圣寿无疆 หน้าแรก
HakkaPeople(Thai) ชุมชนชาวฮากกา Hakka people .  
ที่ใดมีตะวันขึ้น ที่นั้นมีชาวจีน ที่ใดมีชาวจีน ที่นั้นมีเค่อเจียเหริน hakkapeople.com

ทำไมจึงเรียกตะเกียบว่า "ไคว่"

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง
เมื่อเอ่ยถึง “ตะเกียบ” ชาวจีนทุกคนต่างคุ้นเคยกันดี เนื่องจากต้องใช้เป็นอุปกรณ์ในการรับประทานอาหารอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ตะเกียบหนึ่งคู่ใช้สะดวกและง่ายดาย ต้นกำเนิดของตะเกียบสามารถสืบสาวได้ตั้งแต่สมัยราชวงศ์โจว โดยชื่อตะเกียบนี้มีที่มาเกี่ยวข้องกับความเชื่อบางอย่างของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณทางตอนใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียง

เมื่อกล่าวถึงประวัติศาสตร์การจัดการเกี่ยวกับการรับประทานอาหารของคนเรา ตะเกียบถือได้ว่าเป็นต้นตระกูลของมีดและส้อมได้เลยทีเดียว ในสมัยดึกดำบรรพ์ บรรพบุรุษของเราต่างไม่รู้จักใช้ไฟ จะกินปลา กินอาหารอย่างดิบๆ การรับประทานอาหารก็อาศัยการใช้มือหยิบ แต่ต่อมาได้มีการพัฒนามาเป็นการทำอาหารให้สุกก่อนรับประทาน ซึ่งได้รสชาติที่อร่อยขึ้นกว่าเดิม ในยุคก่อนราชวงศ์ฉิน โดยทั่วไปแล้วคนเราไม่ได้ใช้ตะเกียบทานข้าว อ้างตามข้อมูลการคาดคะเนที่มีการจดบันทึกไว้ใน หลี่จี้ 《礼记》คนสมัยนั้นล้วนใช้มือหยิบอาหารเข้าปากทั้งสิ้น ต่อมาเนื่องจากมีการปิ้ง ย่างอาหารและไม่สามารถใช้มือหยิบขณะทำอาหารได้โดยตรง จึงจำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือประเภทก้านไม้ไผ่ต่างๆ เวลาต้มตุ๋นเนื้อหมูหรือทำแกงจืดผักนานาชนิด ก็ใช้เครื่องมือหุงหาอาหารเหล่านี้มาตักอาหาร เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า จึงมีคนฉลาดเรียนรู้การใช้ก้านไม้ไผ่มาคีบอาหาร ซึ่งนี่ก็ถือเป็นต้นตำรับของตะเกียบในยุคเริ่มแรก

ในสมัยโบราณตะเกียบมีชื่อเรียกว่า จู้ ( 箸, ฉู่ ในภาษาฮากกา - จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง) ต้นกำเนิดของจู้สามารถสืบสาวไปได้ตั้งแต่สมัยราชวงศ์โจวเลยทีเดียว ในหลี่จี้《礼记》สวินจื่อ《荀子》และ สื่อจี้《史记》ล้วนมีกล่าวถึงจู้หรือตะเกียบ แม้กระทั่งใน หานเฟยจื่อ 《韩非子》ก็มีกล่าวถึงกษัตริย์โจ้วหวาง (纣王)ผู้มีชื่อด้านการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย หรูหรา และลุ่มหลงในสุรานารี ว่าใช้ “ตะเกียบงาช้าง” (“象箸”)ในการรับประทานอาหาร ศาสตราจารย์ท่านหนึ่งแห่งมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงเห็นว่า การใช้ตะเกียบและมีดส้อมเป็นเครื่องมือในการรับประทานอาหารของชาวตะวันออกและชาวตะวันตกนั้นต่างกัน ซึ่งสิ่งนี้มีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับสภาพแวดล้อมเป็นหลัก ตะเกียบจะต้องมีแหล่งกำเนิดจากดินแดนที่มีต้นไผ่ และในหนังสืออรรถาธิบายอักษรจีน 《说文解字》ของ สวี่เซิ่น (许慎)สมัยฮั่นตะวันออก(东汉)มีบันทึกไว้ว่า “จู้” มีที่มาจากเสียงอ่านของคำว่า “ไม้ไผ่” (“箸从竹声”)ซึ่งสิ่งนี้สามารถเป็นข้อพิสูจน์ข้อมูลดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

แต่อย่างไรก็ตาม ในหลี่จี้ กล่าวไว้ว่า “...อาหารที่ไม่มีผักก็ไม่ต้องใช้เจีย (梜)(ยุคโบราณของจีนหมายถึง ตะเกียบ) ” เมื่อดูจากการสร้างคำแล้ว คำว่า “เจีย” (梜) มีรากศัพท์มาจาก “ไม้” (木)นักวิชาการบางท่านเข้าใจว่าเป็นตะเกียบที่ทำจากไม้ จะเห็นได้ว่าทางประเทศจีนทางตอนเหนือมีต้นไม้มาก ส่วนทางตอนใต้จะมีไม้ไผ่มาก บรรพบุรุษของชาวจีนต่างเลือกใช้วัสดุจากบริเวณถิ่นที่อยู่อาศัยมาทำเป็นตะเกียบใช้คีบอาหาร ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าทั้งไผ่และไม้ ต่างก็เป็นวัสดุดั้งเดิมที่สุดที่ใช้ทำตะเกียบ จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่าหลังสมัยราชวงศ์ฮั่น จึงมีการใช้ตะเกียบกันอย่างแพร่หลาย  ต่อมาคำ “จู้” ได้เปลี่ยนมาเป็น “ไคว่”(筷 ตะเกียบ)เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับความเชื่อของประชาชนที่มีภูมิลำเนาแถบทางใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียงในสมัยก่อน ซึ่งบริเวณนั้นมีแม่น้ำลำคลองจำนวนมาก ประชาชนต้องเดินเรืออยู่ตลอดเวลา และเชื่อกันว่าเวลาล่องเรือจะไม่พูดคำ “จู้ (住)” และผู้ที่มีบ้านอยู่ในเรือ เมื่อถึงเวลารับประทานอาหารก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้จู้ (ตะเกียบ) ซึ่งคำ “จู้” ที่หมายถึงตะเกียบมีเสียงพ้องกับ “จู้” ที่หมายถึง หยุดนิ่ง ไม่เคลื่อนไหว ถือว่าไม่เป็นสิริมงคลสำหรับผู้ที่ประกอบอาชีพเดินเรือทั้งหลาย ดังนั้น จึงเปลี่ยนชื่อเรียกให้ไปพ้องกับคำว่า “ไคว่ 快” ที่แปลว่า “เร็ว” แทน ต่อมาเพื่อให้แตกต่างจากคำ “快”ที่ใช้กันอยู่เดิม จึงได้มีการใส่ สัญลักษณ์ไม้ไผ่(竹)ไว้ข้างบนจนเป็นอักษร  筷 ในที่สุด

ที่มา: http://www.all-chinese.com/journal-arsom/copy-29

ตั้งค่าการแสดงผลความคิดเห็น

Select your preferred way to display the comments and click "Save settings" to activate your changes.
รูปภาพของ วี่ฟัด

ไคว้จื้อ

                    ไม่รู้ว่า " ไคว้จื้อ " ตะเกียบ มันเกี่ยวอะไรกับ " ไคว้ " เร็ว แต่ในความหมายแบบพ้องเสียงนี้ เขานำมาเป็นเคล็ดของชาวจีนมานานแสนนานจนปัจจุบัน เขาก็ยังใช้เคล็ดอันนี้อยู่

                     การมีคู่ของชาวจีนถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพื่อเจตนาที่จะได้มีการสืบลูกหลาน สืบตระกูล ไปจนชั่วนิจนิรันด์ จนกว่าฟ้าจะถล่มหรือดินจะทลาย เพื่อไม่ให้วงค์ตระกูลของตนขาดสายไป

                     ดังนั้นในประเพณีพิธีแต่งงานของชาวจีน เขาก็เลยใช้เคล็ดของการพ้องเสียงของ " ไคว้จื้อ " ( ตะเกียบ ) กับคำว่า " ไคว้ " ( เร็ว ) มาใช้ โดยในพิธีส่งตัวคู่บ่าวสาวเข้าหอห้อง ทางญาติของคู่บ่าวสาวเขาจะโยน เกียบ เข้าไปในห้องหอ เพื่อเป็นเคล็ดว่า คู่บ่าวสาวจะได้มีบุตรเพื่อสืบตระกูลเร็วๆๆๆ หรือในภาษาจีนที่ว่าไคว้ๆๆๆๆ

รูปภาพของ ยับสินฝ่า

ก็เวลาคีบตะเกียบมันไคว่กันนี่อิอิ

                     ขอบพระคุณอาฮยุ๋งโกมากเลยครับ ในที่สุดไหงก็รู้แล้วว่า ที่มาของตะเกียบเป็นมาอย่างไร การที่เหลาไม้มาทำตะเกียบไม่ใช่ปัญหา ประเด็นสำคัญก็คือที่มาของภาษาที่ใช้เรียก ไม่ใช่ภาษาสิ ต้องเรียกว่า คำศัพท์ ที่ใช้เรียก เจ้าไม้ท่อนเล็ก ๆ คู่หนึ่ง ประมาณ ไม่ถึงฟุต นี้ ช่างเป็นที่มาของคำศัพท์ ที่มีเหตุมีผลมากเลยทีเดียว

                     ดังนั้น ผู่ทงฮว่า เรียกวัสดุในการช่วยรับประทานอาหารของพวกเรานี้ ว่า ไคว่ หรือ ไคว่จื่อ แต่ว่า ใครตอบได้มั่งไหมเอ่ย ว่า ทำไม ภาษาไทย ถึงเรียก ไคว่ ว่า ตะเกียบ? เอ้า ท่านใดมีความรู้มาแบ่งปันกันเร็ว

รูปภาพของ เฉินซิ่วเชง

ตะเกียบเงิน---ราชวงศ์ซ่งใต้

ตะเกียบตะเกียบเงินในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้

วิธีถือตะเกียบที่ถูกต้อง จะต้องถือตะเกียบไว้ตรงง่ามนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ ให้อีกสามนิ้วที่เหลือคอยประคองตัวตะเกียบไว้ และต้องถือให้เสมอกัน เมื่ออิ่มแล้วต้องวางตะเกียบขวางไว้กลางชามข้าวเสมอ

ในสมัยราชวงศ์ถัง นักการศึกษาชื่อ "ขงอิ่งต๋า" ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญตำราคัมภีร์ขงจื๊อ มีชีวิตอยู่เมื่อปี ค.ศ.574 - 648 ได้สนองรับคำสั่งของพระเจ้าถังไท้จง เรียบเรียง "อู่จิงเจิ้งอี้" ( Wujing Zhengyi ) หรือ "An Exact Implication of the Five Classics" สำหรับใช้เป็นบรรทัดฐานในการสอบคัดเลือกคนเข้ารับราชการ เขาได้พูดถึงธรรมเนียมและมารยาทในการกินข้าวของคนจีนในสมัยนั้นว่า
"มารยาทการกินข้าวของคนโบราณจะไม่ใช้ตะเกียบ แต่ใช้มือ เมื่อกินข้าวร่วมกับคนอื่น ควรชำระมือให้สะอาดหมดจด อย่าให้ถึงเวลากินข้าวแล้วเอามือถูใบสน หยิบข้าวกิน เกรงจะเป็นที่ติฉินของคนอื่นว่าสกปรก"


คนโบราณที่ ขงอิ่งต๋า กล่าวถึงคือคนในยุคขงจื๊อ จึงมีความเชื่อกันว่า คนจีนน่าจะรู้จักใช้ตะเกียบกันมา เป็นเวลานานมากกว่า 2,000 ปี ตะเกียบใช้สำหรับคีบผักต้มจากหม้อน้ำแกงมาไว้ในชามข้าว จากนั้นจึงเอามือหยิบข้าวกิน ถ้ามีใครใช้ตะเกียบพุ้ยข้าวเข้าปาก จะถือว่าเป็นการเสียมารยาทมาก สิ่งใดที่บรรพบุรุษสร้างไว้หรือกำหนดไว้ จะไม่มีผู้ใดกล้าฝ่าฝืน คนจีนจึงรักษาธรรมเนียมการกินด้วยมือ อยู่เป็นเวลานานหลายร้อยปี
ไม่มีหลักฐานปรากฏชัดแจ้ง ว่าคนจีนเริ่มใช้ตะเกียบเมื่อใด แต่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า คนจีนใช้ตะเกียบกินข้าวกันอย่างแพร่หลายหลังยุคราชวงศ์ฮั่น ประมาณในคริสต์ศตวรรษที่ 3 คนในสมัยนั้นเรียกตะเกียบว่า "จู้" ( Zhu ) ต่อมาเปลี่ยนเป็น "ไขว้จื่อ" ( Kuaizi ) เหตุผลก็เป็นเพราะว่าชาวเรือ ถือคำว่า "จู้" ที่ไปพ้องเสียงกับคำที่มีความหมายว่า "หยุด" ซึ่งไม่เป็นมงคลต่อการเดินเรือ จึงเปลี่ยนไปใช้ "ไขว้จื่อ" แทน "จู้" คนแต้จิ๋วออกเสียง "จู้" ว่า "ตื่อ" ( Del ) และในปัจจุบันก็ยังคงใช้กัน

ไคว่จึ หรือ ตะเกียบนับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าอย่างหนึ่งของจีน ทั้งยังเป็นอุปกรณ์ในการรับประทานอาหารที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นในระดับโลก ตะเกียบได้รับการขนานนามจากชาวตะวันตกว่าเป็น "อารยธรรมของโลกตะวันออก" คนจีนเริ่มใช้ตะเกียบตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซางหรือนานกว่า 3,000 ปีมาแล้ว ในยุคก่อนราชวงศ์ฉิน ตะเกียบมีชื่อเรียกว่า "挟" (jiā, จยา) ต่อมาในสมัยราชวงศ์ฉินและราชวงศ์ฮั่นเรียกตะเกียบว่า "箸" (zhù, จู้) แต่เนื่องจากคนจีนสมัยโบราณเชื่อถือเรื่องโชคลาง จึงถือว่าคำว่า "จู้" ซึ่งไปพ้องเสียงกับคำว่า "住" (zhù, จู้) ที่หมายถึง หยุด มีความหมายไม่เป็นมงคล ดังนั้นจึงเปลี่ยนมาเรียกว่า "筷" (kuài, ไคว่) ซึ่งพ้องเสียงกับคำว่า "เร็ว" แทน และนี่ก็คือที่มาของชื่อเรียกของตะเกียบในภาษาจีน :

ตะเกียบคู่นี้จะไม่ทำให้พื้นโต๊ะอาหารคุณเปื้อนเพราะรอยหยดของซอสอีกต่อไป

     - ตะเกียบ หรือ ไคว่จื่อ (筷子) คิดค้นประดิษฐ์ขึ้นจากภูมิปัญญาของชาวจีน และเป็นอุปกรณ์การกินหลักที่ชาวจีนใช้ได้อย่างคล่องแคล่วจนทำเอาชาวตะวันตกผู้พิสมัยการใช้ช้อน ส้อม และมีด ถึงกับอัศจรรย์ใจกับประโยชน์ของไม้ 2 อันนี้
       
       นักวิชาการตะวันตกบางรายถึงกับยกย่องให้ "ตะเกียบ" เป็นตัวแทนของวัฒนธรรมฝั่งตะวันออก เพราะไม่เพียงแต่จีนเท่านั้น ประเทศที่มีความเกี่ยวพันกับจีนอย่าง เกาหลี เวียดนาม ญี่ปุ่น และบางพื้นที่ในตะวันออกกลาง ก็ยังใช้ตะเกียบรับประทานอาหารกันอย่างแพร่หลาย ส่วนไทยนั้นแม้รับวัฒนธรรมดังกล่าวเข้ามา แต่ช้อน ส้อม ก็ยังถือเป็นอุปกรณ์การกินหลักสำหรับเรา
       
        ส่วนความเป็นมาของสิ่งประดิษฐ์ไม้ 2 อันนี้ นักโบราณคดียังไม่สามารถฟันธงได้ว่าเกิดขึ้นในสมัยใด และใครเป็นผู้คิดค้นขึ้น แต่มีการบันทึกไว้ในตำรา "ชีวประวัติของจงเวยจื่อ" สมัย ราชวงศ์ซาง (1,700-1,100 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ซึ่งกล่าวอ้างถึง โจ้วอ๋อง ผู้ปกครองแผ่นดินในสมัยนั้นใช้ตะเกียบงาช้าง ดังนั้นจึงสันนิษฐานได้ว่าจนถึงวันนี้วัฒนธรรมการใช้ตะเกียบน่าจะมีอายุไม่ต่ำกว่า 3,000 ปี 
        
      

ในอดีตชาวจีนเรียกตะเกียบว่า จู้ (箸) แต่ด้วยเสียงที่พ้องกับคำว่า "จู้" (住) ที่แปลว่า "หยุด" ซึ่งเป็นความหมายที่ไม่เป็นมงคลภายหลังจึงเปลี่ยนมาเรียกว่า "ไคว่จื่อ" แทน โดยตะเกียบส่วนใหญ่ในปัจจุบันนั้นผลิตจากไม้ ไม้ไผ่ หรือพลาสติก มีบ้างที่ทำมาจากกระดูกสัตว์ งาช้าง ทอง หยก หรือเงิน (สมัยก่อนฮ่องเต้นิยมใช้ตะเกียบเงิน เพื่อตรวจสอบอาหารว่ามีพิษหรือไม่) 


        
         ปราชญ์แต่ละคน หยิบตะเกียบ 2 ด้าม จากซ้ายมือ    

นอกจากนี้ ตามประเพณีดั้งเดิมตะเกียบยังเป็นสมบัติที่สตรีจีนจะนำติดตัวไปด้วยเมื่อยามออกเรือน เพราะคำว่า "ไคว่จื่อ" นั้นฟังแล้วคล้ายกับคำว่า "ไคว่ (เต๋อเอ๋อร์) จื่อ" ซึ่งแปลว่า "มีลูกชายโดยเร็ว" 
        
วิธีจับตะเกียบอย่างถูกวิธี 
หลายคนใช้ตะเกียบ "เป็น" แต่จับ "ไม่ถูก" ตามหลักของจีน วิธีจับที่ถูกต้องนั้นต้อง ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้จับตะเกียบอันบน ส่วนนิ้วกลาง นิ้วนางและนิ้วก้อยคอยประคองตะเกียบอันล่าง (ตามภาพ)

วิธีจับตะเกียบอย่างถูกต้อง  
ข้อห้ามของการใช้ตะเกียบ


        
- ห้ามใช้ตะเกียบสั้นยาวไม่เท่ากัน เพราะคนจีนถือว่าไม่เป็นมงคล ผู้ใช้หรือญาติพี่น้องอาจถึงขั้นมีอันเป็นไป เพราะคนจีนโดยปกติเรียกตะเกียบไม่เท่ากันว่า "ยาว 3 สั้น 2" (三长两短) ซึ่งไปประจวบเหมาะกับเวลานำคนตายใส่โลงยังไม่ปิดฝา ตัวโลงจะประกอบด้วยไม้ยาว 3 ด้าน (ด้านข้างและล่าง) ไม้สั้นปิดหัวท้าย ตรงกับ "ยาว 3 สั้น 2" พอดี 


    

- ห้ามจับตะเกียบแล้วปล่อยนิ้วชี้ยื่นออกมา คนปักกิ่งเรียกวิธีจับแบบนี้ว่า "ด่ากราด" เพราะเวลากินนิ้วชี้ชี้ใส่คนอื่นตลอดเวลา ซึ่งชาวปักกิ่งโดยทั่วไปเวลาชี้ฝ่ายตรงข้ามมักมีความหมายของการตำหนิอยู่ รวมทั้งการใช้ตะเกียบชี้คนอื่นก็เป็นเรื่องไม่สมควรทำ


        
       - ห้ามดูดตะเกียบ เพราะไม่สุภาพ ยิ่งถ้ามีเสียงเล็ดลอดออกมาด้วยยิ่งแย่
        
       - ห้ามใช้ตะเกียบเคาะจานชาม เหมือนขอทานเคาะกะลาขอข้าว
       
       - ไม่ควรใช้ตะเกียบคุ้ยหาอาหารในจาน เหมือนพวกโจรคุ้ยหาสมบัติ
       
       - ควรคีบอาหารให้มั่นมือ ไม่ควรปล่อยให้กับข้าวหล่นใส่จานอื่น
       
       - ควรใช้ตะเกียบให้ถูกด้าน (แต่ครอบครัวจีนในไทยบางบ้านสอนลูกหลานว่า เวลาจะคีบอาหารให้คนอื่น ควรกลับตะเกียบเอาด้านที่ไม่ได้ใช้คีบให้ ซึ่งดูแล้วถูกอนามัยมากกว่าการเอาด้านที่เราคีบอาหารใส่ปาก ไปคีบอาหารให้คนอื่นต่ออีก)
       
       - ห้ามปักตะเกียบไว้กลางชามข้าว เพราะตามธรรมเนียมของชาวปักกิ่งแล้วจะปักตะเกียบไว้บนชามข้าวต่อเมื่อเซ่นไหว้ผู้เสียชีวิตเท่านั้น 



from manager.com

ขอเดาแล้วกัน

กริยาการคีบแต้จิ๋วเรียก โก่ะย ภาษาแคะเรียก เกียบ ชาวไทยคงไปฟังมาได้ว่า เกียบ เกียบ กระมังเลยเรียกว่าตะเกียบ ผิดถูกไม่ว่ากันนะครับ อุ อุ
รูปภาพของ ยับสินฝ่า

ทฤษฎีของขิ้นสุ้ยโกน่าเชื่อถือ

                  เอาเป็นว่า ตะเกียบ น่าจะมาจาก แต้จิ๋ว โก่ะ และ ฮากกาว่า เกียบ ดังนั้น อิทธิพลของสองสำเนียงภาษานี้ จึงเป็นที่มาของคำว่า ตะเกียบ ฮิฮิ น่าภูมิใจเนาะขิ้นสุ้ยโก คิดถึงจังเลยครับ ว่าง ๆ จะโทรหานะ ครับ อาโกอาคมด้วย ไม่ได้คุยกันตั้งนาน ขอเวลาทุกท่านนะครับ ช่วงนี้ไหงยุ่งมาก ๆ เพราะ กำลังจะเปิดสำนักงานใหม่ บริษัทใหม่ และตอนนี้ ได้เลขาส่วนตัว ใหม่แล้วด้วย หุหุ ใครเห็นเป็นต้องอยากมาเชียงใหม่แน่ ๆ เลย เอาไว้สำนักงานสำเร็จเสร็จสรรพ จะส่งรูปทีมงานไปให้ดูนะครับ เลขาของไหง่ โสด นะครับ อิอิ

                 อาโกฉีเหมืองฝาอีกท่านหนึ่ง ต้องขอโทษด้วย ที่ยังไม่ได้ส่งวีซีดี ท่านสิทธิพรไปให้ เราเป็นว่า ไหงขอเวลา อีกหน่อย เพราะจะได้ไลท์ ให้ครบทุกท่าน แล้วส่งให้ไท้ก๋าหยิ่น ตามเจตนารมย์ของท่านสิทธิพรไท้โก แห่ง ปากน้ำโพ ผู้อารีย์ ไหงรับรองว่า ถ้าไท้ก๋าหยิ่น ได้ดูได้ชมภาพที่ วีซีดี ของ คุณอาสิทธิพรไท้โก ส่งมาให้ชมแล้ว รับรองว่า "น้ำตาไหล" แน่ ๆ ครับ เพราะ มี วีซีดี ที่ท่านไปได้จากไหนมาไม่ทราบ เป็นสารคดีเรื่องราวของชาวฮากกา ที่สำคัญ บรรยายไทย เสียด้วยครับ นี่เพิ่งได้รับมาเมื่อวานซืนนี้เองครับ ยังไม่ได้โทร.ไปกราบขอบพระคุณท่านเลย ท่านสิทธิพร เป็นผู้ใหญ่ที่ปิดทองหลังพระ นะครับ ไหงขออนุญาต เรียนให้ไท้ก๋าหยิ่น ทราบ ท่านบอกว่า ท่านเขียนไม่เก่ง แต่เรื่องดนตรีแล้ว อยู่ในหัวใจของท่านมาตลอดชีวิตและท่านได้กรุณาไหงมาก ๆ ดุจดั่งไหงเป็นหลานชายลูกชายของท่าน คนหนึ่ง ดังนั้น ไหงจึงต้องตอบแทนพระคุณของท่าน โดยการเผยแพร่ สิ่งที่ท่านมอบให้ ส่งให้ไท้ก๋าหยิ่นได้รับโดยทั่วหน้า ถ้าท่านใดอยากติดต่อท่านสิทธิพรไท้โก หลังไมล์ ต่อสายหาไหง่ได้นะครับ

                   ขอกราบเรียนท่านสิทธิพรไท้โก เพิ่มเติมด้วยนะครับว่า ผู้น้อย ยับสินฝ่า ขอเวลาอีกสักนิด ให้ไหงได้เปิดสำนักงานเรียบร้อยก่อน เพราะตอนนั้น ไหง จะมีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์พร้อมเพรียง ครบชุด ที่สำคัญ ไหงมีโปรแกรมเมอร์ และ เป็นเว็ปมาสเตอร์ให้ไหงด้วย คนนี้จะเป็นผู้ช่วยไหงในเรื่องคอมพิวเตอร์ให้กับไหง ต่อไปนี้ ไหงจะไม่ต้องสร้างปัญหารบกวนเว็ปมาสเตอร์กับอาฉีโก อีกแล้วครับ

                   ไหงเรียนให้ไท้ก๋าหยิ่นทราบว่า ตอนนี้ไหงกำลังทำธุรกิจใหญ่ เกี่ยวกับ อสังหาริมทรัพย์ที่เชียงใหม่ โดยลงทุนกับเพื่อน 3 คน และสำนักงานจะเปิด ประมาณหลังวันที่ 17 มิถุนายนนี้ นะครับ แล้วไหงจะแจ้งให้ทราบ และเพิ่มข้อมูลของธุรกิจในชุมชน ต่อไป

รูปภาพของ เฉินซิ่วเชง

ขอแสดงความยินดีล่วงหน้าเจ้า

คุณสินฝ่าจะมีกิจการใหม่..พวกเรายินดีจ๊าดนั๊ก..ยินดีล่วงหน้า..มีข่าวอย่างไรชี้แจง ด่วนๆทางนี้  ได้เลยทุกกิจการ..ไว้พบกันที่ชม. ไหงจะไปหางดง จอมทอง ด้วย 

รูปภาพของ ยับสินฝ่า

คนเจียงใหม่จะรอต้อนฮับครับผม

                       ขอยินดีจ๊าดนัก(ขอขอบพระคุณมากครับ) สำหรับความยินดีของเจ้เชง ขะไจ๋มาโวย ๆ เน้อ คนเจียงใหม่ ก๋ำลัง กึ๊ดเติงหา มาแม่ได ส่งเสียงต๋ามสายมาบอกก่อนเน้อครับ
รูปภาพของ เฉินซิ่วเชง

นะเจ้า..จาวเหนือยินดี..

ข้าเจ้า.....จะฮีบทำตั๋วหื้อว่าง...น้องไป้และหลานสาวทั้งสอง  รวมตึงจาวออกแบบ

เจียงใหม่รอถ้าปะหน้า..เลี้ยงข้าวหื้อตุ้ยกำเต๊อะ....ข้าวแต๋นแป๋งถ้าเต๋มไปหมดแล้ว

หนานิ..(กำว่าหนา คือตัวต๋นจาวลำปางขนานแต้และดั้งเดิม) ขอบคุณเจ้า  กึด

เติงหาเน่อ  ชิงชิงและหยกน้อย..นากาเจ้า..หุหุ

                                                         เอานี่ไปก่อน..เน่อหลานสาว..

ตุ๊กตาน้องใหม่ "ลูมิ " (Lumil)  ตุ๊กตาหน้าหว๊านหวาน... ตาโต๊โต... แบ๊วแบ้ว   ตอนนี้ มี   ตุ๊กตาน้องใหม่สัญชาติเกาหลี จากบริษัท Lati สามารถแต่งตัว แต่งหน้าแบบไหนก็ได้ตาม ใจชอบ แล้ว ขอบอกว่า แอ็กเซสเซอรี่ ของ"ลูมิ " นั้น มีเยอะพอๆ กับบลายธ์เลยล่ะ"ลูมิ"  มีให้เลือกหลายรุ่น หลายแบบ หลายสไตล์ เป็น ตุ๊กตาแก้มป่อง ตากลมโตบ๊องแบ๊ว รูป ร่างสมส่วน สีหน้า และแววตาแสดงความรู้สึก บ่งบอกอารมณ์ ได้เป็นอย่างดี นอกจากจะ จับ แต่งตัว แต่งหน้าได้แล้ว ยังมี หมวก วิกผม รองเท้า ถุงน่อง และของตกแต่งอื่นๆ อีก เพียบ แถมยัง เปลี่ยนสีตาได้ เหมือนกับบลายธ์อีกด้วยแหละ และที่เริ่ดมาก ก็คือ  "ลูมิ"  แบบผิวสีแทนด้วย  ขอบอกว่าน้อง "ลูมิ" นี่ หน้าตาน่าร๊าก...น่ารัก... แต่ว่าน่าเสียดายที่ น้อง "ลูมิ" ยังไม่มีวางขายในประเทศไทยนะคะ ต้องสั่งนำเข้าจากประเทศเกาหลีเท่านั้น  

ใครที่อยากมีไว้เป็นเพื่อนเล่นคงต้องอดใจรอกันหน่อยนะ  รออาปาซื้อให้.แบบนี้ 

 
hakka@hakkapeople.com    คุณความดี แด่บรรพชนและชาวฮากกาที่ฮึกเหิม Hakkapeople.com by Hakka Pakchong Association... Powered by Drupal