圣寿无疆 หน้าแรก
HakkaPeople(Thai) ชุมชนชาวฮากกา Hakka people .  
ที่ใดมีตะวันขึ้น ที่นั้นมีชาวจีน ที่ใดมีชาวจีน ที่นั้นมีเค่อเจียเหริน hakkapeople.com

ต้น-หยก 2010-07

รวมคำถาม ต้น-หยก  เดือน กรกฏาคม 2010

 

ดูรายการย้อนหลัง ทั้งหมด คลิกที่ [ขึ้น]


ตั้งค่าการแสดงผลความคิดเห็น

Select your preferred way to display the comments and click "Save settings" to activate your changes.

เห่วโป้ยโอ๊ย/ฟ้าเยนเจ๋    

     ขอเพิ่ม ต้น หยก ต่อกันอีกสองเรื่อง ให้ไถ่ก๊า ร่วม หยก กันต่อเลยนะครับ

          เรื่องแรก 
    
     หยิด ก้าย โอ๊ย ทู่ ล่าย โม่ย  (แม่พาลูกชายหญิง)
     บุก เฉียน อื๋ม ทู่ ทู่ เห่ว โป้ย  (หน้าบ้านไม่พาพาไปหลังบ้าน)
     เลน สี ทู่ ปัก ซั้น เถว เหลี่ยว  (บางทีพาไปปีนเขาเที่ยว)
     เลน หฮ่า ทู่ เถียว หมี่ สุ้ย โห้ย  (บางทีพาไปโดดำน้ำทะเล)

          เรื่องที่สอง

     เถว ส่อง เลวี่ยง เถี่ยว ซี้  (บนหัวมีหนวดสองเส้น)สองเส้นหนวด)
     ซิ้น จอก ฟ้า เสด ยี้  (ร่างกายสรวมเสื้อลาย)ลายเสื้อ)
     ฟ้า เหยน จ้อ  ซั้ง เส่  (ทำงานสวนดอกไม้)สวนดอกไม้ทำงาน)
     ลุ้ง เห่ หมอ ชอ คี้  (ล้วนไม่ยอมนั่งไม่ยอมยืน)

พระจันทร์ตกน้ำ

อยู่ที่ว่าใครอยู่ที่ไหน

เรื่องแรกยังไม่มีใครตอบ เห่วโป้ยโอ๊ย ตอนแรกคิดว่าเป็นแม่เป็ดพาลูกเป็ด ก็ว่าไม่ใช่ บอกว่าล็อกซาน มี่สุ้ย ก็อ๋อไม่ดวงจันทร์ ก็ดวงอาทิตย์ เป็นดวงจันทร์น่าจะถูกกว่า ในคืนวันเพ็ญ ถ้านั่งอยู่ชายทะเลที่หันไปทางทิศตะวันออก เช่นหัวหินหรือชะอำ กับใครบางคน นั่งชมดวงจันทร์ดวงโตๆ สีแสดๆ กำลังโผล่พ้นน้ำ และเงาสะท้อนที่ระยิบระยับ มันช่างแสนโรแมนติก คนที่อยู่ทะเลตะวันตกก็เช่นเดียวกันก็จะเห็นดวงจันทร์ตกทะเลไป หรือผู้ที่อยู่ตามไร่นาป่าเขา ก็จะเห็นกันอีกแบบขึ้นจากยอดเขา และก็ตกลับเขาไป

เงี้ยดโอ๊ย

เป็นดวงจันทร์ครับ คุณอาคม สมัยก่อน ยามเสร็จจากงานสวนผัก อาแม้ไหงจะพาไป นั่งสพานท่าน้ำ ประมาณทุ่มกว่า สองทุ่ม คืนพระจันทร์ข้างขึ้นก็จะพูดเป็นคำแต้จิ๋วให้ฟังว่า"หงว้ยด บอ ไอ๊ เกียว เกี้ย ตอ เอ่า ไป๊" แล้วก็จะเล่าเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับดวงจันทร์ ดวงดาวต่าง ๆ ให้ฟัง เช่น ฉิดกูเซ้น ฉิดจี่โหม่ย ฉิดตำชาหลอ ชิดหลู่โหล่ย ฯ.ไหงก็จำได้ไม่หมดละครับ ถึงตอนนี้ถึงมานึกเสียดาย ก็สายโด่งแล้ว...วกเข้าพระจันทร์อีกที ก็อย่างที่ต้นไว้ ตามที่ คุณอาคม หยกมานั่นแหละ ถ้าบางทีเราไปอยู่ใกล้ที่มีภูเขา ก็จะเห็นพระจันทร์พาลูก ๆ ปีนเขา ลงเขา แต่ถ้าพาสาวไปนั่งชมจันทร์บนชายหาดอย่างคุณอาคมแล้ว ก็จะเห็นพระจันทร์พาลูก ๆ ไปดำน้ำทะเลบ้าง โผล่จากทะเลบ้างละครับ ที่จริง ไม่ใช่พระจันทร์พาไป แต่เป็นเราพา(สาวไปชม)พระจันทร์ต่างหาก.....เฉลยเสร็จ ก็ให้สงสัยอยู่ว่าหงีพาใครไปนั่งที่หัวหิน ชะอำ ทำไมถึงไม่เป็นแหลมสิงห์ เมืองจันท์ฮะฮะฮะ    

รูปภาพของ อาฉี

มี่ฟุง

ข้อแรกนึกไม่ออก

ข้อสองขอเดาว่า "มี่ฟุง" ตรงวรรค 1 กับ 3

แต่วรรคสุดท้ายว่า ไม่นั่ง/ไม่ยืน นี้ยังไม่แน่ใจว่าไม่นั่งด้วยก้น ไม่ยืน 2 ขา เป็นเกาะหรือคลานเท่านั้น พออนุโลมได้เปล่า

ส่วนวรรคที่ 2 นี้ ดูมาหลายพันธ์  ล้วนสวมเสื้อดำ กระโปงลายแทนได้เปล่า(ฝากรูปเป็นเกร็ดความรู้ให้เด็กๆ ด้วยครับ)

 

ดังนั้น ข้อนี้ยังมีโอกาสเป็นอื่นได้อีก เชิญรวมสนุกกันเข้ามานะครับ

มี่ฟุง/เม็ดพุ้ง

    อาแม้ไหง เป็นคนแต้จิ๋ว ที่ตั้งแต่ไหงรู้ความ กี๋จะพูดกับลูก ๆทุกคนเป็นขักว้อยตลอด บางคืนจันทร์กระจ่าง ก็จะออกไปนั่งที่ท่าน้ำสพาน นั่งชมธรรมชาติรอบ ๆ บ้าง พูดเรื่องถองซั้นให้ฟังบ้าง ค่อนเซ้น ค่อนเงี้ยดก๊วงบ้าง แล้วแกก็นึกได้บางอย่าง ต้น หยก ในข้อแรก ก็มาจากสิ่งต่าง ๆ ในบรรยากาศนี้ครับ ส่วนข้อสองที่คุณอาฉีตอบมา ถ้าเรามาพิจรณากันแล้วระหว่าง เหยนกุ๊งหงิน 2คน คือ เม็ดพุ้ง(ผึ้ง) กับฝูเที้ยบ หรือหวองยับเซ่น(ผีเสื้อ) น่าจะอนุโลมว่าถูกทั้งคู่ครับ ผึ้งตามรูปใส่กระโปรงลาย เสื้อไม่ลาย แต่เวลาที่เราเห็นมันในภาพรวมแวบแรกก็คือ ตัวลาย(เป็นฟาซ้ำไป) ส่วนที่ว่าไม่นั่งไม่ยืน ก็มาจาก กิริยาอาการของมัน คือเสร็จงานจากดอกนี้ ก็ไปดอกโน้น ดอกโน้น ไม่มีพักนิ่ง ๆ จะเห็นมันเกาะกับที่ก็ตอนที่มันถึงรังเท่านั้น เลยเรียกตามสำนวนว่า หมอคี้ หมอช้อ ตอนมันจ้อซั้งเส่(ทำงาน)
     ส่วนผีเสื้อ ตารูปที่ไหงได้นำมานั้น จุดใหญ่ที่เห็นว่าลายนั้น น่าจะเป็นที่ปีกมากกว่า แต่เวลาที่เรามองเห็นมัน เราก็จะบอกว่าผีเสื้อลายตัวนั้น ๆ คือเรียกรวมตามภาพที่เห็น ไม่ทันได้ไปแยกแยะว่ามันจะลายตรงไหน แต่เท่าที่ไหงสังเกตุ(ส่วนตัว)เห็นว่ามันต่างกับผึ้งตรงที่ เคยเห็นมันเกาะนิ่ง ๆ ช้อเตียมเตี๊ยม คล้าย ๆ กับหลับคาโต๊ะที่ทำงาน(อู้งาน)ก็เคยเห็น ดังนั้นถ้าว่ากันไปที่น่าจะเป็นไปได้มากกว่าในวรรคสุดท้าต้องเป็น ผี้งครับ

 

   ผึ้ง จัดอยู่ในประเภทสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ไฟลัมอาร์โธรพอด จัดเป็นแมลงชนิดหนึ่งอาศัยรวมกันอยู่เป็นฝูงโดยส่วนใหญ่จะออกหาอาหารเป็นน้ำหวานจากเกสรของดอกไม้ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อพืชในการผสมพันธุ์ ผึ้งทำงานกันเป็นระบบมีผึ้งนางพญาเป็นหัวหน้าใหญ่

มนุษย์รู้จักผึ้งมานาน 7000 ปีแล้ว กษัตริย์ Menes ของอียิปต์โปรดให้ผึ้งเป็นสัญลักษณ์แห่งอาณาจักรของพระองค์

ลักษณะทั่วไปของผึ้ง แบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน คือ

1.    ส่วนหัว ประกอบด้วยอวัยวะรับความรู้สึกต่าง ๆ ที่สำคัญ คือ

1.   ตารวม มีอยู่ 2 ตา ประกอบด้วยดวงตาเล็ก ๆเป็นรูปหกเหลี่ยมหลายพันตา รวมกัน เชื่อติดต่อกันเป็นแผง ทำให้ผึ้งสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆได้รอบทิศ

2.   ตาเดี่ยว อยู่ด้านบนส่วนหัว ระหว่างตารวมสองข้าง เป็นจุดเล็ก ๆ 3 จุด อยู่ห่างกันเป็นรูปสามเหลี่ยม ซึ่งตาเดี่ยวนี้จะเป็นส่วนที่รับรู้ในเรื่องของความเข้มของแสงทำให้ผึ้งสามารถแยกสีต่าง ๆ ของสิ่งของที่เห็นได้ ฟริช ดาร์ล ฟอน ได้ทำการศึกษาและพบว่าผึ้งสามารถเห็นสีได้ 4 สี คือ สีม่วง สีฟ้า สีฟ้าปนเขียวและสีเหลือง ส่วนช่วงแสงที่มากกว่า700 มิลลิไมครอน ผึ้งจะมอบเห็นเป็นสีดำ

3.   หนวด ประกอบข้อต่อและปล้องหนวดขนาดเท่า ๆ กันจำนวน 10 ปล้องประกอบเป็นเส้นหนวด ซึ่งจะทำหน้าที่รับความรู้สึกที่ไวมาก

2.    ส่วนอก จะกอบด้วยปล้อง 4 ปล้องส่วนด้านล่างของอกปล้องแรกมีขาคู่หน้าอมปล้องกลางมีขาคู่กลางและด้านบนปล้องมีปีกคู่หน้าซึ่งมีขนาดใหญ่หนึ่งคู่ส่วนล่างอกปล้องที่ 3 มีขาคู่ที่สามซึ่งขาหลังของผึ้งงานนี้จะมีตระกร้อเก็บละอองเกสรดอกไม้และด้านบนจะมีปีกคู่หลังอยู่หนึ่งคู่ที่เล็กกว่าปีกหน้า

3.    ส่วนท้อง ส่วนท้องของผึ้งงานและผึ้งนางพญาเราจะเห็นภายนอกเพียง 6 ปล้องส่วนปล้องที่ 8-10 จะหุบเข้าไปแทรกตัวรวมกันอยู่ในปล้อง ที่7 ส่วนผึ้งตัวผู้จะเห็นเจ็ดปล้อง 

(คุณอาฉี ไหงลงไม่ได้ ลบไม่ออก ต้องวานหงีด้วยครับ ตอเซี่ย) 

ไปแทรก



สมัยตอนผมเด็กๆ แถวบ้านนี่ ผีเสื้อเยอะมากๆเลยครับ เวลาไปน้ำตกเอราวันจะมีซุ้มข้างทาง เป็นดงผีเสื้อ เยอะมากๆเลย สมัยนี้ ผีเสื้อน้อยลงไปมากๆครับน่าเสียดายจริงๆ

ผีเสื้อคืออะไร

ผีเสื้อ คือ สัตว์ปีกอีกชนิดหนึ่งที่มีสีสรรสวยงามเเต่มีอายุไม่ยืนยาวขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์จะมีผีเสื้ออยู่มากดังนั้นผีเสื้อก็
เป็นเครื่องบ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ดังนั้นเราควรรักษาผีเสื้อ
ให้อยู่คู่กับป่าตลอดไป

ผีเสื้อก็เหมือนกับเเมลงทั่วไป 
คือเป็นสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง มีขาเป็นปล้องจำนวน 6 ขามีกระดูกสันหลังอยู่นอกลำตัวห่อ 
หุ้มอวัยวะต่างๆไว้ ร่างกายประกอบด้วย 3 ส่วนด้วยกันคือ
หัว อกเเละท้อง ซึ่งเเต่ละส่วนเป็นที่ตั้งของอวัยวะสำคัญ

 

การเจริญเติบโตของผีเสื้อแตกต่างจากบรรดาแมลงชนิดอื่นทั้งหลายโดยปรากฏเป็นจตุวัฏจักร ดังนี้ คือ 1. ระยะไข่ (Egg Stage) 2. ระยะบุ้ง (Caterpillar Stage หรือ Larva Stage)3. ระยะดักแด้ (Pupa Stage หรือ ChrysalisStage) และ 4. ระยะเจริญวัย (AdultButterfly Stage หรือ Imago Stage)

อนึ่งมีความเชื่ออย่างแพร่หลายว่าผีเสื้อมีวงจรชีวิตสั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพรรณผีเสื้อบางพรรณอาจมีอายุเพียงหนึ่งสัปดาห์ ในขณะที่บางพรรณมีอายุยาวถึงหนึ่งปีโดยส่วนใหญ่จะมีอายุยาวในระยะบุ้งในขณะที่แมลงชนิดอื่นอาจหยุดการเจริญเติบโตได้ในระยะไข่หรือระยะดักแด้แล้วจึงดำเนินชีวิตต่อไปในฤดูหนาว

ในภาวะการสืบพันธุ์แบบปกติแล้วตัวเมียจะผสมกับตัวผู้ครั้งเดียวเท่านั้นแต่ตัวผู้จะผสมกับตัวเมียได้หลายตัว เมื่อผสมพันธุ์กันแล้วตัวเมียจะหาที่วางไข่บนใบ และลำต้นของพืชอาหารการเลือกพืชอาหารสำหรับไข่จะเป็นความสามารถเฉพาะตัวของผีเสื้อพรรณ (specie) นั้น ๆตรวจสอบกลิ่นพืชโดยใช้หนวดและขนบริเวณปลายขาซึ่งมีเส้นประสาทรับกลิ่นสัมผัสกับตำแหน่งที่วางไข่ก่อนวิธีการนี้ทำให้ผีเสื้อสามารถวางไข่บนพืชอาหารของตัวเองได้อย่างถูกต้อง

ก่อนวางไข่ ตัวเมียมัก

ระยะวางไข่ผีเสื้อโดยทั่วไปตัวเมียจะวางไข่ประมาณหนึ่งร้อยฟองมีอายุ 5-7 วันและในหนึ่งร้อยฟองนี้ใช่ว่าจะเกิดเป็นผีเสื้อหนึ่งร้อยตัวในธรรมชาติเลยอัตราการรอดของผีเสื้อกลายมมาเป็นแมลงปีกสวยแค่ร้อยละ 2 เท่านั้นที่เหลือต้องสวมบทบาทเป็นเหยื่อของนกและแมลงบางชนิดไปหรืออาจจะถูกลมฟ้าพัดพาไข่ให้ล่องลอยไปหมดโอกาสเป็นผีเสื้อในวันข้างหน้า

ดังนั้นวิธีการหลบเลี่ยงศัตรูของผีเสื้อจะใช้วิธีการพรางตัวให้กับใบไม้กิ่งไม้บางครั้งหากไม่สังเกตจะไม่รู้ว่ากิ่งไม้แห้งมีผีเสื้อหลบภัยอยู่ผีเสื้อส่วนใหญ่วางไข่ในลักษณะกระจาย คือ ไม่วางไข่ทั้งหมดอยู่บริเวณเดียวกันจะวางเพียง 1-2 ฟองเท่านั้นตำแหน่งที่วางไข่อาจแตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่มักวางไข่ด้านล่างของใบพืช

ไข่ของผีเสื้อมีลักษณะของขนาดรูปร่าง สีสัน และลวดลายแตกต่างกันไป โดยขนาดของไข่นั้นจะเล็กมากดังนั้นจำเป็นต้องอาศัยกล้องจุลทรรศน์ในการศึกษาไข่ของผีเสื้อเปลือกไข่ประกอบด้วยสารไคตินที่เป็นสารชนิดเดียวกับเปลือกลำตัวของผีเสื้อและแมลงชนิดอื่นๆและเมื่อมองผ่านกล้องจุลทรรศน์จะพบรูเปิดเล็กๆเรียกว่า ไมโครพาย (micropyle)เป็นรูที่ทำให้น้ำเชื้อตัวผู้เข้าไปผสมกับไข่ของตัวเมียได้

สัดปุดซี่/ปันก๊อไถ่

     วันนี้ขอเชิญไถ่ก๊ามาร่วมทาย ต้น-หยก กันต่ออีกสองเรื่องนะครับ

          เรื่องแรก

     ซิบ ซิ่ว ซ้า ปุด คี่(สิบมือรวบไม่ไป)
     เกี้ยม ต๊อ สัด ปุด ซี่(กระบี่ ดาบฆ่าไม่ตาย)
     จ้อ เถียน เกวี๊ยง ทอง อื๋อ(ทำนาเลี้ยงปลา)
     ลุ้ง ช้อก เชี่ยง กี่ ตี้(ล้วนต้องเชิญมันไปดูแล)

          เรื่องที่สอง

     เฮวี้ยง ถี่ ปัน ก๊อ ไถ่(พี่น้องสูงเท่ากัน)เท่ากันสูง)
     ฉุด หมุน เจ้ว ปี้ ไส่(ออกจากบ้านวิ่งแข่งกัน)
     เฉียน เจ้ว เห่ว ตุ๊ย หัง(หน้าวิ่งหลังไล่ตาม)
     ซู้ หยัง สื่อ ปุด ไถ่(แพ้ชนะกันไม่มาก)เรื่องไม่ใหญ่)
 

หนึ่งวันไม่น้อยกว่าหกแก้ว

เรื่องที่หนึ่งขอทายว่า น้ำ ส่วนไม่กล้าฟันธง ขอยกให้คุณอาคมก็แล้วกัน

555 6 555 เสียงหัวเราะไม่ใช่หวย

แจวซิ้นสุ่ย 

เพื่อนไหงให้ไหงช่วยหยกแทน

ข้อ 1 ยืนยันตามกิ่มหมิ่นโก๊  คือ น้ำนั่นเอง

ข้อ 2 ยางรถยนต์ สูงใหญ่เท่ากันเหมือนฝาแฝด

วิ่งตามกันไปแข่งก็ไม่ชนะ ล้อหลังต้องตามเสมอ

ตุ้ยอื่มตุ้ย  555 6 555

 

เลขที่ออก...

     ล่อหยาปุ๊นไช่เพี่ยว สงสัยงวดนี้คงมีลุ้น ฮะฮะฮะ...

     ปั๊นถุงตุ้ยครับ ทั้งที่คุณกิ่มหมิ่น หยกข้อแรกว่าน้ำ และบุ๋นเชี้ยงก๊อ ยืนยันข้อแรก หยกว่าน้ำ และข้อสองว่า ล้อรถยนต์...

     วันนี้ได้ทั้งสองท่านมาช่วยเล่น ต้น หยก พร้อมกัน เลยจะขอชวนหงีทั้งสอง หากมี ต้น ที่สามารถนำมาหยกได้แล้ว ช่วยนำมาลงเถิดครับ โดยเฉพาะ กิ่มหมิ่นล่อซื้อ เห็นหงีเคยนำมาลงแล้ว ก็เงียบไป ได้โปรดนำมาลงให้ไถ่ก๊า และอนุชน ของพวกเรา ได้ดูต้นตำหรับ ต้น หยก อันแท้จริงด้วยเถิด ขอบคุณมากครับ ขดบคุณ

      สุ้ย หรือน้ำ เป็นสิ่งสำคัญต่อมนุษย์,สัตว์ และพืชผักทุกชนิด โดยเฉพาะคนเรา ต้องใช้ทั้งการอุปโภคและบริโภค ถ้าขาดน้ำแล้ว เราคงไม่สามารถดำรงชีพอยู่เป็นปรกติสุขแน่นอน...

     ช้าหลิน ล้อรถยนต์ ล้อหน้าวิ่งนำ ล้อหลังวิ่งตาม ต้องเป็นปรกติของมันเช่นนี้ ถ้าเปลี่ยนเป็น วิ่ง ๆ ไปแล้วล้อหลังวิ่งแซงล้อหน้า ลองหลับตาคิดได้เลย ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

     เคยอยู่ครั้งหนึ่ง ไปเที่ยวเมืองประวัติศาสตร์ กำแพงเพชร เช้าตรู่ก็เข้าไปแล้ว เดินดู ๆ อยู่ดีดี เอ้าล้อรถที่ไหนไม่รู้ วิ่งกระดอนมาล้อเดียว อีกสามล้อ ไม่ได้วิ่งตามมาด้วย ถามดูได้ความว่า รถยางแตก ไปปะมา แล้วเวลาใส่กลับ ช่างลืมกวดน้อต ก็เลยเอวังครับ...

     ก็เลยพอดีนึกอะไรได้บางอย่าง คิดว่าเป็นต้น หยก แถมแล้วกัน สำนวนเดียวกัน แปลงนิดหน่อย แต่ก็อร่อยดี แต่จะไม่แปลให้นะครับ...ชี่โก้ยค่อน

            เฮวี้ยง ถี่ เชวี่ยง จ้อ ไถ่

          ฉุด หมุน เต้ว ปี้ ไส่

          เฉียน เจ้ว เห่ว เซี้ยน หัง

          ซู้ หยัง สื่อ ฉิ่ว ไถ่.....                                                 

 

 

สอนจื้อ/ปุ๊ย???

      ขอนำต้นหยกวันนี้มาลงอีกสองเรื่องต่อกันไปเลยนะครับ

          เรื่องแรก

     หยิด ตุ้ย เซ่ สอน เจ้ว ซี ตุ๊ง(หนึ่งคู่เรือน้อยวิ่งตก ออก)

     ซิบ ไก้ ขัก หงิน ช้อ ฮอย จุ๊ง(สิบผู้โดยสารนั่งตรงกลาง)

     ทั่ง หงิด หัง หลู่ มอ ถิน เหียด(ทั้งวันเดินทางไม่หยุดหย่อน)

     หย่า ปู๊ ขัก เจ้ว อั๊ว คุง คุ้ง(ค่ำแล้วผู้โดยสารไปแล้วก็จอดว่าง ๆ)

          เรื่องที่สอง

     ปุ๊ย หยิด เท่า ต้อ(บินแป๊ปเดียวจอด)

     หยุ่ง ซิ้ม เถว ช้อ(ใช้ทรวงอกนั่ง)

     เกวียก ก๊อ กว้อ เถว(ขาสูงเกินหัว)

     ฮับ ซิด เชี้ยง ช่อ(ชอบกินหญ้าเขียว)เขียวหญ้า)

แจวซิ้นสุ่ย

หยกหงียากมากเลย  ไหงเดาไม่ออกจริ๊งจริ้ง จริงจริง

นี่มีคนอื่นบอกให้นะเนี่ย  ขอตอบดูซิว่า  ถูกหรือผิด

ข้อที่ 1  ขอตอบว่า  รองเท้า 1 คู่  ใช่ไหม๊ 555 6 555

      หยิด ตุ้ย เซ่ สอน เจ้ว ซี ตุ๊ง(หนึ่งคู่เรือน้อยวิ่งตก ออก) ก็รองเท้าคู่นึง ซ้าย - ขวา

     ซิบ ไก้ ขัก หงิน ช้อ ฮอย จุ๊ง(สิบผู้โดยสารนั่งตรงกลาง) นิ้วเท้า 2 ข้าง 10 นิ้ว

     ทั่ง หงิด หัง หลู่ มอ ถิน เหียด(ทั้งวันเดินทางไม่หยุดหย่อน) เท้าใส่รองเท้าใช้เดินทั้งวัน

     หย่า ปู๊ ขัก เจ้ว อั๊ว คุง คุ้ง(ค่ำแล้วผู้โดยสารไปแล้วก็จอดว่าง ๆ) ตกเย็นถอด รองเท้าจึงว่างเปล่า

ไหงไม่ได้คิดเองเพราะคิดไม่ออก  แต่เพื่อนบอกมาอีกที

ถูกหรือเปล่าเนี่ย  ไถ่ก๊า

 

 

รูปภาพของ อาฉี

คิดออกข้อเดียว

เริ่มคึกคัก

ไหงว่า หวุนเชี้ยงกอ และ อาฉี ตับตุ้ยเหลี่ยว เข้ามาเล่นกันเยอะๆสนุกดี ข้อสองที่อาฉีตอบมานั้น ฮากกาว่า ฉ่อหม่าง เฉ่าหม่าง grasshopper,locust ส่วนข้อแรก แว้ปแรกไหงก็คิดว่าเป็นเรือข้ามฟ้าก แต่มาคิดอีกทีเจาะจงผู้โดยสารเพียง10คน ไหงก็ว่าหวุนเชี้ยงกอตับตุ้ยเหลี่ยว

รองเท้า/ตั๊กแตน

     ขอบคุณ คุณอาคมมากครับ ที่ช่วยสรุปให้ไหง  ข้อแรกที่บุ๋นเชี้ยงก๊อ หยกมา เป็น หงินจอกเหครับ คือ รองเท้า มันพา ผู้โดยสารทั้งสิบ ไปเหนือ ล่องใต้ สุดแต่จะให้มันไปไหน วันทั้งวัน ไม่ได้หยุด ได้หย่อน นอกจากจะถึงที่พักนั่นแหละ เจ้าเรือน้อยสองลำจึงจะหยุดพัก แล้วที่เลข 5556555นั่น เป็นเลขงวดหน้าหรือเปล่าครับ อาก๊อ ถ้าใช่ไหงจะได้ ลองเล่นดู ฮะฮะฮะ
     อีกข้อหนึ่ง คุณอาคมตอบถูกครับ คุณอาฉี ของหงีมีแต่รูปมา แต่ไม่ได้ตอบ เลยไม่รู้ว่าตอบว่าอะไร ฮะฮะ..... เป็น ช่อมั่ง ฉ่อหม่าง หรือตั๊กแตนครับ มันนอกจากจะชอบกินหญ้าสดแล้ว ใบผักมันก็ชอบเหมือนกัน ที่บ้านทำสวนผัก เคยเห็นมันกินผักบ้าง แต่ก็ไม่เคยเห็นมันจะทำลายร้ายแรงมากมายนัก มันเป็นแมลงที่มีขาคู่หลังที่ยาวแข็งแรงมาก ขนาดเคยจับมันที่ขาหลังข้างหนึ่ง ปรากฎว่า มันใช้ขาที่เหลือเพียงข้างเดียว สามารถดีดขาข้างที่ถูกจับทิ้งไป เหลือขาเพียงข้างเดียวได้ 

ฮ้อกเกวียกทับช้า

จ้อเซ่งินถุนซังสี(สมัยเป็นเด็กรุ่น)                                                                                                                                                        
 
ฮับคี่หวองก๊าเถียนเหลี่ยว(ชอบไปสนามหลวงเที่ยว)


ต้อป้ายเหลียวกลี้ป้ายซูไจ๊เหียด(ครั้นถึงวันเสาร์ อาทิตย์ โรงเรียนหยุด)

ฉิ่วฉิมหยาโอ๊ย ท่อซิบพัดเฉียน(ไปขอเงินพ่อแม่มาสิบบาท)

เซ่เหลียวง ต้าปั้นห้อ(อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ)

ตับฉองมุ้ยสอน หยิดเท่าฉิ่วหลอยต้อ(โดยสารเรือหางยาวพักเดียวก็มาถึง)

ถ่าช้างเมวี่ยงหลองต้อซ้องสอน(ท่าช้างวังหลวงขึ้นเรือ)

ชิดหังหยิดหฮ่าจื้อ ฉิ่วต้อหวองก๊าเถียน(เดินตรง เป๊ปเดียวก็ถึงสนามหลวง)

ส่งเหนียน หวองก๊าเถียน หฮั่นยิ้ว ตั้ดหลัดนัก (สมัยก่อนสนามหลวงยังมีตลาดนัด)

ไกหวองก๊าเทียนฝิน วุยหวุยจ้อน(ริมขอบรอบ ๆ สนามหลวง)

ยิ้วเหม่ค่าเถ่มุดเขี่ยนลอยหม่าย(มีแม่ค้านำของมาขาย)
 
ยิ้วไกหม่ายซ้ำคู่(มีบ้างขายเสื้อผ้า)

หม่ายซิดมุด(ขายของกิน)
 
หม่ายซ้องสุ้ย(ขายน้ำแข็ง)

หม่ายกว้อจื้อ หม่ายสู่ หม่ายเถวซั้ง(ขายผลไม้ ต้นไม้ ขายสัตว์) ฯลฯ

 
กาม้อเตี้ยวหว่าอื๋มเลี่ยว(อีกมากมายบรรยายไม่หมด)

ลี่หวองก๊าเถียนตุงอ๊อง(ที่กลางท้องสนามหลวง)

ยิ้วสั่งซิบปั๊นซ่อยเกวียกทับช้า(มีเกือบสิบเจ้าให้เช่าจักรยาน)

หยิดปั๊นยิ้วซังปักจักช้า(เจ้าหนึงมีเกือบร้อยคัน)

เถ่หล่อยปุ๊นเซ่หงินซ่อยฮ้อกทับ(เอามาให้เด็กเช่าหัดขี่)

หยิดเตี้ยมจุ๊งซ่อยจู๊ เลวี่ยงพัดเฉียน (ชั่วมงหนึ่งค่าเช่าสองบาท)

ไก่ซังสี่ หฮั่นฮ้อกทับ ปั้นล่อนปั้นช่อน(ตอนที่ยังหัดขี่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ)

ปั้นหว่อย ปั้นอื๋มหว่อย(ครึ่งเป็น ครึ่งไม่เป็น)

ทุกซู้ เต้นอื๋มเตดต้อมังมั้งซูไจ๊เหียด(เรียนหนังสือรอเมื่อไหร่จะให้โรงเรียนหยุด)

จั้งยิ้วห้อหล่อยคี่หวองก๊าเถียนต้อฮ้อกทับเกวียกทับช้า(ถึงจะได้ไปสนามหลวงหัดขี่จักรยาน)
 
ลีหวองก๊าเถียนไกซ่อยเกวียกทับช้า(ที่สนามหลวงเจ้าให้เช่าจักรยานนี้)

กี่ปุ๊นหงินฮ้อกทับยิ้วสั่งเตี้ยมจุ๊ง(เขาให้เช่าได้ประมาณหนึ่งชั่วโมง)

เกียหงินฉิ่วหล่อยตุ๊ยท่อจ้อนคี่(เจ้าของก็มาตามทวงกลับไป)

กับปั่นจิ้วสี่ เหม่ดช้าห้อ ฉิ่วตู้กี๊ (ก็พอดี เล่นรถเสร็จ ก็ท้องหิว)

ฉิ่วคี่เก๊นเตี้ยมซิ้มพู่ คี่เก๊าไต้ปั้นเถียวซิด (เลยไปหาร้านอาหารไปสั่งกวยเตี๋ยวกิน)

ไกซังสี่หยิดว่านปั้นเถียว เหลียวกเชียนเหงน(สมัยก่อนกวยเตี๋ยวหนึ่งชาม หกสลึง)

หยิดถุ่ยพักซ้อง หมอซ่อนเฉียน(น้ำแข็งเปล่าหนึ่งแก้ว ไม่คิดเงิน)

เหมดห้อ เหลี่ยวห้อ ซิดห้อ ฉิ่วตับฟ่อสอนจื้อจ้อนบุกค้า(เล่นเสร็จ

เที่ยวเสร็จกินเสร็จ ก็ลงเรือแท็กซี่กลับบ้าน)

เต้นหฮ่าก้ายป้าย จั้งฟั้นหล่อยคี่(รออาทิตย์หน้าค่อยไปใหม่)
 

ฝุง จิด จิ๊ด,เซ่ หอ

สวัสดีครับ วันนี้คิวไหงกลับมา ต้น อีกเชิญไถ่ก๊า หยก ต่อดูว่าจะเป็นอะไรนะครับ

 เรื่องแรก
   ฟุง ฝุง จิด จิ๊ด(สีแดงจี๊ด)
หงัด หงิน ซี่ ชิด(กัดคนบรมเจ็บ)
จ้อ สื่อ ถุง ซิ้ม(ทำอะไรพร้อมใจ)
ลุ้ง ขิ่ม เกน ซิด(ล้วนขยันหากิน)

เรื่องที่สอง
    ยิ้ว หยิด เถียว เซ่ หอ(มีลำน้ำเล็กสายหนึ่ง/มีหนึ่งสายเล็กลำน้ำ)
ฟุ้ง ต้า  หม่า หมุ่ย หมอ(ลมพัดตี ไม่มีผล/ผลไม่มี)
หยิด หย่า สุ้ย เหลา ถ้อย(กลางคืนน้ำไหลถอย)
เทียน ก๊วง หล่อย ฉิ่ว ผอ(ฟ้าสว่างมาก็ขึ้น)
 

ใบให้นิดครับ
น้ำสายนี้มีที่จังหวัดเลย
หากใครเคยไปจักได้เห็น
ตั้งเอาไว้แต่เช้าจนจรดเย็น
ไม่วายเว้นมีแทบทุกครัวเรือน

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

ปรอท หรือ เทอร์โมมิเตอร์

ไหงนั่งคิดนอนคิดยังไงก็คิดข้อสองไม่ออก รอ อาก๊ออาคม หลายวันแล้ว ก็ไม่เข้ามา เลย (จำเป็นต้อง) เป็น "ตาอยู่" อีกรอบ (ฮา) ขอตอบว่า ปรอท หรือ เทอร์โมมิเตอร์ ครับ.

หนุนถู่เปี๊ยว

ข้อสองนี้ คือเทอร์โมมิเตอร์ และปรอทครับ  ชนิดวัดไข้ คือปรอทวัดไข้ และวัดอุณหภูมิอากาศ คือเทอร์โมมิเตอร์ ซึ่งดูแล้วมันมีลักษณะของสายน้ำเล็ก ๆ สายหนึ่ง ที่ว่ามันไหลไปไหลมาได้ เหมือนกัน
     ที่ภูเรือ จะมีเทอร์โมมิเตอร์ที่ใหญ่ที่สุด ดูเหมือนว่า จะใช้วัดอุณหภูมิ ที่เย็นที่สุดของประเทศไทย แต่สุดท้ายกลายเป็นว่า มันใช้ไม่ได้ เพราะไม่ตรง ผิดไปมากมาย คือสร้างมาอาจจะเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์จังหวัดให้คนมาท่องเที่ยวก็เป็นได้
     จำได้ว่า หน่วยวัดอุณหภูมิ จะเป็นฺิ องศา โรเมอร์ (80องศา) เซลเซียส(100องศา)และฟาเรนไฮ(212องศา)
     สำหรับข้อแรกขอยืนยันอีกครั้งว่าเป็น ฝุงแง่ครับ อาจารย์เฉินซิ่วเชง การตอบปัญหา ต้น-หยก เรามาร่วมกันคิดว่า มันน่าจะเป็นอะไร อยู่ที่ใครจะคิดได้มุมปัญหาได้อย่างไรต่างหาก การคิดถึงคีมคีบถ่าน หรือว่าจานดาวเทียม มันมีทางคิดไปได้ครับ
     ดูแต่คำต้น ของคุณอาฉีในข้อก่อน  ไหงคิดไปถึงสามก๊กโน่น เป็นเครื่องเล่นจานเสียง คุณอาคมเป็นวิทยุ ไหงว่ามันน่าสนุกดีนะครับ
     บางทีกฎเกณฑฺ์บางอย่าง เราไปคิดเองเออเองเสร็จสรรพ จนกลายเป็นไปเลี่ยงคำถาม คำตอบเสีย ก็ไม่น่าจะถูกต้องนักนะ ตาอยู่นะ(ตรงนี้ไม่ใช่ปัญหา ต้น หยก นะ)  
     ไม่น่าจะหมายถึงอย่างที่หงีเข้าใจ ถ้าหากทุกท่านคิดอย่างนี้ แล้วต้น หยก ไหงคงต้อง ต้นเอง หยกเองแน่ หงีลองดู ตาอยู่ ของเราก็ได้ คว้าพุงเพียว ๆ ไปอีกครั้งแล้วฮะฮะฮะ
     ไหงขอเชิญสมาชิกชุมชนเราเราทุกท่าน ตอบผิด ตอบถูก ไม่เป็นไรครับ ตอบเป็นภาษาไทย แต้จิ๋ว ขักวอย ขักฟ้า หรือจีนกลางอย่างไรก็ได้ จะได้เรียนรู้ภาษาในสำเนียงของอีกสำเนีบงหนึ่งได้ด้วย ขอบคุณไถ่ก๊าครับ  

รูปภาพของ เฉินซิ่วเชง

ยากมาก...ไปทัวร์บล็อกอื่นก่อนนะเจ้า...รอคำตอบอยู่นะ.

 

ไหงว่าเป็นคีมคีบถ่านสีแดง(สีดำก็มี)  มังคร่า.. 

 

 ไม่กล้าตอบคำถามแบบนี้..............

 

กลัวโง่โผล่นะคร่าทุกท่าน 555......  ไปดีกว่า!!!

รูปภาพของ เฉินซิ่วเชง

หน้าแตกฝูงแง่.. 555

ไม่ค่อยจะมั่นใจกับคำถามคำตอบ  นี่คือลักษณะหญิงแท้ๆๆๆ   ไหงอ่านแว็บๆนะเจ้า   แปลตรงตัว  คำศัพย์คำนี้ลืมไปนานนักหนา  เพราะอยู่ตึกแถวในศูนย์การค้า  ไหงก็คิดนะว่าอะไรมดแดง ดันไปตอบเป็นกรรไกรสีแดงหรือคีมคีบถ่าน..  ดีไม่ตอบเป็นจานดาวเทียมสีแดง  555

รูปภาพของ เฉินซิ่วเชง

คิดไม่ออก..ขอรวบรวมสมาธิก่อน..

 แม่น้ำ..? 

I've Never Been To Me by Charlene with lyrics

รูปภาพของ อาฉี

ฝุงแง่ มั่ง

อยู่ดึกกันจัง วันนี้ขอแย่งตอบก่อน 1 ข้อนะ

ข้อแรกขอเดาว่า ฝุงแง่ มั่ง

ข้อสอง ถ้าไม่บอกว่าอยู่จังหวัดเลยคงเดายาก เพราะ

  • เลย มีแม่น้ำหลักๆ เพียง 2 สาย คือ โขง กับ เหือง (แต่คูคลองเล็กคลองน้อย นี้ไหงไม่รู้ ว่ามีที่ไหนบ้างที่เป็นดังว่า)
  • เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของสายน้ำ ที่สายหนึ่งมีแหล่งน้ำขัง กับอีกสายที่เป็นน้ำไหล ที่อิธิพลของดวงจันทร์ทำให้เกิดปรากฎการณ์น้ำขึ้นน้ำลง เมื่ออัตราการไหลน้อยกว่า ปริมาณน้ำขึ้นน้ำลง ก็จะพบเห็นน้ำที่ปากทางไหลย้อนกลับได้


View Larger Map

รูปภาพของ เฉินซิ่วเชง

ยกมือข้อนี้ด้วยคน..

น่าจะ...ใช่

ฝุงแง่เห่/เซ่หอหมังเห่

     ขอขอบคุณ อาจารย์เฉินซิ่วเชง กับคุณอาฉีมากครับ ที่ได้มาร่วมสนุกตอบ ต้น-หยก ในสองข้อนี้
     ข้อแรก เป็นฝุงแง่ ครับ จากการทำอะไรพร้อมเพรียง และร่วมมือร่วมใจของมัน เรายังต้องนำแบบอย่างจากมันมาปฎิบัติตาม ให้เห็นถึงความสามัคคี ความขยัน อดทน อดออมเสบียงอาหารไว้ยามหายาก และถ้าเราบังเอิญไป บุกรุกถึงรังมัน ก็จะรู้ถึงความสามัคคี ความใจเด็ดของมัน คือกัดไม่ปล่อยทุกตัว อย่างชนิด รู้ดีรู้ชั่วกันไปข้างเลยทีเดียว จะเป็นจะตายก็ขอสู้อย่างถวายชีวิต คิดว่าหลายท่านคงได้เคยประสพการณ์โดนมดแดงกัดมาบ้างเป็นแน่ ยิ่งชนิดที่เรียกว่ามดคันไฟ ก็จะยิ่งเจ็บคันกันขึ้นอีก ยังมีบทอาขยานเรื่องมดแดงดังนี้ครับ

  มดเอ๋ยมดแดง 

เล็กเล็กเรี่ยวแรงแข็งขยัน

ใครกล้ำกรายทำร้ายถึงรังมัน

ก็วิ่งกรูกันมาทันที

สู้ได้หรือมิได้ใจสาหัส

ปากกัดก้นต่อยไม่ถอยหนี

ถ้ารังเราใครกล้ามาราวี

ต้องต่อตีทรหดเหมือนมดเอย

     ส่วนอีกข้อหนึ่ง ยังไม่ถูกต้องครับ แม่น้ำของไหง เป็นแม่น้ำสมมุติครับ เราไม่สามารถนำน้ำในลำน้ำนี้มาใช้อุปโภค หรือบริโภคได้ เพราะตามบ้านที่มี ขนาดลำน้ำมันเล็กเท่าปลายเข็มเอง มันไม่ขึ้นลงตามดวงจันทร์ แต่ขึ้นลงตาม.....  ที่ภูเรีอ จังหวัดเลย จะโดดเด่น เป็นลำน้ำแนวตั้งครับ 

รูปภาพของ อาฉี

แถมอีกข้อ

ข้อนี้เคยได้ยินมาขณะทานอาหาร (อาจจำมาไม่ครบเพี้ยนๆไปบ้างขออภัย)

หยิดเถียวซือเซี่ยน (ลวดหนึ่งเส้น)
เตี่ยวเตี่ยนจุง (แขวนโครมไว้)
หยิดซินขี้ฟ่อหลวนั่น (ตัวมันเป็นตะปุมตะป่ำ)
จื้อซุนตีป้อยเหนียมๆฝุง (ลูกหลานภายในแดงเต็มๆ)

 

ไม่เป็นไรครับ ก็พอตอบแบบเดาๆได้ครับ

ไหงเป็นชาวสวนเก่าตอนเด็กต้องช่วยแม่ปลูกผักไว้กินเอง ไม่มีตังค์ซื้อเขา ที่ว่า ลวดเส้นหนึ่ง แขวนโคมไว้ ตัวมันเป็นตะปุมตะป่ำ ลูกหลานภายในแดงเต็มๆ ไหงมองปุ้บก็คิดถึง ขู่กวัว หรือ มะระ เวลามะระแก่จัดๆเยื่อหุ้มเมล็ดมันจะเป็นสีแดงๆ และเนื้อก็จะเริ่มนิ่มมีสีเหลือง ไม่น่ากินแล้ว มะระเป็นผักที่คนส่วนใหญ่ว่าขม แต่มันมีประโยชน์มากครับ มะระผัดไข่กินได้แทบทุกวัน มะระยัดไส้ ต้มกระดูกหมู หรือไม่ก็หั่นซอยบางๆต้องบางจริงๆ ทำเป็นซุปมะระ  พอตอนเดือดกวนซุปให้หมุนแล้วค่อยๆเทไข่ที่ตีแล้วลงไปแล้วก็ดับไฟ ก็จะได้ซูปมะระที่เต็มไปด้วยไข่ฝอย อาหย่อย เฮ่าเซิด ฮ้อซิด

คุณอาคมรู้จัก ทายต้น-หยก เรื่องมะระ

เห็นเมนู มะระ ที่คุณอาคมบรรยายมา ก็หิวข้าวไหงมชอบกินมะระมาก แต่มีผักชนิดนึงที่ขมเหมือนกัน คือผักขม (ไม่ใช้ผักขมปอบอายนะครับ) ผักชนิดนี้คนจีน กวงไส หรือ ก่องซีหยิ่น ชาวฮากกาก็ชอบกินเหมือนกัน ทุกวันนี้ ไหงปลุกไว้กินอยู่ ชวงนี้ที่ปลุกไว้วายหมดแล้ว ปลุกรอบใหม่ หากโตเก็บกินได้แล้วจะเก็บไปฝาก คุณอาคม คิดว่าคงกินเป็น 

ขอบคุณล่วงหน้าครับ จะตั้งตารอ

ไหงก็เหมือนกับกิ่มหมิ่นกอ ที่ชอบกินของขม ซิดเต็ดขู่ หวานอมขมกลืน ผักขมที่ว่าเรียกว่า ขู่หมัก รสชาดขู่กำ ขู่กำ ที่ดูคล้ายๆกันกับต้นยาสูบ ตอนเด็กเคยปลูกครับ มีเพื่อนปลูกในกรุงเทพฯเหมือนหงี ปลูกในกระถาง เขาก็แบ่งเมล็ดมาให้ แต่ลืมเอาไปปลูกผ่านมาสองปีแล้ว ไม่รู้ยังจะปลูกขึ้นไม๊ ขู่หมักนี้ ผัดน้ำมัน กระเทียม เกลือ ก็อร่อยแล้ว บางครั้งก็ทำข้าวต้มขู่หมัก ผักนี้เลยจากหาดใหญ่ขึ้นมาก็หายากแล้ว ในมาเลเซียหาง่ายมาก ตอนนี้ก็เข้าหน้าฝนแล้ว กิ่มหมิ่นกอรีบปลูกได้แลวครับ ไหงจะตั้งตารอกินครับ กั่มเชี้ย ๆ
รูปภาพของ อาฉี

คู่กัว ถูกต้องนะคร๊าบ

ขู่กัว/คู่กัว ถูกต้องนะคร๊าบ

เก่งกันทุกคน

ชาวสวนเก่ารู้จักดี ว่า ลวดเส้นหนึ่งหมายถึงอะไร แต่ชาวซุปเปอร์มาเก็ต คงไม่ได้เห็น ความเป็นตะเกียงแขวน

ด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ของคู่กัว สมัยเด็กว่า คู่กำ แต่ทำไม ได้เป็น สว. เห็นเมนูของท่านอาคมแล้วน้ำลายสอ

มะระจีน BitterGourdชื่อวิทยาศาสตร์มะระจีน : Momordica charantia Linn.

ชื่อวงศ์มะระจีน : Cucurbitaceae

ชื่ออังกฤษมะระจีน : Balsam Pear, Bitter Cucumber, Leprosy Gourd, Bitter Gourd

ชื่ออื่นๆ : ผักเหย, ผักไห, มะร้อยร,ู มะห่อย, มะไห,่ สุพะซ,ู สุพะเด

ลักษณะมะระจีน
ไม้เถา มีมือเกาะ ใบเป็นใบเดี่ยว รูปฝ่ามือ กว้างยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร ขอบใบหยักเป็นซี่ห่างๆ ใบเว้าเป็นแฉกลึก 5-7 แฉก ใบและลำต้นมีขนสากอยู่ทั่วไป ดอกสีเหลือง ออกเดี่ยวตามซอกใบ ดอกแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน รูปแตร ปลายกลีบดอกแยกเป็น 5 แฉก เมื่อบานเต็มที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-3 เซนติเมตร มะระมี 2 ชนิด คือ มะระไทยหรือมะระขี้นก และมะระจีน ซึ่งต่างกันที่ลักษณะและขนาดของผล ผลมะระขี้นก มีขนาดเล็กกว่า ยาว 3-5 เซนติเมตร ผลรูปกระสวย ผิวขรุขระ สีเขียวเข้ม เมื่อสุกมีสีเหลือง ส่วนมะระจีนมีขนาดใหญ่กว่า เส้นผ่าศูนย์กลาง 4-5 เซนติเมตร ยาว 12-30 เซนติเมตร รูปทรงกระบอก สีเขียวอ่อน ผิวขรุขระ ผลมะระทั้งสองชนิดมีรสขม

การปลูกมะระจีน

ขุดหลุมกว้าง 20-30 เซนติเมตร ลึก 20-25 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 กลบทับด้วยดินบางๆ แล้วจึงหยอดเมล็ดลงในหลุมๆ ละ 3-5 เมล็ด กลบทับด้วยดินหนา ไม่เกิน 1 เซนติเมตร ปักค้างเพื่อให้ต้นเลื้อยขึ้นค้าง หลังจากที่ต้นกล้ามีใบจริงแล้ว ถอนแยกให้เหลือหลุมละ 3 ต้น อายุการเก็บเกี่ยวมะระประมาณ 55-60 วัน


ประโยชน์ทางอาหารมะระจีน :

ยอดอ่อน ใบอ่อนและผลอ่อน-นึ่งหรือลวกให้สุก ทานเป็นผักจิ้มกับน้ำพริกปลาร้าหรือน้ำพริกปลาทู

ประโยชน์ทางยามะระจีน :
แก้เบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือด ผลดิบ-กินแก้โรคตับอักเสบ ปวดหัวเข่า ม้าม อักเสบ ผลสุก-ใช้คั้นน้ำทาหน้าแก้สิว เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยย่อยอาหาร เป็นยาเจริญอาหาร แก้โรคลมเข้าข้อหัวเข่าบวม เป็นยาบำรุงน้ำดี เป็นยาขับพยาธิในท้อง ส่วนน้ำคั้นของผลมะระ-แก้ปากเปื่อย ปากเป็นขุย บำรุงระดู

ข้อมูลจาก www.vegetweb.com

mv ฮากกา 2ชม.

รูปภาพของ อาฉี

ขอแจมต้นหยกด้วยคน

ต้นนี้ ได้ยินมาจากอาแม ทายไว้ตอนนังคุยกันเล่น เลยเก็บมาทายต่อ

ล่วงจักแกีวะ เคียบกีจิม  (สองขาคีบเข็มไว้)
ถันขิมซ่อง ชองซั่งห้อยิ้น (ร้องเพลงให้ไพเราะหรือ?)
ปิ้นมา ปัดเชียนหว่าน จิ้นปุดท้อย (ทหารมา แปดพันหมืน ไม่ถอยปรือ)
ชุนเที่ยน ล๊อกซองเสียก แลนตุงซี่ (หน้าหนาวคือ หิมะตก พากันตาย)

ตอบผิดถูกไม่ว่ากันลองทายกันเล่นๆ เผื่อมีหลายคำตอบที่คาดไม่ถึงก็เป็นได้

 

หมายเหตุ

ตัวสะกดหรือ สำนวนคำอาจจำมาเพี้ยนๆ ก็ขออภัยดัวย คิดว่าความหมายรวมพอสื่อได้อยู่ละมั่งครับ คิดว่าน่าจะมีหลายคำจำมาผิด ท่านแจวซินซัง แนะนำด้วยนะครับ

จั๊กจั่น

ต้น-หยก ของคุณอาฉีข้อนี้ ไหงไปนอนคิดทั้งคืน คิดไปหลายอย่าง จะเป็น กี๊คี่ขวิก(เครื่องเล่นจานเสียง) ขงเบ้งลวงสุมาอี้ ฮะฮะ แต่มันไม่ยักมีหิมะตก แล้วก็ไม่มีคนตาย ในที่สุดขอ หยก ว่า "จีเอี๋ยม" จั๊กจั่นไม่รู้ถูกหรือเปล่านะ เพราะเจ้าเสียงร้องของมัน ดังถึง 200 เดซิเบลนี่ ที่สวนหลังบ้านไหง มันร้องอยู่ตัวเดียว แขกใครไปมาไม่ต้องคุยกันพอดี มันทั้งดัง ทั้งก้องอย่าบอกใคร ส่วนคำสำนวน คำแปล เข้าใจดีครับ ขออนุญาต แก้ไขนิดหน่อยแล้วกันครับ ท่อนสองเป็น ถันขิมซ่อง ช่องห้อยิ้ม ท่อนท้าย แล้นตุ้งซี่หงิน?(หรือเปล่า)ท่อนอื่นคงไว้ครับ 
รูปภาพของ อาฉี

บอกใบให้

ก็ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมสนุกกัน (ไม่มีรางวัลให้ 555)

เขาว่า ถ้าได้ฝึกสมองบ่อยๆ จะเป็นภูมิป้องกันโรคอันไซเมอร์ได้ เป็นอย่างดี

ก็ขอขอบคุณท่านแจวซินซัง ช่วยแก้ไขให้ (ได้แก้ไขตามแล้ว)

 

โม้มากยืดยาว บอกใบให้เสียที

ถ้าสังเกตดีๆ จะบอกเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับคำตอบไว้แล้ว เช่น ข้อ คู่กัว(มะระ) ว่าเหตเกิดที่โต๊ะอาหาร แสดงว่าต้องเห็นอยู่บนโต๊ะอาหาร จึงมีคำทายออกมา

ส่วนอีกข้อ เหตุเกิด ณ เวลา Relax กัน ดังนั้น น่าจะอยู่รอบๆตัว ไมไกลถึงพงศาวดาร

แต่ก็พยามคิดตาม ว่าที่เดามา เผื่ออาจมีหลายคำตอบที่พอเป็นไปได้ ถ้าครบเงื่อนไข คือ มีเสียง มีเข็ม ไม่แพ้กองทหาร แต่แพ้ชุนเที่ยน และที่เดาไว้บางอย่างก็ไกล้เข้ามาแล้วก็มี

ไม่อันไซเมอร์แต่...

ขอเดาอีกครั้งแล้วกันครับเป็น พุ้งเห่หมอ ผึ้งหลวงมันมีสมาชิกเป็นหมื่นเป็นแสนนับไม่ครบ ไม่รู้ถูกหรือเปล่านะครับ 
รูปภาพของ อาฉี

เฉียดแล้ว

เฉียดแล้วครับ

คิดไปแล้ว หมี้ฟง ก็ไม่ผิด คงเป็นอีกคำตอบที่มีเหตุผลตรงกับ ต้น

แต่ที่คิดในใจ มันใกล้ตัวกว่ามา เสียงร้องของมันถึงจะไม่ดังเหมือนจักจั่น แต่ทำให้คนนอนอยู่ไม่สุข  ถึงทหารมามาเป็นกองร้อยมันก็ไม่ถอย เห็นเป็นอาหารอันโอชะต่างหาก ถือเป็นร้ายแห่งสัตว์เมืองร้อน ที่มีเข็มเป็นอาวุธ จึ๋งเดียว(ถ้าติดเชื้อ)ทำให้คนเป็นำไข้ตายได้เชียวนา แต่ที่เมืองหนาวจะไม่ได้พบเห็นมัน  เพราะมันหนาวตาย (ไม่ใช่คนตาย)

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

ค่ำลงมีแต่ยุง

มุ้น 蚊 (ยุง) แห่หมอ ตอนแรกก็คิดว่าเป็นผึ้งเหมือนชิ้นสุ้ยก๊อ เพราะคำ ต้น ทีว่าสองขาคีบเข็มไว้

นึกถึงโฆษณาที่ล้อต๊อกเล่นในอดีต

ค่ำลง มีแต่ยุง มีแต่ยุง มันยุ่งหัวใจ
ปิดประตู กางมุ้ง แน่ะ เจ้ายุงยังตามมาได้
หนีขึ้นบนหลังคา แน่ะๆๆ ยุงยังมากวนใจ
จะหนียุงให้พ้น ก็ต้องพ่น ด้วยน้ำยาหัวไก่
เจอะยุงปุ๊บ ฉีดไปปั๊บ แน่ะ เจ้ายุงคอพับ และไม่มากวนใจ...

(ถ้าจำผิดพลาดต้องขออภัยครับ)

เขาว่ายุงนั้นร้ายกว่าเสือ แต่ถ้าเอามุ้งมากางสองหลัง
หลังหนึ่งเอาเสือเข้าไปไว้ ส่วนอีกหลังหนึ่งเอายุงเข้าไปไว้

ถ้าต้องเลือกระหว่างสองมุ้งนี้ จะเข้าไปอยู่ในมุ้งไหนล่ะ (ฮา)

รูปภาพของ อาฉี

มุ้น ถูกต้องนะคร๊าบ

ไหง มุ้น หงี หงี ก้อง มุน สื่อ ช๊อก ตุ้ยเหลี่ยว

ใครเห็นตัวจริง เหมือนในรูปนี้แล้ว ไม่นึกถึงมืออีกข้างที่ว่าง ปล่อยให้นิ่งเฉยอยู่ได้ ก็ขอคาราวะ



ขอแถมข้อมูลทางวิชาเกินไปบ้างนะ

ภาวะโลกร้อนกำลังส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกเรามากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจทำให้บางสายพันธุ์ที่แข็งแกร่งไม่พอสูญพันธุ์ไปจากโลกใบนี้ได้ แต่ดูเหมือนบางสายพันธุ์ไม่ได้หวั่นเกรงต่อภาวะโลกร้อนนี้เลย แต่กลับยิ่งขยายพันธุ์ได้เร็วขึ้น และยังร้ายมากขึ้นอีกด้วย ..โชคไม่ดีที่สายพันธุ์ที่ผมกำลังพูดถึงนั้นก็คือเจ้ายุงลาย ซึ่งเป็นพาหะของโรคไข้เลือดออก ที่คอยคร่าชีวิตมนุษย์อย่างพวกเรานี่เอง

เฉพาะในประเทศอินเดียและทวีปอเมริกาใต้มีผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้เลือดออกถึง 500,000 คนต่อปี และในปีสองปีที่ผ่านมานี้ ไข้เลือดออกระบาดรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม นักวิจัยได้ให้ความเห็นตรงกันว่าสาเหตุที่ทำให้เป็นแบบนี้ก็เพราะเจ้าภาวะโลกร้อนนั่นเอง

ภาวะโลกร้อน
ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มมากขึ้น จึงทำให้วงจรชีวิตของยุงลายเปลี่ยนไป คาร์บอนไดออกไซด์ในน้ำที่ที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ลูกน้ำยุงลายฟักตัวเร็วขึ้นจากเดิม 7 วันกลายเป็น 5 วัน ซึ่งแน่นอนทำให้พวกยุงลายเพิ่มจำนวนประชากรได้เร็วขึ้น และจากเดิมที่ยุงลายเคยออกหากินเฉพาะในตอนกลางวัน แต่ภาวะโลกร้อนทำให้ยุงลายออกหากินในช่วงกลางคืนถึง 5 ทุ่มด้วย ซึ่งแต่ก่อนจะมีแค่ยุงรำคาญที่ออกหากินในเวลานี้ ทำให้การควบคุมโรคนั้นยากขึ้นไปกว่าเดิม

ที่ร้ายกว่านั้นก็คือไวรัสเดงกี่ (Dengue Virus) ซึ่งเป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคไข้เลือดออกนั้น แต่เดิมจะมีอยู่ในเฉพาะยุงลายตัวเมีย เพราะการที่ยุงลายจะติดไวรัสเดงกี่ได้นั้น จะต้องไปกัดคนที่เป็นไข้เลือดออกและรับไวรัสนี้มาเท่านั้น แต่ตอนนี้พบว่ามีไวรัสเดงกี่ในยุงลายตัวผู้ด้วย จึงเกิดข้อสงสัยว่าทำไมยุงลายตัวผู้ถึงมีไวรัสนี้ เพราะอย่างที่เรารู้กันว่ายุงลายที่กินเลือดคนนั้นมีแต่ยุงตัวเมีย และก็ได้พบว่าเกิดจากการที่แม่ของมันที่มีไวรัสเดงกี่ถ่ายทอดไวรัสนี้มาให้ตั้งแต่เกิด เพราะว่ามีการพบไวรัสเดงกี่นี้ในลูกน้ำยุงลายด้วย

ยุงลายตัวผู้ที่มีไวรัสเดงกี่ เวลาที่มันไปผสมพันธุ์กับตัวเมียก็จะแพร่ไวรัสนี้ผ่านทางน้ำเชื้อไปติดตัวเมียด้วย และยุงลายตัวผู้สามารถผสมพันธุ์ได้หลายครั้ง จึงทำให้เชื้อไวรัสนี้แพร่กระจายไปเร็วมากขึ้นกว่าเดิม และยังจะถูกถ่ายทอดไปยังลูกของมันได้อีกด้วย
พอได้รู้แบบนี้จึงไม่สงสัยเลยว่าทำไมโรคไข้เลือดออกถึงได้ระบาดหนักมากขึ้น ตอนนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องก็กำลังคิดค้นหาวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกอยู่ แต่คงต้องใช้เวลาอีกหลายปี ตอนนี้เราก็ได้แต่ป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด และช่วยกันทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ของมัน ดูเหมือนว่าพวกมันปรับตัวได้ดีเหลือเกินกับภาวะโลกร้อนที่เป็นอยู่ในตอนนี้

ข้อมูลจาก www.dara.ac.th/mains/index.php?name=knowledge&file=readknowledge&id=43&PHPSESSID=e0442fabf3de2506d83bb22867bd6d7b



วงจรชีวิตของยุง

 

 


ชนิดยุงที่สำคัญ มี 4 ตระกูล ดังนี้

1. ตระกูลยุงลาย

ยุงลายบ้าน
- เป็นตัวการสำคัญในการนำโรคไข้เลือดออกในประเทศไทย (ในประเทศอเมริกาใต้นำโรคไข้เหลือง yellow fever) มีถิ่นกำเนิดจากอัฟริกา ชอบอาศัยอยู่ในบ้านหรือบริเวณรอบๆ บ้าน แหล่งเพาะพันธุ์ ยุงลาย ได้แก่ ภาชนะขังน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น ตุ่มน้ำ ถังซีเมนต์ใส่น้ำ บ่อคอนกรีตในห้องน้ำ จาน รองขาตู้กันมด ยางรถยนต์เก่า กระป๋อง แจกัน รางน้ำฝนที่มีน้ำขัง กะลามะพร้าว เป็นต้น


ยุงลายบ้านมีวงจรชีวิตเป็นแบบสมบูรณ์เช่นเดียวกับยุงชนิดอื่น การเจริญเติบโตแบ่งเป็น 4 ระยะ คือ
ระยะไข่ - ยุงลายจะวางไข่เป็นฟองเดี่ยวๆ ติดไว้ที่ผนังด้านในบริเวณที่ชื้นเหนือระดับน้ำ ไข่ใหม่มีสีขาวต่อมาประมาณ 12-24 ชั่วโมง จะ เปลี่ยนเป็นสีดำ ไข่ยุงลายสามารถอยู่ในที่แห้งได้นานเป็นปี (ความชื้นสูงและอุณหภูมิประมาณ 28-30 องศาเซลเซียส) เมื่อ ระดับน้ำท่วมไข่ จึงฟักตัวออกมาเป็นลูกน้ำ ระยะ ฟักตัวในไข่ประมาณ 2.5-3.5 วัน

ระยะลูกน้ำ - หลังจากออกจากไข่แล้วลูกน้ำเริ่มกินอาหาร การเจริญเติบโตและลอกคราบ 4 ครั้ง ตัวอ่อนที่ได้จากการลอกคราบแต่ละครั้ง เรียกว่า instar เช่น ลูกน้ำที่ฟักออกจากไข่เรียกว่า first instar เมื่อลอกคราบต่อไปกลายเป็น second instar เป็นต้น ลูกน้ำใช้เวลาในการ เจริญเติบโตประมาณ 7-10 วัน ลอกคราบครั้งสุดท้ายกลายเป็นตัวโม่งหรือดักแด้

ระยะตัวโม่ง - ระยะนี้ตัวจะโค้งงอ ไม่กินอาหาร ชอบลอยตัวติดกับผิวน้ำใช้เวลา 1-2 วัน จึงลอกคราบออกเป็นตัวเต็มวัย

ระยะตัวเต็มวัย – เริ่มผสมพันธุ์เมื่ออายุประมาณ 24 ชั่วโมง ตัวเมียผสมพันธุ์เพียงครั้งเดียวแต่วางไข่ได้หลายครั้ง ส่วนตัวผู้ผสมพันธุ์ได้หลาย สิบครั้งในหนึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นยุงตัวเมียจะออกกินเลือด ยุงลายชอบกินเลือดคนและหากินในเวลากลางวัน บางครั้งยุงลายอาจกัดคนในเวลา กลางคืนแต่เป็นภาวะจำเป็น เช่น ไม่มีเหยื่อในเวลากลางวัน หลังจากกินเลือดอิ่มแล้วยุงตัวเมียจะไปเกาะพักรอให้ไข่เจริญเติบโต เรียกช่วงนี้ว่า gonotrophic cycle ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2.5-3.5 วัน แหล่งเกาะพักของยุงลาย ได้แก่ บริเวณที่มืดอับลม ในห้องน้ำในบ้าน โดยเฉพาะตาม สิ่งห้อยแขวนภายในบ้าน เช่น เสื้อผ้า มุ้ง ม่าน เป็นต้น หลังจากไข่เจริญเต็มที่แล้วจะบินไปหาที่วางไข่ ชอบที่ร่ม น้ำที่มีใบไม้ร่วงลงไปและมีสี น้ำตาลอ่อน จะกระตุ้นการวางไข่ได้ดีแต่ยุงลายไม่ชอบน้ำที่มีกลิ่นเหม็น ลักษณะของยุงลายบ้านที่สำคัญตรงบริเวณด้านหลังของอกมีเกล็ดสีขาว เป็นรูปเคียว 2 อันคู่กัน


วงจรชีวิตของยุงลาย


ยุงลายสวน
- ยุงลายชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในเอเชีย ลักษณะคล้ายคลึงกับยุงลายบ้านมาก แต่สังเกตได้จากเกล็ดสีขาวบนด้านหลังของอกไม่ เป็นรูปเคียว แต่เป็นเส้นเดียวพาดตรงตามยาวตรงกลาง อุปนิสัยความเป็นอยู่คล้ายยุงลายแต่มักจะพบอยู่ในชนบท ในสวนผลไม้ สวนยาง อุทยานต่างๆ แหล่งน้ำที่ใช้เพาะพันธุ์มักจะเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น โพรงไม้ กระบอกไม้ไผ่ ลูกมะพร้าว กะลา กระป๋อง ขวดพลาสติกที่นักท่องเที่ยวทิ้งไว้ เป็นต้น ยุงลายสวนจะบินได้ไกลกว่ายุงลายบ้าน ยุงชนิดนี้เป็นตัวการน้ำเชื้อไวรัสโรคไข้เลือดออกได้เช่นเดียวกัน

2. ตระกูลยุงคิวเล็กซ์หรือยุงรำคาญ

ยุงรำคาญ Cluex quiquefasciatus
- พบมากในแอฟริกาและเอเชีย วางไข่เป็นแพในน้ำเน่าเสีย แหล่งเพาะพันธุ์มักอยู่ไกลบ้าน ไข่แพหนึ่ง มีประมาณ 200-250 ฟอง ไข่ฟักภายใน 30 ชั่วโมงที่อุณหภูมิ 24-30 องศาเซลเซียส ออกหากินกลาง คืน ชอบกินเลือดคน ในประเทศพม่า อินเดีย อินโดนีเซีย ยุงชนิดนี้เป็นตัวการสำคัญในการนำ โรคฟิลาเรีย สำหรับประเทศไทยพบว่ายุงชนิดนี้สามารถนำเชื้อฟิลาเรียได้เช่นกันแต่ยังมีข้อมูลน้อย นอกจากนี้อาจทำให้มีอาการคันแพ้และเกิดเป็นแผลพุพองได้


Cluex Tritaeniorhynchus
- ยุงชนิดนี้เป็นตัวนำเชื้อไวรัส Japanese encephalitis ซึ่งทำให้เกิดโรคไข้สมองอักเสบทั่วไป ในประเทศไทย แต่พบมากในจังหวัดภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย อุตรดิตถ์ น่าน แหล่งเพาะ พันธุ์อยู่ตามท้องนา แหล่งน้ำที่เกิดจากรอยเท้าสัตว์ บ่อน้ำเล็กๆ ที่มีพืชน้ำ ลำธาร ชอบกินเลือดวัว
ควาย หมูมากกว่าเลือดคนและนก ออกหากินตั้งแต่พลบค่ำจนตลอดคืน ส่วนมากหากินนอกบ้าน

Cluex Gelidus
- เป็นตัวนำเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคไข้สมองอักเสบ เช่นเดียวกับ Cx. Tritaeniorhynchus แหล่ง เพาะพันธุ์ได้แก่ สระน้ำ บ่อ หนองน้ำ น้ำล้างคอกสัตว์ ลำธารเล็กๆ ชอบอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำที่มีพืชน้ำ หากินกลางคืน ชอบกินเลือดสัตว์

Clux Fuscocephala
- เป็นตัวนำเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคไข้สมองอักเสบ พบตามหนองน้ำ บึงนาข้าว หากินกลางคืน ชอบ กินเลือดสัตว์ เช่น วัว ควาย หมู นก และคน


3.ตระกูลยุงก้นปล่อง
ยุงตระกูลนี้เป็นตัวนำโรคมาลาเรีย ซึ่งเกิดจากเชื้อโปรโตซัว Plasmodium ยุงก้นปล้องที่เป็นพาหะสำคัญในประเทศไทย มี 4 ชนิด คือ

Anopheles minimus
- เพาะพันธุ์ตามลำธารที่มีน้ำใสสะอาดไหล ไหลช้าๆ มีหญ้าขึ้นตามขอบและมีร่มเงาเล็กน้อย พบในท้อง ที่แถบเขาหรือใกล้เขา เกาะพักในบ้านที่ค่อนข้างมืดตอนกลางวัน แต่ในบางท้องที่ไม่เกาะพักในบ้าน ชอบกินเลือดคนมากกว่าสัตว์

Anophels dirus (A. balabacensis)
- เพาะพันธุ์ตามแหล่งน้ำนิ่ง มีร่มเงา เช่น ตามปลักโคลน รอยเท้าสัตว์และแหล่งน้ำชั่วคราวอื่นๆ ที่มีน้ำ ใส มีใบไม้แห้ง ถังซีเมนต์ รดน้ำต้นไม้ในสวน ชอบอยู่ตามเขาและป่าเชิงเขา กัดคนตอนกลางคืน ตั้งแต่เวลา 22.00 น. และมากที่สุดหลังเที่ยงคืน มีนิสัยชอบเกาะพักนอกบ้าน ชอบกินเลือดคน


Anopheles sundaicus
- เพาะพันธุ์ตามแหล่งน้ำกร่อยที่มีแสงแดดส่องถึงพบทางแถบชายทะเล หากินนอกบ้าน ไม่มีรายงานเกาะพักในบ้าน

Anopheles maculates
- เพาะพันธุ์ตามท้องที่ป่าเขา ป่าบุกเบิกทั่วไป แหล่งเพาะพันธุ์ได้แก่ ลำธารเล็กๆ ที่มีแสงแดดส่องถึง คล้ายแหล่งเพาะพันธุ์ ของ A. Minimus ตัวเต็มวัยชอบเกาะพักตามพุ่มไม้เตี้ยๆ กินเลือดทั้งคนและสัตว์ หากินนอกบ้านมากกว่าในบ้าน

วงจรชีวิตของยุงก้นปล่อง มีอยู่ 4 ระยะ เช่นกัน
ระยะไข่ - ยุงก้นปล่องจะวางไข่เป็นฟองเดี่ยว บนผิวน้ำในตอนกลางคืนครั้งละประมาณ 150 ฟอง ไข่รูปร่างคล้ายเรือ บริเวณสองข้างตอนกลาง ของฟองไข่มีเยื่ออากาศเป็นทุ่นเรียกว่า float เป็นส่วนที่ทำให้ไข่ลอยน้ำซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของไข่ยุงในตระกูลยุงก้นปล่อง ไข่ใช้เวลา 2-3 วัน จึงฟักตัวเป็นลูกน้ำ

ระยะลูกน้ำ - มีการลอกคราบ 4 ครั้ง ลอกคราบครั้งสุดท้ายกลายเป็นตัวโม่งใช้เวลาประมาณ 13-15 วัน หรือมากกว่านั้น ที่อุณหภูมิต่ำลูกน้ำ วางตัวขนานกับผิวน้ำ มีขนรูปพัดเรียกว่า palmate hairs ปรากฎอยู่บนปล้องท้องเกือบทุกปล้องทำหน้าที่พยุงลูกน้ำให้ลอยตัวเป็นลักษณะ เฉพาะของลูกน้ำยุงก้นปล่อง

ระยะตัวโม่ง – ใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน เมื่อลอกคราบครั้งสุดท้ายกลายเป็นตัวยุงพร้อมที่จะบิน รวมระยะเวลาจากไข่จนกลายเป็นตัวเต็มวัย ประมาณ 17-21 วัน

ระยะตัวเต็มวัย – ยุงตัวเมียผสมพันธุ์ได้ทันที การผสมพันธุ์เพียงครั้งหนึ่งสามารถวางไข่ได้ 5-6 ชุด แต่จะต้องได้รับเลือดก่อนทุกครั้ง เมื่อได้ กินเลือดแล้วยุงตัวเมียจะไปเลือกที่สงบเกาะพักรอให้ไข่สุก ซึ่งใช้เวลาประมาณ 48 ชั่วโมง แล้วจะบินไปหาแหล่งน้ำที่เหมาะสมเพื่อวางไข่ยุง ที่วางไข่ เรียกว่า parous ส่วนยุงที่ยังไม่เคยวางไข่เรียกว่า nulliparous

4. ตระกูลยุงเสือหรือยุงฟิลาเรีย

ยุงในตระกูลนี้ที่สำคัญและเป็นตัวการนำโรคฟิลาเรีย Filariasis ซึ่งเกิดจากเชื้อ Brugia malayi ทางภาคใต้ของประเทศไทย ชนิดที่พบแพร่หลายได้แก่

Mansonia uniformis
Mansonia dives
Mansonia bonneae
Mansonia annulifera


วงจรชีวิตของยุง Mansonia เป็นแบบสมบูรณ์ complete metamorphosis เช่นเดียวกับ ยุงอื่นๆ ระยะเวลาการเจริญเติบโตค่อนข้าง ยาว จากไข่จนกระทั่งเป็นตัวเต็มวัยใช้เวลาประมาณ 23-30 วัน มี4 ระยะ คือ

ระยะไข่ - ไข่จะถูกวางติดกับด้านใต้ของใบพืชน้ำ มีสีคล้ำ เกาะกันอยู่เป็นกระจุกรูปร่างคล้ายกลีบดอกไม้ กลุ่มหนึ่งประกอบด้วยไข่ประมาณ 75-200 ฟอง ไข่ใช้เวลา 2-3 วัน จึงฟักเป็นตัวลูกน้ำ

ระยะลูกน้ำ - มีลักษณะพิเศษอยู่ที่ท่อหายใจ siphon มีลักษณะรูปกรวยสั้น ปลายแหลมหยักคล้ายใบเลื่อยใช้เจาะติดกับต้นหรือรากพืชน้ำ มีลิ้น ปิดเปิดแข็งแรงมาก หายใจโดยได้รับออกซิเจนจากเซลล์ของพืชน้ำ ใช้เวลาเจริญเติบโต 16-20 วัน

ระยะตัวโม่ง – ท่อหายใจดัดแปลงรูปร่างเพื่อแทงเข้าไปในเนื้อเยื่อพืชน้ำใช้เวลา 5-7 วัน

ระยะตัวเต็มวัย – ยุงชนิดนี้แตกต่างจากยุงชนิดอื่นๆ ตรงที่เกล็ด Scale บนปีกมีสีสันลวดลายแปลกตาโดยมากเป็นสีน้ำตาล โดยเฉพาะที่เกล็ด มีลักษณะกลมและใหญ่กว่ายุงชนิดอื่น ยุงชนิดนี้หากินกลางคืน เมื่อผสมพันธุ์และกินเลือดแล้วมักจะเกาะพักบริเวณยอดหญ้ารอจนไข่สุกจึงไป วางไข่ในแหล่งเพาะพันธุ์ตามบึง หรือหนองน้ำที่มีพืชน้ำ เช่น พวกจอก และผักตบชวา ยุงตัวเมียหากินนอกบ้าน ชอบกินเลือดวัว สุนัข แพะ สัตว์ปีก และคน เวลาที่ออกหากินมากที่สุดเป็นช่วงพลบค่ำและก่อนพระอาทิตย์ขึ้น อาจพบออกหากินเวลากลางวันในบริเวณที่ความชื้นสูงมีร่ม เงา ยุงตัวเมียกินเลือดเพียงครั้งเดียวก็เพียงพอต่อการเจริญของไข่ ระยะเวลาในการสร้างไข่ประมาณ 4-5 วัน

ข้อมูลจาก www.bugbegone.co.th/mos.html

แมง ง้อง แง้ง

คิดกันไปร้อยแปด ในที่สุดก็มาเป็นตัวเต็มวัย ของไอ้โม่ง หรือ แมง ง๊อง แง๊ง นั่นเอง ต้น หยก นี้ตาอิน ตานา พลาดท่าตาอยู่ไปจนได้(แซวกันเล่นนะครับ คุณจ๊องหยิ่นฮยุ๋ง) ฮะฮะ ต้น  หยก ของคุณอาฉีนี่ สนุกมากครับ แก้อันไซเมอร์ได้ชงัดจริง ๆ ถ้า ยิ้วสีเกี๊ยน ขอเชิญคุณอาฉี ต้น เข้ามาอีกนะครับ ไหงจะได้มีโอกาส หยก บ้าง แล้วไหงจะลองปรับปรุง ต้น ของไหง ให้พยายามแก้อันไซเมอร์ได้ดูบ้าง ยังไม่รู้จะทำได้หรือเปล่า เชี่ยงไถ่ก๊านะครับ 

เครื่องรับวิทยุ

แฮ่ซิวยิมกี หมอ ใข่วิทยุหรือปล่าวน๊อ สมัยก่อนเวลาฝนตกฟ้าร้อง ถ้าเปิดวิทยุไว้ต้องรีบปิด เดี๋ยวโดนฟ้าผ่า เครื่องน็อก วิทยุสมัยนั้นถ้าจะรับให้ชัดต้องขึ้นเสาสูงๆสองต้นแล้วระหว่างกลางโยงด้วยลวด เป็นรูปตัว T แล้วต่อเข้าเครื่อง รับแต่ SW, AM ยังไม่มี FM เลย SW นี้รับข่าวสารจากทั่วโลก ต้องค่อยๆtune อาปักไหงชอบฟัง วิทยุปักกิ่งภาคฮากกา คลื่นมาเลเซีย สิงคโปร์ ชอบฟังเพลงของ โจวเสียน ราคายาง และข่าวต่างๆ  และBBCหลุนตุน London ภาคภาษาจีน ส่วนไหงก็ฟังเพลงลูกทุ่งเหมือนโดนยัดเยี่ยดก็ส่วนใหญ่มีแต่เพลงลูกทุ่ง ช่วงค่ำก็รับของทปท กลางคืนจะรับได้ดีกว่า เสียงชัดกว่าคลื่นแทรกน้อย เดี๋ยวนี้ดีขึ้นมาก
รูปภาพของ อาฉี

บรรยายเห็นภาพเลย

บรรยายซะเห็นภาพเลย สมัยนั้น ใส่ถ่านกันเป็นลังเลย (72ก้อน) เปิดทีต้องรอเผาหัวอุ่นเครื่องก่อนอีกต่างหาก

นอกจากคนโพ้นทะเลใช้ฟังข่าวสารและบันเทิงในประเทศแล้ว ยังเปิดคลื่นสั้นฟังเสียงประชาชน และข่าวสารต่างประเทศได้โดยตรง  ส่วนคนแผ่นดินใหญ่ก็ไม่น้อยหน้า เช้าฟังเติงใหญ่ (เติงเสี่ยวผิง) ค่ำแล้วเบื่อเพลงปลุกใจ  ไปแอบฟังเพลงหวานๆของเติงเล็ก (เติงลี่จวิน)

ขอบอกใบเพิ่มเติม ว่าเป็นสิ่งมีชีวิต ถึงกลัวหนาวได้

สุ้ย ตัด ลัด

     ขอเพิ่ม ต้นหยกอีกหนึ่งเรื่อง เป็นต้นหยกประชาสัมพันธฺ์ เฃี่ยงไถ่ก๊า มาร่วมสนุกกันต่อนะครับ

       เหลวียง ชั้น ยิ้ว หวุ่ย สุ้ย ตัด ลัด(ตลิ่งชันมีตลาดน้ำที่หนึ่ง(ที่หนึ่งน้ำตลาด)

       งิน หมิน หยิ่ว เหลี่ยว หมัง หว่อย จั๊ด(คนมาท่องเที่ยวยังไม่มาก)

       เจ้ว เชี่ยง ไถ่ ก๊า ลอย หยิ่ว เหลี่ยว(ขอเชิญทุท่านมาเที่ยวท่อง)

       ก้าย เหมียง ฮ่ำ จ้อ หยิ่ว ก๊ำ ลัด(มีชื่อเรียกว่าตลาดมะยม(มะยมตลาด)

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

แนะนำคำศัพท์

ตลิ่งชัน = 打靈蒼/打灵苍 (ตา หลิง ชาง - จีนกลาง) 

ตลาด = 噠叻/哒叻 (ตา เล่อ - จีนกลาง) คำนี้ใช้ที่เมืองจีนไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้เรียกเหมือนเรา

มะยม = 油柑 (โหยว กัน - จีนกลาง).

รูปภาพของ อาฉี

ตอบไงดี

เจอข้อนี้ไม่รูจะตอบไงดี (คำตอบอยู่ในโจทย์หมดแล้ว555)

ขยายความให้ก็แล้วกัน

อยู่ทิศใต้ของถนนบางระมาด
ไม่อืดอาด 2 ปี ย้ายไปเหนือ
แหล่งไม่ใหญ่ คนไม่มาก พอเห็นเรือ
ไม่กลัวเบื่อ พันธุ์ไม้ ให้ชมกัน

ตาหลิงซาง"โหยวกันสุ่ยตาเล่อ"

ขอขอบคุณ คุณอาฉี ที่ช่วยแต่งกลอนประชาสัมพันธ์ ขอชมว่า แต่งได้กระชับจับใจความได้ครบถ้วนกระบวน อ่านแล้วเห็นภาพเลยครับ และขอขอบคุณ คุณจ๊องหยิ่นฮยุ๋ง ที่ช่วยหาคำศัพย์"กวยดงี้" ไหงขอนำตั้งเป็นชื่อว่า"ตาหลิงซาง โหยวกันสุ่ยตาเล่อ"นะครับ...ตลาดน้ำคลองลัดมะยม เพิ่งจัดขึ้นมาได้ไม่กี่นานเอง จัดได้2ปี ถึงปี2547ก็ย้ายข้ามฟากถนนมาฝั่งเหนือ เกิดจากความรู้สึกหวงแหนในบรรยากาศที่ว่า"อัมพวาสวนนอก บางกอกสวนใน" จึงได้ร่วมแรงร่วมใจกัน โดยมี"ลุงชวน ชมจันทร์"ท่านนี้ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาครับ หากแต่ทิ้งตำแหน่งนายอำเภอ ในนาทีสุดท้าย มายึดอาชีพเกษตรกรรมดีกว่า รวบรวมญาติมิตร และชาวบ้านในพื้นที่ จัดทำกันขึ้นมา เป็นตลาดน้ำขนาดไม่ใหญ่เกินไปนัก แต่ความสอาดสอ้าน มีสวนเจียมตน ซึ่งเป็นสวนธรรมชาติให้เดินชมสวนแท้ ๆ ในบรรยากาศสวนผลไม้ ความร่มรื่นในบรรยากาศเดิม ๆ ทานอาหารเสร็จแล้ว มีเรือพาย เรือแจว หรือเรือหางยาวให้เลือกบริการ หากเรือพาย เรือแจว ค่าบริการก็ ท่านละ10บาท เรือเครื่อง60บาท เหมาลำ200-300บาท นั่งไป คุยไปชมนกชมไม้ไป ได้บรรยากาศ"บางกอกสวนใน"เกือบครบถ้วน หากไถ่ก๊า มีเวลาว่าง ในช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันเสาร์-อาทิตย์ (วันธรรมดาไม่มี แต่ถ้ามาก็พอมีบางร้านค้า เปิดบริการอยู่บ้าง)ขอเชิญเลยนะครับ ไหงแปะ UTUBE ไม่เป็น ขออธิบายเส้นทางดังนี้ ให้ท่านใช้เส้นทางบรมราชชนนีขาออก จะเข้าพุทธมณฑลสาย1ก็ได้แต่เข้ายากกว่า ให้ไปใช้ เส้นกาญจนาภิเษก ให้เลี้ยวซ้ายเข้าไป คอยดูปั๊มน้ำมันที่ 3 จะเป็นปั๊ม"เอสโซ่"(ฝั่งตรงข้ามจะเป็นสมาคมปักษ์ใต้)มีถนนเส้นเล็ก ๆ ชื่อว่าถนนบางระมาด มีป้ายแนะนำที่ปากทาง ให้เลี้ยวซ้าย วิ่งไปประมาณ 1 กิโลเมตร ถึงแน่นอนครับ 
 
hakka@hakkapeople.com    คุณความดี แด่บรรพชนและชาวฮากกาที่ฮึกเหิม Hakkapeople.com by Hakka Pakchong Association... Powered by Drupal