พระอรหันต์จี้กง มีพระนามเดิมว่า ซิวอ้วง แซ่ลี้ เป็นชาวเมืองเทียนไถ เกิดในสมัยราชวงค์ซ้อง ท่านได้บวชอยู่ที่วัดเล่งอุ้ง ตำบลไซโอ้ว เมืองหางโจว ประเทศจีน และใช้พระนามทางศาสนาว่า " เต้าจี้ " ท่านโปรดสัตว์โดยวิธีพิสดาร จนชาวบ้านขนานนามว่า " พระสติเฟื่อง " (จี้เตียง) ท่านเป็นองค์อวตารของพระอรหันต์ได้บรรลุพระธรรม 3 ประการ ที่สำคัญได้แก่ สรรพสิ่งเกิดจากจิต ท่านยึดมั่นแต่ พุทธจิต ไม่คำนึงถึงเครื่องทรงภายนอก (รักษาศีลทางจิต ไม่ถือศีลทางปาก ปฏิบัติตนตามสบาย) คือ พระภิกษุในประเทศจีนต้องฉันเจ ไม่ฉันเนื้อสัตว์ ท่านไม่เคร่งครัดกับการฉันอาหาร สุดแท้แต่โอกาส
ท่านมีอิทธิฤทธิ์กว้างขวาง โปรดช่วยมวลมนุษย์มากมายโดยอาศัยวิธีการต่างๆ เพื่อให้ชาวบ้านพ้นภัย ช่วยกอบกู้ผู้ที่ดูภายนอกเหมือนผู้มีบุญ แต่ใจบาป กลั่นแกล้งจนคนเหล่านั้นรู้สึกสำนึกตัว และกับผู้ที่โหดร้ายทารุณ จะถูกตอบโต้จนไม่สามารถจะอยู่ต่อไปได้ ทำให้ประชาชนอยู่อย่างสงบสุข ดังนั้น ประชาชนจึงสรรเสริญว่าเป็น " พระศักดิ์สิทธิ์ " เหมือนพระพุทธที่ยังมีชีวิต ซึ่งไม่ใช่สิ่งธรรมดาสามัญ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วจริงๆ
พระอรหันต์จี้กงเคยอยู่วัดเจ็งชื้อ ต่อมาวัดนี้ถูกไฟไหม้ จำเป็นต้องได้รับการปลูกสร้างใหม่ ซึ่งต้องการได้ไม้จากเขาเงี้ยมเล้ง ท่านแสดงอิทธิฤทธิ์ปฏิหาริย์โดยใช้จีวรกางออกไป จีวรก็ปกคลุมเขาเงี้ยมเล้ง และถอนไม้จากเขาทั้งหมด แล้วนำไม้ล่องแม่น้ำสู่เมืองหางโจว แล้วท่านก็มาบอกชาวบ้านว่า ไม้ที่จะใช้ก่อสร้างบัดนี้อยู่ในบ่อธูป(บ่อที่ขุดขึ้น ใช้สำหรับเทขี้ธูปและก้านธูป)พระและชาวบ้านต่างไปดูที่บ่อธูป ก็ปรากฏเป็นเช่นนั้นจริง สิ่งที่เล่าต่อๆกันมานี้ ยังมีหลักฐานปรากฏอยู่มากมาย
พระอรหันต์จี้กงได้นั่งสมาธิ จนเข้าฌานปลงสังขาร ในรัชสมัยพระจักรพรรดิเกียเตีย อัฐิของท่านถูกบรรจุไว้ในเจดีย์เสือผ่าน ก่อนที่ท่านจะปลงสังขาร ท่านได้ปริศนาธรรมไว้ว่า "หกสิบปีมานี่ กำแพงตะวันออกล้มตีกำแพงตะวันตก รวบรวมจนถึงบัดนี้ก็ยังคงเหมือนเดิม ท้องฟ้าก็ยังจดขอบฟ้าเช่นเดิม" หลังจากท่านปลงสังขารแล้วไม่นาน ก็มีพระภิกษุรูปหนึ่งได้พบพระอรหันต์จี้กงนั่งอยู่ใต้เจดีย์ชื่อ"หลักฮั้ว" และยังได้ฝากหนังสือให้บทหนึ่งว่า "หวนรำลึกสมัยก่อน มีศรยิงมาทางด้านหน้า ถึงบัดนี้รู้สึกหนาวเหน็บกระดูกไปทุกขุมขน เนื่องจากไม่มีใครรู้จักหน้าตาแล้ว ยังขึ้นไปวิ่งเล่นบนดาดฟ้าหนึ่งรอบ" ที่ท่านลงมาอีกครั้งหนึ่งเป็นพระประสงค์ของมหาโพธิสัตว์
ตลอดพระชนม์ชีพของท่าน ได้ช่วยเหลือและอบรมชาวบ้านโดยวิธีการเสแสร้งต่างๆกันมาตลอด โดยไม่มีอุปสรรค ตัวท่านเป็นพระภิกษุ มีจิตที่เป็นมหาโพธิสัตว์ ท่านมีแต่จีวรขาดๆ รองเท้าขาดๆหนึ่งคู่ โดยไม่สนใจว่ามันจะเปื้อนโคลนหรือไม่ มือก็ถือพัดเล่มหนึ่ง ไม่กลัวทั้งที่ต่ำและที่สูง ศีรษะโล้น เท้าเปลือยเปล่า ไม่หนาวไม่ร้อน ไม่ต้องบิณฑบาตเพราะไม่หิวไม่กระหาย พบใครก็เอาแต่อมยิ้ม เพื่อจะได้แผ่บุญ ไม่หลบสังคม พบเสียงทุกข์ก็เข้าช่วยเหลือ ท่านมีจิตเมตตาไม่ถือสา การ ปรากฏตนของท่าน เอาแน่เอานอนไม่ได้ กิริยาล้วนเป็นปริศนาธรรม ธรรมะของท่านเป็นที่กล่าวขาน จนได้รับการยกย่องว่าเป็นพระอาจารย์ทางพระกัมมัฏฐาน แม้ท่านจะละสังขารจากโลกนี้ไปแล้วแต่ธรรมะท่าน ยังมีประโยชน์ต่อมวลมนุษย์เสมอมา ดังนั้น จึงได้สมัญญาว่า เป็นพระพุทธที่ยังมีชีวิตอยู่
ที่มา เที่ยวเมืองสวรรค์ นำโดย พระอรหันต์จี้กง,ทพ.บัญชา ศิริไกร แปล
พระเฉ้งจุ้ยจ้อซู้ก๋ง(พระหมอ)
清水祖師 (ตัน ผ่อ เจ่ว) หรือ พระหมอ
พระเฉ้งจุ้ยจ้อซู้ก๋ง เดิมชื่อ ผูชวี (ตัน ผ่อ เจ่ว) เป็นคนตระกูล ( 陈 ) แซ่เฉิน( แซ่ตัน ) ท่านถือกำเนิดที่เชิงเขากู่ซาน หมู่บ้านเสี่ยวก้อ ตำบลหยงชุน คืออำเภอหยงชุน จังหวัดเฉวียนโจว มณฑลฝูเจี้ยน เมื่อวันที่ ๖ ค่ำ เดือน ๑ ตามปฏิทินจีน แต่ปี พ.ศ. กำเนิดต่างมีความคิดเห็นแตกต่างกัน คือ พ.ศ. ๑๕๕๔ - พ.ศ.๑๕๘๗ และ พ.ศ. ๑๕๙๐ แต่ในที่นี้ใช้ พ.ศ. ๑๕๘๗ เป็นหลัก (ตามที่นายจี้หยวน นักวิจัยมหาวิทยาลัยแห่งชาติเฉิงชี ไทเป ไต้หวัน ซึ่งเขาได้อ้างอิงจากบทความของ หลิน ซีสุ้ย จากวารสารภาคผนวกของวารสารอายุ่ย พิมพ์ที่ไทเปโดย( สมาคมอันซีแห่งไทเปเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๐ ) ตรงกับรัชสมัยฮ่องเต้ซ่งเหรินจง ( จ้าวเจิน ) ใช้ปีรัชกาลว่าชิงหลี่ เป็นปีที่ ๗ แห่งราชวงศ์ซ่งเหนือ ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. ๑๕๖๖ – ๑๖๐๖ มีเมืองไคฟงเป็นเมืองหลวง นามบิดามารดามิได้ปรากฏ
จากตำนานกล่าวว่า ท่านผูชวีได้ช่วยบิดามารดาเลี้ยงแพะแถบเชิงเขากู่ซาน แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านแตกต่างจากชาวจีนฮั่นทั่วไปก็คือ ท่านมีผิวดำ ตัวดำ หน้าดำ จมูกโด่งและงองุ้ม ซึ่งอาจจะสืบเชื้อสายมาจากชาวอินเดียแขกทมิฬทางภาคใต้ ที่เดินทางมาค้าสำเภากับพวกอาหรับที่มาจอดแวะท่าเรือเมืองเฉวียนโจว อีกประการหนึ่งพื้นเพเดิมของชาวเมืองแถบนี้ก่อนที่ชาวจีนฮั่นจะอพยพลงมา มีพวกชนพื้นเมืองอาศัยอยู่ก่อนแล้ว ชนพวกนี้กล่าวกันว่า อพยพขึ้นไปจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่านผูชวี มีปัญญาเฉลียวฉลาดตั้งแต่สมัยเด็ก นิสัยชอบศึกษาหาความรู้ทั้งฝ่ายบู๊และฝ่ายบุ๋น เช่นเดียวกับเด็กวัยรุ่นทั่วไปแต่ที่แตกต่างจากเด็กทั่วไปก็คือ ท่านชอบศึกษาคำสอนในพระพุทธศาสนาตั้งแต่ยังเยาว์ ท่านศึกษาได้ลึกซึ้งและแตกฉาน ในฐานะที่เป็นคนอาศัยอยู่แถบเชิงเขาที่มีพืชนานาชนิด ท่านจึงได้ศึกษาเรื่องพืชสมุนไพร ไปด้วยจนสามารถนำมาประกอบเป็นยารักษาคนไข้ได้นเชี่ยวชาญและเป็นแพทย์ประจำตำบลอีกด้วย
ต่อมาท่านได้ถือเพศบรรพชิตในพระพุทธศาสนานิกายมหายานท่านบวชวัดไหนไม่ปรากฏ แต่ต่อมาท่านได้มาพำนักที่วัดหมู่บ้านเผิงไหล อำเภออันซี แขวงเฉวียนโจว ตอนบวชน่าจะได้ฉายาว่า เหอซั่ง ผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารี ได้อบรมสั่งสอนธรรมะแก่ชาวบ้าน ทั้งที่หมู่บ้านเผิงไหลและตำบลใกล้เคียง และยังได้ช่วยเหลือเครื่องอุปโภคบริโภคและเงินทองแก่ผู้ยากไร้ ด้วยความรู้แพทย์แผนจีนอย่างดี พระโจวสุ่กงจึงช่วยรักษาผู้ป่วยในหมู่บ้าน นอกจากกิจกรรมดังกล่าวแล้วยังได้พัฒนาหมู่บ้านด้วยการออกทุนทรัพย์ร่วมกับชาวบ้านก่อสร้างสะพาน ถนนหนทางหลายแห่ง ก่อสร้างอาคารเพื่อประกอบพิธีขอฝนประจำหมู่บ้าน แต่การศึกษาทางธรรมะของท่านก็เป็นไปด้วยดี จนท่านมีภูมิธรรมสูงได้ชื่อว่า พระผู้มีน้ำใจใสสะอาดบริสุทธิ์ คือ เฉ่งจุ้ยโจวซือ หรือ ชิงสุ่ยชวีซือ ซึ่งหมายถึงพระผู้สำเร็จธรรมชั้นสูงเทียบได้กับพระอรหันต์
ณ ที่ตำบลเผิงไหล มีหน้าผาระหว่างภูเขาเผิงไหลซานกับภูเขาหลิงสิ่วซาน หน้าผาแห่งนี้เดิมชาวบ้านเรียกว่า หน้าผาจางเอี๋ยน ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นหน้าผาชิงสุ่ย หรือ เฉ่งจุ้ย เพื่อเป็นเกียรติแก่ พระเฉ่งจุ้ยโจวซือ ในปี พ.ศ. ๑๖๒๖ ตรงกับรัชสมัยฮ่องเต้ซ่งเสินจง ( จ้าวชวี ) แห่งราชวงศ์ซ่งเหนือ ใช้ปีรัชกาลว่า หยวนเฟิงที่ ๖ ได้เริ่มก่อสร้างวัดบนหน้าผาเฉ่งจุ้ย และให้ชื่อว่า วัดเฉ่งจุ้ยโจวซือ หรือ ชิงสุ่ยเอี๋ยน หรือ วัดเผิงไหล ขณะที่พระเฉ่งจุ้ยโจวซืออายุได้ ๓๙ ปี ตัวอาคารของวัดคงจะได้พัฒนาก่อสร้างเพิ่มเติมเรื่อยมา
พระเฉ่งจุ้ยโจวซือได้ปฏิบัติธรรมและบริการสังคมในละแวกนั้น จนอายุได้ ๖๕ ปี จึงมรณภาพ เมื่อ พ.ศ. ๑๖๕๒ ตรงกับรัชสมัยฮ่องเต้ฮุยจง
พระถังซำจั๋ง
พระถังซัมจั๋ง (จีน: 玄奘; อังกฤษ: Xuanzang) (ประมาณ ค.ศ. 602 – 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 664[1]) เป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ เดิมชื่อ "เสวียนจั้ง" (玄奘) เป็นพระที่บำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญา มาแต่เยาว์ แต่ยังมีสิ่งที่ค้างอยู่ในใจ คือการเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎก ณ ชมพูทวีปเมื่อเติบใหญ่ขึ้นจึงได้ออกเดินทาง โดยได้เขียนเป็นบันทึกการเดินทางไว้ด้วย ซึ่งเขียนขึ้นในปี พ.ศ. 1183 (ค.ศ. 646) มีชื่อว่า "ต้าถังซีโหยวจี้" (大唐西游记) แปลว่า จดหมายเหตุการเดินทางสู่ดินแดนตะวันตกของมหาราชวงศ์ถัง โดยในนั้นจึงเล่าถึงการเดินทางที่ไปพบปะกับภูมิประเทศที่แตกต่างออกไป สภาพผู้คน วัฒนธรรมที่หลากหลาย น่าสนใจ รวมไปถึงการทหาร การเมืองการปกครอง ด้วย
พระถังซัมจั๋ง เป็นชาวมณฑลเหอหนาน เมื่อเยาว์วัยได้ติดตามพี่ชายคนที่สอง ซึ่งบวชเป็นพระภิกษุในเมืองลั้วหยาง และได้รับเลือกให้เป็นนาคหลวง บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 13 ปี และมีความสามารถในการแสดงธรรมเป็นอย่างมาก เมื่อสิ้นราชวงศ์สุย และเปลี่ยนเป็นราชวงศ์ถังแล้ว ท่านจึงตัดสินใจเดินทางไปแสวงธรรมในประเทศอินเดีย ได้ออกเดินทางเมื่อปี พ.ศ. 1172
พระถังซัมจั๋ง ได้ศึกษาพระธรรมในอินเดีย ที่มหาวิทยาลัยนาลันทา นานถึง 17 ปี รวมระยะเวลาไปกลับทั้งสิ้น 19 ปี เป็นระยะทางกว่า 5 หมื่นลี้ ส่งให้จดหมายเหตุชิ้นนี้ของท่านนั้นอุดมไปด้วยข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับดินแดนในเอเชียกลางและเอเชียใต้เมื่อพันกว่าปีที่แล้วกว่า 138 แว่นแคว้น โดยในจำนวนนี้มี 110 แคว้นที่ท่านเดินทางไปด้วยตนเอง ขณะที่อีก 28 แคว้นนั้นท่านบันทึกจากคำบอกเล่าของผู้อื่น นับเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง
พระถังซัมจั๋ง เดินทางกลับจีนพร้อมทั้งนำพระไตรปิฎกฉบับภาษาสันสกฤตกลับมาด้วย ท่านเดินทางถึงเมืองหลวงของจีนคือ เมืองฉางอาน ในปี พ.ศ. 1188 ในสมัย พระเจ้าถังไท่จง พระองค์ทรงเป็นปราชญ์ผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จึงทรงอุปถัมภ์การแปลพระไตรปิฎก จากภาษาสันสกฤตเป็นภาษาจีน และ พระเจ้าถังไท่จงได้ทรงอาราธนาพระถังซัมจั๋งให้เขียนบันทึกการเดินทางไปอินเดีย จึงปรากฏหนังสือเรื่อง ต้าถังซีวีจี้ ในรัชกาลต่อมาพระเจ้าถังเกาจง พระองค์ทรงรับอุปถัมภ์งานแปลพระไตรปิฎกต่อ พระถังซัมจั๋งดำเนินงานต่อไปจนมรณภาพในปี พ.ศ. 1207 [2]
หลวงปู่ไต๋ฮงกง
ชีวประวัติของหลวงปู่ไต้ฮงหรือไต้ฮงกง ปรากฏอยู่ในจดหมายเหตุอำเภอเตี้ยเอี้ย เมืองแต้จิ๊ว มณฑลกวางตุ้ง ในสาธารณรัฐประชาชนจีน
ท่านเกิดที่เมืองเวินโจว มณฑลเจ้อเจียง เมื่อพ.ศ.1582
สมัยราชวงศ์ซ้อง จากตระกูลลิ้ม เดิมชื่อ หลิงเอ้อ ครอบครัวของท่านสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สินได้รับการศึกษาทั้งทางวิชาการและพุทธศาสนา สอบได้เป็นบัณฑิตระดับจิ้นซือ
(บัณฑิตชั้นเอก) เมื่อ พ.ศ.1638 (ก่อนสมัยสุโขทัยเกือบ 200 ปี) เข้ารับราชการเป็นนายอำเภอเซียวเฮง ของแคว้นเจียงเจี๊ยะ
เมื่ออายุ 54 ปี และมาบวชเป็นพระในพุทธศาสนาปฏิบัติธรรมเผยแพร่ธรรมะเป็นเวลายาวนานในมณฑลฮกเอี้ยน
เมื่อท่านเจริญอายุได้ 81 ปี ได้ธุดงค์มาจำพรรษาที่เข้าจำพรรษาที่ "อารามเล่งจั๊วโก๋วยี่" ในเขาปักซัว เขตอำเภอเตี้ยเอี้ย เมืองแต้จิ๋ว มณฑลกวางตุ้ง
ต่อมาได้จาริกมาจำพรรษาที่ "วัดเมียนอัน" เป็นวัดเก่าๆ อยู่บนเขาปักซัวในเขตอำเภอเตี้ยเอี้ย และได้บูรณะสังขรณ์ใช้เป็นสถานที่เผยแพร่พระธรรม
ในตำบลฮั่วเพ่ง ซึ่งมักจะเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติอยู่เป็นเนืองนิจ ทั้งเวลามีพายุ น้ำท่วม ไฟไหม้ โรคระบาด ภัยแล้ง ซึ่งจะมีผู้คนล้มตายจำนวนมาก ท่านก็เก็บศพไปฝังให้โดยไม่รังเกียจ ตั้งศาลารักษาโรคที่ริมโขดหินใหญ่ จัดหาอาหารสิ่งของให้ผู้ยากไร้ที่เดือดร้อน ชักชวนชาวบ้านและสานุศิษย์ให้ประกอบกิจกรรมการกุศลกันอย่างกว้างขวาง กล่าวคือ จริยวัตรแห่งเมตตาธรรมของท่านนั้น ช่วยเหลือ ทั้งผู้มีชีวิตที่ยากไร้และผู้ตายที่ไร้ญาติ และขณะนั้นท่านเห็นผู้คนข้ามแม่น้ำเหลียงเจียงที่กว้างใหญ่ถึง 300 วา สายน้ำเชี่ยวตลอดปี เกิดเรือล่มคนจมน้ำตายเสมอ พระคุณเจ้าได้ชักชวนชาวบ้านบริจาคกำลังกาย กำลังทรัพย์ลงมือสร้างสะพานฮั่วเพ้งให้จนท่านมรณะภาพลงในปี 1670 สิริรวมอายุได้ 88 ปี และสะพานได้สร้างเสร็จในปี 1671 ซึ่งใช้เวลาสร้างเพียง 1 ปีเท่านั้น
ชาวจีนทางตอนใต้แถบแต้จิ๋วซัวเถาศรัทธาเลื่อมใสท่านมากเมื่อท่านได้มรณภาพประชาชนจึงร่วมใจกันสร้างสถานที่สักการะบูชาเพื่อรำลึก แล้วตั้งชื่อสถานที่นั้นว่า "ป่อเต็กตึ๊ง" (มีความหมายว่า คุณานุสรณ์)
ตั้งแต่นั้นมา การเก็บศพไร้ญาติ การแจกยารักษาโรค และการสังคมสงค์เคราะห์ จึงเป็นงานหนึ่งที่ผู้ใจบุญมักกระทำนอกเหนือจากการทำบุญทั่วไป มีการตั้งหน่วยงานขึ้นในประเทศจีนอย่างกว้างขวาง พร้อมกับประดิษฐานรูปจำลอง "ภิกขุไต้ฮงโจวซือ" ไว้ทุกแห่งเพื่อเป็นสักการะ
หลวงปู่ไต๋ฮงกงเมืองไทย
ราว พ.ศ. 2439 มีชาวจีนเตี้ยเอ๊ย ชื่อ นายเบ๊ยุ่น ได้อัญเชิญรูปจำลองพระภิกขุไต้ฮงโจวซือ จากตำบลฮั่วเพ้ง อำเภอเตี้ยเอี๊ย ประเทศจีน เข้ามาในประเทศไทยเพื่อสักการะบูชา โดยนำไปประดิษฐานไว้ที่ร้านกระจก "ย่งซุ่นเชียง" ใกล้วัดราชบูรณะราชวรวิหาร (วัดเลียบ)"
ชาวจีนที่เลื่อมใสทราบข่าวก็พากันไปขอสักการะเซ่นไหว้ จนสถานที่ไม่เพียงพอกับการรับจำนวนคน นายเบ๊ยุ่นร่วมกับผู้มีจิตศรัทธาอีกหลายท่านได้จัดหาสถานที่ใหม่ และอัญเชิญรูปจำลองของพระคุณท่านไปประดิษฐานไว้ที่บ้านที่อยู่หลังโรงหนังพัฒนากร ถนนเจริญกรุง (ในเวลานั้น)
ต่อมา พ.ศ. 2445 พ่อค้าคหบดี 12 ท่าน โดยมีพระอนุวัตน์ราชนิยม (ฮง เตชะวาณิช หรือ ยี่กอฮง) เป็นหัวหน้า ตกลงซื้อที่ดินสร้างศาลาป่อเต็กตึ๊งให้เป็นถาวรสืบไป เพื่อดำเนินงานสาธารณะกุศลตามรอยภิกขุไต้ฮงโจวซือ และประดิษฐานรูปจำลองภิกขุไต้ฮงโจวซือ ไว้เป็นที่สักการะจนวันที่ 20 มกราคม 2480 จึงได้จดทะเบียนก่อตั้งเป็นมูลนิธิ โดยให้ชื่อว่า "มูลนิธิฮั่วเคี้ยวป่อเต็กตึ๊งเซียงตึ๊ง"
ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง