圣寿无疆 หน้าแรก
HakkaPeople(Thai) ชุมชนชาวฮากกา Hakka people .  
ที่ใดมีตะวันขึ้น ที่นั้นมีชาวจีน ที่ใดมีชาวจีน ที่นั้นมีเค่อเจียเหริน hakkapeople.com

เรื่องเล่าแดนมังกร

  ขอนำบทความ เรื่องสั้นและเรื่องเล่าต่าง ๆ ที่ให้แง่คิด คติเตือนใจ อ้่นสนุก มีสาระและคุณธรรม มาเสนอแด่ทุกท่าน ขอเชิญทุกท่านร่วมอ่าน และร่วมเสนอเรื่องมาร่วมลงได้ครับ
    
     ขอเสนอเรื่องแรกมาจาก สามก๊กดังนี้

      ครั้นเมื่อโจโฉได้ปราบดาภิเศกนั้น ก็จับเอาข้าศึกต่างเมืองที่กำหราบได้ มาประหารเสียจนสิ้น มาเหลือข้าศึกที่เป็นญาติพี่น้องของตนเอง ที่ทำงานให้กับ เมืองของศัตรูที่ตนเองอาศัยอยู่ เป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น ก็จะนำมาประหาร แต่ก็ให้รู้สึกเสียดายอยู่ ก่อนจะประหาร ก็ใคร่จะลองอะไรบางอย่างดูซิว่า ภายในใจ และความคิดอ่านของญาติพี่น้อง ที่เป็นศัตรูต่างเมืองนั้น มีความคิดอ่านเป็นเช่นไร จึงออกคำสั่งออกไปว่า "ภายในกำหนดสิบก้าว จะต้องท่องอ่านบทกลอน ออกมาได้บทหนึ่ง" รวมสี่สิบก้าว สี่บทกลอน ถ้าท่องออกมาได้ก็จะไม่ประหาร ถ้าท่องไม่ได้ ก็จะฆ่าทิ้งเสียให้หมดทุกคน ซึ่งญาติฝ่ายบุ๋นของโจโฉ ก็ไม่ทำให้โจโฉผิดหวังดังนี้ครับ

           "จู้ เถ่ว หยุ่ง เถ่ว กี๊,เถ่ว ฮ้อย ฟู ตุ๊ง หิบ,ฉอน เห่ ถุง เก๊น ซั้ง,เชียง เจ้น หอ ไท่ กิบ"

     ความว่า "เมื่อถึงหน้าเก็บเกี่ยว เกษตรกรไร่ถั่วก็นำฝักถั่วมาต้มในกระทะ โดยนำต้นและรากถั่วมาทำเชื้อเพลิง เจ้าถั่วก็ได้แต่ถูกต้มจนคลางหงิง ๆ อยู่ในกระทะนั้น ซึ่งแท้จริงแล้วทั้งฝักถั่วและต้นถั่วต่างก็มาจากเทือกเถาว์เหล่ากอเดียวกัน จะฆ่าจะแกงกันทำไมถึงต้องเร่งรีบปานนั้น"

     ว่ากันว่าพอว่าจบสี่บทโจโฉ ถึงกับต้องโยนดาบทิ้ง วิ่งเข้าหาพี่น้องกอดกันกลม น้ำตาไหลพราก ร้องไห้กระจองอแงด้วยความสท้อนใจ ที่เกือบจะฆ่าพี่น้องตนเองทิ้งเสียแล้ว 


ตั้งค่าการแสดงผลความคิดเห็น

Select your preferred way to display the comments and click "Save settings" to activate your changes.

เล่าไล่จือ

                             5.เล่าไล่จือ

ครั้งราชวงศ์จิว รัชการพระเจ้าจิวเตี้ยอ๋อง ก่อน

พุทธศักราชประมาณ 63 ถึง 43 ปีมีบุตรชายชาวนา

เมืองลู้ผู้หนึ่ง นับตั้งแต่รู้ความมา เป็นเด็กว่านอน

สอนง่ายไม่ทำสิ่งใดให้เป็นที่ขุ่นข้องหมองใจผู้

บังเกิดเกล้า มีความกตัญญูกตเวทีอย่างแรงกล้ามา

ในสันดาน เมื่ออายุสมควรที่จะเล่าเรียน บิดาส่ง

ไปศืกษายังสำนักอาจารย์ โดยเหตุที่เป็นคนมีสติ

ปัญญาเฉียบแหลม ประกอบด้วยความขยันหมั่น

เพียร เรียนอยู่ไม่ช้าก็กลับมา ทำไร่ทำนาเก็บผักหักฟืน

ขาย บำรุงเลี้ยงบิดามารดา บัดนี้มีอายุ 70 ปีแล้ว คน

ทั้งหลายเรียกเขาว่าเล่าไล่จือ.....วันหนึ่งเขาไปตักน้ำ

ให้บิดา ขากลับสดุดก้อนหินเซจวนล้ม ผู้ให้กำเนิด

ทั้งสองแลเห็นก็ให้นึกสมเพชจนน้ำตาไหล เล่าไล่

จือตกใจละล่ำละลักถามว่า"เหตุอันใดทำให้พ่อแม่

ร้องไห้".....บิดาตอบว่า"เราเห็นเจ้าไม่แข็งแรง อายุ

เพียง 70 ปีโรคภัยก็เบียดเบียนเสียจนอ่อนแอ เจ้านี้

เห็นจะไม่ได้อยู่ทำศพพ่อแม่เสียแล้ว พ่อแม่นี่แหละคง

ต้องอยู่ทำศพให้เจ้าเป็นแน่.....เล่าไล่จือได้ฟังดังนั้น

ก็ทราบว่า ที่เขาบังเอิญเซถลาไปเมื่อสักครู่นั้น เป็น

เหตุให้บิดามารดาวิตก ถึงอายุขัยของเขา จึงรีบเข้า

ห้องสรวมเสื้อผ้าหลากสี ถือกลองเด็กเล่นออกมา

แกว่งให้เกิดเสียงไปมา แล้วกระโดดโลดเต้นเช่น

ทารก แสร้งแสดงว่าเขายังมีพลานามัยสมบูรณ์ ให้

พ่อแม่คลายความสลดใจในสุขภาพของเขา.....นับ

แต่นั้นมาทุกคราวที่อยู่ใกล้ชิดพ่อแม่ เขาจะทำตัว

เป็นเด็กเล่นหาบน้ำบ้าง แสร้งทำหกล้มร้องไห้

ครวญครางแล้วเข้าไปออดอ้อนซบศรีษะบนตักบ้าง

เหมือนเมื่อครั้งเป็นเด็ก ให้ผู้บังเกิดเกล้าเกิดอารมณ์

ขันป็นสุขใจ.....แม้ว่าสุขภาพจะทรุดโทรมลงด้วยอำ

นาจแห่งความชราเพียงไร เขาไม่ยอมเอ่ยให้เข้าหูพ่อ

แม่เกรงจะทำให้ระทมทุกข์ และหวนนึกถึงวัยของ

ตนเอง.....เมื่อผู้ให้กำเนิดทั้งสองสิ้นชีพแล้ว เขาก็

อัญเชิญศพไปบรรจุไว้ในหลุมเดียวกัน แล้วอพยพ

ไปอยู่เมืองฌ้อ วันหนึ่งเจ้าเมืองฌ้อมาเชิญให้เขาไป

เป็นที่ปรึกษาช่วยราชการงานเมือง  ตกเพลาบ่าย

ภรรยาของเขากลับจากไปหาฟืน ได้ทราบว่าสามีจะ

ไปทำงานอยู่ด้วยเจ้ามืองฌ้อจึงพ้อขึ้น

ว่า....."ธรรมดาคนเรากินข้าวกินเหล้าของเขาก็ต้อง

ทำงานให้เขาคุ้มค่า จะได้ลาภได้ยศก็สุดแต่เขา เมื่อ

ท่านยินยอมอย่างนั้นก็เชิญไปแต่ผู้เดียวเถิด".....เล่า

จือจึงว่า"ข้อนั้นเจ้าอย่าเพ่อวิตก เอาขนนกขนเนื้อ

ทำเสื้อกางเกงก็ได้ เก็บข้าวตกตามทุ่งนากินก็อิ่ม เมื่อ

เจ้าไม่ชอบอยู่ใต้บังคับใคร เราก็จะไม่ไป".....ว่า

แล้วทั้งสองก็พากันไปอยู่เมืองอื่นอย่างอิสระมี

ความผาสุขตราบสิ้นชีวิต

รูปภาพของ เฉินซิ่วเชง

รูปเล่าไล่จือ


 

ตอเซี่ย ตอเซี่ย

ขอขอบคุณอาจารย์เฉินซิ่วเชงอีกครั้งครับ กับภาพประกอบ หงี่ซิบซี่เฮ่า ตอนเล่าไล่จือ เขียนเรื่องอย่างนี้ ไหงว่าทำให้สบายใจขี้นมาจากสถานการณ์ปัจจุบันได้บ้าง เชิญไถ่ก๊า ค่อย ๆ อ่าน ค่อย ๆ คิดตามดูนะครับ ดูว่าจะเหมือนไหง คนนำเสนอไหม?

รูปภาพของ เฉินซิ่วเชง

ตอเซี่ยโกแจวชิ้นสุย..นะเจ้า!

ไหงขอบคุณโกมากกว่า  ที่อนุญาตให้ไหงลงภาพที่กี่ยวข้อง  คาดว่าโกก็ทำได้ดีอยู่แล้ว  แต่ไหงอยากมีส่วนร่วมว่าได้อ่าน  ได้จดจำและค้นคว้า  เรื่องดีๆๆจากโก  ด้วยวิธีการของไหง  กลัวโกจะโกรธด้วยซ็ำไป  ไหงว่าภาพประกอบที่สวยงามแบบลายเส้นจีน  นี่สุดยอดคลาสิกด้วย  เพราะเป็นคนชอบดรออิ้งด้วยเส้นดินสอและปากกาเสมอๆ  ชีวิตไหงมักจะวุ่นวายแบบ  ทุกคนเห็นนี่แหละ  จึงเป็นคนชอบคิด  ชอบทำ  ชอบฟัง  เรียกว่าหนึ่งตัวตนที่นั่งทำงาน  ไหงเป็นทั้งศิลปิน  นักธรรม นักคิด  จะไม่ค่อยปล่อยให้ลมหายใจหมดไปวันๆ   อย่างง่ายดาย  รู้สึกคล้ายว่าชีวิตเหมือนจะไม่ค่อยยืนยาว  กระหายอยากทำอยากสร้างทุกสิ่ง  ให้เรียบร้อย  อย่างภาคภูมิใจ  ไหงจะหงุดหงิดมากถ้าปล่อยให้ไหงประชุม  ฟังเขาถกเถียง  วิเคราะห์  และอะไรที่ไหงไม่เข้าใจง่ายๆๆ  แบบอ่านสาระของโก  คือความสุข  คือความจริง และสอนเราได้ดี  นี่ดีแท้แน่นอน  หามาลงมากๆๆนะเจ้า  ทุกคนเข้ามาอ่านจะได้รู้จักจิตวิณญาณ  ความเป็นคน  รากเหง้าที่ดีเป็นอย่างไร   ไหงว่างจะหาองค์ประกอบด้านอื่นๆ  มาลงประกอบให้โกเสมอ...ขอบคุณมากเจ้า

ทั่มจือ


                                                  3. ทั่มจือ 

ในสมัยชุนชิว ครั้งราชวงศ์จิว ทั่มอิ๊ดเป็นผู้ว่าราชการเมืองทั่มอันเป็นเมืองขึ้นของเมืองลู้ ผู้คนทั้งหลายยกย่องเรียกเขาว่า ทั่มจือ

  ทั่มจือเป็นผู้รู้หลักนักปราชญ์มีความกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดายิ่งนักมารดาของเขาเจ็บกระเสาะกระแสะและเป็นโรคตามาช้านานทั่มจือพยายามหาซินแสมารักษาหลายรายอาการป่วยและโรคตาก็ไม่ทุเลาวันหนึ่งมารดาบอกเขาว่ามีผู้มาบอกให้กินน้ำนมกวางและเอาหยอดตาโรคจะหายในฉับพลัน
     ทั่มจือให้คนไปไปเที่ยวหาซื้อแม่กวางเพื่อมารีดเอาน้ำนมก็หาได้ไม่จึงไปขอยืมหนังกวางจากพรานป่าเอามาคลุมตัวแล้วบุกเข้าไปในป่าหลายวันจึงพบฝูงกวางเขาเล็ดลอดเข้าปะปนไปอยู่ในฝูงแล้วรีดน้ำนมนางกวางใส่กระออม
     ในเวลาเดียวกันนั้นมีพรานป่า 2 คนซุ่มดักยิงกวาง เขาเกือบถูกพรานยิงตายด้วยลูกธนูเพราะความเข้าใจผิดเดชะบารมีความกตัญญูกตเวทีช่วยคุ้มครองจึงพ้นภัยอย่างหวุดหวิด
     เมื่อพรานทั้งสองทราบว่าเขาคือเจ้าเมืองทั่มเอาหนังกวางมาคลุมตัวแอบเข้าไปรีดนมกวางเพื่อทำยารักษามารดา ก็ย่อตัวคุกเข่าคำนับด้วยความเคารพต่อมาพฤตกรรมนี้ล่วงรู้ถึงชาวบ้านชาวเมืองต่างพากันยกย่องสรรเสริญว่าเป็นผู้แรงกล้าด้วยความกตัญญูกตเวทีราษฎรทั้งหลายก็เพิ่มความเคารพยำเกรงยิ่งขึ้น

รูปภาพของ เฉินซิ่วเชง

รูปทั่มจื่อ..

 

 

ขอขอบคุณ

ขอขอบคุณ อาจารย์เฉินซิ่วเชง มากครับ สำหรับภาพประกอบ เรื่อง ทั่มจือ

หงี่ซิบซี่เฮ่า

สวัสดีครับทุกท่านจากบรรทัดนี้ไป ไหงจะขอนำเสนอเรื่อง”หงี่ซิบซี่เฮ่า”เสนอติดต่อกันไปรวม ยี่สิบสี่เรื่อง ยี่สิบสี่ตอนซึ่งเนื้อเรื่องทั้งยี่สิบสี่ตอน ไหงได้นำมาจากหนังสือ”ยอดกตัญญู”ของ”ร.บุนนาค””ซึ่งได้รวบรวมจากต้นฉบับภาษาจีนจัดพิมพ์โดย”ธรรมสภา”ซึ่งหนังสือเล่มนี้ได้รับการเขียนคำนิยามโดย”ท่านพุทธทาส อินฺทปญฺโญ”แห่งสวนโมกขพลารามไชยา 

              1 เจ็งชำ...”มารดากัดนิ้วเรียกบุตร                     ในสมัยชุนชิวระหว่างรัชการ พระเจ้าจิวเพ่งอ๋อง กับ พระเจ้าจิวอุยเ ลียดอ๋อง     ประมาฌสมัยพุทธการ   มีเด็กชายคนหนึ่งชื่อเจ็งชำ  บุตรเจ็งเตี๊ยม  ชาวนาเมืองลู้ มารดาชื่อเม่งสี เจ็งชำเป็นศิษย์ในสำนักขงจื่อเป็นผู้มีความกตัญฌูกตเวทีแรงกล้า ปรนนิบัติผู้บังเกิดเกล้าด้วยความเอาใจใส่และถนอมน้ำใจให้มีความสุข  ว่างจากการเรียนก็ช่วยบิดาทำไร่ทำนา
     ทุกคืนเขาจะจุดธูปเทียนบูชาเง็กเซียนฮ่องเต้    ขอให้ช่วยอภิบาลผู้บังเกิดเกล้าให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ  อยู่เย็นเป็นสุขมีอายุยืนนาน  ครั้งหนึ่งบิดาใช้ให้ย้ายต้นฟัก   เจ็งชำขุดพลาดถูกรากใหญ่ขาดบิดาโกรธมาก  เฆี่ยนตีอย่างสาหัส  
     เขาวิตกว่าถ้ามารดารู้ว่าเขาต้องโทษหนักจะเป็นทุกข์ไม่สบายใจ  จึงแสร้งไปนั่งดีดพิณให้มารดาสำคัญว่าที่บิดาเฆี่ยนนั้นไม่เจ็บปวดเท่าใด    
     ต่อมาเมื่อบิดาถึงแก่กรรมแล้วเขาก็เข้าป่าตัดฟืนขายบำรุงเลี้ยงมารดา ทุกคราวที่เข้าป่าเขาเป็นห่วงมารดาที่อยู่เบี้องหลังลำพังผู้เดียวอย่างยิ่ง 
     อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่เขาตัดฟืนอยู่ในป่า  มีอาคันตุกะผู้หนึ่งแวะมายังที่อยู่  มารดาเป็นชาวบ้านนอกมาแต่กำเนิดก็ไม่รู้ที่จะจัดรับรองหรือเจรจาพาทีอย่างไร อีกทั้งไม่มีทรัพย์จะซื้ออาหารเลี้ยงดูตามประเพณี
     นางร้อนใจที่รอแล้วรอเล่าไม่เห็นบุตรกลับมา  ในที่สุดนางเกิดความคิดขึ้นว่าอันสายเลือดชองแม่กับลูกนั้นมีความสัมพันธ์ต่อกัน จึงยกนิ้วมือใส่ปากกัดนิ้วจนแตก
     ในบัดเดียวนั้นบุตรของนางที่กำลังตักฟินอยู่ในป่าก็เจ็บเสียวในทรวงเขาสังหรณ์ใจว่าคงมีเหตุเกิดขึ้นทางบ้าน จึงมัดท่อนฟืนที่ตัดแล้วแบกขึ้นบ่ารีบกลับบ้านถึงบ้านตรงเข้าไปคุกเข่าเฉพาะหน้ามารดา แจ้งอาการที่เกิดเจ็บในอก 
     มารดากล่าวว่า”มีอาคันตุกะมาที่บ้าน เราจึงกัดนิ้วให้รู้ถึงเจ้าจะได้รีบกลับมาปรึกษาหารือกันว่าควรจะรับรองเขาอย่างไร

           2เมี่ยนจือเคียน
      ครั้งราชวงศ์จิว สมัยชุนชิวที่เมืองลู้ มีเด็กชายคนหนึ่งชื่อจือเคียน แซ่เมี่ยน บิดาชื่อเมี่ยนเต็กกำพร้ามารดามาแต่ยังเยาว์
      ต่อมาบิดามีภริยาใหม่ชื่อมั่งสี เกิดบุตรด้วยกันสองคนนางมั่งสีริษยารังเกียจเมี่ยนจือเคียนยิ่งนักมักหาเรื่องยุยงสามีให้ดุด่าเฆี่ยนตีเนือง ๆ 
     แต่เมี่ยนเต็กเป็นคนรอบคอบใจคอหนักแน่ปลอบโยนภริยาว่า”ธรรมดาเด็กมักรักแม่มากกว่าพ่อ แม่เป็นผู้ให้นมกินอาบน้ำป้อนข้าวให้ เมี่ยนจือเคียนยังไม่พ้นวัยเด็กแม้มันจะไม่ใช่เลือดเนื้อของเจ้า มันก็เลือดของข้า ความจริงมันรักเจ้าเหมือนแม่ของมัน น้อง ๆมันก็เอาใจใส่คอยดูแล เจ้าจะให้เฆี่ยนตีมันโดยหาความผิดมิได้ นั้นสมควรแล้วหรือแล้วมันจะหันหน้าไปพึ่งใคร พึ่งแม่แม่ก็เกลียดชัง พึ่งพ่อพ่อก็ดุร้ายควรจะสงสารเอ็นดูมันบ้าง  แม้กระนั้นนางก็หาคลายความชิงชังไม่
     กาลเวลาผ่านไป จนย่างเข้าฤดูหนาวเมี่ยนจือเคียนอายุได้ 13 ขวบนางทำเสื้อกันหนาวให้บุตรทั้งสองของนางกับเมี่ยนจื่อเคียนสวมใส่คนละตัว
     วันหนึ่งหิมะตกหนัก อากาศหนาวจัดบิดาใช้เมี่ยนจื่อเคียนให้ขับรถให้นั่งไปกิจธุระระหว่างทางเมี่ยนจื่อเคียนหนาวสั่นสท้านไปทั้งร่าง มือเท้าเย็นชาจนบังเหียนบังคับม้าที่ถือหลุดจากมือ 
     เมี่ยนเต็กสังเกตุเห็นตรงรอยขาดที่เสื้อของเมี่ยนจื่เคียนว่าซับในกรึงด้วยโล่ฮั้ว แทนที่จะกลึงด้วยสำลี จึต้านทานความหนาวไม่ได้ก็สงสัยว่าภริยาแสร้งทำดีด้วยประสงค์ร้ายต่อบุตรของเขา
     ครั้นถึงบ้านเมี่ยนเต็กเอาเสื้อที่นางมั่งสีทำให้บุตรของนางมาตรวจดูปรากฏว่าเย็บกรึงด้วยสำลีอย่างดีทั้งสองตัว เขาแค้นเคืองอย่างยิ่งที่นางมีใจไม่เป็นธรรมต่อบุตรเลี้ยงถึงกับตัดเยื่อใย ขับไล่ไสส่งให้นางไปจากบ้าน
     เมี่ยนจื่อเคียนตกใจรีบเข้าไปคู้กายเฉพาะหน้าบดาพร่ำว่า”แม่อยู่ลูกหนึ่งหนาว แม่ไปสามลูกโดด”แล้วอ้อนวอนบิดาขออย่าให้ขับแม่เลี้ยงไปอ้างว่าถ้าแม่ไปเสียแล้วพ่อและน้องจะต้องลำบาก ตัวเขาจะไปจากบ้านเสียเอง แม่จะได้สบายใจพ่อก็จะได้มีแม่อยู่ปรนนิบัติ น้อง ๆ ก็จะมีความสุข ที่มีแม่อยู่คอยดูแล
     นางได้ฟังคำของลูกเลี้ยงน้ำตาก็ไหลพรากออกมาด้วยความตื้นตันใจซาบซื้งในมโนธรรมอันสูงส่งของบุตรเลี้ยงเป็นที่สุด ได้สำนึกในความผิดของตนก็ร่ำให้ขอลุแก่โทษ นับแต่นั้นมานางก็ดำรงมั่นอยู่ในทำนองครองธรร
     เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ทุ่มเทความรักใคร่เอ็นดู แก่เมี่ยนจื่อเคียนเสมอด้วยบุตรที่เกิดจากอุทรนางเอง
     เหตุการณ์นี้ล่วงรู้ไปถึงขงจื่อขงจื่อสรรเสริญว่าเมี่ยนจื่อเคียนเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวทีล้ำเลิศด้วยมโนธรรมที่คนทั้งหลายพึงถือเป็นเยี่ยงอย่าง...กาลต่อมาในจำนวนศิษย์ของขงจื่อประมาณ3000 คน ได้เป็นปราชญ์ 72 คน เมี่ยนจื่อเคียนเป็นผู้หนึ่งในจำนวนนี้

หนังสือ เงี้ยดเล้ต

หนังสือเงี้ยดเล้ต หรือปูมปัญญาจีน มีที่พิมพ์จากฮ่องกง ในไทย มีทั้งฉบับภาษาจีน และฉบับภาษาไทย                                                                                                     โดยกล่าวสำหรับ ทองหงินจื้อซุ้นมากมายกลายท่านคงจะเคยได้เห็นหนังสือ ปูมปัญญาจีน หรือ”เงี้ยดเล้ด”กันมาบ้างแล้วเป็นแน่
ลักษณะจะเป็นหนังสือ สีแดงเล่มหนา ๆ  หน้าปก โดยมากที่เห็นจะเป็นเทพเจ้า  ฝุก หลุก ซิ่ว องค์ใดองค์หนึ่ง หรือทั้งสามองค์ในอิริยาบถต่าง ๆ
ซึ่งหนังสือเล่มนี้ กุ๊ง ม่า หยา แม้จะใช้เปิดดู คำพยากรณ์  ทางโหราศาสตร์ต่างๆ ซึ่งถ้าพูดไปก็คือหนังสือ โหราพยากรณ์ ของจีนนั่นเอง 
ซึ่งในเล่มจะบรรจุเรื่องราวต่างๆ ตั้งแต่วันดี วันไม่ดี การทำนายดินฟ้าอากาศในปีนั้น ๆ น้ำในการทำการเกษตรจะมีปริมาณมากน้อยเพียงไร ดูเพศเด็กในครรภ์ จะเป็นเพศชายเพศหญิง(น่าจะบอกเพศที่3ด้วย สมัยนี้เยอะจัง) การทำนายทายทัก การทำนายฝัน การทำนายไฝปานไฝอย่างไหนเรียกว่าอย่างไร อย่างไหนดี อย่างไหนไม่ควรเอาไว้
คนเกิดลักขณาอะไรเป็นคนนิสัยใจคออย่างไร  การชั่งน้ำหนักดวงชะตา ตามวัน เดือนปีและเวลาตกฟาก ว่าจะมีดวงหนักหนา หรือสาหัสเพียงไร วัน เดือน ปี ที่ถูกกันหรือไม่ถูกกัน ถ้าถูกกัน เรียกว่าหลวีกฮับ ถ้าไม่ถูกกันเรียกว่า หลวีกชุ้ง หรือ หลักฮะ หลักชง
ยกตัวอย่างเช่น ปีชวด ไม่ถูกกับ ปีมะเมียเรียกว่า หลวีกชุ้ง  คู่สามี-ภรรยาถ้าแต่งกันแล้ว จะอยู่กันไม่ยืด จะมีปากเสียงทะเลาะเบาะแว้งกัน ถ้าเป็นหลวีกฮับเช่น ปีมะโรง-ระกา การพญากรณ์ จะเป็นตรงกันข้ามกันเลยทีเดียว เป็นต้น
พวกที่เกิดเดือนใด ในปีใดจะมีมารชื่อว่าอะไร เช่นเดือนร้ายชาย เดือนร้ายหญิง มารไม้กวาดออก ไม้กวาดเข้ามารต้นหญ้า มารดอกท้อ (ยังกับ เซียวฮื่อยี้)
นอกจากนี้ยังจะมีการตรวจดูความสัมพันธ์ ระหว่างสามี-ภรรยา ตรวจดอกไม้ในครรภ์ของสตรีการดูยามดียามร้ายต่าง ๆ (ยิ่งกว่ายามอุบากองหลายเท่านัก) เรียกว่าถ้าท่านตรวจดูจนเสร็จแล้ว(วันทั้งวันอาจจะไม่มีเวลาทำอะไรเลย)
การไปชงเอาสิ่งของต่าง ๆ  เรื่องนี้ตัวไหงเองเคยมีประสบการณ์มา มีครั้งสองครั้งคือไหง ได้ไปในที่หนึ่งมา กลับบ้านมา เป็นไข้ตัวร้อนขึ้นมาฉับพลัน กินยาลดไข้ก็ไม่ลด ผ่านไป  วัน สองวัน ซินซั้งเลยมาเปิด เงี้ยดเล้ดดู กี๋บอกให้ไปตัดรูปกระดาษรูปนั้นรูปนี้มา พร้อมของอีกอย่างสองอย่าง รู้สึก จะบอกให้เอามา กาล้อ แล้วบอกให้สอดว้อย นำไปไหว้ นำไปเฮี่ยน (เผา)มันก็แปลกดี ไข้หายเป็นปลิดทิ้ง แทบจะทันที (ไม่น่าใช่งมงาย  มันหายจริง ๆ)
นอกจากนี้ยังมีบอกว่าท่านอายุเท่าไรจะมีดาวราศีใดมาอยู่ในดวงชะตาชีวิตของท่าน และอีกมากมายทีเดียวที่กล่าวมานี้เป็นเพียงผิวเผิน และกล่าวโดยรวบรัดในแต่ละเนื้อหาเท่านั้นเองเพราะหนังสือเล่มหนาขนาดที่เคยเห็น ๆ นั้น เนื้อหาจะมากเท่าไรคงสุดจะบรรยายได้แน่และก็ว่าไปแล้ว เงี้ยดเล้ด ที่เราเห็นนั้น ก็เป็นเพียงหนังสือที่ตัดตอนออกมาจากเล่มดั้งเดิมแท้ ๆ ที่เมืองจีน เพียง คัดเอามา ปีต่อปีเท่านั้นแล้วอย่างนี้เล่มที่แท้จริง จะเล่มใหญ่โตขนาดไหนเล่าหนา?
ที่สุดแห่งแก่นแท้ของ เงี้ยดเล้ตนั้นก็คือปรัชญาในคำ 3 คำว่า “หยิดเต็ด  หงี่เห็น ซ้ำฟุ้งสุ้ย”ก็คือ
หนึ่งนั้นต้องเป็นผู้มีคุณธรรม
สองต้องเป็นผู้มีบุญวาสนา และ
สามเมื่อเป็นผู้มีคุณธรรมและบุญวาสนาแล้วจึงจะอยู่เย็นเป็นสุขได้ กล่าวคือธรรมเนียมต่าง ๆ ในเงี้ยดเล้ตความกตัญญูรู้คุณการไหว้บรรพบุรุษ นับเป็นคุณธรรม การทำนายดวงชะตา ชั่งน้ำหนักดวงชะตามีมากน้อยเท่าไร ก็มีบุญวาสนาเท่านั้น ผู้ใดจะอยู่เย็นเป็นสุขมากน้อยเพียงไรย่อมขี้นกับบุญวาสนามากน้อยของผู้ปฏิบัติเอง

สุราถึงแก่กรรมแล้ว

       เค้าโครงเรื่องจากยิ้มแย้มปัญญาจีน ของคุณ พรทิพย์ สินสูงสุด

       ชายคนหนึ่งเชิญแขกเหรื่อมาดื่มกิน แต่รังเกียจที่จะนำสุรามาเลี้ยง ได้แต่นำน้ำชามาเลี้ยงแทน แขกคนหนึ่งเห็นดังนั้นจึงร้องไห้โฮออกมา ขณะยกน้ำชาขื้นดื่มเจ้าภาพเห็นดังนั้นจึงเกิดความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับแขกท่านนี้จึงได้เดินเข้าไปไต่ถามว่า
       "ฉันเชิญท่านมากินอาหารกัน ทำไมท่านจึงร้องไห้เล่า"
       แขกตอบว่า"ฉันชอบดื่มสุรา ชีวิตของสุรา ก็คือชีวิตของฉันแต่ตอนนี้ สุราได้ตายไปแล้ว ฉันเลยกลั้นความเศร้าโศรกเสียใจไว้ไม่ได้"
       เจ้าภาพพูดยิ้ม ๆ ว่า "ตลกน่ะเพื่อน เหล้าจะตายได้อย่างไรกัน"
       แขกได้ตอบว่า"ก็ถ้าสุราไม่ตาย ทำไม จึงไม่มีรสชาดเลยเล่า"

ข้าวแดง

     เค้าโครงเรื่อง จาก ยิ้มแย้มปัญญาจีน ของคุณวันทิพย์ สินสูงสุด

       ชายคนหนึ่งมีฐานะยากจน ในช่วงบิดาถึงแก่กรรม ไว้ทุกข์ให้แก่บิดา ด้วยฐานะทางครอบครัวที่ยากจน อาหารการกินก็ฝืดเคืองไปด้วย วันหนึ่งขณะเขากำลังกินข้าวแดงอยู่(ฝูงมี่ อ่างบี้)คือข้าวซ้อมมือ ผู้เฒ่าคนหนึ่งผ่านมาเห็นเข้าจึงได้ตำหนิชายคนนั้นไปว่า
     "สีแดงเป็นสีแห่งมงคล เจ้ากล้าดีอย่างไร จึงมากินข้าวแดง ในช่วงไว้ทุกข์ให้บิดา"
     ชายผู้นั้นตอบว่า "ก็แล้ว ที่ท่านกินข้าวขาวทุกวัน แสดงว่าที่บ้านท่านมีพิธีไว้ทุกข์ทุกวันหรืออย่างไร"

วิธียืมลูกเกาทัณฑ์

     เมื่อเล่าปี่กับซุนกวน ตกลงจับมือเป็นพันธมิตรชั่วคราวที่จะร่วมกันรบกับมหาอุปราชโจโฉแล้วหลังจากที่จิวยี่แสร้งทำความลับรั่วให้เจียวก้านไปปล่อยข่าวหลอกให้โจโฉสังหาร ชัวมอ กับ เตียวอุ๋น สองนายทัพที่มีความชำนาญการรบทางน้ำเสียแล้วก่อนศึกสัปยุทธที่ผาแดงจะเริ่มขึ้นกุนซือของทั้งสองเมืองคือขงเบ้งกับจิวยี่ก็ได้มาร่วมปรึกษาหารือเกี่ยวกับรายละเอียดต่าง ๆที่จะใช้รับมือกับกองทัพโจโฉ

     ในการปรึกษากันนั้นจิวยี่จะขอให้ขงเบ้งช่วยจัดสร้างลูกเกาทัณฑ์ หนึ่งแสนลูกภายในกำหนดระยะเวลา 10 วันแต่ขงเบ้งกลับบอกว่า 10 วันช้าเกินไปกลัวจะไม่ทันการจะทำให้เสียการไป จึงขอทำทัณฑ์บนแก่จิวยี่ว่าจะขอสร้างลูกเกาทัณฑ์ทั้งหมดให้ได้ในกำหนดเวลา 3 วันหากแม้นไม่ได้ตามกำหนดก็ให้มาเอาชีวิตของตนไป แต่มีข้อแม้ว่า ขงเบ้งต้องการสิ่งใดจะบอกสั่งแก่โลซกมา แล้วขอให้จิ่วยี่ช่วยจัดให้ตามที่ร้องขอไป จิวยี่รับคำ แล้วจึงให้โลซกร่างเป็นกฎหมายไว้ทุกถ้อยคำ

     เมื่อขงเบ้งลากลับไปแล้วจิวยี่จึงสั่งทหารให้ไปสั่ง ช่างทำลูกเกาทัณฑ์ ว่าให้สร้างถ่วง ๆไว้อย่าได้สร้างตามกำหนดใน 3 วันเพื่อจะดูว่าขงเบ้งจะทำประการใดแล้วสั่งให้โลซกไปคอยติดตามดูความเคลื่อนไหวของขงเบ้ง  ซึ่งก็ได้ความกลับไปแจ้งแก่จิวยี่ว่าไม่เห็นขงเบ้งจะเดือดร้อนคิดทำประการใดทั้งก็ไม่เห็นไปสั่งช่างทำลูกเกาทัณฑ์ให้ทำแม้สักลูกซึ่งก็สร้างความประหลาดใจแก่จิวยี่เป็นอันมากแต่ก็คิดไม่ออกว่าขงเบ้งกำลังคิดทำประการใดอยู่

     ครั้นก่อนถึงวันกำหนดขงเบ้งก็ได้ส่งโลซกมาขอฟางกับผ้าดำมาก ๆ พับน้ำมันเช็ดลูกเกาทัณฑ์ เรือรบยี่สิบลำกับคนมาช่วยขนลูกเกาทัณ์ลำละสามสิบ สี่สิบคนวันที่กำหนดเป็นวันเดือนสิบสองข้างแรมเวลาสามยามหมอกลงจัดขงเบ้งก็สั่งการให้นำฟางมาหุ้มกรุไว้สองฝั่งเรือเสร็จแล้วเอาผ้าดำคลุมไว้ให้เรียบร้อยมิดชิดทั้งยี่สิบลำแล้วผูกโยงกันไปให้ทหารรีบแจวไปทางที่กองทัพโจโฉตั้งอยู่ส่วนตนเองกับโลซกก็เข้าไปนั่งจิบสุราในเรือ

     ครั้นเมื่อเรือแล่นมาถึงหน้าค่ายทหารโจโฉ ขงเบ้งจึงสั่งให้ทหารตีฆ้องกลองอื้ออึงขึ้น สร้างความตกตลึงพรึงเพริดแก่โลซกเป็นอย่างยิ่งขงเบ้งจึงพูดปลอบว่าท่านไม่ต้องวิตกหลอกหมอกลงจัดขนาดนี้ไหนเลยโจโฉจะกล้ายกทัพออกมาแล้วสั่งให้ทหารเอาหุ่นหางที่เตรียมมา ชูขึ้นไปเหมือนเป็นเงาคนดำตะคุ่ม ๆ

     เมื่อโจโฉรู้ความจึงสั่ง อิกิ๋ม มอกาย สั่งการทัพเรือ ยิงธนูจากในเรือ และเตียวเลี้ยว ซิหลงสั่งการทัพบก ยิงธนู จากฝั่งไปยังเรือทั้งยี่สิบลำดังห่าฝน

     เมื่อรับลูกเกาทัณฑ์ด้านหนึ่งเต็มแล้ว ขงเบ้งก็สั่งให้เรือกลับด้านสั่งให้ทหารตีฆ้องกลองทำเสียงอื้ออึงอีกรอบ ก็ได้ผลออกมาเช่นเดิมอีกครั้งก็ปรากฎว่าได้ลูกเกาทัณฑ์ลำละ5-6พันดอก กะว่าได้พอแน่แล้ว ขงเบ้งก็สั่งให้ทหารแจวเรือกลับก่อนกลับก็ให้ทหารตะโกนกลับไปว่า"ขอบคุณมหาอุปราชที่ให้ยืมลูกเกาทัณฑ์แล้วจะนำมาคืนภายหลัง"

นายอำเภอ

   ที่มา : ปัญญาจากจีน โดย วันทิพย์ สินสูงสุด

     ฮุ่ยจื่อ กำลังเดินทางจากบ้านไปรับตำแหน่งนายอำเภอ ขณะที่เขากำลังลงเรือเพื่อจะข้ามไปยังอีกฟากหนึ่งอยู่นั้น ก็เกิดคลื่นขนาดใหญ่วิ่งมากระทบแคมเรืออย่างแรง ทำให้เรือกระฉอก เอียงวาบจนทำให้ฮุ่ยจื่อ พลัดกระเด็นตกจากเรือเกือบจะจมน้ำตายอยู่รอมร่อ ดีแต่คนเรือรีบกระโดดลงไปช่วยลากดึงขึ้นมาบนเรือได้ แต่ก็กินน้ำเข้าไปหลายอึก

     คนเรือถามเสียงดัง "นี่แกเคยลงเรือหรือเปล่า คนอื่นไม่เห็นมีใครเป็นอะไร มีก็แกนี่แหละที่ตกลงไปในน้ำอยู่คนเดียว"

     ฮุ่ยจื่อตอบ"ข้ากำลังจะเดินทางไปรับตำแหน่งนายอำเภออยู่ แต่ก็มาเกิดเหตุขึ้นเสียก่อน ดีแต่ว่าท่านโดดลงไปช่วยขึ้นมาทัน ไม่อย่างนั้นข้าคงจมน้ำตายไปแล้ว

     คนเรือพูด"อย่างท่านนี่นาจะไปเป็นนายอำเภอ เอาชีวิตตนเองยังจะไม่รอดเลย แล้วจะไปช่วยอะไรชาวบ้านชาวเมืองได้  

     ฮุ่ยจื่อตอบว่า "ถึงข้าฯ.จะพายเรือว่ายน้ำไม่เป็นหมือนท่านไม่เก่งเหมือนท่านก็จริงอยู่ แต่ว่าในการจัดการเรื่องราวสำคัญ ๆ ของประเทศท่านไม่สามารถเทียบข้าได้แน่นอน"

ปฎิญาณของ โจโฉ

     เมื่อลิซกออกอุบายให้ ตั๋งโต๊ะ นำทรัพย์สินเงืนทอง พร้อมม้า เซ็กเทา มามอบให้กับ ลิโป้ พร้อมทั้งพูดหลอกล่อให้ ลิโป้ ฆ่า เต๊งหงวน พ่อบุญธรรมของตน แล้วมาอยู่กับ ตั๋งโต๊ะ พร้อมทั้งนับถือ ตั๋งโต๊ะ เป็นพ่อบุญธรรมคนใหม่

     เรื่องก็เลยยิ่งทำให้ เหล่าอำมาตย์ ข้าราชบริภาร ในพระเจ้าเหี้ยนเต้ ที่มีความจงรักภักดีในพระเจ้า เหี้ยนเต้ เพิ่มความจงเกลียดจงชัง ตั๋งโต๊ะ มากขึ้นอีกเป็นทวีคูณ

     หนึ่งในนั้นก็รวม โจโฉ อยู่ด้วย ซึ่งโจโฉ นี้เป็นตระกูลขุนนางรับใช้ในวัง มาตลอดหลายชั่วคน ก็คิดหาวิธี ว่าจะกำจัด ตั๋งโต๊ะ เช่นไร

     วันหนึ่งโอกาสก็มาถึง เมื่อ อ้องอุ้น ได้จัดงานวันเกิดขึ้นบังหน้า แท้จริง เพื่อจะหาโอกาส ปรึกษาหารือ กับเหล่าอำมาตย์ต่าง ๆ เพื่อหาวิธี ที่จะกำจัด ตั๋งโต๊ะ ให้จงได้ ก็มาได้ โจโฉ มาร่วมปรึกษา วางแผน ที่จะขอเป็นผู้กำจัดเอง โดยขอกระบี่สั้นชั้นดีจาก อ้องอุ้น มาเล่มหนึ่ง

     พอรุ่งเช้า โจโฉ ก็เข้าไปยังวังของ ตั๋งโต๊ะ พร้อมถือกระบี่สั้นเข้าไปด้วย คุยกันได้สักพัก เมื่อปลอด ลิโป้ แล้ว ตั๋งโต๊ะ ก็ทำเป็นนอนหันหน้าเข้ากำแพง แต่ตาก็เพ่งไปย้งกระจกเงา สักพัก โจโฉ ก็ชักกระบี่ออกมา พอดีความแตก ลิโป้ กลับเข้ามาพอดี โจโฉ เลยต้องรีบขึ้นหลังม้า ขี่ออกนอกเมืองไปโดยเร็ว

     หนีมาหลายวัน ก็มาพบเมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่ง ผู้รักษาเมือง มีนามว่า ตันก๋ง ซึ่งก็เป็นผู้ที่จงเกลียด จงชัง ตั๋งโต๊ะ เช่นกัน คุยกันเป็นที่เข้าใจกันดีแล้ว ก็เลยชวนกันทิ้งเมือง เพื่อจะหนีไปหา โจโก๋ ผู้เป็นบิดา และรวบรวมสมัครพรรคพวก โดยการถือหนังสือรับสั่ง จากพระเจ้า เหี้ยนเต้ มารวบรวมเหล่าผู้กล้า ล้างทรราช

     หนีมาได้สองวัน ก็มาพบบ้าน แปะเฉีย ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมสาบานของโจโก๋ ผู้บิดา ก็เข้าไปขอหลบพักนอน ซึ่งเรื่องต่าง ๆ นั้น แปะเฉีย ได้รู้จากประกาศ ของทางการแล้ว จึงรีบบอกให้ทั้งสองเข้ามาเสียในบ้าน แล้วบอกให้คนในบ้าน จัดที่นอนพร้อมอาหารให้ทั้งสองคน ส่วนตนขี่ม้าออกไปหาซื้อสุรา เพื่อจะนำมาเลี้ยงต้อนรับทั้งสองคน

     เมื่อแปะเฉียออกไปแล้ว ทั้ง ตันก๋ง และโจโฉ ก็หลบอยู่ในห้อง สักพักก็ได้ยิน เสียงลับมีด และเสียงถามว่า "จะมัดก่อน หรือเชือดทีเดียวเลย"เมื่อทั้งสองได้ยินดังนั้นก็ตกใจ มาปรึกษากันว่า แปะเฉียนี้ ไม่ใช่พี่น้องร่วมสายโลหิตกับบิดา เป็นแต่เพื่อนร่วมสาบานกัน ดูทีคงจะคิดไม่ซื่อ ให้ทางนี้จับ เชือด แล้วตอนนี้คงออกไปแจ้งทางการให้มาตามจับเป็นแม่นมั่น

     คิดกันแล้ว โจโฉ ก็ถือดาบ เดินออกไป สังหารผู้คนในครอบครัว แปะเฉีย ไม่ว่าชาย หญิง คนแก่หรือเด็ก รวมเกือบสิบคน แล้วก็ไปค้นดูว่ายังหลงเหลือหรือไม่ ก็ปรากฎว่า ไปเจอหมูที่ถูกมัด เตรียมรอเชือดอยู่ ก็กระจ่างว่า ตนเข้าใจผิดเสียแล้ว ที่ว่าจะมัดเชือด คือหมูต่างหาก ไม่ใช่พวกตน เลยคิดกันว่าจะหนีไปเสียตอนกลางคืนนี้เลย  

     เมื่อควบม้าไปได้สักพัก ก็พบ แปะเฉีย ขี่ม้าสวนทางกลับมา แปะเฉีย ตะโกนว่า หลานรักทั้งสอง จะรีบไปไหน ทำไมไม่ดื่มสุราอาหาร นอนพักผ่อนก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยออกเดินทางเล่า โจโฉ ตะโกนตอบว่า ข้าฯ.ทั้งสองมีความผิด ไม่กล้าอยู่นาน กลัวว่าคนของทางการจะมาเจอเข้า ขอบคุณท่านอามาก ข้าฯทั้งสองขอลาก่อน  

     เมื่อวิ่งคล้อยหลังไปได้เล็กน้อย โจโฉ ได้ชักม้ากลับ แล้วตะโกนเรียก แปะเฉีย ให้หันมา พอแปะเฉีย หันมา โจโฉ ก็เอากระบี่ฆ่าทิ้งเสียอีกคนหนึ่งเพื่อปิดปาก

     ตันก๋งเห็นดังนั้นจึงถามว่า เมื่อกี้ท่านฆ่าครอบครัว แปะเฉีย ผู้บริสุทธิ์ อ้างว่า เข้าใจผิด แล้วทีนี้ล่ะ ท่านจะอธิบายว่าอย่างไร

     "ข้าฯ.ยอมทำผิดต่อคนทั้งแผ่นดิน แต่จะไม่ยอมให้แม้สักคนทำผิดต่อข้าฯ" 

老愚公

  ปู่โง่ย้ายภูเขา ที่มา: ปัญญาจากจีน โดย วันทิพย์ สินสูงสุด

     ปู่โง่อายุเกือบร้อยปี ทางใต้บ้านของปู่โง่ มีภูเขาใหญ่สองลูก มีชื่อว่าไท่หัง กับหวังอูมีความสูงกว่า 3 หมื่นเมตร วงรอบเขาทั้งสองกว่า 700 ลี้ เวลาจะไปไหนมาไหน คนในบ้าน และปู่โง่ ต้องเดินอ้อมภูเขา ต้องเสียเวลามาก ทำให้ปู่โง่ไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง มาวันหนึ่งปู่โง่ จึงได้เรียกลูกหลาน และสมาชิกทุกคนในครอบครัว มาประชุม เพื่อที่จะหาทางตกลงย้ายภูเขาทั้งสองลูกออกไป ไม่ให้กีดขวางทางเข้าออก เวลาจะเข้านอกออกใน จะได้ไม่ต้องเสียเวลาในการเดินอ้อมภูเขาสองลูกนี้อีกต่อไป

     ทุกคนเห็นด้วยยกเว้นภรรยาปู่โง่ได้ท้วงติงว่า พวกเราเก่งกาจเพียงไรเชียวหรือ ในบ้านมีคนเพียงไม่กี่คน จะมาย้ายภูเขาสองลูกขนาดนั้น ลำพังแค่ย้ายจอมปลวก ก็ยังไม่เคยเห็นพวกเจ้าทำเลย  แล้วพวกเจ้าจะขนดินไปทิ้งที่ไหน

     ทุกคนตอบว่า ก็จะขนไปทิ้งทะเลปั๋วไห่ ไม่ว่าจะขนไปทิ้งเท่าไรก็ไม่มีวันเต็มเด็ดขาด

     วันรุ่งขึ้น ปู่โง่นำขบวนพาลูก ๆ หลาน ๆแบกจอบ แบกเสียม ขนบุ้งกี๋น้ำท่า ข้าวปลาอาหาร เดินทางไปขุดย้ายภูเขา พวกเขาทำงานหนักกันตลอดปี ทั้งขุดดินเจาะหิน แล้วนำไปทิ้งทะเลไป ๆ มา ๆ ตลอดปีจนแทบไม่ได้เข้าบ้าน

     ยังมีชายชราอีกผู้หนึ่ง ชาวบ้านให้สมญาว่าปู่ฉลาด เห็นปู่โง่กับลูกหลาน ทำงานหามรุ่งหามค่ำ เพื่อที่จะทำในสิ่งที่คนปกติเขาไม่ทำกันแล้วให้นึกขันสิ้นดี จึงไปหาปู่โง่เพื่อที่จะให้คำแนะนำและกล่าวว่า

     ทำไมพวกแกถึงได้โง่อย่างนี้ ดูสิ อายุก็ปานนี้ จะตายอยู่รอมร่อ ลำพังเอาแค่ถอนต้นหญ้าจากภูเขา ก็ยังยากที่จะถอนได้สำเร็จอยู่แล้ว  นี่พวกแกจะย้ายภูเขาใหญ่โตมโหฬารถึง 2 ลูกแกคิดว่าแกจะอยู่กินจนค้ำฟ้าหรือเช่นไร

     ปู่โง่ถอนหายใจแล้วบอกว่า แกเหมือนคนหัวทึบไม่ได้ความ สู้เด็ก 7 ขวบ เหลนข้าก็ยังไม่ได้ ถูกแล้วข้าอายุขนาดนี้ แก่แล้วอาจจะทำไม่ได้นานก็จริง แต่เจ้ารู้ไว้อย่าง หลังจากข้าตายไป พวกลูกข้าก็ยังทำต่อได้ พวกลูกข้าตายไป รุ่นหลานข้าก็ยังทำได้ รุ่นหลานข้าตายไป รุ่นเหลนข้าก็ทำต่อไปไม่สิ้นสุด พวกข้ามีความตั้งใจจริงทำไปไม่สิ้นสุด แต่ภูเขาสิ มันมีอยู่เท่าเดิมไม่ได้งอกขึ้นมาได้อีก สักวันพวกข้าก็ขุดมันจนหมดได้

     ได้ฟังแล้วปู่ฉลาดก็ได้แต่นิ่งอึ้ง ไม่สามารถที่จะตอบปู่โง่ได้แม้แต่คำเดียว ด้วยความเชื่อมั่นไม่สั่นคลอน จนที่สุด เทวดาเบื้องบน ทนเห็นความจริงใจไม่ได้ เลยต้องลงมาแบกเอาภูเขาทั้งสองลูกไป

รูปภาพของ เฉินซิ่วเชง

สุภาษิตจีน 成语

สุภาษิตจีน

               成语

หนังสือ “สุภาษิตจีน 汉泰成语

      

 恍然大悟        ฮว่าง หยาน ต้า อู้       Huăng rán dà wù         suddenly see the light        เข้าใจขึ้นมาโดยฉับพลัน

>อ้างอิงจาก  โชติชัย ปิยะวิทยานนท์ , สุขนิษฐ์ โชติชัย ปิยะวิทยานนท์

 

................................................................เข้าใจตามที่เห็น:มุมมอง

>http://www.prawinrat.com/

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

ทำไม่ได้ กับ ไม่ยอมทำ

ทำไม่ได้กับไม่ยอมทำนั้นต่างกัน หากให้คนๆ หนึ่งหนีบเขาไท่ซันกระโดดข้ามทะเลเป๋ยไห่ เขาบอกว่า "ข้าพเจ้าทำไม่ได้" อย่างนี้เรียกว่าทำไม่ได้จริงๆ แต่หากให้คารวะผู้อาวุโส เขาบอกว่า "ข้าพเจ้าทำไม่ได้" อย่างนี้ต้องเรียกว่าไม่ยอมทำ หาใช่ทำไม่ได้ไม่ ถามต่อว่าทำไมทำไม่ได้ คำตอบก็คงอยู่ในใจ ซึ่งมีคำอธิบายต่างๆ นาๆ.  เมิ่งจื่อ (孟子)
รูปภาพของ มงคล

愚公移山

มาช่วยกันเสริม

สำนวน"ก๋งโง่ย้ายภูเขา" ภาษาจีนอ่านว่า 禺公移山 yū gōng yí shᾱn ( อวี๋ กง อี๋ ซาน ) คำว่า "อวี๋ " แปลว่าโง่ คำว่า " อี๋ " แปลว่าย้ายเข้า

ทำนองภาษาไทยที่ว่า "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั่น."


รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

愚 กับ 禺

แปลว่า โง่ √

แปลว่า ลิงชนิดหนึ่ง Χ

รูปภาพของ มงคล

ขอบคุณครับ

ขอบคุณที่ช่วยแก้ไขให้ครับ

ขอขอบคุณ

ขอบคุณ ทุกท่านที่มาช่วยเสริมครับ 

แค่เชี่ยวชาญ

     มีนักขมังธนูคนหนึ่ง มีความเชี่ยวชาญการยิงธนูเป็นอย่างมาก ผู้คนต่างยกย่องนับหน้าถือตาเป็นอย่างมาก ว่ายิงได้แม่นหาตัวจับยาก นานเข้าเลยเกิดทะนงตนว่าเก่ง ยามเมื่อไปแสดงอวดฝีมือที่ไหน ทุกคนจะต้องปรบมือให้

     ครั้งหนึ่งก็ไปตั้งเป้ายิงธนูกลางที่สารธารณะ ปรากฏว่าครั้งนี้การยิงธนูสิบกว่าดอก ก็ไม่ทำให้ผู้ชมผิดหวังเข้าเป้ากลางทุกดอก ผู้ชมทุกคนต่างปรบมือกันสนั่นทุกคน

     แต่มีชายชราคนหนึ่ง ข้างหลังสะพายถังน้ำมันไว้ใบหนึ่ง กลับยืนเฉย ไม่รู้สึกยินดียินร้ายอะไรเป็นพิเศษ ทั้งไม่ได้ปรบมือให้

     เมื่อนักขมังธนูเห็นเข้าดังนั้น ก็เกิดความประหลาดใจ พร้อมความขุ่นข้องหมองใจ จึงเดินเข้าถามชายชราว่า

     ข้าฯ.ยิงธนูไม่เก่งหรือไง?

     ก็เก่งดี

     แล้วทำไมท่านไม่เห็นตบมือให้เล่า?

     ที่ข้าฯ.ไม่ตบมือให้ เพราะข้าฯ.เห็นว่า ท่านก็แค่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น ไม่เห็นจะแปลกอะไร

     แสดงว่าท่านก็มีความเชี่ยวชาญในการยิงธนูขมังหรือไง?

     ข้าฯ.ไม่มีความสามารถในการยิงธนูหรอก เพราะข้าฯ.เป็นเพียงคนขายน้ำมันเลี้ยงชีพเท่านั้น ว่าแล้วชายชราก็นำขวดมาวางกลางลาน แล้วล้วงเหรียญสตางค์รู มาวางปากขวด นำเหยือกตักน้ำมันจากถัง ยกขึ้นเทน้ำมันเป็นสาย ลอดรูสตางค์ลงไปในขวดจนหมดเหยือก โดยน้ำมันไม่เลอะขอบรูสตางค์แม้แต่นิดเดียว พร้อมพูดว่า

     นี่ข้าฯ.ก็ไม่ได้เก่งกาจอะไร เพียงแต่ข้าทำมานาน จนเกิดความเชี่ยวชาญก็แค่นั้น  

 
hakka@hakkapeople.com    คุณความดี แด่บรรพชนและชาวฮากกาที่ฮึกเหิม Hakkapeople.com by Hakka Pakchong Association... Powered by Drupal