ด้วยความปราถนาดีจาก www.hakkapeople.com
เรียนอาฉี
เพื่อนผมได้ให้เพื่อนลองทำเว็บดูตามที่ผมโพสต์ไว้นี้ อาฉีช่วยลองเปิดดู
ช่วยวิจารณ์แนะนำด้วย เพราะเป็นมือใหม่ ขอบคุณ
สรภูม
ไหงผิดด้วยหรือที่เกิดมาเป็นลูกคนจีนปั้นซั้นขัก
ความภาคภูมิใจในสายเลือดของความเป็นคนจีน
เชื้อสายคนจีนปั้นซั้นขัก เลยให้เกิดมุมานะที่จะเขียน
รวบรวมความเป็นมาของเผ่าพันธ์ชาติพันธ์
ตั้งแต่บรรพชนจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้ลูกหลานชนชาว
ไทยเชื้อสายคนจีนปั้นซั้นขักในปัจจุบันได้รับรู้
ความเป็นคนจีนปั้นซั้นขัก ที่มีภาษาถิ่นของตัวเอง
มีวัฒนธรรมของตัวเอง มีขนบธรรมเนียมของตัวเอง
เพื่อช่วยเพิ่มพูนความเข้าใจ ด้วยเจตนาที่จะให้
ลูกหลานชนชาวจีนปั้นซั้นขักที่มีรากเง้าคนจีนปั้นซั้นขัก
มีความรู้สึกรักและหวงแหนในภาษาถิ่นของบรรพบุรุษ
วัฒนธรรมพื้นบ้านที่แตกต่างอันงดงามของตัวเอง
ที่มีมาช้านานให้คงอยู่ต่อไปเป็นเอกลักษณ์
ไหงเกิดเมืองไทย จึงนับได้ว่าไหงเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์
แต่ทว่า ความเป็นชาติพันธ์ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้
ต้องยอมรับอย่างภาคภูมิใจและปฏิเสธไม่ได้ว่า
ไหงเป็นลูกจีนที่เกิดเมืองไทยต่างหาก นั่นเอง
คนจีน ลูกจีนในประเทศไทย มีทั้ง จีนแต้จิ๋ว
จีนกวางตุ้ง จีนฮกเกี้ยน จีนไหหนำ จีนฮากกา
และจีนกลุ่มอื่นๆ รวมเอาคนจีนปั้นซั้นขักเข้าไปด้วย
ไหงจึงตั้งใจที่จะเก็บรวบรวม ความเป็นคนจีนปั้นซั้นขัก
เพื่อให้ชนรุ่นหลัง ที่เป็นลูกหลานจีนปั้นซั้นขัก
ได้เรียนรู้ ได้เห็น ได้เข้าใจ ในความเป็นมาเป็นไป
ของความเป็นคนไทยเชื้อสายจีนปั้นซั้นขักที่ตนเองเป็น
จึงอยากวิงวอนให้ทุกคนที่มีภาษาถิ่นของตนเอง
มีขนบธรรมเนียมของตนเอง มีวัฒนธรรมของตนเอง
รักและหวงแหน รักษาภาษาถิ่นของตนเอง
เอาไว้ให้เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง สืบต่อไป นาน เท่า นาน
ขอบคุณอาฉีหมดปัญหา ลงรูปได้อีกแล้วเป็นภาพหาดใหญ่ในอดีต ภาพนี้ถ่ายจากสถานีรถไฟ
對不起 ! ภาพที่ไหงได้มาเป็นภาพจากหนังสือที่เค้าพิมพ์ปี 2532 แล้วเค้าเขียนบนภาพ 52 ปี
มาแล้ว ด้านบนเขียนกำกับไว้ว่า พ.ศ. 2480 ดังนั้นในวันนี้ พ.ศ. 2553 ภาพนี้จึงต้องเป็นภาพ
ในอดีตเมื่อ 73 ปีมาแล้วนั่งเอง 請大家原諒
จากภาพสี่แยกในภาพ น่าจะเป็นสี่แยกถนนธรรมนูญวิถีตัดกับถนนนิพัทธ์อุทิศ1 สมัยนั้นอาปัก(อาปา)ไหง ก็อยู่แถวนี้ ตรงข้ามกับโรงแรมคิง เป็นโรงแรมไม้ ส่วนอามัก(อาแม)ไหงก็ยังเป็นสาวรุ่น อยู่กับหมอไพบูลย์ คนอายุ70 80 ก็จะรู้จักหมอคนนี้ ทั้งคู่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน มาเจอกันทีหลังที่สะเดา แต่งงานกันแล้ว ต่างฝ่ายต่างคุยถึงช่วงเวลานั้น ถึงได้จำได้บ้าง คือเคยเห็นซึ่งกันและกัน พ่อกับแม่อายุต่างกัน20ปี ภาพจากอดีตทุกภาพมีเรื่องเล่า ต้องขอบคุณ หวุนเชี้ยงก๊อที่เอาภาพมาลง
คุณเลือกเกิดไม่ได้ แต่คุณเลือกที่จะทำความดีได้ การทำดีมีหลายอย่าง
หลายแบบ หลายวิธี ผมเป็นสมาชิกแห่งนี้ หนึ่งปี สามสิบสัปดาห์แล้ว เข้ามาดูทุกว้นโดยไม่ออนไลน์ จะออนไลน์เมื่ออยากโพสเท่านั้น
เขาอยู่ของเขา ก็สบายดีกันทุกคน
ข้อความเหล่านี้ใครโพส
ศูนย์ฮากกาศึกษาที่ทาง สำนักงานใหญ่ศูนย์ฮากกาศึกษากรุงเทพฯ ขอร้องให้ทางสมาคมฮากกาหาดใหญ่ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว อยากทราบข้อมูลคนฮากกาหาดใหญ่บ้าง? ประวัติของสมาคมฮากกาหาดใหญ่ด้วย เพราะจำได้ว่าเมื่อก่อนเขาเรียกสมาคมนี้ว่า สมาคมจีนแคะหาดใหญ่
ทำไมเงียบ ๆ มีใครอยู่บ้าง? ชาวฮากกาหาดใหญ่
ตอบหน่อย ข่าววันจัดงานเมื่อไหร่? สำหรับปีนี้
คิดเอาเอง
หยุดเสียเถิด
ถ้าโต้ผมอีกแสดงว่ายังไม่จบ
ถึงโต้ผม
ผมจะหยุดแล้วอ่านอย่างเดียว
ผมเป็นชาวหาดใหญ่มาแต่กำเนิด รู้เห็นความเจริญของหาดใหญ่มาโดยตลอด
โดยส่วนตัวแล้วรู้สึกไม่ชอบการบริหาร และ การจัดการของสมาคมฮากกาหาดใหญ่มานานแล้วล่ะ ทำไมหรือ คนฮากกาในอดีตมีแต่ผู้เสียสละเป็นผู้บุกเบิกเมืองหาดใหญ่ และ พัฒนาทั้งนั้นส่วนใหญ่จะเป็นการบริจาคที่ดินส่วนตัว (อาทิเช่น ท่านขุนนิพัทธิ์,นายชีกิมหยง) แล้วสมบัติเหล่านี้ก็ตกทอดมาถึงกรรมการรุ่นหลัง มีสักกี่คนที่คิดจะพัฒนาให้สมบัติเก่าแก่ และ สมาคมฮากกาหาดใหญ่ให้เจริญเทียบเท่า สมาคมใหม่ๆ ของชาวจีนภาษาอื่นบ้างว่าเขาไปถึงไหนแล้ว ฝากถึงกรรมการสมาคมฮากกาหาดใหญ่ด้วยเถอะ ไม่รู้สึกอาไรบ้างหรือ? กลับไปดูศาลเจ้ากวนอูสิครับ กลับไปดูศาลเจ้าแม่กวนอิมคลองเรียนที่อยู่ภายใต้กิจการของสมาคมสิครับ หรือ ศาลยุวเทพท้ามกุงหย่า หรือ พระพุทธเจ้าสามองค์ที่วัดเขามีเกียรติ์ สิครับ ที่เอ่ยมาในที่นี้ล้วนแต่มีความผูกพัน และ ความเกี่ยวเนื่องกับวิถีชีวิต,ความเชื่อ และความศรัทธา ของบรรพบุรุษชาวฮากกาหาดใหญ่ในอดีตทั้งนั้น หรือแม้กระทั้งกิจกรรมภายในกับสังคม ก็ไม่ควรน้อยหน้าใครในฐานะผู้บุกเบิก และ พัฒนา หยุดคิดเอาเอง ฟังคนอื่นบ้าง สมบัติส่วนรวมของชาวฮากกาในอดีตกำลังรอพวกท่านพัฒนาอยู่ครับ ผมอยากเห็นลิงค์ประวัติ และ การดำเนินงานฮากกาหาดใหญ่นานแล้วครับ
ไหงไม่ใช่คนเกิดหาดใหญ่ มาอยู่หาดใหญ่เกือบ 40 ปี
อาป๊าไหงเคยเป็นนายกสมาคมจีนแคะ(ฮากกาปัจจุบัน)
ไหงเองก็เคยเป็นกรรมการและไม่ต้องบอกเป็นสมาชิกด้วย
แต่ปัจจุบันไหงยังมีชื่อเป็นสมาชิกอยู่อีกหรือไม่? ไหงไม่รู้
ไหงไม่เข้าใจและไม่ลึกซึ้งถึงการตั้งสมาคมปั้นซักขักประเทศไทย
แต่เผอิญตอนที่จดทะเบียน ไหงกลับมีชื่อเป็นกรรมการจดทะเบียน
เพราะอาป๊าไหงให้ไปแทนตอนไปจดทะเบียนที่สงขลาเลยกลาย
เป็นมีชื่อไหงเป็นกรรมการจดทะเบียนไป ปี 2542 ไหงได้รับแต่งตั้ง
เป็นเลขานุการไทย ก็เลยพยายามที่จะฟื้นฟูความเป็นคนปั้นซั้นขัก
ดังที่หงีเห็นข้อเขียนของไหง ไหงผิดไหม๊ที่เกิดเป็นคนปั้นซั้นขัก
และรักความเป็นคนปั้นซั้นขัก ไหงไม่เคยรังเกียจชนชาติใดๆเลย
ไม่ว่าคนใต้ คนเหนือ คนอิสาน และในหมู่คนไทยเชื้อสายจีนด้วยกัน
ไหงมีเพื่อนเรียกว่าสนิทม๊ากด้วยทั้ง จีนแต้จิ๋ว จีนฮกเกี้ยน จีนไหหน่ำ
จีนกวางตุ้ง จีนฮากกา รวมถึงคนจีนปั้นซั้นขัก
ไหงเคยคิดเข้าไปช่วยที่สมาคมฮากกาหาดใหญ่ เอ่อ อย่าพูดว่า
ช่วยดีกว่า เอาเป็นว่า อยากเข้าไปร่วมไม้ร่วมมือกัน เพื่อทำให้
คนไทยเชื้อสายจีนแคะด้วยกัน มีอะไรที่เปลี่ยนแปลง เพิ่มเติม
ให้เจริญก้าวหน้า ทัดเทียมยิ่งขึ้นในสังคม แต่คิดแล้วคิดอีก ก็ไม่กล้า
อาจเป็นไหงกลัวไปเอง หงีเป็นสมาชิกของสมาคมฮากกาหรือเปล่าล่ะ?
ถ้าใช่ ช่วยเข้าไปดูซิ เผื่อว่ามีอะไรพอทำได้บ้าง ไหงยินดีร่วมมือด้วย
ถ้าไม่รังเกียจโทรมาคุยได้ ไหงยินดีเสมอ
เรียนอาสุก ผมไม่มีเจตนาที่จะไปให้ร้ายใครในสมาคมนะ แต่ในส่วนตัวแล้วรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในความเป็นสายเลือดฮากกาในหาดใหญ่ของตนเองมากกว่า ซึ่งเราไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะช่วยอะไรได้ ผมไม่ได้เป็นสมาชิกฮากกาหาดใหญ่ครับจึงได้แต่มองห่างๆ แต่ที่บ้านเป็นสมาชิกสมาคมฮากกาประเทศไทย
เพื่อไม่ให้เป็นการเข้าใจผิดมากไปกว่านี้ ขออนุญาตงดแสดงความคิดเห็นที่เป็นส่วนตัวเพียงเท่านี้ หากมีโอกาสจะแวะไปเยี่ยมเยือนอาสุกแล้วค่อยคุยกันคงได้อรรถรสมากกว่านี้ ขอบคุณครับ
ไหงอ่านความเห็นของหงีมาหลายวันแล้ว รู้สึกภูมิใจที่หงีมีจุดยืนที่มีความเป็นฮากกา ถูกครับ พวกเราในที่นี้ทั้งหมด เป็นชาวฮากกาครับ ไหง่ยังไม่เคยเห็นมีคนไทยแท้ ๆ หรือชาวไทยเชื้อสายอื่น ๆ ล๊อคอินเข้ามาเป็นสมาชิกเลย มีเพียงคุณสิบสองปันนา ที่ไม่รู้ว่าตัวเองมีเชื้อสายจีนอะไร แต่เป็นลูกหลานจีนแน่นอน ดังนั้น ในที่นี้ จึงเป็นคนไทยเชื้อสายฮากกา ชาวฮั่นบริสุทธิ์ อยู่ 100% ไม่ว่าอากุง อาเจี้ย อาผอ อาปา-แม จะมาจากตำบลอำเภออะไรในเหมยโจว หรือว่าในเมืองต่าง ๆ ที่มีชาวฮากกาอาศัยอยู่ในกว่างตง เช่นในจงซาน ฮุ่ยโจว รอบ ๆ นครกว่างโจว และในเขตเกียดหยองของเมืองแต้จิ๋วก็มีฮากกาที่มาไทยไม่น้อย
เราไม่ใช่่จีนแคะ ครับ ไปไหน ไหน ในโลก พูดว่า ไอเอมไชนีสแคะพีเพิล ไม่ว่าฝรั่ง หรือคนจีนโพ้นทะเล คงงงน่าดูครับ หรือพูดกับคนจีนทั่วโลกว่า หว่อซื่อไท่กว่อหวาเหรินแคะเหริน คนจีนทั่วโลกก็งงเหมือนกันครับ แต่ถ้าบอกว่า หว่อซื่อไท่กว่อหวาเหรินเค่อเหริน หรื่อหว่อซื่อไท่กว๋อหวาเหรินเค่อเจียเหริน อันนี้พี่น้องชาวจีนทั่วโลกรู้แน่นอนครับ ว่า เจ้าหมอนี่เป็นชาวฮั่นบริสุทธิ์ที่บรรพบุรุษของเขามาจากจงหยวนเมื่อสองพันกว่าปีก่อน
ถ้าแนะนำตัวว่า ฉันเป็นจีนแคะนะจ๊ะ ก็คงใช้ได้ที่ในเมืองแต้จิ๋วมณฑลกว่างตงและที่เมืองไทย ได้แค่สองแห่งเท่านั้นน่ะครับ
ขอยกย่องในความภูมิใจในความเป็นคนฮากกาของ Mr.Xiong เ็ป็นอย่างสูงครับ ขอคารวะ
(หมายเหตุ) ในสมัยก่อนตอนเป็นเด็ก ๆ เที่ยวแนะนำตัวว่าฉันเป็นจีนแคะนะจ๊ะ ทำเอาเพื่อน ๆ ชาวไทยแท้ และชาวไทยเชื้อสายจีนต่าง ๆ ยกเว้นแต้จิ๋วงงกันใหญ่ ว่าจีนอะไร มีตัวแคระด้วยหรือ เราก็งง ว่าไม่ใช่นะ พวกฉันนี่ก็ตัวโต ๆ กันทั้งนั้นล่ะจ๊ะ พอโตขึ้นเริ่มเป็นวัยรุ่นแล้ว จึงรู้ความ และได้ใช้คำว่า "ฮากกา" ด้วยความภาคภูมิใจตั้งแต่นั้นมา ถ้าใครไม่รู้จักก็ขยายความว่า ก็จีนแคะไงล่ะ คำว่าแคะนี่เป็นภาษาของแต้จิ๋วเขาเรียกเราน่ะ จีนกลางเขาเรียกเราว่า เค่อเจียนะ แล้วพวกเราเรียกตัวเราเองว่า ฮากกา อักษรตัวเดียวกันจ๊ะ เพียงแต่ออกเสียงคนละอย่างเท่านั้นเองนะจ๊ะ เท่านี้ก็ทำให้คนแปลกหน้าหรือเพื่อน ๆ พลอยเข้าใจความหมายที่มาของชื่อเผ่าพันธุ์ของเราไปด้วย เรียกว่าได้บุญต่อบรรพชนที่สร้างสรรค์เผ่าพันธุ์ของเราให้ยิ่งใหญ่เจริญรุ่งเรื่อง สร้างถู่โหลวอันยิ่งใหญ่ เป็นผู้นำในการปฏิวัติประเทศจีนที่ล้าหลัง หลาย ๆ ท่านล้วนผู้นำคนสำคัญยิ่งใหญ่ระดับมหาบุรุษของโลกทั้งนั้น เช่น ท่านฮ่องเต้หงซิ่วฉวน ท่านกว๋อฟู่ด๊อกเตอร์ซุึนจงซาน ท่านจอมพลจูเต๋อ ท่านจอมพลยับเกี้ยนยิน ท่านกวอโม่โย่ ท่านเติ้งเสี่ยวผิง ท่านเย่ถิ่ง ท่านหูเย่าปัง ท่านซ่งชิ่งหลิง และนอกประเทศจีนคือท่าน หลี่กวงโย่ว ท่านคอราซอน อาคีโน ท่านหลี่เติงฮุย ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
แต่เวลาเจอคนฮากกา หรือ หักหยิ่น ด้วยกัน ก็จะทักทายเว้าภาษาฮักฟ้า กัน ด้วยความสนิทสนม และดีใจ ที่เจอ ชิก๋าหยิ่น บอกว่าเป็น หักหยิ่น หรือ ฮักหยิ่น ด้วยกัน บางครั้งก็เจอ คนในอำเภอต่าง ๆ ของเหมยโจวก็ว่าเป็นฉิ่มหัก ถ้าเจอคนฮงสุนหรือฮากกาในเขตแต้จิ๋ว ก็พูดว่า เอ้ หงีเฮ้ฉิ่มขัก ไหงเฮ้ ปั้นซันขัก อย่างนี้ไหงเจอบ่อยมากในเชียงราย แค่ไหงพูดขึ้นมานิดเดียวท่านก็บอกได้เลยว่า หงีเฮ้หมอยแหย่นหยิ่น ไหงเฮ้ห่งสุ่นหยิ่น อย่างนี้เป็นต้น สนุกดีเนาะ ที่ได้เจอคนเว้าภาษาเดียวกันแม้ต่างสำเนียงก็ดีใจจะแย่อยู่แล้ว ที่เวลาไปไหนไกล ๆ แล้วเจอคนเผ่าพันธุ์เดียวกัน
อากอ อย่ายกยอถึงกระนั้นเลย เพียงแค่พยามทำหน้าที่ของลูกหลานคนหนึ่งเท่านั้น จริงๆแล้วพวกเราน่าจะช่วยกันรณรงค์ให้บุคคลทั่วไปเข้าใจกันใหม่ว่า คนฮากกา คือ ฮากกา ไม่ใช่จีนแคะ หรือ แคระ ในสายตาบุคคลทั่วไป อีกอย่างท่านอาจารย์ และ ผู้รู้เรื่องจีนทั้งหลายในเมืองไทย เมื่อเวลาเอ่ยหรือ เล่าเรื่องขนบประเพณีจีนแล้วส่วนใหญ่จะบอกว่าเป็นประเพณีจีน แต่ที่จริงไม่ใช่เพราะส่วนใหญ่ที่เป็น และ เล่าเรื่องจะเป็นจีนแต้จิ๋วของเขาเอง หรือแค่ที่เขารู้ แล้วเหมาว่าเป็นประเพณี หรือ วัฒนธรรมของชาวจีนในประเทศไทย ชาวฮากกามีอีกหลายเรื่องที่ไม่เหมือนภาษาอื่น ตั้งแต่เกิดจนตาย
ชาวฮากกาเรามีประวัติศาสตร์มายาวนาน มีที่มามีเรื่องราวที่คนส่วนใหญ่น้อยคนจะเอ่ยถึงหรือรับรู้ ช่วยกันรณรงค์นะครับ แล้วผมจะพาไปเลี้ยงเย็นตาโฟใส่ลูกชิ้นแคระที่หน้าสมาคมจีนแคะ 5 5 5
ไหงเป็นคนภาคใต้เหมือนกัน เคยอยู่หาดใหญ่2-3ปี ทุกวัันหลานๆยังอยู่หาดใหญ่หลายคน บางคนอยู่นอกเมือง แถวทุ่งลุง
ยินที่ได้รู้จักครับ
ขอบคุณหงีมากที่เข้าใจความรู้สึกของคนอื่น
และขอขอบคุณแทนเพื่อนไหงที่รบกวนหงี
กลับไปหาดใหญ่จะไปบอกเพื่อนไหงให้เพิ่ม
ความระมัดระวัง ไม่ให้หงีต้องเดือดร้อน
เพราะเข้าใจสถานะตัวเองดี
ยังไม่รู้เลยว่ารบกวนอะไร
ทุกสิ่งทำออกจากใจ ด้วยความยินดีครับ
ใครคือคนปั้นซั้นขัก
คนปั้นซั้นขักคือคนจีนและลูกจีนที่เกิดเมืองไทยที่มีภาษาถิ่นแตกต่าง
จากภาษาจีนกลาง จีนฮากกา จีนกวางตุ้ง จีนแต้จิ๋ว จีนฮกเกี้ยน จีนไหหลำ
เป็นภาษาถิ่นที่มีส่วนคล้ายกับจีนฮากกา จีนกวางตุ้ง และจีนกลางรวมกัน
บางคำก็ใช้คำจีนกลาง บางคำใช้คำจีนกวางตุ้ง บางคำใช้คำจีนฮากกา
แต่ก็มีบางคำเป็นภาษาถิ่นแท้ๆของจีนปั้นซั้นขักเอง ซึ่งมีอยู่ไม่มาก
คนปั้นซั้นขักจะสามารถพูดกับคนจีนกลาง คนจีนกวางตุ้ง คนจีนฮากกา
พอที่สามารถจะสื่อสารเข้าใจและรู้เรื่องกันได้
ถ้าเปรียบเป็นปลาคนปั้นซั้นขักก็คือปลาสองน้ำ
อยู่ในน้ำจืดได้และก็อยู่ในน้ำเค็มได้
หรือพูดอีกนัยยะหนึ่งก็คือเป็นปลาน้ำกล่อยนั่นเอง
ฟังอย่างนี้แล้วคงพอเข้าใจ เอาละเปรียบอีกอย่างหนึ่งให้เห็นชัดๆ
เหมือนคนไทยที่มีบ้านอยู่ตามชายแดนทั่วไทย
คนอยู่ชายแดนไทยมาเลเซียก็สามารถพูดไทยและภาษามาเลเซียได้
คนอยู่ชายแดนไทยเมียนม่าหรือพม่าก็สามารถพูดไทยและภาษาเมียนม่าหรือพม่าได้
คนอยู่ชายแดนไทยลาวก็สามารถพูดไทยและภาษาลาวได้
และคนอยู่ชายแดนไทยกัมพูชาก็สามารถพูดไทยและภาษากัมพูชาได้
แต่ดูเหมือนคนปั้นซั้นขักแทบจะไม่มีภาษาแท้ๆของตัวเอง แต่ก็มีบ้าง
เพราะเหมารวมเอาทั้งหมดตั้งสามภาษาเข้าด้วยกัน รวมภาษาถิ่นเข้าไป
และอีกอย่างที่ทำให้คนปั้นซั้นขักไม่ค่อยมีชื่อเสียงมากมายโด่งดังในสังคมไทย
เพราะคนปั้นซั้นขักมักเป็นคนสงบเสงี่ยมเจียมตัว รักสันติ ขยันขันแข็งทำงานหากินอย่างเดียว
แถมรู้และระลึกเสมอว่าตนมีความรู้น้อย ความรู้ต่ำ ต้องทำงานหนักเท่านั้น
ซึ่งผลแห่งความขยันขันแข็งนี่เองมาจนถึงปัจจุบันนี้ ก็ได้ให้ผลลัพย์ที่ดีแก่พวกเขาพอสมควร
จนในปัจจุบันนี้คนปั้นซั้นขักก็สามารถลืมตาอ้าปากยืดอกสู้หน้ากับสังคมชาวโลกได้อย่างสง่าผ่าเผย
แต่ทว่าก็ยังคงสงบเสงี่ยมเจียมตัวไม่โอ้อวดเหมือนที่เคยเป็นมาในอดีต
มิได้ปริปากบ่นกับใครหรือน้อยเนื้อต่ำใจในตัวเอง
แต่กลับภาคภูมิใจในความเป็นคนปั้นซั้นขักอย่างเต็มภาคภูมิ
ไหงได้เคยนำเรียนเกี่ยวกับผู้นำชาวฮากกาในประเทศไทยไปครั้งหนึ่งแล้ว วันนี้ขอนำเรียนอีกคำรบหนึ่ง เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงความภาคภูมิใจในความเป็น คนไทยเชื่อสายฮากกา ที่มิได้น้อยหน้า ชาวไทยเชื้อสายจีนกลุ่มอื่น ๆ ได้สร้างความทัดเทียมในหมู่ชาวฮากกา ให้มีศักดิ์ศรีเด่นเป็นสง่าในหมู่สมาคมจีนเชื้อสายต่าง ๆ ในประเทศไทย มานาน บุคคลผู้ทรงเกียรติเหล่านี้ ล้วนเป็นฮากกาจากอำเภอฮงสุน หรือ หมู่บ้านใกล้เคียงที่อยู่ในเขตแต้จิ๋ว แต่เป็นฮากกา ท่านเหล่านั้น มีรายนาม ดังต่อไปนี้ (จากอดีต สู่ปัจจุบัน)
1.คุณบัญชา ล่ำซำ ผู่ก่อตั้งธนาคารกสิกรไทย แซ่ อึ้ง
2.คณยินดี ลิ่วเฉลิมวงศ์ อดีตประธานสภาสตรีแห่งชาติ แซ่ อึ้ง
3.คุณเกียรติ วัธนเวคิน ผู้ก่อตั้งธนาคารเกียรตินาคิน แซ่ คิว
4.คุณผิน(คิ้วไพศาล) คิ้วคชา เจ้าของภูเก็ตแฟนตาซี แซ่ คิว
5.คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล อดีตประธานสภาสตรีแห่งชาติ แซ่ คิว
6.คุณบัญฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้ากรรมการบริหาร
เครือธนาคารกสิกรไทย แซ่ อึ้ง
7.คุณบรรยงค์ ล่ำซำ เครือธนาคารกสิกรไทย แซ่ อึ้ง
8.คุณจรรย์สมร วัธนเวคิน อดีตประธานสภาสตรีแห่งชาติ แซ่ -
9.คุณสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการเมืองไทย
ประกันชีวิต แซ่ อึ้ง
10.คุณวิกรม กรมดิษฐ์ เจ้าของนิคมอุตาหกรรม
อมตะนคร เจ้าของหนังสือ
ชีวิตนี้ผมจะเป็นคนดี เจ้าของ
เรื่องราวในละครเรื่อง ผมจะ
เป็นคนดี ช่อง 9 โมเดิร์นไนน์
ทีวี หลังข่าวค่ำ เสาร์-อาทิตย์ แซ่ คิว
บรรพชนเหล่านี้ 2 ท่านแรก ได้ลาจากโลกนี้ไปแล้ว เหลือเพียงอนุสรณ์แห่งคุณงามความดี ที่ท่านได้สร้างไว้ ให้กับ ประเทศไทย และชาวฮากกาในประเทศไทย ท่านที่ 3 ปัจจุบันได้ใช้ชีวิตบั้นปลาย อย่างมีความสุข กับ ภรรยา (คุณจรรย์สมร) และ ลูก หลาน เหลน ด้วยวัยเก้าสิบกว่าปี ท่านเป็นผู้มีคุณูปการต่อสมาคมฮากกาแห่งประเทศไทย เป็นรุ่นที่สอง ของบรรพชนชาวฮากกาในประเทศไทย ที่ยังคงมีชีวิตอยู่ ท่านได้สร้างให้สมาคมฮากกา แห่งประเทศไทย มีศักดิ์ศรี ทัดเทียมกับสมาคมไทยเชื้อสายจีน กลุ่มอื่น ๆ ท่านเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ในธุรกิจ และ ครอบครัว และสังคม คุณยินดี ลิ่วเฉลิมวงศ์ ท่านเป็นตัวแทนของตระกูล ล่ำซำ ที่เข้ามามีบทบาท ในฐานะแกนนำสุภาพสตรี สร้างสตรีฮากกาแห่งประเทศไทย ให้เป็นที่ยอมรับ และมีบทบาทด้านสังคมสงเคราะห์ ก้าวล้ำนำหน้า สตรีไทยเชื้อสายจีนกลุ่มอื่น ๆ ท่านเพิ่งลาจากโลกนี้ไปเมื่อปีที่แล้วนี้เอง
ยังมีชาวฮากกาเชื้อสายอำเภอฮงสุน ที่เป็นที่รู้จักอีกมากมาย ซึ่งตอนนี้นึกไม่ออก แต่จะสังเกต ได้ ว่า ผู้นำชาวฮากกาในประเทศไทย จะเป็นชาวไทยเชื้อสายฮากกา จากอำเภอฮงสุน และ อยู่ในระหว่าง 2 เซี้ยง นี้ เท่านั้น คือ เซี้ยง อึ้ง กับ เซี้ยง คิว ยังมีบุคคลที่โด่งดังคับโลกอีก คนหนึ่ง แถมให้ก็ได้ เขาเป็น หลาน หมอยเย้น ครึ่ง ฮงสุน เขาผู้นี้คือ คนเชียงใหม่สันกำแพง นามว่า ทักกี้ ชินนาตร้า ปัจจุบัน เป็นชาวมอนเตเนโกร เชื้อสายฮากกา
ดังนั้น นักธุรกิจ พันล้าน หมื่น ล้านในประเทศไทย ที่เป็นชาวฮากกา จะเป็นชาวฮากกาจากอำเภอฮงสุนเสีย 99 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นชาวไทยเชื้อสายฮากกาจากอำเภออื่น ๆ ในจังหวัดเหมยโจว อย่างเก่ง ก็เป็นนักธุรกิจ หรือเป็นเศรษฐี ในระดับจังหวัด หรือเรียกว่า เศรษฐีภูธรเท่านั้น หาได้เป็นเศรษฐีนครบาลไม่ ชาวไทยเชื้อสายฮากกาจากอำเภออื่น ๆ มักจะสร้างชื่อเสียงไปในด้านเป็นนักวิชาการ เสียมากกว่า เช่น ศาสตราจารย์นายแพทย์อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายแพทย์ใหญ่ ที่ปัจจุบัน มีบุตรชายเป็นนายกรัฐมนตรี ของประเทศไทย คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ที่มีบรรพบุรุษ มาจากอำเภอหมอยเย้น จังหวัด หมอยจู มณฑล กว๋องตุง
วิกรม กรมดิษฐ์ น่าจะเซี่ยงหว็อง หรือแซ่อึ๊ง ครับ บ้านอยู่ท่าเรือท่ามะกา
ถ้าพูดถึงนักธุรกิจใหญ่อีกตระกูล น่าจะเป็นตระกูลว่องกุศลกิจ เช่นคุณกมล คุณอิสระ ว่องกุศลกิจ เจ้าของกล่มน้ำตาลมิตรผล ยักษ์ใหญ่ด้านน้ำตาลของเมืองไทย และเจ้าของธุรกิจ ห้างโซโก และเครือบ้านปู ครับ เป็นคนห้วยกระบอก บ้านโป่งครับ
ธนาคารกสิกรไทย เขาทำหนังสือสายตระกูลของเขา รุ่นแรกของตระกูล ถ้าเขียนไม่ผิด ชื่อ ท่านอึ้งยุกเหลียง (ถ้าผิดก็หมายความว่า ท่านอึ้งยุกเหลียงเป็นลูกของล่ำซำที่เข้ามาเป็นคนแรก-ดังนั้น จึงยังสรุปไม่ได้ว่า อึ้งยุกเหลียง เป็นต้นตระกูล หรือ ลูกของต้นตระกูลล่ำซำที่เข้ามาไทย) ไหงก็เช่นเดียวกับวี่ฟัดโก คือได้มีโอกาสอ่านหนังสือ สาแหรกล่ำซำไปแล้ว และหาหนังสือไม่เจอ จึงอาศัยความทรงจำลาง ๆ เลือน ๆ ซึ่งท่านต้นตระกูลล่ำซำนี้ อพยพเข้ามาไทยในสมัยปลายราชวงศ์แมนจู ยังแต่งกายแบบสมัยนั้นและมีหางเปียติดมาด้วย โดยเข้ามาในปลายรัชสมัยพระปิยมหาราช ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ของเรา
สิ่งหนึ่งที่ไหงเข้าใจมาตลอดก็คือ ตระกูลนี้ ไม่ได้มาจากหมอยเย้นนะครับ แต่เพื่อความถูกต้อง ก็ต้องหาหนังสือเล่มนั้นมาให้ได้ ไม่รู้ว่า ธนาคารกสิกรยังมีอยู่อีกหรือปล่าว แต่ที่แน่ ๆ สำนักงานใหญ่น่าจะมี หรือ เราอาจจะติดต่อผ่านทางเลขานุการส่วนตัวคุณบัณฑูร ก็ได้ เพื่อจะได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ดีไม่ดีได้รับหนังสือมาฟรี ๆ อีกด้วยก็ได้
ตระกูลนี้ เขาไม่ได้ทำอะไรสุกเอาเผากินครับ โดยเฉพาะคุณบัณฑูร ล่ำซำ ท่านเป็นลูกไม้ใต้ต้น ที่มีดอกผลงดงามกว่าต้นพ่อ-แม่มากนัก ถึงแม้ว่า ในตัวคุณบัณฑูรนั้น พูดกันตามตรง สายเลือดของฮั่นเหลือน้อยเต็มที(อย่าให้เธอมาอ่านเห็นเชียวนะเดี๋ยโกรธลมออกหู) แต่ไหงว่า DNA ของความเป็นฮากกาของเขา มีมากเหลือเกิน จากการที่เห็นเขา เชื่อมั่นในภูมิปัญญาตะวันออกแบบจีนเราเป็นอย่างยิ่ง เช่นเรื่อง ฮวงจุ้ย ลายเซ็นต์ โหวเฮ้ง เป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ที่ผ่านการศึกษาเล่าเรียนมาจากตะวันตก ยังซูฮกภูมิปัญญาบรรพบุรุษของตัวเอง อย่างเชื่อมั่นโดยสนิทใจเลยทีเดียว
ส่งผลให้ธนาคารกสิกรไทย ยิ่งใหญ่ น่าใช้บริการมากที่สุดในประเทศไทยทุกวันนี้ นี่มองจากสายตาคนเคยทำแบงก์ยักษ์ใหญ่ของไทยมาก่อนนา
ส่งเค้าโป๊ บ้วยกุ้ย เกี่ยเอ้งจิว เขาบอกมาอย่างนี้ นึกไม่ถึงเลยว่า เป็น ตำบลฉุงเค่ว เหมยเสี้ยน เจียยิ่ง ซึ่งก็คือใจกลางของเหมยโจวแท้ ๆ ด้วยความที่หนังสือเขาทำออกมาเป็นศัพท์ภาษาแต้จิ๋ว จึงทำให้คนอ่าน(อย่างไหง) ที่ความรู้ภาษาจีนเท่าหางอึ่ง มีจินตนาการนึกคิดไปว่า เขามาจากนอกหมอยเย้น ซึ่งน่าจะเป็นฮงสุน หรือในเขตของแต้จิ๋ว แต่เป็นฮากกา อิทธิพลของภาษาแต้จิ๋วในไทยนี่เหลือเชื่อจริง ๆ
เหนือกระดาษยังมีซาลาเปา อิอิ แสดงว่า วี่ฟัดโก อาคมโก อาฮยุ๋งโก เป็นซาลาเปารสดี(เสี่ยวหลงเปาของซ่างไห่) ที่อยู่เหนือยับสินฝ่าคนรู้น้อยคนนี้จริง ๆ
จึงทำให้ไหงดีใจเป็นอย่างยิ่ง ว่า ล่ำซำ เป็นชาวหมอยเย้น เช่นเดียวกับไหง ลบล้างความเข้าใจผิด ๆ มาตลอดกว่า เกือบ 20 ปี ช่างน่าสมเพชตัวเองแท้ ๆ
แสดงว่า ท่านอึ้งเมี่ยวเหงี่ยน หรือ หว่องเมี่ยวเหงี่ยน เป็นต้นตระกูลล่ำซำในประเทศไทย แล้วท่านอึ้งยุกเหลียง เป็นบุตรชายคนโตของอึ้งเมี่ยวเหงี่ยน ท่านนี้แต่งกับภรรยาชาวไทยแท้หรือลูกครึ่งไม่แน่ใจ (ไหงยังจำภาพได้อยู่) แล้วเกิดมา มีลูกชายคนโต คือ คุณบัญชา ล่ำซำ พี่ใหญ่แห่งตระกูลล่ำซำ ในยุคปัจจุบัน คุณบัญชา ล่ำซำ แต่งกับ หม่อมราชวงศ์หญิงท่านหนึ่งประทานโทษที่จำชื่อท่านไม่ได้(สำอางวรรณ?) สายสกุล วรวรรณ จนมีคุณบัญฑูร ล่ำซำ ผู้เก่งกาจลูกไม้ใต้ต้นอภิชาติบุตร ซึ่งมีความเป็นฮากกาและหรือความเป็นจีนอยู่เต็มเปี่ยมในหัวใจ นำพาธนาคารกสิกรไทย พัฒนา รีเอ็นจิเนียริ่ง องค์กรธนาคาร เป็นแห่งแรกในประเทศไทยทำให้ภาพการบริการของไทย ถูกปฏิวัติไปโดยสิ้นเชิง รูปแบบของธนาคารที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน เข้ามาแทนที่งานธนาคารในสมัยก่อน ที่ลูกค้าเดินเข้าไป จะพบกับภาพพนักงานในแผนกต่าง ๆ ทำงานในหน้าที่ของตนอยู่กลังเคาน์เตอร์รับฝาก-ถอน เป็นภาพที่ยุ่งเหยิงมากมานานหลายสิบปี เกือบร้อยปีได้มั้ง พอคุณบัณฑูร เป็นผู้นำการปฏิวัติระบบธนาคาร จึงทำให้ภาพของการเข้าใช้บริการธนาคาร เป็นไปอย่างเรียบร้อยสวยงาม น่าใช้บริการ ที่เด็กรุ่น อายุ 25 ปีลงไป นึกภาพธนาคารสมัยเก่าไม่ออกเลยทีเดียว
คุณบัณฑูร ล่ำซำ เป็นหนุ่มนักเรียนนอก เป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีความเชื่อในภูมิปัญญาจีนอย่างแรงกล้า เริ่มที่ตัวเองก่อน ด้วยการปรับโหงวเฮ้ง ใบหน้าของตัวเอง ด้วยการเปิดหน้าผากโดยหวีผมไปทางด้านหลังศรีษะ เปิดหน้าผากให้เห็นอย่างโล่งแจ้ง (คุณวิกรม ก็อีกท่านหนึ่งที่มีทรงผมแนวนี้-ไหงก็อีกคน) แล้ว เปลี่ยนลายเซ็นต์ชื่อของตัวเอง ให้ลายเซ็นต์นามสกุลพุ่งทะยานขึ้นไป แล้ว จบด้วยการเติม จุด . ไหงก็ทำตาม แล้วทำการปรับเฟิงสุ่ย หรือ ฮวงจุ้ย ของธนาคารกสิกรสำนักงานใหญ่ มีสิงห์โต เขาว่ากันว่า มันจะคำราม ทุก 10 นาที (ตรงนี้จริง-เท็จอย่างไร ขอคนกรุงเทพ อย่างอาโกทั้งหลาย ช่วยเฉลยให้คนบ้านนอกอย่างไหงทราบด้วยเถิด) ดังนั้น คุณบัณฑูร จึงเป็นคนแรก ๆ ของไทย ที่นำศาสตร์ฮวงจุ้ย มาใช้ในธุรกิจของตนอย่างจริงจัง จนได้ชื่อว่า เป็นมิสเตอร์ฮวงจุ้ย ที่ศรัทธาในศาสตร์นี้อย่างจริงจัง เป็นแรงดึงดูดให้คนทั่วไป หันมาสนใจในศาสตร์นี้อย่างกว้างขวาง
ดีใจครับ ที่ ล่ำซำเป็น หมอยเย้น วี่ฟัดโก นี่เก่งจริง ๆ ส่วนอาฮยุ๋งโก นี่ยอดเยี่ยมในการนำข้อมูลมาใส่ให้เกือบทุกเรื่อง เยี่ยมยอดที่สุด ส่วนอาโกอาคม ก็แนวทางเดียวกับอาฮยุ๋งโกและวี่ฟัดโก ที่เชี่ยวชาญด้านภาษา ช่วยเติมเต็มเนื้อหาที่ไหงเขียนมา ให้เกิดความสมบูรณ์และถูกต้องแม่นยำ ขอยกย่องกันเองนะครับ เพราะมันเป็นสิ่งจำเป็นมาก ที่พวกเราช่วยกันเติมเต็มข้อมูลที่มีคนจุดประเด็นขึ้นมา แล้วทำให้เรื่องนั้นเป็นเรื่องราวที่มีเนื้อหาถูกต้องสมบูรณ์ ต้องช่วยกันต่อไปนะครับ อาโกทั้งหลาย - อั้นโตเซี้ย.
มีเกร็ดเกี่ยวกับว่า ทำไมถึงต้องนามสกุล "ล่ำซำ" เคยอ่านว่า เขาบันทึกไว้ว่า มีซินซาง คนหนึ่ง ได้ดูบุคลิกท่าทาง ของท่าน อึ้งเมี่ยวเหงี่ยน หรือ อึ้งยุกเหลียง สองพ่อลูกนี้แหละ คนใดคนหนึ่งไหงก็สุดจะจำได้เสียแล้ว ซินซางท่านนั้น กล่าวว่า "ล่ามซาม ผู้นี้รูปร่างลักษณะเป็นคนโหงวเฮ้งดีมาก ต่อไปภายภาคหน้า ลูก-หลานจะมีความเจริญรุ่งเรือง......" เป็นที่พออกพอใจของท่านอึ้ง ซินซาง เป็นอย่างยิ่ง จึงได้นำเอาคำว่า ล่ามซาม นี้ มาตั้งเป็นนามสกุลไทยว่า "ล่ำซำ" อาโกท่านใด เข้าใจคำว่า "ล่ามซาม" ช่วยขยายความเอาบุญหน่อยเถิด.
แซ่ที่เขียนเป็นภาษาไทย แล้วเพี้ยนไปเป็นแซ่อื่น เพราะมีเสียงใกล้เคียงกัน และบางแซ่ก็ออกเสียงภาษาไทยไม่ได้ไม่มีตัวเขียนเป็นต้น แซ่ของท่าน อึ่งเมี่ยวเหงียน ตระกุลล่ำซำ แซ่ 伍 องือ เสียงขึ้นจมูก เป็นเสียงฮากกา แต่ส่วนมากจะเขียนเป็น อึ่ง ไปคล้องกับแซ่ 吴 องือ ,อึ่ง, แต้จิ๋วเป็นโง้ว แต่ถ้าเป็น อึ้ง เป็นเสียงแต้จิ๋วก็คือแซ่ 黄เซี่ยงหว่อง อีกหว่อง ก็คือ 王 และก็มีเซี่ยง ว่อง 汪 แต่ส่วนใหญ่สามแซ่นี้ จะใช้ว่า ว่อง บางคนก็ใช้คำตรงเสียง ทางที่ดีที่สุดทุกคนต้องรู้แซ่ตัวเอง และต้องรู้ด้วยว่าเขียนเป็นภาษาจีนว่าอย่างไร
ปู่ของคุณทักษิณ ซึ่งเป็นพ่อของคุณเลิศ ชินวัตร อดีต ส.ส.เชียงใหม่ ท่านแซ่คิว ครับ ทัำกษิณมีชื่อในภาษาจีน ทับศัพท์ภาษาไทย ว่า
丘 德 新
ไหงรู้จักกับพี่ชายของคุณแม่ยินดี (ระมิงค์วงศ์) ลืมไปแล้วว่า ท่านเซี้ยงยับ ใช่หรือปล่าวไม่ทราบ ต้องไปถามหงาเก้อ๋าผอก่อน เพราะจำได้ลาง ๆ ว่า อากุงท่านนี้ เซี้ยงยับ ท่านเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับหงาเก้อ๋าผอครับ ตอนนี้ลาจากโลกนี้ไปแล้ว เข้าใจว่า แนวความคิดทางการเมือง ระหว่างลูกผู้พี่ผู้น้องทางแม่ของเขา ไม่ค่อยลงรอยกับแนวทางของคุณทักษิณ น่ะครับ คงมีแต่พวกชินวัตรเท่านั้น ที่เอาไงเอากันกับพี่ชายคนนี้
มีข้อสังเกตว่า คำทักทาย เชื้อเชิญ (ที่ไม่ใช่ภาษาทางการ) มันพอจะบอกได้ว่า เขายินดีในเรื่องอะไรบ้าง เช่น
แต่มีเรื่องหนึ่งที่ไม่น่าเชื่อว่า มีในประวัติศาสตร์ของสยามเมืองยิ้มของเรา คือ
ขณะไปเดินเล่นในที่ห้างแห่งหนึ่ง เห็นคน 2 คนน่าจะเป็นเพื่อสนิท ที่ไม่ได้พบกันมานาน เพิ่งมาเจอกันโดยบังเอิญ ระหว่างที่พวกเขาคุยกัน มีคนหนึ่งทักว่า
"นี่. เธอเสื้อสีอะไร" เท่านั้น สัมพันธภาพเปลี่ยนไปเลย
เพราะเป็นคำถามที่ต้องเลือกข้าง ที่มีหลายทางเช่น
แต่ได้ยินผู้ที่ถูกถามตอบมา ทำให้คิดได้ว่า คำตอบไม่ใช้มีแค่นั้น เธอตอบมาเป็นชุด ว่า
"นี่เธอ เราทักทายกันเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้หรือ เราเคยถามสารทุกข์สุขดิบกัน เราเคยชวนกันทำกิจกรรมร่วมกัน บลาๆๆๆ ไม่มีเรื่องอื่นมาทักกันแล้วหรือ เราไม่ชอบเลยที่เพื่อนมาทักเราแบบนี้ เราตอบไม่ได้เพราะแต่ละสีก็มีส่วนที่ควรไม่ควร เมื่อเราเป็นเพื่อนกัน ไม่ต้องมีสี ไม่ต้องเลือกข้างไม่ได้หรือ แต่ที่สำคัญ เรายังมีความประทับใจที่มีเธอเป็นเพื่อน หลายอย่างเลยนะ เมื่อก่อนนี้... บลาๆๆๆๆ..."
ก็คงจะเห็นได้ว่า เธอมีสติ ไม่หลงประเด็นไปตามกระแส ไม่ว่าจะเหลืองหรือแดง เธอเปิดไฟเขียว ให้มิตรภาพได้ต่อไป
ไหงบอกได้เลยว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ของชุมชนนี้มานนานแสนนานแล้วตั้งแต่ชุมชนนี้เปิดเมื่อ 2 ปีเศษ แต่ไหงก็ไม่เคยคิดที่จะเข้ามาเลย....สาบาน แต่เมื่อมีวันหนึ่งมีผู้อาวุโสท่านหนึ่ง มาบ่นรำพึงรำพันถึงความไม่เท่าเทียมกันระหว่าง " ป้าน " กับ " ชิม " โดยท่านได้สาธยายเรื่องโกรธเคืองไม่ลงลอยกันในอดีตต่างๆนาๆ จนต้องทำให้ไหงตัดสินใจที่จะเข้ามาตั้งข้อสังเหตุ โดยไหงตั้งกระทู้ว่า " เดี๋ยวนี้มีคนต้องการแบ่งแยก ป้าน ชิม " จนกลายเป็นกระทู้ประว้ตติศาสตร์ที่ เวปมาสเตอร์ มีคำพิพากษาว่าจะต้องลบ จึงเป็นกระทู้เดียวที่ถูกลบ
ตามเจตนารมณ์ของไหงไหงอยากให้คนฮากกาทั้งมวล ( ทั้งหมด ) รักกันไม่เอาคำว่า " ป้าน " " ชิม " มาเป็นเส้นแบ่งอาณาเขตและขออย่ารื้อฟื้นเอาข้อบาดหมางในอดีตของคนรุ่นก่อนๆมากล่าวบ่อยๆ เดี๋ยวจะเป็นการไปตอกลิ่มคนรุ่นหลังๆที่เขายังไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวของความแตกแยกของคนรุ่นก่อนๆ ทั้งนี้ไหงได้ยกตัวอย่างมากมายเพื่อเป็นข้ออ้างว่าเดี๋ยวนี้เขาไม่แบ่งกันแล้วน๊ะ ที่ไหงยกเป็นตัวอย่างมากที่สุดคือการร้องเพลงซานเกอโต้ตอบกันของอำเภอต่างๆในเหมยโจว คนหมอยแย้นโต้ตอบกับฟุงสุ่น , เจียวเลี้ยงโต้ตอบกับฮิลแหน่น ฯลฯ ไม่เห็นว่าเขาจะมีความแตกต่างแตกแยกกัน พวกเขายังคงร้องเพลงได้อย่างสนุกสนาน และทั้งชาวฮากกาที่ราชบุรีของไหงเดี๋ยวนี้เขารักกันจะตายไม่ว่า " ป้าน " " ชิม " ไม่เห็นเขาบอกว่า พวกป้านต้องแยกกลุ่มป้านด้วยกัน....ไม่มี และที่สำคัญในร่างกายของไหง DNA ของไหงมีทั้ง ป้าน ( ทางอาเม้ ) ชิม ( ทางไท้ปัก ) อยู่ไหงจึงมีเป้าประสงค์อย่างจริงใจว่า อย่าแบ่งแยกเลย
แต่ไหงคิดดูว่าการที่ไหงได้เข้ามาที่นี่มาพบพี่น้องชาวฮากกาในชุมชนแห่งนี้ทำให้ไหงได้รู้จักกับบรรดา ฮากกาหงิ่น เหมือนพบญาติพี่น้อง ร่วมอุทร ที่ถือกำเหนิดมาจาก DNA ฮากกาด้วยกัน จึงเป็นอานิสงค์ที่ดีต่อไหงด้วย
ก็ OK ครับ
เมื่อเสร็จสมบูรณ์พร้อมเปิดตัวเมื่อไหร่ก็ส่งข่าวกันบ้างนะครับ จะได้ทำ Link เป็นเว็บพันธมิตรร่วมกันอีกแห่ง ที่เรายังไปมาหาสู่กันได้เหมือนเดิม
แล้วอย่าลืมแวะมาให้ ความรู้สาระ และพูดคุยกันที่นี้ด้วยนะ จะได้มีผู้รู้ ผู้เชียวชาญเฉพาะด้าน มาคอยให้คำแนะนำแก่ผู้สนใจทั้งเฉพาะด้าน และเรื่องทั่วไปของ 客家人
และขออนุญาตเปลี่ยนบล๊อกนี้ ไปเป็น forum กระดานสนทนา เพื่อไว้คุยกันต่อ ไม่ปนกับ บล๊อกเนื้อหา นะครับ
ในที่นี้เราทุกคน พยายามหลอมรวม ละลายพฤติกรรม (ขอยืมภาษานักจัดกิจกรรมสังคมมาใช้หน่อย) เกี่ยวกับ ความเป็น ป้าน ความเป็น ฉิ่ม และ ไม่พยายามเอ่ยถึงเลยในที่นี้
แต่มีผู้หลักผู้ใหญ่ใจดื้อด้านบางท่าน เข้ามาในนี้ ทำวงแตกไปหลายรอบ แล้ว ยังไม่มีความเข้าใจใน วัฒนธรรมองค์กร ของ ฮากกา อีก
อ่อนเพลียละเหี่ยใจ.......
ไม่ว่า ปันซันขัก หรือ ชิมขัก ต่างก็เป็น 客家人 ที่ใช้ภาษาเดียวกัน แต่สำเนียงแตกต่างกันไปตามถิ่นที่อยู่ ที่ไม่ได้จารึกใน DNA ที่เก็บเฉพาะพันธุกรรม และการบอกถึงความเป็นตัวตนเอง(โดยไม่ตีกรอบคนอื่น) ทุกคนต่างมีสิทธิบอกได้โดยทัดเทียมกัน
ดังนั้นคิดว่าบางเรื่อง ที่พูดไปสองไพเบี้ย รู้เห็นปล่อยวางบ้างก็ดี ถ้ามีบางคนทำในบล๊อกหรือเว็บของเขาเอง ดีไม่ดีอย่างไรทุกคนก็รู้เห็น ถ้าดีหรือเห็นด้วยก็ส่งเสริมกันไป ตราบเท่าที่ยังไม่มีการรบกวนในพื้นที่ของผู้อื่นให้เสียหายเกินรับได้ เท่ากับเปิดโอกาสให้ทุกคนมีที่ยืนของตัวเอง แต่ถ้าคิดว่า login ใด หรือบุคคลใด ทำไม่เหมาะสมในส่วนของตนเอง (โดยไม่หมิ่นหรือชักนำให้ผู้อื่นเสียหาย) ผู้พบเห็นทั้งหลายก็ย่อมรู้ถึงความเหมาะสมของ Login หรือผู้นั้นอยู่แก่ใจ ถ้าไม่มีคนสนใจ ไม่มีคนแย่งโต้แย้งชิงตอบเป็นคนสุดท้าย เรื่องนั้นก็ตกไปเองตามกาลเวลา แล้วเรื่องมันก็ไม่เป็นเรื่อง
สมมุติว่า ในเว็บนี้มีชาวไทยด้วยกัน
กลุ่มหนึ่งพูดสุพรรณ กลุ่มหนึ่งอู้คำเมือง อีกกลุ่มแหลงใต้ ต่างคนต่างเปิดเผยแสดงความเป็นตัวตนอย่างชัดเจน คนไทยกลางก็ไม่ตำหนิว่าคนสุพรรณพูดเหน่อ ยอมรับว่าเป็นภาษาถิ่นของเขา แต่ก็สามารถบอกเปรียบเทียบกันได้ ว่าคำเดียวกันแต่ละภาคพูดอย่างไร เป็นการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน โดยไม่ต่อว่าต้องพูดเหมือนตนจึงถูกต้องเท่านั้น หรืออาจมีคนแหลงใต้กันในเว็บหลายคู่ คนอิสานฟังรู้บ้างไม่รู้บ้าง รู้ก็ตอบ ไม่รู้ก็เฉย ไม่อยู่ในความคิดว่าผู้ที่ใช้ภาษาถิ่นของตนพยามแบ่งพวก หรือแสดงออกจนทำให้คนภาคอื่น ผ่านมาเห็นเว็บนี้คุยแต่ภาษาใต้ แล้วคนภาคอื่นไม่กล้าเข้า บางกลุ่มอาจจะไปตั้งเว็บใหม่ที่เหลือคนเฉพาะกลุ่มของตนก็เป็นสิทธิที่เขาทำได้ ถ้าเรามองกว้างๆ เรายังมีสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกันอยู่ ก็ไม่ยังไม่ได้แบ่งแยก เพียงแต่เรามีหลายทีมที่ต่างก็มีความจริงใจต่อประเทศชาติในแบบที่ตนสันทัด หลายทีมมากขึ้น บางที่ก็สามารถเป็นผู้ชำนาญการเจาะลึกเฉพาะด้าน บางที่มก็เป็นกองหนุนหรือฐานพลังให้กัน แล้วเราก็อยู่ร่วมกันได้ด้วยดีเสมอมาที่
กล่าวแบบนี้ไม่ใช่สนับสนุนให้มีการแยกทีม แต่หมายความว่า ไม่ว่าจะมีกี่ทีมก็ตาม ขอให้ยึดมั่นในอุดมการร่วมกันไปมาหาสู่กันได้สม่ำเสมอด้วยดีเช่นเดิม ทีมไหนมาเราก็ต้อนรับ เพราะในทางปฏิบัติถ้าเรามองว่าสมาชิกในแต่ละทีม สามารถเป็นคนเดียวกัน เป็นสมาชิกที่ร่วมกันอยู่ในทีมใหญ่ เพียงแต่มีหมวกหลายใบขึ้นมาช่วยกันทำหน้าที่ตามวาระเฉพาะกิจใต้หมวกใบนั้น "ซึ่งมีเป้าหมายเดียวกัน คือคำว่า 客家人"
เมื่อมีคนที่สันทัดแตกต่างกัน ทุกคนมีที่ยืนได้อย่างสง่า ก็สามารถทำให้พลังของพี่น้อง สร้างสรรได้หลายรูปแบบ และสามารถอยู่ร่วมกันอย่างดี ที่สามารถเปิดใจคุยกัน แบบไท้กาหงิน เมื่อรู้เขารู้เราแล้วก็คุยกันได้ทุกเรื่อง ตราบเท่าที่ไม่ขีดเส้นแบ่งพวก และไม่บังคับคนอื่นต้องมีพวก ถึงท่านใดจะมีหลายบ้านก็ไม่แปลก ถือว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล และเป็นความประสงค์ส่วนตัวผู้ใดผู้หนึ่งเท่านั้น ผู้อื่นอาจจะเห็นชอบก็ชมกันไป ไม่ชอบก็ปล่อยให้นิ่งๆไว้ไม่นำมากล่าวถึง
ถ้าทุกคนช่วยกันทำให้บ้านหลังนี้ให้อบอุ่นที่สุด ยิ่งกว่าทุกบ้านที่มี และในบ้านใหญ่หลังนี้มีที่ยืนสำหรับทุกคน โดยไม่ถือเขาถือเราแล้ว ไม่ว่าใครจะมีกี่บ้าน ก็จะเต็มใจอยู่ในบ้านที่อบอุ่นมากที่สุด ส่วนบ้านอื่นๆ ก็สามารถเป็นพันธมิตรร่วมกันได้ เป็นความภาคภูมิของชาวฮากกาที่มีหลายหมู่บ้าน เช่นปัจจุบัน ก็มีเว็บของฮากกาแห่งประเทศไทย เว็บของสมาคมฮงสุน เว็บของศูนย์ฮากกาศึกษา ซึ่งสมาชิกบางท่านก็มีเว็บของตนเอง บางท่านก็เป็นสมาชิกของเว็บต่างๆอยู่ แต่ทุกคนก็ยังสามารถเข้าออกเว็บนี้ได้เหมือนเดิม ที่เป็นครอบครัวใหญ่ ที่มีการเติบโตขึ้นได้เรื่อยๆ ต่อไป
คนเรานั้น ความรู้สึกนึกคิด เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึง "วุฒิภาวะ" ได้เป็นอย่างดี เยี่ยม โดยไม่ได้หมายถึง บุคคลท่านนั้นจะมี วัยวุฒิ ที่มาก หรือ สูงวัยหลายสิบปี แต่ผู้ที่อายุสี่สิบกว่า ๆ หรือ ห้าสิบ ที่ได้แสดงความรู้สึกนึกคิดหรือให้ความเห็นชี้แนะ ไม่บ่อยครั้งนัก ที่อาฉีโก ผู้สุภาพนิ่มนวล ได้แสดงแนวความคิดความเห็น ที่แสดงให้เห็นวุฒิภาวะที่สูงส่งภายในจิตใจของสุภาพบุรุษท่านนี้
ความเห็นของอาฉีโก ขอน้อมรับด้วยความจริงใจและเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ครับ ทำให้บอกตัวเองได้ด้วยว่า บางครั้ง (หรือบ่อย ๆ ครั้ง) ก็ต้อง "ทำใจ" และ "ปล่อยวาง" ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ของ ปัจเจกบุคคล ครับ
ไหงชอม ปรัชญาของ จงกว๋อก้งฉานต่าง ที่เล่าหยิ่นกา อาวุโสรุ่นแรกทั้งหลาย โดยเฉพาะป๋าเติ้ง ท่านชอบกล่าวว่า "แสวงจุดยืน สงวนจุดต่าง พัฒนาร่วมกัน" ครับ
กิ๋มหมิ่น โก ครับ ไหงขอบพระคุณมาก ๆ ที่เป็นกำลังใจ รวมทั้งยังมีอาโกอีกมากมายหลายท่าน ที่มีความเห็นแนวทางเดียวกับ ไหง ไหงไม่ได้เข้าข้างตัวเองนะครับ ไหงพูด(เขียน) ในชุมชนของเรานี้ หลาย ๆ ครั้ง แล้ว ว่า พวกเรา ถึงจะเป็น ฉิ่ม เป็น ฮงสุน(ไม่อยากเอ่ยคำว่าป้าน) เป็นฮากกาที่อยู่ในเขตของชาวแต้จิ๋ว แต่พวกเรา ล้วน มี DNA ของชาวฮั่นจากจงหยวน ศูนย์กลางประเทศ ซึ่งได้กลายมาเป็นชาว "ฮากกา" เหมือนกันทุกคน อพยพมาพร้อม ๆ กัน ในแต่ละคราว บังเอิญ บรรพบุรุษของท่านที่เกิดในฮงสุน พาตัวเองมาออกลูกออกหลานอยู่ร่วมแผ่นดินกันกับชาวแต้จิ๋ว เอง จึงได้รับเอาศัพท์ของแต้จิ๋วมาโดยธรรมชาติ
ว่ากันตามจริง ไหง เป็น หมอยเย้น ไหงย่อมมีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ บ้านของไหง ถือกันว่า พูดภาษาฮากกา เป็นสำเนียง "กลาง" ของฮากกาทั้งประเทศจีน แต่นี่ไหงอยู่ที่นี่อยู่ที่เสียมหลอ ไหง ในฐานะที่เป็นคนหมอยเย้น ไหงกลับ เอาใจเขา มาใส่ใจเรา คือพยายามละลายความเป็น ฉิ่ม เป็น ป้าน ซึ่งบรรพชนของพวกเรา ได้ทำสำเร็จมาแล้ว จากเมื่อเกือบร้อยปีก่อน มีการแบ่งแยก น้อยอกน้อยใจ ของชาวฮงสุน ว่า พวกแคะก็ไม่เอา พวกแต้จิ๋ว ก็ไม่ยอมรับ นี่ว่ากันถึงขนาดนี้เลยนะ
มาถึงตรงนี้ ไหงต้องขอยกย่อง บรรพชนชาวไทยฮากกา ของเรา ที่ทุกวันนี้ ท่านยังคงอยู่อย่างสุขสบายท่ามกลางหลานเหลน ท่านผู้นี้ ก็คือ อากุง เกียรติ วัฒธนเวคิน ท่านเป็นชาวฮงสุน แต่ท่าน ไม่สนใจความเป็น ป้าน เป็น ฉิ่ม เลย ท่าน กับชาวฮงสุนหลาย ๆ ท่าน เช่นคุณย่า ยินดี ลิ่วเฉลิมวงศ์ น้องสาวของ อากุง บัญชา ล่ำซำ สองท่านนี้ เป็นผู้นำชาวไทยฮากกาที่ร่วมกัน ปลุกปั้น สมาคมฮากกาแห่งประเทศไทย ให้เจริญรุ่งเรือง ทัดเทียมกันกับ สมาคมจีนกลุ่มต่าง ๆ ไม่น้อยหน้าไปกว่าพวกแต้จิ๋วเลย
ที่สำคัญ ผู้นำชาวไทยฮากกา หรือ นักธุรกิจใหญ่ ที่มีชื่อเสียง ส่วนใหญ่ มักจะเป็นคนฮงสุน เสียมาก เช่นท่านเกียรติ ท่านบัญชา ล่ำซำ ท่านยินดี ลิ่วเฉลิมวงศ์ คุณ วิกรม กรมดิษฐ์ ส่วนชาวหมอยเย้นส่วนใหญ่ เชื่อสิ เป็นอาจารย์ มหาวิยาลัย เป็นหมอ เป็นทนาย เป็นผู้พิพากษา เสียส่วนใหญ่ หาได้มีนักธุรกิจหมื่นล้านในระดับประเทศ อย่างชาวฮงสุนไม่
ทุกวันนี้ พวกเรา แต่ละอำเภอ ก็มีสมาคมแยกย่อยออกไป เช่น สมาคมไท้ปู สมาคมหมอยเย้น สมาคมตระกูลยับ สมาคมฮงสุน สมาคมหยินแหน่น แต่ละสมาคม ในทางพฤตินัย ทุกสมาคมต่างถือว่า เป็นสมาคม "ลูก" ของสมาคมฮากกาแห่งประเทศไทย ทั้งนั้น ที่น่ายกย่อง คือ ลำปาง กับแพร่ ที่ทั้งจังหวัด มีชาวฮงสุนทั้งนั้น แต่ที่นั่น เขากลับตั้งสมาคมฮากกาลำปาง สมาคมฮากกาแพร่ มีแต่เชียงรายเท่านั้นเอง ที่มีแต่สมาคมฮงสุน สมาคมแต้จิ๋วเชียงรายเพิ่งตั้งได้ 7 ปีมานี้เอง เชียงใหม่ก็เช่นเดียวกัน มีแต่สมาคมฮากกาเชียงใหม่ โดยมีสัดส่วน ฮงสุน กับ หมอยเย้น ครึ่งต่อครึ่ง ไหงไม่เห็นมีใครบอกว่า หงีเป็นป้าน ไหงเป็นฉิ่ม แยกโต๊ะกัน ไม่มีเลย ที่นี่เป็นตัวอย่างของความสามัคคี ไหงอยู่เชียงใหม่ มา 42 ปี ไม่เคยเห็นเล่าหยิ่นกา ของเชียงใหม่ ทะเลาะกัน เรื่องพรรคเรื่องพวกเลย ต่างคนต่างพูดสำเนียงของตัวเอง และก็ฟังสำเนียงของแต่ละฝ่ายเข้าใจกันดี ไม่ต้องมีล่าม
ไหงไม่เข้าใจว่า ที่หาดใหญ่มีปัญหาอะไรกัน หาดใหญ่ ไหงว่า ใหญ่กว่าเชียงใหม่อีกนะ เพราะไปมาแล้ว มีทั้งสมาคมฮากกา มีทั้งสมาคมแต้จิ๋ว โผวเล้ง เท่งไฮ่ เตี้ยะเอี้ย เตี๊ยะอัน ฯลฯ และผ่ามามีสมาคมป้านซานขักแห่งประเทศไทย ทำไม ? ดั้นด้นไปหาท่านอากุงเกียรติ วัฒธนเวคิน ให้กรุณาเป็นสมาชิก ท่านก็กรุณาสมัครให้ เพื่อเอาบัตรสมาชิกไว้อวดลูกหลาน(ขอยืมสำนวนเหมาจู่สีมา)
อันที่จริง ไหงก็ผิด ที่ไปละเมิดสิทธิมนุษยชนท่าน แต่ท่าน ก็ควรจะ ดูเทศะ บ้าง เทศะนะครับ คงแปลออก กาละ-เทศะ แต่ในที่นี้ กาละ ไม่เกี่ยว
ไหงเคารพ ครับ เคารพ ในสิทธิของท่าน และไหง ไม่ควรไปละเมิด สิทธิ ของท่าน แต่ท่านขอความกรุณาดูตัวเองบ้าง ? ท่านเข้ามา นี้ ชื่อของเรา ก็เด่นหราอยู่ด้านบนสุดของหน้าจอ ว่า "ชุมชนฮากกา" แห่งประเทศไทย ตั้งแต่ไหงเข้ามา นึกหรือครับ ว่า ไหงจะไม่รู้ ที่นี่ ส่วนใหญ่ ฮงสุนทั้งนั้น แทบจะหา หมอยเย้น ไม่ได้ แต่บรรดา ลูกหลานฮงสุน ซึ่งก็คืออาโกทั้งหลาย ของไหง่ ไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องนี้ ให้รกสมองเลย เราจะเอ่ยไปทำไม ในเมื่อ เราเป็น "ฮากกา" เหมือนกันทั่วโลก
ในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน ไหงคิดว่า ได้ล้างความคิดแบ่งแยกได้สำเร็จมากว่ายี่สิบปีแล้วนะ และในบรรยากาศของที่นี่ ก็มีแต่คำว่า ฮากกา แต่ดันมี ผู้อาวุโส ที่ไม่ยอมรับความจริงของโลกภายนอก ของท่าน ว่าเขาไปถึงไหนกันแล้ว นอกอำเภอหาดใหญ่ อีก หลายร้อยอำเภอทั่วประเทศไทย จาก 76 จังหวัด เขาหล่อหลอมความเป็นฮากกากันไปตั้งนานแล้ว
ขอย้ำอีกครั้งนะครับว่า ความเป็น "ชาวหมอยเย้น" ของไหง่ น่าภาคภูมิใจแค่ไหน เพราะเป็นศูนย์กลางฮากกาจีน ฮากกาโลก แต่ไหงก็ไม่ได้เอาความเด่นของตัวเอง มาข่มคนอำเภออื่น ๆ ตรงกันข้าม ไหงกลับละลายมันออกไป เพื่อ ดึงเอาความเป็น ฮากกา ของทุกท้องที่ ว่าเป็นฮากกา เหมือนกัน ฮากกา หนึ่งเดียวเท่านั้น
จุดยืนและอุดมการณ์ ของแต่ละท่าน เป็นสิ่งที่ผู้อื่น จะต้องเคารพ ครับ ไหงไม่เถียง แต่ ท่านผู้นั้น จะต้องใช้จุดยืน ของท่าน ในเทศะ ของท่าน ครับ อย่าเอาจุดยืน มาแพร่พันธุ์ ใน เทศะ ของสังคมที่เขา ได้ละลายความคิดนั้น ออกไปหมดแล้ว
เท่านี้เองครับ ขอเป็นครั้งสุดท้ายแล้วนะครับ
ไหงไม่ได้มี "อคติ" นะครับ เพียงแต่ว่า ไหง เน้น "ความสามัคคี" ในหมู่ชาวฮากกาในประเทศไทย ทุกท่าน ครับ
คนปั้นซั้นขัก ใครคือคนปั้นซั้นขัก คนปั้นซั้นขักคือคนจีนที่มีภาษาถิ่นของตัวเองแตกต่างจากภาษาจีนกลาง จีนฮากกา จีนกวางตุ้ง จีนแต้จิ๋ว จีนฮกเกี้ยน จีนไหหน่ำ เป็นภาษาถิ่นที่มีส่วนคล้ายกับจีนฮากกา จีนกวางตุ้ง และจีนกลางรวมกัน บางคำก็ใช้คำจีนกลาง บางคำใช้คำจีนกวางตุ้ง บางคำใช้คำจีนฮากกา แต่ก็มีบางคำเป็นภาษาถิ่นแท้ๆของจีนปั้นซั้นขักเอง คนปั้นซั้นขักจะสามารถพูดกันคนจีนกลาง คนจีนกวางตุ้ง คนจีนฮากกา พอที่สามารถจะเข้าใจและรู้เรื่องกันได้ ถ้าเปรียบเป็นปลาคนปั้นซั้นขักก็คือปลาสองน้ำ อยู่น้ำจืดได้และก็อยู่น้ำเค็มได้ หรือพูดอีกนัยยะก็คือเป็นปลาน้ำกล่อยนั่นเอง ฟังอย่างนี้แล้วคงพอเข้าใจ เอาละเปรียบอีกอย่างหนึ่งให้เห็นชัดๆเหมือนคนที่อยู่ตามชายแดน คนอยู่ชายแดนไทยมาเลเซียก็สามารถพูดไทยและภาษามาเลเซียได้ คนอยู่ชายแดนไทยเมียนม่าหรือพม่าก็สามารถพูดไทยและภาษาเมียนม่าหรือพม่าได้ คนอยู่ชายแดนไทยลาวก็สามารถพูดไทยและภาษาลาวได้ และคนอยู่ชายแดนไทยกัมพูชาก็สามารถพูดไทยและภาษากัมพูชาได้ แต่ดูเหมือนคนปั้นซั้นขักแทบไม่มีภาษาแท้ๆของตัวเองเพราะเหมารวมเอาตั้งสามภาษาเข้าด้วยกัน และอีกอย่างที่ทำให้คนปั้นซั้นขักไม่ค่อยมีชื่อเสียงมากมายโด่งดังในสังคม เพราะคนปั้นซั้นขักมักเป็นคนสงบเสงี่ยมเจียมตัว รักสันติ ขยันขันแข็งทำงานอย่างเดียว ซึ่งผลแห่งความขยันขันแข็งนี่เองมาจนถึงปัจจุบันนี้ ก็ได้ให้ผลลัพย์ที่ดีแก่พวกเขาพอสมควร จนในปัจจุบันนี้คนปั้นซั้นขักก็สามารถลืมตาอ้าปากยืดอกสู้หน้ากับสังคมชาวโลกได้อย่างสง่าผ่าเผย แต่ทว่าก็ยังคงสงบเสงี่ยมเจียมตัวไม่โอ้อวดเหมือนที่เคยเป็นมาในอดีต
คนปั้นซั้นขักน้อมรับความเป็นอยู่ที่ด้อยกว่าคนอื่น แต่คนปั้นซั้นขักยืดอกในความเป็นนักสู้ ไม่เคยย่อท้อต่อความยากลำบาก จนณ.วันนี้พวกเราพอที่จะยืนอยู่ในสังคมได้อย่างไม่อายใคร
ขอให้พวกเราอยู่ของพวกเราอย่างนี้ อย่าให้พวกเราต้องเป็นอื่นเลย ขอบคุณ
สมาคมต่างๆ
ไหงเลือกเกิดไม่ได้
ไหงผิดด้วยหรือที่เกิดมาเป็นลูกคนจีนปั้นซั้นขัก
ความภาคภูมิใจในสายเลือดของความเป็นคนจีน
เชื้อสายคนจีนปั้นซั้นขัก เลยให้เกิดมุมานะที่จะเขียน
รวบรวมความเป็นมาของเผ่าพันธ์ชาติพันธ์
ตั้งแต่บรรพชนจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้ลูกหลานชนชาว
ไทยเชื้อสายคนจีนปั้นซั้นขักในปัจจุบันได้รับรู้
ความเป็นคนจีนปั้นซั้นขัก ที่มีภาษาถิ่นของตัวเอง
มีวัฒนธรรมของตัวเอง มีขนบธรรมเนียมของตัวเอง
เพื่อช่วยเพิ่มพูนความเข้าใจ ด้วยเจตนาที่จะให้
ลูกหลานชนชาวจีนปั้นซั้นขักที่มีรากเง้าคนจีนปั้นซั้นขัก
มีความรู้สึกรักและหวงแหนในภาษาถิ่นของบรรพบุรุษ
วัฒนธรรมพื้นบ้านที่แตกต่างอันงดงามของตัวเอง
ที่มีมาช้านานให้คงอยู่ต่อไปเป็นเอกลักษณ์
ไหงเกิดเมืองไทย จึงนับได้ว่าไหงเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์
แต่ทว่า ความเป็นชาติพันธ์ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้
ต้องยอมรับอย่างภาคภูมิใจและปฏิเสธไม่ได้ว่า
ไหงเป็นลูกจีนที่เกิดเมืองไทยต่างหาก นั่นเอง
คนจีน ลูกจีนในประเทศไทย มีทั้ง จีนแต้จิ๋ว
จีนกวางตุ้ง จีนฮกเกี้ยน จีนไหหนำ จีนฮากกา
และจีนกลุ่มอื่นๆ รวมเอาคนจีนปั้นซั้นขักเข้าไปด้วย
ไหงจึงตั้งใจที่จะเก็บรวบรวม ความเป็นคนจีนปั้นซั้นขัก
เพื่อให้ชนรุ่นหลัง ที่เป็นลูกหลานจีนปั้นซั้นขัก
ได้เรียนรู้ ได้เห็น ได้เข้าใจ ในความเป็นมาเป็นไป
ของความเป็นคนไทยเชื้อสายจีนปั้นซั้นขักที่ตนเองเป็น
จึงอยากวิงวอนให้ทุกคนที่มีภาษาถิ่นของตนเอง
มีขนบธรรมเนียมของตนเอง มีวัฒนธรรมของตนเอง
รักและหวงแหน รักษาภาษาถิ่นของตนเอง
เอาไว้ให้เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง สืบต่อไป นาน เท่า นาน
อาฉี
ขอบคุณอาฉีหมดปัญหา ลงรูปได้อีกแล้วเป็นภาพหาดใหญ่ในอดีต ภาพนี้ถ่ายจากสถานีรถไฟ
對不起 ! ภาพที่ไหงได้มาเป็นภาพจากหนังสือที่เค้าพิมพ์ปี 2532 แล้วเค้าเขียนบนภาพ 52 ปี
มาแล้ว ด้านบนเขียนกำกับไว้ว่า พ.ศ. 2480 ดังนั้นในวันนี้ พ.ศ. 2553 ภาพนี้จึงต้องเป็นภาพ
ในอดีตเมื่อ 73 ปีมาแล้วนั่งเอง 請大家原諒
ภาพอดีต เมืองหาดใหญ่
จากภาพสี่แยกในภาพ น่าจะเป็นสี่แยกถนนธรรมนูญวิถีตัดกับถนนนิพัทธ์อุทิศ1 สมัยนั้นอาปัก(อาปา)ไหง ก็อยู่แถวนี้ ตรงข้ามกับโรงแรมคิง เป็นโรงแรมไม้ ส่วนอามัก(อาแม)ไหงก็ยังเป็นสาวรุ่น อยู่กับหมอไพบูลย์ คนอายุ70 80 ก็จะรู้จักหมอคนนี้ ทั้งคู่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน มาเจอกันทีหลังที่สะเดา แต่งงานกันแล้ว ต่างฝ่ายต่างคุยถึงช่วงเวลานั้น ถึงได้จำได้บ้าง คือเคยเห็นซึ่งกันและกัน พ่อกับแม่อายุต่างกัน20ปี ภาพจากอดีตทุกภาพมีเรื่องเล่า ต้องขอบคุณ หวุนเชี้ยงก๊อที่เอาภาพมาลง
คุณไม่ผิด
คุณเลือกเกิดไม่ได้ แต่คุณเลือกที่จะทำความดีได้ การทำดีมีหลายอย่าง
หลายแบบ หลายวิธี ผมเป็นสมาชิกแห่งนี้ หนึ่งปี สามสิบสัปดาห์แล้ว เข้ามาดูทุกว้นโดยไม่ออนไลน์ จะออนไลน์เมื่ออยากโพสเท่านั้น
เขาอยู่ของเขา ก็สบายดีกันทุกคน
ข้อความเหล่านี้ใครโพส
ศูนย์ฮากกาศึกษาที่ทาง สำนักงานใหญ่ศูนย์ฮากกาศึกษากรุงเทพฯ ขอร้องให้ทางสมาคมฮากกาหาดใหญ่ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว อยากทราบข้อมูลคนฮากกาหาดใหญ่บ้าง? ประวัติของสมาคมฮากกาหาดใหญ่ด้วย เพราะจำได้ว่าเมื่อก่อนเขาเรียกสมาคมนี้ว่า สมาคมจีนแคะหาดใหญ่
ทำไมเงียบ ๆ มีใครอยู่บ้าง? ชาวฮากกาหาดใหญ่
ตอบหน่อย ข่าววันจัดงานเมื่อไหร่? สำหรับปีนี้
คิดเอาเอง
หยุดเสียเถิด
ถ้าโต้ผมอีกแสดงว่ายังไม่จบ
ถึงโต้ผม
ผมจะหยุดแล้วอ่านอย่างเดียว
ขออนุญาต
ผมเป็นชาวหาดใหญ่มาแต่กำเนิด รู้เห็นความเจริญของหาดใหญ่มาโดยตลอด
โดยส่วนตัวแล้วรู้สึกไม่ชอบการบริหาร และ การจัดการของสมาคมฮากกาหาดใหญ่มานานแล้วล่ะ ทำไมหรือ คนฮากกาในอดีตมีแต่ผู้เสียสละเป็นผู้บุกเบิกเมืองหาดใหญ่ และ พัฒนาทั้งนั้นส่วนใหญ่จะเป็นการบริจาคที่ดินส่วนตัว (อาทิเช่น ท่านขุนนิพัทธิ์,นายชีกิมหยง) แล้วสมบัติเหล่านี้ก็ตกทอดมาถึงกรรมการรุ่นหลัง มีสักกี่คนที่คิดจะพัฒนาให้สมบัติเก่าแก่ และ สมาคมฮากกาหาดใหญ่ให้เจริญเทียบเท่า สมาคมใหม่ๆ ของชาวจีนภาษาอื่นบ้างว่าเขาไปถึงไหนแล้ว ฝากถึงกรรมการสมาคมฮากกาหาดใหญ่ด้วยเถอะ ไม่รู้สึกอาไรบ้างหรือ? กลับไปดูศาลเจ้ากวนอูสิครับ กลับไปดูศาลเจ้าแม่กวนอิมคลองเรียนที่อยู่ภายใต้กิจการของสมาคมสิครับ หรือ ศาลยุวเทพท้ามกุงหย่า หรือ พระพุทธเจ้าสามองค์ที่วัดเขามีเกียรติ์ สิครับ ที่เอ่ยมาในที่นี้ล้วนแต่มีความผูกพัน และ ความเกี่ยวเนื่องกับวิถีชีวิต,ความเชื่อ และความศรัทธา ของบรรพบุรุษชาวฮากกาหาดใหญ่ในอดีตทั้งนั้น หรือแม้กระทั้งกิจกรรมภายในกับสังคม ก็ไม่ควรน้อยหน้าใครในฐานะผู้บุกเบิก และ พัฒนา หยุดคิดเอาเอง ฟังคนอื่นบ้าง สมบัติส่วนรวมของชาวฮากกาในอดีตกำลังรอพวกท่านพัฒนาอยู่ครับ ผมอยากเห็นลิงค์ประวัติ และ การดำเนินงานฮากกาหาดใหญ่นานแล้วครับ
Mr.Xiong ไหงขอคุยกับหงี
ไหงไม่ใช่คนเกิดหาดใหญ่ มาอยู่หาดใหญ่เกือบ 40 ปี
อาป๊าไหงเคยเป็นนายกสมาคมจีนแคะ(ฮากกาปัจจุบัน)
ไหงเองก็เคยเป็นกรรมการและไม่ต้องบอกเป็นสมาชิกด้วย
แต่ปัจจุบันไหงยังมีชื่อเป็นสมาชิกอยู่อีกหรือไม่? ไหงไม่รู้
ไหงไม่เข้าใจและไม่ลึกซึ้งถึงการตั้งสมาคมปั้นซักขักประเทศไทย
แต่เผอิญตอนที่จดทะเบียน ไหงกลับมีชื่อเป็นกรรมการจดทะเบียน
เพราะอาป๊าไหงให้ไปแทนตอนไปจดทะเบียนที่สงขลาเลยกลาย
เป็นมีชื่อไหงเป็นกรรมการจดทะเบียนไป ปี 2542 ไหงได้รับแต่งตั้ง
เป็นเลขานุการไทย ก็เลยพยายามที่จะฟื้นฟูความเป็นคนปั้นซั้นขัก
ดังที่หงีเห็นข้อเขียนของไหง ไหงผิดไหม๊ที่เกิดเป็นคนปั้นซั้นขัก
และรักความเป็นคนปั้นซั้นขัก ไหงไม่เคยรังเกียจชนชาติใดๆเลย
ไม่ว่าคนใต้ คนเหนือ คนอิสาน และในหมู่คนไทยเชื้อสายจีนด้วยกัน
ไหงมีเพื่อนเรียกว่าสนิทม๊ากด้วยทั้ง จีนแต้จิ๋ว จีนฮกเกี้ยน จีนไหหน่ำ
จีนกวางตุ้ง จีนฮากกา รวมถึงคนจีนปั้นซั้นขัก
ไหงเคยคิดเข้าไปช่วยที่สมาคมฮากกาหาดใหญ่ เอ่อ อย่าพูดว่า
ช่วยดีกว่า เอาเป็นว่า อยากเข้าไปร่วมไม้ร่วมมือกัน เพื่อทำให้
คนไทยเชื้อสายจีนแคะด้วยกัน มีอะไรที่เปลี่ยนแปลง เพิ่มเติม
ให้เจริญก้าวหน้า ทัดเทียมยิ่งขึ้นในสังคม แต่คิดแล้วคิดอีก ก็ไม่กล้า
อาจเป็นไหงกลัวไปเอง หงีเป็นสมาชิกของสมาคมฮากกาหรือเปล่าล่ะ?
ถ้าใช่ ช่วยเข้าไปดูซิ เผื่อว่ามีอะไรพอทำได้บ้าง ไหงยินดีร่วมมือด้วย
ถ้าไม่รังเกียจโทรมาคุยได้ ไหงยินดีเสมอ
มีโอกาสจะไปเยี่ยมเยือน
เรียนอาสุก ผมไม่มีเจตนาที่จะไปให้ร้ายใครในสมาคมนะ แต่ในส่วนตัวแล้วรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในความเป็นสายเลือดฮากกาในหาดใหญ่ของตนเองมากกว่า ซึ่งเราไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะช่วยอะไรได้ ผมไม่ได้เป็นสมาชิกฮากกาหาดใหญ่ครับจึงได้แต่มองห่างๆ แต่ที่บ้านเป็นสมาชิกสมาคมฮากกาประเทศไทย
เพื่อไม่ให้เป็นการเข้าใจผิดมากไปกว่านี้ ขออนุญาตงดแสดงความคิดเห็นที่เป็นส่วนตัวเพียงเท่านี้ หากมีโอกาสจะแวะไปเยี่ยมเยือนอาสุกแล้วค่อยคุยกันคงได้อรรถรสมากกว่านี้ ขอบคุณครับ
ถึงคุณMr.Xiong
ไหงอ่านความเห็นของหงีมาหลายวันแล้ว รู้สึกภูมิใจที่หงีมีจุดยืนที่มีความเป็นฮากกา ถูกครับ พวกเราในที่นี้ทั้งหมด เป็นชาวฮากกาครับ ไหง่ยังไม่เคยเห็นมีคนไทยแท้ ๆ หรือชาวไทยเชื้อสายอื่น ๆ ล๊อคอินเข้ามาเป็นสมาชิกเลย มีเพียงคุณสิบสองปันนา ที่ไม่รู้ว่าตัวเองมีเชื้อสายจีนอะไร แต่เป็นลูกหลานจีนแน่นอน ดังนั้น ในที่นี้ จึงเป็นคนไทยเชื้อสายฮากกา ชาวฮั่นบริสุทธิ์ อยู่ 100% ไม่ว่าอากุง อาเจี้ย อาผอ อาปา-แม จะมาจากตำบลอำเภออะไรในเหมยโจว หรือว่าในเมืองต่าง ๆ ที่มีชาวฮากกาอาศัยอยู่ในกว่างตง เช่นในจงซาน ฮุ่ยโจว รอบ ๆ นครกว่างโจว และในเขตเกียดหยองของเมืองแต้จิ๋วก็มีฮากกาที่มาไทยไม่น้อย
เราไม่ใช่่จีนแคะ ครับ ไปไหน ไหน ในโลก พูดว่า ไอเอมไชนีสแคะพีเพิล ไม่ว่าฝรั่ง หรือคนจีนโพ้นทะเล คงงงน่าดูครับ หรือพูดกับคนจีนทั่วโลกว่า หว่อซื่อไท่กว่อหวาเหรินแคะเหริน คนจีนทั่วโลกก็งงเหมือนกันครับ แต่ถ้าบอกว่า หว่อซื่อไท่กว่อหวาเหรินเค่อเหริน หรื่อหว่อซื่อไท่กว๋อหวาเหรินเค่อเจียเหริน อันนี้พี่น้องชาวจีนทั่วโลกรู้แน่นอนครับ ว่า เจ้าหมอนี่เป็นชาวฮั่นบริสุทธิ์ที่บรรพบุรุษของเขามาจากจงหยวนเมื่อสองพันกว่าปีก่อน
ถ้าแนะนำตัวว่า ฉันเป็นจีนแคะนะจ๊ะ ก็คงใช้ได้ที่ในเมืองแต้จิ๋วมณฑลกว่างตงและที่เมืองไทย ได้แค่สองแห่งเท่านั้นน่ะครับ
ขอยกย่องในความภูมิใจในความเป็นคนฮากกาของ Mr.Xiong เ็ป็นอย่างสูงครับ ขอคารวะ
(หมายเหตุ) ในสมัยก่อนตอนเป็นเด็ก ๆ เที่ยวแนะนำตัวว่าฉันเป็นจีนแคะนะจ๊ะ ทำเอาเพื่อน ๆ ชาวไทยแท้ และชาวไทยเชื้อสายจีนต่าง ๆ ยกเว้นแต้จิ๋วงงกันใหญ่ ว่าจีนอะไร มีตัวแคระด้วยหรือ เราก็งง ว่าไม่ใช่นะ พวกฉันนี่ก็ตัวโต ๆ กันทั้งนั้นล่ะจ๊ะ พอโตขึ้นเริ่มเป็นวัยรุ่นแล้ว จึงรู้ความ และได้ใช้คำว่า "ฮากกา" ด้วยความภาคภูมิใจตั้งแต่นั้นมา ถ้าใครไม่รู้จักก็ขยายความว่า ก็จีนแคะไงล่ะ คำว่าแคะนี่เป็นภาษาของแต้จิ๋วเขาเรียกเราน่ะ จีนกลางเขาเรียกเราว่า เค่อเจียนะ แล้วพวกเราเรียกตัวเราเองว่า ฮากกา อักษรตัวเดียวกันจ๊ะ เพียงแต่ออกเสียงคนละอย่างเท่านั้นเองนะจ๊ะ เท่านี้ก็ทำให้คนแปลกหน้าหรือเพื่อน ๆ พลอยเข้าใจความหมายที่มาของชื่อเผ่าพันธุ์ของเราไปด้วย เรียกว่าได้บุญต่อบรรพชนที่สร้างสรรค์เผ่าพันธุ์ของเราให้ยิ่งใหญ่เจริญรุ่งเรื่อง สร้างถู่โหลวอันยิ่งใหญ่ เป็นผู้นำในการปฏิวัติประเทศจีนที่ล้าหลัง หลาย ๆ ท่านล้วนผู้นำคนสำคัญยิ่งใหญ่ระดับมหาบุรุษของโลกทั้งนั้น เช่น ท่านฮ่องเต้หงซิ่วฉวน ท่านกว๋อฟู่ด๊อกเตอร์ซุึนจงซาน ท่านจอมพลจูเต๋อ ท่านจอมพลยับเกี้ยนยิน ท่านกวอโม่โย่ ท่านเติ้งเสี่ยวผิง ท่านเย่ถิ่ง ท่านหูเย่าปัง ท่านซ่งชิ่งหลิง และนอกประเทศจีนคือท่าน หลี่กวงโย่ว ท่านคอราซอน อาคีโน ท่านหลี่เติงฮุย ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
แต่เวลาเจอคนฮากกา หรือ หักหยิ่น ด้วยกัน ก็จะทักทายเว้าภาษาฮักฟ้า กัน ด้วยความสนิทสนม และดีใจ ที่เจอ ชิก๋าหยิ่น บอกว่าเป็น หักหยิ่น หรือ ฮักหยิ่น ด้วยกัน บางครั้งก็เจอ คนในอำเภอต่าง ๆ ของเหมยโจวก็ว่าเป็นฉิ่มหัก ถ้าเจอคนฮงสุนหรือฮากกาในเขตแต้จิ๋ว ก็พูดว่า เอ้ หงีเฮ้ฉิ่มขัก ไหงเฮ้ ปั้นซันขัก อย่างนี้ไหงเจอบ่อยมากในเชียงราย แค่ไหงพูดขึ้นมานิดเดียวท่านก็บอกได้เลยว่า หงีเฮ้หมอยแหย่นหยิ่น ไหงเฮ้ห่งสุ่นหยิ่น อย่างนี้เป็นต้น สนุกดีเนาะ ที่ได้เจอคนเว้าภาษาเดียวกันแม้ต่างสำเนียงก็ดีใจจะแย่อยู่แล้ว ที่เวลาไปไหนไกล ๆ แล้วเจอคนเผ่าพันธุ์เดียวกัน
อาเปียวกอ
อากอ อย่ายกยอถึงกระนั้นเลย เพียงแค่พยามทำหน้าที่ของลูกหลานคนหนึ่งเท่านั้น จริงๆแล้วพวกเราน่าจะช่วยกันรณรงค์ให้บุคคลทั่วไปเข้าใจกันใหม่ว่า คนฮากกา คือ ฮากกา ไม่ใช่จีนแคะ หรือ แคระ ในสายตาบุคคลทั่วไป อีกอย่างท่านอาจารย์ และ ผู้รู้เรื่องจีนทั้งหลายในเมืองไทย เมื่อเวลาเอ่ยหรือ เล่าเรื่องขนบประเพณีจีนแล้วส่วนใหญ่จะบอกว่าเป็นประเพณีจีน แต่ที่จริงไม่ใช่เพราะส่วนใหญ่ที่เป็น และ เล่าเรื่องจะเป็นจีนแต้จิ๋วของเขาเอง หรือแค่ที่เขารู้ แล้วเหมาว่าเป็นประเพณี หรือ วัฒนธรรมของชาวจีนในประเทศไทย ชาวฮากกามีอีกหลายเรื่องที่ไม่เหมือนภาษาอื่น ตั้งแต่เกิดจนตาย
ชาวฮากกาเรามีประวัติศาสตร์มายาวนาน มีที่มามีเรื่องราวที่คนส่วนใหญ่น้อยคนจะเอ่ยถึงหรือรับรู้ ช่วยกันรณรงค์นะครับ แล้วผมจะพาไปเลี้ยงเย็นตาโฟใส่ลูกชิ้นแคระที่หน้าสมาคมจีนแคะ 5 5 5
สวัสดี MR.xiong
ไหงเป็นคนภาคใต้เหมือนกัน เคยอยู่หาดใหญ่2-3ปี ทุกวัันหลานๆยังอยู่หาดใหญ่หลายคน บางคนอยู่นอกเมือง แถวทุ่งลุง
สวัสดีคุณกิ่มหมิ่น
ยินที่ได้รู้จักครับ
อาฉื
ขอบคุณหงีมากที่เข้าใจความรู้สึกของคนอื่น
และขอขอบคุณแทนเพื่อนไหงที่รบกวนหงี
กลับไปหาดใหญ่จะไปบอกเพื่อนไหงให้เพิ่ม
ความระมัดระวัง ไม่ให้หงีต้องเดือดร้อน
เพราะเข้าใจสถานะตัวเองดี
ด้วยความยินดีครับ
ยังไม่รู้เลยว่ารบกวนอะไร
ทุกสิ่งทำออกจากใจ ด้วยความยินดีครับ
คนปั้นซั้นขัก
ใครคือคนปั้นซั้นขัก
คนปั้นซั้นขักคือคนจีนและลูกจีนที่เกิดเมืองไทยที่มีภาษาถิ่นแตกต่าง
จากภาษาจีนกลาง จีนฮากกา จีนกวางตุ้ง จีนแต้จิ๋ว จีนฮกเกี้ยน จีนไหหลำ
เป็นภาษาถิ่นที่มีส่วนคล้ายกับจีนฮากกา จีนกวางตุ้ง และจีนกลางรวมกัน
บางคำก็ใช้คำจีนกลาง บางคำใช้คำจีนกวางตุ้ง บางคำใช้คำจีนฮากกา
แต่ก็มีบางคำเป็นภาษาถิ่นแท้ๆของจีนปั้นซั้นขักเอง ซึ่งมีอยู่ไม่มาก
คนปั้นซั้นขักจะสามารถพูดกับคนจีนกลาง คนจีนกวางตุ้ง คนจีนฮากกา
พอที่สามารถจะสื่อสารเข้าใจและรู้เรื่องกันได้
ถ้าเปรียบเป็นปลาคนปั้นซั้นขักก็คือปลาสองน้ำ
อยู่ในน้ำจืดได้และก็อยู่ในน้ำเค็มได้
หรือพูดอีกนัยยะหนึ่งก็คือเป็นปลาน้ำกล่อยนั่นเอง
ฟังอย่างนี้แล้วคงพอเข้าใจ เอาละเปรียบอีกอย่างหนึ่งให้เห็นชัดๆ
เหมือนคนไทยที่มีบ้านอยู่ตามชายแดนทั่วไทย
คนอยู่ชายแดนไทยมาเลเซียก็สามารถพูดไทยและภาษามาเลเซียได้
คนอยู่ชายแดนไทยเมียนม่าหรือพม่าก็สามารถพูดไทยและภาษาเมียนม่าหรือพม่าได้
คนอยู่ชายแดนไทยลาวก็สามารถพูดไทยและภาษาลาวได้
และคนอยู่ชายแดนไทยกัมพูชาก็สามารถพูดไทยและภาษากัมพูชาได้
แต่ดูเหมือนคนปั้นซั้นขักแทบจะไม่มีภาษาแท้ๆของตัวเอง แต่ก็มีบ้าง
เพราะเหมารวมเอาทั้งหมดตั้งสามภาษาเข้าด้วยกัน รวมภาษาถิ่นเข้าไป
และอีกอย่างที่ทำให้คนปั้นซั้นขักไม่ค่อยมีชื่อเสียงมากมายโด่งดังในสังคมไทย
เพราะคนปั้นซั้นขักมักเป็นคนสงบเสงี่ยมเจียมตัว รักสันติ ขยันขันแข็งทำงานหากินอย่างเดียว
แถมรู้และระลึกเสมอว่าตนมีความรู้น้อย ความรู้ต่ำ ต้องทำงานหนักเท่านั้น
ซึ่งผลแห่งความขยันขันแข็งนี่เองมาจนถึงปัจจุบันนี้ ก็ได้ให้ผลลัพย์ที่ดีแก่พวกเขาพอสมควร
จนในปัจจุบันนี้คนปั้นซั้นขักก็สามารถลืมตาอ้าปากยืดอกสู้หน้ากับสังคมชาวโลกได้อย่างสง่าผ่าเผย
แต่ทว่าก็ยังคงสงบเสงี่ยมเจียมตัวไม่โอ้อวดเหมือนที่เคยเป็นมาในอดีต
มิได้ปริปากบ่นกับใครหรือน้อยเนื้อต่ำใจในตัวเอง
แต่กลับภาคภูมิใจในความเป็นคนปั้นซั้นขักอย่างเต็มภาคภูมิ
ชาวไทยฮากกา อ.ฮงสุนที่โด่งดังในไทย
ไหงได้เคยนำเรียนเกี่ยวกับผู้นำชาวฮากกาในประเทศไทยไปครั้งหนึ่งแล้ว วันนี้ขอนำเรียนอีกคำรบหนึ่ง เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงความภาคภูมิใจในความเป็น คนไทยเชื่อสายฮากกา ที่มิได้น้อยหน้า ชาวไทยเชื้อสายจีนกลุ่มอื่น ๆ ได้สร้างความทัดเทียมในหมู่ชาวฮากกา ให้มีศักดิ์ศรีเด่นเป็นสง่าในหมู่สมาคมจีนเชื้อสายต่าง ๆ ในประเทศไทย มานาน บุคคลผู้ทรงเกียรติเหล่านี้ ล้วนเป็นฮากกาจากอำเภอฮงสุน หรือ หมู่บ้านใกล้เคียงที่อยู่ในเขตแต้จิ๋ว แต่เป็นฮากกา ท่านเหล่านั้น มีรายนาม ดังต่อไปนี้ (จากอดีต สู่ปัจจุบัน)
1.คุณบัญชา ล่ำซำ ผู่ก่อตั้งธนาคารกสิกรไทย แซ่ อึ้ง
2.คณยินดี ลิ่วเฉลิมวงศ์ อดีตประธานสภาสตรีแห่งชาติ แซ่ อึ้ง
3.คุณเกียรติ วัธนเวคิน ผู้ก่อตั้งธนาคารเกียรตินาคิน แซ่ คิว
4.คุณผิน(คิ้วไพศาล) คิ้วคชา เจ้าของภูเก็ตแฟนตาซี แซ่ คิว
5.คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล อดีตประธานสภาสตรีแห่งชาติ แซ่ คิว
6.คุณบัญฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้ากรรมการบริหาร
เครือธนาคารกสิกรไทย แซ่ อึ้ง
7.คุณบรรยงค์ ล่ำซำ เครือธนาคารกสิกรไทย แซ่ อึ้ง
8.คุณจรรย์สมร วัธนเวคิน อดีตประธานสภาสตรีแห่งชาติ แซ่ -
9.คุณสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการเมืองไทย
ประกันชีวิต แซ่ อึ้ง
10.คุณวิกรม กรมดิษฐ์ เจ้าของนิคมอุตาหกรรม
อมตะนคร เจ้าของหนังสือ
ชีวิตนี้ผมจะเป็นคนดี เจ้าของ
เรื่องราวในละครเรื่อง ผมจะ
เป็นคนดี ช่อง 9 โมเดิร์นไนน์
ทีวี หลังข่าวค่ำ เสาร์-อาทิตย์ แซ่ คิว
บรรพชนเหล่านี้ 2 ท่านแรก ได้ลาจากโลกนี้ไปแล้ว เหลือเพียงอนุสรณ์แห่งคุณงามความดี ที่ท่านได้สร้างไว้ ให้กับ ประเทศไทย และชาวฮากกาในประเทศไทย ท่านที่ 3 ปัจจุบันได้ใช้ชีวิตบั้นปลาย อย่างมีความสุข กับ ภรรยา (คุณจรรย์สมร) และ ลูก หลาน เหลน ด้วยวัยเก้าสิบกว่าปี ท่านเป็นผู้มีคุณูปการต่อสมาคมฮากกาแห่งประเทศไทย เป็นรุ่นที่สอง ของบรรพชนชาวฮากกาในประเทศไทย ที่ยังคงมีชีวิตอยู่ ท่านได้สร้างให้สมาคมฮากกา แห่งประเทศไทย มีศักดิ์ศรี ทัดเทียมกับสมาคมไทยเชื้อสายจีน กลุ่มอื่น ๆ ท่านเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ในธุรกิจ และ ครอบครัว และสังคม คุณยินดี ลิ่วเฉลิมวงศ์ ท่านเป็นตัวแทนของตระกูล ล่ำซำ ที่เข้ามามีบทบาท ในฐานะแกนนำสุภาพสตรี สร้างสตรีฮากกาแห่งประเทศไทย ให้เป็นที่ยอมรับ และมีบทบาทด้านสังคมสงเคราะห์ ก้าวล้ำนำหน้า สตรีไทยเชื้อสายจีนกลุ่มอื่น ๆ ท่านเพิ่งลาจากโลกนี้ไปเมื่อปีที่แล้วนี้เอง
ยังมีชาวฮากกาเชื้อสายอำเภอฮงสุน ที่เป็นที่รู้จักอีกมากมาย ซึ่งตอนนี้นึกไม่ออก แต่จะสังเกต ได้ ว่า ผู้นำชาวฮากกาในประเทศไทย จะเป็นชาวไทยเชื้อสายฮากกา จากอำเภอฮงสุน และ อยู่ในระหว่าง 2 เซี้ยง นี้ เท่านั้น คือ เซี้ยง อึ้ง กับ เซี้ยง คิว ยังมีบุคคลที่โด่งดังคับโลกอีก คนหนึ่ง แถมให้ก็ได้ เขาเป็น หลาน หมอยเย้น ครึ่ง ฮงสุน เขาผู้นี้คือ คนเชียงใหม่สันกำแพง นามว่า ทักกี้ ชินนาตร้า ปัจจุบัน เป็นชาวมอนเตเนโกร เชื้อสายฮากกา
ดังนั้น นักธุรกิจ พันล้าน หมื่น ล้านในประเทศไทย ที่เป็นชาวฮากกา จะเป็นชาวฮากกาจากอำเภอฮงสุนเสีย 99 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นชาวไทยเชื้อสายฮากกาจากอำเภออื่น ๆ ในจังหวัดเหมยโจว อย่างเก่ง ก็เป็นนักธุรกิจ หรือเป็นเศรษฐี ในระดับจังหวัด หรือเรียกว่า เศรษฐีภูธรเท่านั้น หาได้เป็นเศรษฐีนครบาลไม่ ชาวไทยเชื้อสายฮากกาจากอำเภออื่น ๆ มักจะสร้างชื่อเสียงไปในด้านเป็นนักวิชาการ เสียมากกว่า เช่น ศาสตราจารย์นายแพทย์อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายแพทย์ใหญ่ ที่ปัจจุบัน มีบุตรชายเป็นนายกรัฐมนตรี ของประเทศไทย คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ที่มีบรรพบุรุษ มาจากอำเภอหมอยเย้น จังหวัด หมอยจู มณฑล กว๋องตุง
วิกรม
วิกรม กรมดิษฐ์ น่าจะเซี่ยงหว็อง หรือแซ่อึ๊ง ครับ บ้านอยู่ท่าเรือท่ามะกา
ถ้าพูดถึงนักธุรกิจใหญ่อีกตระกูล น่าจะเป็นตระกูลว่องกุศลกิจ เช่นคุณกมล คุณอิสระ ว่องกุศลกิจ เจ้าของกล่มน้ำตาลมิตรผล ยักษ์ใหญ่ด้านน้ำตาลของเมืองไทย และเจ้าของธุรกิจ ห้างโซโก และเครือบ้านปู ครับ เป็นคนห้วยกระบอก บ้านโป่งครับ
เกี่ยวกับตระกูลล่ำซำ
อึ้งยุกเหลียง ล่ำซำ
ธนาคารกสิกรไทย เขาทำหนังสือสายตระกูลของเขา รุ่นแรกของตระกูล ถ้าเขียนไม่ผิด ชื่อ ท่านอึ้งยุกเหลียง (ถ้าผิดก็หมายความว่า ท่านอึ้งยุกเหลียงเป็นลูกของล่ำซำที่เข้ามาเป็นคนแรก-ดังนั้น จึงยังสรุปไม่ได้ว่า อึ้งยุกเหลียง เป็นต้นตระกูล หรือ ลูกของต้นตระกูลล่ำซำที่เข้ามาไทย) ไหงก็เช่นเดียวกับวี่ฟัดโก คือได้มีโอกาสอ่านหนังสือ สาแหรกล่ำซำไปแล้ว และหาหนังสือไม่เจอ จึงอาศัยความทรงจำลาง ๆ เลือน ๆ ซึ่งท่านต้นตระกูลล่ำซำนี้ อพยพเข้ามาไทยในสมัยปลายราชวงศ์แมนจู ยังแต่งกายแบบสมัยนั้นและมีหางเปียติดมาด้วย โดยเข้ามาในปลายรัชสมัยพระปิยมหาราช ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ของเรา
สิ่งหนึ่งที่ไหงเข้าใจมาตลอดก็คือ ตระกูลนี้ ไม่ได้มาจากหมอยเย้นนะครับ แต่เพื่อความถูกต้อง ก็ต้องหาหนังสือเล่มนั้นมาให้ได้ ไม่รู้ว่า ธนาคารกสิกรยังมีอยู่อีกหรือปล่าว แต่ที่แน่ ๆ สำนักงานใหญ่น่าจะมี หรือ เราอาจจะติดต่อผ่านทางเลขานุการส่วนตัวคุณบัณฑูร ก็ได้ เพื่อจะได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ดีไม่ดีได้รับหนังสือมาฟรี ๆ อีกด้วยก็ได้
ตระกูลนี้ เขาไม่ได้ทำอะไรสุกเอาเผากินครับ โดยเฉพาะคุณบัณฑูร ล่ำซำ ท่านเป็นลูกไม้ใต้ต้น ที่มีดอกผลงดงามกว่าต้นพ่อ-แม่มากนัก ถึงแม้ว่า ในตัวคุณบัณฑูรนั้น พูดกันตามตรง สายเลือดของฮั่นเหลือน้อยเต็มที(อย่าให้เธอมาอ่านเห็นเชียวนะเดี๋ยโกรธลมออกหู) แต่ไหงว่า DNA ของความเป็นฮากกาของเขา มีมากเหลือเกิน จากการที่เห็นเขา เชื่อมั่นในภูมิปัญญาตะวันออกแบบจีนเราเป็นอย่างยิ่ง เช่นเรื่อง ฮวงจุ้ย ลายเซ็นต์ โหวเฮ้ง เป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ที่ผ่านการศึกษาเล่าเรียนมาจากตะวันตก ยังซูฮกภูมิปัญญาบรรพบุรุษของตัวเอง อย่างเชื่อมั่นโดยสนิทใจเลยทีเดียว
ส่งผลให้ธนาคารกสิกรไทย ยิ่งใหญ่ น่าใช้บริการมากที่สุดในประเทศไทยทุกวันนี้ นี่มองจากสายตาคนเคยทำแบงก์ยักษ์ใหญ่ของไทยมาก่อนนา
อึ้งเมี่ยวเหงี่ยน ต้นกำเนิดตระกูลล่ำซำ
ในช่วงนั้นประเทศจีนได้ยกเลิกกฎหมายห้ามไม่ให้คนจีนออกจากประเทศจีนไปทำมาหากินในต่างประเทศ ประกอบกับได้มีชาวจีนในมณฑลฮกเกี้ยนกับมลฑลกวางตุ้งที่ออกไปประกอบอาชีพอยู่ในต่างประเทศ ได้ประสบกับความร่ำรวยกันเป็นจำนวนมาก จึงเป็นแรงบันดาลใจให้อึ้งเมี่ยวเหงี่ยนออกเดินทางเข้าสู่ประเทศไทย ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นช่วงที่ระบบการค้าเสรีกำลังขยายตัว
ที่มา: http://www.thaiseoboard.com/index.php?topic=46257.0
วี่ฟัดโกว่าต้นตระกูลล่ำซำเป็นหมอยเย้นจริง ๆ
ส่งเค้าโป๊ บ้วยกุ้ย เกี่ยเอ้งจิว เขาบอกมาอย่างนี้ นึกไม่ถึงเลยว่า เป็น ตำบลฉุงเค่ว เหมยเสี้ยน เจียยิ่ง ซึ่งก็คือใจกลางของเหมยโจวแท้ ๆ ด้วยความที่หนังสือเขาทำออกมาเป็นศัพท์ภาษาแต้จิ๋ว จึงทำให้คนอ่าน(อย่างไหง) ที่ความรู้ภาษาจีนเท่าหางอึ่ง มีจินตนาการนึกคิดไปว่า เขามาจากนอกหมอยเย้น ซึ่งน่าจะเป็นฮงสุน หรือในเขตของแต้จิ๋ว แต่เป็นฮากกา อิทธิพลของภาษาแต้จิ๋วในไทยนี่เหลือเชื่อจริง ๆ
เหนือกระดาษยังมีซาลาเปา อิอิ แสดงว่า วี่ฟัดโก อาคมโก อาฮยุ๋งโก เป็นซาลาเปารสดี(เสี่ยวหลงเปาของซ่างไห่) ที่อยู่เหนือยับสินฝ่าคนรู้น้อยคนนี้จริง ๆ
จึงทำให้ไหงดีใจเป็นอย่างยิ่ง ว่า ล่ำซำ เป็นชาวหมอยเย้น เช่นเดียวกับไหง ลบล้างความเข้าใจผิด ๆ มาตลอดกว่า เกือบ 20 ปี ช่างน่าสมเพชตัวเองแท้ ๆ
แสดงว่า ท่านอึ้งเมี่ยวเหงี่ยน หรือ หว่องเมี่ยวเหงี่ยน เป็นต้นตระกูลล่ำซำในประเทศไทย แล้วท่านอึ้งยุกเหลียง เป็นบุตรชายคนโตของอึ้งเมี่ยวเหงี่ยน ท่านนี้แต่งกับภรรยาชาวไทยแท้หรือลูกครึ่งไม่แน่ใจ (ไหงยังจำภาพได้อยู่) แล้วเกิดมา มีลูกชายคนโต คือ คุณบัญชา ล่ำซำ พี่ใหญ่แห่งตระกูลล่ำซำ ในยุคปัจจุบัน คุณบัญชา ล่ำซำ แต่งกับ หม่อมราชวงศ์หญิงท่านหนึ่งประทานโทษที่จำชื่อท่านไม่ได้(สำอางวรรณ?) สายสกุล วรวรรณ จนมีคุณบัญฑูร ล่ำซำ ผู้เก่งกาจลูกไม้ใต้ต้นอภิชาติบุตร ซึ่งมีความเป็นฮากกาและหรือความเป็นจีนอยู่เต็มเปี่ยมในหัวใจ นำพาธนาคารกสิกรไทย พัฒนา รีเอ็นจิเนียริ่ง องค์กรธนาคาร เป็นแห่งแรกในประเทศไทยทำให้ภาพการบริการของไทย ถูกปฏิวัติไปโดยสิ้นเชิง รูปแบบของธนาคารที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน เข้ามาแทนที่งานธนาคารในสมัยก่อน ที่ลูกค้าเดินเข้าไป จะพบกับภาพพนักงานในแผนกต่าง ๆ ทำงานในหน้าที่ของตนอยู่กลังเคาน์เตอร์รับฝาก-ถอน เป็นภาพที่ยุ่งเหยิงมากมานานหลายสิบปี เกือบร้อยปีได้มั้ง พอคุณบัณฑูร เป็นผู้นำการปฏิวัติระบบธนาคาร จึงทำให้ภาพของการเข้าใช้บริการธนาคาร เป็นไปอย่างเรียบร้อยสวยงาม น่าใช้บริการ ที่เด็กรุ่น อายุ 25 ปีลงไป นึกภาพธนาคารสมัยเก่าไม่ออกเลยทีเดียว
คุณบัณฑูร ล่ำซำ เป็นหนุ่มนักเรียนนอก เป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีความเชื่อในภูมิปัญญาจีนอย่างแรงกล้า เริ่มที่ตัวเองก่อน ด้วยการปรับโหงวเฮ้ง ใบหน้าของตัวเอง ด้วยการเปิดหน้าผากโดยหวีผมไปทางด้านหลังศรีษะ เปิดหน้าผากให้เห็นอย่างโล่งแจ้ง (คุณวิกรม ก็อีกท่านหนึ่งที่มีทรงผมแนวนี้-ไหงก็อีกคน) แล้ว เปลี่ยนลายเซ็นต์ชื่อของตัวเอง ให้ลายเซ็นต์นามสกุลพุ่งทะยานขึ้นไป แล้ว จบด้วยการเติม จุด . ไหงก็ทำตาม แล้วทำการปรับเฟิงสุ่ย หรือ ฮวงจุ้ย ของธนาคารกสิกรสำนักงานใหญ่ มีสิงห์โต เขาว่ากันว่า มันจะคำราม ทุก 10 นาที (ตรงนี้จริง-เท็จอย่างไร ขอคนกรุงเทพ อย่างอาโกทั้งหลาย ช่วยเฉลยให้คนบ้านนอกอย่างไหงทราบด้วยเถิด) ดังนั้น คุณบัณฑูร จึงเป็นคนแรก ๆ ของไทย ที่นำศาสตร์ฮวงจุ้ย มาใช้ในธุรกิจของตนอย่างจริงจัง จนได้ชื่อว่า เป็นมิสเตอร์ฮวงจุ้ย ที่ศรัทธาในศาสตร์นี้อย่างจริงจัง เป็นแรงดึงดูดให้คนทั่วไป หันมาสนใจในศาสตร์นี้อย่างกว้างขวาง
ดีใจครับ ที่ ล่ำซำเป็น หมอยเย้น วี่ฟัดโก นี่เก่งจริง ๆ ส่วนอาฮยุ๋งโก นี่ยอดเยี่ยมในการนำข้อมูลมาใส่ให้เกือบทุกเรื่อง เยี่ยมยอดที่สุด ส่วนอาโกอาคม ก็แนวทางเดียวกับอาฮยุ๋งโกและวี่ฟัดโก ที่เชี่ยวชาญด้านภาษา ช่วยเติมเต็มเนื้อหาที่ไหงเขียนมา ให้เกิดความสมบูรณ์และถูกต้องแม่นยำ ขอยกย่องกันเองนะครับ เพราะมันเป็นสิ่งจำเป็นมาก ที่พวกเราช่วยกันเติมเต็มข้อมูลที่มีคนจุดประเด็นขึ้นมา แล้วทำให้เรื่องนั้นเป็นเรื่องราวที่มีเนื้อหาถูกต้องสมบูรณ์ ต้องช่วยกันต่อไปนะครับ อาโกทั้งหลาย - อั้นโตเซี้ย.
มีเกร็ดเกี่ยวกับว่า ทำไมถึงต้องนามสกุล "ล่ำซำ" เคยอ่านว่า เขาบันทึกไว้ว่า มีซินซาง คนหนึ่ง ได้ดูบุคลิกท่าทาง ของท่าน อึ้งเมี่ยวเหงี่ยน หรือ อึ้งยุกเหลียง สองพ่อลูกนี้แหละ คนใดคนหนึ่งไหงก็สุดจะจำได้เสียแล้ว ซินซางท่านนั้น กล่าวว่า "ล่ามซาม ผู้นี้รูปร่างลักษณะเป็นคนโหงวเฮ้งดีมาก ต่อไปภายภาคหน้า ลูก-หลานจะมีความเจริญรุ่งเรือง......" เป็นที่พออกพอใจของท่านอึ้ง ซินซาง เป็นอย่างยิ่ง จึงได้นำเอาคำว่า ล่ามซาม นี้ มาตั้งเป็นนามสกุลไทยว่า "ล่ำซำ" อาโกท่านใด เข้าใจคำว่า "ล่ามซาม" ช่วยขยายความเอาบุญหน่อยเถิด.
อึ่งเมี่ยวเหงียน
แซ่ที่เขียนเป็นภาษาไทย แล้วเพี้ยนไปเป็นแซ่อื่น เพราะมีเสียงใกล้เคียงกัน และบางแซ่ก็ออกเสียงภาษาไทยไม่ได้ไม่มีตัวเขียนเป็นต้น แซ่ของท่าน อึ่งเมี่ยวเหงียน ตระกุลล่ำซำ แซ่ 伍 องือ เสียงขึ้นจมูก เป็นเสียงฮากกา แต่ส่วนมากจะเขียนเป็น อึ่ง ไปคล้องกับแซ่ 吴 องือ ,อึ่ง, แต้จิ๋วเป็นโง้ว แต่ถ้าเป็น อึ้ง เป็นเสียงแต้จิ๋วก็คือแซ่ 黄เซี่ยงหว่อง อีกหว่อง ก็คือ 王 และก็มีเซี่ยง ว่อง 汪 แต่ส่วนใหญ่สามแซ่นี้ จะใช้ว่า ว่อง บางคนก็ใช้คำตรงเสียง ทางที่ดีที่สุดทุกคนต้องรู้แซ่ตัวเอง และต้องรู้ด้วยว่าเขียนเป็นภาษาจีนว่าอย่างไร
ที่มาของคำว่า "ล่ำซำ"
ดังนั้น ที่มาของคำว่า "ล่ำซำ" นั้นมาจากคำเรียกของหัวหน้าโจรปล้นสะดมที่ปล่อยตัวเถ้าแก่อึ้งเมี่ยวเหงี่ยน เพราะกรรมดีที่ทำบุญสุนทานคนยากคนจนได้กลายเป็นสิ่งคุ้มครองเขาไว้
ที่มา: http://www.gotomanager.com/news/printnews.aspx?id=8711
จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง: 蓝 = สีน้ำเงิน; 三 = สาม
ที่เดี่ยวกันกับของคุณตา คุณยาย ทักษิณ
คุณอาคม อดีตนายกท้กษิณแช่
อดีตคนไทยที่ชื่อทักษิณท่านแซ่คิว(คู)ครับ
ปู่ของคุณทักษิณ ซึ่งเป็นพ่อของคุณเลิศ ชินวัตร อดีต ส.ส.เชียงใหม่ ท่านแซ่คิว ครับ ทัำกษิณมีชื่อในภาษาจีน ทับศัพท์ภาษาไทย ว่า
丘 德 新
ไหงรู้จักกับพี่ชายของคุณแม่ยินดี (ระมิงค์วงศ์) ลืมไปแล้วว่า ท่านเซี้ยงยับ ใช่หรือปล่าวไม่ทราบ ต้องไปถามหงาเก้อ๋าผอก่อน เพราะจำได้ลาง ๆ ว่า อากุงท่านนี้ เซี้ยงยับ ท่านเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับหงาเก้อ๋าผอครับ ตอนนี้ลาจากโลกนี้ไปแล้ว เข้าใจว่า แนวความคิดทางการเมือง ระหว่างลูกผู้พี่ผู้น้องทางแม่ของเขา ไม่ค่อยลงรอยกับแนวทางของคุณทักษิณ น่ะครับ คงมีแต่พวกชินวัตรเท่านั้น ที่เอาไงเอากันกับพี่ชายคนนี้
(แดง,เหลือง) ->เขียว
มีข้อสังเกตว่า คำทักทาย เชื้อเชิญ (ที่ไม่ใช่ภาษาทางการ) มันพอจะบอกได้ว่า เขายินดีในเรื่องอะไรบ้าง เช่น
แต่มีเรื่องหนึ่งที่ไม่น่าเชื่อว่า มีในประวัติศาสตร์ของสยามเมืองยิ้มของเรา คือ
ขณะไปเดินเล่นในที่ห้างแห่งหนึ่ง เห็นคน 2 คนน่าจะเป็นเพื่อสนิท ที่ไม่ได้พบกันมานาน เพิ่งมาเจอกันโดยบังเอิญ ระหว่างที่พวกเขาคุยกัน มีคนหนึ่งทักว่า
"นี่. เธอเสื้อสีอะไร" เท่านั้น สัมพันธภาพเปลี่ยนไปเลย
เพราะเป็นคำถามที่ต้องเลือกข้าง ที่มีหลายทางเช่น
แต่ได้ยินผู้ที่ถูกถามตอบมา ทำให้คิดได้ว่า คำตอบไม่ใช้มีแค่นั้น เธอตอบมาเป็นชุด ว่า
"นี่เธอ เราทักทายกันเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้หรือ เราเคยถามสารทุกข์สุขดิบกัน เราเคยชวนกันทำกิจกรรมร่วมกัน บลาๆๆๆ ไม่มีเรื่องอื่นมาทักกันแล้วหรือ เราไม่ชอบเลยที่เพื่อนมาทักเราแบบนี้ เราตอบไม่ได้เพราะแต่ละสีก็มีส่วนที่ควรไม่ควร เมื่อเราเป็นเพื่อนกัน ไม่ต้องมีสี ไม่ต้องเลือกข้างไม่ได้หรือ แต่ที่สำคัญ เรายังมีความประทับใจที่มีเธอเป็นเพื่อน หลายอย่างเลยนะ เมื่อก่อนนี้... บลาๆๆๆๆ..."
ก็คงจะเห็นได้ว่า เธอมีสติ ไม่หลงประเด็นไปตามกระแส ไม่ว่าจะเหลืองหรือแดง เธอเปิดไฟเขียว ให้มิตรภาพได้ต่อไป
การแบ่งแยกคือสิ่งที่นำพาไหงต้องเข้ามาที่นี่
ไหงบอกได้เลยว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ของชุมชนนี้มานนานแสนนานแล้วตั้งแต่ชุมชนนี้เปิดเมื่อ 2 ปีเศษ แต่ไหงก็ไม่เคยคิดที่จะเข้ามาเลย....สาบาน แต่เมื่อมีวันหนึ่งมีผู้อาวุโสท่านหนึ่ง มาบ่นรำพึงรำพันถึงความไม่เท่าเทียมกันระหว่าง " ป้าน " กับ " ชิม " โดยท่านได้สาธยายเรื่องโกรธเคืองไม่ลงลอยกันในอดีตต่างๆนาๆ จนต้องทำให้ไหงตัดสินใจที่จะเข้ามาตั้งข้อสังเหตุ โดยไหงตั้งกระทู้ว่า " เดี๋ยวนี้มีคนต้องการแบ่งแยก ป้าน ชิม " จนกลายเป็นกระทู้ประว้ตติศาสตร์ที่ เวปมาสเตอร์ มีคำพิพากษาว่าจะต้องลบ จึงเป็นกระทู้เดียวที่ถูกลบ
ตามเจตนารมณ์ของไหงไหงอยากให้คนฮากกาทั้งมวล ( ทั้งหมด ) รักกันไม่เอาคำว่า " ป้าน " " ชิม " มาเป็นเส้นแบ่งอาณาเขตและขออย่ารื้อฟื้นเอาข้อบาดหมางในอดีตของคนรุ่นก่อนๆมากล่าวบ่อยๆ เดี๋ยวจะเป็นการไปตอกลิ่มคนรุ่นหลังๆที่เขายังไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวของความแตกแยกของคนรุ่นก่อนๆ ทั้งนี้ไหงได้ยกตัวอย่างมากมายเพื่อเป็นข้ออ้างว่าเดี๋ยวนี้เขาไม่แบ่งกันแล้วน๊ะ ที่ไหงยกเป็นตัวอย่างมากที่สุดคือการร้องเพลงซานเกอโต้ตอบกันของอำเภอต่างๆในเหมยโจว คนหมอยแย้นโต้ตอบกับฟุงสุ่น , เจียวเลี้ยงโต้ตอบกับฮิลแหน่น ฯลฯ ไม่เห็นว่าเขาจะมีความแตกต่างแตกแยกกัน พวกเขายังคงร้องเพลงได้อย่างสนุกสนาน และทั้งชาวฮากกาที่ราชบุรีของไหงเดี๋ยวนี้เขารักกันจะตายไม่ว่า " ป้าน " " ชิม " ไม่เห็นเขาบอกว่า พวกป้านต้องแยกกลุ่มป้านด้วยกัน....ไม่มี และที่สำคัญในร่างกายของไหง DNA ของไหงมีทั้ง ป้าน ( ทางอาเม้ ) ชิม ( ทางไท้ปัก ) อยู่ไหงจึงมีเป้าประสงค์อย่างจริงใจว่า อย่าแบ่งแยกเลย
แต่ไหงคิดดูว่าการที่ไหงได้เข้ามาที่นี่มาพบพี่น้องชาวฮากกาในชุมชนแห่งนี้ทำให้ไหงได้รู้จักกับบรรดา ฮากกาหงิ่น เหมือนพบญาติพี่น้อง ร่วมอุทร ที่ถือกำเหนิดมาจาก DNA ฮากกาด้วยกัน จึงเป็นอานิสงค์ที่ดีต่อไหงด้วย
ตามไปดูแล้วครับ
ก็ OK ครับ
เมื่อเสร็จสมบูรณ์พร้อมเปิดตัวเมื่อไหร่ก็ส่งข่าวกันบ้างนะครับ จะได้ทำ Link เป็นเว็บพันธมิตรร่วมกันอีกแห่ง ที่เรายังไปมาหาสู่กันได้เหมือนเดิม
แล้วอย่าลืมแวะมาให้ ความรู้สาระ และพูดคุยกันที่นี้ด้วยนะ จะได้มีผู้รู้ ผู้เชียวชาญเฉพาะด้าน มาคอยให้คำแนะนำแก่ผู้สนใจทั้งเฉพาะด้าน และเรื่องทั่วไปของ 客家人
และขออนุญาตเปลี่ยนบล๊อกนี้ ไปเป็น forum กระดานสนทนา เพื่อไว้คุยกันต่อ ไม่ปนกับ บล๊อกเนื้อหา นะครับ
ไม่สบายใจเลยที่ท่านผู้หลักผู้ใหญ่มาเน้นเรื่องปั้นแยกจากฉิ่มในที่
ในที่นี้เราทุกคน พยายามหลอมรวม ละลายพฤติกรรม (ขอยืมภาษานักจัดกิจกรรมสังคมมาใช้หน่อย) เกี่ยวกับ ความเป็น ป้าน ความเป็น ฉิ่ม และ ไม่พยายามเอ่ยถึงเลยในที่นี้
แต่มีผู้หลักผู้ใหญ่ใจดื้อด้านบางท่าน เข้ามาในนี้ ทำวงแตกไปหลายรอบ แล้ว ยังไม่มีความเข้าใจใน วัฒนธรรมองค์กร ของ ฮากกา อีก
อ่อนเพลียละเหี่ยใจ.......
ป้าน-ฉิ่ม จะเอาตรงไหนมาวัด
นิ่งเสีย ตำลึงทอง
ไม่ว่า ปันซันขัก หรือ ชิมขัก ต่างก็เป็น 客家人 ที่ใช้ภาษาเดียวกัน แต่สำเนียงแตกต่างกันไปตามถิ่นที่อยู่ ที่ไม่ได้จารึกใน DNA ที่เก็บเฉพาะพันธุกรรม และการบอกถึงความเป็นตัวตนเอง(โดยไม่ตีกรอบคนอื่น) ทุกคนต่างมีสิทธิบอกได้โดยทัดเทียมกัน
ดังนั้นคิดว่าบางเรื่อง ที่พูดไปสองไพเบี้ย รู้เห็นปล่อยวางบ้างก็ดี ถ้ามีบางคนทำในบล๊อกหรือเว็บของเขาเอง ดีไม่ดีอย่างไรทุกคนก็รู้เห็น ถ้าดีหรือเห็นด้วยก็ส่งเสริมกันไป ตราบเท่าที่ยังไม่มีการรบกวนในพื้นที่ของผู้อื่นให้เสียหายเกินรับได้ เท่ากับเปิดโอกาสให้ทุกคนมีที่ยืนของตัวเอง แต่ถ้าคิดว่า login ใด หรือบุคคลใด ทำไม่เหมาะสมในส่วนของตนเอง (โดยไม่หมิ่นหรือชักนำให้ผู้อื่นเสียหาย) ผู้พบเห็นทั้งหลายก็ย่อมรู้ถึงความเหมาะสมของ Login หรือผู้นั้นอยู่แก่ใจ ถ้าไม่มีคนสนใจ ไม่มีคนแย่งโต้แย้งชิงตอบเป็นคนสุดท้าย เรื่องนั้นก็ตกไปเองตามกาลเวลา แล้วเรื่องมันก็ไม่เป็นเรื่อง
สมมุติว่า ในเว็บนี้มีชาวไทยด้วยกัน
กลุ่มหนึ่งพูดสุพรรณ กลุ่มหนึ่งอู้คำเมือง อีกกลุ่มแหลงใต้ ต่างคนต่างเปิดเผยแสดงความเป็นตัวตนอย่างชัดเจน คนไทยกลางก็ไม่ตำหนิว่าคนสุพรรณพูดเหน่อ ยอมรับว่าเป็นภาษาถิ่นของเขา แต่ก็สามารถบอกเปรียบเทียบกันได้ ว่าคำเดียวกันแต่ละภาคพูดอย่างไร เป็นการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน โดยไม่ต่อว่าต้องพูดเหมือนตนจึงถูกต้องเท่านั้น หรืออาจมีคนแหลงใต้กันในเว็บหลายคู่ คนอิสานฟังรู้บ้างไม่รู้บ้าง รู้ก็ตอบ ไม่รู้ก็เฉย ไม่อยู่ในความคิดว่าผู้ที่ใช้ภาษาถิ่นของตนพยามแบ่งพวก หรือแสดงออกจนทำให้คนภาคอื่น ผ่านมาเห็นเว็บนี้คุยแต่ภาษาใต้ แล้วคนภาคอื่นไม่กล้าเข้า บางกลุ่มอาจจะไปตั้งเว็บใหม่ที่เหลือคนเฉพาะกลุ่มของตนก็เป็นสิทธิที่เขาทำได้ ถ้าเรามองกว้างๆ เรายังมีสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกันอยู่ ก็ไม่ยังไม่ได้แบ่งแยก เพียงแต่เรามีหลายทีมที่ต่างก็มีความจริงใจต่อประเทศชาติในแบบที่ตนสันทัด หลายทีมมากขึ้น บางที่ก็สามารถเป็นผู้ชำนาญการเจาะลึกเฉพาะด้าน บางที่มก็เป็นกองหนุนหรือฐานพลังให้กัน แล้วเราก็อยู่ร่วมกันได้ด้วยดีเสมอมาที่
กล่าวแบบนี้ไม่ใช่สนับสนุนให้มีการแยกทีม แต่หมายความว่า ไม่ว่าจะมีกี่ทีมก็ตาม ขอให้ยึดมั่นในอุดมการร่วมกันไปมาหาสู่กันได้สม่ำเสมอด้วยดีเช่นเดิม ทีมไหนมาเราก็ต้อนรับ เพราะในทางปฏิบัติถ้าเรามองว่าสมาชิกในแต่ละทีม สามารถเป็นคนเดียวกัน เป็นสมาชิกที่ร่วมกันอยู่ในทีมใหญ่ เพียงแต่มีหมวกหลายใบขึ้นมาช่วยกันทำหน้าที่ตามวาระเฉพาะกิจใต้หมวกใบนั้น "ซึ่งมีเป้าหมายเดียวกัน คือคำว่า 客家人"
เมื่อมีคนที่สันทัดแตกต่างกัน ทุกคนมีที่ยืนได้อย่างสง่า ก็สามารถทำให้พลังของพี่น้อง สร้างสรรได้หลายรูปแบบ และสามารถอยู่ร่วมกันอย่างดี ที่สามารถเปิดใจคุยกัน แบบไท้กาหงิน เมื่อรู้เขารู้เราแล้วก็คุยกันได้ทุกเรื่อง ตราบเท่าที่ไม่ขีดเส้นแบ่งพวก และไม่บังคับคนอื่นต้องมีพวก ถึงท่านใดจะมีหลายบ้านก็ไม่แปลก ถือว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล และเป็นความประสงค์ส่วนตัวผู้ใดผู้หนึ่งเท่านั้น ผู้อื่นอาจจะเห็นชอบก็ชมกันไป ไม่ชอบก็ปล่อยให้นิ่งๆไว้ไม่นำมากล่าวถึง
ถ้าทุกคนช่วยกันทำให้บ้านหลังนี้ให้อบอุ่นที่สุด ยิ่งกว่าทุกบ้านที่มี และในบ้านใหญ่หลังนี้มีที่ยืนสำหรับทุกคน โดยไม่ถือเขาถือเราแล้ว ไม่ว่าใครจะมีกี่บ้าน ก็จะเต็มใจอยู่ในบ้านที่อบอุ่นมากที่สุด ส่วนบ้านอื่นๆ ก็สามารถเป็นพันธมิตรร่วมกันได้ เป็นความภาคภูมิของชาวฮากกาที่มีหลายหมู่บ้าน เช่นปัจจุบัน ก็มีเว็บของฮากกาแห่งประเทศไทย เว็บของสมาคมฮงสุน เว็บของศูนย์ฮากกาศึกษา ซึ่งสมาชิกบางท่านก็มีเว็บของตนเอง บางท่านก็เป็นสมาชิกของเว็บต่างๆอยู่ แต่ทุกคนก็ยังสามารถเข้าออกเว็บนี้ได้เหมือนเดิม ที่เป็นครอบครัวใหญ่ ที่มีการเติบโตขึ้นได้เรื่อยๆ ต่อไป
ถือว่าเป็นความเห็นที่ดีที่สุดครับ
คนเรานั้น ความรู้สึกนึกคิด เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึง "วุฒิภาวะ" ได้เป็นอย่างดี เยี่ยม โดยไม่ได้หมายถึง บุคคลท่านนั้นจะมี วัยวุฒิ ที่มาก หรือ สูงวัยหลายสิบปี แต่ผู้ที่อายุสี่สิบกว่า ๆ หรือ ห้าสิบ ที่ได้แสดงความรู้สึกนึกคิดหรือให้ความเห็นชี้แนะ ไม่บ่อยครั้งนัก ที่อาฉีโก ผู้สุภาพนิ่มนวล ได้แสดงแนวความคิดความเห็น ที่แสดงให้เห็นวุฒิภาวะที่สูงส่งภายในจิตใจของสุภาพบุรุษท่านนี้
ความเห็นของอาฉีโก ขอน้อมรับด้วยความจริงใจและเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ครับ ทำให้บอกตัวเองได้ด้วยว่า บางครั้ง (หรือบ่อย ๆ ครั้ง) ก็ต้อง "ทำใจ" และ "ปล่อยวาง" ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ของ ปัจเจกบุคคล ครับ
ไหงชอม ปรัชญาของ จงกว๋อก้งฉานต่าง ที่เล่าหยิ่นกา อาวุโสรุ่นแรกทั้งหลาย โดยเฉพาะป๋าเติ้ง ท่านชอบกล่าวว่า "แสวงจุดยืน สงวนจุดต่าง พัฒนาร่วมกัน" ครับ
ไหงพูดบ่อยมากว่าเราเลือดเดียวกัน
กิ๋มหมิ่น โก ครับ ไหงขอบพระคุณมาก ๆ ที่เป็นกำลังใจ รวมทั้งยังมีอาโกอีกมากมายหลายท่าน ที่มีความเห็นแนวทางเดียวกับ ไหง ไหงไม่ได้เข้าข้างตัวเองนะครับ ไหงพูด(เขียน) ในชุมชนของเรานี้ หลาย ๆ ครั้ง แล้ว ว่า พวกเรา ถึงจะเป็น ฉิ่ม เป็น ฮงสุน(ไม่อยากเอ่ยคำว่าป้าน) เป็นฮากกาที่อยู่ในเขตของชาวแต้จิ๋ว แต่พวกเรา ล้วน มี DNA ของชาวฮั่นจากจงหยวน ศูนย์กลางประเทศ ซึ่งได้กลายมาเป็นชาว "ฮากกา" เหมือนกันทุกคน อพยพมาพร้อม ๆ กัน ในแต่ละคราว บังเอิญ บรรพบุรุษของท่านที่เกิดในฮงสุน พาตัวเองมาออกลูกออกหลานอยู่ร่วมแผ่นดินกันกับชาวแต้จิ๋ว เอง จึงได้รับเอาศัพท์ของแต้จิ๋วมาโดยธรรมชาติ
ว่ากันตามจริง ไหง เป็น หมอยเย้น ไหงย่อมมีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ บ้านของไหง ถือกันว่า พูดภาษาฮากกา เป็นสำเนียง "กลาง" ของฮากกาทั้งประเทศจีน แต่นี่ไหงอยู่ที่นี่อยู่ที่เสียมหลอ ไหง ในฐานะที่เป็นคนหมอยเย้น ไหงกลับ เอาใจเขา มาใส่ใจเรา คือพยายามละลายความเป็น ฉิ่ม เป็น ป้าน ซึ่งบรรพชนของพวกเรา ได้ทำสำเร็จมาแล้ว จากเมื่อเกือบร้อยปีก่อน มีการแบ่งแยก น้อยอกน้อยใจ ของชาวฮงสุน ว่า พวกแคะก็ไม่เอา พวกแต้จิ๋ว ก็ไม่ยอมรับ นี่ว่ากันถึงขนาดนี้เลยนะ
มาถึงตรงนี้ ไหงต้องขอยกย่อง บรรพชนชาวไทยฮากกา ของเรา ที่ทุกวันนี้ ท่านยังคงอยู่อย่างสุขสบายท่ามกลางหลานเหลน ท่านผู้นี้ ก็คือ อากุง เกียรติ วัฒธนเวคิน ท่านเป็นชาวฮงสุน แต่ท่าน ไม่สนใจความเป็น ป้าน เป็น ฉิ่ม เลย ท่าน กับชาวฮงสุนหลาย ๆ ท่าน เช่นคุณย่า ยินดี ลิ่วเฉลิมวงศ์ น้องสาวของ อากุง บัญชา ล่ำซำ สองท่านนี้ เป็นผู้นำชาวไทยฮากกาที่ร่วมกัน ปลุกปั้น สมาคมฮากกาแห่งประเทศไทย ให้เจริญรุ่งเรือง ทัดเทียมกันกับ สมาคมจีนกลุ่มต่าง ๆ ไม่น้อยหน้าไปกว่าพวกแต้จิ๋วเลย
ที่สำคัญ ผู้นำชาวไทยฮากกา หรือ นักธุรกิจใหญ่ ที่มีชื่อเสียง ส่วนใหญ่ มักจะเป็นคนฮงสุน เสียมาก เช่นท่านเกียรติ ท่านบัญชา ล่ำซำ ท่านยินดี ลิ่วเฉลิมวงศ์ คุณ วิกรม กรมดิษฐ์ ส่วนชาวหมอยเย้นส่วนใหญ่ เชื่อสิ เป็นอาจารย์ มหาวิยาลัย เป็นหมอ เป็นทนาย เป็นผู้พิพากษา เสียส่วนใหญ่ หาได้มีนักธุรกิจหมื่นล้านในระดับประเทศ อย่างชาวฮงสุนไม่
ทุกวันนี้ พวกเรา แต่ละอำเภอ ก็มีสมาคมแยกย่อยออกไป เช่น สมาคมไท้ปู สมาคมหมอยเย้น สมาคมตระกูลยับ สมาคมฮงสุน สมาคมหยินแหน่น แต่ละสมาคม ในทางพฤตินัย ทุกสมาคมต่างถือว่า เป็นสมาคม "ลูก" ของสมาคมฮากกาแห่งประเทศไทย ทั้งนั้น ที่น่ายกย่อง คือ ลำปาง กับแพร่ ที่ทั้งจังหวัด มีชาวฮงสุนทั้งนั้น แต่ที่นั่น เขากลับตั้งสมาคมฮากกาลำปาง สมาคมฮากกาแพร่ มีแต่เชียงรายเท่านั้นเอง ที่มีแต่สมาคมฮงสุน สมาคมแต้จิ๋วเชียงรายเพิ่งตั้งได้ 7 ปีมานี้เอง เชียงใหม่ก็เช่นเดียวกัน มีแต่สมาคมฮากกาเชียงใหม่ โดยมีสัดส่วน ฮงสุน กับ หมอยเย้น ครึ่งต่อครึ่ง ไหงไม่เห็นมีใครบอกว่า หงีเป็นป้าน ไหงเป็นฉิ่ม แยกโต๊ะกัน ไม่มีเลย ที่นี่เป็นตัวอย่างของความสามัคคี ไหงอยู่เชียงใหม่ มา 42 ปี ไม่เคยเห็นเล่าหยิ่นกา ของเชียงใหม่ ทะเลาะกัน เรื่องพรรคเรื่องพวกเลย ต่างคนต่างพูดสำเนียงของตัวเอง และก็ฟังสำเนียงของแต่ละฝ่ายเข้าใจกันดี ไม่ต้องมีล่าม
ไหงไม่เข้าใจว่า ที่หาดใหญ่มีปัญหาอะไรกัน หาดใหญ่ ไหงว่า ใหญ่กว่าเชียงใหม่อีกนะ เพราะไปมาแล้ว มีทั้งสมาคมฮากกา มีทั้งสมาคมแต้จิ๋ว โผวเล้ง เท่งไฮ่ เตี้ยะเอี้ย เตี๊ยะอัน ฯลฯ และผ่ามามีสมาคมป้านซานขักแห่งประเทศไทย ทำไม ? ดั้นด้นไปหาท่านอากุงเกียรติ วัฒธนเวคิน ให้กรุณาเป็นสมาชิก ท่านก็กรุณาสมัครให้ เพื่อเอาบัตรสมาชิกไว้อวดลูกหลาน(ขอยืมสำนวนเหมาจู่สีมา)
อันที่จริง ไหงก็ผิด ที่ไปละเมิดสิทธิมนุษยชนท่าน แต่ท่าน ก็ควรจะ ดูเทศะ บ้าง เทศะนะครับ คงแปลออก กาละ-เทศะ แต่ในที่นี้ กาละ ไม่เกี่ยว
ไหงเคารพ ครับ เคารพ ในสิทธิของท่าน และไหง ไม่ควรไปละเมิด สิทธิ ของท่าน แต่ท่านขอความกรุณาดูตัวเองบ้าง ? ท่านเข้ามา นี้ ชื่อของเรา ก็เด่นหราอยู่ด้านบนสุดของหน้าจอ ว่า "ชุมชนฮากกา" แห่งประเทศไทย ตั้งแต่ไหงเข้ามา นึกหรือครับ ว่า ไหงจะไม่รู้ ที่นี่ ส่วนใหญ่ ฮงสุนทั้งนั้น แทบจะหา หมอยเย้น ไม่ได้ แต่บรรดา ลูกหลานฮงสุน ซึ่งก็คืออาโกทั้งหลาย ของไหง่ ไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องนี้ ให้รกสมองเลย เราจะเอ่ยไปทำไม ในเมื่อ เราเป็น "ฮากกา" เหมือนกันทั่วโลก
ในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน ไหงคิดว่า ได้ล้างความคิดแบ่งแยกได้สำเร็จมากว่ายี่สิบปีแล้วนะ และในบรรยากาศของที่นี่ ก็มีแต่คำว่า ฮากกา แต่ดันมี ผู้อาวุโส ที่ไม่ยอมรับความจริงของโลกภายนอก ของท่าน ว่าเขาไปถึงไหนกันแล้ว นอกอำเภอหาดใหญ่ อีก หลายร้อยอำเภอทั่วประเทศไทย จาก 76 จังหวัด เขาหล่อหลอมความเป็นฮากกากันไปตั้งนานแล้ว
ขอย้ำอีกครั้งนะครับว่า ความเป็น "ชาวหมอยเย้น" ของไหง่ น่าภาคภูมิใจแค่ไหน เพราะเป็นศูนย์กลางฮากกาจีน ฮากกาโลก แต่ไหงก็ไม่ได้เอาความเด่นของตัวเอง มาข่มคนอำเภออื่น ๆ ตรงกันข้าม ไหงกลับละลายมันออกไป เพื่อ ดึงเอาความเป็น ฮากกา ของทุกท้องที่ ว่าเป็นฮากกา เหมือนกัน ฮากกา หนึ่งเดียวเท่านั้น
จุดยืนและอุดมการณ์ ของแต่ละท่าน เป็นสิ่งที่ผู้อื่น จะต้องเคารพ ครับ ไหงไม่เถียง แต่ ท่านผู้นั้น จะต้องใช้จุดยืน ของท่าน ในเทศะ ของท่าน ครับ อย่าเอาจุดยืน มาแพร่พันธุ์ ใน เทศะ ของสังคมที่เขา ได้ละลายความคิดนั้น ออกไปหมดแล้ว
เท่านี้เองครับ ขอเป็นครั้งสุดท้ายแล้วนะครับ
ไหงไม่ได้มี "อคติ" นะครับ เพียงแต่ว่า ไหง เน้น "ความสามัคคี" ในหมู่ชาวฮากกาในประเทศไทย ทุกท่าน ครับ
คนปั้นซั้นขัก
คนปั้นซั้นขัก
ใครคือคนปั้นซั้นขัก คนปั้นซั้นขักคือคนจีนที่มีภาษาถิ่นของตัวเองแตกต่างจากภาษาจีนกลาง จีนฮากกา จีนกวางตุ้ง จีนแต้จิ๋ว จีนฮกเกี้ยน จีนไหหน่ำ เป็นภาษาถิ่นที่มีส่วนคล้ายกับจีนฮากกา จีนกวางตุ้ง และจีนกลางรวมกัน บางคำก็ใช้คำจีนกลาง บางคำใช้คำจีนกวางตุ้ง บางคำใช้คำจีนฮากกา แต่ก็มีบางคำเป็นภาษาถิ่นแท้ๆของจีนปั้นซั้นขักเอง คนปั้นซั้นขักจะสามารถพูดกันคนจีนกลาง คนจีนกวางตุ้ง คนจีนฮากกา พอที่สามารถจะเข้าใจและรู้เรื่องกันได้ ถ้าเปรียบเป็นปลาคนปั้นซั้นขักก็คือปลาสองน้ำ อยู่น้ำจืดได้และก็อยู่น้ำเค็มได้ หรือพูดอีกนัยยะก็คือเป็นปลาน้ำกล่อยนั่นเอง ฟังอย่างนี้แล้วคงพอเข้าใจ เอาละเปรียบอีกอย่างหนึ่งให้เห็นชัดๆเหมือนคนที่อยู่ตามชายแดน คนอยู่ชายแดนไทยมาเลเซียก็สามารถพูดไทยและภาษามาเลเซียได้ คนอยู่ชายแดนไทยเมียนม่าหรือพม่าก็สามารถพูดไทยและภาษาเมียนม่าหรือพม่าได้ คนอยู่ชายแดนไทยลาวก็สามารถพูดไทยและภาษาลาวได้ และคนอยู่ชายแดนไทยกัมพูชาก็สามารถพูดไทยและภาษากัมพูชาได้ แต่ดูเหมือนคนปั้นซั้นขักแทบไม่มีภาษาแท้ๆของตัวเองเพราะเหมารวมเอาตั้งสามภาษาเข้าด้วยกัน และอีกอย่างที่ทำให้คนปั้นซั้นขักไม่ค่อยมีชื่อเสียงมากมายโด่งดังในสังคม เพราะคนปั้นซั้นขักมักเป็นคนสงบเสงี่ยมเจียมตัว รักสันติ ขยันขันแข็งทำงานอย่างเดียว ซึ่งผลแห่งความขยันขันแข็งนี่เองมาจนถึงปัจจุบันนี้ ก็ได้ให้ผลลัพย์ที่ดีแก่พวกเขาพอสมควร จนในปัจจุบันนี้คนปั้นซั้นขักก็สามารถลืมตาอ้าปากยืดอกสู้หน้ากับสังคมชาวโลกได้อย่างสง่าผ่าเผย แต่ทว่าก็ยังคงสงบเสงี่ยมเจียมตัวไม่โอ้อวดเหมือนที่เคยเป็นมาในอดีต
คนปั้นซั้นขักน้อมรับความเป็นอยู่ที่ด้อยกว่าคนอื่น แต่คนปั้นซั้นขักยืดอกในความเป็นนักสู้ ไม่เคยย่อท้อต่อความยากลำบาก จนณ.วันนี้พวกเราพอที่จะยืนอยู่ในสังคมได้อย่างไม่อายใคร
ขอให้พวกเราอยู่ของพวกเราอย่างนี้ อย่าให้พวกเราต้องเป็นอื่นเลย ขอบคุณ