圣寿无疆 หน้าแรก
HakkaPeople(Thai) ชุมชนชาวฮากกา Hakka people .  
ที่ใดมีตะวันขึ้น ที่นั้นมีชาวจีน ที่ใดมีชาวจีน ที่นั้นมีเค่อเจียเหริน hakkapeople.com

พุทธกวีจีน....

รูปภาพของ เฉินซิ่วเชง

 

พุทธกวีจีน

 

诗佛王维

Wang Wei(王维) ภาพ bloggang.com

 

หวางเหว่ย 王 维 - กวีพุทธ

หวางเหว่ย กวีเอกยุคราชวงศ์ถัง หวางเหว่ย 王 维 เป็นกวีที่มีท่วงทำนองของบทกวีเป็นอัตลักษณ์ของตนเอง ถึงขนาดเรียกว่าเป็นสกุลช่าง” สกุลหนึ่ง เขาก็เขียนอะไร ๆที่มันดูเรียบ ๆ เหมือนบรรยายทิวทัศน์ อย่างเช่นบทนี้ วรรคที่หนึ่งบอกว่า ในที่ซึ่งปราศจากผู้คน ดอกกุ้ยฮัวร่วงหล่นลง วรรคที่สองบอกว่า ที่นั้นคือบนภูดอยที่ว่างไร้ยามราตรีในฤดูใบไม้ผลิ วรรคที่สามบอกว่า ครั้นดวงจันทร์ออกมาฉายส่องบนฟ้า ทำให้นกตกใจ (นึกว่าสว่างแล้ว) นกจึงพากันร้องระงมเสียงก้องลำธารยามฤดูใบไม้ผลิ ท่านผู้อ่าน อ่านแล้วเห็นภาพสภาพแวดล้อมบนภูดอยในคืนที่เงียบสงัด ขณะนั้นเป็นฤดูใบไม้ผลิ อากาศอบอุ่นสบาย ทันใดนั้นพระจันทร์เจิดกระจ่างขึ้นมาทันทีทันใด เหล่านกภูดอยพากันตื่นร้องเสียงเจื้อยแจ้วดังก้องไปตามลำห้วย อย่างนี้เอง ที่ปราชญ์จีนเขายกย่องนักกวีที่เขียนบทกวีได้เยี่ยมยอด และจิตรกรที่วาดภาพได้เยี่ยมยอดว่า “

“ ในกวีมีภาพ 诗 中 有 画 ในภาพมีกวี 画 中 有 诗 ”

บทกวีของหวางเหว่ยแทบทุกบท เป็นตัวอย่างความสำเร็จของนักกวีที่เขียนบทกวีได้ถึงขั้น “ในกวีมีภาพ” นี่เป็นความสำเร็จขั้นที่หนึ่ง ยังมีความสำเร็จของกวีขั้นที่สองอีก นั่นคือ “สื่อสร้างจินตนาการได้ไม่จำกัด” คุณลักษณะของบทกวีที่ต่างจากคำประพันธ์ประเภทอื่น ๆ ก็คือ “บทกวีใช้คำจำกัด สื่อสร้างจินตนาการไม่จำกัด” อ่านบทกวีบทนี้แล้ว ผู้อ่านร้อยคนก็มีจินตนาการได้มากกว่าร้อยอย่าง เพราะคนอ่านก็อาจจะมีจินตนาการ ได้มากกว่าหนึ่งอย่าง หวางเหว่ยนับเป็นนักกวีที่ประสบความสำเร็จถึงขั้นที่สอง ความสำเร็จขั้นที่สามของบมทกวี คือผู้อ่านบรรลุธรรม หรือตระหนักรู้ในเรื่องธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ การตระหนักรู้ธรรมชาติของมนุษย์ มิใช่เรื่องของศาสนาพุทธนิกายเซนฝ่ายเดียว ศาสนาอื่น ปรัชญาอื่น ๆ ก็อาจทำให้เข้าถึง ตระหนักรู้ธรรมชาติของมนุษย์ได้เช่นกัน หวางเหว่ยนั้น นักประวัติศาสตร์มองว่า ท่านเป็น “กวีพุทธํ” “กวีเต๋า” คือเถายวนหมิง “กวีบู๊เฮี้ยบ” คือหลี่ไป๋ “กวีขงจื๊อ” คือ ตู้ฝู่ ในกวีบทข้างต้น สื่อคำสอน “เซน” ( ฌาน , หรือ ธฺยาน) ด้วย แม้จะตีความยากสำหรับผู้เริ่มศึกษา แต่สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับจริตแบบเซนแล้ว ซึมซับเข้าใจไม่ยาก สองวรรคแรก สื่อถึงความเป็นหนึ่งเดียวของชีวิตเรากับธรรมชาติ ความสงัดวิเวกของสภาพแวดล้อมบนภูดอยยามใบไม้ผลิ ดอกไม้ร่วงหล่นอย่างเงียบ ๆ แต่เป็นฉากแสดงความเคลื่อนไหวในบรรยากาศที่สงบเงียบ อาจทำให้จิตใจเราตื่นรู้ เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ในทันทีทันใดนั้น เปรียบเหมือนพระจันทร์สาดส่องขึ้นอย่างฉับพลัน ขอให้สังเกตนะครับ “หวางเหว่ย” ใช้คำว่า “พระจันทร์ออกมา”月 出 ถ้าใช้คำแค่เพียง “แสงจันทร์ 月 亮” บทกวีนี้จะจืดลงไปเยอะ คือไม่สื่อถึงการปรากฏขึ้นของพระจันทร์อย่างฉับพลันทันที แสงสว่างของดวงเดือนทำให้นกตื่น นั่นคือการตระหนักรู้บรรลุธรรมของจิตมนุษย์นั่นเอง โดย: ทองแถม นาถจำนง/tongtham.blogspot.com

 

"ซูตงปัวชมงานของหวังเหว่ยว่า ในบทกวีมีภาพวาด ในภาพวาดมีบทกวี
诗中有画 画中有诗 (ซือจงโหย่วฮว่า ฮว่าจงโหย่วซือ)"


เพลงเมืองเว่ย
หวังเหวย
ฝนเมืองเว่ยยามเข้า ฝุ่นเปียกชื้น
ที่พักแรม ต้นหลิวสีสันใหม่เขียวขจี
ขอเชิญท่านดื่นสุราให้หมดอีกสักถ้วย
ออกจากด่านหยังกวนไปทางตะวันตก ไร้ผู้คุ้นเคย

เว่ยเฉิงฉวี่เหรือเพลงเมืองเว่ย เป็นซือในสมัยราชวงศ์ถัง (เว่ยเฉิง =เมืองเว่ย ฉวี่ = เพลง)เดิมว่าซ่งหยวนเอ้อร์สื่ออานซี แปลว่าส่งหยวนเอ่อร์ไปทำราชการที่เมืองอานซี เมืองอานซีเป็นเมืองบทเส้นทางสายแพรไหม อยู่เลยด่านจยาอวี้กวนออกไป เมืองอานซีเป็นเมืองชุมทางของเส้นทางแพรไหมสายต่าง ๆ กล่าวคือเมื่อออกเดินทางจากเมืองซีอาน ผ่านเมืองหลายเมืองและด่านจยาอวี้กวนแล้ว เดินทางต่อไปก็จะถึงเมืองซีอานจากเมืองนี้เส้นทางสายแพรไหมสมัยราชวงศ์ถึงจะแยกเป็น ๓เส้นทาง เส้นทางแรกเหนือของเทือกเขาเทียนซาน (เทียนซานเป่ยลู่) ที่สองเป็นเส้นทางใต้ของเทือกเขาเทียนซาน (เทียนซานหนานลู่) ที่สามเป็นเส้นทางเหนือภูเขาคุนหลุน (คุนหลุนเป่ยลู่ หรือ กู่หนานเต้า) นอกจากนั้น ซือบทนี้ยังมีชื่ออื่น ๆ อีก คือหยังกวนฉวี่(เพลงด่านหยังกวน) หยังกวนซานเตี๋ย (ซ้ำคำว่า หยังกวน ๓ ครั้ง)ซือบทนี้ในสมััยราชวงศ์ถังได้นำไปใส่ทำนองและเพิ่มเนื้อร้องเป็นเพลง ชื่อว่า เว่ยเฉิงฉวี่ (เพลงเมืองเว่ย) นอกจากเป็นชื่อเพลงแล้วได้กลายมาเป็นชื่อบทของซือด้วย เมืองเว่ยตั้้งอยู่ทางฝั่งเหนือของแม่นำ้เว่ย (เว่ยเหอ) ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองซีอาน มณฑลส่านซี สมัยราชวงศ์ฉินเรียกว่าเมืองเสียนหยัง สุสานของจักรพรรดิ์ฉินสือหวงตี้ (จิ๋นซีฮ่องเต้)อยู่ในเมืองนี้ ปัจจุบันกลับมาเรียกว่า เสียนหยังอีก มิได้เรียกว่าเว่ยเฉิง ในสมัยราชวงศ์ถัง มักจะเลี้ยงอำลาผู้ที่จะเดินทาง จากซีอานมุ่งไปทางทิศตะวันตกที่เมืองเว่ย หวังเหว่ย (ค.ศ.๗o๑-๗๖๑)เป็นผู้ประพันธ์ซือ เว่ยเฉิงฉวี่ มีอีกชื่อหนึ่งว่า หวังมั่วจี้ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ฉีโจว ปัจจุบันคือ อำเภอฉี มณฑลซานซีต่อมาย้ายติดตามบิดาไปอยู่ที่ฝูโจว ปัจจุบันคือ อำเภอหย่งจี้ มณฑลซานซีในค.ศ.๗๒๑ อายุ ๒o ปี สอบได้จิ้นซื่อ ได้เข้ารับราชการเป็นขุนนาง ต่อมา(ค.ศ.๗๕๕) เกิดกบฏอานลู่ซาน หวังเหวงรับราชการกับฝ่ายกบฏ เมืองเจ้าชายรัชทายาทซึ่งตั้งตนขึ้นมาเป็นจักรพรรดิ์ซู่จงปราบกบฏได้(ค.ศ.๗๕๗) หวังเหวยจึงถูกลดตำแหน่่ง แต่ในภายหลังก็ได้ กลับมาดำรงตำแหน่งสูงอีกในบั้นปลายชีวิต ใช้ชีวิตอย่างสงบ เรียบง่ายแต่งบทกวีต่าง ๆ ในด้านการประพันธ์บทกลอน หวังเหวยได้รับยกย่องว่าแต่งดี เทียบเท่าเมิ่งเฮ่าหราน เป็น หวัง-เมิ่งแห่งราชวงศ์ถัง ผลงานในระยะต้นมักนำเรื่องชายแดนมาเป็นแก่นในการประพันธ์แต่งานส่วนใหญ่ที่มีชื่อเสียงมักเป็นเรื่องเกี่ยวกับทิวทัศน์ ภูเขาแม่นำ้ นาสวน ธรรมชาติ รวมทั้งได้แทรกคติธรรมของศาสนาพุทธมหายานนิกายธยาน (ฌาณ) ไว้ด้วย นักวรรณคดีวิจารณ์กล่าวว่า ง านของหวังเหวยพรรณนาดี และมีความละเอียดอ่อนหวังเหวยนอกจากเป็นกวีแล้วยังเก่งด้านดนตรีการเขียนตัวอักษรและการวาดภาพ จึงสามารถนำหลักการวาดภาพ และการเล่นดนตรีมาใส่ในบทกวี ซูตงปัวชมงานของหวังเหว่ยว่า ในบทกวีมีภาพวาด ในภาพวาดมีบทกวี (ซือจงโหย่วฮว่า ฮว่าจงโหย่วซือ)ผู้คนชมว่า ซูตงปัวสรุปลีลางานศิลป์ ของหวังเหว่ยได้อย่างดี ส่วนภูมิหลังการประพันธ์ซือ เว่ยเฉิงฉวี่ นั้นหวังเหวยเขียนส่งเพื่อนที่ จะเดินทางจากซีอานไปทางทิศตะวันตก เพื่อนออกเดินทางในฤดูใบไม้ผลิ หวังเหวยและเพื่อนอำลากันที่เมืองเว่ย ซือบทนี้สื่อถึงอารมณ์อาลับอาวรณ์ระหว่างพื่อนในยามจากกัน หวังเหวยเขียนพรรณนาได้ดี สื่อความได้แจ่่มชัด ทั้ง ๆ ที่ใช้ซือเพียง ๔บาทเท่านั้น กวีสมัยราชวงศ์ถังเขียนซือเกี่ยวกับการอำลาไว้หมื่น ๆ บทซือ เว่ยเฉิงฉวี่ ได้รับการยกย่องว่า เป็นซือส่งเพื่อนที่แต่งได้สุดยอดบทหนึ่ง ในด้านบทกลอน บาทที่ ๑สื่อความว่า ในตอนเช้าที่เมืองเว่ยฝนตกไม่มาก แต่ก็ทำให้ฝุ่นเปียกชื้นไม่ปลิวขึ้นมา บาทที่ ๒ ke she (เค่อเซ่อ) หมายถึง ที่พักแรมของทางราชการตามทางหลวงต่าง ๆ จะอยู่ห่างกันเป็นช่วง ๆในสมัยก่อนใช้เป็นที่พักม้าและที่พักแรมของคนส่งสาร ขุนนางที่ ไปปฏิบัติราชการต่างเมืองก็แวะพักที่เค่อเซ่อ ระหว่างการเดินทาง นอกจากนั้นใช้เป็นที่เลี้ยงส่ง อำลากันด้วยเค่อเซ่อแต่ละแห่งมักปลูกต้นหลิวรายรอบ สมัยก่อนมีการคำณวนไว้เลยว่าจากเมืองนี้ไปเมืองโน้นใช้เวลากี่วัน ตามรายทางมีเค่อเซ่อที่ไหนบ้าง การมีเค่อเซ่อช่วยให้เดินทางส่งสารได้รวดเร็ว เป็นทางหนึ่งในการช่วยควบคุมหัวเมืองรวมอำนาจเข้าสู่ศูยน์กลาง บาทที่ ๔ด่านหยังกวงเป็นด่านที่อยู่เลยเมืองอานซี ออกไปบนเส้นทางแพรไหมสาย คุนหลุนเป่ยลู่ เป็นด่านเกือบสุดท้ายในเส้นทางนี้ อยู่แถบเมืองตุนหวง พ้นจากนี้ก็เป็นเขตเวิ้งว้างไกลสุดตา ของทะเลทรายมีผู้คนอยู่น้อยเส้นทางแพรไหมทางตะวันตกของจีนมีชนกลุ่มน้อยเผ่าต่าง ๆ อาศัยอยู่หลายเผ่า

นักวรรณคดีวิจารณ์กล่าวว่า ซือบทนี้เด่นต่างจากซืออำลาทั่ว ๆไปที่เขียนถึงอารมณ์บีบคั้น ความเศร้าสลด แต่ซือบทนี้ไม่เขียนเช่นนั้นไม่มีสักคำที่พูดว่าเสียใจ กวีเขียนในแนวสบาย ๆ สองทางแรกสื่อถึงภาพยามเช้าและต้นหลิวเขียวขจี สองบาทหลัง ชวนดื่มเหล้าคุยกันอย่างจริงใจด้วยนำ้มิตร และยำ้ความอาลัยอาวรณ์ว่า พ้นจากด่านหยังกวนแล้วไม่มีผู้คุ้นเคย

ข้อความในบล๊อคนี้นำมาจากหนังสือ​ "หยกใสร่ายคำ"
บทพระราชนิพนธ์แปลในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ขอบคุณคุณเนยสีฟ้าสำหรับไลน์และบีจีค่ะhttp://www.bloggang.com

หวังเหวย 王维 (701 -761) ชื่อตัวว่าหมอเจี๋ย(摩诘)ชื่อนี้เป็นชื่อคัมภีร์พุทธด้วยเพราะแม่ของเขา นับถือศาสนาพุทธมาก จากชื่อลูกชายคงจะเห็นได้ชัดเจนแล้ว หวังเหวยไม่เพียงแต่เป็นกวี ยังเป็นนักวาดภาพ นักดนตรีที่โดดเด่นเป็นเอกอีกด้วย

หวังเหวยมีพี่น้อง 5 คน เขาเป็นคนโต พ่อรับราชการแต่เสียไปตั้งแต่เขาอายุยังน้อย หวังเหวยที่ได้รับการศึกษามาอย่างดีจึงพยายามดูแลครอบครัวต่อจากพ่อด้วยการดิ้นรนเข้าไปเรียนในเมืองเพื่อสอบเข้ารับราชการให้ได้

หวังเหวยรู้จักการแต่งกลอนตั้งแต่อายุ 9 ขวบ กับน้องชาย "หวังจิ้น" (王缙) เรียกได้ว่าเป็นเด็กอัจฉริยะเลยของยุคนั้นเลยก็ว่าได้ หวังเหวยเริ่มมีชื่อเสียงด้านการแต่งกลอนตั้งแต่อายุ 10 กว่าขวบ ระหว่างเข้าไปเรียนในนครฉางอัน เขาก็ไม่วายคิดถึงพี่น้องที่อยู่บ้านเดิม蒲州 (ปัจุจบันคือหย่งจี้อยู่ในมณฑลซันซี-(今山西永济หรือทางตะวันออกของเขาหัวซาน)) เขาได้แต่งบทกลอนที่ชื่อว่า "จิ่วเยว่จิ่วยื่ออี้ซันตงซยงตี้" กลอนบทนี้ได้กล่าวถึงประเพณีโบราณคือเทศกาลฉงหยางด้วยค่ะ

 

《九月九日亿山东兄弟》

独在异乡为异客,
每逢佳节倍思亲。
遥知兄弟登高处,
遍插茱萸少一人。

หนังสือ"ร้อยบทกวีถาง" ของ คุณอุ้ย บุญภัทร สำนักพิมพ์ ไชน์

บทกวี Song Bia ของหวังเหวย

ส่งจากจรจากแล้ว ถิ่นภู
จึ่งค่ำปิดประตู แผ่นไม้
ต้นหญ้าชอุ่มฤดู- ชุนศก ใหม่นา
โอ้บุตรหลานท่านไท้ กลับย้อนมิย้อนหนอ
บทกวี โรงไม้ไผ่
เดี่ยวนั่งดงไม้ไผ่ เงียบงาม
ดีดเล่นพิณเพลงตาม โห่ร้อง
คนนอกทราบในความ ไผ่ลึก มีฤา
มีแต่จันทร์จรัสท้อง ทั่วฟ้า ฉายแสง โดย: หลิงเอ๋อร์ bloggang.com

กลอนบทนี้กล่าวว่าหวังเหวยอยู่ต่างเมืองคนเดียว เมื่อถึงเทศกาลฉงหยาง ที่ครอบครัวจะได้พบหน้ากันเขาก็คิดถึงพี่น้อง และคิดไปว่าตอนนี้พวกพี่น้องของเขา คงไปรวมตัวกันบนภูเขาแต่มองไปแล้วกลับขาดเขาเพียงคนเดียว ที่อยู่ต่างเมืองไม่สามารถไปพบหน้ากันได้ นอกจากกลอนแล้วหวังเหวยยังเล่นดนตรีเก่ง หน้าตาหล่อเหลา แสดงหน้าพระพักต์องค์หญิงจนตะลึงมาแล้ว เรื่องแสดงหน้าพระพักต์นี้เป็นตำนาน มีเล่าขานกันมาแต่ไม่รู้ว่าจะจริงเท็จแค่ไหน เดี๋ยวค่อย ๆ เล่านะค หวังเหวยอายุ 15 ก็เข้ามาที่เมืองหลวงคือฉางอัน เพื่อหาทางสอบเข้ารับราชการตามหน้าที่ของชายในสมัยโบราณ ก็สอบจอหงวนนั่นแหละค่ะ

เมื่อมาถึงฉางอันหวังเหวยมีแก๊งค์ของตนเองก็พวกเพื่อน ๆ นักกวีทั้งหลายนั่นเอง นั่งที่เหลาและพลางแต่งกลอนประชันกันไปด้วยกลอนในยุคต้น ๆ ของหวังเหวยจะฮึกเหิมมากเช่นบทนี้ค่ะ "เส้าเหนียนสิง"(การเดินทางของวัยหนุ่ม)

 

《少年行》
新丰美酒斗十千,咸阳游侠多少年。
相逢意气为君饮,系马高楼垂柳边。
出身仁汉羽林郎,初随骠骑战渔阳。
孰知不向边庭苦,纵死犹闻侠骨香


กลอนบทนี้กล่าวถึงพวกหนุ่ม ๆ ที่มีปณิธานที่เรียกว่า "หยิวเสีย" มาเจอกันดื่มสุราบนเหลาซึ่งมีต้นหลิวพริ้วอยู่ข้าง ๆ สีเขียวขจีสวยงาม ส่วนบนเหลาก็มีเสียงคุยกันจอแจไปหมดเห็นเป็นภาพการพบปะสังสรรค์ที่สนุกสนานมีชีวิตชีวา หลังจากการพบปะแต่งกลอนแล้วชื่อเสียงของ "หวังเหวย" ก็ขจรขจายไปอย่างรวดเร็วจนหนิงหวัง(宁王)、เซียหวัง(薛王) คบหาเหมือนเพื่อนและนับถือเสมือนครู จากบันทึกจี๋อี้จี้ 《集异记》กล่าวไว้ว่าสมัยนั้นมีคนหนึ่งขื่อจางจิ่วกาว(张九皋)เล่นเส้นสายพยายาม ทำให้ตนเองได้ตำแหน่งจอหงวนมาครองโดยหาคนสนับสนุนคือองค์หญิงองค์หนึ่ง หวังเวยเองรู้จักกับฉีหวัง(岐王)ฉีหวังบอกว่าหวังเวยมีความสามารถมากกว่าน่าจะได้รับตำแหน่ง เลยพยายามดันหวังเวยให้องค์หญิงได้เห็นความสามารถ วันหนึ่งมีงานเลี้ยงฉีหวังได้จัดให้หวังเหวย แต่งตัวสวยงามเข้าไปเล่นผีผา ในงานเลี้ยง พอองค์หญิงได้ยินก็ทึ่งในฝีมือนักดนตรีเลยตรัสถามและก็พบว่าหวังเหวยแต่งกลอนได้เก่งมาก เป็นกลอนที่องค์หญิงได้อ่านมาก่อน คิดว่าคนโบราณแต่ง แต่ไม่นึกว่าจะเป็นหนุ่มน้อยอย่างหวังเวย จึงเปลี่ยนมาสนับสนุนหวังเหวยให้ได้รับตำแหน่งจอหงวนและได้รับราชการแทนจางจิ่วกาว

**เรื่องนี้มีบันทึกแต่ไม่แน่ว่าเป็นจริงเท็จแค่ไหนแต่ที่จริงแท้แน่นอนคือ หวังเหวยสอบได้ตำแหน่งจอหงวนและ รับราชการในเวลาต่อมาด้วยวัยเพียง21 ปี ตำแหน่งแรกที่ได้รับคือตำแหน่งที่ดูแลทางดนตรีและศิลปะการร่ายรำ ของประเทศเรียกว่าตำแหน่ง 太乐丞แต่ทำได้ไม่นานก็เกิดปํญหาขัดแย้งจนถูกส่งไปเป็นทหารเล็ก ๆ ที่ดูแลด้านเสบียงของกองทัพที่จี้โจว หวังเหวยอยู่ที่นี่ถึง 4ปีแม้จะเงียบเหงา แต่ก็อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติจนเกิดความรักในทิวทัศน์อันสวยงามและเงียบสงบเป็นอย่างยิ่ง เมื่อมีเวลาวาง ก็แต่งกลอนคุยกับเหล่าบัณฑิต ปี 706หวังเหวยจึงลาออกจากราชการ และท่องเที่ยวไปในโลกกว้างเป็นเวลา 2 ปี จากนั้นหวังเหวยเดินทางกลับไปที่ฉางอันอีกในปี 729 และได้เจอกับเมิงเฮ่าหราน( 孟浩然) ที่มาสอบจอหงวนแต่ไม่ติดเลยพักอยู่ในฉางอันปีต่อมาเมิ่งเฮ่าหรานจึงกลับบ้าน ที่เมืองเสียนหยาง(襄阳)หวังเหวยแต่งกลอนส่งเมิ่งเฮ่าหรานไว้ว่า “杜门不欲出,久与世情疏。以此为长策,劝君归旧庐。”เป็นกลอนที่เตือนให้เมิ่งเฮ่าหรานกลับบ้านไป อย่าได้เข้ามาสอบจอหงวนเพื่อรับราชการเลยอาจเป็นเพราะตัวเขาได้รับทราบความแก่งแย่งชิงดีและความลำบาก ในการรับราชการที่ทำให้ใจไม่สงบเหมือนอยู่กับธรรมชาติก็เป็นได้และยิ่งในปี 731 หวังเหวยอายุ 31 ปีได้สูญเสียภรรยาสุดที่รักไป จนอาจทำให้เขาหมดอาลัยตายอยาก ก็เป็นได้จึงทำให้เตือนเมิ่งเฮ่าหรานที่อายุมากแล้วให้กลับบ้านนอกไปเสีย หลังจากภรรยาตายแล้ว หวังเหวยก็มิได้แต่งงานใหม่ ยังครองตัวเป็นโสดจวบจนวันตาย

นอกจากเมิ่งเฮ่าหรานแล้ว หวังเหวยยังมีสหายมากมายดังต่อไปนี้

1. หลูเซ๊ยง (庐象) คนนี้คบนานมาก 18 ปีกว่า ต่างนับถือกันและกัน และนับถือพุทธเหมือนกัน

บทกลอนที่หวังเหวยเขียนถึง หลูเซี่ยงคือบทนี้

《过卢四员外宅看饭僧共题七韵》

 

三贤异七贤,青眼慕青莲。
乞饭从香积,裁衣学水田。
上人飞锡杖,檀越施金钱。
趺坐檐前日,焚香竹下烟。
寒空法云地,秋色净居天。
身逐因缘法,心过次第禅。
不须愁日暮,自有一灯然。

2. จู่หย่ง (祖咏) คนนี้เป็นชาวลั่วหยาง คบกับหวังเหวยมาแต่เด็ก และเวลาเดินทางผ่านบ้านหวังเหวยชอบมาพักอยู่ด้วยเป็นประจำ

 


กลอนที่หวังเหวยเขียนถึงจู่หย่งคือบทนี้《喜祖三至留宿》

 

门前洛阳客,下马拂征衣。
不枉故人驾,平生多掩扉。
行人返深巷,积雪带馀晖。
早岁同袍者,高车何处归。

 

3.หลี่ฉี (李颀) เป็นชาวตงชวน ในบรรดากลอนของหวังเหวยมีกล่าวถึง หลี่ฉีอยู่แค่บทเดียว แต่ทั้งสองคบกันเพราะมีความสนใจในศาสนาเต๋าเหมือนกัน


กลอนที่หวังเหวยเขียนถึงหลี่ฉีคือบทนี้
《赠李颀》
闻君饵丹砂。
甚有好颜色。
不知从今去。
几时生羽翼。
王母翳华芝。
望尔昆仑侧。
文螭从赤豹。
万里方一息。
悲哉世上人。
甘此膻腥食。

 

 

4.ชีอู๋เฉียน(綦毋潜 qí wú qián)ชื่อตัวว่าหลีทง(李通) คนนี้คบกับหวังเหวยกว่า 20 ปี


กลอนบทนี้หวังเหวยเขียนให้เพื่อนก่อนปี 726 ซึ่งชีอู๋เฉียนยังสอบไม่ติด
《送綦毋潜落第还乡》

 

圣代无隐者,英灵尽来归。
遂令东山客,不得顾采薇。
既至金门远,孰云吾道非?
江淮度寒食,京洛缝春衣。
置酒长安道,同心与我逢。
行当浮桂棹,未几拂荆扉。
远树带行客,孤城当落晖。
吾谋适不用,勿谓知音稀。

 

5.หวังชังหลิง (王昌龄) กวีดังอีกคนหนึ่ง ตายในกบฎอันลู่ซาน หวังชังหลิงกับหวังเหวยสนใจในเต๋า พุทธ และการพ้นทุกข์


กลอนบทนี้หวังเหวยเขียนถึงหวังชังหลิง
《青龙寺昙璧上人兄院集》

 

高处敞招提,虚空讵有倪。
坐看南陌骑,下听秦城鸡。
眇眇孤烟起,芊芊远树齐。
青山万井外,落日五陵西。
眼界今无染,心空安可迷。

 

6.เมิ่งเฮ่าหราน(孟浩然) เป็นคนเสียนหยาง ชอบธรรมชาติเหมือนหวังเหวย เนื่องจากไม่ได้รับใช้ชาติและอายุมากแล้ว เมื่อกลับมาบ้านแล้วไม่ได้ทำตามปณิธานเลยตรอมใจ

 

กลอนบทนี้เป็นกลอนที่หวังเหวยเขียนไว้อาลัยเมิ่งเฮ่าหราน

《哭孟浩然》

 

故人不可见,江水日东流。
借问襄阳老,江山空蔡州。


7. เผยตี๋(裴迪) เป็นคนกวนจง สนิทกับหวังเหวยมากในยุคหลัง ๆ เป็นเพื่อนนักกวีที่หวังเหวยเขียนกลอนที่เกี่ยวกับเขาถึง 9 บท ตัวอย่างเช่นบทนี้เป็นต้น

《赠裴十迪》

 

风景日夕佳。
与君赋新诗。
澹然望远空。
如意方支颐。
春风动百草。
兰蕙生我篱。
暧暧日暖闺。
田家来致词。
欣欣春还皋。
淡淡水生陂。
桃李虽未开。
荑萼满芳(一作其)枝。
请君理还策。
敢告将农时。

 

ปี ค.ศ. 733จางจิ่วหลิง(张九龄) กลับมามีอำนาจการปรกครองอีกครั้งทำให้หวังเหวยมีความหวังในการรับใช้ชาติเพิ่มขึ้น ปีนนั้นเขามีอายุ 34 ปี รับราชการต่อมาจนอายุ 50ปีมารดาถึงแก่กรรมจึงกลับไปไว้ทุกข์ให้มารดาจนครบกำหนดแล้วกลับมารับราชการต่อแต่แล้วก็ต้องเจอกับกบฎอันลู่ซานที่ทำให้คนเข้าใจผิดว่าเขาไปสวามิภักดิ์อันลู่ซานไม่ภักดีต่อราชวงศ์ถัง

ทั้งนี้เนื่องจากตอนอันลู่ซานบุกเข้าฉางอันถังเสวียนจงหนีไปได้แต่หวังเหวยยังไม่ทันหนีก็ถูกจับเนื่องจากเป็นบัณฑิตผู้มีปัญญาที่อันลู่ซานต้องการตัวจึงจับตัวไปขังไว้แต่หวังเหวยภักดีต่อราชวงศ์ถังจึงกินยาทำให้ตัวเองป่วยลุกไม่ขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการบีบบังคับของอันลู่ซานแต่หวังเหวยชื่อดังเกินไปถูกอันลู่ซานเชิญ(จับ)ตัวมาที่ลั่วหยางยัดเยียดตำแหน่งให้ตอนนั้นเองโชคดีที่หวังเหวยได้แต่งกลอนไว้บทหนึ่งตอนอันลู่ซานจัดงานฉลองในวัง กลอนบทนี้คือ

《凝碧池》

万户伤心生野烟,
百官何日再朝天。
秋槐叶落空宫里,
凝碧池头奏管弦。

กล่าวถึงคนที่สูญเสียชาติบ้านเมืองและคิดถึงราชวงศ์ก่อนกลอนบทนี้ได้ช่วยชีวิตหวังเหวยไว้และปรับความเข้าใจของทุกคนใหม่ว่าเขาไม่ได้ทรยศต่อราชวงศ์ถัง แต่ถูกบังคับต่อมาราชวงศ์ถังฟื้นตัว น้องของหวังเหวยมีความชอบหวังเหวยได้กลอนบทนี้ช่วยชีวิตไว้และอธิบายความจริงต่อทุกคนทำให้เขาได้รับอภัยโทษในที่สุด ตอนนั้นหวังเหวยอายุ 57 ปี

รับราชการจนอายุ 60 ปีหวังเหวยจึงถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. 760บทกลอนของเขาสืบทอดถึงปัจจุบันประมาณ 400 บทส่วนใหญ่จะบรรยาถึงไร่นาป่าเขาธรรมชาติและแทรกคติธรรมแห่งพุทธศาสนาจนได้ชื่อว่า เป็น "พุทธกวี" ที่ฝากชื่อไว้ให้คนจดจำตราบชั่วกาลนาน

คลิก http://www.youtube.com/watch?v=5_6viRzfhEE&feature=related

<object width="445" height="364"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/5_6viRzfhEE&hl=en_US&fs=1&color1=0x006699&color2=0x54abd6&border=1"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/5_6viRzfhEE&hl=en_US&fs=1&color1=0x006699&color2=0x54abd6&border=1" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="445" height="364"></embed></object>

คลิก http://www.youtube.com/watch?v=5_6viRzfhEE&feature=related

GuQin-Three Refrains on the Yang Pass Themethe Lament - GuQin played by Guan PingHu普安咒(Pu'an's Mantra)  古琴(GuQin): 張子謙GuQin - Flowing Water(by Gong Yi)忆故人(吴兆基 古琴) 古琴演奏家呂培原"憶故人"  guqin master Pui-Yuen Lui "Thinking of an Old Friend" GuQin-Wild Geese Descending On The Sandbank(平沙落雁)经典古曲:平沙落雁(古琴曲)廣陵散 - 張子謙GuQin-良宵引Guqin - 刘正春 - Qiujiangyebo - 秋江夜泊

GuQin-梅花三弄(廣陵派張子謙 明琴"驚濤"演奏)Songs of the Evening Fisherman GuQin - Evening Song Of The Drunken Fishermen赵家珍古琴:平沙落雁

Flowing Water - GuQin played by Guan PingHuGuQin-酒狂GuQin-Wild Geese Descending On The Sandbank(平沙落雁) 

ขอบคุณhttp://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mamiya&month=01-2008&date=10&group=1&gblog=36

 

"


 
hakka@hakkapeople.com    คุณความดี แด่บรรพชนและชาวฮากกาที่ฮึกเหิม Hakkapeople.com by Hakka Pakchong Association... Powered by Drupal