้าวไม่ต้องล้าง หมามาเลียจนสะอาดให้.

รูปภาพของ อาคม

หนามยอกเอาหนามบ่ง

เคยได้ยินผู้อาวุโส ล่อหงินกา พูดว่า :

     หอนซิดหลอเพด      เงียดซิดกีออง

     อืมสี่อฉิมยีซาง         คอยยอกฟอง

แปลว่า หน้าหนาวกินหัวใช่ท้าว หน้าร้อนกินขิง ไม่ต้องไปหาหมอ เขียนใบสั่งยา  

           ปกติคนก็ว่า ถ้าเย็นให้กินของร้อน ร้อนก็ให้กินของเย็น แต่นี่มันกลับกันเลย หอนคือหน้าหนาว ให้กินหัวใช่ท้าว ซึ่งถือว่าเป็นของเย็น แต่เงียด คือหน้าร้อน ให้กินขิง ซึ่งถือว่าเป็นของร้อน นี่ก็แสดงว่า ของที่เป็นอาหารจะกินเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่มีฤดู ขอให้กินของที่มีประโยชน์ กินพออิ่มก็จะทำให้ชีวิตยืนยาว ก็เคยได้ยินคนในหมู่บ้านที่เมืองจีนที่มีคนอายุยืนๆเกินร้อยหลายๆคน ที่เรียกว่า ฉ่องซิ่วชุน คนแก่ๆทุกคนจะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ทั้งชีวิตยังไม่เคยกินอิ่ม ก็แสดงว่าการกินมากเกินไปเป็นโทษกับตัวเอง

รูปภาพของ จองกว๊านหมิ่น

กินแล้วรวย

 
กินแล้วรวย
 
寒食蘿蔔 熱食薑  หอนซิดหลอเพด  เงียดซิดกีออง
唔時尋醫生 開藥方  อืมสี่อฉิมยีซาง   คอยยอกฟอง
常日毌亂來花錢  ฉ่องยิดหม่อล้อนหล่อยฟาเฉี่ยน
存多金幣過新年  ฉุ่นตอกิมปี้ก๊อซินเหนี่ยน
 
เมื่อหน้าหนาวกินหัวใช่ท้าว  เข้าหน้าร้อนก็กินขิง
ประหยัดรายจ่ายเห็นๆ ร่างกายแข็งแรง ไม่ต้อง
พึ่งหมอออกใบสั่งยา ซ้ำใช้เงินประหยัดอีกต่างหาก
อย่างนี้เงินก็เหลือมากมาย เอาไว้ใช้ต้อนรับปีใหม่สบายแฮ
 
hakka@hakkapeople.com    คุณความดี แด่บรรพชนและชาวฮากกาที่ฮึกเหิม Hakkapeople.com by Hakka Pakchong Association... Powered by Drupal