![]() |
|
![]() |
|
|
||||||||
|
ท่ามกงเยี้ย ยุวเทพที่เป็นชาวฮากกา (1)![]() คัดมาจาก http://www.tewaracha.com/history-tamKongy.shtml
譚公仙聖
องค์ยุวเทพท่ามกงเยี้ย ท่านมีพระนามเดิมว่า ท่ามอู๋เต็ก
เกิดที่เมืองกุยสร้าน ซึ่งคือย่านถานกงหงฮวาหยวนถานเก๋อตี้ หรือหมู่บ้านท่ามกั๊ก
ตามนามสกุลแซ่ของท่าน ตำบลหุ้ยตัง อำเภอหุ้ยจิว มณฑลกวางตุงในประเทศจีน
โดยปัจจุบันน้ำกัดเซาะหมู่บ้านบางส่วนจนกลายเป็นมุมสันดอนติดกับแผ่นดินใหญ่
ชนในท้องถิ่นเป็นชาวฮากกา
ท่านประสูติเสวยชาติสุดท้ายก่อนบรรลุธรรมขั้นสูงเป็นเซียน
ในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างปลายราชวงศ์หงวนและต้นราชวงศ์เหม็ง
ซึ่งตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 แห่งกรุงศรีอยุธยา จากตำนานของท่านที่มีการบันทึกหลายแห่ง
พบว่าท่านสำแดงบุญฤทธิ์และบุญญาธิการตั้งแต่กำเนิด
ดังปรากฏอิทธิฤทธิ์ตั้งแต่ท่านอายุประมาณ 7-8 ขวบ
ครั้งหนึ่ง เมื่อท่านและเพื่อนๆ ไปเลี้ยงฝูงวัว
เจ้าโตประลองกำลังชักเย่อกับเด็กทุกคน ไม่มีใครสู้ได้
ท่านจึงหันมาท้าทายท่านอู๋เต็ก ท่านจึงถ่อมตนว่าสองคนยังสู้เจ้าไม่ได้
แล้วท่านจะสู้ได้อย่างไร พร้อมเดินไปยังหินสีเขียวกว้างและยาว 12 ฟุต
ท่านยืนบนหินก้อนนั้น แล้วกระโดดลงมา ใช้มืออุ้มยกหินก้อนนั้นอย่างง่ายดาย
เนื่องจากหินก้อนนั้นใหญ่โตมาก กล่าวว่าขณะเขยื้อนปรากฏเสียงดังสนั่นปานภูเขาถล่ม
ฝูงสิงสาราสัตว์ต่างสะดุ้งตกใจกลัว ท่านได้โยนก้อนหินจากมือซ้ายไปมือขวาสลับกัน
จนกระทั่งก้อนหินเล็กลงเท่าฟองไข่ไก่ เมื่อเจ้าโตเห็นดังนั้นจึงขอยกบ้าง
ท่านจึงกล่าวว่าของนี้ห้ามเล่น ถ้าลองเล่นเมื่อไหร่มือเจ้าจะหัก
แต่เจ้าโตรบเร้าจนท่านต้องยอม แล้ววางก้อนหินก้อนนั้นลงบนมือเจ้าโต ผลปรากฎว่ามือเจ้าโตหักจริงๆ
ท่านได้หาสมุนไพรมาประคบนานแค่ 1 นาที
อาการบาดเจ็บที่มือของเจ้าโตก็หายเป็นปลิดทิ้ง เพื่อนๆ ท่านจึงกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า
ไม่มีอะไรที่ต้องกลัวถ้าท่านยุวเทพอยู่กับเรา เจ้าโตจึงบอกว่า
มีท่านยุวเทพจะขึ้นเขาจับเสือหรือลงทะเลจับพญานาค ข้าก็ไม่กลัวอีกต่อไป
ท่านช่วยเราได้ทุกกรณี
มีเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่งเมื่อพายุกำลังมาพัดกระหน่ำ
ปรากฏนกอินทรีย์สองตัวบินมาร้องด้วยเสียงอันดัง
เจ้าโตพยายามเอาหินขว้างแต่ไม่โดนตัว
ท่านอู๋เต็กจึงหลับตาใช้หินก้อนเล็กขว้างครั้งเดียว นกทั้งสองตัวก็ตกลงมา เจ้าโตหมายเข้าไปจับด้วยความดีใจ
แต่โดยสัญชาตญาณนกนั้นได้กางปีกขึ้นป้อง จิกเจ้าโตจนเลือดอาบ ท่านจึงได้เข้าไปจับ
นกอินทรีย์นั้นกลับเชื่องปานสัตว์เลี้ยงในบ้าน เพื่อนๆ ของท่านได้นำเรื่องนี้ไปเล่าให้ผู้ปกครองทราบ
และต่างก็ไม่เชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้น
สมัยก่อนถิ่นละแวกเจียงหนานแมกไม้ลำธารล้วนอุดมสมบูรณ์
แต่อุปกรณ์ในการจับสัตว์น้ำมีเพียงแค่ลอบไว้จับสัตว์น้ำ เมื่อเพื่อนๆ ของท่านอู๋เต็กได้ลงไปจับกุ้งในลำธาร
ยกเว้นท่านไม่ยอมลงไปด้วย เจ้าโตจึงได้ท้าทายให้ท่านมาแข่งขันจับกุ้ง
ท่านปฏิเสธโดยบอกว่าท่านไม่จับและไม่กิน ครั้นเมื่อจับได้กุ้งมากมายแล้ว เพื่อนๆ ได้ก่อไฟต้มกุ้งกินกัน
แต่เมื่อพยายามต้มเท่าใดก็เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กุ้งในหม้อยังว่ายไปมาดังเดิม
ทุกคนจึงคิดว่าเป็นเพราะท่านแสดงฤทธิ์และขอให้ท่านช่วยเหลือ
ท่านจึงรับปากว่าจะช่วยและกล่าวว่า หากต้มกุ้งสุกแล้ว ก็อย่าบังคับให้ท่านกินกุ้ง
แล้วกุ้งในหม้อก็สุก
แต่หลังจากนั้น เพื่อนๆ ของท่านกลับคะยั้นคะยอให้ท่านกิน
เมื่อกล่าวจบเพื่อนๆ ทั้งหมดหันกลับมาอีกที ปรากฏกุ้งในหม้อทั้งหมดได้หายไป
เหลือแต่น้ำเต็มหม้อ เพื่อนๆ จึงประจักษ์ว่าเป็นฝีมือของท่านโดยแท้
ท่านจึงหัวเราะและกล่าวว่าเพื่อนๆ ได้กินกุ้งหมดแล้วยังมาสงสัยในตัวท่านอีก
เมื่อทุกคนหันกลับมา พบว่ากุ้งล้วนอยู่เต็มหม้อ เพื่อนๆ ต่างกินกันจนอิ่มแปล้
แต่ทว่ากินเท่าไรก็ไม่หมดสักที กุ้งก็ยังเต็มหม้อเช่นเดิม ขากลับท่านและเพื่อนๆ ได้แวะลำธารเพื่อให้วัวกินน้ำ
วัวของท่านที่ผอมแห้ง ท่านเอาดินเหนียวโปะท้องวัว
จนวัวนั้นอ้วนพีกลับกลายเป็นคนละตัว เพื่อนๆ ต่างนำความขบขันและทึ่งในอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์
ในหมู่บ้านนอกจากมีอาชีพเลี้ยงวัวแล้ว ก็ยังมีการทำนาข้าวสาลีสุดสายตา
ครั้งหนึ่งท่านอู๋เต็กรับปากยายของท่านว่าจะช่วยไถนา แต่ท่านผิดคำ
กลับไปตกกุ้งในลำธาร ยายท่านจึงโกรธและต่อว่า
ท่านจึงใช้มีดไม้ไผ่ฟาดต้นหญ้าในแปลงนาอย่างรวดเร็ว จนหญ้าเตียนโล่งลงอย่างง่ายดาย
พร้อมปรับพื้นที่ลงต่ำให้เสมอกัน พร้อมดำนาได้ในวันรุ่งขึ้น เมื่อถึงวันรุ่งขึ้น
ท่านและชาวบ้านดำนาอย่างรวดเร็ว จากเช้าคล้อยบ่ายก็ไม่เสร็จ เนื่องจากพื้นที่มาก
ท่านจึงบอกให้พอไว้ก่อน ขากลับเมื่อผ่านลำธารท่านได้นำใบไม้มาโปรยในน้ำ
ใบไม้กลับกลายเป็นปลาอ้วนพีอย่างมากมาย ทุกๆ คนได้จับปลาจนเต็มข้อง
ล้วนต่างดีใจกันทั่วหน้าโดยเฉพาะยายของท่าน
เมื่อถึงสารทเดือนห้า ทุกบ้านจะล้างโอ่งไหเพื่อเตรียมบรรจุผักดอง
ชาวบ้านได้รวมกลุ่มกันไปล้างที่ริมธาร ท่านอู๋เต็กก็ไปด้วย
โดยนำโอ่งสองใบไปวางไว้ริมฝั่ง แล้วท่านก็ไปเล่นน้ำ จนเมื่อถึงเวลาทุกคนกลับ
ท่านก็กลับด้วย ยายของท่านรู้ว่าท่านไม่ได้ล้างโอ่งที่นำไปจึงต่อว่า
ท่านได้ชูโอ่งขึ้น แล้วใช้กำปั้นทุบก้นโอ่ง เป็นที่อัศจรรย์ โอ่งใบนั้นพลิกกลับจากนอกไปใน
เห็นความสะอาดหมดจด และเมื่อท่านทุบอีกครั้งโอ่งนั้นก็กลับมาเหมือนเดิม
เช้าวันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ
ชาวบ้านและท่านอู๋เต็กต่างเข้าป่าเพื่อไปตัดหญ้านำมาเป็นเชื้อเพลิง
ขากลับทุกคนได้แบกหญ้ามาเป็นฟ่อนๆ ยกเว้นท่าน ได้หิ้วหญ้าในตะกร้ากลับมาใบเดียว เมื่อถึงบ้าน
ยายของท่านก็ต่อว่า เมื่อนำหญ้ามาผึ่งแดด
หากแต่ผึ่งเท่าไรหญ้าในตะกร้าก็ไม่หมดสักที จนยายของท่านเหนื่อยเหงื่อโทรมกาย
ท่านจึงกล่าวว่าท่านยายไม่ต้องลำบาก หากอยากได้หญ้าเมื่อไรก็ขอให้บอก
ท่านจะไปเอามาให้ได้เสมอ
เมื่อล่วงไปหลายร้อยปีนั้น บ้านเมืองยังเป็นป่ารกชัฎ สิงสาราสัตว์มากมาย
ครั้นจะเข้าป่าก็ต้องรวมกลุ่มกัน และนำสุนัขเดินล่วงหน้านำทางเพื่อบอกเหตุผิดปกติ
เมื่อท่านอู๋เต็กพร้อมชาวบ้านต้องเข้าป่าเพื่อไปตัดฟืนนั้น
พลันสุนัขนำทางเห่ากรรโชก แสดงถึงความหวาดกลัวอย่างมาก
คณะของท่านได้เจอกับเสือตัวหนึ่ง ทุกคนล้วนพากันเผ่นหนี
ยกเว้นท่านได้ก้าวไปข้างหน้า เมื่อเสือโจนทะยานใส่ ท่านก็คว้าหาง
ตัวเสือนั้นดิ้นเท่าไรก็ดิ้นไม่หลุด แล้วท่านก็กระซิบข้างใบหูของเสือ
เสือตัวนั้นจึงสงบและวิ่งเข้าป่าจนลับตาไป
ก่อนถึงวันสิ้นปี ในวัน 24 ค่ำ เดือน 12 จีน
ชาวบ้านจะส่งเทพเตาไฟขึ้นไปรายงานกรรมดีกรรมชั่วให้เง็กเซียนฮ่องเต้ทรงทราบ
ซึ่งต้องนึ่งขนมเข่งโดยใช้ฟืนไฟ ระยะเวลานึ่งไม่น้อยกว่า 6
ชั่วโมง ท่านได้รับมอบหมายให้ดูแลฟืนไฟไม่ให้มอด แต่แล้วท่านก็ได้นำฟืนออก
ยื่นขาตนเองเข้าไปในเตา เมื่อยายของท่านเห็น จึงเข้าไปดับไฟ และตรวจดูขาของท่าน
ก็ไม่พบความผิดปกติ จนรุ่งเช้าเมื่อยายตื่นขึ้นมาเห็นขนมนึ่งสุกดี
แต่เมื่อมองข้าวของภายในบ้านกลับหายไปหมด
ยายของท่านก็โกรธคิดว่าท่านนำข้าวของไปทำฟืนหมด ท่านก็บอกให้ขึ้นไปดูชั้นบน
เครื่องเรือนโต๊ะเก้าอี้ต่างใหม่ทั้งสิ้น ท่านบอกว่าปีใหม่ก็ต้องใช้สิ่งของใหม่ๆ
ด้วยในวัยเยาว์ท่านกำพร้าบิดาและมารดาตั้งแต่อายุ 3 ขวบ
จึงถูกเลี้ยงโดยอาผู้ชาย แต่ส่วนใหญ่ท่านมักอาศัยอยู่กับยายของท่านที่หมู่บ้านหม้ายเถียนชุน
โดยมีหน้าที่เลี้ยงวัวช่วยเหลือครอบครัว
กล่าวว่าเมื่อท่านเกิดมานั้นปรากฏความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหาร
พลิกจากหมู่บ้านที่แห้งแล้งไปในทางที่ดีขึ้น
จนมีผู้กล่าวเนื่องด้วยบุญบารมีของท่าน ในบรรดากลุ่มเพื่อนสนิทของท่านมีด้วยกัน 5 คน มีเจ้าโตที่กำยำและแข็งแรงที่สุดเป็นหัวหน้ากลุ่ม ครั้งหนึ่ง กลุ่มของท่านได้ขึ้นเขาไปเลี้ยงวัวตามปกติ
เมื่อถึงที่หมายต่างคนต่างออกวิ่งเล่นตามประสาเด็ก เว้นท่านผู้เดียวไม่ยอมลงจากม้า
ซ้ำยังควบม้าโดยเร็ว ตีลังกาขึ้นฟ้าอย่างรวดเร็ว แล้วลงมายืนบนพื้นดิน
นี่เป็นเหตุการณ์อัศจรรย์ครั้งแรก จนเพื่อนๆ ของท่านเปรียบท่านเป็นซุนหงอคง (เห้งเจีย)
ขนานนามท่านเป็นองค์ยุวเทพผู้ทรงฤทธิ์
ครั้งหนึ่ง เมื่อท่านและเพื่อนๆ ไปเลี้ยงฝูงวัว
เจ้าโตประลองกำลังชักเย่อกับเด็กทุกคน ไม่มีใครสู้ได้
ท่านจึงหันมาท้าทายท่านอู๋เต็ก ท่านจึงถ่อมตนว่าสองคนยังสู้เจ้าไม่ได้
แล้วท่านจะสู้ได้อย่างไร พร้อมเดินไปยังหินสีเขียวกว้างและยาว 12 ฟุต
ท่านยืนบนหินก้อนนั้น แล้วกระโดดลงมา ใช้มืออุ้มยกหินก้อนนั้นอย่างง่ายดาย
เนื่องจากหินก้อนนั้นใหญ่โตมาก กล่าวว่าขณะเขยื้อนปรากฏเสียงดังสนั่นปานภูเขาถล่ม
ฝูงสิงสาราสัตว์ต่างสะดุ้งตกใจกลัว ท่านได้โยนก้อนหินจากมือซ้ายไปมือขวาสลับกัน
จนกระทั่งก้อนหินเล็กลงเท่าฟองไข่ไก่ เมื่อเจ้าโตเห็นดังนั้นจึงขอยกบ้าง
ท่านจึงกล่าวว่าของนี้ห้ามเล่น ถ้าลองเล่นเมื่อไหร่มือเจ้าจะหัก
แต่เจ้าโตรบเร้าจนท่านต้องยอม แล้ววางก้อนหินก้อนนั้นลงบนมือเจ้าโต ผลปรากฎว่ามือเจ้าโตหักจริงๆ
ท่านได้หาสมุนไพรมาประคบนานแค่ 1 นาที
อาการบาดเจ็บที่มือของเจ้าโตก็หายเป็นปลิดทิ้ง เพื่อนๆ ท่านจึงกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า
ไม่มีอะไรที่ต้องกลัวถ้าท่านยุวเทพอยู่กับเรา เจ้าโตจึงบอกว่า
มีท่านยุวเทพจะขึ้นเขาจับเสือหรือลงทะเลจับพญานาค ข้าก็ไม่กลัวอีกต่อไป
ท่านช่วยเราได้ทุกกรณี
มีเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่งเมื่อพายุกำลังมาพัดกระหน่ำ
ปรากฏนกอินทรีย์สองตัวบินมาร้องด้วยเสียงอันดัง
เจ้าโตพยายามเอาหินขว้างแต่ไม่โดนตัว
ท่านอู๋เต็กจึงหลับตาใช้หินก้อนเล็กขว้างครั้งเดียว นกทั้งสองตัวก็ตกลงมา เจ้าโตหมายเข้าไปจับด้วยความดีใจ
แต่โดยสัญชาตญาณนกนั้นได้กางปีกขึ้นป้อง จิกเจ้าโตจนเลือดอาบ ท่านจึงได้เข้าไปจับ
นกอินทรีย์นั้นกลับเชื่องปานสัตว์เลี้ยงในบ้าน เพื่อนๆ ของท่านได้นำเรื่องนี้ไปเล่าให้ผู้ปกครองทราบ
และต่างก็ไม่เชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้น
สมัยก่อนถิ่นละแวกเจียงหนานแมกไม้ลำธารล้วนอุดมสมบูรณ์
แต่อุปกรณ์ในการจับสัตว์น้ำมีเพียงแค่ลอบไว้จับสัตว์น้ำ เมื่อเพื่อนๆ ของท่านอู๋เต็กได้ลงไปจับกุ้งในลำธาร
ยกเว้นท่านไม่ยอมลงไปด้วย เจ้าโตจึงได้ท้าทายให้ท่านมาแข่งขันจับกุ้ง
ท่านปฏิเสธโดยบอกว่าท่านไม่จับและไม่กิน ครั้นเมื่อจับได้กุ้งมากมายแล้ว เพื่อนๆ ได้ก่อไฟต้มกุ้งกินกัน
แต่เมื่อพยายามต้มเท่าใดก็เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กุ้งในหม้อยังว่ายไปมาดังเดิม
ทุกคนจึงคิดว่าเป็นเพราะท่านแสดงฤทธิ์และขอให้ท่านช่วยเหลือ
ท่านจึงรับปากว่าจะช่วยและกล่าวว่า หากต้มกุ้งสุกแล้ว ก็อย่าบังคับให้ท่านกินกุ้ง
แล้วกุ้งในหม้อก็สุก
แต่หลังจากนั้น เพื่อนๆ ของท่านกลับคะยั้นคะยอให้ท่านกิน
เมื่อกล่าวจบเพื่อนๆ ทั้งหมดหันกลับมาอีกที ปรากฏกุ้งในหม้อทั้งหมดได้หายไป
เหลือแต่น้ำเต็มหม้อ เพื่อนๆ จึงประจักษ์ว่าเป็นฝีมือของท่านโดยแท้
ท่านจึงหัวเราะและกล่าวว่าเพื่อนๆ ได้กินกุ้งหมดแล้วยังมาสงสัยในตัวท่านอีก
เมื่อทุกคนหันกลับมา พบว่ากุ้งล้วนอยู่เต็มหม้อ เพื่อนๆ ต่างกินกันจนอิ่มแปล้
แต่ทว่ากินเท่าไรก็ไม่หมดสักที กุ้งก็ยังเต็มหม้อเช่นเดิม ขากลับท่านและเพื่อนๆ ได้แวะลำธารเพื่อให้วัวกินน้ำ
วัวของท่านที่ผอมแห้ง ท่านเอาดินเหนียวโปะท้องวัว
จนวัวนั้นอ้วนพีกลับกลายเป็นคนละตัว เพื่อนๆ ต่างนำความขบขันและทึ่งในอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์
ในหมู่บ้านนอกจากมีอาชีพเลี้ยงวัวแล้ว ก็ยังมีการทำนาข้าวสาลีสุดสายตา
ครั้งหนึ่งท่านอู๋เต็กรับปากยายของท่านว่าจะช่วยไถนา แต่ท่านผิดคำ
กลับไปตกกุ้งในลำธาร ยายท่านจึงโกรธและต่อว่า
ท่านจึงใช้มีดไม้ไผ่ฟาดต้นหญ้าในแปลงนาอย่างรวดเร็ว จนหญ้าเตียนโล่งลงอย่างง่ายดาย
พร้อมปรับพื้นที่ลงต่ำให้เสมอกัน พร้อมดำนาได้ในวันรุ่งขึ้น เมื่อถึงวันรุ่งขึ้น
ท่านและชาวบ้านดำนาอย่างรวดเร็ว จากเช้าคล้อยบ่ายก็ไม่เสร็จ เนื่องจากพื้นที่มาก
ท่านจึงบอกให้พอไว้ก่อน ขากลับเมื่อผ่านลำธารท่านได้นำใบไม้มาโปรยในน้ำ
ใบไม้กลับกลายเป็นปลาอ้วนพีอย่างมากมาย ทุกๆ คนได้จับปลาจนเต็มข้อง
ล้วนต่างดีใจกันทั่วหน้าโดยเฉพาะยายของท่าน
เมื่อถึงสารทเดือนห้า ทุกบ้านจะล้างโอ่งไหเพื่อเตรียมบรรจุผักดอง
ชาวบ้านได้รวมกลุ่มกันไปล้างที่ริมธาร ท่านอู๋เต็กก็ไปด้วย
โดยนำโอ่งสองใบไปวางไว้ริมฝั่ง แล้วท่านก็ไปเล่นน้ำ จนเมื่อถึงเวลาทุกคนกลับ
ท่านก็กลับด้วย ยายของท่านรู้ว่าท่านไม่ได้ล้างโอ่งที่นำไปจึงต่อว่า
ท่านได้ชูโอ่งขึ้น แล้วใช้กำปั้นทุบก้นโอ่ง เป็นที่อัศจรรย์ โอ่งใบนั้นพลิกกลับจากนอกไปใน
เห็นความสะอาดหมดจด และเมื่อท่านทุบอีกครั้งโอ่งนั้นก็กลับมาเหมือนเดิม
เช้าวันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ
ชาวบ้านและท่านอู๋เต็กต่างเข้าป่าเพื่อไปตัดหญ้านำมาเป็นเชื้อเพลิง
ขากลับทุกคนได้แบกหญ้ามาเป็นฟ่อนๆ ยกเว้นท่าน ได้หิ้วหญ้าในตะกร้ากลับมาใบเดียว เมื่อถึงบ้าน
ยายของท่านก็ต่อว่า เมื่อนำหญ้ามาผึ่งแดด
หากแต่ผึ่งเท่าไรหญ้าในตะกร้าก็ไม่หมดสักที จนยายของท่านเหนื่อยเหงื่อโทรมกาย
ท่านจึงกล่าวว่าท่านยายไม่ต้องลำบาก หากอยากได้หญ้าเมื่อไรก็ขอให้บอก
ท่านจะไปเอามาให้ได้เสมอ
เมื่อล่วงไปหลายร้อยปีนั้น บ้านเมืองยังเป็นป่ารกชัฎ สิงสาราสัตว์มากมาย
ครั้นจะเข้าป่าก็ต้องรวมกลุ่มกัน และนำสุนัขเดินล่วงหน้านำทางเพื่อบอกเหตุผิดปกติ
เมื่อท่านอู๋เต็กพร้อมชาวบ้านต้องเข้าป่าเพื่อไปตัดฟืนนั้น
พลันสุนัขนำทางเห่ากรรโชก แสดงถึงความหวาดกลัวอย่างมาก
คณะของท่านได้เจอกับเสือตัวหนึ่ง ทุกคนล้วนพากันเผ่นหนี
ยกเว้นท่านได้ก้าวไปข้างหน้า เมื่อเสือโจนทะยานใส่ ท่านก็คว้าหาง
ตัวเสือนั้นดิ้นเท่าไรก็ดิ้นไม่หลุด แล้วท่านก็กระซิบข้างใบหูของเสือ
เสือตัวนั้นจึงสงบและวิ่งเข้าป่าจนลับตาไป
ก่อนถึงวันสิ้นปี ในวัน 24 ค่ำ เดือน 12 จีน
ชาวบ้านจะส่งเทพเตาไฟขึ้นไปรายงานกรรมดีกรรมชั่วให้เง็กเซียนฮ่องเต้ทรงทราบ
ซึ่งต้องนึ่งขนมเข่งโดยใช้ฟืนไฟ ระยะเวลานึ่งไม่น้อยกว่า 6
ชั่วโมง ท่านได้รับมอบหมายให้ดูแลฟืนไฟไม่ให้มอด แต่แล้วท่านก็ได้นำฟืนออก
ยื่นขาตนเองเข้าไปในเตา เมื่อยายของท่านเห็น จึงเข้าไปดับไฟ และตรวจดูขาของท่าน
ก็ไม่พบความผิดปกติ จนรุ่งเช้าเมื่อยายตื่นขึ้นมาเห็นขนมนึ่งสุกดี
แต่เมื่อมองข้าวของภายในบ้านกลับหายไปหมด
ยายของท่านก็โกรธคิดว่าท่านนำข้าวของไปทำฟืนหมด ท่านก็บอกให้ขึ้นไปดูชั้นบน
เครื่องเรือนโต๊ะเก้าอี้ต่างใหม่ทั้งสิ้น ท่านบอกว่าปีใหม่ก็ต้องใช้สิ่งของใหม่ๆ »
|
|
hakka@hakkapeople.com
คุณความดี แด่บรรพชนและชาวฮากกาที่ฮึกเหิม
|
Hakkapeople.com by Hakka Pakchong Association... Powered by Drupal |
ถ่ามกุงหย่า
ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก็มีศาลเจ้านี้อยู่ อยู่คนละฝั่งกับศาลเจ้ากวนอู แต่ไม่ใหญ่เหมือนที่จังหวัดตรัง ผมเรียกถ่ามกุงหย่า
ซิวซี แซ่ตั้ง
ซิวซี แซ่ตั้ง (2)
ซิวซี แซ่ตั้ง หรือ 陳修試
ชิวชีแซ่ตั้ง เป็นฉิ่นชิวชีแน่นอนครับ
เห็นรูป คุณชิวชี แซ่ตั้ง แล้ว เปรียบกับรูปภาพในสมัยปัจจุบันที่สถานฑูตจีน นั้น ไหงมั่นใจว่า ท่านคือ อากุง ฉิ่น ชีชิว ตามข่าว ของ ซีอาร์ไอ วิทยุปักกิ่งแน่นอนครับ แต่ทางนั้น อาจจะลงชื่ออากุง สลับกัน ซึ่งชื่อของอากุงเขา อาจจะ เป็น ฉิ่น ชิว ชี หรือ บางที หนังสือ ที่ลงรูปนั้น อาจจะพิมพ์ ชื่อของอากุง สลับ เป็น ฉิ่น ชิวชี ก็อาจเป็นไปได้นะครับ เป็นไปได้ทั้งสองกรณี ครับ
แต่สรุปว่า ไม่ว่าจะเป็น ฉิ่นชีชิว หรือ ฉิ่นชิวชี คือคน ๆ เดียวกัน แน่นอนครับ
ขอบคุณอาสรภูมิไท้โกมากเลยครับ
อย่าเพิ่งฟันธง
ดีครับ ว่าง ๆ ไหงจะติดต่อท่านดู