"เต้าฉิง" บทนี้ โดยศัพท์แปลว่า ความรักใน"วิถี"
โดยความก็คือ "ความรักในวิถีแห่งธรรมชาติที่เรียบง่าย พอเพียง และงดงาม อันเป็นสัจจะนิรันดร์"
เป็นผลงานที่โดดเด่นชิ้นหนึ่งของท่านเจิ้งป่านเฉียว
จะเห็นความเป็นอัจฉริยะของเขานอกเหนือไปจากงานเขียนภาพและอักษรศิลป์
แต่งในปี 1725 หรือ บางกระแสว่าปี 1729 (ตรงกับไทยสมัยอยุธยา รัชกาลพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ)
ซึ่งตอนนั้นเจิ้งมีอายุ 37 ปี (ถ้านับปี 1729) ยังไม่ได้เข้ารับราชการในตำแหน่งสำคัญ
เขาปรับแก้บทกวีชุดนี้อยู่นานถึง 14 ปี ก่อนที่จะนำออกเผยแพร่
ต้นฉบับที่เป็นลายมือของเขาปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งมณฑลกว่างตง
ลักษณะของบทกวีแบบนี้ มีรูปแบบพัฒนามาจากเพลงสมัยราชวงศ์หยวน
(元曲) เมื่อประมาณ 600-700 ปีมาแล้ว
เต้าฉิงเป็นเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อ "บอกความในใจ"
กวีนิพนธ์บทนี้มุ่งหมาย 2 ประการ
ประการแรก สำแดงความปรารถนาที่จะหลีกพ้นไปจากโลกียโลก (紅塵:ธุลีแดง)
มองชีวิตอย่างเป็นมายาหลอน ไม่จีรัง ลำบาก น่าเบื่อหน่าย
ประการที่สอง ชี้แนะสอนแก่ผู้ที่ยังโง่งม จมอยู่กับอวิชชา
ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ หรือขาดโอกาสทางการศึกษา
เจิ้งป่านเฉียวได้สอดสื่อความคิดของเขาที่มองดูความงดงามแห่งธรรมชาติขณะเดินทาง
โดยผ่านทางชาวประมง คนตัดฟืน นักบวช นักพรตเต๋า นักศึกษาปัญญาชน และขอทาน
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสัญลักขณ์แทนสำนึกที่ขาดหายไป
ของธรรมชาติแห่งจิตอันลึกล้ำภายในของมนุษย์
พวกเขาต่างต้องการเป็นอิสระจากโลกอันเปื้อนแปด ไม่บริสุทธิ์และไร้แก่นสาร
มาดมุ่งหวังที่จะได้พบกับสิ่งที่น่าพึงใจ
เจิ้งป่านเฉียวเชื่อในสาระปรัชญาแห่ง "สัจจะอันเป็นอมตะนิรันดร์" ฉะนี้ ฯ
........................................................
"เต้าฉิง" 10 บท (道情十首)
โดย เจิ้งป่านเฉียว (郑板桥)
เกริ่นนำ (序詩) :

คิมหันต์ผ่าน เหมันต์กรายใกล้ แล้วก็วสันต์ แลฤดูศารทอีก,
ดวงตะวันตกเบื้องปัจจิม นทีถั่งไหลสู่เบื้องบูรพา.
บรรดาขุนพลกล้า ม้าศึกทั้งหลายเอ๋ย พวกเขาอยู่ที่ใดหนอบัดนี้?
ติณชาติเถื่อน และมวลมาลีร้างรา รันทดทั่วปัฐพิน.
暑往寒来春复秋,
夕阳西下水东流。
将军战马今何在?
野草闲花满地愁。
สหายเอ๋ย ท่านรู้จักที่มาของบทกวีทั้ง 4 บาท ข้างบนนี้หรือเปล่า?
แท้จริงแล้วมันเป็นข้อความที่จารึกบนสุสานของอ๋องฝูเจียน เจ้านครรัฐฉิน.
อีกด้านหนึ่งเป็นลายมือจารึกเพลงของชนชาวฉื้อเล่อ,
แต่งเป็นบทรำพันพิลาปถึงวันคืนที่ล่วงเลย,
และโศกเศร้ายิ่งที่มีต่อชีวิตอันผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว,
ช่างน่าเศร้าจริง, ช่างสะเทือนอารมณ์ล้ำลึกนัก.
ฉินอ๋องฝูเจียนเป็นชาวฮั่นผู้ทรงคุณธรรมเชื้อสายหนึ่ง,
เพียงแต่ว่าพระองค์มิทรงเชื่อคำทัดทานของขุนนาง(รัชกาลก่อน)นามหวางเหมิ่ง,
ที่ไม่ให้ลงใต้สัปรยุทธกับนครรัฐจิ้น,
ใครหนอจะคิดได้ว่าแมกไม้ใบหญ้าบนภูเขาปากุง จะกลายเป็นกองทัพอันเกรียงไกร,
แสนยานุภาพของพระองค์จึงเสื่อมสูญ, และประเทศแว่นแคว้นจึงล่มพินาศ,
ทรงพลีชีพมลายแล้ว, มันน่าเวทนาไหม! มันน่าแค่นหัวเราะอย่างขมขื่นรึ!
วานนี้ ท่านเต้าหยินนามป่านเฉียวได้มอบลำนำสิบบทแก่เรา,
ซึ่งความนัยนั้นท่านได้ถีบฟ้ากระทืบดิน, จนบังเกิดเป็นสิ่งสับสนอลเวง,
ท่านได้ปลุกพวกโง่งมทั้งหลาย, ให้ตื่นจากความเพ้อฝันแห่งฤดูวสันต์อันงมงาย.
วันนี้เราว่างเว้นไร้ธุระ, จึงมิอาจฝืนใจไม่ขับลำนำเหล่านี้, ใยมิอาจเล่า.
列位晓得这四句诗是从那里来的?
是秦王符坚墓碑上的。
那碑阴还是敕勒布歌。
无非慨往古之兴亡,
叹人生之奄忽,
凄凄切切,悲楚动人。
那秦王符坚也是一条好汉,
只因不听先臣王猛之言,
南来伐晋,
那晓得八公山草木皆兵,
一败而还,身死国灭,
岂不可怜! 岂不可笑!
昨日板桥道人授我道情十首,
倒也踢倒乾坤,掀翻世界,
唤醒多少痴聋,打破几场春梦。
今日闲暇无事,不免将来歌唱一番,有何不可。
..........
บทที่ 1.

ประมงชราผู้หนึ่ง,
คันเบ็ดคันหนึ่ง,
เบื้องบนเป็นชะง่อนผาสูงชัน,
รอบๆเป็นเวิ้งอ่าวเล็กๆ;
ก้มๆเงยๆแจวเรือลำจิ๋วไปอย่างสม่ำเสมอ.
เห็นนกนางนวลเป็นจุดตะคุ่มอยู่เหนือระลอกคลื่นโพ้น,
ฝั่งอ่าวมีพงอ้อแขม เย็นยะเยือกภายใต้ตะวันสลัว,
เสียงเพลงของแกร้องดังฝ่าแสงเฉียงยามพลบ.
แสงสีทองวับวามระยิบบนระบำแห่งเกลียวคลื่น,
บัดดล แสงจันทร์ก็สาดประกายนวลทั่วเนินไศลเบื้องบูรพา.
老渔翁,
一钓竿,
靠山崖,
傍水湾;
扁舟来往无牵绊。
沙鸥点点轻波远,
荻港萧萧白昼寒,
高歌一曲斜阳晚。
一霎时波摇金影,
蓦抬头月上东山。
.....
บทที่ 2.

ชายตัดฟืนผู้เฒ่า,
ตัดไม้อยู่ผู้เดียว,
มัดกิ่งสนเขียว,
หนีบ(รักแร้)กิ่งไหวย์ขจี;
ทุ่งหญ้าอันเวิ้งว้างเป็นพืดแผ่โพ้นภูเขายามฤดูศารท.
ป้ายศิลาสุสานที่เคยดูสง่า กลับพังภินท์รกร้าง,
เสาหลักหลายต้นล้มระเนระนาดขึ้นตะไคร่เขียว,
ม้าศิลาจำหลักที่เคยพิทักษ์หน้าสุสานกลับกร่อนเป็นหินลับมีด .
โอ อะไรจะดีไปกว่าจ่ายสตังค์ซื้อเหล้า,
ดื่มให้เมาเป๋ เปะปะตามทางเลาะภูสู่เคหา.
老樵夫,
自砍柴,
捆青松,
夹绿槐;
茫茫野草秋山外。
丰碑是处成荒冢,
华表千寻卧碧苔,
坟前石马磨刀坏。
倒不如闲钱沽酒,
醉醺醺山径归来。
.....
บทที่ 3.

นักบวชชรา,
ในศาลเจ้าโบราณ,
เผากำยาน,
เคาะระฆัง;
ตั้งขนมเครื่องเซ่นตามเรื่องตามราว.
ประตูทางเข้าผุกร่อน ไม่ลั่นดาล,
สนสะยายระย้าดังประกายบุศราคัมในแสงตะวันพลบ.
ดวงดาวฤดูศารทสอดแสงผ่านรอยแตกของกำแพงปรักพัง.
นั่งเพ่งสมาธิบนเสื่อสันถัด ท่ามกลางความมืดขมุกขมัว,
กาน้ำชาต้มอยู่ตลอดคืน ไฟในเตาคุแดงโชน.
老头陀,
古庙中,
自烧香,
自打钟;
兔葵燕麦闲斋供。
山门破落无关锁,
斜日苍黄有乱松,
秋星闪烁颓垣缝。
黑漆漆蒲团打坐,
夜烧茶炉火通红。
.....
บทที่ 4.

เสื้อคลุมยาว,
เต้าหยินผู้เฒ่า,
สะพายน้ำเต้า,
โพกผ้า;
สวมเกือกใยมะพร้าวดูเข้ากับถุงเท้าผ้า.
ชำนาญการซ่อมพิณ ขายสมุนไพร,
จับผี ปราบปีศาจ ไม่มีอะไรที่พ่อมดผู้นี้ทำไม่ได้,
เขาเดินกลับตามทางเลาะภูผ่านเมฆขาวและใบไม้แดง.
เล่ากันว่าเต้าหยินคนนี้สร้างกระท่อมบนชะง่อนผา,
ใครหนอจะบอกได้ว่า จะหาเขาได้ ณ ที่ใด?
水田衣,
老道人,
背葫芦,
戴袱巾;
棕鞋布袜相厮称。
修琴卖药般般会,
捉鬼拿妖件件能,
白云红叶归山径。
闻说道悬岩结屋,
却教人何处可寻?
.....
บทที่ 5.

นักศึกษาผู้เฒ่า,
ในห้องซอมซ่อ,
พร่ำถึงสมัย(ราชวงศ์)ถังและ(ราชวงศ์)หยวี,
เอ่ยถึงบุพกาลนานเน;
ผู้มารุ่นหลังเขามากหลายได้ตำแหน่งสูงศักดิ์.
เบื้องหน้าที่พำนักของเขา พวกกระจอกเหล่านี้วางท่าเยี่ยงพยัคฆ์,
ชูธงทิวดั่งมังกรสะบัดส่ายในมรรคา,
บัดดลอำนาจวาสนาเสื่อมสลายราวเป็นฝันคราวสันตฤดู ใครจักจดจำเขาได้.
สู้อยู่อย่างสมถะดีกว่า อยู่บ้านเล็กๆในตรอกเปลี่ยวๆ,
ยามว่างก็สอนสั่งศิษย์ตัวน้อยๆไม่เดียงสา.
老书生,
白屋中,
说唐虞,
道古风;
许多后辈高科中。
门前仆从雄如虎,
陌上旌旗去似龙,
一朝势落成春梦。
倒不如蓬门僻巷,
教几个小小蒙童。
.....
บทที่ 6.

ชีวิตยังเริงร่า,
ขอทานน้อย,
ท่องเพลงนับดอกบัว,
ร้องเพลงกิ่งไผ่;
ตีกลองไปทั่วย่านร้านช่อง ทั่วแพร่งแหล่งถนน.
พอตะวันโผล่ก็เห็นหลับสนิทที่ข้างสะพาน,
ตกเย็นเวลาตะวันพลบก็รีบกลับมาแต่ภูโพ้น,
เลิกราจากจอกเหล้า ไม่ใยดีกับความเยือกหนาว
โอ ชีวิตนี้ช่างมีรสชาติ.
เมาแล้วก็ฟุบลงบนชายระเบียงศาลเจ้า,
มาสิ สายฝนสาด สายลมซัด.
尽风流,
小乞儿,
数莲花,
唱竹枝;
千门打鼓沿街市。
桥边日出犹酣睡,
山外斜阳已早归,
残杯冷炙饶滋味。
醉倒在回廊古庙,
一凭他雨打风吹。
.....
บทที่ 7.

ปิดลั่นดาลประตูกระท่อม,
อำลาโลกียโลก,
ลมปัจจิมดังคมมีดกรีด,
เบญจมาศบ่งบอกฤดูศารท;
เทศกาลฉงหยางกำลังจะผ่านพ้น.
แนวติณชาติเหลืองบังขอบขุนเขา,
ตกเย็นก็โซเซจากร้านเหล้า,
นกกาดูเป็นจุดตะคุ่มบนกิ่งหลิวต้องลม.
แล้วขับขานลำนำปนเปไม่เป็นภาษา,
ใยมิร้องขับให้เป็นทำนองคล้องสัมผัสบ้างเล่า.
掩柴扉,
怕出头,
剪西风,
菊径秋;
看看又是重阳后。
几行衰草迷山郭,
一片残阳下酒楼,
栖鸦点上萧萧柳。
撮几句盲辞瞎话,
交还他铁板歌喉。
.....
บทที่ 8.

ประวัติศาสตร์เริ่มเอาสมัยถังและหยวี,
แล้วรุ่งในสมัยเซี่ยและยินอันเก่าพู้น.
ยุคเรืองโรจน์แห่งสมัยโจวก็ม้วนผ่าน,
ก็ถึงยุคทรราชย์แห่งฉิน.
เจ็ดนครรัฐฟัดฟาดช่วงชิงอธิปัตย์.
อารยธรรมของสองฮั่นมลายสลาย,
ราชวงศ์ใต้(ทักษิณ)อันเอกเอี่ยมเทียมทองต้องแหลกเป็นภัสมธุลี,
ราชวงศ์ถังสกุลหลี่ ราชวงศ์ซ่งสกุลจ้าว ต่างถูกขย่มคลอนไม่หย่อนหยุด.
น่าเศร้าจริง ชาติจะแหลกเพราะรบราดังมังกรพันกระหวัด พยัคฆ์ทะยานฆ่าเข่นกัน,
มาเถิด มารำลึกถึงตำนานโศกนาฏกรรมเรื่องนกนางแอ่น กับเรื่องโคมวสันต์.
邈唐虞,
远夏殷。
卷宗周,
入暴秦;
争雄七国相兼并。
文章两汉空陈迹,
金粉南朝总废尘,
李唐赵宋慌忙尽。
最可叹龙盘虎踞,
尽销磨燕子、春灯。
.....
บทที่ 9.

ร่ำหาท่านหลุงเฝิง,
หวลหาท่านปี้กาน,
ซร้องแด่ท่านจวงโจว,
คารวะแด่ท่านเหล่าตัน.
ในพระราชวังเว่ยยาง เชื้อสายราชวงศ์อ๋องพำนักอย่างระทมทุกข์,
ลูกเดือยอันล้ำค่าที่อุตส่าห์นำมาแต่แดนใต้ ผลกลับได้แต่คำแช่งชักติฉิน,
ขณะที่ผู้สูงศักดิ์มั่งคั่งเก็บเกี่ยวไม่ได้สิ่งใด นอกจากความวิบัติและวินาศ.
ท่านขงเบ้งก็มิอาจนับว่าเป็นวีรชนชาติฮั่น;
ด้วยรู้ก่อนแล้วว่า เขาควรจักหลับไหลในกระท่อมมุงแฝก,
แทนที่จะต้องมาออกคำสั่งอันเปล่าปลี้ตั้งหกครั้งคราจากเขาฉีซาน(กิสาน).
吊龙逢,
哭比干。
羡庄周,
拜老聃。
未央宫里王孙惨。
南来薏苡徒兴谤,
七尺珊瑚只自残。
孔明枉作那英雄汉;
早知道茅庐高卧,
省多少六出祁山。
.....
บทที่ 10.

ดีดพิณผีผา,
กรีดสายไปเรื่อยๆ,
กระตุ้นเตือนสามัญชน และฝูงชนผู้งมงาย,
พร่ำสอนผู้อ่อนกำลังใจ และผู้ซอมซ่อ;
สายพิณทั้งสี่เส้น ประจุเอาเสียงครวญคร่ำและระทมไว้.
ผืนทรายเหลือง และหญ้าเผือดซีด ไร้รอยมนุษย์กราย,
วิหคโฉบเหิรสู่รวงรัง ฝ่ามวลเมฆอันเย็นเยียบ ข้ามชายแดนโบราณ.
หยวีหลอเคยชมชอบยิงห่านป่าที่บินเดี่ยวโดด.
พวกเราจงมากระทำกิจแห่งการหาปลา และตัดฟืน,
และปล่อยให้พายุหิมะพัดกระหน่ำถมเทือกขุนเขาเถิด.
拨琵琶,
续续弹;
唤庸愚,
警懦顽;
四条弦上多哀怨。
黄沙白草无人迹,
古戍寒云乱鸟还,
虞罗惯打孤飞雁。
收拾起渔樵事业,
任从他风雪关山。
.....
บทส่งท้าย (跋) :

ขลุ่ยผิวหยก ขลุ่ยเซียวทอง และราตรีอันวิเศษ,
หอแดง ห้องเขียว และสาวงาม,
กิ่งมาลี จำนรรจ์วิหค และฤดูวสันต์แสนสุข,
ชั่วพริบตา ลมปัจจิมกลับหอบเอาฤดูศารทอันเยือกเย็นมาให้.
ครืน ครืน คลื่นนทีหยางจื่อถั่งไหลมุ่งบูรพา,
เป็นวัฏฏามิรู้จบ ตะวันแดงดิ่งจมด้านปัจจิม.
ในโลกนี้ยังมีคนช่างฝัน และผู้ใจพิสุทธิ์,
กรณียะของพวกเขาผันผ่านไปรวดเร็ว
สะท้อนอยู่เหนือชามข้าวต้มที่เย็นชืด.
ฟังสิ เสียงขลุ่ยลอยแผ่วมาจากยอดเขาเบื้องหน้าโพ้น,
ข้าฯคิดว่าท่านเต้าหยินป่านเฉียวกำลังมา.
มาบนแสงจันทร์กระจ่าง และลมระรวย,
ข้าฯมิอาจขืนใจติดตามท่าน และขับลำนำร่วมกับท่าน,
เสียใจด้วย ข้าฯมิอาจหยุดคุยกับพวกท่านอีกนาน.
ลาก่อน ทุกทุกคน.
跋笛金簘良夜,
紅樓翠舘佳人,
花枝鳥語漫爭春.
轉眼西風一陣.
滾滾大江東去,
滔滔紅日西沉.
世間多少夢和醒,
惹得黄粱飯冷.
你聽前面山頭上,
隱隱吹笛之聲,
想遈板桥道人來也.
乘此月明風細,
不免從他唱和追隋,
不得久留談話.
列位請了.
....................................................
2009春节戏曲晚会 720HD】 40 - 《大唐贵妃》选段 - 梅葆玖和弟子
หลงรักอาปักเมท่านนี้เสียแล้วเจ๊นุช
เฺฉินซิ่วเชงเจ่เจ๋ หรือ เจ๊นุช ครับ ไหงดูเิอ็มวีการแสดงร้องเพลงงิ้วปักกิ่งหน้านี้ทุก ๆ เช้า และหลายรอบมาก ไม่จำเป็นต้องเข้ายูทูบก็เข้าได้ แถมดูได้หลาย ๆ หน้า รู้สึกรักอาปักเมท่านนี้เสียจริง ๆ (คุณเหมยซินซางท่านนี้แหละ) ลีลาการร้องงิ้วของเธอช่างเป็นธรรมชาติและงดงามอ่อนช้อย ยิ่งกว่าสตรีเพศจริง ๆ เสียอีก ไหงเชื่ออย่างมั่นใจว่า ท่านเป็นสุภาพสตรีในร่างของสุภาพบุรุษตั้งแต่เกิดมาเลยทีเดียว
น่าแปลกที่บิดาของท่าน ปรมาจารย์เหมยหลานฟาง ท่านก็เป็นตัวนางของละครงิ้วปักกิ่ง แต่ท่านมีบุตรชาย-หญิงตั้งหลายคน ไม่ทราบว่าอาปักแมท่านนี้มีครอบครัวหรือไม่ แต่ไหงว่าท่านคงเป็นสุภาพสตรีจริง ๆ นะ
ถึงท่านจะเป็นอะไร ท่านก็เป็นตัวของตัวท่านเอง และที่สำคัญ ท่านได้สร้างความสุขให้กับคนจีนทั้งประเทศ เป็นผู้สืบสานวัฒนธรรมงิ้วปักกิ่งที่ไม่มีวันสูญหาย ทุกวันนี้ ทางการจีน ยังมีการส่งเสริมการเรียนงิ้วปักกิ่ง นับตั้งแต่ เด็กเล็ก ๆ 3 ขวบขึ้นไป จนถึงวัยรุ่น กันเลยทีเดียว เพื่อเป็นการอนุรักษ์ศิลปการแสดงที่สำคัญของชาติชิ้นนี้ไว้
มีเด็ก ๆ หลายคน อายุ 3-7 ขวบเท่านั้นที่ร้องเพลงงิ้วได้ดีมากไม่แพ้ผู้ใหญ่ เสียดายที่ไหงนำยูทูบเวอร์ชั่นใหม่มาลงเว็บเราไม่เป็น เด็ก ๆ เหล่านี้น่ารักมาก โดยเฉพาะหนู ข่งหยิง และเพื่อน ๆ ร้องงิ้วได้น่าฟังมาก ๆ และน่ารักมากด้วย ตอนนี้กำลังดังเชียวแหละ
ท่านใดสามารถ ก็กรุณานำมาลงแบ่งปันกันให้พวกเราได้ชมบ้าง
หนูน้อย ข่งหยิง กำลังดังเป็นพลุแตก แถมน่ารักสุด ๆ
เรียน เว็ปมาสเตอร์
ท่านครับ ไหงเข้าเน็ตที่ กูเกิ้ลโครม พอเข้ามาที่เว็ปชุมชนของเราแล้ว ปรากฏว่ามันล๊อคอินไม่ได้ เกิดจากสาเหตุใดครับ
สินฝ่า
น่าจะเป็นที่เครื่อง
เมื่อวานก็เห็นบอกว่า เครื่องมีปัญหากับเว็บอื่นๆด้วย ไม่สามารถใช้ Google ได้ และมีปัญหา Hardddisk เต็มไล่ลบนู่นนี้ออกไปพอสมควรแล้ว และได้ยินว่าได้วานให้น้องเขามาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไป แล้วครั้งหนึ่ง วันนี้ก็เริ่มมีอาการแปลกๆ อีก จึงคิดว่าน่าจะเป็นที่เครื่องหงีเอง และอาการนี้น่าจะเป็นกับทุกเว็บที่ใช้งานถึงส่วนที่มีปัญหาในเครื่องท่าน เพียงแต่ว่าท่านใช้ประจำ 2 เว็บนี้ จึงบอกว่าพบปัญหากับ 2 เว็บนี้ แต่ไหงยังเข้าได้เป็นปรกติอยู่ทุกเว็บนะ
สาเหตุที่เป็นไปได้สำหรับอาการแปลกๆ จากที่เล่ามาทั้งหมด(รวมทั้งปัญหาเมื่อวานนี้) ที่เป็นไปได้ มีได้หลายสาเหตุ เช่น
แนวทางแก้ไข
ท่านปรมาจารย์เหมยหลานฟาง
บุคคลท่านนี้ เหมยเชียนเซิง เข้าใจว่าท่านเป็นบุตรชายคนโตของท่านปรมาจารย์เหมยหลานฟาง ปรมาจารย์งิ้วปักกิ่ง ในยุคปลายราชวงศ์ชิงและต้นสาธารณรัฐ แล้วอนิจกรรมในสมัย ซินจงกว่อ ใน ประมาณ ค.ศ.1961 (ถ้าจำไม่ผิด)
ท่านเหมยหลานฟาง เป็นนักแสดงตัวนางในงิ้วปักกิ่ง ถึงแม้ว่าท่านจะเป็นชายแท้ ๆ แต่ท่านแสดงเป็นสตรีเพศในงิ้วปักกิ่ง ได้หมดจดงดงามยิ่งกว่าสุภาพสตรีแท้ ๆ เสียอีก (งิ้วปักกิ่งในอดีตนิยมใช้บุรุษแสดงเป็นตัวนาง) ปัจจุบันนี้งิ้วปักกิ่งใช้ต้ัวนางเป็นสตรี ก็มี บุรุษก็มี และบางที สุภาพสตรีก็เป็นตัวพระได้ขึ้นอยู่กับบุคลิกและโทนเสียงของแต่ละคน
เหมยหลานฟาง ใช้ชีวิตของท่านทั้งชีวิตอยู่กับงิ้วปักกิ่ง นับตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 10 ขวบ จวบจนกระทั่งอนิจกรรม ท่านแสดงงิ้วนับหมื่น ๆ ครั้ง แสดงเป็นตัวนางในละครงิ้วแทบจะทุกเรื่อง เช่น นาง หยวีจี ในเรื่อง ฉ้อปาอ๋องอำลานางสนม (ฉู่ป้าหวาง อ๋องแห่งรัฐฉู่หรือฉ้อ ที่กำลังพ่ายแพ้แก่รัฐฉินของจิ๋นซีฮ่องเต้และกำลังฆ่าตัวตายพร้อมกันกับนางหยวีจี) งิ้วตอนนี้เป็นที่นิยมเป็นอย่างยิ่งในประเทศจีน
ท่านเหมยหลานฟางรุ่งเรืองถึงที่สุดในยุคสาธารณรัฐ และตอนต้นยุคซินจงกว๋อหรือจีนใหม่ และอับปางลงในช่วงสมัยปฏิวัติวัฒนธรรมจนกระทั่งสิ้นชีพไปในช่วงปลายสมัยของการปฏิวัติวัฒนธรรมอันโหดร้าย ปัจจุบันท่านได้รับการยกย่องจากรัฐบาลจีนแ่ละประชาชนจีน ให้เป็นบุคคลสำคัญของชาติด้านวัฒนธรรมงิ้วปักกิ่ง
งิ้วปักกิ่งถือเป็นศิลปการแสดงชั้นสูงของจีน มีการเิริ่มต้นกำเนิดขึ้นในปลายสมัยราชวงศ์หมิง และพัฒนาจนรุ่งเรืองในสมัยราชวงศ์ชิง พระนางซูสีไทเฮา ทรงหลงไหลโปรดปราณงิ้วปักกิ่งเป็นชีวิตจิตใจ มีการจัดแสดงงิ้วปักกิ่งในพระราชวังต้องห้ามบ่อยครั้งมาก ถึงกับทรงลงทุนสร้างเวทีแสดงงิ้วปักกิ่งอย่างอลังการ เป็นเวทีแสดงที่สูงถึงสามชั้น สำหรับนักแสดงได้แสดงบทบู๊ในท่ากายกรรมได้สะดวก
เหมยซินซางท่านนี้ นับว่าเป็นลูกไม้ที่หล่นใต้ต้น ท่านมีหน้าตาเหมือนกับบิดาของท่านมาก ลีลาและน้ำเสียงการร้องงิ้วของท่านไหงดูแล้วเห็นว่ากลั่นออกมาจากจิตใจของท่านอย่างเป็นธรรมชาติมากที่สุด คิดว่าท่านคงมีวิญญาณของงิ้วปักกิ่งอยู่เต็มหัวใจ ท่านมีลีลาเหมือนสุภาพสตรีที่อยู่ในร่างของบุรุษ สังเกตจากท่าทางและสีหน้ากับดวงตาของท่านแล้วช่างเป็นธรรมชาติและการร้องบวกลีลาที่งดงามยิ่งนัก
บทเอ็มวีของยูทูปที่เฉินซิ่วเชงเจ่เจ๋นำมาลงนี้ เป็นการแสดงฉลองเทศกาลตรุษจีนของจีนในปี ค.ศ.2009 นำการแสดงโดยเหมยซินซางและน้อง ๆ ของท่าน (เสียดายที่ไหงอ่านชื่อท่านไม่ออก)
ไหงชอบชมและฟังงิ้วปักกิ่งเป็นชีวิตจิตใจ ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไม่ถึงชอบนักชอบหนา ชอบแบบฝังอยู่ในสายเลือดเป็นเลือดเนื้อเดียวกันกับตัวไหง บางทีอาจจะชอบมากกว่าหงาเก้เล่าผอเสียอีก ยิ่งกิ๋มหมิ่นโกแนะนำให้ฟังวิทยุ เรดิโอไทม์ ไหงเปิดไปพบสถานี วิทยุงิ้วปักกิ่ง ไหงยิ่งดีใจใหญ่ ตอนเด็กๆ ไปโรงเรียน แล้วไหงอยู่บ้านทั้งวัน ไหงก็จะเปิด ฟัง ฟัง ฟัง จนคุณประนอมแทบบ้า ไม่ฟังงิ้วปักกิ่ง ก็เปิด สถานีวิทยุปักกิ่งภาคภาษาฮากกา ซึ่งมีเพลงภาษาฮากกาทั้งเพลงป๊อบ เพลงซานโก เพลงหมินโก(ลูกทุ่ง) ให้ฟังตลอดทั้งวัน เพราะกว่าอีตาจองเซ้าหลิ่มเป็นไหน ๆ แต่ท่านจองเซ้าหลิ่ม ก็ยอดฮิดในเมืองเหมยโจวเหมือนกัน ฮิตในแนวทางคล้าย ๆ กับ เพลินพรหมแดน ของไทยเราเนี้ยแหละ
ไหงคิดว่าในชีวิตถ้าไปถึงปักกิ่งแล้ว ไหงจะไปดูงิ้วปักกิ่งที่เวทีกลางอย่างจุใจไปเลย
หนึ่งในดวงใจอีกท่าน
ไหงขอบคุณคุณเอกมาก ที่หาข้อมูลมาให้ทุกคนร่วมสุนทรีด้วย มีอะไรดีๆๆนำมาบันทึกด้วยกัน หงีนี่สุดยอดมนุษย์อีกคน ไหงชื่นชมมาก ที่ละเอียดและไหลออกมาด้วยใจ เสมือนไหงได้พูดได้คุยแบบสนิทใจเชียว คงมีเวลาบ้างแล้วละที่จะได้คุยกันนานๆ เพราะเราจะไปไหว้ครูที่แม่ริม ด้วยกัน ไหงคิดว่าถ้าหงีเปิดพลังที่หน้าผาก หงีคงหายป่วยแน่นอน เพราะพลังจักรวาลที่อาจารย์ไหงสั่งสม มีหลักฐานที่องค์การนาซ่าตามหา และแก้ไขได้หลายเรื่อง อยู่ลำปางนานยังไม่รู้ พอรู้ตัวท่านก็ย้ายจากลำปางไปอยู่ตำหนักเทวาสถิตย์เต็มตัว โหเสียดายจริงๆ ไว้ค่อยพบกันที่นั่น ไหว้ครูอาจารย์และนั่งสมาธิ คณบดีไหงมีบ้านหน้าศาลเจ้าที่ป่าแดด ชม. ท่านจะไปด้วย เพราะเห็นไหงดวงเปิดหลายเรื่อง และท่านก็เชื่อเรื่องพลังที่ซ่อนเร้น ที่ไหงเห็นและบอกว่ามีจริง ทุกคนเชื่อไหง และยอมออกมาจากทุกข์ทุกด้านปรับตัวเข้าหาธรรมะ ส่วนมากคือป่่วยทางกายและจิต ไหงพาไปทั้งครู เจ้าหน้าที่ เพื่อให้พระพุทธคุณ จากการน้อมรับเป็นศิษย์พระพุทธเจ้า ได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น..อ.ไพศาล ที่หงีไปนะ..บอกได้เลยว่ายังได้ครึ่งทางของอาจรย์ไหง ที่ท่านต้องไปสอนหมอที่รพ. แน่ๆ มีอะไรที่หงีคาดไม่ถึงกับอาจรย์ของไหง สำนักพระราชวัง ให้ท่านไปสอนต่อจากการสอนของพระป่า ที่เทียวไปกทม.เสมอๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
นับวันรอที่อาจารย์ท่านจะเปิดบ้านใหม่
เจ๊นุชครับ ปากตรงกับใจ ใจคิดอย่างบริสุทธิ์ จึงทำให้คำพูดที่ออกมา เป็นแนวทางที่บริสุทธิ์ ปราศจากการเสริมแต่งหรือ เสแสร้งว่า แต่อย่างใดไม่ เช่นเดียวกับการเขียนก็เหมือนกันครับ กลั่นออกมาจากใจที่สดใส อย่างแท้จริง ต่างกันที่ ไม่ได้พูด ใช้อักษรแทน แค่นั้นเอง
ดังนั้น เวเลาที่คนเราพูดคุยกันด้วยจิตใจที่สะอาด ปราศจากสิ่งปรุงแต่ง เราก็จะมีความรู้สึกว่า สนิทสนมกันมากๆ รู้สึกเลยว่า เวลาในการพูดคุยกันนั้น ช่างสั้นเหลือเกิน ตัวอย่างหมาด ๆ ที่สวนอาหารใกล้ ๆ บ้านขิ้นสุ้ยโก พวกเราที่นั่้งคุยกันในเวลานั้น กับระยะทางของเวลา 8 ชั่วโมงเต็ม มันช่างรวดเร็วเสียเหลือเกิน
ไหงมั่นใจว่า พวกเราทุกคนในชุมชนนี้ มีใจที่บริสุทธิ์ต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นไหง กับ เฉินซิ่วเชงเจ่เจ๋ กับ อาฉีโก อาโกอาคม อาวี่ฟัดโก อาแจวขิ้นสุ้ยโก อาไท้โกสิทธิพร อาไท้โกสรภูม อาจองหยิ่นฮยุ่งโก อากิ๋มหมิ่นโก อาโกวีรพนธ์ หนูต้นกล้า อาเป้หลานจีน คุณท้ายแถว คุณหลู่กิ๋มฉ่อย อาเหมืองฝาโก อาโกมะไฟ อาโกเปี๊ยก ฯลฯ ไท้ก๋าหยิ่น และทุก ๆ ท่านที่ติดต่อไหงหลังไมล์
รวม ทั้งทุกท่านที่เอ่ยมาทั้งหมดรวมทั้งที่ไม่ได้เอ่ยนาม ที่มีความคิดจิตใจที่ดีงามต่อไหง และทุกท่านต่อทุกท่าน ในที่นี้ สิ่งนี้จึงเป็นเครื่องมือที่ทำให้พวกเราเป็นหนึ่งเดียวกัน รักใคร่สามัคคีกัน แม้ไม่ได้เห็นหน้ากันทุกวัน แต่อาศัยอักษรเป็นสื่อที่ดีเยี่ยม
รอวันที่ไหงกับเจ๊นุชจะได้พูดคุยกันอย่างจุใจที่บ้านใหม่ของท่านอาจารย์ฯ และรับพรอันประเสริฐที่อาจารย์ท่านจะเมตตาสั่งสอนให้ ครับ
ฟังแล้วสะทกสะท้านสะเทือนไปทั่วหล้า..
เต้าฉิง" (道情) : บทกวีถีบฟ้ากระทืบดิน โดย เจิ้งป่านเฉียว
"เต้าฉิง" บทนี้ โดยศัพท์แปลว่า ความรักใน"วิถี"
โดยความก็คือ "ความรักในวิถีแห่งธรรมชาติที่เรียบง่าย พอเพียง และงดงาม อันเป็นสัจจะนิรันดร์" เป็นผลงานที่โดดเด่นชิ้นหนึ่งของท่านเจิ้งป่านเฉียว จะเห็นความเป็นอัจฉริยะของเขานอกเหนือไปจากงานเขียนภาพและอักษรศิลป์ แต่งในปี 1725 หรือ บางกระแสว่าปี 1729 (ตรงกับไทยสมัยอยุธยา รัชกาลพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ) ซึ่งตอนนั้นเจิ้งมีอายุ 37 ปี (ถ้านับปี 1729) ยังไม่ได้เข้ารับราชการในตำแหน่งสำคัญ เขาปรับแก้บทกวีชุดนี้อยู่นานถึง 14 ปี ก่อนที่จะนำออกเผยแพร่ ต้นฉบับที่เป็นลายมือของเขาปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งมณฑลกว่างตง ลักษณะของบทกวีแบบนี้ มีรูปแบบพัฒนามาจากเพลงสมัยราชวงศ์หยวน
(元曲) เมื่อประมาณ 600-700 ปีมาแล้ว
เต้าฉิงเป็นเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อ "บอกความในใจ"
กวีนิพนธ์บทนี้มุ่งหมาย 2 ประการ
ประการแรก สำแดงความปรารถนาที่จะหลีกพ้นไปจากโลกียโลก (紅塵:ธุลีแดง)
มองชีวิตอย่างเป็นมายาหลอน ไม่จีรัง ลำบาก น่าเบื่อหน่าย
ประการที่สอง ชี้แนะสอนแก่ผู้ที่ยังโง่งม จมอยู่กับอวิชชา
ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ หรือขาดโอกาสทางการศึกษา

"ล้วนเป็นสัญลักขณ์แทนสำนึกที่ขาดหายไป
ของธรรมชาติแห่งจิตอันลึกล้ำภายในของมนุษย์
พวกเขาต่างต้องการเป็นอิสระจากโลกอันเปื้อนแปด ไม่บริสุทธิ์และไร้แก่นสาร
มาดมุ่งหวังที่จะได้พบกับสิ่งที่น่าพึงใจ
เจิ้งป่านเฉียวเชื่อในสาระปรัชญาแห่ง "สัจจะอันเป็นอมตะนิรันดร์"
เป็นอย่างที่เจ๊นุชว่าจริงๆ
ศิลปแบบนี้นี่แหละครับที่ไหงชอบมากเป็นชีวิตจิตใจ ถ้าใครๆ หรือเชงเจ๊(เจ๊นุช) หาเจอโปรดนำมาลงให้กันดูอีกมาก ๆ นะครับ
ตอเซี้ย ๆ
ขอบคุณอ้ายเอก จ๊าดนั๊กเจ้า..
ทุกคนโหยหาสามัญสำนึก ทุกๆๆสามัญสำนึกย่อมสร้างคุณธรรม จึงจะทำให้โลกใบนี้น่า
อยู่ ก่อเกิดธรรมดาให้ธรรมชาติมากที่สุด.....