ไหงได้อ่านหนังสือเล่มนี้(บางส่วนแล้ว ยังไม่จบ ) จึงขอแนะนำว่าท่านใดสนใจประว้ติศาสตร์ของคนจีน โพ้นทะเลซึ่งมิได้จำกัดเฉพาะคนฮากกาเท่านั้น ที่ได้เดินทางมาอยู่ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมิได้จำกัดเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น จะรวมถึงความเป็นมาของคนจีนโพ้นทะเล อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงต์โปรฺ ด้วย ถ้าใครอยากรู้ว่า " ยับอาหรอย" ชาวฮากกา ผู้สร้างเมือง " กัวลาลัมเปอร์ " ที่อาคมกอพูดถึงบ่อยๆ มีประวัติความเป็นมาอย่างไร ไม่ควรพลาด
ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้คือ " อู๋จี้เยี่ยะ " แปลโดย " ปนัดดา เลิศล้ำอำไพ " ( บุตรของผู้เขียนเอง ) ถ้าได้รับรู้ประวัติของท่านผู้เขียนแล้วจะทึ่ง ไหงจึงขอนำเสนอประวิติย่อของท่าน " อู๋จี๊เยียะ " โดยย่อดังนี้
อู๋จี๊เยียะ เป็นนักหนังสือพิมพ์จีนในประเทศไทย สมัยปี 2483 - 2528 ท่านมีชีวิตอยู่ระหว่างปี 2448 - 2535 ท่านเกิดในตระกูลอู๋ แห่งอำเภอเหมยเซี่ยน ท่านจึงเป็นคนฮากกาผู้หนึ่ง เมื่ออายุได้ 12 ขวบ บิดามารดาของท่านนำท่านมาอยู่ที่เกาะชวา อินโดนีเซีย อยู่ที่อินโดนีเซียได้ 13 ปีเศษ ท่านจึงเดินทามาอยู่ในกรุงเทพ เมื่อปี 2473และเริ่มเข้าสู่วิชาชีพหนังสือพิมพ์ที่กรุงเทพนี่เอง ช่วงสงครามโลกปี 2482 - 2489 ท่านย้ายครอบครัวไปอยู่ที่ประเทศสิงค์โปร์ พอสงครามสงบก็กลับมาประกอบวิชาชีพเป็นนักหนังสือพิพ์ในกรุงเทพอีกครั้ง โดยมาเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ " จงหยวนยื้อเป้า " เมื่อปี 2501 ถูกจอมพลสฤษ ธนะรัชต์ จับกุมฐานมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิส จนถึงปี 2506 จึงถูกปล่อยออกจากคุก ในระหว่างที่ถูกคุมขังนั่นเอง ท่านได้เป็นผู้สอนภาษาจีนให้กับ " จิตร ภูมิศักดิ์ " ( ปราชญ์ทางภาษาและประวัติศาสตร์ที่ดีที่สุดคนหนึ่งของชาติไทย ) ในเรือนจำ เมือ่เมืองจีนเปิดประเทศ ท่านได้ถูกเชื้อเชิญจากประเทศจีนให้เดินทางไปเยี่ยมเยือนบ้านเกิดที่เมืองจีนหลายครั้ง
งานเขียนในหนังสือเล่มนี้เป็นงานเขียนเก่าๆสมัยที่ท่านเป้นนักหนังสือพิมพ์อยู่ แล้วไหงจะคัดย่อบางตอนที่เกี่ยวกับฮากกามานำ
เสนออีก
ดูเพิ่มเติม หนังสือ 60 ปีโพ้นทะเล’ พิมพ์ครั้งที่ 2 ออกแล้ว
เล่มนี้ดีจริงๆค่ะ
ได้มาเเล้วเล่มนึง อ่านแล้ว 8 หน้า (อาจจะดูน้อยไปหน่อย ^^) เมื่อเทียบกับความหนาของเล่มที่หนานิ้วกว่าค่ะ เริ่มอ่านเมื่อคืนแล้วก็เผลอหลับไป มาเจอพี่วี่ฟัดโพสเล่มนี้ แอบดีใจที่มีคนซื้อหนังสือเล่มนี้เหมือนกันเลย อ่านแล้วได้ความรู้ดี ชอบมากค่ะ คืนนี้จะไปอ่านต่อละ
ซื้อที่ไหนครับ
เมื่อวานก็ไปเดินดูงานหนังสือ ถามไปหลายเจ้าไม่มีใครรู้หนังสือเล่มนี้ แต่ไปได้หนังสืออื่นมาแทน หาได้ที่ไหนครับ
ตอบคุณอา อาคมค่ะ
หนูไปเจอที่ศูนย์หนังสือจุฬาค่ะ ตอนเจอครั้งแรกเห็นชื่อหนังเเละสะดุดตา เปิดเเป๊บนึงก็หยิบเข้าตะกร้าเลย ทั้้งๆที่เป็นคนเลือกหนังสือพอสมควรนะคะ แต่ตอนนั้นเปิดดูคร่าวเลยคิดว่าใช่
อ้อในนั้นมีทั้งหมด 105 บท บทที่ควรอ่านและน่าสนใจเป็นพิเศษและห้ามพลาดคือ
บทที่ 18 ฮากกา VS. จีนบ้าบ๋า : วิถีทำกินที่แตกต่าง
เก็บกำไรทีละน้อยค่อยค่อยหา คนฮากกาค้าของชำหนักเบาสู้
วาดหวังเงินเดือนงามหรู ลูกจีนบ้าบ๋ารู้เรียนภาษาดัตช์
บทที่ 58 สมาคมฮากกา
ผ่านสงครามใหญ่สองครั้งครา ชาวฮากกาในไทยเจริญรุดหน้า
สมาคมฮากกายิ่งพัฒนา สมาชิกมีกว่าหมื่นมั่นยืนยง
เค้าจะเกริ่นด้วยคำกลอน แล้วค่อยเป็นบทอ่านทั่วไปค่ะ ติดตามได้ดังรายละเอียดข้างล่างนี้ ขอให้ทุกคนสนุกไปด้วยกันนะคะ
จัดจำหน่ายทั่วประเทศโดย บริษัทซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน)
โทร 02-739-8222, 02-739-8000
www.se-ed.com
385 baht
ISBN 978-616-7061-67-2
ขอบคุณครับ ตอ เชี้ย ตอ เชี้ย
น้องต้นกล้า ก็พอดีวีฟ้ดกอโทรมาบอกไหงเหมือนกันว่า กี่ไปได้มาที่ร้านหนังสือ se-ed ขอขอบคุณทั้งสองท่านครับ
ป้านลู้เตี้ยม
ผมสนใจหนังสือเรื่องป้านลู้เตี้ยมไม่ทราบว่าใครมีบ้าง หรือ หาซื้อได้ที่ไหนครับ
熊永发
ท่านใดเคยสนใจอ่านหนังสือเล่มนี้
幼學故事瓊林 ยินดีให้ยืมอ่านครับ
ประวัติศาสตร์ " โอละพ่อ "
ไหง่ได้อ่านเรื่องราวของ " อู๋จี๊เยียะ " ซึ่งเป็นคนหมอยแย้น และเคยถูกจำคุกถึงห้าปีในคดีอันมีข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิส ทำให้ไหง่หวลย้อนระลึกถึง ไท้ปักไหง่ ( ไช่หยุนไค ) ที่เดินทางมาจากหมอยแย้นเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารเหมือนกันกับ " อู๋จี๊เยียะ " ไท้ปักของไหงก็เคยถูกจับกุมในข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิส เหมือนกับ อู๋จี๊เยียะเหมือนกัน ประมาณปีสองพันห้าร้อยกว่า ซึ่งยุคนั้นเป็นระยะเวลาที่เขาเรียกว่าปลุกผีคอมมิวนิส
อันที่จริงคนจีนในสมัยนั้นที่เดินทางมาจากเมืองจีนเข้ามาอยู่ในประเทษไทยไหง่เชื่อว่าทุกคนไม่มีใครชอบ " เหมาเจ๋อตง " เพราะอย่างน้อยคอมมิวนิสทำให้คนจีนที่อยู่ในเมืองไทยไม่สามารถกลับไปเมืองจีนได้อีก ไท้ปักไหงก็เช่นเดียวกันกี่มีความโกรธแค้นคอมมิวนิสจีนมาก ไม่ชอบเหมาเจ๋อตง แต่ชอบไต้หวัน สมัยนั้นจึงมีการแย่งชิงมวลชนคนจีนที่ออกมาอยู่ตามต่างประเทศ กันระหว่างจีนและใต้หวัน สมัยนั้นเอกอัครราชฑูตใต้หวันเดินทางออกเยี่ยมชาวจีนตามจังหวัดต่างๆ ซึ่งไหง่มีรูปที่ไท้ปักไหง่ต้อนรับฑูตใต้หวัน ดังนั้นไท้ปักไหง่จึงไปรไต้หวันมาก ทางใต้หวันจึงส่งหนังสือเกี่ยวกับใต้หวันมาให้มากมาย แต่มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งเป็นภาษาจีนแต่หน้าปกมีภาษาอังกฤษเขียนว่า " packing " ซึ่งหมายถึงการบรรจุภัณฑ์ แต่มีตำรวจคนหนึ่ง ( ซึ่งสนิทสนมกับไท้ปักไหง่มาก ) มาเห็นหนังสือฉบับนั้นในขณะที่ไท้ปักไหงกำลังอ่านอยู่ ด้วยความที่ตำรวจสมัยนั้นอ่านภาษาอังกฤษไม่แตก ตำรวจคนนั้นจึงเข้าใจว่าหมายถึงคำว่า " peking " ซึ่งหมายถึงปักกิ่งเมืองหลวงใหญ่ของจีนคอมมิวนิส จึงเข้าใจว่า ไท้ปักไหง่ฝักไฝ่คอมมิวนิส ตำรวจคนนั้นจึงไปแจ้งทางราชการเหมือนลักษณะเอาหน้า ไท้ปักไหง่จึงถูกจับนำตัวเข้าไปกรุงเทพที่สวนรื่น พร้อมกับหนังสือเล่มดังกล่าว สักประมาณ 3 - 4 วันก็ถูกปล่อยตัวกลับมา เนื่องจากเมื่อไปพบคนที่เขามีความรู้จริงแล้วเขาก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร และมิใช่หนังสือของพรรคคอมมิวนิสจีนแต่อย่างใด นี่จึงเป็นประวัติศาสตร์ของครอบครัวเราที่เล่าสืบต่อกันมาจนบัดนี้ว่า ครั้งหนึ่งไท้ปักไหง่ก็เคยถูกกล่าวหาว่ามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสอันแสนจะมีเกียรติ เป็นอย่างยิ่ง เมือ่ไหง่ได้อ่านประวัติส่วนตัวของ อู๋จี๊เยียะ ทำให้ไหง่ย้อนเรื่องราวของไท้ปักไหง่ขึ้นมาทันที
ขอบคุณวี่ฟัดกอ แนะนำหนังสือดีๆ
ไหง่ต้องหาอ่านให้ได้ พอดีภรรยาเป็นคนชื่นชอบท่าน ''จิตร ภูมิศักดิ์"มาก คงมีเนื้อหาที่ไหงอยากรู้มากมายในหนังสือเล่มนี้ ตอนไหง่เด็กๆผู้เขาคุยกันว่า อาจี่บ้านโน้นเป็น "ยองหยา" ตอนเด็กๆคิดว่า"ยองหยา" ก็คือผู้หญิงที่อ่อนช้อย ทำอาหารเก่ง เมื่อหวนคิดบุคลิคอาจี่ที่ผู้ใหญ่กล่าวถึง ก็จะร้อง ''อ๋อ" เพราะอาจี่ท่านนั้นนุ่งแต่ผ้าถุง ไส่เสื้อลายลูกไม้ มีความเรียบร้อยกว๋าชาวบ้านทั้วไป
สวัสดีคุณจังเหรียนจู
ชมชุนฮากกายินดีต้อนรับครับ
ทำเสริม HAKKA BOOK ของต้นกล้า
วี่ฟัดโก ช่วยหาวิธีทำหนังสือแบบไกด์บุ๊คนำเที่ยว ที่ผูกประโยคสามัญประจำวันทั่วของฮากฟ้า อาจใช้ชื่อ100 ประโยคทองฮากฟ้า ต่อไปอาจเพิ่มเป็น 200 ประโยค 300 ประโยค และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำแบบพื้นๆก่อน อาจเลียนแบบหนังสือสอนภาษาอังกฤษพื้นทั่วไป แล้วคนในเวปก็ช่วยกันพัฒนาต่อไป จนแบ่งหมวดหมู่ จนเป็นเล่มใหญ่ แล้วค่อยทำจำหน่ายในสมาคมฮากกาทั่วประเทศ ต่อไปก็จะได้นำร่องให้ฮากกาไทยเอาไปสอนลูกหลาน หรือมีอาสาสมัครสอนประจำที่สมาคมแต่ละแห่ง อาจจะทุกวันอะไรก็ว่าไป คือมันจะมีอะไรที่ทำให้แต่ละจังหวัดทั่วไทย หลอมรวมเข้าหากันในระดับพื้นที่จนระดับชาติ จะได้ไม่ต้องไปแบ๊ะๆๆ แบบผมที่ถ่องซัน.. แบ๊ะๆ วี่ฟัดโกช่ยหน่อยเถอะ คือผมไม่เป็นจึงไม่ได้เริ่มด้วยตนเอง .... ตอเซี่ยๆ และขออภัยที่รบกวน ถ้าเขียนทับศัพท์ฮากกาในภาษาไทย ที่ไหง่เขียนนี่จะเขียนอย่างไร อย่าซีเรียส คือบางคนอาจจะลองๆมือ ขอเพิ่มอีกนิดอาจลองเพิ่ม cd จะได้ฟังเสียง คือแบบ Hakka book ไม่ได้ฟังเสียง เลยไม่แน่ใจว่าอ่านถูก
ตอบ ดีดี๊ดี อีกรอบจ๊ะ
ที่อาโกดีดี๊ดี จะให้ไหง่ทำหนังสือสนทนาภาษาฮากกาสัก 200 - 300 ประโยค เสริมกับต้นกล้านั้น ไหง่ขอสารภาพบาปเลยว่าภาษาฮากกานี่ไหง่ไม่รู้เรื่องเลย ( เวรจริงจริง อายมาก ) พูดไม่ได้ก็เพราะความไม่สนใจในตอนเยาว์วัย ทั้งๆที่ ไท้ปักของไหง่ ( ไหง่เรียกบิดาว่าไท้ปัก ) มาจากหมู่บ้านหม่อยหลิมชุน ซ้องกวนถ่อง หม่อยแย้น โดยตรงเองก็ตาม แต่ที่ไหง่เคยไปหม่อยแย้นถึงสี่ครั้ง และไปเมืองจีนมาทั้งหมด 15 ครั้ง นั้นก็เพราะอาศัยภาษาจีนกลาง ( ผู่ทงฮั้ว ) อันแสนกระท่อนกระแท่นของไหง่เอาตัวรอดมานับครั้งไม่ถ้วน
แต่หลังจากที่อาโก ดีดี๊ดี ได้นำเสนอประเด็นดังกล่าว ปรากฏว่ามีอาคงจงม่านปู้กี่โทรศัพท์มาหาไหง่ โดยกี่นำเสนอว่าหากจะทำก็ได้โดย อาคงจงม่านปู้กี่จะช่วย อาคงจงม่านปู้นี่ไม่ธรรมดานะครับ กี่มีบิดาเป็นคนฮากกาที่เกิดเมืองไทยที่ชัยนาท แล้วบิดาถูกส่งกลับไปเรียนเมืองจีนไม่ได้กลับจนมีครอบครัวถือกำเนิดคงจงม่านปู้ที่หมอยแย้น คงจงม่านปู้จึงถือว่าเป็นคนไทยตามสัญชาติบิดา ภาษาฮากกาหม่อยแย้นของคงจงม่านปู้จึงถือว่าของแท้ 100 เปอร์เซ้นต์ และคงจงม่านปู้จึงขอเสนอตัวมาเพื่ออยากจะถ่ายทอดภาษาฮากกาหมอยแย้นให้กับลูกหลานชาวฮากกาที่สนใจ ไหง่จึงขอฝากตัวเป็นศิษย์กับคงจงม่านปู้เรียบร้อยแล้ว เพื่อในเดือนเมษายนช่วงสงกรานต์นี้ ที่ไหง่จะไปหมอยแย้น ไหง่จะได่พูดภาษาฮากกาหม่อยแย้นกับพวกญาติๆของไหง่ให้อึ้งทึ่งเสียที เพราะถูกดูถูกดูแคลนจากพวกกี่มานานแล้วว่า ไอ้ลูกคนฮากกาซังกะบ๊วยอะไรว๊ะภาษาฮากกาไม่กระดิกหูเลย
เสริมอาโก ดีดี๊ดี จากวี่ฟัดโก
ไหงอยากเรียน อาโก ดีดี๊ดี ตามวี่ฟัดโกเรียก เกี่ยวกับ อาโกจงคงม่านปู้(นามแฝง) ท่านมีนามจริงว่า........(ขอให้เจอตัวแล้วถามไถ่กันเอาเองนะครับเพราะคงจะเป็นการเสียมารยาทถ้านำชื่อจริงของท่านมาเปิดเผยเพราะท่านใช้นามแฝงในการล๊อคอินหรือพูดง่าย ๆ ว่านามปากกานั่นแหละ)
อาโกจงคงม่านปู้ กี๋ กรุณาไหงมาก ๆ เคยโทรศัพท์หาไหง่อยู่บ่อย ๆ และเราก็เจอกันที่กรุงเทพฯ สองครั้ง ไม่กี่วันมานี้ กี๋เพิ่งกลับจากไปทำธุรกิจที่เซี่ยงไฮ้
กี๋มักจะโทรมาหาไหง่ถามสารทุกข์สุกดิบ แต่ขอประทานอภัยนะครับ ซาวด์ออนฟิลม์ เอฟเฟคสุด ๆ เลยครับ ทำให้ไหงน้ำตาแทบเล็ดเพราะคิดถึงพี่น้องทางถ่องซาน ไหนจะหลาน ๆ ที่ตอนนี้โตเป็นหนุ่มเป็นสาวอีก ไหรรับรองเหมือนกับวี่ฟัดโกเลยว่า สำเนียง 100% จริง ๆ สำหรับฮากกาผู่ทงฟ้า ของอาโกจงคงม่านปู้ กี๋จะเป็นดิกชันนารีที่มีชีวิตของไหง่ กี๋เป็นที่ปรึกษาไหง่เรื่องภาษาฮากกาผู่ทงฟ้า ไปแล้วครับ ส่วนที่ปรึกษาภาษาฮั่นหยวี่ ผู่ทงฮว่า คืออาโก จองหยิ่นฮยุ๋ง ครับ พี่น้อง.
ย้อนรากฮากกา ผ่านหนังสือของอ.วรศักดิ์ 1
กำลังย้อนอ่านหนังสือฮากกาคือจีนแคะของอ.วรศักดิ์ มหัธโนบล เพราะเมื่อก่อนอ่านแบบอยากรู้และก็เปิดอ่านอีกหลายครั้ง(ไม่เป็นรอบ) แบบเปิดอ่านแล้ววาง อยากจะถามคำถามเดียวต่อคนฮากกา(วี่ฟัด)อีกคนหนึ่ง ที่ผมอ่านในเวปแล้วว่า ทรงภูมิพอสมควร สุขุมคัมภีรภาพ ถ้าคุณอยากเก็บตัวก็ไม่ต้องตอบ ...คือถามคำว่า " ฮากกา " ที่เป็นคำเรียกต้นรากเผ่าพันธุ์ของจีนฮั่นกลุ่มหนึ่ง ที่ใช้เรียกตนเอง แต่มีคนฮากกา ได้แปลและเรียกพันธุ์ตัวเองว่า "แขก" - "ผู้มาเยือน" หรืออะไรเทือกนั้น จนเห็นคนฮากกาก็กระจายความรู้ในเวปต่างๆอย่างโก้หรู โดยเรียก-แปล-เข้าใจตามหนังสือฮากกาคือจีนแคะ .... ก็สงสัยว่าการขานชื่อ เรียกตัวเองของชนชาติต่างๆทั่วๆโลก พวกเขามีคำแปลให้ความหมายที่ดีๆทั้งนั้น เมือ่ผมมาอ่านพบว่า ฮากกาแปลว่า... แขกผู้มาเยือน - แขกดอยคอยซิด คืออ่านแล้วรู้สึกทันที และตอบโจทย์ตัวเองทันทีว่า ... คนที่ให้ความหมายนี่ ... มันมั่ว คือแต้จิ๋วเรียกเราตามคำเรียกขานของราชการส่วนกลาง แต่เราดันมาแปลทับตามแต้จิ๋วเข้าไปอีก หรืออาจจะมั่วมาแต่ประเทศจีนโน่นก็ได้ต้องพิสูจน์กันต่อไป... คงต้องศึกษากันต่อไป เพราะคำว่าฮาก มันใกล้กับคำว่าฮั่น ไอ้คำว่าฮั่นมันเป็นสมัยโบราณที่พวกเราว่า... เราคือฟอสซิ่นของยุคนั้น ก็เข้ากันพอดีกัน ทำไมเราไม่สงสัยล่ะว่า คำว่าฮั่นของยุคนี้ มันอาจเพี้ยนมาจากคำว่าฮากในยุคที่แท้จริงของมัน ก็คือพวกเรานี่แหละ คนฮากกาก็คือคนฮั่น คือคำเพี้ยนเมื่อมาถึงยุคนี้ ที่เรียกตามแต้จิ๋วอีกนั่นแหละ... ฮากก็คือฮั่น ก็พวกเรามันเป็นฟอสซิ่นของคนยุคนั้นยุคก่อนและต่อเนื่องยุคฮั่น(ฮาก)นี่นา แล้วคำว่าฮากกาจะแปลเป็นว่า ไอ้แขกดอย ไปได้อย่างไร ผมงง.. มากๆๆๆๆ มาแบบสั้นๆถามว่า มีในฮากฟ้าคำไหนบ้าง ที่ใช้ "ฮาก" หรืออื่นๆที่นำใช้ในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน ครับด้วยปัญญาของวี่ฟัดโก คงวิเคราะห์แยกแยะต่อเติมบิดผันแบบดิ้นได้ ไล่ไปตามคำถามเพราะเข้าใจว่าผมได้ถามอะไร .. ส่วนอื่นๆต่อไปผมจะเขียนส่งท้ายในบล๊อกของผมเองในเวปฮากกาในเวลาต่อไป เพราะยังมีประเด็นอีกมากนัก .. ขอบคุณล่วงหน้า ... จาก แขกดอยDD
ตอบคุณ " ดีดี๊ดี " ด้วยความเคารพ
แหมคุณ ดีดี๊ดี หงีก็มีอารมณ์ขันเหมือนกันนะ ไหงก็ชอบอารมณ์ขันเหมือนกัน ชีวิตจริงนี่มันแสนเครียด การเข้าเว๊ปจึงต้องผ่อนคลายบ้าง ( ป้าไม่อยู่ปู่เข้าเว๊ป )ไหงจึงชอบไส่อามรณ์ขัน แบบล้อเลียนเสียดสีเล็กน้อยพอหอมปากหอมคอพอคันๆ ไม่ถึงขนาดจะหมิ่นประมาทอะไร ไหง่โชคดีที่เกิดมาอยู่ในร้านขายหนังสือ ขายทุกชนิดทั้งหนังสือพิมพ์และหนังสือต่างๆ จึงได้อ่านหนังสือต่างๆมามากมายตั้งแต่เพิ่งอ่านหนังสือแตกตั้งแต่ชั้น ป. 1 จนมันติดนิสัยรักการอ่าน มีความสุขกับการอ่านหนังสือ ขายหนังสือมีกำไรเป็นเงินจากการขายอันนี้แน่นอน แต่ที่ได้กำไรจากการอ่านนี่สิมันประเมินค่ามิได้เลย
บางท่านในเว๊ปว่าไหงเป็นคนเขียนหนังสืออ่านง่ายนี่อาจเป็นเพราะการชอบอ่าน ซึ่งถ้าใครเขียนอ่านง่ายอ่านสนุกเราก็จะชอบอ่าน ในประเทศไทยถ้าจะยกตัวอย่างว่าใครเขียนหนังสืออ่านง่ายอ่านสนุกนี้แน่นอนจะต้องตกเป็นของท่านอาจารย์หม่อยราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมท ไม่มีหนังสือบทความไหนที่ท่านเขียนแล้วน่าเบื่อ และอีกท่านหนึ่งที่ไหงชื่นชอบและติดตามอ่าน ( ฟรี ) มาตั้งแต่มัธยมคือคุณสมชาย กรุสวนสมบัติ ถ้าจะบอกชื่อนี่แล้วบางท่านอาจงง แต่ถ้าบอกว่าท่านผู้นี้คือ " ซูม " ในเหะหะพาที ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐไงละรู้จักทันทีใช่ใหม ซูมเป็นคนเขียนบทความอ่านสนุกมีลูกล่อลูกชนครบครัน ซึ่งไหง่ติดตามท่านทั้งสองมาตั้งแต่ไหง่เด็กๆ เพิ่งอ่านหนังสือเป็น จนปัจจุบันไหง่ก็มีอาชีพที่ต้องใช้การเขียน ( พิมพ์ ) ทั้งคำฟ้อง อุทธรณ์ ฎีกา มาประมาณยี่สิบปีแล้ว จึงเป็นการฝึกฝนให้ต้องเขียนอ่านรู้เรื่องและราบรื่น มีย่อหน้าถ้าจบสิ้นกระแสความในประเด็นนั้นๆ มิใช่ติดเป็นพืดไป ซึ่งอาจจะทำให้ท่านผู้ตัดสินคดีตาลายและไม่อยากอ่านข้อมูลที่เรานำเสนอ มิฉะนั้นตกมาตายแพ้คดีตั้งแต่ยังไม่ทันขึ้นม้าเลย และที่ไหงเขียนในเว๊ปชุมชนนี้ ไหง่ขอบอกเลยว่าไม่เคยเปิดหนังสือหรือไปลอกที่ใหนเลย เขียนจากความทรงจำที่ได้เคยศึกษาหาความรู้ต่างๆเช่นในเรื่องความรู้เกี่ยวกับฮากกานี้ไหงติดตามมาเกือบสิบห้าปี หาในเว๊ปและเอกสารต่างๆ เหมือนสุภาษิตของอาจารย์ของไหง่ท่านหนึ่งตอนเรียนชั้นมัธยมกล่าวไว้ว่า " ความรู้คือสิ่งที่หลงเหลือจากความหลงลืม "
ที่นี้เข้าเรื่องนะครับตามที่ท่าน ดีดี๊ดี ได้สอบถามเรื่องของ ฮากกา ทำไมไม่เรียก " ฮากกา " และสรุปว่าเป็นคำว่าเป็นคำที่คนฮากกาเรียกตัวเองนั้น ไหง่ขอตั้งข้อสังเกตุว่า คำว่าปั้นซันขัก กับ ชิมขัก ทั้งสองคำนี้น่าจะเป็นคำที่คนแต้จิ๋ว ให้เกียรติ ( หรือเปล่าก็ไม่รู้ ) ดันมาเรียกพวกเราซึ่งในคำภาษาแต้จิ๋วว่า " โป้ซัวแคะ กับชิมแคะ " ตามลำดับ ซึ่งเป็นการสร้างปัญหาให้พวกเราแบบข้ามภพข้ามชาติจนในยุคปัจจุบัน ซึ่งเดิมไหง่ว่าในภาษาฮากกาคงจะไม่มีคำทั้งสองในสาระบบของภาษาฮากกา ไหง่ไม่เคยได้ยินคนหมอยแย้นบอกว่าพวกเขาพูดภาษาชิมฮัก ได้ยินแต่เขาพูดว่าภาษา " ฮากกาฟ้า " และเมื่อสองสามวันนี้ไหงได้สนทนากับอาหว่องหมุ่ยหลิม คนฮากกากว่างซี ว่าหนี่จือเต้าเซินเค่อหรือปั้นซันเค่อบ้างใหม กี่ถามกลับมาว่าคืออะไร กี่งงเป็นไก่ตาแตกและถามกลับมาว่า ปันซันเค่อ เซินเค่อ คืออะไร ช่วยบอกที ดังนั้นตามความคิดเห็นของไหง่คำว่า " ชิมฮัก " ก็ไม่น่านำมาใช้เพราะเป็นคำที่คนอื่นเขา(คนแต้จิ๋ว)กำหนดให้เราเป็น แต่เราดันอยากเป็นอีกดังนั้นไหง่ขอรณรงค์ว่าเราไม่ควรใช้คำว่า " ชิมฮัก " แต่ควรจะใช้ว่า " ฮากกาฟ้า " หรือ " ภาษาฮากกา " ONLY เท่านั้น
ไม่อยากพูดมากเดี๋ยวมีสวน ( ไหง่หมายความแค่ว่าคำว่า ชิมฮัก เท่านั้นนะไม่ควรนำมาเรียกมาใช้ อันอื่นไหง่ไม่เกี่ยวนา ) จึงขอจบการแสดงความคิดเห็นของอาตมาภาพ ด้วยประ กา ร ฉะ นี้ อาเมน ( อันหลังนี้ล้อเรียนอายับ )
จะติดตามต่อไป
ขออนุญาตออกความเห็นด้วยความชื่นชมครับ ในทัศนคติของทุกท่านที่ร่วมกันสร้างสรรค์บทความดีๆให้ได้อ่านกัน ท่านดีดี,อาสินฝ่ากอ น้องหยุ่นฝ่า อาฉีกอ และ อีกหลายท่านที่มิได้เอ่ยนาม ทำต่อไป อย่าหยุด อย่าท้อ เป็นกำลังใจให้ครับ
ฝากขอโทษอาฉีกอด้วยที่วันก่อนใช้สิทธิ์พาดพิงด้วยความดุดันจนเวปมาสเตอร์ต้องลบความเห็นออก
สู้ สู้ต่อไปครับ คุณความดี แด่ บรรพชนและชาวฮากกาที่ฮึกเหิม
熊永发
ชื่นมื่นที่พบเพื่อน หลั่งน้ำตาครากลับบ้านคนฮากกา
ยินดีรับใช้ๆ เป็นเพื่อนน้ำมิตร สู่การก่อการไท่ผิงภาค 2 ซวด ซวด
หนังสือ "60 ปี โพ้นทะเล" โดยชาวฮากกา
เมื่อวานไปงานสมาคมเหมยเซี่ยน ได้รับ หนังสือ "60 ปี โพ้นทะเล" จากมือท่านอาจารย์ปนัดดา เลิศล้ำอำไพ โดยตรง
ซึ่งเป็นหนั้งสือดีที่น่าอ่านอย่างมาก เนื้อหาชวนติดตาม ทำให้รู้เกล็ดประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของแหล่งต่างๆอัดแน่นด้วยสาระเกือบห้าร้อยหน้า
ดีใจมากๆ ที่ได้ทราบมาว่า ผู้เขียนซึ่งเป็นบิดาของท่าน ก็เป็นชาวฮากกาด้วยเช่นกัน
ได้พบอาจารย์ปนัดดา เลิศล้ำอำไพ เหมือนกัน
ที่จริงไหง่ติดตามผลงานของอาจารย์ปนัดดา เลิศล้ำอำไพ มานานแล้ว ท่านเป็นกูรูเกี่ยวกับเรื่องจีนคนหนึ่งของเมืองไทยคือถ้ามีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องจีนอาจารย์ก็จะถูกเรียกไปเป็นวิทยากรอย่างสม่ำเสมอ จนได้มาอ่านหนังสือ 60 ปี โพ้นทะเล ซึ่งเป็นหนังสือที่ไหง่เคยนำมาแนะนำในเว๊ปชุมชนนี้ จึงทราบว่าบิดาของท่านคือ " อู๊จี๊เยี่ย " คนหมอยแย้น ดังนั้นท่านอาจารย์จึงเป็นลูกคนหมอยแย้น เช่นเดียวกับไหง่ ไหง่จึงรู้สึกปราบปลื้มอาจารย์เป็นเท่าทวีคูณ
เมื่อวานนี้ ( 25 มิ.ย. 54 ) ในงานครบรอบห้าปีของสมาคมหมอยแย้น จึงได้มีโอกาศคุยกับอาจารย์
ไหง่จึงบอกอาจารย์ว่าไหง่ชื่นชมและติดตามผลงานของอาจารย์มานานแล้ว และได้ซื้อหนังสือ 60 ปีโพ้นทะเลมาตั้งแต่หนังสือเล่มนี้ตั้งแต่ออกใหม่ๆ
แล้วไหง่ก็บอกว่าไหง่ก็เป็นลูกคนหมอยแย้นเหมือนอาจารย์เหมือนกัน อาจารย์ถามว่าทำใมรู้ว่าอาจารย์เป็นคนหมอยแย้น ไหง่ก็ตอบว่าอ่านหนังสือ 60 ปี ทราบว่าอาจารย์เป็นบุตรสาวของ อู๋จี๊เยี๊ย คนเขียนแล้วอาจารย์นำมาแปล เมื่อบิดาเป็นหมอยแย้น อาจารย์ก็ย่อมเป็นหมอยแย้นด้วย
แล้วอาจารย์ก็ถามว่าไหง่ชื่ออะไร ไหง่ก็บอกว่าไหง่ชื่อ วี่ฟัด อาจารย์เลยบอกว่า อํอ คนที่แปลเพลงสืบสานวัฒนธรรมฮากกาใช่ใหม ไหง่งงมากว่าอาจารย์รู้ได้อย่างไร ไหง่เลยถามอาจารย์ว่าทราบได้อย่างไร อาจารย์บอกว่าเพิ่งอ่านหนังสือ " ไหง่เฮ้ฮากกาหงิ่น " ที่เขาแจกในงาน ซึ่งไหง่ก็ไม่รู้ว่าหนังสือเล่มนั้นลงชื่อไหง่ด้วย ไหง่จึงบอกอาจารย์ว่าใช่ ตอนแรกไหง่นำมาแต่งเป็นกลอนแปดธรรมดา แล้วมีคนนำบทกลอนดังกล่าวมาเรียบเรียงเป็นเพลงสืบสานวัฒนธรรมฮากกาขึ้น
แล้วไหง่ก็ถามอาจารย์อีกว่า บ้านที่หมอยแย้นของอาจารย์อยู่ที่ใหนอาจารย์บอกว่าอยู่ใกล้ๆสะพานหมอยกองเถียว ซึ่งเป็นสะพานอันเป็นสัญญลักษณ์ของเมืองหมอยแย้น
จึงนำมาเล่าให้ฟังครับ ที่ได้พบกับคนที่เราชื่นชอบ
อู๋จี้เยียะ ออกเสียงในภาษาฮากกาว่า อีอกี๊โงก
อาจี้กิตติมศักดิ์
อาจารย์ปนัดดาพูดเกี่ยวกับเรื่องหนังสือพิมพ์จีนในเมืองไทย
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2