|
บนชั้น 3 ของศูนย์จัดแสดงนิทรรศการการวางแผน
ชุมชนเมืองมหานครปักกิ่ง
หรือ Beijing Urban Planning Exhibition Center
ที่ถนนเฉียนเหมินตง (ต้าเจี้ย)
Qianmendong Dajie ที่เพิ่งจะโพสต์เรื่องไปหลังสุด
จะมีการแสดงภาพวาดแบบจีนโบราณ
ที่มีความยาวต่อเนื่องถึง 53 เมตร
ภาพนี้เขียนโดยศิลปินจีนที่ชื่อ ลิ่วหงควน
Liu Hongkuan
ซึ่งปีนี้ก็จะมีอายุครบ 70 ปีแล้ว
ชื่อภาพเป็นคำภาษาจีน 4 คำ
คือ เทียน ชวี่ ต้าน เชวี่ย Tian Qu Dan Que
แปลเป็นไทยก็คงได้ว่า
ถนนวิมานสวรรค์กับหมู่พระราชวังงามเลิศ
เป็นภาพเขียนบรรยากาศของเมืองปักกิ่ง
ในช่วง พ.ศ. 2473-2483 ขนาดความสูง 70 ซม.
ภาพวาดนี้เป็นแบบพาโนรามา เขียนถึงผู้คน
และสิ่งก่อสร้างในปักกิ่งยุคนั้น
ตามแนวเส้นตรงของสถานที่จริง ๆ ที่ยาวเกือบ 8 กม.
เริ่มตั้งแต่ประตูหย่งติ้ง
ไปจนสุดปลายทางที่หอกลองกับหอระฆัง
งานนี้ต้องอาศัยทั้งการศึกษาค้นคว้า
การลงไปร่างแบบภาพจากสถานที่จริง
ในภาพจะมีผู้คนที่หน้าตาไม่ซ้ำกันประมาณ 5,000 คน
และอาคารสิ่งก่อสร้างที่ไม่ซ้ำแบบกันอีกประมาณ 100 หลัง
ใช้เวลาหมดไป 5 ปี จึงวาดภาพได้สำเร็จ
การวาดภาพแบบจีนโบราณที่มีการกำหนดควบคุมแบบนี้
เขาจะมีชื่อเรียกว่าเป็นศิลปะภาพวาดแบบเจี้ยหัว Jiehua
หรือ Boundary Painting
ไม่รู้ว่าภาษาทางศิลปะบ้านเราเรียกว่าอย่างไร
แต่ถ้าแปลตรง ๆ ตัวก็คงได้ว่า
ภาพวาดแบบมีขอบเขต ว่ากันว่าภาพวาดภาพนี้
เป็นภาพวาดแบบจีนโบราณ
ที่เรียกว่า Boundary Painting
ที่มีความยาวมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ภาพวาดเริ่มต้นที่ทางด้านทิศใต้ของเมืองปักกิ่ง
ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็คงเป็นถนน
ที่ชื่อ หย่งติ้งเหมินเหน่ยต้าเจี้ย
Yongdingmennei Dajie มีสะพานข้ามลำคลอง
ที่ใช้คนขุด แต่ไม่รู้ว่าเขาเรียกชื่อคลองอะไร
ประตูหย่งติ้งเหมิน Yongdingmen
เป็นประตูกำแพงเมืองชั้นนอกของเมืองปักกิ่ง
มีมาตั้งแต่ พ.ศ.2096 มาพังลงเมื่อตอนที่มี
การสร้างถนน แล้วถูกสร้างขึ้นใหม่เมื่อสองสามปีมานี่เอง
ชุมชนที่อยู่ถัดจากประตูหย่งติ้งเหมินเข้าไป
จากนั้นเดินผ่านประตูเข้าสู่พื้นที่หอบูชาฟ้าเทียนถาน
ซึ่งบ่งบอกถึงการเป็นศูนย์กลางของจีนในโลกมนุษย์แห่งนี้
ลานหยวนซิวรูปวงกลมซ้อนกันอยู่ 3 ชั้น ที่ฮ่องเต้
จะต้องมาเซ่นไหว้ฟ้าในฤดูหนาว และทำพิธีขอฝนในช่วงฤดูร้อน
ตำหนักหวงฉงอี่ หรือตำหนักเทพสถิตย์
เป็นสถานที่เก็บรักษาแผ่นป้ายเทพเทวดาต่าง ๆ
กำแพงทรงกลมรอบ ๆ ที่นักท่องเที่ยวมักจะไป
ยืนกระซิบคุยกันคนละฝั่งกำแพง
แค่พูดเบา ๆ คนที่เอาหูแนบกำแพงก็จะได้ยิน
สะพานตันปี้เป็นทางเดินระหว่างลานหยวนซิวที่จะ
ไปตำหนักฉีเหนียนเตี้ยน สะพานของจริงยาวประมาณ 360 เมตร
ตำหนักฉีเหนียนเตี้ยน หรือตำหนักสักการะ
เป็นตำหนักเอกของหอบูชาฟ้าเทียนถาน
สร้างเมื่อ พ.ศ.1963 ใช้เป็นที่บวงสรวงฟ้าเมื่อย่างเข้า
ฤดูใบไม้ผลิ เพื่อขอให้พืชพันธุ์ธัญญาหารมีความอุดมสมบูรณ์
แล้วก็เดินทะลุออกทางถนนที่ปัจจุบันคือถนนเทียนถานลู่
Tiantan Lu ไปตัดกับถนนหย่งติ้งเหมินเหน่ยต้าเจี้ย
ถัดขึ้นไปทางด้านทิศเหนือเป็นบริเวณที่เรียกว่า
จินหยูชรื่อ Jinyuchi
ตรงนี้จะมีคูน้ำอยู่แห่งหนึ่งชื่อว่า หลงซู่โกว
Longxugou หรือ คูน้ำหนวดมังกร
ใกล้กันมีโบสต์คริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ชื่อ
ฉูซื่อโข่ว Zhushikou เป็นโบสถ์เล็ก ๆ
ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่ ตรงใกล้ ๆ กับสี่แยกถนนเหลียง
กวงต้าเจี้ย Liangguang Dajie
ตัดกับถนนเฉียนเหมินต้าเจี้ย Qianmen Dajie
ข้ามถนนไปก็จะเป็นย่านการค้าเฉียนเหมิน
Qianmen ที่วุ่นวายเต็มไปด้วยผู้คน
ร้านขายสรรพสินค้าชื่อ อี้จ้าว Yizhao
เป็นร้านที่เปิดตัวเมื่อ พ.ศ.2478
ขายสินค้าที่ส่งมาจากเซี่ยงไฮ้และญี่ปุ่น
มีสำนักงานตัวแทนทางการค้าอยู่ที่โอซาก้าด้วย
พวกร้านค้าอื่น ๆ จะต้องมาซื้อพวกเครื่องสำอางจากญี่ปุ่นผ่านร้านนี้
ฝั่งถนนด้านบนของภาพตรงนี้เป็นที่ตั้งของโรงหนัง
จงเหอ Zhonghe
ใกล้ ๆ กันเป็นร้านขายสินค้าประเภทอาหารหมักดอง
ชื่อ ลิ่วปิจู Liubiju
ร้านนี้มีชื่อเสียงยาวนานมากว่า 400 ปี
ที่คนปักกิ่งส่วนใหญ่จะรู้จัก จนกลายเป็นยี่ห้อสินค้า
พวกผักดอง ของดอง และซอสปรุงรส อยู่จนทุกวันนี้
ฝั่งตรงข้ามถนนด้านล่างของภาพ
เป็นร้านที่มีชื่อเสียงเรื่องเกี๊ยวชื่อร้าน
ตู้อี้ฉู้ Duyichu ที่ฮ่องเต้เคยแอบมาเสวย
แล้วรุ่งขึ้นก็ให้คนนำป้ายที่พระราชทานชื่อ
มามอบให่กับเจ้าของร้าน ถึงได้รู้กันว่าคนที่มาเมื่อคืนเป็นฮ่องเต้
ฝั่งถนนด้านบนของภาพตรงนี้เป็นที่ตั้งของร้านขายหมวก
ที่มีชื่อเสียงชื่อ เซิงซี่ฝู Zhengxifu
ที่ยังมีร้านจำหน่ายอยู่หลายสาขาจนถึงทุกวันนี้ ใกล้ ๆ
กันเป็นร้านอาหารที่มีชื่อเสียง
ในเรื่องเนื้อแกะชื่อ อี้เถียวหลง Yitiaolong
ฝั่งตรงข้ามถนนด้านล่างของภาพเป็นร้านอาหาร
ที่มีชื่อเสียงเรื่องเป็ดปักกิ่งชื่อ ฉวนจูเต๋อ Quanjude
ร้านอาหารพวกนี้ทุกวันนี้ยังขายกันอยู่
เรื่องราวของการค้าขายบนถนนเฉียนเหมิน
มีความเป็นมาจากการที่ถนนตั้งอยู่ปากประตู
ที่จะเข้าสู่ตัวเมืองปักกิ่ง ก็เลยมีการเปิดเป็นตลาดสด
ซื้อขายพืชผัก เนื้อสัตว์ และอาหาร
จากนั้นก็พัฒนาขึ้น เนื่องจากคนที่มาสอบจอหงวน
ข้าราชการที่ย้ายเข้ามาทำงานที่ปักกิ่ง
หรือคนที่มาติดต่อธุระ ก็ต้องมาหาซื้อของ
มาหาที่กินข้าว มาหาที่พักผ่อนหย่อนใจแถวนี้
ร้านค้าและร้านอาหารต่าง ๆ ก็เลยทะยอยเข้ามาเปิด
ตามด้วยโรงงิ้ว โรงหนัง
จนกลายสภาพเป็นย่านการค้าสำคัญ
ของกรุงปักกิ่งในสมัยต่อมา
ซุ้มประตูไม้ห้าช่องขนาดใหญ่ที่หัวถนนเฉียนเหมิน
ว่ากันว่าเป็นซุ้มประตูไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของเมืองปักกิ่ง
บริเวณด้านหน้าหอประตูเฉียนเหมิน ซึ่งเป็นประตูเมือง
ปักกิ่งชั้นในสมัยนั้นยังมีลำคลอง
ซึ่งต้องทำสะพานข้าม มีทางรถรางที่แยกเป็น 2
ทางซ้าย-ขวา อ้อมตัวหอประตูเฉียนเหมิน
เดี๋ยวนี้เป็นถนนให้รถวิ่งไปหมดแล้ว
เป็นศูนย์รวมต้นทางของรถเมล์หลายสาย คล้าย ๆ
กับแถว ๆ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิบ้านเรา
หอประตูเฉียนเหมิน Qianmen ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้
ของจตุรัสเทียนอันเหมิน
เป็นประตูหน้าของกำแพงเมืองชั้นในกรุงปักกิ่ง
สร้างขึ้นมาตั้งแต่ พ.ศ.1982
ปัจจุบันยังมีสภาพที่สมบูรณ์และมีความสวยงามแบบดั้งเดิม
ที่เห็นเป็นหอนาฬิกาสูง ๆ นั้น
เป็นสถานีรถไฟเฉียนเหมินทางด้านฝั่งตะวันออก
ของเมืองปักกิ่ง เรียกว่าทางรถไฟสายจิงเฟิง
Jinfeng ที่จะไปเมืองเสิ่นหยาง
ประตูเจิ้งหยางเหมิน Zhengyangmen
สร้างเมื่อ พ.ศ.1964 ปัจจุบันนี้ยังมีอยู่
ทางทิศเหนือด้านหลังประตูเจิ้งหยาง
เป็นย่านถนนฉีพ่าน Qipan
ที่มีความหมายว่า กระดานหมากรุก เดี๋ยวนี้น่า
จะเป็นพื้นที่ทางด้านทิศใต้ของจตุรัสเทียนอันเหมิน
ประตูจงหัวเหมิน Zhonghuamen สร้างมาตั้งแต่
สมัยของฮ่องเต้หย่งเล่อ (พ.ศ.1945-1967)
ในราชวงศ์หมิง ตอนที่มีการขยายจตุรัสเทียนอันเหมิน
คณะที่ปรึกษาจากสหภาพโซเวียตได้แนะนำให้รื้อออก
ซึ่งก็ได้มีการรื้อถอนเมื่อ พ.ศ.2497 ต่อมา
ภายหลังการอสัญกรรมของท่านประธานเหมาเจ๋อตง
พื้นที่บริเวณนี้ได้ใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างหอรำลึก
ท่านประธานเหมา เมื่อ พ.ศ.2519
บริเวณที่เป็นจตุรัสเทียนอันเหมินในปัจจุบัน
ซึ่งเป็นจตุรัสที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่
กว่าจตุรัสของประเทศอื่น ๆ ในโลก ความกว้าง
จากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก 500 เมตร
ความยาวจากทางทิศเหนือไปทิศใต้อยู่ที่ 880 เมตร
คิดเป็นพื้นที่ก็จะได้ถึง 440,000 ตารางเมตร
จากจตุรัสเทียนอันเหมินข้ามถนนฉางอานมาก็จะ
เป็นหอประตูเทียนอันเหมิน Tiananmen
ของเดิมสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิงเมื่อ พ.ศ.1960
ในสมัยของหย่งเล่อฮ่องเต้
ซึ่งเป็นผู้ที่ให้สร้างพระราชวังโบราณ
หรือพระราชวังต้องห้ามขึ้น เพื่อใช้เป็นที่ประทับ
เมื่อย้ายมาจากเมืองนานกิง ด้านหน้ามีสะพานข้ามธารน้ำเล็ก ๆ
เรียกว่าสะพานจินฉุ่ยเฉียว Jinshui Qiao
ส่วนที่เห็นเป็นเสาแท่ง ๆ มีชื่อเรียกว่า
หวาเปียว Huabiao ยอดบนของเสาแกะสลัก
เป็นรูปมังกรที่นั่งมาเหนือบัลลังก์เมฆ
สมัยนั้นที่หน้าประตูยังไม่ได้แขวนภาพ
ท่านประธานเหมาไว้อย่างเดี๋ยวนี้
บริเวณที่เคยเป็นหอบูชาผืนดินและธัญพืช
มีชื่อเรียกว่า เสียนนองถาน Xian Nong Tan
ประตูต้วนเหมิน Duanmen ที่เป็นประตูคั่นกลาง
ระหว่างหอประตูเทียนอันเหมินกับประตูอู่เหมิน
ซึ่งเป็นประตูเข้าสู่ดินแดนพระราชวังต้องห้าม
ลานตรงนี้เป็นพื้นที่ด้านหน้าประตูเขตพระราชฐานชั้นนอก
ใช้เป็นที่รวมพลเวลาที่จะยกทัพจับศึก
ฉลองชัยชนะจากการทำศึก และการรับเชลยศึก
เดี๋ยวนี้มีร้านขายของที่ระลึก และที่ขายตั๋วเข้าชมพระราชวังต้องห้าม
ประตูอู่เหมิน Wumen เป็นประตูที่เข้าสู่เขตพระราชฐาน
ชั้นนอก ด้วยความที่เป็นประตูใหญ่ของพระราชวังหลวง
ก็เลยต้องสร้างให้สูงกว่าประตูอื่น ๆ
ในพระราชวัง คือสูงถึง 35.6 เมตร กำแพงที่ยาวยื่น
ล้ำออกมาด้านหน้าของแนวประตูอู่เหมิน
ด้านบนจะมีหอรูปจตุรัส ฝั่งทิศตะวันออกเป็นหอกลอง
ส่วนฝั่งทิศตะวันตกเป็นหอระฆัง
สะพานตรงนี้เห็นบางคนก็เรียกว่า สะพานจินฉุ่ยเฉียว
Jinshui Qiao แต่บางคนเรียกว่า สะพานยู่ไต้เฉียว
Yudai Qiao ที่แปลว่าเข็มขัดหยก มีอยู่ 5 สะพานด้วยกัน
ตรงกลางเป็นของฮ่องเต้ใช้ ถัดมาสองข้างขนาบ
เป็นของเชื้อพระวงศ์ ส่วนพวกขุนนางข้าราชบริพาร
ก็ใช้กันอีก 2 สะพานที่เหลือ
ประตูไท่เหอเหมิน Taihemen มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง
สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1954 ด้านหน้าบันไดทางขึ้นสู่ประตู
ไท่เหอมีสิงโตหล่อด้วยทองสำริดในสมัยราชวงศ์ชิงคู่หนึ่งเฝ้าอยู่
พระที่นั่งไท่เหอเตี้ยน Taihedian เป็นพระที่นั่ง
ที่อยู่แรกสุดในเขตพระราชฐานชั้นนอก
สร้างเมื่อ พ.ศ.1949 เป็นพระที่นั่งที่ใหญ่ที่สุดในจีน
และยังเป็นสิ่งก่อสร้างด้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุดของจีนด้วย
เป็นสิ่งก่อสร้างที่มีความสูงที่สุดในแผ่นดินจีนสมัยที่ยังมีฮ่องเต้
ซึ่งมีข้อห้ามการก่อสร้างอาคารที่สูงกว่า
พระที่นั่งจงเหอเตี้ยน Zhonghedian เป็นพระที่นั่งองค์กลาง
ในหมู่พระที่นั่ง 3 องค์ ในเขตพระราชฐานชั้นนอก
และเป็นพระที่นั่งที่มีขนาดเล็กที่สุดในจำนวนพระที่นั่ง 3 องค์
สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1963 ลักษณะของพระที่นั่งคล้าย
ไปทางเก๋งจีน อาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส
หลังคาชั้นเดียวรูปทรงปิรามิด
พระที่นั่งองค์ท้ายสุดในเขตพระราชฐานชั้นนอกคือ
พระที่นั่งเป่าเหอเตี้ยน Baohedian
สร้างเมื่อ พ.ศ.1963 เช่นเดียวกัน
ประตูเฉียนชิงเหมิน QianqingMen เป็นประตู
ทางเข้าสู่เขตพระราชฐานชั้นใน
ซึ่งเป็นตำหนักที่ประทับของฮ่องเต้ พระมเหสี
พระราชวงศ์ฝ่ายใน และเหล่าสนมนางใน
สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิงเมื่อ พ.ศ.1963
เขตพระราชฐานชั้นในมีอาคารสำคัญตั้งเรียงกันอยู่
จำนวน 3 หลัง ประกอบด้วย
พระตำหนัก 2 หลัง และพระที่นั่งอีก 1 หลัง
เรียงตามลำดับคือ พระตำหนักเฉียนชิงกง
Qianqinggong ถัดไปคือ พระที่นั่งเจียวไท่เตี้ยน
Jiaotaidian ลักษณะคล้ายกับพระที่นั่งจงเหอ
หลังสุดท้ายคือ พระตำหนักคุนหนิงกง Kunninggong
ทั้งหมดนี้ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1963
อุทยานหลวงยวี่ฮวาหยวน Yuhuayuan
และหอประตูเซินหวู่เหมิน Shenwumen
หอประตูท้ายพระราชวังต้องห้ามที่ออกสู่
ถนนจิงซานเฉียนเจี้ย Jingshanqianjie
ประตูนี้พระมเหสีและพระสนมจะใช้ออกไปร่วมงาน
พระราชพิธี สร้างเมื่อ พ.ศ.1963
บนหอประตูมีหอระฆังและหอกลองไว้เคาะ
และตีบอกให้คนในพระราชวังได้รู้เวลา
วัดต้าเกาซ่วน Dagaoxuan เป็นวัดในลัทธิเต๋า สร้างเมื่อ พ.ศ.1085
สวนจิงซาน Jingshan Park ที่ตั้งชื่อเรียก
ตามชื่อของภูเขาจิงซานที่อยู่ภายในสวน
ภูเขาลูกนี้ใช้แรงงานคนและสัตว์สร้างขึ้น
ดินที่เอามาใช้สร้างก็คือดินที่ขุดทำคูน้ำล้อมรอบ
พระราชวังต้องห้าม และลำคลองที่อยู่ใกล้ ๆ
ตำหนักโซวหวง Shouhuang อยู่ทางด้านทิศเหนือของเขาจิงซาน ใช้เป็นสถานที่กราบไหว้บรรพบุรุษของราชวงศ์
จากเขาจิงซานถ้าเดินไปทะลุประตูตี้อันเหมิน Dianmen
ก็จะไปโผล่ออกที่ถนนตี้อันเหมิน
บริเวณนี้เป็นย่านที่ตั้งหอกลองและหอระฆัง
อย่างที่มีสำนวนจีนบอกว่า
เฉินจงมู่กู่ แปลเป็นไทยได้ว่า ยามเช้าตีระฆัง
ยามค่ำตีกลอง (เพื่อบอกเวลา)
ย่านสือช่าไห่ Shichahai และสะพานหยินติ้ง Yinding
บริเวณจุดเชื่อมต่อระหว่างทะเลสาบเฉียนไห่กับทะเลสาบโฮวไห่
ที่ปัจจุบันเป็นย่านร้านอาหาร ผับ และบาร์ ริมทะเลสาบ
ย่านถนนหยานไต้เซี่ยเจี้ย Yandaixiejie ที่ข้ามไป
จากสะพานหยินติ้ง เดี๋ยวนี้เป็นแหล่งชอปปิ้ง
และร้านอาหารตลอดเส้นทางประมาณ 300 เมตร
หอกลอง เรียกเป็นภาษาจีนว่า กู่โหลว Gulou
มีมาตั้งแต่สมัยของฮ่องเต้กุบไลข่านแห่งราชวงศ์หยวน
เมื่อ พ.ศ.1815 โดนไฟไหม้ต้องสร้างขึ้นใหม่ถึง 2 หน
ที่เห็นอยู่ทุกวันนี้เป็นการสร้างขึ้นใหม่
ในสมัยของฮ่องเต้หยงเล่อแห่งราชวงศ์หมิง
เมื่อ พ.ศ.1963 มีความสูงเกือบ 47 เมตร
หอระฆัง เรียกเป็นภาษาจีนว่า จงโหลว Zhonglou
ความสูงประมาณ 48 เมตร
เสียงตีระฆังบอกเวลาจากที่นี่ ได้ยินไปไกลในรัศมี 20 กม.
แล้วสุดท้ายปลายภาพของศิลปิน
ก็จบลงด้วยภาพกำแพงกับนกที่โบยบินอยู่บนฟากฟ้า
เห็นแล้วก็อดเก็บเอามาคิดไม่ได้ว่า มนุษย์นั้นมีเสรีภาพ
แต่บ่อยครั้งที่เราก็มักจะสร้างกำแพง
เพื่อล้อมกรอบตัวเราเอง หรือปล่อยให้คนอื่นมาสร้าง
กำแพงล้อมกรอบเรา
แล้วทำไมเราถึงได้ยอมให้มีแต่เพียงเจ้านกเสรี
ที่จะโบยบินข้ามกำแพงเหล่านั้นไป
โดย http://www.oknation.net/blog/exit/2009/02/16/entry-1
ฝากดอกไม้หอมหอมมารองรับ
พร้อมทุกสรรพคำหวาน ที่ขานไข
บรรณาการแทนความห่วง จากดวงใจ
ด้วยรักและศรัทธาธรรม
เฉินซิ่วเชง
http://www.prawinrat.com/
เจริญในธรรมนะเจ้า

เวลา...ผ่านไป เพียงใด ..ควรจดจำสิ่งใดอีก ???.

ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ
สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
สิ่งนั้นทั้งหมดมีดับเป็นธรรมดา
วันไหน ๆ ไม่สำคัญเท่าวันนี้
เป็นวันที่สำคัญกว่าวันไหน
ถึงพรุ่งนี้มะรืนนี้ดีอย่างไร
ก็ยังไม่สำคัญเท่าวันนี้
ปลิดปลิวลอยหล่นคว้าง...กลางหาว
แหงนพักตร์ผินดูดาว...แจ่มฟ้า
แสงเดือนสุกสกาว...พราวพร่าง
ลอยล่องลงแนบหล้า...ซบพื้นสิ้นลม
๏ ฝังจมลงสู่ห้วง...ความหลัง
ผิดถูกแลชิงชัง...ค่าไร้
กาลหมุนผ่านวัง-วนไปไม่พัก
เหลือแค่จำหลักไว้...เวิ้งกว้างดวงแข๚

กลิ่นปุปผชาติ ก็หอมทวนลมไม่ได้
กลิ่นจันทน์ กฤษณา หรือดอกมะลิ ก็หอมทวนลมไม่ได้
แต่กลิ่น(แห่งศีล)ของสัตบุรุษ หอมทวนลมได้
สัตบุรุษย่อมหอมฟุ้งขจรไปทั่วทุกทิศ
The perfume of flower blows not
againts the wind,
nor does the fragrance of sandal-wood,
Tagara and jasmine,
but the fragrance of the virtuous
blows against the wind the virtuous
man pervades all directions.
ขอบคุณ
|
ความคิดเห็นล่าสุด
1 ชั่วโมง 22 min ก่อน
1 ชั่วโมง 41 min ก่อน
2 hours 6 min ก่อน
5 hours 53 min ก่อน
13 hours 57 min ก่อน
21 hours 13 min ก่อน
1 วัน 2 hours ก่อน
1 วัน 11 hours ก่อน
1 วัน 20 hours ก่อน
1 วัน 20 hours ก่อน