![]() |
|
![]() |
|
|
||||||||
|
สัมมนาทางวิชาการเรื่อง“ จีนสยาม 5 ภาษา”![]() ขออนุญาต แจ้งข่าวประชาสัมพันธ์ ว่า สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษาฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะจัดสัมมนาทางวิชาการเรื่อง จีนสยาม 5 ภาษา ซึ่งในงานนี้ ท่าน อาจารย์นภดล ชวาลกร หรือที่รู้จักในนาม Login กู่เค่อ ผอ.ศูนย์ฮากกาศึกษา ได้รับเกียรติเป็นผู้บรรยาย เป็นคณะแรก ในหัวข้อ "จีนแคะ" ร่วมกับท่านอาจารย์วรศักดิ์ มหัทธโนบล ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ตีพิมพ์หนั้งสือ “ฮากกาคือจีนแคะ” ซึ่งเป็นหนังสือที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับชาวฮากกาเล่มแรก และเล่มเดียวที่เป็นภาษาไทย ที่เคยขึ้นแผงหนังสือมาแล้ว และในงานนี้ เรายังจะได้ศึกษาข้อมูลของชาวจีนภาษาอื่นๆ อีกด้วย (ข้อมูลจาก http://www.asia.tu.ac.th/china/News100953.htm ) มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ในหมู่ชาวจีนที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่บนแผ่นดินสยาม หากจำแนกโดยอาศัยภาษาที่ชาวจีนเหล่านั้นใช้สื่อสารกันอยู่เป็นเกณฑ์ ก็อาจแบ่งกลุ่มได้เป็น 5 กลุ่มใหญ่ด้วยกัน ได้แก่กลุ่มชาวจีนที่ใช้ภาษากวางตุ้ง ภาษาแคะ ภาษาไหหลำ ภาษาฮกเกี้ยน และภาษาแต้จิ่ว ชาวจีนสยามทั้ง 5 กลุ่มใหญ่ดังกล่าวนี้ แม้จะมีวัฒนธรรมร่วมกันอยู่โดยพื้นฐาน คือมีลักษณะประเพณีความเป็นอยู่ ความเชื่อ และวิถีปฏิบัติในการดำเนินชีวิตที่คล้ายคลึงกัน อันทำให้เป็นที่หมายรู้ได้อย่างชัดเจนในความเป็นชนเชื้อชาติจีน กระนั้นก็ตาม รายละเอียดในวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวจีนกลุ่มต่าง ๆ เหล่านั้น ก็มีความแตกต่างกันอยู่มิใช่น้อย มิได้ต่างกันเพียงภาษาที่ใช้เท่านั้น แต่ยังมีเอกลักษณ์เชิงวัฒนธรรมด้านอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ซึ่งอนุชนของจีนสยามแต่ละกลุ่มต่างก็ธำรงสืบทอดตลอดมา อย่างมั่นคงยาวนานในประวัติศาสตร์แห่งชาติพันธุ์ เป็นเครื่องแสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่า ลักษณะเชิงวัฒนธรรมทั้งในแง่วัตถุธรรมและในแง่นามธรรมของชาวจีนสยามแต่ละกลุ่มเหล่านั้น มีคุณค่าและความสำคัญที่ควรแก่การศึกษาพิจารณา โครงการจีนศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงได้ร่วมมือกับโครงการปริญญาโทวัฒนธรรมจีนศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอาศรมสยาม-จีนวิทยา จัดการสัมมนาทางวิชาการในหัวข้อ “จีนสยาม 5 ภาษา” ขึ้น เพื่อให้วงวิชาการไทยได้มีโอกาสสดับและพิจารณาข้อมูลและข้อวิจัยที่เกี่ยวข้องกับช่วงประวัติศาสตร์จีนที่น่าสนใจนี้ร่วมกัน กำหนดการ 08.30 - 09.00 น. ลงทะเบียน 09.00 - 09.15 น. พิธีเปิด กล่าวรายงาน โดย รศ.ดร.มาลินี ดิลกวณิช ประธานโครงการจีนศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา กล่าวเปิดงาน โดย รศ.ดร. ชัชวดี ศรลัมพ์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร 09.15 - 10.15 น. “จีนแคะ” โดย อ. วรศักดิ์ มหัทธโนบล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คุณนพดล ชวาลกร ผู้อำนวยการศูนย์ฮากกาศึกษา 10.15 - 10.30 น. พักรับประทานอาหารว่าง 10.30 - 11.30 น. “จีนกวางตุ้ง” โดย คุณยุวดี ต้นสกุลรุ่งเรือง นักเขียนอิสระ คุณแสงอรุณ กาญจนรัตน์ นักจัดรายการวิทยุ 11.30- 12.30 น “จีนฮกเกี้ยน” โดย ดร. ขวัญจิตร ศศิวงศาโรจน์ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล คุณนพพร ภาสะพงศ์ นักเขียนอิสระ 12.30 - 13.30 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน 13.30 - 14.30 น “จีนแต้จิ๋ว” โดย ผศ.ถาวร สิกขโกศล ที่ปรึกษาโครงการจีนศึกษา คุณสมชัย กวางทองพานิชย์ 14.30 - 15.30 น. “จีนไหหลำ” โดย รศ. แสงอรุณ กนกพงศ์ชัย คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ รศ. พรเพ็ญ ฮั่นตระกูล นักวิชาการอิสระ 15.30 - 15.45 น. พักรับประทานอาหารว่าง 15.45 - 16.30 น. ปาฐกถาปิดท้ายการสัมมนา “รู้จักจีนสยามไปทำไมกัน” โดย อ.ดร. วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พิธีกร อ.ดร.สุรสิทธิ์ อมรวณิชศักดิ์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผู้สนใจเข้าร่วมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โครงการจีนศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษาฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โทร.0-2564-5000-3 โทรสาร.0-2564-4777 E-mail: prasia.tu@gmail.com, http://www.asia.tu.ac.th »
|
|
hakka@hakkapeople.com
คุณความดี แด่บรรพชนและชาวฮากกาที่ฮึกเหิม
|
Hakkapeople.com by Hakka Pakchong Association... Powered by Drupal |
สรุปคำบรรยายสัมมนา " จีนสยาม 5 ภาษา "
ตามที่ได้มีการจัดสัมนา " จีนสยาม 5 ภาษา เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2553 ที่สมาชิกชุมชนคนฮากกาของเราได้ไปร่วมสัมมนาหลายท่านนั้น ได้มีการสรุปเนื้อหาคำบรรยาย ในหน้าจีน เว็ปไซด์ผู้จัดการไหง่จึงขอนำเสนอตามนี้เลยครับ http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9530000141612
สำเนา ย้อนรอย สืบรากฯ จีน-สยาม 5 ภาษา ให้
ขอขอบคุณคุณ วี่ฟัดกอ ที่แจ้งข่าวสารกัน และเห็นว่ามีประโยชน์ สมควรทำสำเนาสำรองไว้ในเว็บเราบ้างกันสูญหาย และพวกเราได้ติดตามได้ง่ายขึ้น
จึงได้ทำสำเนา จากhttp://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9530000141612
มาไว้ที่นี้ ดังนี้
โครงการจีนศึกษา
สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา โครงการปริญญาโทวัฒนธรรมจีนศึกษา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอาศรมสยาม-จีนวิทยา ได้ร่วมกันจัดสัมมนาเรื่อง
“จีนสยาม 5 ภาษา” ขึ้น (10 ก.ย. 2553) ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ท่าพระจันทร์ โดยเชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิด้านจีน
เพื่อนำทางย้อนรอยค้นรากวัฒนธรรมของชาวจีนแต่ละกลุ่มภาษา
ที่มุ่งหน้าสู่สยามแต่ครั้งบรรพกาล
แล้วตั้งหลักปักฐานใช้ชีวิตอยู่ในสยามตราบจนปัจจุบัน
ในพิธีเปิด กล่าวรายงานโดยรศ.ดร.มาลินี ดิลกวณิช
ประธานโครงการจีนศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา และกล่าวเปิดงานโดย
รศ.ดร. ชัชวดี ศรลัมพ์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
หลังจากพิธีเปิดพิธีกร อ.ดร.สุรสิทธิ์ อมรวณิชศักดิ์ คณะศิลปศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ได้กล่าวแนะนำวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิด้านจีนแต่ละกลุ่มภาษา
โดยเริ่มต้นการเสวนาจากกลุ่มจีนแคะ หรือจีนฮากกาเป็นลำดับแรก แล้วตามด้วย
จีนกวางตุ้ง จีนฮกเกี้ยน จีนแต้จิ๋วและจีนไหหลำ ตามลำดับ
แคะนักอพยพ
วิทยากรบรรยายมีสองท่าน คือ อาจารย์วรศักดิ์ มหัทธโนบล
ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา และคุณนพดล ชวาลกร ผู้อำนวยการศูนย์ฮากกาศึกษา
อาจารย์วรศักดิ์ได้เขียนหนังสือ “คือฮากกา คือจีนแคะ”
ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากแรงบันดาลใจที่ต้องการจะสืบค้นประวัติการอพยพของ
บรรพบุรุษของท่าน
หนังสือเล่มนี้จึงกลายมาเป็นแรงบันดาลใจสำหรับชาวจีนแคะอีกหลายคนให้มุ่ง
หน้าค้นหารากเหง้าของตน รวมทั้งคุณนพดลด้วย และจากการสืบค้นประวัติดังกล่าว
จึงทำให้อาจารย์วรศักดิ์สามารถรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับจีนฮากกาไว้เป็นจำนวน
มาก ท่านเล่าประวัติจีนฮากกาว่า
“ จีนฮากกาเป็นนักอพยพ ซึ่งอพยพประมาณสี่หรือห้าระลอกด้วยกัน
แต่ละครั้งนั้นประดุจแผ่นดินไหว เป็นการเคลื่อนตัวของคนนับพันนับหมื่น
จึงทำให้จีนฮากกามีสำเนียงการพูดที่แตกออกเป็นสิบแปดลักษณะ”
จากการอพยพบ่อยครั้งนี้เองทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งกับเจ้าของถิ่น
เดิม อาจารย์วรศักดิ์ยกตัวอย่างที่สำคัญคือ “ในสมัยราชวงศ์ชิง
จีนฮากกาขัดแย้งกับจีนกวางตุ้ง ถึงกับทำสงครามเสียชีวิตคนนับแสน
เมื่อไม่สามารถแย่งที่อันอุดมสมบูรณ์มาได้
จีนฮากกาจึงอพยพเข้าสู่เขตป่าเขาทุรกันดาร”
คุณนพดลกล่าวเสริมในประเด็นหลัก
“หลังจากที่จีนฮากกาอพยพเข้าสู่ป่าเขาแล้ว
การดำรงชีวิตไม่ได้สมาคมกับโลกภายนอก
จึงทำให้ลักษณะเฉพาะของชาวจีนฮากกาเป็นคนเก็บตัว
และใช้ชีวิตมุ่งไปสู่การศึกษาเป็นหลัก เช่น แต่งบทกวี เรียนปรัชญาการปกครอง
เพื่อเข้าสู่การสอบคัดเลือกเป็นขุนนางในราชสำนัก
จะเห็นได้ว่าในบรรดาขุนนางจีนนั้นมีชาวจีนฮากกาจำนวนพอสมควร”
“เมื่อจีนฮากกาบางกลุ่มอพยพเข้ามาสู่สยาม
กลับหันมาประกอบอาชีพด้านหัตถกรรม เราจะเห็นงานฝีมือด้านเครื่องหนัง
กระเป๋า รองเท้า ช่างเงิน ช่างทองฯ ล้วนเป็นธุรกิจที่ชาวฮากกาผูกขาด
เมื่อทำงานด้านหัตถกรรม ค่าตอบแทนจึงเป็นรายชิ้น ทำมากก็ได้มาก
ทำน้อยได้ค่าตอบแทนน้อย จีนฮากกาในไทยจึงมีลักษณะตระหนี่เป็นส่วนมาก”
คุณนพดลกล่าวเสริม
อาจารย์วรศักดิ์ทิ้งท้ายเกี่ยวกับอาหารการกินที่เป็น
เอกลักษณ์ของจีนฮากกา ว่าไม่เหมือนกับจีนอื่น ๆ อีก ๔ กลุ่มภาษา
อาหารของจีนฮากกามีไม่มาก ที่เห็นได้ชัดเจนก็เป็นจำพวกของอบ เช่น ไก่อบ ฯ
เป็นต้น
กวางตุ้ง: อาชีพกับความเชื่อ
วิทยากรได้แก่คุณยุวดี ต้นสกุลรุ่งเรือง ชาวจีนกวางตุ้ง
เจ้าของผลงาน “จากอาสำถึงหยำฉ่า”
หนังสือที่บอกเล่าถึงเรื่องราวการอพยพโยกย้ายถิ่นฐานของชาวจีนกวางตุ้งที่
หนีความยากลำบากจากแผ่นดินใหญ่ เข้ามาทำมาหากินในแผ่นดินไทย
และอีกท่านคือคุณแสงอรุณ กาญจนรัตน์ นักจัดรายการวิทยุ
คุณยุวดีชี้ให้เห็นว่า
“ชาวจีนกวางตุ้งอพยพมาไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
โดยพบหลักฐานว่ามีท่าเรือนานาชาติ ที่มีเรือสำปั้นมาจอด
(เทียบเคียงตามหลักภาษาได้ว่า ซั่งปั๋น ซึ่งหมายถึง กระดานสามแผ่น)
ก็เชื่อว่าน่าจะเป็นชาวกวางตุ้งที่มาเป็นช่างต่อเรือให้กับราชสำนักอยุธยา”
แสดงให้เห็นอดีตที่ยาวไกลของชาวจีนกวางตุ้ง อย่างไรก็ตาม
คุณแสงอรุณตั้งคำถามถึงประเด็นการอพยพสมัยใหม่
ซึ่งหลายคนเข้าใจว่ามีความน่ากลัว และสูญเสียชีวิตคนจำนวนมาก
ต้องประสบชะตากรรมสารพัด
คุณยุวดีตอบว่า “สำหรับการอพยพสมัยใหม่ พบในช่วงระหว่างสงครามโลก
การอพยพหาได้มีภาพที่น่ากลัวดังที่หลายคนจินตนาการ การล่องเรือมานั้นค่อย ๆ
เลียบชายฝั่งมาเรื่อย ๆ นายเรือเลือกฤดูที่ปลอดมรสุม
ทำให้มีความปลอดภัยสูง” พลางกล่าวต่อไปว่า
“ชาวแต้จิ๋วจะไปลงเรือที่ท่าทรงวาด
ส่วนเรือจีนกวางตุ้งจะมาจอดที่สาทร ตลาดน้อย และแถบวัดญวน
(วัดกรรมาตุยาราม) เมื่อขึ้นเรือก็ปักหลักอยู่รวมกันเป็นชุนชน
แล้วยึดอาชีพช่างกลึง ค้าขาย และเป็นพ่อครัว เป็นหลัก”
คุณแสงอรุณมีคำถามเพิ่มเติมในส่วนของอาชีพว่า
“นอกจากอาชีพพ่อครัวแล้วผู้หญิงกวางตุ้งทำอะไร”
คุณยุวดีจึงเล่าเรื่องอาสำให้ฟังว่า
“สิ่งที่น่าสนใจคืออาชีพของหญิงกวางตุ้ง ซึ่งมีลักษณะพิเศษ
เนื่องจากหญิงกวางตุ้งรักอิสระ หญิงจีนกลุ่มอื่นอพยพตามสามี
ส่วนหญิงกวางตุ้งบางคนหนีการแต่งงาน มาเป็นแม่บ้านราคาแพง หรืออาสำ
เพราะทำอาหารเป็น พูดจีนเป็น พวกเศรษฐีมักจะจ้างไว้เลี้ยงลูก
โดยมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าคอยชี้นิ้วสั่งแม่บ้านเล็ก ๆ
เศรษฐีฝรั่งก็ใช้หญิงกวางตุ้งเป็นคนเลี้ยงลูก
คิดว่าอาชีพนี้น่าจะเป็นอาชีพสำคัญของหญิงกวางตุ้งอีกอาชีพหนึ่งทีเดียว”
พูดไปพูดมาไม่พ้นเรื่องการสังเกตพฤติกรรมของครอบครัวและ
เพื่อนบ้าน คุณยุวดีรวบยอดพฤติกรรมชาวกวางตุ้งว่า
“โดยลักษณะทั่วไปของคนกวางตุ้งมักชอบใช้จ่าย และช่างเจรจา
วันหนึ่งหากชาวกวางตุ้งได้นั่งสนทนากันจะมีเสียงเอ็ดตะโรเป็นเวลานาน
นอกจากนั้นชาวกวางตุ้งมักจะเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ เรื่องสี ทะเบียนรถ ฯลฯ”
เรื่องที่สนุกที่สุดในการสัมมนานี้น่าจะเป็นตัวอย่างความเชื่อของชาวกวางตุ้งที่คุณยุวดีเล่าให้ฟังว่า
“เมื่อครั้งมีการก่อสร้างโรงแรมที่หม่าเก๊า
เจ้าของโรงแรมจะนำเงินทุกสกุลใส่ลงไปในเสาเอก
เป็นความเชื่อว่าเพื่อให้ดึงดูดเงินทุกสกุลให้เข้ามาในกาสิโน
ตัวตึกต้องสร้างเป็นค้างคาวแวมไพร์ดูดเลือด
พนักงานทุกคนต้องมีดวงเป็นนักพนัน ไม่เช่นนั้นไม่รับเข้าทำงาน
นิ้วชี้ต้องใส่แหวนเป็นรูปค้างคาวดูดเลือด
เขาจะหมุนแหวนหนึ่งรอบให้ค้างคาวหันหน้าออกให้บินไปดูดเลือด
คนแก้ก็ใส่เฟืองบินมาตัด นี่เป็นความเชื่อแม้กระทั่งในโรงพนัน
ครั้นชนะพนันได้เงินมาเยอะก็ห้ามนำเงินกลับบ้าน
เพราะเงินที่ได้จากการพนันเชื่อว่ามีผี ต้องซื้อของให้หมด
ดังนั้นบ้านชาวกวางตุ้งแม้มีฐานะไม่ร่ำรวย
แต่มักจะอุดมไปด้วยของแบรนด์เนมราคาแพงมากมาย”
สิ่งเหล่านี้แม้จะดูเป็นเรื่องแปลกสำหรับคนสมัยใหม่ แต่ก็เป็นความเชื่อที่ฝังรากลึกอยู่ในความเป็นคนกวางตุ้งสืบมา
เป็นศาลเจ้าของชาวจีนฮกเกี้ยนที่เข้ามาอยู่อาศัยในจังหวัดระนอง
สร้างขึ้นมาประมาณ 100 ปีเศษ เนื่องจากมีชาวจีนจำนวนมากมีความเชื่อว่า
พระต่ายเตเอี๋ยเป็นหมอรักษาฮ่องเต้ที่เมืองจีน
มีความสามารถรักษาผู้ป่วยได้ทุกโรค
จึงร่วมกันสร้างศาลเจ้าขึ้นมาเพื่อกราบไหว้ขอยาไปรักษาโรค
ยังมีความเชื่อและศรัทธามาจนถึงทุกวันนี้ (ภาพเอเยนซี)
ฮกเกี้ยน: ความเชื่อแฝงในบ้านหลังงาม
หลังจากจีนกวางตุ้งจบลง ก็มาถึงจีนกลุ่มที่สามคือจีนฮกเกี้ยน
ผู้จัดได้เชิญ ดร.ขวัญจิต ศศิวงศาโรจน์ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย
มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นผู้จัดทำสารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์ฮกเกี้ยน
และคุณนพพร ภาสะพงศ์ นักเขียนอิสระ เป็นผู้บรรยาย
ทั้งสองท่านสลับกันพูดและเปิดเรื่องด้วยการกล่าวถึงละครที่สะท้อนให้เห็นความเป็นจีนฮกเกี้ยนว่า
“หากท่านใดได้ชมละครเรื่องบะบ๋า ยะหย๋า
ก็จะเห็นภาพสะท้อนของความเป็นจีนฮกเกี้ยนได้มากทีเดียว
จีนฮกเกี้ยนนั้นเป็นจีนกลุ่มแรกที่อพยพมาสู่สยาม”
ดร.ขวัญจิต ยกงานเขียนของสกินเนอร์ที่กล่าวว่า
“ชาวจีนล่องเรือเข้ามาค้าขายและรับราชการในตำแหน่งออกขุน ในปี พ.ศ.2012
หลักฐานสำคัญก็คือศาลเจ้าที่ชาวจีนฮกเกี้ยนเป็นผู้สร้างการอพยพช่วงแรกใช้
เรือสำเภาล่องมาตามอ่าวไทย มาปักหลักอยู่ทางภาคตะวันออกและภาคกลางของไทย”
“ต่อมาจีนเปลี่ยนแปลงการปกครอง
คนฮกเกี้ยนไม่พอใจก็อพยพมาไทยเป็นระลอกที่สอง และในช่วงหลังสงครามโลก
ภาคใต้ของไทยก็มีการค้นพบสายแร่ดีบุก
ทำให้ชาวฮกเกี้ยนอพยพมาเป็นกุลีในเหมือง กลุ่มนี้เป็นกลุ่มล่าสุด
ดังนั้นขณะนี้จึงพบชาวฮกเกี้ยนหนาแน่นทางภาคใต้ของไทย” ดร.ขวัญจิตกล่าว
คุณนพพรเปลี่ยนประเด็นไปสู่สถาปัตยกรรมและความเชื่อของชาวฮกเกี้ยนว่า
“หลังจากมาตั้งหลักปักฐานแล้ว
ชาวฮกเกี้ยนได้นำสถาปัตยกรรมเฉพาะของตนเข้ามาด้วย
บ้านของชาวฮกเกี้ยนจะมีช่องระบายอากาศสี่เหลี่ยม
การสร้างบ้านมีความเชื่อแฝงอยู่ ด้านหน้าจะเห็นป้ายชื่อ
ตรงกลางเป็นชื่อสกุลของบ้าน เรียกว่า “หน้าปีศาจ”
เพราะมีหน้าต่างอยู่ข้างประตู หน้าต่างเป็นตา ประตูเป็นปาก
สร้างไว้ป้องกันสิ่งชั่วร้าย ในบ้านจะมีช่องแสง ภายในบ้านเปิดโล่ง
รูปแบบบ้านมีสามลักษณะคือ บ้านตึกดิน บ้านตึกแถว และบ้านเดี่ยว
ส่วนเรื่องความเชื่อเฉพาะ ชาวฮกเกี้ยนจะมีหิ้งบูชาเสาซ้ายหน้าบ้าน
สำหรับไหว้เทวดาจี้กง”
สำหรับอาหารการกินที่ขึ้นชื่อ ก็ได้แก่ อาหารจำพวกหมูตุ๋น
บะจ่าง ชา ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ผศ. ถาวร สิกขโกศลกล่าวเสริมในช่วงท้ายว่า
ชาวจีนฮกเกี้ยนหาได้อพยพมาจากมณฑลฝูเจี้ยนหรือฮกเกี้ยนทั้งหมด
เป็นแต่เพียงบางส่วนที่พูดภาษาฮกเกี้ยนเท่านั้น
คนแต้จิ๋ว: ฉลาดเปรื่อง มากไหวพริบ
หลังจากรับประทานอาหารกลางวัน ก็ต่อด้วยกลุ่มจีนแต้จิ๋ว ซึ่ง
ผศ.ถาวร สิกขโกศล ที่ปรึกษาโครงการจีนศึกษา และคุณสมชัย กวางทองพาณิชย์
เป็นผู้บรรยาย
การบรรยายเต็มไปด้วยบรรยายกาศที่เผ็ดร้อน ผศ.ถาวรเรียบเรียงและเกริ่นโดยข้อมูลพื้นฐานทางด้านภาษาและวรรณกรรมว่า
“หากเทียบกับกลุ่มจีน 5 ภาษา
ชาวจีนแต้จิ๋วมีจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย
คนไทยจึงคุ้นเคยกับสำเนียงภาษาจีนแต้จิ๋วเป็นอย่างดี
ภาษาแต้จิ๋วนั้นสามารถรักษาเสียงและศัพท์ภาษาจีนโบราณไว้ได้มาก
มีเสียงวรรณยุกต์หลากหลาย และสามารถอ่านเป็นทำนองเสนาะได้เพราะพริ้ง”
“ในด้านวรรณกรรมที่โดดเด่นของคนแต้จิ๋วคือ “กัวแฉะ”
เป็นนิทานคำกลอนที่ช่วยให้ผู้หญิงแต้จิ๋วสามารถอ่านหนังสือได้แตกฉาน
วรรณกรรมแต้จิ๋วนี้ได้เผยแพร่ไปทุกถิ่นที่มีคนแต้จิ๋วอาศัยอยู่”
ในบทความของ ผศ. ถาวรเรื่อง “แต้จิ๋ว:จีนกลุ่มน้อยที่ยิ่งใหญ่”
ซึ่งตีพิมพ์ในศิลปวัฒนธรรม ยังกล่าวถึงอาหารที่ขึ้นชื่อของแต้จิ๋ว คือ
ข้าวต้ม มีทั้งข้าวต้มเครื่องและข้าวต้มขาวกับผักดอง ประกอบกับอาหารอื่น ๆ
ทั้งกับข้าว ของว่าง ขนม ซึ่งนับเป็นอาหารที่ประณีตมาก อีกทั้งชาแต้จิ๋ว
“กังฮูเต๊” ก็โดดเด่นมีชื่อเสียงเหนือชาทั้งปวง มีอุปกรณ์ประณีต
ขั้นตอนการชงชาล้วนพิถีพิถันนับว่าเป็นยอดชาของจีน
ผศ. ถาวรยกศิลปะที่โดดเด่นของชาวแต้จิ๋ว
“ศิลปะการแสดงของแต้จิ๋วที่เลื่องชื่อ คงไม่พ้น
“งิ้วแต้จิ๋ว” ซึ่งแสดงเป็นภาษาท้องถิ่น
งิ้วแต้จิ๋วได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสิบงิ้วที่ยิ่งใหญ่
โดยพิจารณาคุณภาพทางศิลปะและความนิยมแพร่หลาย
อีกทั้งเก่าแก่มีอายุไม่ต่ำกว่า 450 ปี”
นอกจากนั้น ด้วยความที่คนแต้จิ๋วเชี่ยวชาญศิลปะอย่างรอบด้าน
จึงสามารถผลิตเครื่องเคลือบที่เป็นเอกลักษณ์ งานเย็บปักถักร้อย
“ล้วนผู้ชายปักฝีมือเหนือผู้หญิง หาดูได้ยากในมณฑลอื่น” ศิลปะการตัดกระดาษ
ศิลปะไม้แกะสลัก ฯ คนแต้จิ๋วจึงขึ้นชื่อว่า “ประณีต” ในทุกเรื่อง
แม้กระทั่งการทำนาก็ตาม
ผศ. ถาวรกล่าวสรุปท้ายว่า
“โดยทั่วไป คนแต้จิ๋วมักจะชอบทำการค้า ประกอบธุรกิจ
มีเศรษฐีชาวแต้จิ๋วอยู่ทั่วจีนและยังออกไปทำมาหากินในโพ้นทะเล
จึงได้รับสมัญญาว่า “ยิวแห่งประเทศจีน”
ลักษณะชอบทำการค้ามาจากนิสัยที่กล้าได้กล้าเสีย
ประกอบกับคนแต้จิ๋วเป็นจีนที่ฉลาดหลักแหลม มีไหวพริบปฏิภาณสูง
“ทั้งฉลาดทั้งเจ้าเล่ห์” แต่กอปรไปด้วยความพิถีพิถัน
ทำให้คนแต้จิ๋วประสบความสำเร็จในทุกหนแห่งแม้ในสยามปัจจุบัน”
อย่างไรก็ตามคุณสมชัยก็ได้นำเสนอในส่วนของการค้นหาข้อมูลที่
เกี่ยวกับจีนแต้จิ๋ว ผ่านทางอินเตอร์เน็ต เว็บไซต์ และสถานีโทรทัศน์แต้จิ๋ว
พร้อมกับได้แสดงภาพของชาวแต้จิ๋วในสมัยโบราณ
ล้วนแล้วแต่เป็นภาพหายากและสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตคนแต้จิ๋วในสยามอันมีค่า
ยิ่ง
ไหหลำ: พิธีกรรมกับชีวิต
ในที่สุดก็มาถึงกลุ่มสุดท้าย พิธีกรเรียนเชิญ รศ. พรเพ็ญ ฮั่นตระกูล
นักวิชาการอิสระ และรศ. แสงอรุณ กนกพงศ์ชัย คณะศิลปศาสตร์
มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ เจ้าของผลงาน “บ่ บั๊ด บ่ ย้ง ก้ง
วัฒนธรรมไทยจีน : ไม่รู้ต้องแสวง”
จากข้อมูลทั่วไประบุว่า จีนไหหลำอพยพมาจากเกาะไหหลำของจีน
ชาวไหหลำจะมีเป็นจำนวนมากในไทยบริเวณ ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ และสมุย
จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในเบื้องต้น รศ.พรเพ็ญ
เริ่มต้นแสดงภาพเก่าแก่ของตระกูลของท่าน ที่เกาะไหหลำ
ซึ่งสะท้อนความเป็นชาวจีนไหหลำผ่านสถาปัตยกรรมและพิธีกรรม
“ศิลปะการสร้างบ้านของจีนไหหลำ มักจะมีกำแพงและมีประตูทางเข้า
แต่ว่าประตูนอกกับประตูในจะเยื้องกัน ถือเป็นเรื่องฮวงจุ้ย
มีศิลปะเป็นประตูโค้ง
ทางเข้าไปในตัวบ้านมีภาพวาดสะท้อนความชื่นชอบทางด้านศิลปะ”
“สาเหตุที่แต่ละบ้านประตูตรงกัน แล้วตั้งโต๊ะตรงกลาง
เพราะเป็นบ้านญาติสนิทสกุลเดียวกันทั้งหมด
ชาวจีนไหหลำจึงอยู่อาศัยกันเป็นครอบครัวใหญ่ เวลามีพิธีกรรม
เช่นการไหว้พ่อแม่ มักจะมีการจุดประทัดภายในตัวอาคาร
การออกแบบบ้านในลักษณะนี้จึงเอื้อต่อพิธีปฏิบัติอย่างมาก” รศ.พรเพ็ญกล่าว
จากนั้น รศ.แสงอรุณได้พูดถึงสิ่งที่ชาวไหหลำนับถือ คือ “ไห่กง”
ท่านเปาหน้าขาว นอกจากนั้นยังมีเจ้าที่ประจำถิ่นคือ “พกเด๊กกง”
คนจีนไหหลำจะนำติดตัวเสมอ คือเอาความเชื่อนี้ไปด้วยเสมอ พก แปลว่าวาสนา
ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างรูปปั้นเคารพที่บ้านบึง จังหวัดชลบุรี
สิ่งที่ รศ.แสงอรุณเล่าให้ฟังก็คือการแสดงงิ้วของชาวจีนไหหลำ
“ชาวไหหลำยังมีการแสดงงิ้วในพิธีกรรมที่สะท้อนความเชื่อด้านวิญญาณ
จะเชื่อว่า “ติ้วกวั๊น” ภูตประจำโลงศพจะมาขัดขวางไม่ให้วิญญาณออกมาจากโลงศพ
ต้องเผากระดาษเงินกระดาษทองติดสินบนให้วิญญาณออกมาได้
ดังเช่นพิธีเบิกโลงของคนไทยต้องมีคนตอบสามครั้งเพื่อไม่ให้วิญญาณอื่นมาจับ
จองโลง นอกจากนั้นยังมีฉากพกเด๊กกง เจรจาต่อรองกับปีศาจ
ต้องเผากระดาษเงินกระดาษทองแทบทั้งเรื่อง
ท้าวเวสสุวรรณแต่งตัวออกมาพิพากษาความดีความชั่วของวิญญาณ
เพื่อให้ลูกหลานสบายใจ และในตอนที่วิญญาณอำลาลูกหลาน
จะสมมติให้วิญญาณขึ้นไปบนหอสูง มองอย่างอาลัยอาวรณ์ เป็นฉากที่น่าเศร้ามาก
เป่าปี่สามครั้งวิญญาณต้องลาจาก”
ความเชื่ออีกประการที่น่าสนใจที่ รศ.แสงอรุณได้หยิบยกขึ้นมาก็คือ
มารดาเมื่อคลอดลูกทำให้ดินเปื้อนเลือดเป็นบาปหนัก
ครั้นสิ้นชีวิตต้องแก้บาปด้วยการให้ลูกหลานทำพิธีชำระโลหิต จึงจะพ้นกรรม
ถือว่าคลอดลูกเป็นบาป กงเต็กชาวจีนทุกภาษามีพิธีนี้
มีการพรรณาความทุกข์ของแม่ตั้งแต่ตั้งท้อง การกินน้ำแดงในพิธีกงเต็ก
(น้ำจะแช่เปลือกอั่งขักจนรสฝาดเฝื่อนมาก)
โดยอุปมาให้กินเลือดที่แม่ทำเปื้อนพื้นดิน เด็ก ๆ มักจะไม่เต็มใจ พี่ ๆ
จะดื่มแทนน้อง “ดื่มทุกข์แทนแม่”
“ต่อมามีน้ำหวานมาแทน เด็ก ๆ แย่งกันดื่มอย่างมีความสุข
ไม่มีอารมณ์สะเทือนใจว่าเรากำลังกลืนทุกข์แทนแม่
ทุกวันนี้ประเพณีดั้งเดิมก็เปลี่ยนไปบ้างแล้ว” รศ.แสงอรุณกล่าวปิดท้าย
บทส่งท้าย: รู้จักจีนสยามไปทำไมกัน
หลังจากการกล่าวถึงจีนแต่ละกลุ่มภาษาไปแล้ว ผู้จัดได้เรียนเชิญ
อ.ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กล่าวรวบรัดประเด็นในวันนี้ ดร.วาสนากล่าวว่า
“กลุ่มชาติพันธุ์จีนที่อยู่ในไทย ไม่ว่าจะเป็นจีนแคะหรือฮากกา
จีนกวางตุ้ง จีนฮกเกี้ยน จีนแต้จิ๋ว และจีนไหหลำ
นับเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยังสามารถคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ความเป็นตัวตนและ
วัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี
ขณะเดียวกันก็สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมหรือความเป็นไทยได้
อย่างกลมกลืน เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ สิ่งที่เรียกว่า
“จิตสำนึกทางชาติพันธุ์”
ซึ่งเป็นกลจักรทางความคิดอันสำคัญที่ทำให้อัตลักษณ์และความเป็นกลุ่ม
ชาติพันธุ์ทั้งหลายยังดำรงอยู่ได้ ทั้งยังทำให้เราได้ตระหนักว่า
อัตลักษณ์และความเป็นตัวตนของเรานั้น
ก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความเป็นชาติเช่นกัน”
ดร.วาสนาพยายามเชื่อมโยงความเป็นจีนสยามให้เข้ากับตนเอง
โดยการแสดงภาพต่าง ๆ ในพิธีกรรมความเป็นจีนที่เคยผ่านพบเมื่อวัยเด็ก
กอปรกับการศึกษาประวัติศาสตร์ทำให้
ดร.วาสนาเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาที่มาของกลุ่มชาติพันธุ์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวจีน ซึ่งมีประชากรที่หลากหลาย
นับรวมกันแล้วมากที่สุดเป็นลำดับหนึ่งของโลก
อีกทั้งยังกระจายตัวอยู่ทุกเขตแคว้นบนดาวเคราะห์ดวงนี้
-----
จีนสยาม 5
กลุ่มภาษายังมีลักษณะเฉพาะอีกหลายประการให้สืบค้นในทางวิชาการ วัฒนธรรม
และประวัติศาสตร์ การเสวนาครั้งนี้ ได้สะท้อนให้เห็นลักษณะเฉพาะ ที่มา
ความเชื่อ พิธีกรรม
และอัตลักษณ์ของจีนสยามในแต่ละกลุ่มภาษาอันเป็นการเปิดมิติให้มีการค้นคว้า
ในระดับที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น และนำมาซึ่งคุณูปการต่อวงการสังคมศาสตร์สืบไป
ภาพการสัมมนา "จีนสยาม 5 ภาษา"
บางภาพจากการสัมนา"จีนสยาม 5 ภาษา"ที่อาคารเอนกประสงค์ 1 มธ. ท่าพระจันทร์ เมื่อ 10 กันยายน 2553 ชาวชุมชนเราที่ไปร่วมสัมนาก็มี อาจารย์นภดล คุณอาฉี คุณจ๊องหยิ่นฮยุ๋ง คุณมะไฟ และไหง แจวชิ้นสุ้ย(ภาพอยู่หลังกล้องครับ ฮะฮะ)








เพิ่มรูป งานสัมนา ๕ ภาษา มธ.
ได้รูปเพิ่มมาจาก ท่านผู้มีเกียรติส่งเมลมาให้ เห็นว่าเป็นภาพคนละมุมกับที่มีอยู่ จึงนำมารวมไว้ที่นี้
ขอขอบคุณ อ.ชูศักดิ์ สุวิมลเสถียร ผู้ส่งรูปมาให้ครับ
น้องใหม่
อ.ดร.เกตมาตุ ดวงมณี จากมหาวิทยาลัยทักษิณ ลูกหลานชาวฮากกา จากจังหวัดตรัง ดร.ภาคภาษาจีน น้องผู้หญิงสูทสีดำ ได้เข้ามาแนะนำตัว และจะมาเป็นสมาชิกเวปเร็ว ๆ นี้ ตอนนี้เวปเราเริ่มจะติดตลาดแล้ว ยินดีต้อนรับอาจารย์ วันนี้คงเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกครับ ตามที่คุยกัน
เสียดาย
ไหงเสียดายมากครับ ที่ไม่ได้ไปร่วมงานนี้ ทั้งๆที่ได้ลงทะเบียนไว้แล้วเนื่องด้วยติดภารกิจสำคัญเป็นผู้ประสานงานในพิธีศพเจ้านายเก่าที่นับถือเสมือนพี่ชาย พอดีวันนั้นทำพิธีกงเต็กแม่ชีฮากกา หรือเรียกว่า ต่าจาย ทำทั้งวันตั้งแต่เก้าโมงเช้ายันสี่ทุ่ม มีท่าน สส.เขตบางคอแหลม คือท่านสมเกียรติ ฉันทวานิช ให้เกียรติอย่างสูงมาร่วมในงานและนั่งดูจายจี่ทำพิธีจนจบ และก็มาเป็นประธานในพิธีคำนับศพในวันเคลื่อนศพด้วย ท่านสมเกียรติ ท่านเซี่ยงเฉิน เป็นคนหมอยเย้นเหมือนกัน พูดภาษาหมอยเย้นได้อย่างดี ยิ่งได้เห็นภาพที่ชินสุ้ยกอเอามาลงไว้ก็ยิ่งรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ไป
ไหงก็อยากไป
ไหงอยากไปนะครับ แต่ตอนนี้บอกไม่ได้จริง ๆ ว่าจะไปได้หรือไม่ ไหงคิดว่า เดือนกันยาน่าจะมีธุระที่ต้องไปกรุงเทพอยู่ด้วย ถ้ามีจริง ๆ ไหงจะตบให้มาอยู่ในวันที่ 9 หรือ 11 เพื่อว่าวันที่ 10 ไหงจะได้ไปร่วมการฟังด้วย
ฝากอาฉีโกและอาฮยุ๋งโก ที่ต้องไปแน่นอน เน้นกับทางผู้บรรยายและชาวไทยเชื้อสายจีนกลุ่มต่าง ๆ ที่มาฟังวันนั้น ว่า ขอให้เรียกพวกเราอย่างเป็นทางการ ว่า ชาวฮากกา แทน ชาวจีนแคะ ภาษาฮากกา แทนภาษาแคะ
นะครับ
ชาวฮากกา
ผมคงไม่มีโอกาสได้ไปร่วมด้วยเพราะอยู่ทางใต้ แต่ก็เห็นด้วยกับคุณยับสินฝ่ากอ ขอให้พวกชาวไทยเชื้อสายจีนต่างๆ เรียกพวกเราว่า ชาวฮากกา จึงจะถูกต้องนะครับ ฝากด้วยนะครับ
มีใครไปบ้าง?
ไหงไปครับ
พรุ่งนี้เจอกัน
ทางมธ ตอบรับมาแล้ว พรุ่งนี้เช้าเจอกันครับ อาฉี จะเอาต้นฉบับของชุกพู่ ตระกูลโง้วที่ได้จากเมืองจีน ให้ช่วยแปลให้ด้วยครับ
ตอบรับไปแล้วครับ