![]() |
|
![]() |
|
|
||||||||
|
จดหมายถึงคนใจร้าย???![]() ไม่กี่เดือนมานี้ ที่แดนมังกรจีน ได้เกิดเหตุคนร้ายบุกเข้าไปทำร้ายนักเรียนระดับอนุบาลหรือประถมต้น ถึงในโรงเรียนหลาย ๆ มณฑลรวมไปถึงกรุงปักกิ่งซึ่งควรจะเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็กหลายต่อหลายครั้ง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตจากเหตุร้ายหลายเหตุการณ์ รวมแล้ว 27 คน บาดเจ็บอีกกว่า 80 คน ส่วนใหญ่แล้วเป็นฝีมือของกลุ่มคนที่ตกงาน หรือล้มเหลวในธุรกิจ หรือไม่สามารถปรับตัวจากสังคมชนบทที่รัฐดูแลเกือบทุกด้าน ให้เข้ากับสังคมทุนนิยมใหม่ได้ นับเป็นข่าวสะเทือนขวัญไปทั่วโลก จนทำให้รัฐบาลจีนต้องสั่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยตามโรงเรียนต่าง ๆ เป็นการใหญ่ โดยเทศบาลกรุงปักกิ่งได้ส่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 800 คน พร้อมอุปกรณ์เต็มอัตราศึก รวมถึงไม้กระบอง และแก๊สน้ำตาเข้าประจำการตามโรงเรียนต่าง ๆ เพิ่มจากที่มีอยู่เดิมราว 2,000 คน ขณะที่สังคมเริ่มฉุกคิดถึงความผิดปกติที่กำลังระบาดภายใต้การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดในแดนมังกร นักสังคมวิทยาหลายคนชี้ว่า คนร้ายเหล่านี้ล้วนแต่ป่วยทางจิตอันเนื่องจากตกเป็นเหยื่อความล้มเหลวของรัฐบาลที่มุ่งแต่พัฒนาเศรษฐกิจตลอดช่วง 30 ปี นับแต่เปิดประเทศ ซึ่งไม่ได้ทำควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้แข็งแรงมากพอที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรวดเร็ว เป็นเหตุให้ประชาชนจำนวนไม่ใช่น้อยเกิดปัญหาด้านสุขภาพจิตขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ก็คือคนงานในโรงงานฟอกซ์ คอนน์ ในเมืองเซินเจิ้นทางตอนใต้ของจีน ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ให้แก่บริษัทชั้นนำระดับโลกไม่ว่าจะเป็นโนเกีย เดลล์ ฮิวเลตต์แพคการ์ดและโซนี่อิริคสัน รวมทั้ง ไอโฟน ของ บริษัทแอปเปิล ได้ทยอยกระโดดตึกสูงฆ่าตัวตายถึง 13 รายในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ปรากฏว่าในจำนวนนี้ตายสมอยาก 10 ราย อีก 2 รายได้รับบาดเจ็บ ส่วนรายที่ 13 พยายามฆ่าตัวตายด้วยการใช้มีดกรีดข้อมือตัวเองที่หอพักของโรงงาน แต่แพทย์ช่วยชีวิตไว้ได้ทัน นายไมเคิล ฟิลิปส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตแห่งมหาวิทยาลัยตงจื่อ ในมหานครเซี่ยงไฮ้ เผยผลการศึกษาที่จัดทำขึ้นเมื่อปีที่แล้ว พบว่าชาวจีนราว 173 ล้านคน ทนทุกข์ทรมานจากปัญหาทางจิตในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการปลีกตัวออกจากสังคม ไปจนถึงอาการติดเหล้า ที่สำคัญ 91 % ในจำนวนนี้ไม่เคยเข้ารับการรักษาเลย ส่วนสาเหตุที่คนร้ายเลือกเด็กเล็ก ๆ เป็นเป้าหมายนั้นยังไม่อาจหาข้อสรุปได้ชัดเจนนัก แต่นาย หม่า อ้าย นักจิตวิทยาอาชญากรรม จากมหาวิทยาลัยรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ในกรุงปักกิ่ง ให้ความเห็นว่า คนเหล่านี้อาจต้องการทำให้สังคมเกิดความตื่นตระหนก ด้วยการก่อเหตุเลียนแบบกัน เพื่อแก้แค้นสังคมที่มีความซับซ้อนมากขึ้นและเป็นตัวการทำให้ตัวเองต้องทนทุกข์ทรมาน ในโอกาสวันเด็กสากล 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลจีนให้ความสำคัญมาก หนังสือพิมพ์ ไคว่เป้า ของนครกว่างโจว ได้ร่วมกับโรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง จัดแข่งขันเขียนเรียงความในหัวข้อ "จดหมายถึงคนใจร้าย" โดยให้เด็กประถมบอกความในใจว่า อยากจะบอกอะไรกับคนร้ายที่บุกเข้าไปในโรงเรียน เพื่อทำร้ายพวกเขาซึ่งไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย นี่คือเรียงความของเด็กประถมเจ้าของรางวัลชนะเลิศจากเด็กกว่า 1,300 คน... "สวัสดีค่ะ คนล้มเหลว" อันที่จริงหนูไม่ควรเรียกคุณอย่างนั้น เพราะว่าแท้จริงแล้วคุณไม่ได้ล้มเหลว คุณจะต้องก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ มีคนบอกว่า "ความล้มเหลวคือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จ" คุณบอกว่าเวลาทำงานจะถูกมองข้ามตลอด,คุณบอกว่าการสอบเป็นเหมือนแม่น้ำที่กระโดดข้ามไปไม่ได้,คุณบอกว่าทุก ๆ ที่ มีแต่คนหัวเราะเยาะเสียดสีและดูถูก คุณบอกว่านิสัยที่แท้จริงของคุณไม่ใช่คนชั่วร้ายเพียงแต่มองไม่เห็นอีกฟากฝั่งของความสำเร็จ ก็เลยคิดจะจับเด็ก ๆ ไปร่วมชะตากรรม ช่วยปลอบประโลมหัวใจตัวเอง แต่คุณรู้ไหมว่า คุณได้ทำให้ดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานทำให้เด็กที่กำลังซุกซนต้องจากไปตั้งแต่วัยเยาว์? คุณรู้ไหมว่าความสิ้นหวัง ความรุนแรงชั่ววูบของคุณ นำพาความปวดร้าว เสียงสะอื้น และหยาดน้ำตามาสู่โลกนี้มากแค่ไหน? ไม่แน่ว่าคุณได้ทำให้โลกนี้ต้องสูญเสีย "บริทนีย์ สเปียร์" ไปคนหนึ่ง หรือต้องสูญเสีย "โมสาร์ท" ไปคนหนึ่ง หนูอยากบอกว่า โลกนี้ไม่มีคนล้มเหลว มีแค่คนที่ยังไม่พบความสำเร็จ. คนเราไม่อาจพบกับพายุหรือแสงตะวันได้ทั้งสี่ฤดู ทางข้างหน้ายังมีดอกไม้บานสะพรั่ง ชีวิตยังมีเสียงหัวเราะร่วน พายุฝนฟ้าคำราม เส้นทางที่มีขวากหนามต่างเป็นเรื่องปกติธรรมดา,น้ำตาที่ไหลรินก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ่อย ๆ คนโบราณบอกว่า "ไม่มีลมฝน ไยจะมีสายรุ้ง?" ใช่แล้วค่ะ ถ้าไม่มีเมฆดำ ไม่มีฟ้าแลบฟ้าร้อง ไม่มีพายุฝน ก็คงไม่มีสายรุ้งโค้งงามจับใจ. หนามตำเท้าอาจทำน้ำตาไหลริน แต่ในที่สุดชีวิตเราจะต้องมีเส้นทางแสงตะวันเจิดจ้า ควีนอลิซาเบธของอังกฤษ ก่อนเสด็จฯขึ้นครองราชย์ ก็ถูกพี่สาวต่างแม่ให้ร้าย จนเกือบถูกประหารชีวิตแต่สุดท้ายท่านก็ได้เป็นราชินีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอังกฤษ นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังหลายคนก็ต้องพบกับความล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วน ก่อนจะพบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว คุณยังโชคดีกว่าอีกหลายคน เพราะว่าความทุกข์ทรมานที่พวกเขาได้รับมันสาหัสกว่าคุณมากมาย พวกเขายังยืนหยัดขึ้นมาได้ แล้วคุณล่ะ? กวีหลี่ไป๋(กวีจีนผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์จีน-มีชีวิตอยู่ในสมัยราชวงศ์ถัง-สินฝ่า)บอกว่า"ฟ้าให้ข้าเกิดมา ข้าต้องมีคุณค่า เงินทองสูญสิ้นไป ข้าก็หาใหม่ได้" คุณอาจจะไม่สามารถเป็นคนใหญ่คนโต แต่คุณยังเป็นคนที่มีคุณค่าได้ คุณอาจไม่ได้เป็นแม่น้ำสายใหญ่ แต่คุณเป็นสายน้ำเล็ก ๆ ที่ชุ่มฉ่ำ เป็นสายน้ำใสสะอาดที่ทุกคนชื่นชมความงามได้ คุณอาจไม่ได้เป็นดอกโบตั๋นที่สวยงามหอมหวนแต่คุณสามารถเป็นดอกเบญจมาศป่า ที่ใช้ความทรหดอดทนเพิ่มสีสันให้แก่ผู้คน คุณอาจไม่ได้เป็นวีรบุรุษหรือผู้นำของใคร แต่คุณสามารถเป็นคนทำงานธรรมดา เป็นเหมือนก้อนอิฐรากฐานของสังคมนิยม ที่ยังได้รับการเคารพ การยกย่องจากผู้คน* ที่จริงแล้ว เราจะมองชีวิตยังไง คุณก็แค่เปิดหน้าต่างออกมาก็แค่นั้น. อย่ามัวแต่ตำหนิตัวเอง ลองเปิดหน้าต่างอีกบานสิคะ! ไม่แน่ว่า พายุฝนอาจเปลี่ยนเป็นแสงตะวัน ไม่เห็นจำเป็นต้องใจร้าย ไปตัดดอกไม้ที่แสนงดงามเลย เหมือนกับที่กวี "เหลยไช่" บอกว่า "ย่างสู่เหมันต์วสันตฤดูก็อีกไม่นาน" หญ้าต้นเล็ก ๆ มีฤดูผลิใบของตัวเอง คุณก็ต้องมีวันพบความสำเร็จ. ดอกไม้ก็จะคอยอวยพรคุณอยู่ข้างหลังค่ะ. หนูขอเป็นกำลังใจให้ค่ะ, เด็กหญิง สือ เทียนอี้ ชั้นประถม 6 " จาก คอลัมน์ เปิดโลกวันอาทิตย์ โดย คุณศุภชัย วุฒิชูวงศ์/เรียบเรียงจากหนังสือพิมพ์ ไคว่เป้า (คมชัดลึก ฉบับวันที่ 27 มิถุนายน 2553) อ่านแล้วไท้ก๋าหยิ่นมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ ไหง ทึ่งมาก ที่เด็กหญิงคนหนึ่งซึ่งอยู่แค่ชั้น ป.6 อายุ 12 ปี เท่ากับลูกสาวไหง่เลย ได้เขียนเรียงความได้อย่างงดงามมีคุณค่าสวยงามไปด้วยภาษา *ดอกโบตั๋น ถือกันว่า เป็นดอกไม้ประจำชาติจีน ของ ซินจงกว๋อ ส่วนไต้หวัน ถือเอาดอกเหมย (บ๊วย)ซึ่งตัวเดียวกันกับอำเภอเหมยเสี้ยนของเรา เป็นดอกไม้ประจำชาติ ในลัทธิสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ถือว่า รากฐานของสังคม เปรียบเสมือนรากฐานของประเทศชาติและพรรค หมายความว่า คนในระดับรากหญ้า ชนชาวนาเกษตรกร กรรมกร ล้วนมีความเท่าเทียมกันกับชนชั้นปกครอง และเป็นรากฐานให้กับชนชั้นปกครองในระดับต่าง ๆ ขึ้นไปจนถึงระดับผู้นำสูงสุดของประเทศและของพรรค(ในอดีต ประเทศจีนใหม่ ผู้นำสูงสุดของพรรค ใหญ่กว่า ผู้นำสูงสุดทางด้านบริหาร แต่ปัจจุบัน หลังยุคเติ้งเสี่ยวผิง รัฐบาลและพรรคจงกว๋อก้งฉานต่าง นำโดย ท่านเติ้งเอง และสานต่อโดยท่าน เจียงเจ๋อหมิน ได้รวมผู้นำสูงสุดของพรรคและฝ่ายบริหารเข้าด้วยในตัวบุคคลคนเดียวกัน เปลี่ยนอำนาจสูงสุด ยกเลิกตำแหน่งประธานพรรค และเลขาธิการพรรค มาเป็น ประธานาธิบดี และ นายกรัฐมนตรี มีอำนาจสูงสุด 2 ตำแหน่งตามลำดับ และ คั่นด้วย ตำแหน่งประธานสภาปรึกษาการเมืองแห่งชาติ และ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติ รวม 5 คน 5 ตำแหน่ง เป็น คณะกรรมการกรมการเมือง สูงสุด ในคนเดียวกันคราวเดียวกัน ทั้งในพรรคและการบริหารประเทศ)-สินฝ่า
ส่วนกวี เหลยไช่ ไหงไม่รู้จัด ขอไปค้นข้อมูลของท่านก่อน แต่หากมีไท้ก๋าหยิ่น หรือ อาโกท่านใดรู้จักท่านกวี เหลยไช่ โปรดชี้แนะ ให้ไท้ก๋าหยิ่น ได้รู้จักด้วยครับ-ตอเซี้ย
»
|
|
hakka@hakkapeople.com
คุณความดี แด่บรรพชนและชาวฮากกาที่ฮึกเหิม
|
Hakkapeople.com by Hakka Pakchong Association... Powered by Drupal |
วังเอ๋ยวังเวง
วังเอ๋ยวังเวง
วังเอ๋ยวังเวง หง่างเหง่ง! ย่ำค่ำระฆังขาน
ฝูงวัวควายผ้ายลาทิวากาล ค่อยค่อยผ่านท้องทุ่งมุ่งถิ่นตน
ชาวนาเหนื่อยอ่อนต่างจรกลับ ตะวันลับอับแสงทุกแห่งหน
ทิ้งทุ่งให้มืดมัวทั่วมณฑล และทิ้งตนตูเปลี่ยวอยู่เดียว เอย.
จำได้ ไม่มีวันลืม
พฤษภกาสร
พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนตเสนงคง สําคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย
สถิตทั่วแตชั่วดี ประดับไวในโลกา
พระนิพนธสมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระปรมานุชิตชิโนรส
ในหนังสือเรียนภาษาไทย ชุดพื้นฐานภาษา
ชั้นประถมศึกษาปที่ ๔ เลม ๑ หนา ๕๘
เด็ก กทม. เมื่อ 3 ปีที่แล้ว
นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า จากการประมวลผลงานวิจัยเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนในหลากหลายมิติ เรื่อง กรุงเทพมหานคร : เมืองสีเทาของเด็กและเยาวชน ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับภาพชุดของเด็กไทยในกรุงเทพมหานครสำหรับอนาคตอันใกล้ จะพบว่าเด็กไทยใน กทม.จะมีลักษณะที่เด่นชัด 15 ประการดังนี้คือ
1. เด็ก กทม.จะเป็นกลุ่มบริโภคนิยมสูง มีค่านิยมตะวันตก ญี่ปุ่น เกาหลี ยึดวัตถุคลั่งไคล้ศิลปินต่างชาติ
2. มีวัฒนธรรมนอนดึกตื่นสาย โดยใช้เวลาค่ำคืนในการเข้าอินเตอร์เน็ต แชท ดูฟุตบอล อ่านหนังสือเพื่อสอบ หาความสุขกับคู่ขา
3. สภาพร่างกายอ่อนแอลง เล่นกีฬาน้อย ขาดภูมิคุ้มกันทั้งร่างกาย อารมณ์ จิตใจ ติดสารระเหย ยาเสพติด
4. ก้าวร้าวรุนแรง ถูกกระตุ้นจากสื่อลามกอนาจารต่างๆ
5. เรียนรู้ทางเพศเร็วกว่าวัยอันควร โดยมีกิ๊กหรือคู่รักหลายคน
6. เด็ก กทม. หาความรู้และมีเพื่อนใหม่ทางอินเตอร์เน็ต แต่เสี่ยงต่อการถูกล่อลวงทางเพศ ในขณะที่ครอบครัว โรงเรียน มีความตื่นตัวจัดซื้อสื่อเทคโนโลยีมากขึ้น เพื่อให้เด็กก้าวทันกระแสโลกาภิวัตน์
7. ยึดคะแนนผลสัมฤทธิ์และการกวดวิชากันอย่างเอาเป็นเอาตาย
8. เด็ก กทม.ขาดจิตอาสาและจิตสำนึกสาธารณะ ทั้งให้ความสำคัญกับตนเองมากกว่าส่วนรวม มองตนเองเป็นศูนย์กลางของความสุข
9. เด็กเข้าวัด โบสถ์ มัสยิด น้อยลง สูญสิ้นความภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย แต่กลับคลั่งไคล้วัฒนธรรมเกาหลีและญี่ปุ่น
10. เกิดสภาวะไร้ความสุข ไม่พอใจ มีแต่ต้องมี ต้องได้ อัตราหย่าร้างสูง
11. การยอมรับและมองความสำเร็จในเชิงตัวบุคคลที่เกิดจากการผิดศีลธรรม การลัดขั้นตอน มากกว่าความเป็นหลักการ และเหตุผล ถูกต้อง
12. เด็ก กทม.นิยมเล่นพนันบอลตลอดเวลา ในขณะที่ กทม.มีโต๊ะพนันบอลแทบทุกแห่ง เยาวชนมีหนี้สินจนเป็นผลเสียต่ออนาคต
13. เด็กทำงานหนักไม่เป็น ขาดความรับผิดชอบ เกียจคร้าน โตในห้องปรับอากาศ อาบน้ำอุ่น รับผิดชอบเรื่องเรียนอย่างเดียว ไม่ต้องทำงานหารายได้ หรือแบ่งเบาภาระของครอบครัว
14. เด็ก กทม.มีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก ตั้งแต่ฐานะดีจนถึงขาดโอกาสคุณภาพชีวิตต่ำ
15. เด็ก กทม.มีภาวะความเป็นผู้นำครอบครัวเยาว์วัยขึ้น เพราะตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร พบสภาพย่ายายกับหลานในวัย 40 ปีต้นๆ เพิ่มมากขึ้น
ที่มา: ไทยรัฐ, 18 เม.ย. 2550
ทำให้คิดถึงแบบเรียนสร้างคุณธรรมของไทย..
ความสนุกสนาน ที่มีอยู่ในโลกอันไร้ขอบเขตแห่งจินตนาการ ความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาที่ไม่ต้องอาศัยการปั้นแต่ง สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดกลายมาเป็น "ความทรงจำ" อันแสนสุขที่เดินทางแวะเวียนมาให้รางวัลกับเราทุกครั้งเมื่อยามคิดถึง วัน เวลา ในอดีต
มานะ มานี ปิติ ชูใจ ฯตัวละครเก่าๆ ในแบบเรียนวิชา “ภาษาไทย” ยุคก่อน ก็เป็นอีกหนึ่ง “ความทรงจำ” ที่เปรียบเสมือนเป็นชิ้นส่วนของอดีตชิ้นเล็กๆ ที่ทำให้ใครต่อใครหลายๆ คน อมยิ้มได้อยู่เสมอ
“มานะ” “มานี” “ปิติ” “ชูใจ” ฯ เพื่อนเก่าในวัยเด็กของคนในยุค ปี พ.ศ. 2521 ถึง 2537 (หรือผู้ที่มีโอกาส และทันต่อแบบเรียนวิชานี้) คือตัวละครที่มาทักทายสร้างความรู้จักกับพวกเราตั้งแต่แรกเข้าเรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนกระทั่งเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
หลายสิบปีผ่านไป อยากรู้ไหม? ว่า เพื่อนเก่าของพวกเราเติบโตเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง “มานะ” “มานี” ยังคงน่ารัก มองโลกในแง่ดี หรือจะกลายเป็นหนุ่มสาวยุคใหม่ผู้แคล่วคล่อง “เจ้าโต” และ “สีเทา” จะยังมีชีวิตอยู่หรือจากลาพวกเราไปแล้วตามกาลเวลา
ตำนานเด็กดี"นี่ชูใจนะโต ชูใจจะเป็นเพื่อนมานี เป็นเพื่อนโต สีเทาแมวของฉันก็จะเป็นเพื่อนโตด้วย" เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กหญิงที่เปรียบเหมือนเป็นเพื่อนวัยเด็กของพวกเรา มาพร้อมๆ กับความรู้สึกผูกพันอ่อนหวานกับมิตรภาพอันบริสุทธิ์ของพวกเขา
“มานะ” “มานี” “ปิติ” “ชูใจ” “เพชร” “จันทร” “เจ้าโต” “สีเทา” และ “เจ้าแก่” เดินทางกลับมาตอกย้ำเตือน “ความทรงจำ” วัยเยาว์ของเรา
จริงๆ แล้ว ตอนสมัยเป็นแบบเรียนภาษาไทย เรื่องนี้ไม่มีชื่อ แต่ว่าก็มีคนเคยเรียกเล่นๆ ว่าเรื่องนี้เป็น “ตำนานเด็กดี”
"เด็กแต่ละชั้นก็จะได้รู้จักคำศัพท์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ได้เรียนรู้ถึงสถานการณ์ต่างๆ อย่างเช่น เมื่อถึงเวลาที่หลักสูตรภาษาไทยกำหนดมาว่าจะต้องให้เด็กรู้จัก ความหมายของคำว่า “ตาย” ครูก็ต้องมานั่งคิดแล้วคิดอีกว่าจะให้ใครตายดี ถ้าเป็นคนก็จะทำร้ายจิตใจเด็กเกินไป ก็เลยสรุปกลายเป็น “เจ้าแก่” ม้าของ “ปิติ” ตาย เพราะมันแก่แล้ว ซึ่งขนาดเขียนให้ม้าตาย ครูยังโดนเด็กๆ ร้องห่มร้องให้ต่อว่า ว่าทำไมต้องให้ “เจ้าแก่” ตาย พวกเขาสงสารมัน" อาจารย์รัชนี กล่าวพร้อมรอยยิ้ม
แบบเรียนวิชาภาษาไทยเล่มนี้ใช้เวลาเขียนนานกว่า 4 ปี ภายใต้การสอนให้ความรู้ทางภาษาทั้งการฟัง พูด อ่าน เขียน ด้วยจำนวนคำ เริ่มตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กำหนดคำไว้ 150 คำ และเพิ่มขึ้นเป็นพันๆ คำ เมื่อเลื่อนชั้นปี จนมาถึงปี พ.ศ. 2537 ก็ถูกถอดออกจากแบบเรียนเพราะเนื้อหาในหนังสือเรียนไม่ทันยุคทันสมัยแล้วตัวละคร
1.) มานี รักเผ่าไทย มีหมาน้อยชื่อ "เจ้าโต" “มานี” เป็นเด็กเรียนดี เป็นคนเดียวในโรงเรียนที่เรียนต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาที่กรุงเทพมหานคร ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 “มานี” เป็นรองประ ธานนักเรียนของโรงเรียน
2.) มานะ รักเผ่าไทย เป็นพี่ของ “มานี” มีสัตว์เลี้ยงเป็น “นกแก้ว”
3.) ปิติ พิทักษ์ถิ่น มีม้าชื่อ "เจ้าแก่" ตอนหลังเจ้าแก่ตาย ทำให้ปิติเศร้า ต่อมาถูกสลากออมสินเป็นเงินจำนวน 1 หมื่นบาท จึงนำเงินไปซื้อลูกม้าตัวใหม่และตั้งชื่อให้ว่า "เจ้านิล" ทดแทนการตายของ “เจ้าแก่”
4.) วีระ ประสงค์สุข เป็นเด็กอาภัพ มีพ่อเป็นทหารตายในระหว่างรบ ตั้งแต่ “วีระ” ยังอยู่ในท้อง ส่วนแม่ตรอมใจตายหลังจากคลอด “วีระ” 15 วัน ทำให้ “วีระ” อยู่กับลุงตั้งแต่เกิด “วีระ” มีลิงแสมชื่อ "เจ้าจ๋อ"
5.) ดวงแก้ว ใจหวัง มีบ้านเกิดอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี
6.) ชูใจ เลิศล้ำ เป็นเพื่อนสนิท “มานี” มีแมวชื่อ "สีเทา" “ชูใจ” อยู่กับย่า และอา ตั้งแต่เล็ก โดยไม่รู้รายละเอียดของพ่อ และแม่ที่แท้จริง ซึ่งความจริงคือ พ่อของเธอเสียชีวิตตั้งแต่ “ชูใจ”อายุ 1 ขวบ ส่วนแม่ก็อาศัยอยู่ต่างประเทศ และต่อมาแม่บินกลับมารับ “ชูใจ” กลับไปอยู่ด้วยกัน แต่ “ชูใจ” กลับเลือกอยู่กับย่า
7.) สมคิด มีปู่อยู่ที่จังหวัดภูเก็ต จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แล้วก็ย้ายกลับมาเรียนต่อ และอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต
8.) เพชร เกิดในครอบครัวจน มีบ้านเกิดอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี เคยพุ่งฉมวกปักงูในอุโมงค์เพื่อที่จะช่วยเหลือเพื่อน แม่ของ “เพชร” ถูกงูกัดตายขณะเก็บหน่อไม้ในป่า
9.) จันทร เป็นผู้หญิง ขาลีบ พิการ ในตอนท้ายของเรื่อง ได้รับคัดเลือกให้ร้องเพลง "ความฝันอันสูงสุด" และยังได้อ่านทำนองเสนาะต่อหน้าพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าให้แพทย์หลวง รับตัวไปรับการผ่าตัดขาที่กรุงเทพมหานคร จนขาหายเป็นปกติ
10.) คุณครูไพลิน เป็นครูประจำชั้นตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ”คุณครูไพลิน” พบเกษตรอำเภอที่ชื่อว่า "ทวีป" ครั้งแรกเมื่อคราวไฟไหม้ตลาด ซึ่งเด็กๆ เป็นตัว เชื่อมให้ได้รู้จัก และแต่งงาน ทั้งคู่มีลูกสาวด้วยกัน 1 คน
11.) คุณครูกมล เป็นครูประจำชั้นตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงชั้นประถม 6 ขอขอบคุณ - http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=2899.msg25746
มานะนับ หนึ่ง สอง สาม สี่
จำไม่ได้
แล้วที่ปัญญานั่งรถไฟ อยู่สมัยไหนครับ ผมเรียนแล้ว แต่จำไม่ได้จริง ๆ
ใครรู้ช่วยบอกด้วยครับ
เรณู - ปัญญา เที่ยวรถไฟ
หนังสือชุด เรณู - ปัญญา แต่งโดยนายกี่ วิทโยลาร ( บางแห่งเขียน วิทโยฬาร ) ให้กับกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ และนายเหม เวชกร เป็นผู้วาดภาพประกอบ จัดพิมพ์เมื่อปี พ.ศ.2497 ครับ.
ปัญญานั่งรถไฟ
สะอึก-น้ำตาไหล-ปากสั่น-มือสั่น
อ่านหนังสือแบบเรียนภาษาไทย ที่เจ๊เชงเอามาลงให้ดู เมื่อวาน ไม่ได้อ่าน แต่ดูผ่าน ๆ พอ อ่านไป ทีละหน้า ทีละหน้า ความทรงจำในสมัยเด็ก ๆ ที่เลือนลาง ก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น ถึงแม้ว่า ไม่เคยเรียนแบบเรียนภาษาไทย ชุดนี้ แต่มีความผูกพันธ์ ในฐานะที่ได้อ่าน ทุก ๆ เล่ม ทุก ๆ บท ในความเป็นพี่ ที่อ่านหนังสือแบบเรียนของน้อง......
มาถึงตอนสุดท้ายของบทความ.....ภาพแห่งความทรงจำ ก็ชัดขึ้นมากเหมือนดูภาพยนต์พาโนรามา เห็น แผนผังของหมู่บ้านของเด็ก ๆ เหล่านี้ ที่เป็นเพื่อน ๆ ของเรา เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน คิดถึงเหลือเกิน.....คิดถึง สภาพความเป็นอยู่ แบบ ชนบทไทยไทย ที่เดี๋ยวนี้.......แทบจะหาได้อย่างในจินตนาการาตามตำรา ของท่านอาจารย์รัชนี ศรีไพวรรณ ในประเทศไทยเดี๋ยวนี้หาได้ยากเต็มที
พออ่านมาถึงข้อ 9 เรื่องของ หนู จันทร ไม่ใช่หนูสินะ ต้องเรียกว่า คุณจันทร เพราะเป็นเพื่อนร่วมสมัยร่วมวัยกับเรา.....อ่านจนถึง ความฝันอันสูงสุด ของจันทร จันทรได้"เฝ้า" ต่อหน้าพระภักดิ์ ไม่รู้มันมีอะไร........มาจุกอยู่ที่คอหอย.....ที่ลำคอ.....ที่หน้าอก......น้ำตาไหล.....ไหล.....แล้วก็ไหล.....เป็นที่สงสัยของลูกเมีย.....รู้แล้วละ ว่า ไหง "รักในหลวงเหลือเกิน....รักพระองค์ท่านมาก.....สุดที่จะบรรยายออกมาเป็นตัวอักษร ไม่ว่าจะเป็น อักษรในภาษาใด ๆ ในโลกนี้ได้.......ไม่ไหวแล้ว....(ขอโทษ) น้ำมูกไหล.....น้ำตาอาบแว่นตาไปหมดเลย....มือสั่น...ขอเวลาไปทำใจให้สงบก่อนนะ......ไท้ก๋าหยิ่น.
เอ๊ะเด็กสมัยนี้เขายังท่องบทอาขยานกันอยู่หรือเปล่า
เด็กเอ๋ยเด็กน้อย
ความรู้เจ้ายังด้อยเร่งศึกษา
เมื่อเติบใหญ่เราจะได้มีวิชา
เป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพสำหรับตน
ได้ประโยชน์หลายสถานเพราะการเรียน
จงพากเพียรไปเถิดจะเกิดผล
ถึงลำบากตรากตรำก็จำทน
เกิดเป็นคนควรหมั่นขยันเทิอญ
บทอาขยานบทนี้อยู่ในความทรงจำโดยมิเคยลืมเลือนไปจากความทรงจำของคนรุ่น 40 up แต่เดี๋ยวนี่เขาจะให้เด็กในรุ่นปัจจุบันท่องจำอยู่หรือเปล่าช่วยตอบที
ไหงเชื่อว่าบทอาขยานบทนี้ทำให้คนรุ่นก่อนๆ เอาถ่าน มากว่าเด็กรุ่นนี้มาก ( แต่เด็กเดี๋ยวนี้อาจจะเถียงว่า หนูเอา lpg หรือ ngv ) ก็ได้
ท่องครับ-วี่ฟัดโก
กาลเวลาผ่านเลยไป สิ่งต่าง ๆ ก็ล้วนเปลี่ยนไป ตามกาลเวลา....บทอาขยานที่พวกเรา หว่อเหมิน สี่สิบขึ้นไปนั้น นับตั้งแต่ไหง ขึ้นไป ยังจำได้เลยครับ ว่า ได้เรียน ปฐม.ก-กา ของคุณหลวงฯ อะไรท่านหนึ่งหรือปล่าว? ยังจำได้ว่า....
กาเอ๋ย กา บินมา ไว ไว
มาจับ ต้น โพธิ์ โผมา ต้น ไทร.
แมวเอ๋ย แมวเหมียว คิดถึง ลูก แล้ว มันร้องเหมี่ยว เหมี่ยว
หมาเอ๋ย หมา เห็นคนเดินมา มันเห่า โฮ่ง โฮ่ง
เจ้านก หน่อยนี่แนะ กาเหว่า เอย (เอิงเอย)
เจ้านก เจ้านก กาเหว่าเอย...ไข่ไว้ ให้แม่กาฟัก
แม่กา หน่อยนี่แนะ ก็หลงรัก...ชะเอิงเอย (เอิงเอย)
นึกว่าลูก ในอุทร คาบเอา หน่อยนี่แนะ ข้าวมาเผื่อ....(เอิงเอย) ชะเอิงเอย...
คาบเอา คาบเอา ข้าวมาเผื่อ คาบเอาเหยื่อ มาป้อน...ถนอมไว้ หน่อยนี่แนะใน
รังนอน ชะเอิงเอย (เอิงเอย) ถนอมไว้ ถนอมไว้ ในรังนอน ป้อนเหยื่อมาให้กิน
คราเจ้า หน่อยนี่แนะ จะโผบิน.....หยุด.-ประทานโทษครับจำไม่ได้แล้ว
ส่วนตอนเริ่มต้นเรียน ป.1 เราท่องอะไร ไหงจำไม่ได้จริง ๆ และอีกอย่าง มานะมานี พร้อมเพื่อน ๆ เข้ามาอยู่ในความทรงจำและประทับใจมากกว่า จึงจดจำได้ และรื้อฟื้นความทรงจำ ความประทับใจ ได้อย่างรวดเร็ว
ตอนนี้ไหงเห็นแบบเรียน มาในแนว เพื่อนรุ่นน้องของเราคือ มานะ มานี ฯลฯ แต่มาในรูปแบบตามสมัย ซึ่งแอบดีใจว่า ยังมีกรุ่นกลิ่นอาย ของสมัยเก่าแบบ บ้านเมืองของมานะมานี ปิติ ชูใจ เป็นอย่างไร มาอ่านตัวอย่างกันครับ
หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย ชุด ภาษาเพื่อชีวิต กระทรวงศึกษาธิการ "วรรณคดี ลำนำ"
ฉัน รัก แม่ แม่ รัก ฉัน ก่อน นอน ทุก วัน แม่ ร้องเพลง ให้ ฟัง
เจ้าเนื้อละมุน เอย เก็บ ดอก พิกุล บาน เย็น เก็บ มา ร้อย กรอง ให้ แม่ทอง ข้า เล่น เนื้อเย็น แม่ คน เดียว เอย /// เจ้าเนื้ออ่อน เอย อ้อน แม่ จะ กิน นม แม่ อุ้ม เจ้า ออก ชม กิน นม แล้ว นอน เปล เอย /// เพลง ของ แม่ จับใจ ฉัน จำ ได้ ทุก คำ ทุก ค่ำ ฉัน จดจำ เพลง เอย /// เด็กน้อย เนื้อละมุน เจ้าเนื้ออุ่น แม่ อุ้มชู เนื้ออ่อน อ้อน น่าดู แม่ รัก หนู เท่า ดวงใจ
ข้างบนนั้นเป็นตัวอย่างในหน้าแรก ๆ ครับ ส่วนต่อไปนี้ เป็นบทเรียนในหน้าสุดท้ายของหนังสือแบบเรียนเล่มนี้ครับ.
ตัว อะไร วิ่ง เร็ว ตัว อะไร เดิน ช้า ตัว อะไร บิน มา ตัว อะไร เลื้อย ไป ตัว อะไร ว่ายน้ำ ตัว อะไร กระโดด ไว ตัว อะไร ปีน ต้นไม้ ใคร ตอบ ได้ เก่ง จริง.
ไหงว่าเป็นแบบเรียนภาษาไทยที่เป็นรูปแบบ พอใช้ได้ ซึ่งน้องหยก เรียนอยู่ ป.1 ไหงจึงได้เห็น แต่ความเห็นส่วนตัว ไหงว่า ยังไม่มีแบบเรียน ภาษาไทย ชุดไหน ที่จะดีเท่า กับแบบเรียน มานะมานี และ เพื่อน ๆ สตอรี่ ครับ.
ขอเพิ่มเติมเกี่ยวกับนิสัยไหง่หน่อยนะครับ ไหงเป็นคนที่จริงจัง และ อ่อนไหว ในความ "รักชาติ" ทั้ง จงกว๋อ และ ไท่กว๋อ ของเรา ปิตุภูมิ และ มาตุภูมิ ของไหง่ ถ้าไท้ก๋าหยิ่น สังเกต ข้อเขียนของไหง่ ไม่ว่าจะเป็นบทความ เกร็ดต่าง ๆ ความคิดเห็น ฯลฯ ในชุมชนของเรา มันจะออกมาในแนว ซื่อ ๆ ตรง ๆ บางที อาจมี ไท้ก๋าหยิ่น บางท่าน คิดว่า ซินซาง-เจ้าหมอนี่ ทำไม เวอร์จริง ไม่จริงนะจ๊ะ ไหงเป็นอย่างนี้จริง ๆ การเขียนของไหง่ จะเป็นไปตามธรรมชาติ ถ้ามีมุข ก็ใส่มุข ถ้าวิชาการ ก็จะอ้างอิง ถ้าเป็นความเห็นส่วนตัว ก็จะออกตัวก่อน ถ้าไม่รู้ ก็บอกว่าไม่รู้ ถ้าเล่น ก็บอกว่าเล่น ขำขำ โดยภาพรวมนิ้วมือมันกดแป้นพิมพ์ไปตามที่สมองสั่ง บางครั้ง มันจึง หลุดเรื่องหลัก และ ออกเรื่องอ้อมไปเรื่องอื่น ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกันบ้าง บางครั้ง ถ้าเกิดอารมย์ ที่ หลุด จริง ๆ ก็พิมพ์มันไปตามนั้น ยกตัวอย่างเช่น ความเห็นเรื่อง สะอึก นั้นแหละครับ บ่อยครั้ง ที่ไหง ดูทีวี มีสารคดี หรือข่าวราชสำนัก ได้เห็น องค์ "พ่อหลวง" ของพวกเรา ไหงน้ำตาไหล บ่อย บ่อย ทางฝั่งต้าลู่ ก็เช่นเดียวกัน ถ้า บังเอิญ ได้ดู สารคดี หรือ วีซีดี ที่เป็นเรื่อง เกี่ยวกับ ต้าลู่ หรือ วัฒนธรรมของพวกเรา ไหงก็น้ำตาไหล เหมือนกัน เช่น วีซีดี ที่ท่านสิทธิพร ส่งมาให้ไหง ดู เรียกน้ำตาของไหง่ ได้ หลายแผ่น รวมถึง วีซีดี เพลง ของชนชาติ "น่าซี" ที่อาวี่ฟัดโก กรุณาส่งให้ไหง ก็ดูแล้วเรียกน้ำตาไหงเหมือนกัน
ไหงคงจะมี ดีเอ็นเอ ของ 客 家 人 เต็มตัว มัง มีความคิด มีทัศนคติ มีจินตนาการส่วนตัว ที่สร้างความอ่อนไหวในใจของไหง่ ซึ่งแม้ลูกเมียเอง ยังมองไม่เห็น แต่ ไท้ก๋าหยิ่น ใกล้ชิดไหง มากกว่า หงาเก้เล่าผอ เสียอีกนะ ที่เข้าถึง "ก้นบึ้งแห่งจิตใจ" ของไหง่ ได้ อิอิ.
แมวเหมียวแยกเขี้ยวยิงฟัน
นึกว่าจะมีไหงคนเดียวเสียอีกที่คิดถึงบทอาขยานเก่าๆ บทฯ ของวี่ฟัดก๊อชื่อ เด็กน้อย.
แมวเหมียวแยกเขี้ยวยิงฟัน
แมวเอ๋ยแมวเหมียว รูปร่างประเปรียวเป็นนักหนา
ร้องเรียกเหมียวๆ เดี๋ยวก็มา เคล้าแข้งเคล้าขาน่าเอ็นดู
รู้จักเอารักเข้าต่อตั้ง ค่ำๆ ซ้ำนั่งระวังหนู
ควรนับว่ามันกตัญญู พอดูอย่างไว้ใส่ใจเอย ฯ
สมัยผม
เห็นกวางย่างเยื้องชำเลืองเดิน
จำได้แค่นี้ครับ
Monkey , crocodile
Three Little Monkeys
Three little monkeys swinging in a tree
Along came a crocodile as quiet as can be
The first monkey said, "You can't catch me !"
SNAP !
Two little monkeys swinging in a tree
Along came a crocodile as quiet as can be
The second monkey said, "You can't catch me !"
SNAP !
One little monkeys swinging in a tree
Along came a crocodile as quiet as can be
The last monkey said, "You can't catch me !"
SNAP ! - Missed me !
คันลู่...
鹿
จัดให้ครับ (บล๊อกนี้ กลายเป็น สว. คุยความหลังซะแล้ว 555)
ขึ้นกงจงสำคัญ ทั้งกนปนกัน
รำพันมิ่งไม้ในดง
ไกรกร่างยางยูงสูงระหง ตะลิงปลิงปริงประยงค์
คันทรงส่งกลิ่นฝิ่นฝาง
มะม่วงพวงพลองช้องนาง หล่นเกลื่อนเถื่อนทาง
กินพลางเดินพลางหว่างเนิน
เห็นกวางย่างเยื้องชำเลืองเดิน เหมือนอย่างนางเชิญ
พระแสงสำอางข้างเคียง
เขาสูงฝูงหงส์ลงเรียง เริงร้องซ้องเสียง
สำเนียงน่าฟังวังเวง
กลางไพรไก่ขันบรรเลง ฟังเสียงเพียงเพลง
ซอเจ้งจำเรียงเวียงวัง
ยูงทองร้องกะโต้งโห่งดัง เพียงฆ้องกลองระฆัง
แตรสังข์กังสดาลขานเสียง
กะลิงกะลางนางนวลนอนเรียง พระยาลอคลอเคียง
แอ่นเอี้ยงอีโก้งโทงเทง
ค้อนทองเสียงร้องป๋องเป๋ง เพลินฟังวังเวง
อีเก้งเริงร้องลองเชิง
ฝูงละมั่งฝังดินกินเพลิง ค่างแข็งแรงเริง
ยืนเบิ่งบึ้งหน้าตาโพลง
ป่าสูงยูงยางช้างโขลง อึงคะนึงผึงโผง
โยงกันเล่นน้ำคล่ำไป
แถมให้อีกบท เป็นบทที่ไหงใช้เป็นกำลังใจให้เกิดความมานะพยายามใผ่หาความรู้อยู่เสมอ
วิชาเหมือนสินค้า อันมีค่าอยู่เมืองไกล
ต้องยากลำบากไป จึงจะได้สินค้ามา
จงตั้งเอากายเจ้า เป็นสำเภาอันโสภา
ความเพียรเป็นโยธา แขนซ้ายขวาเป็นเสาใบ
นิ้วเป็นสายระนาง สองเท้าต่างสมอใหญ่
ปากเป็นนายงานไป อัชฌาสัยเป็นเสบียง
สติเป็นหางเสือ ถือท้ายเรือไว้ให้เที่ยง
ถือไว้อย่าให้เอียง ตัดแล่นเลี่ยงข้ามคงคา
ปัญญาเป็นกล้องแก้ว ส่องดูแถวแนวหินผา
เจ้าจงเอาหูตา เป็นล้าต้าฟังดูลม
ขึ้เกียจคือปลาร้าย จะทำลายให้เรือจม
เอาใจเป็นปืนคม ยิงระดมให้จมไป
จึงจะได้สินค้ามา คือวิชาอันพิสมัย
จงหมั่นมั่นหมายใจ อย่าได้คร้านการวิชา
เจษฎาจารย์ ฟ.ฮีแลร์
ชักมันส์แล้วครับพี่น้อง?
เอาเป็นว่า บล๊อกนี้ให้เป็นเล่าเรื่องความหลัง ที่ยังฝังใจและประทับใจไม่ลืมเลือนกันไปเลย อย่างที่ อาฉีโก ว่าไว้ ดีไหมครับ ไท้ก๋าหยิ่น ใครมีความทรงจำดี ดี แม้จะเหลื่อมยุค เหลื่อม พ.ศ. กันไปบ้าง ก็ไม่นานนัก ไหงจะร่ายต่อ เท่าที่จำได้ เลยนะครับ
บทเห่ชมเครื่องคาวหวาน (กาพยานี 11) พระราชนิพนธ์ ใน รัชกาลที่ 2
มัสสมั่น แกงแก้วตา หอมยี่หร่า รสร้อนแรง
ชายใด ได้กลืนแกง แรงอยากให้ ใฝ่ฝันหา
ยำใหญ่ ใส่สารพัด วางจานจัด หลายเหลือตรา
รสดี ด้วยน้ำปลา ยี่ปุ่นล้ำ ย้ำยวนใจ
ตับเหล็ก ลวกหล่อนต้ม เจือน้ำส้ม โรยพริกไทย
โอชา จะหาไหน (จำไม่ได้เสียแล้ว) หรือจะเทียบ เปรียบมือนาง (ใช่หรือปล่าว?)
บทขึ้นต้นของเครื่องหวาน.....
ผลชิดแช่อิ่ม โอ้...... เอมใจ
หอมชื่นกลืนหวานใน อกชู้
รื่น รื่น รสรมย์ ใน ฤา ดุจ นี้แม่
หวานร่ำเหลือ รู้ รู้ แม่เนื้อ นงค์นาง (ผิดขอประทานอภัยด้วยครับ)
จำได้แค่นี้แล้วละครับ พี่น้อง ใครต่อได้ ช่วยต่อให้เอาบุญเถิด (บทเรียนบทนี้ ไหงจำได้ว่าเรียนในวิชาภาษาไทย ช่วง ม.3 ใครร่วมสมัยได้เรียนกับไหงบ้าง เป็นบทเห่ชมเครื่องคาวหวาน ที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 2 ท่านทรงพระราชนิพนธ์ เพื่อ ยกย่อง ฝีพระหัตถ์ ในการทรงปรุงรสชาติอาหารไทย ของ สมเด็จพระศรีอัมรินทราบรมราชินี (พระราชมารดา ของ ล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 4) ทำให้เรารู้ว่า เมนูอาหารไทย ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก มีมาตั้งแต่สมัยนั้น หรือ ก่อนหน้านั้นขึ้นไป...
ใครจำบทนี้ได้บ้าง ทำนองเดียวกันกับ บท วิชาเหมือนสินค้า ของอาฉีโก ที่สักสิบกว่าปีก่อน ที่อาแปะเม้ง ป.ปลา ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง งิ้วแต้จิ๋ว แห่งเยาวราช ได้แจ้งเกิด ทางทีวีสร้างชื่อเสียงให้อาแปะ โด่งดังไปทั่วประเทศ ในชั่วข้ามคืน ว่าไว้ ดังนี้ครับ
ป.ปลา นั้น หายาก ต้องลำบาก ออกเรือไป...
ขนส่ง จากแดนไกล ใช้น้ำแข็ง เปลืองน้ำมัน
แช่เย็น ต้องเสียไฟ หุงต้มใช้ แก๊ส ทั้งนั้น
พลังงาน ต้อง หมดกัน โอ้ลูกหลาน จำจงดี...
เป็นผลงานครีเอชั่น ของค่ายโฆษณาไหนก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ ทำให้อาแปะ เม้ง มีฉายา หรือ นามสกุลในวงการบันเทิงไทย-จีน ว่า เม้ง ป.ปลา ติดตัวมาตั้งแต่ ปัจจุบัน เป็นการช่วยให้สังคม ได้รู้จัก กูรู เรื่องจีน (แต้จิ๋ว) ที่สำคัญ อีกท่านหนึ่ง ในประเทศไทย
อันนี้เป็น บท หนึ่ง ใน บทกลอนเรื่อง ขุนช้างขุนแผน (พระราชนิพนธ์ของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 2 ใช่ไหมครับ? ไม่แน่ใจใครทราบช่วยยืนยันด้วยนะครับ เพื่อเป็นการย้ำความถูกต้อง ซึ่งไหง จะต้องรับผิดชอบ)
สมภารได้ฟัง ก็ตอบไป
มันมีผัวได้ แล้วหรือหวา
เมื่อปีกลายกูได้เห็นมันมา ยังอาบน้ำแก้ผ้า ตาแดง แดง
ไม่เห็นหน้าสองปี มามีผัว
เร่งนึกถึงตัว สิเราท่าน
วันคืนผันผ่าน ไปนานวัน เราก็แก่ลงด้วยกัน แล้วสีกา
เป็นตอนที่นางทองประศรี หรือ ศรีประจันท์ (คนละคนกันนะครับเพียงแต่ไหงหมดความจำแล้ว ว่าเป็นท่านใด) ท่านใดท่านหนึ่งนี่แหละ ที่ได้ไป นิมนต์ท่านสมภาร เป็นพระภิกษุสวดในงานมงคล สมรส ระหว่าง นางวันทอง ลูกสาวของท่าน กับ ขุนแผน ครับ
จัด ป.ปลา ให้ครับ
โฆษณา อาเม้ง ป.ปลาที่พูดถึง
กาพย์เห่เรือ
พระ ราชนิพนธ์ โดย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒
• เห่ชมเครื่องคาว
๏ แกงไก่มัสมั่นเนื้อ นพคุณ พี่เอย
หอมยี่หร่ารสฉุน เฉียบร้อน
ชายใดบริโภคภุญช์ พิศวาส หวังนา
แรงอยากยอหัตถ์ข้อน อกให้หวนแสวง ๚
๏ มัสมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง
ชายใดได้กลืนแกง แรงอยากให้ใฝ่ฝันหา
๏ ยำใหญ่ใส่สารพัด วางจานจัดหลายเหลือตรา
รสดีด้วยน้ำปลา ญี่ปุ่นล้ำย้ำยวนใจ
๏ ตับเหล็กลวกหล่อนต้ม เจือน้ำส้มโรยพริกไทย
โอชา จะหาไหน ไม่มีเทียบเปรียบมือนาง
๏ หมูแนมแหลมเลิศรส พร้อมพริกสดใบทองหลาง
พิศห่อเห็นรางชาง ห่างห่อหวนป่วนใจโหย
๏ ก้อยกุ้งปรุงประทิ่น วางถึงลิ้นดิ้นแดโดย
รสทิพย์หยิบมาโปรย ฤๅจะเปรียบเทียบทันขวัญ
๏ เทโพพื้นเนื้อท้อง เป็นมันย่องล่องลอยมัน
น่าซดรสครามครัน ของสวรรค์เสวยรมย์
๏ ความรักยักเปลี่ยนท่า ทำน้ำยาอย่างแกงขม
กลอ่อมกล่อม เกลี้ยงกลม ชมไม่วายคล้ายคล้ายเห็น
๏ ข้าวหุงปรุงอย่างเทศ รสพิเศษใส่ลูกเอ็น
ใครหุงปรุงไม่เป็น เช่นเชิงมิตรประดิษฐ์ทำ
๏ เหลือรู้หมูป่าต้ม แกงคั่วส้มใส่ระกำ
รอยแจ้งแห่งความขำ ช้ำทรวงเศร้าเจ้าตรากตรอม
๏ ช้าช้าพล่าเนื้อสด ฟุ้งปรากฏรสหื่นหอม
คิดความยามถนอม สนิทเนื้อเจือเสาวคนธ์
๏ ล่าเตียงคิดเตียงน้อง นอนเตียงทองทำเมืองบน
ลดหลั่นชั้นชอบกล ยลอยากนิทรคิดแนบนอน
๏ เห็นหรุ่มรุมทรวงเศร้า รุ่มรุ่มเร้าคือไฟฟอน
เจ็บไกลในอาวรณ์ ร้อนรุมรุ่มกลุ้มกลางทรวง
๏ รังนกนึ่งน่าซด โอชารสกว่าทั้งปวง
นกพรากจากรังรวง เหมือนเรียมร้างห่างห้องหวน
๏ ไตปลาเสแสร้งว่า ดุจวาจากระบิดกระบวน
ใบโศกบอกโศกครวญ ให้พี่เคร่าเจ้าดวงใจ
๏ ผักโฉมชื่อเพราะพร้อง เป็นโฉมน้องฤๅโฉมไหน
ผักหวานซ่านทรวงใน ใคร่ครวญรักผักหวานนาง ๚
• เห่ชมผลไม้
๏ ผลชิดแช่อิ่มโอ้ เอมใจ
หอม ชื่นกลืนหวานใน อกชู้
รื่นรื่นรสรมย์ใด ฤๅดุจ นี้แม
หวานเลิศเหลือรู้รู้ แต่เนื้อนงพาล ๚
๏ ผลชิดแช่อิ่มอบ หอมตรลบล้ำเหลือหวาน
รสไหนไม่เปรียบปาน หวานเหลือแล้วแก้วกลอยใจ
๏ ตาลเฉาะเหมาะใจจริง รสเย็นยิ่งยิ่งเย็นใจ
คิดความยามพิสมัย หมายเหมือนจริงยิ่งอยากเห็น
๏ ผลจากเจ้าลอยแก้ว บอกความแล้วจากจำเป็น
จากช้ำน้ำตากระเด็น เป็นทุกข์ท่าหน้านวลแตง
๏ หมากปรางนางปอกแล้ว ใส่โถแก้วแพร้วพรายแสง
ยามชื่นรื่นโรยแรง ปรางอิ่มอาบซาบนาสา
๏ หวนห่วงม่วงหมอนทอง อีกอกร่องรสโอชา
คิด ความยามนิทรา อุราแนบแอบอกอร
๏ ลิ้นจี่มีครุ่นครุ่น เรียกส้มฉุนใช้นามกร
หวนถวิลลิ้นลมงอน ชะอ้อนถ้อยร้อยกระบวน
๏ พลับจีนจักด้วยมีด ทำประณีตน้ำตาลกวน
คิดโอษฐ์อ่อนยิ้มยวน ยลยิ่งพลับยับยับพรรณ
๏ น้อยหน่านำเมล็ดออก ปล้อนเปลือกปอกเป็นอัศจรรย
มือใครไหนจักทัน เทียบเทียมที่ฝีมือนาง
๏ ผลเกดพิเศษสด โอชารสล้ำเลิศปาง
คำนึงถึงเอวบาง สางเกศเส้นขนเม่นสอย
๏ ทับทิมพริ้มตาตรู ใส่จานดูดุจเม็ดพลอย
สุกแสงแดงจักย้อย อย่างแหวนก้อยแก้วตาชาย
๏ ทุเรียนเจียนตองปู เนื้อดีดูเหลือเรืองพราย
เหมือนศรีฉวีกาย สายสวาทพี่ที่คู่คิด
๏ ลางสาดแสวงเนื้อหอม ผลงอมงอมรสหวานสนิท
กลืน พลางทางเพ่งพิศ คิดยามสารทยาตรามา
๏ ผลเงาะไม่งามแงะ มล่อนเมล็ดและเหลือปัญญา
หวนเห็นเช่นรจนา จ๋าเจ้าเงาะเพราะเห็นงาม
๏ สละสำแลงผล คิดลำต้นแน่นหนาหนาม
ท่าทิ่มปิ้มปืนกาม นามสละมละเมตตา ๚
• เห่ชมเครื่องหวาน
๏ สังขยาหน้าไข่คุ้น เคยมี
แกมกับข้าวเหนียวสี โศกย้อม
เป็นนัยนำวาที สมรแม่ มาแม
แถลงว่าโศกเสมอพ้อม เพียบแอ้อกอร ๚
๏ สังขยาหน้าตั้งไข่ ข้าวเหนียวใส่สีโศกแสดง
เป็นนัยไม่เคลือบแคลง แจ้งว่าเจ้าเศร้าโศกเหลือ
๏ ซ่าหริ่มลิ้มหวานล้ำ แทรกใส่น้ำกะทิเจือ
วิตกอกแห้งเครือ ได้เสพหริ่มพิมเสนโรย
๏ ลำเจียกชื่อขนม นึกโฉมฉมหอมชวยโชย
ไกลกลิ่นดิ้นแดโดย โหยไห้หาบุหงางาม
๏ มัศกอดกอดอย่างไร น่าสงสัยใคร่ขอถาม
กอด เคล้นจะเห็นความ ขนมนามนี้ยังแคลง
๏ ลุดตี่นี้น่าชม แผ่แผ่นกลมเพียงแผ่นแผง
โอชาหน้าไก่แกง แคลงของแขกแปลกกลิ่นอาย
๏ ขนมจีบเจ้าจีบห่อ งามสมส่อประพิมพ์ประพาย
นึกน้องนุ่งจีบกราย ชายพกจีบกลีบแนบเนียน
๏ รสรักยักลำนำ ประดิษฐ์ทำขนมเทียน
คำนึงนิ้วนางเจียน เทียนหล่อเหลาเกลากลึงกลม
๏ ทองหยิบทิพย์เทียมทัด สามหยิบชัดน่าเชยชม
หลงหยิบว่ายาดม ก้มหน้าเมินเขินขวยใจ
๏ ขนมผิงผิงผ่าวร้อน เพียงไฟฟอนฟอกทรวงใน
ร้อนนักรักแรมไกล เมื่อไรเห็นจะเย็นทรวง
๏ รังไรโรงด้วยแป้ง เหมือนนกแกล้วทำรังรวง
โอ้อกนกทั้งปวง ยังยินดีด้วยมีรัง
๏ ทองหยอดทอดสนิท ทองม้วนมิดคิดความหลัง
สองปีสองปิดบัง แต่ลำพังสองต่อสอง
๏ งามจริงจ่ามงกุฏ ใส่ชื่อดุจมงกุฏทอง
เรียมร่ำคำนึงปอง สะอิ้งน้องนั้นเคยยล
๏ บัวลอยเล่ห์บัวงาม คิดบัวกามแก้วกับตน
ปลั่งเปล่งเคร่งยุคล สถนนุชดุจประทุม
๏ ช่อม่วงเหมาะมีรส หอมปรากฏกลโกสุม
คิด สีสไลคลุม หุ้มห่อม่วงดวงพุดตาน
๏ ฝอยทองเป็นยองใย เหมือนเส้นไหมไข่ของหวาน
คิดความยาม เยาวมาลย์ เย็บชุนใช้ไหมทองจีน ๚
จากหนังสือ : ประชุมกาพย์เห่เรือ กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร
วิธีปรุง อาหารจามบทกลอน นำมาจาก www.ubmthai.com/leksoundsmf3/index.php?topic=9651.msg62071
แกง มัสมั่นไก่
ส่วนผสม: ไก่ ใช้ตะโพกหรือขา หั่นชิ้นใหญ่, ถั่วลิสงคั่วปอกเปลือก, มะพร้าว อย่างละ ๑ กิโลกรัม, ใบกระวาน ลูกกระวานคั่วพอเหลืองอย่างละ ๑ ช้อนโต๊ะ, อบเชยปิ้งไฟพอหอม ๑ ชิ้น, หอมแดงปอกเปลือกล้างสะอาด ๑/๔ ถ้วย, ขิงหั่นฝอย ๑ ช้อนชา, มันฝรั่งปอกเปลือก หั่นชิ้นพอคำ ๓ ลูก, หัวกะทิ ๑ ถ้วย, หางกะทิ ๓ ถ้วย, น้ำตาลปีบ ๑/๔ กิโลกรัม, น้ำมะขามเปียก ๑/๔ ถ้วย, น้ำปลา ๑ ช้อนโต๊ะ
ส่วน ผสมน้ำพริกเครื่องแกง: พริกแห้งแกะเม็ดออกแช่น้ำ ๑๕ เม็ด, กระเทียม หัวหอมแดงปอกเปลือก อย่างละ ๑/๔ ถ้วย, ลูกผักชี ๑ ช้อนโต๊ะ, ลูกยี่หร่า ๑ ช้อนชา, พริกไทย ๑ ช้อนชา, ลูกจันบดละเอียด ๑/๘ ช้อนชา, ดอกจันทร์ ๑/๒ ดอก, ลูกกระวาน ๒ ลูก, ตะไคร้หั่นละเอียด ๒ ช้อนโต๊ะ, ข่าหั่นละเอียด ๑ ช้อนชา, ผิวมะกรูดหั่นละเอียด ๑ ช้อนชา, รากผักชี ๑ ช้อนชา, เกลือป่น ๑ ช้อนโต๊ะ, กะปิเผา ๑ ช้อนชา
วิธีทำ: เจียวพริกแห้ง กระเทียม หอมแดง พอเหลือง ส่วนเครื่องเทศคั่วพอหอม ใส่ส่วนผสมทั้งหมดโขลกรวมกันให้ละเอียด แล้วจึงใส่กะปิโขลกอีกครั้งให้เข้ากัน เทเนื้อไก่ ขิงลงในอ่างคลุกเคล้าให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้สักครึ่งชั่วโมง เอาหางกะทิใส่หม้อตั้งไฟ ใส่เนื้อไก่ลงไป เคี่ยวไฟรุมๆ ไม่ต้องปิดฝาประมาณ ๒๐ นาที อย่าให้เปื่อยมาก ใส่ถั่วลิสง มันฝรั่ง หอมแดง ลูกและใบกระวาน เทหัวกะทิใส่กระทะตั้งไฟเคี่ยวพอแตกมัน ใส่น้ำพริกเครื่องแกง ผัดจนมีกลิ่นหอม แล้วตักใส่หม้อเนื้อไก่ ปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำปลา และน้ำมะขามเปียก คลุกเคล้าให้เข้ากัน พอเดือด ชิมรสอีกครั้งให้มีรสหวาน เค็ม เปรี้ยวตามหลัง ปิดไฟ ตักใส่ถ้วย
ยำใหญ่
ส่วนผสม: หมูเนื้อแดง, ตับหมู, อกไก่ หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ลวก อย่างละ ๑ ถ้วย, กุ้งปอกเปลือก ผ่าหลัง ลวก ๑ ถ้วย, หนังหมูต้มสุก หั่นฝอย ๑/๒ ถ้วย, วุ้นเส้นแช่น้ำตัดเป็นท่อนๆ ๑/๒ ถ้วย, เห็ดหูหนู ลวก หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๑/๒ ถ้วย, กระเทียมดอง สับหยาบ ๑/๔ ถ้วย, แครอท แตงกวาปอกเปลือก หั่นตามขวาง อย่างละ ๒ หัว, หัวผักกาดขาว หั่นเป็นชิ้นพอคำ ๑-๒ หัว, หอมใหญ่ปอกเปลือก หั่นตามขวางบางๆ ๒ หัว, ใบสะระแหน่เด็ดใบๆ ๑ ถ้วย, พริกชี้ฟ้าแดง หั่นตามยาว ๕ เม็ด, กระเทียมสด ๑๕ กลีบ, พริกขี้หนูสวน ๑๐ เม็ด, น้ำปลา ๒ ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลทราย ๑ ช้อนโต๊ะ, เกลือป่น ๑/๒ ช้อนโต๊ะ, น้ำมะนาว ๕ ช้อนโต๊ะ, รากผักชีสับหยาบ ๑ ช้อนชา, ไข่นกกระทาต้มสุก ผ่าครึ่ง ๑๐ ฟอง หรือไข่ไก่ ๔ ฟอง ผ่าเป็นเสี้ยวๆ
วิธีทำ: วุ้นเส้นลวกด้วยน้ำเดือด แล้วรีบผ่านน้ำเย็นทันที ผึ่งให้แห้ง โขลกกระเทียม พริกขี้หนู รากผักชีพอแหลก ตักใส่อ่างผสม ใส่น้ำตาล น้ำปลา น้ำมะนาว ปรุงรสให้ได้รสชาติตามต้องการก่อน จึงใส่ส่วนผสมทั้งหมดลง คลุกเคล้าเบาๆ ให้เข้ากัน ตักใส่จานแต่งด้วยใบสะระแหน่ กระเทียมดอง พริกชี้ฟ้าแดง และไข่นกกระทา เมื่อยำแล้วต้องรับประทานทันที
ตับเหล็ก
ส่วนผสม: ตับเหล็ก ๑ เส้น, กระเทียมปอกเปลือก ๑๐ กลีบ, พริกไทย ๑๐ เม็ด, น้ำส้มสายชู ๑ ช้อนโต๊ะ, น้ำปลา ๑ ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลทราย ๒ ช้อนโต๊ะ, เกลือป่น ๑/๒ ช้อนชา, ผักแนมเช่น ผักกาดหอม, แตงกวา, ผักชี ตามชอบ น้ำจิ้มสามรส (พริกขี้หนู ๑๐ เม็ด, กระเทียม ๕ กลีบ, มะนาว ๑ ผล, น้ำปลา ๑ ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลปึกปี้บ ๑ ช้อนโต๊ะ รากผักชี ๑ ราก ทุกอย่างโขลกรวมกัน แล้วปรุงรส ให้ได้ สามรส เผ็ด เปรี้ยว หวาน ตามชอบ)
วิธีทำ: นำน้ำใส่หม้อต้มตั้งไฟให้เดือด ใส่เกลือป่น ลงไป นำตับเหล็กลงไปต้มพอสุก อย่าต้มนานเดี๋ยวสุกมากจะแข็ง ระหว่างนี้ก็โขลกพริกไทย กระเทียม ให้แหลกปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล น้ำส้ม แยกไว้ แล้วนำตับเหล็กที่ต้มสุกแล้ว มาหั่นตามขวาง เรียงใส่จานราดด้วย น้ำส้มกระเทียมที่เตรียมไว้ แล้วโรยพริกไทยป่นอีกนิด แนมด้วยผักสดที่ต้องการ เสิร์ฟพร้อมกับน้ำจิ้มสามรสเพื่อเพิ่มความจัดจ้าน
หมูแนม
ส่วน ผสม: หมูเนื้อแดงนึ่งให้สุกหรือลวก หั่นสี่เหลี่ยมเล็กๆ ๑ ถ้วย, หมูสามชั้นทำเช่นเดียวกับหมูเนื้อแดง ๑/๒ ถ้วย, หนังหมูหั่นตามยาวบางๆ ลวก ๑/๔ ถ้วย, หัวกะทิ ๓-๔ ช้อนโต๊ะ, ส้มซ่าปอกผิวออกคั้นเอาแต่น้ำ ๑-๒ ช้อนโต๊ะ, ผิวส้มซ่าหั่นฝอย ๑ ช้อนชา, กระเทียมดองหั่นตามยาวกลีบบางๆ ๒๐ กลีบ, ข้าวคั่ว ๑/๔ ถ้วย, ถั่วลิสงคั่วปอกเปลือกบุบพอแหลก ๑/๔ ถ้วย, หอมแดงปอกเปลือกหั่นตามยาวบางๆ ๕ หัว, ข่าอ่อนโขลกละเอียด ๒ ช้อนชา, พริกชี้ฟ้า หั่นฝอย ๕ เม็ด, น้ำมะนาว ๓ ช้อนโต๊ะ, น้ำกระเทียมดอง ๑ ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลทราย ๖ ช้อนโต๊ะ, เกลือป่น ๒ ช้อนชา,ใบทองลาง, ใบชะพลู, ผักกาดหอม
วิธีทำ: ผสมน้ำส้มซ่า น้ำมะนาว เกลือ น้ำกระเทียมดอง น้ำตาลทราย ข่า คนให้เข้ากัน ชิมให้ได้รสเปรี้ยว เค็ม หวาน เทเนื้อหมู หนังหมู ลงไปผสม คนให้เข้ากันดี แล้วจึงใส่ถั่วลิสงข้าวคั่ว คลุกเคล้าให้เข้ากันอีกครั้ง นำผักทั้งสามชนิดวางในจาน ใส่หมูที่คลุกเคล้าแล้วลงไป ราดหน้าด้วยหัวกะทิตั้งไฟพอเดือดทิ้งไว้ให้เย็น โรยด้วยหอมแดง กระเทียมดอง ผิวส้มซ่า และพริกชี้ฟ้า
ก้อยกุ้ง
ส่วน ผสม: กุ้ง ๑/๒ กิโลกรัม, หนังหมูต้มหั่นตามยาว ๒ ขีด, มันหมูต้มหั่นตามยาว ๑ ขีด, ตะไคร้หั่นตามขวางบางๆ ๓ ช้อนโต๊ะ, ใบมะกรูดหั่นฝอย ๑ ช้อนโต๊ะ, ผักชีเด็ดใบ ๑ ช้อนโต๊ะ, เกลือป่น ๑ ช้อนชา, ไข่เป็ด ๓ ฟอง, ผักเครื่องเคียง เช่น แตงกวา, ต้นหอม, ผักชี, หัวปลี, ใบสะระแหน่
ส่วน ผสมน้ำพริกก้อย: ถั่วทองคั่วให้หอม ต้มจนเปื่อย ๑/๔ ถ้วย, กุ้งนางปอกเปลือกชักไส้ ๒ ตัว, น้ำพริกเผา ๑ ช้อนโต๊ะ, หัวกะทิ ๑/๒ ถ้วย, น้ำมะขามเปียก น้ำมะนาว อย่างละ ๒ ช้อนโต๊ะ, น้ำปลา น้ำตาลทราย อย่างละ ๒ ช้อนโต๊ะ, มันกุ้ง, น้ำสะเออะ (น้ำกุ้งที่คั้นเก็บไว้
วิธีทำ: ล้างกุ้งให้สะอาด ปอกเปลือกชักไส้ออก เด็ดหัวทิ้ง ถ้ามีมันเอาออก ผึ่งไว้พอหมาด ทุบกุ้งพอตัวแตก แล้วบีบมะนาวใส่พอสุก ใส่เกลือ เคล้าให้ทั่ว แล้วนำกุ้งใส่ผ้าขาวบางบีบน้ำกุ้งออกเก็บไว้ ส่วนเนื้อกุ้งฉีกเป็นฝอย หนังหมูหั่นแล้วคลุกเคล้ากับเกลือและน้ำมะนาวขยำจนนุ่ม แล้วลวกน้ำร้อนอีกครั้ง ผึ่งให้แห้ง มันหมูลวกน้ำร้อนเดือดจัด ผึ่งไว้ให้แห้งเช่นกัน ต่อจากนั้นต่อยไข่ ตีพอแตก กรอกในกระทะบางๆ ให้เป็นแผ่นใส่น้ำมันน้อยๆให้ทั่วกระทะแล้วลอกขึ้นหั่นฝอย นำกุ้งและเครื่องทั้งหมดใส่อ่างผสมเคล้าให้เข้ากัน จัดใส่จาน โรยหน้าด้วยไข่ ผักชี รับประทานกับน้ำพริกก้อยและผักเครื่องเคียง
วิธีทำ น้ำพริกก้อยกุ้ง: โขลกกุ้งให้ละเอียด แล้วใส่น้ำพริกเผาลงไปโขลกรวมกัน เอาหัวกะทิตั้งไฟ พอแตกมัน ใส่กุ้งที่โขลกลงไป ผสมน้ำมะขามเปียก น้ำมะนาว น้ำปลา น้ำตาล คนให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ ใส่ลงในหม้อน้ำพริก แล้วใส่ถั่วทองบดละเอียด มันกุ้ง และน้ำสะเออะ ตั้งไฟจนมีลักษณะข้นไม่เหลว ชิมรสอีกครั้ง ปิดไฟ ตักใส่ถ้วย พักไว้
ต้มยำปลาเทโพ
ส่วนผสม: เนื้อพื้นท้องเทโพ ล้างสะอาด ๑ กิโลกรัม, ข่าหั่นเป็นแว่น ๑๐ แว่น, รากผักชีล้างสะอาดทุบพอแตก ๓ ราก, ตะไคร้ตัดเป็นท่อนทุบพอแหลก ๓ ต้น, พริกขี้หนูบุบพอแหลก ๒๐ เม็ด, ใบมะกรูดฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ ๕ ใบ, ผักชีเด็ดใบ ๑/๒ ถ้วย, น้ำซุบไก่ ๖ ถ้วย, น้ำพริกเผา ๒-๓ ช้อนโต๊ะ, น้ำปลา น้ำตาล อย่างละ ๒ ช้อนโต๊ะ, น้ำมะนาว ๓ ช้อนโต๊ะ, เกลือป่น ๑ ช้อนชา
วิธีทำ: น้ำซุบตั้งไฟพอเดือด ใส่ตะไคร้ ข่า ใบมะกรูด รากผักชี พริกขี้หนู เกลือ เดือดอีกครั้งจึงใส่ปลา ตั้งต่อไปให้เดือดทั่ว อย่าคน ปลาจะไม่เป็นชิ้นและเหม็นคาว ปรุงรสด้วยน้ำพริกเผา น้ำปลา น้ำตาล และน้ำมะนาว โรยหน้าด้วยผักชี ชิมรสตามชอบ รับประทานร้อนๆ
ขนมจีน น้ำยา แกงขม
ส่วนผสมน้ำยา: พริกแห้งเม็ดใหญ่ ผ่าเอาเม็ดออก แช่น้ำ ๑๐ เม็ด, หอม ปอกเปลือก ๕ หัว, กระเทียมปอกเปลือก ๑/๒ ถ้วย, กระชายใช้แต่รากขูดเปลือกออก หั่นบางๆ ๑/๒ ถ้วย, ข่าหั่นเป็นแว่นบาง ๕ แว่น, ตะไคร้หั่นบางๆ ๓ ช้อนโต๊ะ, เกลือป่น ๑ ช้อนชา, ปลากุเลาเค็มหรือปลาอินทรีเค็ม ปิ้งให้สุกเอาแต่เนื้อ ๕ ช้อนโต๊ะ, ปลาช่อนสด ๑ ตัว, หัวกะทิ ๒ ถ้วย, หางกะทิ ๔ ถ้วย, กะปิ ๑ ช้อนโต๊ะ, ใบมะกรูดฉีกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ๕ ใบ
ส่วนผสมแกงขม : มะระจีน ๑ ลูก, ผักบุ้ง ๓-๔ ต้น, หอมแดง ๒ หัว, พริกสด ๓ เม็ด, ผักกาดดอง, ใบแมงลัก, ถั่วงอก,
วิธี ทำน้ำพริกแกง: นำพริกแกง เช่น พริกแห้ง หอม กระเทียม กระชาย ข่า ตะไคร้ เกลือ ต้มกับหางกะทิให้เปื่อย แล้วตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำ ใส่ปลาช่อนลงต้มในน้ำที่เหลือจนสุก ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วแกะเอาแต่เนื้อ แล้วเครื่องที่ต้มไว้มาโขลกให้ละเอียด แล้วใส่กะปิ ใส่ปลากุเหลา ปลาช่อน โขลกรวมกัน ตักเครื่องที่โขลกเสร็จแล้วใส่หม้อ ใส่หัวกะทิ น้ำที่เหลือจากต้มปลา ละลายให้เข้ากัน ยกขึ้นตั้งไฟปานกลาง คอยคนบ่อยๆ อย่าให้ก้นไหม้ คนจากว่าหัวกะทิแตกมันลอยขึ้นมา ใส่น้ำปลา น้ำตาล และใบมะกรูด ตั้งไฟอีกครั้ง พอเดือด ชิมรส อีกครั้ง รับประทานกับขนมจีนและแกงขม
วิธีทำแกงขม: มะระ ผ่าครึ่ง แกะเม็ดออก หั่นตามขวาง เคล้าเกลือทิ้งไว้ประมาณ ๑๐ นาที นำไปล้างน้ำ ต้มในน้ำเดือดที่ใส่เกลือเล็กน้อย พอสุกตักขึ้นแช่ในน้ำเย็นทันทีสักครู่ แล้วสงขึ้นให้สะเด็ดน้ำ ผักบุ้ง ตัดเป็นท่อนสั้นๆ ลวกพอสุก ส่วนใบแมลงลักถั่วงอก ลวกพอสุกเช่นกัน หอมแดงปอกเปลือก หั่นซอย เจียวให้เหลือง พริกสดหั่นตามขวางและ ผักกาดดองหั่นซอย
หมายเหตุ แกงขม หมายถึง มะระ ลวกในน้ำเดือดพอสุก
แกงอ่อมมะระ
ส่วนผสม: ปลาดุกอุย ๒ ตัว, มะระ ๒ ผล, หัวกะทิ ๑ ถ้วย, หางกะทิ ๓ ถ้วย, น้ำปลา ๑-๒ ช้อนชา, น้ำตาล ๑ ช้อนชา
ส่วนผสมเครื่องแกง: พริกแห้ง ๕ เม็ด, ข่าหั่นตามขวางบางๆ ๑ ช้อนโต๊ะ, ตะไคร้หั่นซอย ๓ ต้น, หอมแดงปอกเปลือก ๕ หัว, กระเทียมปอกเปลือก ๒๐ กลีบ, ผิวมะกรูด หั่นซอย ๑ ช้อนชา, รากผักชีสับหยาบ ๑ ช้อนโต๊ะ, เกลือ ๑ ช้อนชา, กะปิ ๑/๒ ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ: โขลกพริกแกงเข้าด้วยกันให้ละเอียดแล้วใส่กะปิ โขลกอีกครั้งให้เข้ากันดี ปลาดุกขูดเมือก ตัวหัว ตัดครีบ เอาก้างออก สับเป็นชิ้นหนาพอสมควร ส่วนมะระ ผ่าครึ่ง ลอกเยื่อที่อยู่ติดกับเม็ดออก หั่นตามขวาง ถ้าไม่ชอบขม แช่น้ำเกลือเสียก่อนแล้วจึงล้างออก ตักเครื่องแกงใส่หม้อ ตั้งไฟ ผัดจนหอม ใส่หัวกะทิครึ่งถ้วย เคี่ยวจนแตกมันจึงใส่หางกะทิ พอเดือดใส่ปลา เดือดอีกครั้งใส่มะระ เมือเดือดเข้ากันดี ปรุงรสด้วยน้ำปลาและน้ำตาล ชิมรสตามชอบ แล้วราดหัวกะทิที่เหลือลงไป ปิดไฟ ตักใส่ถ้วย
ข้าวหุง ปรุงอย่างเทศ
ส่วนผสม: ข้าวสาร ๑/๒ กิโลกรัม, ไก่ ๑/๒ กิโลกรัม, น้ำมันพืช ๑ ถ้วย, เต้าเจี้ยวขาว ๑/๔ ถ้วย, ซีอิ้วขาว ๓ ช้อนโต๊ะ, ขิงอ่อนซอย ๒ ช้อนโต๊ะ, กระเทียม ๒ ช้อนโต๊ะ, เห็ดฟาง ผ่าครึ่ง ๑ ขีด, มะเขือเทศสีดา ผ่าเสี้ยว ๕ ผล, ผงกะหรี่ ๑ ช้อนโต๊ะ, ใบกระวาน ๒ ใบ, อบเชย ๑ แท่ง
ส่วนผสมอาจาด: น้ำส้มสายชู ๑/๒ ถ้วย, น้ำตาลทราย ๑/๓ ถ้วย, เกลือป่น ๑ ช้อนโต๊ะ, แตงกวาผ่าสี หั่นตามขวาง ๕ ผล, หอมแดงปอกเปลือกหั่นตามยาวบางๆ ๕ หัว, พริกชี้ฟ้า หั่นตามขวาง ๕ เม็ด, ผักชีสับหยาบ ๑/๔ ถ้วย
วิธีทำ: ซาวข้าวเจ้าให้สะอาดใส่กระชอนพักไว้ แล่เอาแต่เนื้อ หั่นชิ้นพอคำ ส่วนกระดูกนำไปต้มเป็นน้ำซุป โขลกกระเทียม เต้าเจี้ยว ขิง พอละเอียด แล้วผัดด้วยน้ำมันให้หอม ใส่ผงกะหรี่ ไก่ ข้าวสาร เห็ดฟาง มะเขือเทศ ผัดให้เข้ากัน ตักขึ้นพักไว้ เอาน้ำมันที่เหลือ ผสมกับน้ำซุป สำหรับนึ่งข้าว โดยใช้ข้าว ๑ ส่วน น้ำซุป ๑ ๑/๔-๑ ๑/๒ ถ้วย ก่อนนึ่งใส่ใบกระวาน อบเชยลงไปด้วย นึ่งในน้ำเดือดจัด ปิดฝาให้สนิทประมาณครึ่งชั่วโมง รับประทานกับอาจาด
วิธีทำอาจาด: ผสมน้ำส้มสายชู น้ำตาล เกลือเข้าด้วยกัน ใส่แตงกวา หอมแดง และพริกชี้ฟ้า โรยด้วยผักชี
แกงคั่วส้มหมูป่าใส่ระกำ
ส่วนผสม: เนื้อหมูป่า ๑ กิโลกรัม, เนื้อระกำฝ่านบางๆ ๕ ลูก, เนื้อปลาสลาดย่างใช้แต่เนื้อ ๑/๒ ถ้วย, หัวกะทิ ๒ ถ้วย, หางกะทิ ๔ ถ้วย, น้ำตาล ๑ ช้อนโต๊ะ, น้ำปลา ๒ ช้อนโต๊ะ
ส่วน ผสมน้ำพริกแกง: พริกแห้งแช่น้ำ ๑๐ เม็ด, หอมแดงปอกเปลือก ๑/๔ ถ้วย, กระเทียมปอกเปลือก ๑/๒ ถ้วย, ตะไคร้หั่นซอย ๓ ช้อนโต๊ะ, พริกไทย ๒๐ เม็ด, เกลือป่น ๑ ช้อนชา, ข่าหั่นเป็นแว่นบางๆ ๑ แง่ง, รากผักชีหั่นละเอียด ๑ ช้อนชา, กะปิ ๒ ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ: หั่นเนื้อหมูเป็นชิ้นใหญ่บาง แล้วนำไปเคี่ยวกับหางกะทิ ๒ ถ้วย จนเปื่อยประมาณ ๒๐-๓๐ นาที โขลกเครื่องน้ำพริกให้ละเอียด แล้วใส่เนื้อปลาแกะ กะปิ โขลกรวมกันอีกครั้ง หัวกะทิเคี่ยวให้แตกมัน นำพริกแกงลงผัดให้หอม เติมหางกะทิหรือน้ำซุปก็ได้ ใส่เนื้อหมูลงผัดในน้ำพริกแกงให้มีกลิ่นหอม พอเดือด ใส่ระกำ ปรุงรสด้วยน้ำปลา และน้ำตาล ชิมรสตามชอบ ปิดไฟ ตักใส่ถ้วย
พล่า เนื้อ
ส่วนผสม: เนื้อสันย่างพอสุก หั่นแฉลบบางๆ ๑/๒ กิดลกรัม, กระเทียมปอกเปลือก ๑๐ กลีบ, รากผักชีสับละเอียด ๑ ช้อนโต๊ะ, น้ำมะนาว ๒ ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลทราย ๑ ช้อนโต๊ะ, น้ำปลา ๑ ช้อนโต๊ะ, ใบสะระแหน่ ๑ ถ้วย, ตะไคร้หั่นฝอย ๒ ช้อนโต๊ะ,หอมแดง ปอกเปลือก หั่นซอย ๑/๒ ถ้วย, ผักชีสับหยาบ ๑/๓ ถ้วย, พริกขี้หนูสด ๑๐ เม็ด
วิธีทำ: โขลกกระเทียม พริกขี้หนู รากผักชี เข้ารวมกันให้ละเอียด ใส่น้ำปลา น้ำตาล และน้ำมะนาว ผสมให้เข้ากัน ตักใส่อ่างผสม ใส่เนื้อย่าง หอมแดง ผักชี ตะไคร้ คลุกเคล้าให้เข้ากัน ชิมรสตามต้องการ จัดใส่จาน
หรุ่ม หรือ ล่าเตียง
หรุ่ม ใช้ไส้หมูสับละเอียด ห่อใหญ่ ไส้มีลักษณะแห้ง ส่วนล่าเตียง ใช้ไส้กุ้งสับละเอียด ห่อเล็กกว่า ทั้งสองอย่าง ห่อเป็นสี่เหลี่ยมเหมือนกัน
ส่วน ผสม: เนื้อหมูสับ ๑ ถ้วย, เนื้อกุ้งสับ ๑/๒ ถ้วย, หอมใหญ่ปอกเปลือกหั่นสี่เหลี่ยม ๑/๒ ถ้วย, ถั่วลิสงคั่ว รากผักชี กระเทียม พริกไทย อย่างละ ๑/๒ ช้อนโต๊ะ โขลกละเอียด, น้ำปลา น้ำตาลทราย อย่างละ ๑ ช้อนชา, ไข่เป็ด ตีพอแตก ๑๐ ฟอง, น้ำมันหมู ๒ ช้อนโต๊ะ, ผักชีเด็ดใบๆ, พริกแดงหั่นฝอย
วิธีทำ: นำน้ำมันใส่กระทะตั้งไฟ พอร้อนใส่เครื่องที่โขลกลงไปผัดให้หอม จากนั้นใส่หมูสับ กุ้งสับ หอมใหญ่ ผัดให้เข้ากันพอสุก แล้วยกลง ยกกระทะใบใหม่ ตั้งไฟอ่อนๆ ใส่น้ำมันทาพอทั่ว เมื่อกระทะร้อนแล้ว ใช้มือจุ่มไข่โรยเป็นเส้น ให้เป็นตารางแผ่นสี่เหลี่ยม กว้างยาวประมาณ ๔-๕ นิ้ว ทำเช่นนี้จนหมด ตักไส้ใส่ตรงกลางแผ่นไข่ ใส่พริกแดง และผักชี แล้วห่อให้เป็นคำ
สี่เหลี่ยม จัดใส่จาน
รัง นกตุ๋น
ส่วนผสม: รังนกนางแอน ๔-๕ ชิ้น, เนื้ออกไก่ ๒ ชิ้น, กระเทียม ๒๐ กลีบ, ผักชี ๓ ต้น, พริกไทย ๒๐ เม็ด, น้ำปลา ๑ ช้อนโต๊ะ, น้ำตาล ๑ ช้อนชา, น้ำมันหมู ๒ ช้อนโต๊ะ, ซี่โครงไก่หรือหมู ๑ ซี่โครง
วิธีทำ: นำรังนกแช่น้ำค้างคืนไว้ เลือกสิ่งสกปรกออก กระจายให้เป็นเส้นๆ ลวกในน้ำเดือดจัด สะเด็ดน้ำ พักไว้ แล้วนำอกไก่ ซี่โครงหมูหรือไก่ต้มทำน้ำซุป ให้ใส่เมื่อตอนน้ำยังเย็น ต้มจนเริ่มเดือด คอยช้อนฟองออก และต้มจนไก่สุก ตักไก่ออกฉีกเป็นเส้นๆ แยกไว้ ทีนี้ทำน้ำตุ๋น โดยผัดกระเทียมกับน้ำมันหมู ใส่น้ำซุป รากผักชี พริกไทย ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล, ใส่ไก่ และรังนกที่เตรียมไว้ จึง ตักใส่โถตุ๋น นำไปตุ๋น อีกสิบนาที ยกลงแต่งด้วยใบผักชีเด็ดเป็นใบๆ ยกเสริฟทั้งโถเป็นซุปร้อนๆ
แกงไต ปลา
ส่วนผสม: ไตปลาต้มแล้วกรอง ๑ ถ้วย, ปลาย่าง ๒ ถ้วย, มะเขืออ่อนหั่นเป็นชิ้นเล็ก, มะเขือพวง, ถั่วฝักยาว หั่นเป็นท่อน, หน่อไม้ต้ม หั่นเป็นชิ้นๆ , มะละกอดิบ ปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม, มันเทศ ปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็ก อย่างละ ๑/๒ ถ้วย หรือผักอย่างอื่นตามชอบ, ใบมะกรูดฉีกเป็นชิ้นเล็ก ๑/๒ ถ้วย, น้ำตาล ๑ ช้อนชา
ส่วนผสมน้ำพริกแกงไตปลา: พริกขี้หนูแห้ง ๔๐ เม็ด, กระเทียมปอกเปลือก ๑๕ กลีบ, หอมแดงปอกเปลือก ๔ หัว, รากผักชีหั่นละเอียด ๒ ราก, ตะไคร้หั่นละเอียด ๒ ต้น, ข่าหั่นเป็นแว่นบาง ๑ ช้อนโต๊ะ, พริกไทย ๓๐ เม็ด, ผิวมะกรูดหั่นละเอียด ๑ ช้อนชาขมิ้นสดหั่นตามขวางบางๆ ๑ ช้อนชา, เกลือ ๑ ช้อนชา, กะปิ ๑ ช้อนชา
วิธีทำ: โขลกส่วนเครื่องแกงทั้งหมดเข้าด้วยกันกับเกลือให้ละเอียด แล้วจึงใส่กะปิ โขลกอีกครั้งให้เข้ากัน จากนั้นตักใส่หม้อ ละลายในน้ำพอสมควร ตั้งไฟ พอเดือด ใส่ไตปลา ปลาย่าง อย่าคน เมื่อเดือดอีกครั้งใส่ผักต่างๆ ลงไป ใส่ใบมะกรูด ปรุงรสด้วยน้ำตาล พอเดือดอีกครั้ง ปิดไฟ ตักใส่ถ้วย
แสร้ง ว่าปลาดุก
ส่วนผสม: กุ้งนางเผาพอสุกหั่นบางๆ ๑/๔ กิดลกรัม, หอมแดงปอกเปลือกซอยตามขวางบางๆ ๑๐ หัว, ตะไคร้หั่นตามขวาง ๓ ต้น, ขิงสดหั่นฝอย ๑ ช้อนโต๊ะ, ใบมะกรูดหั่นฝอย ๔ ใบ, พริกชี้ฟ้าหั่นฝอย ๓ เม็ด, ผักชีเด็ดใบ ๑ ต้น, น้ำมะขามเปียก น้ำมะนาว น้ำส้มซ่าอย่างละ ๑ ช้อนโต๊ะ, น้ำปลา ๒ ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลทราย ๑ ช้อนโต๊ะ, ปลาดุกอุย ๒ ตัว, น้ำมัน, ผักสด เช่น มะเขือ, แตงกวา, ต้นหอม, ผักชี
วิธีทำ: ผสมน้ำมะขามเปียก น้ำมะนาว น้ำส้มซ่า น้ำปลา และน้ำตาล เข้าด้วยกันในอ่าง ชิมให้มีสามรส ใส่ส่วนผสมทั้งหมด เคล้าให้เข้ากัน จัดใส่จาน รับประทานกับผักสด และปลาดุกฟู
วิธีทำปลาดุกฟู: ตัดหัว ขูดเมือก ตัดครีบ ล้างให้สะอาด ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ นำไปย่างให้สุก ทิ้งไว้ให้เย็น กรีดหลังปลาให้แบะออก แกะก้างออกให้หมด ใช้ส้มเขี่ยเนื้อปลาให้ฟู อย่าให้หนังขาด แล้วนำไปทอดในน้ำมันมากๆ ใช้ไฟปานกลาง เวลาทอกให้หนังปลาอยู่ข้างบน พอเหลืองกลับหนังปลาลง ทอดจนกรอบ ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำมัน รับประทานกับแสร้งว่า
ข้าวเหนียว สังขยา
ส่วนผสม: ข้าวเหนียว ๔ ถ้วย, กะทิ ๒ ถ้วย, น้ำใบเตย ๑/๒ ถ้วย, เกลือป่น ๕ ช้อนชา, น้ำตาลทราย ๑/๒ ถ้วยxml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" />
ส่วนผสมสังขยา: ไข่เป็ด ๕ ฟอง, หัวกะทิ ๑ ถ้วย, น้ำตาลปีบ ๑ ถ้วย, ใบเตยตัดเป็นท่อนๆ ๑๐ ใบ
วิธี ทำ: แช่ข้าวเหนียวใส่น้ำพอท่วม ทิ้งไว้ ๓-๕ ชั่วโมง ล้างข้าวเหนียวให้สะอาด สงข้าวใส่ตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ นำข้าวเหนียวใส่รังถึง ซึ่งที่ก้นรองด้วยผ้าขาวบางหรือใบเตยก่อน นึ่งประมาณ ๒๕ นาที อย่าให้สุกมากเม็ดบานจะแฉะเมื่อมูลแล้ว ผสมกะทิ น้ำใบเตย เกลือป่น และน้ำตาลทราย ตั้งไฟจนน้ำตาลและเกลือละลาย ยกลงกรองด้วยผ้าขาวบาง ใส่ภาชนะไว้ เมื่อข้าวเหนียวสุก เทใส่ภาชนะน้ำกะทิ ในขณะที่ข้าวเหนียวยังร้อนๆ อยู่ คนด้วยไม้พายให้ข้าวเหนียวกับกะทิเข้ากัน ปิดฝาทิ้งไว้จนระอุดี ต่อจากนั้นก็เริ่มทำสังขยา โขลกหรือปั่นใบเตยให้ละเอียด แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง ผสมกับกะทิ น้ำตาลตามส่วนและต่อไข่เป็ดลงไป ตีให้เข้ากันและขึ้น มีลักษณะเป็นฟองทั่ว นำไปนึ่งในรังถึงที่มีน้ำเดือดพล่าน ประมาณ ๑๕-๒๐ นาที รับประทานกับข้าวเหนียวมูล
ซ่าหริ่ม
ส่วนผสม: แป้งถั่วเขียว ๑ ถ้วย, น้ำดอกมะลิ ๘ ถ้วย, น้ำใบเตยข้นๆ ๑ ถ้วย, น้ำตาลทรายขาว ๓ ถ้วย, กะทิข้นๆ ๑ ถ้วย, เกลือป่น ๑/๘ ช้อนชา, น้ำแข็งก้อนเล็กๆ
วิธีทำ: ผสมแป้งถั่วเขียวกับน้ำดอกมะลิ ๕ ถ้วย และน้ำใบเตย คนให้เข้ากัน อย่าให้แป้งเป็นเม็ด ใส่กระทะทอง ตั้งไฟกวนไปทางเดียวกัน อย่าให้ติดก้นกระทะ กวนจนกว่าแป้งจะสุก สังเกตได้โดยเมื่อแป้งสุก จะมีลักษณะ ข้น ใส เมื่อใช้ไม้พายจุ่ม แล้วยกแป้งขึ้นจะไม่ไหลลง เตรียมภาชนะใส่น้ำเย็นจัดไว้ ตักแป้งใส่ลงในที่กระป๋อง ถ้าต้องการเส้นเล็ก ควรเลือกกระป๋องที่รูเล็ก และยกกระป๋องให้สูงจากอ่างน้ำมากสักหน่อย ส่วนการกด ถ้ากดติดต่อกันตลอดจะได้เส้นยาวมาก ซึ่งรับประทานไม่สะดวก ควรกดหยุดให้เป็นระยะ ให้ตัวขาดออกจากกัน หมั่นเปลี่ยนน้ำให้เป็นน้ำเย็นอยู่เสมอ ถ้ากดหมดแล้ว เทขนมใส่ผ้าขาวบาง พักให้สะเด็ดน้ำ นำน้ำตาลทราย น้ำดอกมะลิที่เหลือ และใบเตย ตั้งไฟให้เดือดพล่าน ยกลงกรองด้วยผ้าขาวบาง แล้วนำขึ้นตั้งไฟอีกครั้ง ใส่กะทิ และเกลือ คนให้เข้ากัน พอเดือด ยกลง เวลารับประทาน ตักตัวซ่าหริ่มใส่ถ้วยน้ำกะทิและใส่น้ำแข็งก้อนลงไปด้วย
มัสกอด
ส่วน ผสม: มะพร้าวขาว ๒ ขีด คั้นแล้วเคี่ยวให้เป็นขี้โล้ ๑/๔ ถ้วย, น้ำตาลทรายขาว ๑ ถ้วย, ไข่ไก่ ๓ ถ้วย, แป้งเค้ก ๒ ถ้วย, ไข่ขาวสำหรับแต่งหน้า ๒ ฟอง, น้ำมะนาว ๑ ช้อนชา, น้ำตาลทรายป่นละเอียด ๑ ถ้วย, สีผสมอาหารสีชมพู ฟ้า เขียว เหลือง
วิธีทำ: ตีไข่ให้ขึ้น แล้วค่อยๆ ใส่น้ำตาลลงไปเรื่อยๆ จนขึ้นฟู ใส่แป้งลงในไข่ที่ตีขึ้นแล้ว โดยใช้ไม้ตีไข่ คนตะล่อมไปทางเดียวกันให้เข้ากัน อย่าคนมากนักขนมจะยุบ ทาพิมพ์ด้วยน้ำมันขี้โล้ให้ทั่ว อบพิมพ์ให้ร้อน แล้วตักแป้งที่ผสมแล้วใส่ลงไป ๓/๔ พิมพ์ นำไปเข้าเตาอบ อบทั้งไฟบนและล่างใช้ไฟอ่อน ความร้อนประมาณ ๒๕๐-๓๐๐ องศาฟาเรนไฮด์ ประมาณ ๑๕-๒๐ นาที (สังเกตให้ขนมพอเป็นสีนวล) นำออกจากเตาแล้วรีบแกะออกจามพิมพ์ ถ้าทิ้งไว้ให้เย็นจะแคะยาก ตีไข่ขาวให้ฟู ใส่น้ำตาลทรายป่นลงไป ตีเรื่อยๆจนขึ้นฟูแข็ง แบ่งใส่สีต่างๆตามต้องการ นำไปทาหน้าขนมจนทั่ว อบเฉพาะไฟบน ๓-๕ นาทีหรือจนกว่าหน้าขนมจะเป็นสีนวล จึงใช้ได้ ถ้าจะรับประทานกับมะพร้าวทึนทึก ต้องขูดมะพร้าวหยาบๆ แล้วโรยลงไปบนข่าขาวที่ทาหน้าขนมแล้ว จึงนำไปอบ พอเหลืองนวลเช่นกัน
ขนม เทียนสลัดงา
ส่วนผสม: แป้งข้าวเหนียว ๕ ถ้วย, น้ำดอกมะลิ ๒ ๑/๒ ถ้วย, น้ำตาลทราย ๑ ๑/๒ ถ้วย, มะพร้าวขูด ๒ ถ้วย, งาขาวคั่วเหลือเหลืองนวล ๑ ๑/๒ ถ้วย, ใบตองตานี
วิธีทำ: ฉีกใบตองเส้นผ่าศูนย์กลาง ๔-๕ นิ้ว เจียนให้กลม ตากแดดให้อ่อนตัว พับให้เป็น ๘เหลี่ยมแล้วคลี่ออก พับซ้อนให้เหลือ ๔ เหลี่ยม เป็นรูปปิรามิด พักไว้ เริ่มทำไส้ก่อน ผสมน้ำตาลทราย น้ำดอกมะลิใส่กระทะทอง พอน้ำตาลละลาย กรองด้วยผ้าขาวบาง ยกขึ้นตั้งไฟใหม่เคี่ยวพอน้ำตาลเป็นยางมะตูม ใส่มะพร้าว กวนต่อไปจนเหนียวปั้นได้ ยกลงทิ้งไว้ให้เย็น แล้วปั้นเป็นก้อนกลมเท่าๆ กัน นำไปอบด้วยควันเทียนหรือมะลิ กระดังงา ต่อจากนั้นก็นวดแป้งกับน้ำดอกมะลิจนเข้ากันดี ปั้นแป้งเป็นก้อน แล้วนำไปนึ่งหรือต้มก็ได้ แล้วนวดทำ ๒-๓ ครั้ง จนกว่าแป้งจะสุก แล้วปั้นแป้งเป็นก้อนกลมลูกขนาดพอคำ แผ่แป้งให้แบนวงกลม ใส่ไส้ลงไปแล้วหุ้มให้มิด คลุกลงในงาขาวคั่ว แล้วห่อด้วยใบตอง โดยวางขนมบนใบตองที่ทำเป็นกรวยครึ่งวงกลม ตรงกลางพับทั้งสองข้างเข้าหากัน แล้วพับอีก ๒ ข้างเข้าอีก
ทองหยิบ
ส่วนผสม: ไข่เป็ด ๒๕ ฟอง, น้ำตาลทราย ๖ ถ้วย, น้ำลอยมะลิ ๑๐ ถ้วย
วิธีทำ: เอาน้ำลอยดอกมะลิใส่กระทะทองตั้งไฟ ใส่น้ำตาล คนพอน้ำตาลละลายกรองด้วยผ้าขาวบาง เทใส่กระทองตามเดิม ตั้งไฟเคี่ยวให้น้ำเชื่อมเหนียว ต่อยไข่แยกเอาแต่ไข่แดง ตีไข่แดงให้เข้ากันจนขึ้นเป็นสีนวล น้ำเชื่อมเคี่ยวพอเหนียว รอให้หายเดือดจนน้ำเชื่อมนิ่ง ตักไข่แดงหยอดให้เป็นแผ่นกลมเล็ก ถ้าน้ำเชื่อมข้นไข่จะเบี้ยว ไม่กลม (ขนาดแผ่นไข่กลมเท่าปากถ้วยตะไล) พลิกกลับอีกข้างปล่อยให้สุก (ใช้ไฟปานกลาง) แผ่นไข่ที่สุกแล้วจะขึ้นแผ่นนูนเป็นอันใช้ได้ ตักไข่ขึ้น หยิบแผ่นไข่ขณะที่ยังอุ่นบีบน้ำเชื่อมออกเบาๆ หยิบเป็น ๓ หยิบใส่ถ้วยตะไล ใช้ไม้กลมเล็กๆ ช่วยแต่งกลีบให้เข้ารูป รอสักครู่ให้เย็น จึงแคะออกจากถ้วย จัดใส่ถาน และก่อนจะตักไข่หยอดทุกครั้งให้ตีไข่สักครู่ ขณะที่ต้มแผ่นไข่คอยเดิมน้ำลงบ้างเล็กน้อย เพื่อให้ความเข้มข้นน้ำเชื่อมคงที่
รังไรหรือเรไร
ส่วนผสม: แป้งข้าวเจ้า ๒ ถ้วย, แป้งมัน ๓ ช้อนโต๊ะ, น้ำดอกมะลิ ๑ ๓/๔ ถ้วย, กะทิคั้นข้นๆ ๑/๔ ถ้วย
ส่วนผสมน้ำกะทิ: งาดำ งาขาวคั่ว ๒ ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลทราย ๑/๒ ถ้วย, เกลือป่น ๑/๒ ช้อนชา, กะทิคั้นข้นๆ ๑/๒ ถ้วย, น้ำดอกมะลิ ๑/๒ ถ้วย
วิธีทำ: ผสมแป้งข้าวเจ้ากับแป้งมันเข้าด้วยกัน ใส่หัวกะทิ นวดเข้ากันจนนิ่มมือ เทน้ำดอกมะลิลงในกระทอง แล้วใส่แป้งที่นวด กวนไฟอ่อนๆ จนแห้งมีลักษณะเป็นก้อนกลม แล้วยกลงให้คลายความร้อน ใช้มือแตะหัวกะทินวดแป้งให้เข้ากัน แบ่งแป้งเป็นก้อนกลมๆ ๕-๖ ก้อน แต่ละก้อนใส่สีตามชอบ ก่อนนำแป้งลงกดในพิมพ์ ทาพิมพ์ด้วยหัวกะทิบางๆ เสียก่อน เรียงขนมในลังถึงที่รองด้วยใบตอง แล้วนำไปนึ่งประมาณ ๒-๓ นาที เรียงใส่จาน ต่อจากนั้นก็เริ่มทำน้ำกะทิ ผสมน้ำตาลทรายและน้ำดอกมะลิลงในกระทะ ยกขึ้นตั้งไฟ คนให้ละลาย ใส่กะทิ เกลือป่น พอเดือด ยกลง ตักใส่ถ้วยโรยหน้าด้วยงาคั่ว
ทองหยอด
ส่วน ผสม: ไข่เป็ด ๒๐ ฟอง, แป้งหมี่ ๓ ถ้วย, น้ำตาลทราย ๖ ถ้วย, น้ำลอยดอกมะลิ ๘ ถ้วย
วิธีทำ: แป้งหมี่ผลสมลงในน้ำอุ่น ๑ ถ้วย นวดให้เข้ากันจนแป้งนิ่ม ต่อยไข่เอาแต่ไข่แดงนวดพอเข้ากัน ให้แป้งผสมกับไข่จนเหนียวขนาดพอหยอดได้ นำกระทะทองตั้งไฟใส่น้ำตาลทราย คนพอให้ละลาย กรองด้วยผ้าขาวบางเทใส่กระทะเดิมเคี่ยวพอน้ำเชื่อมเหนียวใช้ช้อนตักแป้ง กะหยอดขนาดเท่าหัวแม่มือ หยอดลงในน้ำเชื่อมให้มีลักษณะคล้ายหยอดน้ำ พอสุกจะลอยตัวขึ้น ตักใส่อ่างน้ำเชื่อม แล้วซงขึ้นใส่ถาด
ทอง ม้วน
ส่วนผสม: แป้งมัน ๓ ถ้วย, แป้งข้าวเจ้า ๑ ๑/๔ ถ้วย, น้ำตาลทราย ๑ ๑/๒ ถ้วย, น้ำกะทิ ๒ ๑/๔ ถ้วย, ไข่ไก่ ๑ ฟอง, งาขาว งาดำ คั่วไฟอ่อนๆ, น้ำมันสำรับทาพิมพ์
วิธีทำ: ต่อยไข่ผสมกับน้ำตาลทราย ตีให้เข้ากันจนน้ำตาลละลาย ร่อนแป้งลงไปนวดให้เข้ากัน ขณะนวดแป้งใส่หัวกะทิลงไปเรื่อยๆ จนกะทิหมด นวดประมาณ ๑๕ นาที สังเกตพอแป้งติดหลังมือใช้ได้ นำพิมพ์ทาด้วยน้ำมัน ตักแป้งใส่พิมพ์ ลองหยอดดู ถ้าแป้งแข็งเกินไป เติมหางกะทิ ถ้าแป้งใช้ได้แล้วใส่งาลงไปด้วย แล้วจึงตักหยอดปิ้งไฟพอเหลือง ม้วนเป็นสี่เหลี่ยม พับได้ หรือจะม้วนให้กลมก็ได้
จ่ามงกุฎ
ส่วนผสม: แป้งข้าวเหนียว ๑ ถ้วย, แป้งถั่วเขียว ๑/๒ ถ้วย, น้ำกะทิ ๔ กล่อง, น้ำตาลทราย ๕ ถ้วย, ถั่วลิสงคั่วหั่นบาง ๆ ๒ ช้อนโต๊ะ
ส่วนผสมแป้งรองขนม: แป้งสาลี ๓ ถ้วย, ไข่ไก่ เฉพาะไข่แดง ๓ ฟอง
วิธีทำแป้งรองขนม: นวดแป้งกับไข่แดง จนนิ่มมือ ถ้ายังแห้งอยู่จึงเติมน้ำ แล้วคลึงแป้งเป็นแผ่นบางๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒ เซนติเมตร ตัดให้เป็นทรงกลม ใส่ในถ้วยตะไล้ใช้มือกดเบาๆ ให้เป็นรูปก้นถ้วยตะไล ใช้ส้อมจิ้มให้ทั่ว จึงเอาไปอบพอสุกเหลืองนวลใช้ได้
วิธี ทำมงกุฎ: เอาแป้งข้าวเหนียวกับแป้งถั่วเขียวละลายกับน้ำกะทิ ๓ กล่องให้หมด กวนให้เข้ากันดี เทน้ำตาลทรายละลายกับน้ำกะทิอีก ๑ กล่องที่เหลือใส่หม้อ ยกขึ้นตั้งไฟเคี่ยวให้ละลายเป็นน้ำเชื่อม แล้วยกลง พอเย็นเทลงใส่ผสมกับแป้งที่ละลายกับน้ำกะทิทันที จากนั้นยกขึ้นตั้งไฟอ่อน ๆ กวนขนมจนแป้งเหนียวข้นยิ่งขึ้น สุกทั่วกันดีแล้วใส่ถั่วลิสง กวนให้เข้าด้วยกันดี ยกลงทิ้งไว้พออุ่น ปั้นเป็นก้อนกลมๆ เล็กๆ วางตรงกลาง ใช้มีดปลายแหลมผ่าเป็น ๖ พู เหมือนผลมะยม แล้วปั้นอีกก้อนเล็กๆ เท่าเม็ดถั่วเขียววางบนยอดขนม ใช้ทองคำเปลวตัดเป็นสี่เหลี่ยมเล็กๆ แตะตรงกลางยอดขนมเหมือนมงกุฎ เรียงใสจาน
ขนมบัวลอย
ส่วนผสม: แป้งข้าวเหนียว ๓ ถ้วย, แป้งมัน ๑ ถ้วย, กะทิ ๖ ถ้วย, น้ำตาลทราย ๒ ถ้วย, เกลือป่น ๑/๒ ช้อนชา, น้ำอุ่น ๒-๓ ถ้วย
วิธีทำ: ผสมแป้งข้าวเหนียว และแป้งมันเข้าด้วยกัน คอยใส่น้ำอุ่นลงไปทีละน้อย นวดจนแป้งเข้ากันดีจนนิ่มไม่ติดมือ แบ่งแป้งเป็นก้อน ใส่สีผสมอาหารตามชอบ แล้วนวดให้เข้ากันอีกครั้ง ปั้นแป้งเป็นก้อนกลมๆ ลวกในน้ำเดือดพล่าน พอแป้งสุกจะลอยขึ้น จึงตักใส่หม้อน้ำกะทิ
วิธีทำน้ำกะทิ: ต้มน้ำตาลทรายกับน้ำ ๑ ถ้วยในหม้อ คนจนน้ำตาลละลาย ใส่น้ำกะทิ และเกลือป่น พอเดือด ชิมรสตามชอบ ปิดไฟ
ขนมช่อม่วง
ส่วนผสม: แป้งข้าวเจ้า ๒ ถ้วย, แป้งข้าวเหนียว ๑ ช้อนโต๊ะ, น้ำดอกมะลิ ๑ ถ้วย, น้ำดอกอัญชันข้นๆ ๑/๔ ถ้วย, หัวกะทิข้นๆ ๑/๔ ถ้วย
ส่วนผสมไส้: ฟักปอกเปลือกหั่นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ๑/๒ ถ้วย, ถั่วลิสงคั่วทุบพอแตก ๑/๒ ถ้วย, งาขาวคั่วทุบพอแตก ๑/๓ ถ้วย, เกลือป่น ๑/๒ ช้อนชา, น้ำตายทราย ๑/๒ ถ้วย, มันหมูแข็งหั่นสี่เหลี่ยมเล็กๆ ๒ ช้อนโต๊ะ
วิธีทำไส้ขนม: ใส่เครื่องทั้งหมดลงในกระทะ ผัดคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วโรยน้ำตาลผัดคลุกอีกครั้ง ปิดไฟ ตักใส่ถ้วยพักไว้
วิธีทำ: ผสมแป้งข้าวเจ้าและข้างเหนียวเข้าด้วยกัน ใส่น้ำดอกมะลิลงไปทีละน้อย นวดแป้งไปเรื่อยๆ ประมาณ ๕ นาที จึงใส่น้ำดอกมะลิลงไปให้หมด ใส่น้ำดอกอัญชัน กวนให้เข้ากันแล้วกรองให้สะอาดใส่กระทะ กวนแป้งด้วยไฟอ่อนให้สุกล่อนในกระทะยกลงนวดให้เข้ากัน แบ่งแป้งเป็นก้อนๆ ปั้นให้กลม แผ่แป้งให้กระพุ้งอย่าให้บางมาก ใส่ไส้ลงไปหุ้มให้มิด จับจีบด้วยมือ หรือหนีบก็ได้ ให้มีลักษณะเป็นดอกไม้ แล้วนำไปนึ่งประมาณ ๕ นาที หรือจนสุก ก่อนยกลงพรมด้วยหัวกะทิข้นๆ
ฝอยทอง
ส่วนผสม: ไข่ไก่ ๑๕ ฟอง, ไข่เป็ด ๑๕ ฟอง, น้ำตาลทรายขาว ๖ ถ้วย, น้ำลอยมะลิ ๔ ถ้วย
วิธี ทำ: นำกระทะทองตั้งไฟใส่น้ำลอยมะลิกับน้ำตลทราย คนให้ละลายเข้ากัน กรองด้วยผ้าขาวบาง เทใส่กระทองเคี่ยวพอข้น ต่อยไข่เป็ดและไข่ไก่แยกไว้คนละชาม ตักน้ำค้างของไข่ออก แล้วจึงแยกไข่แดงออกจากไข่ขาว เอามารวมใส่ภาชนะเดียวกัน แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง รีดไข่ออกใส่ชามอ่าง ทำกรวยใบตอง หรือใช้อะลูมิเนียม เทไข่ไก่ใส่กรวย โรยในกระทะน้ำเชื่อมกำลังเดือด พอไข่สุก ใช้ปลายไม้ยาวแหลมสอยขึ้น แล้วส่ายไปมาในน้ำเชื่อมจนเส้นเรียบ จึงพับใส่เรียงในถาด ตักน้ำเชื่อมที่เหลือราดพอชุ่ม
อันนี้แถมให้เอาใจ สว.ด้วยกัน หุหุ
บัดนั้น พระยาพิเภกยักษี
เห็น พระองค์ทรงโศกโศกี อสุรีกราบลงที่บาทา
ทูลว่าพระลักษณ์สุริยวงศ์ ยังไม่ปลงชีวังสังขาร์
อันหอกโมกขศักดิ์อสุรา พรหมาประสิทธิ์ประศาสตร์ไว้
ให้ทรงอานุภาพฤทธิรุทธิ์ ต้องใครจะฉุดนั้นไม่ไหว
แต่มียาคู่หอกชัย ให้ไว้สำหรับแก้กัน
ขอให้ ลุกพระพายเทวัญ ไปห้ามสุริยันในชั้นฟ้า
อย่าเพิ่งรีบรถบทจร ข้ามยุคนธรภูผา
แล้วให้ไปเก็บตรีชวา ทั้งยาชื่อสังกรณี
ยังเขาสรรพยา บรรพต ปรากฏอยู่ยอดคีรีศรี
กับปัญจมหานที สรรพยาทั้งนี้มาให้ทัน
แม้น ว่าได้บดชโลมลง องค์พระอนุชาไม่อาสัญ
จะดำรงคงชีพชีวัน หอกนั้นก็จะหลุดขึ้นมา
ดีใจจังเลย
กว่าจะเป็น ก.เอ๋ย ก ไก่
กว่าจะเป็น ก เอ๋ย ก ไก่
นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 720 ปี มาแล้วที่เราคนไทยมีอักษรไทยไว้ใช้เป็นสัญลักษณ์ในการสื่อสารแทนคำพูด ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชที่ทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 1826
ดังหลักฐานที่ปรากฏในศิลาจารึก โดยรูปแบบอักษรเป็นลายสือไทยที่ดัดแปลงมาจากอักษรขอมและมอญโบราณ ทั้งนี้ยังไม่มีการตั้งชื่อกำกับในพยัญชนะภาษาไทย เป็นเพียงการออกเสียงพยัญชนะที่คล้ายคลึงกับปัจจุบัน เช่น กอ ขอ คอ เป็นต้น
การตั้งชื่อพยัญชนะในภาษาไทยไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้คิดขึ้นเป็นคนแรก จากหลักฐานเท่าพบในปัจจุบันสันนิษฐานว่าน่าจะเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2378 ที่มีการเล่นหวยขึ้นเป็นครั้งแรก แล้วมีการนำพยัญชนะไปกำกับตัวหวย เรียกกันว่า "หวย ก ข" ทำให้พยัญชนะภาษาไทยมีคำกำกับหวย ดังนี้
ก สามหวย ข ง่วยโป๊ ฃ เจียมขวย ค เม่งจู
ฅ ฮะตั๋ง ฆ ยี่ซัว ง จีเกา จ หลวงชี
ูฉ ขายหมู ช ฮกชุน ซ แชหงวน ฌ ฮวยกัว
ญ ย่องเซ็ง ฎ (ไม่มี) ฏ (ไม่มี) ฐ (ไม่มี)
ฑ (ไม่มี) ฒ (ไม่มี) ณ (ไม่มี) ด กวงเหม็ง
ต เรือจ้าง ถ พันกุ้ย ท เซี่ยงเจียว ธ ไท้เผ็ง
น เทียนสิน บ แจหลี ป กังสือ ผ เอียวหลี
ฝ ง่วนกุ่ย พ กิ๊ดปิ๊น ฟ เกากัว ภ คุณซัว
ม หุนหัน ย ฮ่องชุน ร กิมเง็ก ล เทียนเหลียง
ว แชหุน ศ (ไม่มี) ษ (ไม่มี) ส ฮะไฮ้
ห หม้งหลิม ฬ ง่วนกิ้ด อ บ้วนกิม ฮ เจี๊ยะสูน
ต่อมาปี พ.ศ. 2420 พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ขณะนั้นเป็นครูสอนในโรงเรียนหลวงได้เขียนเรื่อง "วิธีสอนหนังสือไทย" ลงในหนังสือมิวเซียม เล่ม 2 จ.ศ. 1239 ได้คิดคำกำกับชื่อพยัญชนะขึ้นใหม่ เพื่อสอนนักเรียนให้สามารถออกเสียงพยัญชนะได้ง่าย
โดยคิดเฉพาะพยัญชนะที่มีเสียงพ้องกัน 27 ตัว คือ ข ฃ ค ฅ ฆ ช ฌ ญ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ด ต ถ ท ธ น พ ภ ย ร ล ฬ เช่น ข ขัดข้อง, ฃ อังกุษ, ค คิด, ฅ กัณฐา, ฆ ระฆัง, ช ชื่อ, ฌ ฌาน เป็นต้น ส่วนพยัญชนะที่ยังไม่มีคำกำกับอีก 15 ตัว คือ พยัญชนะที่ไม่มีเสียงซ้ำซ้อนและพยัญชนะ ศ ษ ส
เฉพาะตัวที่มีเสียงพ้องกัน เช่น ข ขัดข้อง ฃ อังกุษ (อังกุษ หมายถึง ฃอของควาญช้าง ถ้าจะเขียนคำว่า ฃอของควาญช้าง ให้ใช้ ฃ หัวหยัก)
ค คิด กับ ฅ กัณฐา นี่หมายความว่า ถ้าจะเขียนคำว่า คิด ก็ใช้ ค หัวไม่หยัก ถ้าจะเขียนคำว่า ลำฅอ ให้ใช้ ฅ หัวหยัก
ตรงนี้ต้องหมายเหตุว่า ใครที่พยายามเอา ฅ หัวหยักมาเขียนคำว่า คน อย่างที่ ตั้งใจ "อนุรักษ์" กันอยู่ในเวลานี้ น่ากลัวจะผิดที่ผิดทางอยู่ เพราะแบบเรียน ก ข แต่ก่อน เขาใช้ ฅ เพื่อเขียนเฉพาะคำว่า ลำฅอ เท่านั้น ถ้าจะเขียนคำว่า คน ก็ใช้ ค หัวธรรมดา (ดูหนังสือ อักขราภิธานศรับท์ ของหมอบรัดเลย์ พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2416 เทียบเคียง) เพิ่งมาผิดเพี้ยนเป็น ฅ ฅน เสียเมื่อครูย้วน ทันนิเทศ แต่งแบบเรียนไว ใน พ.ศ. 2473 นี้เอง
ครูย้วนเผลอตัดคำว่า ลำฅอ ออก แทนที่ ฅ จะเป็น ฅ ลำฅอคน ลำฅอม้า หรือฅอเสื้อ ก็จึงเหลือแค่ ฅ ฅน ให้เป็นที่ลักลั่น และสงสัยมานับแต่นั้น
รายละเอียดและคำชี้แจงนอกเหนือจากนี้ ขอให้ดูเพิ่มเติมในข้อเขียนของ สุดแดน วิสุทธิลักษณ์ วารสารเมืองโบราณ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2541 สุดแดนอธิบายขยายความเรื่องนี้ได้ดีมาก
พ.ศ. 2442 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเริ่มคิดคำกำกับพยัญชนะครบทั้ง 44 ตัว ตีพิมพ์ในหนังสือแบบเรียนเร็วที่ทรงแต่ง แต่คำกำกับนั้น ยังไม่คล้องจองเป็นคำกลอน
คำกำกับชื่อพยัญชนะในภาษาไทยมีครบทั้งหมด 44 ตัว เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2442 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อครั้งที่ทรงดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมธรรมการ ได้ทรงพระนิพนธ์หนังสือแบบเรียนเร็วขึ้นจำนวน 3 เล่ม โดยในแบบเรียนเร็ว เล่ม 1 ตอนต้น ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 10 ร.ศ. 119 เป็นฉบับที่เริ่มลงคำกำกับพยัญชนะ ก ไก่ ข ไข่ ฃ ฃวด ค ควาย ฅ ฅน ไปจนถึง ฮ นกฮูก ซึ่งในการแต่งแบบเรียนเร็วนี้ เพื่อให้นักเรียนเรียนจบได้ภายใน 6 เดือนต่อปีการศึกษาหนึ่งๆ แทนการใช้แบบเรียนหลวง "มูลบทบรรพกิจ" ที่ต้องใช้เวลาเรียนไม่น้อยกว่าหนึ่งปีจึงจะจบหมดทั้งเล่ม
ก ไก่ คำกลอน เริ่มมีเมื่อครูย้วน ทันนิเทศ แต่งเผยแพร่ในหนังสือแบบเรียนไว พ.ศ. 2473 (พิมพ์สีเดียวคือสีดำ) ก ไก่ ครูย้วนซึ่งเริ่มต้นด้วยคำว่า ก เอ๋ย ก ไก่ ข ไข่ มาหา ฃ ฃวดน้องชาย ค ควายเข้านา ฅ ฅนขึงขัง ...มีคนท่องจำกันทั่วประเทศ โดยเฉพาะคนที่เกิดในรุ่นนั้น
จนถึง พ.ศ. 2490 เมื่อบริษัทประชาช่าง จำกัด พิมพ์ แบบเรียน ก ไก่ ชั้นเตรียม ออกมา ก ไก่ ฉบับครูย้วนก็ค่อย ๆ จางหายไปจากเมืองไทย เพราะ ก ไก่ ของประชาช่างพิมพ์แบบสอดสี มีภาพประกอบสวยกว่า นับแต่นั้นเด็กไทยก็จดจำ ก ไก่ ฉบับประชาช่างเป็นหลักเรื่อยมากระทั่งถึงปัจจุบัน ถึงจะมี ก ไก่ สำนวนอื่นแต่งขึ้นมาแข่ง ก็ดูจะยังสู้ กไก่ ฉบับประชาช่างไม่ได้
ก ไก่ ฉบับประชาช่างเป็น ก ไก่ ที่ดูคลาสสิก เริ่มแต่รุ่น 2490 ที่ใช้คนวาดภาพประกอบ และพิมพ์สอดสีอย่างง่าย ๆ ผู้ที่วาด ก ไก่ รุ่นนี้ เป็นใครกันแน่ยังไม่อาจระบุได้ เท่าที่ผู้เขียนพยายามสืบค้นเรื่อยมา ก็ยังจับไม่มั่นคั้นไม่ตาย เพราะไม่มีการลงลายเซ็น หรือระบุชื่อทิ้งร่องรอยใด ๆ ไว้เลย
ต่อเมื่อประชาช่างมายักเยื้องพิมพ์ แบบหัดอ่าน ก. ไก่ สำหรับนักเรียนอนุบาลขึ้นอีกแบบ เมื่อราว ๆ พ.ศ. 2534 จึงปรากฏลายเซ็นของคนวาดขึ้นเป็นครั้งแรก ตรงมุมล่างของรูป ก ข ค ง
ลายเซ็นนั้นเขียนคล้ายตัว ย กับ ล ผสมกัน ภายหลังเมื่อหนังสือ แกะรอย ก ไก่ พิมพ์ออกไปแล้ว ปรากฏว่าทายาทของผู้วาดได้โทรศัพท์มาหาผู้เขียนบอกว่า เดาถูกแล้ว ย กับ ล คือนายยล มงคลรัตน์ นามเดิมของท่านคือ ยู่เก่ง ล่อเฮง ท่านผู้นี้เคยวาดภาพรามเกียรติ์ ที่ระเบียงวัดพระแก้วด้วย ทว่าน่าเสียดายที่ผู้เขียนไม่มีโอกาสไปพบคุณยล
ก ไก่ ของประชาช่างพิมพ์ออกมาหลายครั้งมาก เรียกว่าพิมพ์แล้วพิมพ์อีก จนนับครั้งไม่ถ้วน ยุคแรกพิมพ์เป็นลายเส้น สอดสี เริ่มต้นด้วยรูปไก่กำลังก้าวเท้า และกำลังขัน ถ้าจะให้เดา ก็อยากจะเดาว่าวาดโดยคุณยล มงคลรัตน์
ต่อจากนั้นเป็นภาพชุด ฉันรักพ่อ พ่อรักฉัน ฉันรักแม่ แม่รักฉัน ฉันมีพี่ ฉันมีน้อง ภาพช่วงนี้ ดูฝีมือแล้วผู้เขียนอยากเดาว่า เป็นฝีมือของ มนตรี ว.น. ซึ่งก็อีกนั่นแหละ ท่านผู้นี้ยังหาประวัติไม่ได้อีกเช่นกัน แม้ปัจจุบันก็ยังไม่ทราบแม้นามสกุลเต็ม
สุดท้ายเป็นภาพชุด กาเอ๋ยกา บินมาไวไว มาจับต้นโพ โผมาต้นไทร ลีลาการวาดคล้ายชุด ก ข ข้างหน้า จึงอยากจะเดาว่าคงเป็นฝีมือคุณยล
ภาพเหล่านี้ ในยุคปัจจุบันถูกตัดออกบ้าง กลายเป็นฝีมือคนอื่นวาดเลียนแบบบ้าง ส่วน ภาพ ก ข ใน แบบเรียน ก. ไก่ ชั้นเตรียม (ยุค 2490) ซึ่งปัจจุบัน (ยุค 2544) ใช้ว่า แบบเรียน ก. ไก่ อนุบาล ถูกปรับเปลี่ยนเป็นภาพถ่ายทั้งหมด
ต่อมามีผู้คิดดัดแปลงเรียกเสียงพยัญชนะทั้ง 44 ตัว ให้มีชื่อหรือตัวอย่างที่ใช้คู่กันเพื่อให้ท่องจำได้ง่าย ในยุคหนึ่งเมื่อเริ่มเรียนหนังสือ เราทุกคนจะท่อง ก ไก่คำกลอน ซึ่งมีที่มาจากหนังสือ ก ไก่ ฉบับประชาช่าง จนติดปากกันมาและยังจำได้ขึ้นใจจนถึงทุกวันนี้ว่า
ก เอ๋ย ก ไก่ ข ไข่ ในเล้า ฃ ฃวด ของเรา ค ควาย เข้านา
ฅ ฅน ขึงขัง ฆ ระฆัง ข้างฝา ง งู ใจกล้า จ จาน ใช้ดี
ฉ ฉิ่ง ตีดัง ช ช้าง วิ่งหนี ซ โซ่ ล่ามที ฌ กะเฌอ คู่กัน
ญ หญิง โสภา ฎ ชฎา สวมพลัน ฏ ปฏัก หุนหัน ฐ ฐาน เข้ามารอง
ฑ นางมณโฑหน้าขาว ฒ ผู้เฒ่า เดินย่อง ณ เณรไม่มอง ด เด็ก ท่องนิมนต์
ต เต่า หลังตุง ถ ถุง แบกขน ท ทหาร อดทน ธ ธง คนนิยม
น หนูขวักไขว่ บ ใบไม้ ทับถม ป ปลา ตากลม ผ ผึ้งทำรัง
ฝ ฝา ทนทาน พ พาน วางตั้ง ฟ ฟัน สะอาดจัง ภ สำเภา กางใบ
ม ม้า คึกคัก ย ยักษ์ เขี้ยวใหญ่ ร เรือ พายไป ล ลิง ไต่ราว
ว แหวน ลงยา ศ ศาลาเงียบเหงา ษ ฤษีหนวดยาว ส เสือ ดาวคะนอง
ห หีบใส่ผ้า ฬ จุฬาหน้าผยอง อ อ่าง เนืองนอง ฮ นกฮูก ตาโต
ความหมายแฝง อักษรไทย ก-ฮ
ก.ไก่ เป็นสัตว์ตื่นเช้าที่สุด เลย ให้มาเป็นอักษร ตัวแรก เพื่อ เตือนให้คนไทย ขยันขันแข็ง
ข.ไข่ เป็นดอกผลของ ไก่ แต่จะมีความเปราะบาง ต้อง ถนถถนองให้ดีดี อย่าปล่อยทิ้งละเลยสังคม
ฃ.ฃวด เป็นวิถีชีวิตของคนไทยที่ เตือนไว้ว่า แม้จะดื่มกิน ให้มีสติไว้ มิฉะนั้น อาจมีสิ่งใด แตกหักได้
ค.ควาย ฅ. ฅน เป็นวิถีชีวิต ของคนไทย การอยู่ร่วมกัน ระหว่าง ฅน และธรรมชาติ โดยให้ ฅน มาทีหลัง ควาย คือ โง่ มาก่อนฉลาด อย่า อวด ฉลาด หาก ยัง ไม่รู้จัก โง่ ก่อน
ฆ.ระฆัง ให้หมั่นประชุมเป็นนิตย์ อย่าได้ ละเลย การพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ง.งู ต้องกล้าคิดกล้าทำกล้าแสดงความคิดเห็น
จ.จาน ต้องรู้จัก การอาสาสเจีอจาน เข้าทำนอง จ.จานใช้ดี
ฉ.ฉิ่งตีดัง ช.ช้าง วิ่งหนี ให้รู้จักการใช้การทำงานเล็ก ๆ ให้เกิดผลกระทบต่อสังคม ในวงกว้าง โดยไม่ต้องคิดการณ์ใหญ่
ซ.โซ่ ล่ามที หาก สังคมเตลิด จากการกระทำใดใด ให้รู้จักยั้บยั้งเอาไว้ ด้วย ขนบธรรมเนีบมบ้าง
ฌ.เฌอ คู่กัน ให้รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ระหว่าง คน และธรรมชาติ
ญ.หญิงโสภา ฑ.มณโฑ หน้าขาว บอกใบ้ให้เห็นว่า สตรี เป็นเพศที่สวยงาม และต้องเอาใจใส่ให้มาก อย่าได้ละเลยลืมเลือน
ฏ.ชฏาสวมพลัน เป็นแง่คิดให้เห็นถึง ยศฐาบรรดาศักดิ์ ว่า ไม่จีรัง ครับ คล้าย ๆ กับหัวโขน
ฎ.ปฏัก และ ฐ.ฐาน เป็นอักษร คู่กัน ที่จะทำงานอะไร ที่ฉับไว เที่ยงตรง ต้องมีรากฐาน หรือมีเหตุผลรองรับ อย่างชัดเจนมั้นคง
ฒ.ผู้เฒ่าเดินย่อง เป็นการสะท้อน ว่า ผู้หลักผู้ใหญ่จะทำอะไรต้องระมัดระวัง ให้ถี่ถ้วน อย่างโผงผาง
ณ.เณรไม่มอง ด.เด็ก ต้องนิมนต์ เป็นอักษรคู่กัน แทนการเปรียบเทียบ ๒ สถาบัน ระหว่างศาสนา และ ฆาราวาส ว่า เมื่อพระท่านมองข้ามสิ่งใด ละเลยสิ่งใด ต้อง ช่วยกันเตือนได้ ไม่ใช่ละเลยไปหมด
ต.หลังตุง ถ.ถุงแบกหาม เป็นอักษรคู่เช่นกัน ที่เปรียบว่า ทั้งหมด มีหน้าที่ของตัว และต้องทำให้ดีทีสุด ตามสภาพ ที่มีและเป็นอยู่
ท.ทหารอดทน นี่ชัดเจน ว่า แทน ข้าราชการ ว่า ต้องมีน้ำอดน้ำทน ทำงานไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย เพื่อชาติ
ธ.ธง คนนิยม เป็นภาพสะท้อนให้คนรักชาติบ้านเมืองครับ ให้เห็นแก่ประโยชน์ของชาติอันดับแรกเลย
ภ.สำเภากางใบ สะท้อนว่า หากจะค้าขายไกล ๆ ต้องพัฒนาศักยภาพของตนเองให้สอดรับกับ สถานการณ์ต่าง ๆ ครับ
ร. ล. ว. เป็นอักษรชุด ๓ ตัว เรียง ที่มาสะท้อน ถึงวิถี ชีวิต ของคนไทยมี่ จะมีส่วนเกี่ยวข้อง กับ ธรรมชาติ น้ำ สัตว์ และการฝีมือ ที่งดงาม เป็นเอกลักษณ์ ของชาติ
ษ.หนวดยาว ศ.ศาลา ส.เสือดาวคะนอง สามสอ นี้ เป็นภาคตัวแทนของ อุปนิสัยใจคอของคนไทยว่า รักสงบ(ษ.) โอบอ้อมอารีย์(ศ.) แต่ ใจนักเลง (ส.)
อ.อ่างเนืองนอง เป็นสัญญลักษณ์ ย้ำว่าคนไทย ต้อง มีจิตคิดเพื่อคนอื่นเสมอ ก่อนคิดเพื่อตัว
ฬ.จุฬาท่าผยอง สะท้อนว่า ริจะเป็นผู้ปกครอง ริจะอยู่เหนือ คนอื่น ต้อง ต้านทานอุปสรรคนานาได้ คล้ายกับว่าว จะขึ้นสูงต้องต้านแรงลมได้
ฮ.นกฮูกนั้น สะท้อนว่า คนไทย ขยัน ครับ ตั้งแต่เช้า (ไก่) ยันค่ำ(นกฮูก) มีสัตว์ที่ตื่น อยู่ตลอดเวลา
เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป พยัญชนะ ฃ และ ฅ ถูกยกเลิกใช้ และวิธีการท่องจำพยัญชนะของเด็กรุ่นใหม่ยังแตกต่างไปในแต่ละโรงเรียนอีกด้วย แต่ทั้งนี้ยังมีบทกวีอีกบทหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับพยัญชนะไทยของเรา เรื่อง "ก ก่อ ขอ เขียน" ของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ (กวีนิพนธ์) ประจำปี พ.ศ. 2536 ดังนี้
๏ ก ไก่ไปเรียน ข ไข่ไปเขียน ฃ ฃวดขายของ ค ควายไปนา
ฅ ฅนน่ามอง ฆ ระฆังดังก้อง ง งูชูคอ จ จานจอใจ
ฉ ฉิ่งฉาบชัย ช ช้างยืนรอ ซ โซ่ร้อยสร้อย ฌ เฌอช้อยช่อ
ญ หญิงงามลออ ฎ ชฎาเกี้ยวเกล้า ฏ ปฏักปักดิน ฐ ฐานตั้งถิ่น
ฑ มณโฑอยู่เหย้า ฒ เฒ่าไหว้เถร ณ เณรพระเจ้า ด เด็กยังเยาว์
ต เต่าเข้านา ถ ถุงทองคำ ท ทหารมีธรรม ธ ธงนำหน้า
น หนูสร้างรัง บ ใบไม้สร้างป่า ป ปลาสร้างท่า ผ ผึ้งสร้างรวง
ฝ ฝาใฝ่ฝัน พ พานพัวพัน ฟ ฟันดาบควง ภ สำเภาสินค้า
ม ม้าหมอกม่วง ย ยักษ์ลักล้วง ร เรือล่องลอย ล ลิงหลอกเจ้า
ว แหวนเกลี้ยงเกลา ศ ศาลาเฝ้าคอย ษ ฤๅษีตาไฟ ส เสือลายพร้อย
ห หีบห่วงห้อย ฬ จุฬาลอยลำ อ อ่างข้างโอ่ง ฮ นกฮูกอยู่โพรง
จากบทท่องจำที่มีมาแต่ในอดีต
มาถึงยุคนี้ พศ.นี้ ได้มีการดัดแปลงบทอาขยานไปเป็นแบบอื่นอีกมากมาย
ทั้งที่เป็นบทกลอน ก.ไก่
ก.ไก่ การเมือง
ก.ไก่ ก.กิ๊ก
และอื่นๆอีกมากมาย ทั้งดีและไม่ดี
จึงขอยกตัวอย่างมาเก็บไว้ในที่นี้ ครับ
ก.ไก่ใส่กลอน
ก.ไก่หมายถึงไก่ใช่เรื่องแปลก ข. ไข่ใครทำแตกใช่เรื่องขำ
ฃ. ขวดเลิกใช้เขาไม่ทำ ค. ควายนำไถนาอยู่ทุกวัน
ฅ. คนขึงขังยังไม่ช่วย ฆ. ระฆังแสนสวยด้วยสีสัน
ง. งูใจกล้าถูกฆ่าฟัน จ. จานนั่นมีไว้ใส่แกงงู
ฉ. ฉิ่งตีดังฉิงฉิงฉับ ช. ช้างไม่ขยับยืนมองอยู่
ซ. โซ่ล่ามไว้ให้คนดู ฌ. กระเฌอขึ้นคู่อยู่ริมทาง
ญ. หญิงโสภาน่าถนอม ฎ. ชฎาสวมพร้อมงามมิสร่าง
ฏ. ประตักปักไว้ใกล้ใกล้นาง ฐ. ฐานสร้างเอาไว้ใช้นั่งนอน
ฑ. มณโฑหน้าขาวสาวชาวยักษ์ ฒ. ผู้เฒ่าหลงรักดวงสมร
ณ. เณรเคร่งครัดจัดจีวร ด. เด็กง่วงนอนร้องไห้กวน
ต. เต่าหลังตุงแทนพุงป่อง ถ. ถุงใส่กลอนจนพองอ้วน
ท. ทหารถือหอกและถือทวน ธ. ธงล้วนนิยมสมชื่อไทย
น. หนูมากมายได้เคยเห็น บ. ใบไม้ยามเย็นลมพัดไหว
ป. ปลาว่ายวนพ่นน้ำไป ผ. ผึ้งบินใกล้ต้องรีบแจว
ฝ. ฝาทนทานชำนาญปิด พ. พานตั้งชิดอยู่เป็นแถว
ฟ. ฟันครบคู่ดูวาวแวว ภ. สำเภาพร้อมแล้วเริ่มเดินทาง
ม. ม้าเอาไว้ขี่ดีที่หนึ่ง ย. ยักษ์หน้าบึ้งซ้ำตาขวาง
ร. เรือพายงัดคัดท้ายพลาง ล. ลิงค่อนข้างจะซุกซน
ว. แหวนก็สวยเกินจะแจก ศ. ศาลามีแขกพักหลบฝน
ษ. ฤาษีรักการดัดตัวตน ส. เสือไม่มีขนคนไม่มอง
ห. หีบใส่ผ้าสีขาวเด่น ฬ. จุฬาน่าเล่นคลายหม่นหมอง
อ. อ่างร่ำลือชื่ออ่างทอง ฮ. นกฮูกนั้นต้องมีตาโต
วิธีการท่องจำพยัญชนะที่แตกต่างกันไปในแต่ละยุคสมัยนั้นไม่ได้มีกฎเกณฑ์ใดเป็นหลักบังคับใช้ที่แน่นอน หากขึ้นอยู่กับวิธีการที่จะทำให้ผู้เรียนจดจำได้ง่าย สิ่งสำคัญคือ การใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องของเราคนไทยทุกคนที่จะเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ในการอนุรักษ์ภาษาไทยของเราให้คงอยู่สืบไปจนถึงชนรุ่นหลัง
ก.เอ๋ย ก.ไก่ การเมือง
ก เอ๋ย ก. โกงเงินประเทศ ข ขอออกนอกประเทศ
ค เครื่องบินไทยคู่ฟ้า ฆ โฆษกพูดปด...นานาสารพัน
ง งุบงิบขายหุ้น จ จนหมดประเทศ
ช ชั่วทั้งสภา ซ ซีทีเอ็กซ์ โคตรแพง/ ซี 130 โนคอร์ต
ฌ ฌาปนกิจนาย ก เร็วๆ ญ หญิงจารุวรรณอดทน
ฎ ฎีกาไม่โปร่งใส ฏ ปฏิปักษ์แผ่นดิน
ฐ ฐานเสียงคืออีสาน ฒ เฒ่า สู้เพื่อ ในหลวง
ฑ มณเฑียร (มหาชน) ณ ณรงค์ใจกล้า
ด ดาวพุธแสลงใจ ต ต่างชาติฉันรัก
ถ ถลุงเงินคลัง ท ทหารตีกอล์ฟ
ธ ธงทอง สมุนใคร น หน่อย เลียขา
บ บริโภคของนอก ป แปรรูปเพื่อชาติ
ผ ผบ.ตร. ครองเมือง ฝ ฝากครรภ์เดือน 7
พ พานทองเทียม ฟ ไฟฟ้านิวเคลียร์
ภ ภพหน้าอย่าเจอแม้ว ม เมืองไทยรายสัปดาห์
ร รัฐบาลขายชาติ ล ละโมบกิเลสหนา
ว วิษณุ ข้างกาย ศ ศพตากใบ
ษ ภาษีมันแดกจัง ส สามหนาหน้าหวย
ห หุ้น ปั่นสนุกจัง ฬ จุฬา อุ๋งอิ๋ง
อ โอนอำนาจผูกขาด
ฮ เฮงเป็นนักการเมืองเงินไหลมาเทมา ตาโต...
ก.เอ๋ย ก.กิ๊ก
ก.กิ๊ก หาไม่ยาก ไม่ลำบากแค่ม่อไว้
ข.ไข่ ไขหัวใจ ไช้คารมนิยมกัน
ฃ.ขวด ชวนดวดเหล้า เมื่อกิ๊กเราสนิทกัน
ค.** ใช้เรียกกัน เมื่อแฟนท่านเป็นกิ๊กเรา
ฅ.ฅน ค้นหาไป ค้นหาใคร ถูกใจเขา
ฆ.ระฆัง ดังปลุกเร้า ให้ใจเราเส่ากระสั่น
ง.งู อยู่บนหัว มีกันทั่ว ตัวเราท่าน
จ.จูบ จูบเธอนั่น สุดระส่ำ สำราญใจ
ฉ.ฉิ่ง หญิงกิ๊กคู่ เพลินเพลินอยู่ มิสนไข่
ช.ช้าง ช่างประไร เรื่องหัวใจ ไม่เกี่ยวกัน
ซ.โซ่ อย่าเซ่อซ่า แฟนเดินมา พากิ๊กหลบพลัน
ฌ.เฌอ บอกเธอนั่น แค่เพื่อนกัน มิมีไร
ญ.หญิง นั่นโปรดรู้ ผู้ชายเจ้าชู้ พิสูจน์ดูได้
ฎ.ชฎา พาสวมใส่ ต่อหน้าแฟนไซร้ จำต้องใส่ชฎา
ฏ.ปฏัก รักแอบซ่อน สาววัยละอ่อน ร่อนหัวใจมา
ฐ.ฐาน มิพานช้า รากฐานแน่นหนา พาแฟนเชื่อใจ
ฒ.เฒ่า เธอไม่** อุตส่าห์โม้ หลายนาที
ณ.ณรงค์ จงต่อสู้ บอกให้รู้ ให้ชัดเจน
ด.เด็ก ที่เธอเห็น เป็นเพียงเพื่อนโปรดเชื่อที
ต.เต่า เธอไม่** อุตส่าห์โม้ หลายนาที
ธ.ธำรงค์ อันวงนี้ พี่ให้น้องแต่ผู้เดียว
ท.ทูน หัวของ**จ๋า เชื่อเถิดหนา เธอมะเกี่ยว
ถ.โธ่ถัง ม่อตัวเดียว ทำเราเสียว เกือบเลิกกะแฟน
น.น้องหนู ต้องระวัง เจอครั้งหน้าอย่าเกาะแขน
บ.บอก บอกกับแฟน ที่เกาะแขน แค่น้องกัน
ป.ปลา ปลอดเรื่องแล้ว หัวใจแป้ว แป่วนะนั่น
ผ.ผึ้ง ผู้กิ๊กกัน ความสำคัญ ต้องรองแฟน
ฝ.ฝ่อ เธอจับได้ เราให้ใครไปควงแขน
พ.พอ พอแล้วแฟน จะหวงแขนมิแบ่งใคร
ภ.สำเภา เราเขารู้ พินิจดู พอรู้ได้
ม.ม่อ กันต่อไป ตราบหัวใจยังกิ๊กกัน
ย.หยุด พอแฟนรู้ เธอไม่อยู่กิ๊กต่อพลัน
ร.เรา เรากิ๊กกัน แสนสุขสันต์ สำราญใจ
ล.ล่อ หลังป้อกิ๊ก ระรี้ริก กิ๊กชอบใจ
ว.ว๊า พาหน่ายใจ กิ๊กบอกไม่ เมนเธอมา
ศ.เศร้า เฉาเลยนี่ โถได้ที่ หนีแฟนมา
ษ.ษอ อะไรหว่า ตูจะบ้า ขอผ่านไป
ส.เสือ หิวโซเซ โอ้ละเห่ แสนเสียใจ
ห.หา ลาก่อนนู๋ เดี๋ยวแฟนตรู เค้ารู้ทัน
อ.อ่วม แน่เลยฉัน ถ้าแฟนนั้น เค้ารู้ที
ฮ.นกฮูก ตัวสุดท้าย ก่อนจากไปในวันนี้ ท่องไว้ นะเด็กดี หากคิดมี(กิ๊ก)ไว้แก้เซ็ง
และนอกจากนี้ ประเทศที่เป็นเหมือนบ้านพี่เมืองน้องของเรา
คือ ประเทศ ลาว
ก็มีอาขยานท่องอ่าน คล้ายๆเราเหมือนกัน
แต่จะมีไม่ถึง 44 ตัวเหมือนของไทย เพราะตัวที่ออกเสียงซ้ำลาวจะใช้ตัวเดียว เช่น คำที่ออกเสียง ข ถ น พ ส ฯลฯ และได้ผูกร้อยบทกลอน คำคล้องจองที่ไพเราะจำขึ้นใจอีก คือ
ก กาดำปี้เฮียกชื่อตนเอง ข ขวานสับฟาดฟันมวลไม้
ค แคนเข้าหมอลำแสนม่วน ง ง้าวงามงาดเงื้อเข่นฆ่าหมู่ศัตรู
จ เจียบินเจิดเจ้ยซอกแซ่วหาอาหาร ส เสียมสับก่นดินเสียหญ้า
ย ยิงจริงแจบแจ้งกิริยาย้อยเงื่องาม ด เดือนดูแจ่มแจ้งยามเมื่อวันเพ็ง
ต ตาดีดั่งมณีดวงล้ำ ถ ไถนี้ไถนาปลูกหว่าน
ท ทุงลาวล้านช้างควรเอื้ออ่มสงวน น นาบ่อนปลูกข้าวเลี้ยงหมูมวลมนุษย์
บ บาตรมีนำพระเที่ยวบิณยามเช้า ป ปลาเลี้ยงเป็นอาหารได้ง่ายง่าย
ผ ไผ่บ้านมีไว้ประโยชน์หลาย ฝ ฝนตกพ่างพื้นผลปลูกเงยงาม
ฟ ไฟนี้มีคุณทั้งโทษ พ พูผากำหนดแนวนทีน้ำ
ม แมวหมอบจอบลี้คอยท่าครุบหนู ย ยางรถแม่นล้อพาแล่นแวนไว
ร รถยนต์ขี่ดีไปฟ้าว ล ลาวกล้าฮักษาแดนประเทศ
ว วัดมีประโยชน์ไว้คนไหว้สู่วัน ห ไหน้ำไหปลาแดกมีคุณ
อ แอบสุบคอควายคราดไถนาข้าว ฮ เฮือไม้เฮือเหล็กลอยล่องข้ามแม่น้ำไปได้ดั่งใจ
สุขใจจริงๆได้ย้อนอดีตอันงดงาม
เห็นไหมครับ ไท้ก๋าหยิ่น แต่ละท่าน ล้วนเป็น "กูรู" กันทั้งนั้น พวกเรามาช่วยกันเติมเต็มความทรงจำที่ดีงามในวัยเด็กของพวกเรา ทำให้ จิตใจมีความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้น ถ้าลำพังคนเดียว ก็นึกยังไง ก็นึกไม่ออก อย่างกาพย์เห่ชมเครื่องคาว-หวานและผลไม้ ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ของเรา ไหงชอบมาก จำได้เพียง 2-3 บท ตอนน้องชิงชิงยังแบเบาะ ไหงชอบร้อง กล่อมเขา หงาเก้เล่าผอ บอกว่า เก่งจริง ยังจำอยู่ได้ยังไง ไหงก็ตอบไปว่า "ก็ฉันเรียน แบบ เรียนจริง ๆ นี่นา ไม่ได้เรียนแล้วคืนครูไปเสียที่ไหนกันเล่า"
นานมามากแล้ว นานจนเกือบจะลืมไปเสียทีเดียว ยังโชคดี ที่มีอาโก ต่าง ๆ รวมทั้งอาจี้ เชง ช่วยจุดประกาย ไหงเข้าใจว่า ทุก ๆ ท่าน คงจะมีความสุข เช่นเดียวกันกับไหง่ ต้องขอขอบพระคุณ อาฉีโก อาฮยุ๋งโก อาจี้เชง และไท้ก๋าหยิ่น ที่ได้ช่วยกันเติมเต็มความสุข และเติมความทรงจำที่ดี ให้แก่กันและกัน อันนี้แหละครับ ที่ทำให้ คนในวัยอย่างพวกเรา นี้ มีความกระชุ่มกระชวยขึ้น เป็นจิตวิทยาที่เป็นจริงแท้แน่นอน เห็นไหมครับ ได้อ่านแล้ว สดชื่น ถึงแม้ใจจะสั่นไหว เมื่อนึกถึงครั้งอดีต ที่สวยงาม
ขอขอบพระคุณ สำหรับ บทเห่เรือเครื่องคาวหวาน ที่ทำให้ ไหง่ ได้บันทึก ความทรงจำอันนี้ ได้อย่างบริบูรณ์ ขอขอบพระคุณ สำหรับ วีดีโอ อาแปะเม้ง ป.ปลา ที่ทำให้ ลูกสาวไหง่ได้เห็น สิ่งที่อาปาเขาชื่นชอบ ในยามที่เขายังไม่เกิด ขอขอบพระคุณ สำหรับ บทละครเรื่อง "หอกโมกขศักดิ์" ของล้นเกล้า พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้ารัชกาลที่ 6 ถูกไหมครับ? ขอขอบพระคุณ สำหรับ บทเรียน ก.ไก่ แต่ละยุค แต่ละสมัย สุดท้ายได้เห็นหน้าปก ในสมัยของตัวเอง....ฟื้นความทรงจำได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญ ได้ใช้เป็นประโยชน์ให้ลูก ๆ ดูว่า ในสมัย ของ ป่าป๊า มาม๊า ได้เรียนกันอย่างไร...
เสียน้ำตาให้กับบล๊อคนี้ไปหลายรอบแล้ว และยังพร้อมที่จะเสียอีกหลาย ๆ ครั้ง ถ้าเป็นการเสีย...ที่มีความสุข อิอิ
นี่แหละครับ พลังแห่งความสามัคคีแห่งพวกเราทั้งหลาย....
เห็นไหมครับ ว่า...พวกเรา...ได้กำไร กว่า ญาติพี่น้องของพวกเรา ที่ ถ่องซาน เพราะพวกเรา ได้ตั้ง 2-3 ต่อ (วัฒนธรรม) ใช่ไหมครับ
อย่าหยุดกันแค่นี้นะครับ กรุณาช่วยกันนึกและนำมาลงอีก นี่ไปตักน้ำตามาจากบ่อไว้รอแล้วนะครับ(ฮา)
ยังอยู่ในความทรงจำ(ถึงแม้ไม่เคยเรียน)
เฉินซิ่วเชง เจ่เจ๋ เอาสาระดีดี ที่ยังอยู่ในความทรงจำมาให้กันอีกแล้วครับพี่น้อง ไหงเป็นนักเรียน ป.1 ถึง ป.6 รุ่นสุดท้ายที่เรียน ภาษาไทยในหลักสูตรเก่า ดังนั้น ไท้ก๋าหยิ่น หรือ อาโกทั้งหลาย ที่แก่กว่าไหง่ ก็ไม่ได้เรียน มานะ มานี เช่นเดียวกัน เพราะ ไหงอยู่ ป.2 เขาก็เริ่มใช้ มานะ มานี นี้ ใน ป.1 หรือ ว่า ไหง อยู่ ป.6 มานะมานี เริ่มใช้ กับ ป.1 อะไรประมาณนี้ จำไม่ได้ แต่จำได้อย่างเดียวว่า เป็นเด็กประถม รุ่นสุดท้าย ที่เรียนหลักสูตรเก่า และมานะมานี ก็ตามมา ให้ น้อง รุ่นถัดไป ปีนึง ได้เรียน
ถึงแม้ไม่ได้เรียนมานะมานี แต่ได้ อ่าน อย่างสนุกสนานและมีความสุข มาก ๆ ตั้งแต่ ป.1 ถึง ป.6 จบเลยครับ อยากเห็นบรรยากาศของบ้านเรา ย้อนยุคไปในสมัยนั้น จริง ๆ เลย ขอเรียนทุกท่านตามตรงเลยนะครับ ไหง รู้สึกผูกพันธ์ กับบทเรียนใหม่ของรุ่นน้อง ในบทนี้มาก ไหงว่า เป็นตำราเรียน ภาษาไทย ที่ "คลาสิค" มากที่สุดครับ ท่านใด มีเก็บสะสม ตั้งแต่ ป.1-ป.6 ทั้งชุด ถ้ามีหลายชุด ไหงขอประมูลสักชุดได้ไหม?
เมื่อประมาณสักปีกว่า ๆ ได้อ่านในบทความในหนังสือพิมพ์รายวัน เกี่ยวกับการเล่าถึงประวัติท่านอาจารย์สุภาพสตรีวัยชราท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ประพันธ์หนังสือแบบเรียนแสนสุดจะคลาสิคเรื่องนี้ ท่านใดที่มีความเก่งกาจสามารถในเรื่องการดึงข้อมูลจากเว็ป อย่างเช่น เจ๊เชง และอาฮยุ๋งโก และ อาฉีโก คนเก่งของไหง่ ทั้งนั้นเลย หาประวัติของความเป็นมาของอาจารย์ท่านนี้ และเรื่องราวเกี่ยวกับ ตำราเรื่องนี้ และ ยังสามารถหาซื้อได้ที่ไหน ไหงว่า น่าจะมีชมรมหรือแฟนคลับ มานะ มานี ปิติ ชูใจ เจ้าแก่ ฯลฯ ที่น่ารักของพวกเรา อยู่นา
ข้าเจ้ารับไว้สืบเนื่องแล้วเจ้า
เฮามีอะหยัง-ตี๊-เหมือนกั๋น-หลายอย่าง
ขออภัยไท้ก๋าหยิ่นด้วยนะครับ ที่ต้องใช้ภาษาล้านนาในการตอบ-ส่ง-กันระหว่าง ไหง กับ เจ๊เชง ถือเสียว่า ไท้ก๋าหยิ่น ได้ของแถมเป็นภาษาล้านนาด้วย ก็แล้วกันนะครับ-ตอเซี้ย (อันที่จริง ไหง และ หลาย ๆ ท่าน รวมถึง เจ๊เชง มีช่องทางการติดต่อกัน 3 ช่องทาง คือ 1.หน้าไมล์ คือหน้าชุมชนของเรา 2.จดหมายอีเมลล์ และ 3.โทรศัพท์ ครับ พวกเราหลาย ๆ ท่าน ก็ติดต่อกันในลักษณะเช่นนี้กัน ใช่ไหมครับ-หน้าไมล์บ้าง หลังไมล์บ้าง สนุกดีครับ แล้วแต่ กาละ-เทศะ ครับ)
เจ๊เชง ครับ ขอฮื้อเจ๊ ทำก๋าน ทำงาน ต๋ามตี๊เจ๊ มีภาระ ตี๊ต้อง ฮับ ผิด ชอบ อยู่ อย่าง ม๋วนงัน เน้อ ขอฮื้อเจ๊ ได้สำเร็จ ใน ก๋านตี้ เจ๊ได้ฮับมอบหมาย แล้วอย่าง ตี๊ไหง บอกเน้อครับ ว่า ก๋านทำงาน คือ ก๋านปฏิบัติธรรม เหมือนตี้ไหง เอา กำ กำ นี้ มาจากท่าน อาจ๋าน พุทธทาส อินทปัญโญ ปราชญ์ ของ ไทยพุทธ แห่งศตวรรษที่ ซาว (20) นั่น นะ ครับ
ไหงยินดี ตี้ เจ๊เชง มีความก้าวหน้า ในก๋าน ปฏิบัติ ตามแนวทาง ตี้เจ๊ เดินอยู่ แหม อย่าง ยินดี จ๊าดนัก ครับ ตี๊ เจ๊ สื่อกับอาเม เจ๊ได้ อันนี้แหละครับ ตี๊พระพุทธเจ้าทรงบอกว่า ก๋านเข้าถึงธรรม เป๋น "ปัจจัตตังเวทิตัปโภวิญญูหิ." ไหงมี อย่างนี้ ตี้เหมือนกับเจ๊เชง นะครับ ก้อยอู้กั๋นหลังไมล์ หรือ วันตี้เจ๊เชง มาแอ่ว ถึง บ้าน ไหง แหมอย่าง เฮามีแนวกำกึ๋ด ตี้เหมือนกัน ทัศนคติเหมือนกัน เป๋นศิษย์ฮ่วมสำนักเฮียน เหมือนกั๋น เป๋น ไทยล้านนา เจื๊อสาย ฮั่นฮากกาเหมือนกั๋น หลาย ๆ ท่านในชุมชนของเฮา ไท้ก๋าหยิ่น ก่อมี แนวกำกึ๊ด และ ทัศนคติ อุดมก๋าน เหมือนกันตึงชุมชน ครับ เพราะว่า เฮาเป๋น ลูกหลานฮากกา นั่นเอง ครับ