![]() |
|
![]() |
|
|
||||||||
|
พุทธกวีจีน....![]() พุทธกวีจีน
诗佛王维—
หวางเหว่ย 王 维 - กวีพุทธ หวางเหว่ย กวีเอกยุคราชวงศ์ถัง หวางเหว่ย 王 维 เป็นกวีที่มีท่วงทำนองของบทกวีเป็นอัตลักษณ์ของตนเอง ถึงขนาดเรียกว่าเป็นสกุลช่าง” สกุลหนึ่ง เขาก็เขียนอะไร ๆที่มันดูเรียบ ๆ เหมือนบรรยายทิวทัศน์ อย่างเช่นบทนี้ วรรคที่หนึ่งบอกว่า ในที่ซึ่งปราศจากผู้คน ดอกกุ้ยฮัวร่วงหล่นลง วรรคที่สองบอกว่า ที่นั้นคือบนภูดอยที่ว่างไร้ยามราตรีในฤดูใบไม้ผลิ วรรคที่สามบอกว่า ครั้นดวงจันทร์ออกมาฉายส่องบนฟ้า ทำให้นกตกใจ (นึกว่าสว่างแล้ว) นกจึงพากันร้องระงมเสียงก้องลำธารยามฤดูใบไม้ผลิ ท่านผู้อ่าน อ่านแล้วเห็นภาพสภาพแวดล้อมบนภูดอยในคืนที่เงียบสงัด ขณะนั้นเป็นฤดูใบไม้ผลิ อากาศอบอุ่นสบาย ทันใดนั้นพระจันทร์เจิดกระจ่างขึ้นมาทันทีทันใด เหล่านกภูดอยพากันตื่นร้องเสียงเจื้อยแจ้วดังก้องไปตามลำห้วย อย่างนี้เอง ที่ปราชญ์จีนเขายกย่องนักกวีที่เขียนบทกวีได้เยี่ยมยอด และจิตรกรที่วาดภาพได้เยี่ยมยอดว่า “ “ ในกวีมีภาพ 诗 中 有 画 ในภาพมีกวี 画 中 有 诗 ” บทกวีของหวางเหว่ยแทบทุกบท เป็นตัวอย่างความสำเร็จของนักกวีที่เขียนบทกวีได้ถึงขั้น “ในกวีมีภาพ” นี่เป็นความสำเร็จขั้นที่หนึ่ง ยังมีความสำเร็จของกวีขั้นที่สองอีก นั่นคือ “สื่อสร้างจินตนาการได้ไม่จำกัด” คุณลักษณะของบทกวีที่ต่างจากคำประพันธ์ประเภทอื่น ๆ ก็คือ “บทกวีใช้คำจำกัด สื่อสร้างจินตนาการไม่จำกัด” อ่านบทกวีบทนี้แล้ว ผู้อ่านร้อยคนก็มีจินตนาการได้มากกว่าร้อยอย่าง เพราะคนอ่านก็อาจจะมีจินตนาการ ได้มากกว่าหนึ่งอย่าง หวางเหว่ยนับเป็นนักกวีที่ประสบความสำเร็จถึงขั้นที่สอง ความสำเร็จขั้นที่สามของบมทกวี คือผู้อ่านบรรลุธรรม หรือตระหนักรู้ในเรื่องธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ การตระหนักรู้ธรรมชาติของมนุษย์ มิใช่เรื่องของศาสนาพุทธนิกายเซนฝ่ายเดียว ศาสนาอื่น ปรัชญาอื่น ๆ ก็อาจทำให้เข้าถึง ตระหนักรู้ธรรมชาติของมนุษย์ได้เช่นกัน หวางเหว่ยนั้น นักประวัติศาสตร์มองว่า ท่านเป็น “กวีพุทธํ” “กวีเต๋า” คือเถายวนหมิง “กวีบู๊เฮี้ยบ” คือหลี่ไป๋ “กวีขงจื๊อ” คือ ตู้ฝู่ ในกวีบทข้างต้น สื่อคำสอน “เซน” ( ฌาน , หรือ ธฺยาน) ด้วย แม้จะตีความยากสำหรับผู้เริ่มศึกษา แต่สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับจริตแบบเซนแล้ว ซึมซับเข้าใจไม่ยาก สองวรรคแรก สื่อถึงความเป็นหนึ่งเดียวของชีวิตเรากับธรรมชาติ ความสงัดวิเวกของสภาพแวดล้อมบนภูดอยยามใบไม้ผลิ ดอกไม้ร่วงหล่นอย่างเงียบ ๆ แต่เป็นฉากแสดงความเคลื่อนไหวในบรรยากาศที่สงบเงียบ อาจทำให้จิตใจเราตื่นรู้ เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ในทันทีทันใดนั้น เปรียบเหมือนพระจันทร์สาดส่องขึ้นอย่างฉับพลัน ขอให้สังเกตนะครับ “หวางเหว่ย” ใช้คำว่า “พระจันทร์ออกมา”月 出 ถ้าใช้คำแค่เพียง “แสงจันทร์ 月 亮” บทกวีนี้จะจืดลงไปเยอะ คือไม่สื่อถึงการปรากฏขึ้นของพระจันทร์อย่างฉับพลันทันที แสงสว่างของดวงเดือนทำให้นกตื่น นั่นคือการตระหนักรู้บรรลุธรรมของจิตมนุษย์นั่นเอง โดย: ทองแถม นาถจำนง/tongtham.blogspot.com
"ซูตงปัวชมงานของหวังเหว่ยว่า ในบทกวีมีภาพวาด ในภาพวาดมีบทกวี
เว่ยเฉิงฉวี่เหรือเพลงเมืองเว่ย เป็นซือในสมัยราชวงศ์ถัง (เว่ยเฉิง =เมืองเว่ย ฉวี่ = เพลง)เดิมว่าซ่งหยวนเอ้อร์สื่ออานซี แปลว่าส่งหยวนเอ่อร์ไปทำราชการที่เมืองอานซี เมืองอานซีเป็นเมืองบทเส้นทางสายแพรไหม อยู่เลยด่านจยาอวี้กวนออกไป เมืองอานซีเป็นเมืองชุมทางของเส้นทางแพรไหมสายต่าง ๆ กล่าวคือเมื่อออกเดินทางจากเมืองซีอาน ผ่านเมืองหลายเมืองและด่านจยาอวี้กวนแล้ว เดินทางต่อไปก็จะถึงเมืองซีอานจากเมืองนี้เส้นทางสายแพรไหมสมัยราชวงศ์ถึงจะแยกเป็น ๓เส้นทาง เส้นทางแรกเหนือของเทือกเขาเทียนซาน (เทียนซานเป่ยลู่) ที่สองเป็นเส้นทางใต้ของเทือกเขาเทียนซาน (เทียนซานหนานลู่) ที่สามเป็นเส้นทางเหนือภูเขาคุนหลุน (คุนหลุนเป่ยลู่ หรือ กู่หนานเต้า) นอกจากนั้น ซือบทนี้ยังมีชื่ออื่น ๆ อีก คือหยังกวนฉวี่(เพลงด่านหยังกวน) หยังกวนซานเตี๋ย (ซ้ำคำว่า หยังกวน ๓ ครั้ง)ซือบทนี้ในสมััยราชวงศ์ถังได้นำไปใส่ทำนองและเพิ่มเนื้อร้องเป็นเพลง ชื่อว่า เว่ยเฉิงฉวี่ (เพลงเมืองเว่ย) นอกจากเป็นชื่อเพลงแล้วได้กลายมาเป็นชื่อบทของซือด้วย เมืองเว่ยตั้้งอยู่ทางฝั่งเหนือของแม่นำ้เว่ย (เว่ยเหอ) ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองซีอาน มณฑลส่านซี สมัยราชวงศ์ฉินเรียกว่าเมืองเสียนหยัง สุสานของจักรพรรดิ์ฉินสือหวงตี้ (จิ๋นซีฮ่องเต้)อยู่ในเมืองนี้ ปัจจุบันกลับมาเรียกว่า เสียนหยังอีก มิได้เรียกว่าเว่ยเฉิง ในสมัยราชวงศ์ถัง มักจะเลี้ยงอำลาผู้ที่จะเดินทาง จากซีอานมุ่งไปทางทิศตะวันตกที่เมืองเว่ย หวังเหว่ย (ค.ศ.๗o๑-๗๖๑)เป็นผู้ประพันธ์ซือ เว่ยเฉิงฉวี่ มีอีกชื่อหนึ่งว่า หวังมั่วจี้ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ฉีโจว ปัจจุบันคือ อำเภอฉี มณฑลซานซีต่อมาย้ายติดตามบิดาไปอยู่ที่ฝูโจว ปัจจุบันคือ อำเภอหย่งจี้ มณฑลซานซีในค.ศ.๗๒๑ อายุ ๒o ปี สอบได้จิ้นซื่อ ได้เข้ารับราชการเป็นขุนนาง ต่อมา(ค.ศ.๗๕๕) เกิดกบฏอานลู่ซาน หวังเหวงรับราชการกับฝ่ายกบฏ เมืองเจ้าชายรัชทายาทซึ่งตั้งตนขึ้นมาเป็นจักรพรรดิ์ซู่จงปราบกบฏได้(ค.ศ.๗๕๗) หวังเหวยจึงถูกลดตำแหน่่ง แต่ในภายหลังก็ได้ กลับมาดำรงตำแหน่งสูงอีกในบั้นปลายชีวิต ใช้ชีวิตอย่างสงบ เรียบง่ายแต่งบทกวีต่าง ๆ ในด้านการประพันธ์บทกลอน หวังเหวยได้รับยกย่องว่าแต่งดี เทียบเท่าเมิ่งเฮ่าหราน เป็น หวัง-เมิ่งแห่งราชวงศ์ถัง ผลงานในระยะต้นมักนำเรื่องชายแดนมาเป็นแก่นในการประพันธ์แต่งานส่วนใหญ่ที่มีชื่อเสียงมักเป็นเรื่องเกี่ยวกับทิวทัศน์ ภูเขาแม่นำ้ นาสวน ธรรมชาติ รวมทั้งได้แทรกคติธรรมของศาสนาพุทธมหายานนิกายธยาน (ฌาณ) ไว้ด้วย นักวรรณคดีวิจารณ์กล่าวว่า ง านของหวังเหวยพรรณนาดี และมีความละเอียดอ่อนหวังเหวยนอกจากเป็นกวีแล้วยังเก่งด้านดนตรีการเขียนตัวอักษรและการวาดภาพ จึงสามารถนำหลักการวาดภาพ และการเล่นดนตรีมาใส่ในบทกวี ซูตงปัวชมงานของหวังเหว่ยว่า ในบทกวีมีภาพวาด ในภาพวาดมีบทกวี (ซือจงโหย่วฮว่า ฮว่าจงโหย่วซือ)ผู้คนชมว่า ซูตงปัวสรุปลีลางานศิลป์ ของหวังเหว่ยได้อย่างดี ส่วนภูมิหลังการประพันธ์ซือ เว่ยเฉิงฉวี่ นั้นหวังเหวยเขียนส่งเพื่อนที่ จะเดินทางจากซีอานไปทางทิศตะวันตก เพื่อนออกเดินทางในฤดูใบไม้ผลิ หวังเหวยและเพื่อนอำลากันที่เมืองเว่ย ซือบทนี้สื่อถึงอารมณ์อาลับอาวรณ์ระหว่างพื่อนในยามจากกัน หวังเหวยเขียนพรรณนาได้ดี สื่อความได้แจ่่มชัด ทั้ง ๆ ที่ใช้ซือเพียง ๔บาทเท่านั้น กวีสมัยราชวงศ์ถังเขียนซือเกี่ยวกับการอำลาไว้หมื่น ๆ บทซือ เว่ยเฉิงฉวี่ ได้รับการยกย่องว่า เป็นซือส่งเพื่อนที่แต่งได้สุดยอดบทหนึ่ง ในด้านบทกลอน บาทที่ ๑สื่อความว่า ในตอนเช้าที่เมืองเว่ยฝนตกไม่มาก แต่ก็ทำให้ฝุ่นเปียกชื้นไม่ปลิวขึ้นมา บาทที่ ๒ ke she (เค่อเซ่อ) หมายถึง ที่พักแรมของทางราชการตามทางหลวงต่าง ๆ จะอยู่ห่างกันเป็นช่วง ๆในสมัยก่อนใช้เป็นที่พักม้าและที่พักแรมของคนส่งสาร ขุนนางที่ ไปปฏิบัติราชการต่างเมืองก็แวะพักที่เค่อเซ่อ ระหว่างการเดินทาง นอกจากนั้นใช้เป็นที่เลี้ยงส่ง อำลากันด้วยเค่อเซ่อแต่ละแห่งมักปลูกต้นหลิวรายรอบ สมัยก่อนมีการคำณวนไว้เลยว่าจากเมืองนี้ไปเมืองโน้นใช้เวลากี่วัน ตามรายทางมีเค่อเซ่อที่ไหนบ้าง การมีเค่อเซ่อช่วยให้เดินทางส่งสารได้รวดเร็ว เป็นทางหนึ่งในการช่วยควบคุมหัวเมืองรวมอำนาจเข้าสู่ศูยน์กลาง บาทที่ ๔ด่านหยังกวงเป็นด่านที่อยู่เลยเมืองอานซี ออกไปบนเส้นทางแพรไหมสาย คุนหลุนเป่ยลู่ เป็นด่านเกือบสุดท้ายในเส้นทางนี้ อยู่แถบเมืองตุนหวง พ้นจากนี้ก็เป็นเขตเวิ้งว้างไกลสุดตา ของทะเลทรายมีผู้คนอยู่น้อยเส้นทางแพรไหมทางตะวันตกของจีนมีชนกลุ่มน้อยเผ่าต่าง ๆ อาศัยอยู่หลายเผ่า นักวรรณคดีวิจารณ์กล่าวว่า ซือบทนี้เด่นต่างจากซืออำลาทั่ว ๆไปที่เขียนถึงอารมณ์บีบคั้น ความเศร้าสลด แต่ซือบทนี้ไม่เขียนเช่นนั้นไม่มีสักคำที่พูดว่าเสียใจ กวีเขียนในแนวสบาย ๆ สองทางแรกสื่อถึงภาพยามเช้าและต้นหลิวเขียวขจี สองบาทหลัง ชวนดื่มเหล้าคุยกันอย่างจริงใจด้วยนำ้มิตร และยำ้ความอาลัยอาวรณ์ว่า พ้นจากด่านหยังกวนแล้วไม่มีผู้คุ้นเคย
ข้อความในบล๊อคนี้นำมาจากหนังสือ "หยกใสร่ายคำ" หวังเหวย 王维 (701 -761) ชื่อตัวว่าหมอเจี๋ย(摩诘)ชื่อนี้เป็นชื่อคัมภีร์พุทธด้วยเพราะแม่ของเขา นับถือศาสนาพุทธมาก จากชื่อลูกชายคงจะเห็นได้ชัดเจนแล้ว หวังเหวยไม่เพียงแต่เป็นกวี ยังเป็นนักวาดภาพ นักดนตรีที่โดดเด่นเป็นเอกอีกด้วย หวังเหวยมีพี่น้อง 5 คน เขาเป็นคนโต พ่อรับราชการแต่เสียไปตั้งแต่เขาอายุยังน้อย หวังเหวยที่ได้รับการศึกษามาอย่างดีจึงพยายามดูแลครอบครัวต่อจากพ่อด้วยการดิ้นรนเข้าไปเรียนในเมืองเพื่อสอบเข้ารับราชการให้ได้ หวังเหวยรู้จักการแต่งกลอนตั้งแต่อายุ 9 ขวบ กับน้องชาย "หวังจิ้น" (王缙) เรียกได้ว่าเป็นเด็กอัจฉริยะเลยของยุคนั้นเลยก็ว่าได้ หวังเหวยเริ่มมีชื่อเสียงด้านการแต่งกลอนตั้งแต่อายุ 10 กว่าขวบ ระหว่างเข้าไปเรียนในนครฉางอัน เขาก็ไม่วายคิดถึงพี่น้องที่อยู่บ้านเดิม蒲州 (ปัจุจบันคือหย่งจี้อยู่ในมณฑลซันซี-(今山西永济หรือทางตะวันออกของเขาหัวซาน)) เขาได้แต่งบทกลอนที่ชื่อว่า "จิ่วเยว่จิ่วยื่ออี้ซันตงซยงตี้" กลอนบทนี้ได้กล่าวถึงประเพณีโบราณคือเทศกาลฉงหยางด้วยค่ะ
《九月九日亿山东兄弟》
独在异乡为异客, หนังสือ"ร้อยบทกวีถาง" ของ คุณอุ้ย บุญภัทร สำนักพิมพ์ ไชน์ บทกวี Song Bia ของหวังเหวย
ส่งจากจรจากแล้ว ถิ่นภู กลอนบทนี้กล่าวว่าหวังเหวยอยู่ต่างเมืองคนเดียว เมื่อถึงเทศกาลฉงหยาง ที่ครอบครัวจะได้พบหน้ากันเขาก็คิดถึงพี่น้อง และคิดไปว่าตอนนี้พวกพี่น้องของเขา คงไปรวมตัวกันบนภูเขาแต่มองไปแล้วกลับขาดเขาเพียงคนเดียว ที่อยู่ต่างเมืองไม่สามารถไปพบหน้ากันได้ นอกจากกลอนแล้วหวังเหวยยังเล่นดนตรีเก่ง หน้าตาหล่อเหลา แสดงหน้าพระพักต์องค์หญิงจนตะลึงมาแล้ว เรื่องแสดงหน้าพระพักต์นี้เป็นตำนาน มีเล่าขานกันมาแต่ไม่รู้ว่าจะจริงเท็จแค่ไหน เดี๋ยวค่อย ๆ เล่านะค หวังเหวยอายุ 15 ก็เข้ามาที่เมืองหลวงคือฉางอัน เพื่อหาทางสอบเข้ารับราชการตามหน้าที่ของชายในสมัยโบราณ ก็สอบจอหงวนนั่นแหละค่ะ เมื่อมาถึงฉางอันหวังเหวยมีแก๊งค์ของตนเองก็พวกเพื่อน ๆ นักกวีทั้งหลายนั่นเอง นั่งที่เหลาและพลางแต่งกลอนประชันกันไปด้วยกลอนในยุคต้น ๆ ของหวังเหวยจะฮึกเหิมมากเช่นบทนี้ค่ะ "เส้าเหนียนสิง"(การเดินทางของวัยหนุ่ม)
《少年行》
**เรื่องนี้มีบันทึกแต่ไม่แน่ว่าเป็นจริงเท็จแค่ไหนแต่ที่จริงแท้แน่นอนคือ หวังเหวยสอบได้ตำแหน่งจอหงวนและ รับราชการในเวลาต่อมาด้วยวัยเพียง21 ปี ตำแหน่งแรกที่ได้รับคือตำแหน่งที่ดูแลทางดนตรีและศิลปะการร่ายรำ ของประเทศเรียกว่าตำแหน่ง 太乐丞แต่ทำได้ไม่นานก็เกิดปํญหาขัดแย้งจนถูกส่งไปเป็นทหารเล็ก ๆ ที่ดูแลด้านเสบียงของกองทัพที่จี้โจว หวังเหวยอยู่ที่นี่ถึง 4ปีแม้จะเงียบเหงา แต่ก็อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติจนเกิดความรักในทิวทัศน์อันสวยงามและเงียบสงบเป็นอย่างยิ่ง เมื่อมีเวลาวาง ก็แต่งกลอนคุยกับเหล่าบัณฑิต ปี 706หวังเหวยจึงลาออกจากราชการ และท่องเที่ยวไปในโลกกว้างเป็นเวลา 2 ปี จากนั้นหวังเหวยเดินทางกลับไปที่ฉางอันอีกในปี 729 และได้เจอกับเมิงเฮ่าหราน( 孟浩然) ที่มาสอบจอหงวนแต่ไม่ติดเลยพักอยู่ในฉางอันปีต่อมาเมิ่งเฮ่าหรานจึงกลับบ้าน ที่เมืองเสียนหยาง(襄阳)หวังเหวยแต่งกลอนส่งเมิ่งเฮ่าหรานไว้ว่า “杜门不欲出,久与世情疏。以此为长策,劝君归旧庐。”เป็นกลอนที่เตือนให้เมิ่งเฮ่าหรานกลับบ้านไป อย่าได้เข้ามาสอบจอหงวนเพื่อรับราชการเลยอาจเป็นเพราะตัวเขาได้รับทราบความแก่งแย่งชิงดีและความลำบาก ในการรับราชการที่ทำให้ใจไม่สงบเหมือนอยู่กับธรรมชาติก็เป็นได้และยิ่งในปี 731 หวังเหวยอายุ 31 ปีได้สูญเสียภรรยาสุดที่รักไป จนอาจทำให้เขาหมดอาลัยตายอยาก ก็เป็นได้จึงทำให้เตือนเมิ่งเฮ่าหรานที่อายุมากแล้วให้กลับบ้านนอกไปเสีย หลังจากภรรยาตายแล้ว หวังเหวยก็มิได้แต่งงานใหม่ ยังครองตัวเป็นโสดจวบจนวันตาย นอกจากเมิ่งเฮ่าหรานแล้ว หวังเหวยยังมีสหายมากมายดังต่อไปนี้ 1. หลูเซ๊ยง (庐象) คนนี้คบนานมาก 18 ปีกว่า ต่างนับถือกันและกัน และนับถือพุทธเหมือนกัน บทกลอนที่หวังเหวยเขียนถึง หลูเซี่ยงคือบทนี้
《过卢四员外宅看饭僧共题七韵》
三贤异七贤,青眼慕青莲。 2. จู่หย่ง (祖咏) คนนี้เป็นชาวลั่วหยาง คบกับหวังเหวยมาแต่เด็ก และเวลาเดินทางผ่านบ้านหวังเหวยชอบมาพักอยู่ด้วยเป็นประจำ
![]() กลอนที่หวังเหวยเขียนถึงจู่หย่งคือบทนี้《喜祖三至留宿》
门前洛阳客,下马拂征衣。
3.หลี่ฉี (李颀) เป็นชาวตงชวน ในบรรดากลอนของหวังเหวยมีกล่าวถึง หลี่ฉีอยู่แค่บทเดียว แต่ทั้งสองคบกันเพราะมีความสนใจในศาสนาเต๋าเหมือนกัน ![]() กลอนที่หวังเหวยเขียนถึงหลี่ฉีคือบทนี้ 《赠李颀》 闻君饵丹砂。 甚有好颜色。 不知从今去。 几时生羽翼。 王母翳华芝。 望尔昆仑侧。 文螭从赤豹。 万里方一息。 悲哉世上人。 甘此膻腥食。
4.ชีอู๋เฉียน(綦毋潜 qí wú qián)ชื่อตัวว่าหลีทง(李通) คนนี้คบกับหวังเหวยกว่า 20 ปี ![]() กลอนบทนี้หวังเหวยเขียนให้เพื่อนก่อนปี 726 ซึ่งชีอู๋เฉียนยังสอบไม่ติด 《送綦毋潜落第还乡》
圣代无隐者,英灵尽来归。
5.หวังชังหลิง (王昌龄) กวีดังอีกคนหนึ่ง ตายในกบฎอันลู่ซาน หวังชังหลิงกับหวังเหวยสนใจในเต๋า พุทธ และการพ้นทุกข์ ![]() กลอนบทนี้หวังเหวยเขียนถึงหวังชังหลิง 《青龙寺昙璧上人兄院集》
高处敞招提,虚空讵有倪。
6.เมิ่งเฮ่าหราน(孟浩然) เป็นคนเสียนหยาง ชอบธรรมชาติเหมือนหวังเหวย เนื่องจากไม่ได้รับใช้ชาติและอายุมากแล้ว เมื่อกลับมาบ้านแล้วไม่ได้ทำตามปณิธานเลยตรอมใจ
กลอนบทนี้เป็นกลอนที่หวังเหวยเขียนไว้อาลัยเมิ่งเฮ่าหราน 《哭孟浩然》
故人不可见,江水日东流。
![]()
风景日夕佳。
ปี ค.ศ. 733จางจิ่วหลิง(张九龄) กลับมามีอำนาจการปรกครองอีกครั้งทำให้หวังเหวยมีความหวังในการรับใช้ชาติเพิ่มขึ้น ปีนนั้นเขามีอายุ 34 ปี รับราชการต่อมาจนอายุ 50ปีมารดาถึงแก่กรรมจึงกลับไปไว้ทุกข์ให้มารดาจนครบกำหนดแล้วกลับมารับราชการต่อแต่แล้วก็ต้องเจอกับกบฎอันลู่ซานที่ทำให้คนเข้าใจผิดว่าเขาไปสวามิภักดิ์อันลู่ซานไม่ภักดีต่อราชวงศ์ถัง ทั้งนี้เนื่องจากตอนอันลู่ซานบุกเข้าฉางอันถังเสวียนจงหนีไปได้แต่หวังเหวยยังไม่ทันหนีก็ถูกจับเนื่องจากเป็นบัณฑิตผู้มีปัญญาที่อันลู่ซานต้องการตัวจึงจับตัวไปขังไว้แต่หวังเหวยภักดีต่อราชวงศ์ถังจึงกินยาทำให้ตัวเองป่วยลุกไม่ขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการบีบบังคับของอันลู่ซานแต่หวังเหวยชื่อดังเกินไปถูกอันลู่ซานเชิญ(จับ)ตัวมาที่ลั่วหยางยัดเยียดตำแหน่งให้ตอนนั้นเองโชคดีที่หวังเหวยได้แต่งกลอนไว้บทหนึ่งตอนอันลู่ซานจัดงานฉลองในวัง กลอนบทนี้คือ 《凝碧池》
万户伤心生野烟, กล่าวถึงคนที่สูญเสียชาติบ้านเมืองและคิดถึงราชวงศ์ก่อนกลอนบทนี้ได้ช่วยชีวิตหวังเหวยไว้และปรับความเข้าใจของทุกคนใหม่ว่าเขาไม่ได้ทรยศต่อราชวงศ์ถัง แต่ถูกบังคับต่อมาราชวงศ์ถังฟื้นตัว น้องของหวังเหวยมีความชอบหวังเหวยได้กลอนบทนี้ช่วยชีวิตไว้และอธิบายความจริงต่อทุกคนทำให้เขาได้รับอภัยโทษในที่สุด ตอนนั้นหวังเหวยอายุ 57 ปี รับราชการจนอายุ 60 ปีหวังเหวยจึงถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. 760บทกลอนของเขาสืบทอดถึงปัจจุบันประมาณ 400 บทส่วนใหญ่จะบรรยาถึงไร่นาป่าเขาธรรมชาติและแทรกคติธรรมแห่งพุทธศาสนาจนได้ชื่อว่า เป็น "พุทธกวี" ที่ฝากชื่อไว้ให้คนจดจำตราบชั่วกาลนาน คลิก http://www.youtube.com/watch?v=5_6viRzfhEE&feature=related <object width="445" height="364"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/5_6viRzfhEE&hl=en_US&fs=1&color1=0x006699&color2=0x54abd6&border=1"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/5_6viRzfhEE&hl=en_US&fs=1&color1=0x006699&color2=0x54abd6&border=1" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="445" height="364"></embed></object> คลิก http://www.youtube.com/watch?v=5_6viRzfhEE&feature=related
ขอบคุณhttp://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mamiya&month=01-2008&date=10&group=1&gblog=36
" »
|
|
hakka@hakkapeople.com
คุณความดี แด่บรรพชนและชาวฮากกาที่ฮึกเหิม
|
Hakkapeople.com by Hakka Pakchong Association... Powered by Drupal |
ความคิดเห็นล่าสุด
7 hours 54 min ก่อน
8 hours 21 min ก่อน
9 hours 14 min ก่อน
11 hours 38 min ก่อน
12 hours 14 min ก่อน
19 hours 46 min ก่อน
1 วัน 7 hours ก่อน
1 วัน 8 hours ก่อน
1 วัน 8 hours ก่อน
1 วัน 13 hours ก่อน